Thai Audio/Video Club

คุยกันฉันท์เพื่อน => จับฉ่าย => Topic started by: supada on 15 December 2008, 10:58:24 am

Title: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 15 December 2008, 10:58:24 am
โฮๆๆ เห็นพี่ๆ ในห้องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ให้ความคิดเห็นได้เฉียบขาด และมีประโยชน์ทั้งสิ้น ก็เลยมาขอไอเดียหน่อยนะคะ   :flatter:

พี่ๆ เพื่อนๆ ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ประเทศพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาคะ?

พอดีเราเห็น signature ของท่านพี่ blackmore เขียนไว้ว่า ฝรั่งไม่ได้ฉลาดกว่าคน" ประมาณเนี้ยค่ะ

ซึ่งเราบอกตรงๆ ว่าเห็นด้วย เวลาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ฝรั่งก็ยกมือถามกันให้ควั่ก

บางท่านก็แสดงภูมิ อวดรู้บ้าง อะไรบ้าง แต่พอตอนสอบ คะแนนออกมา คนเอเชียได้ 100%

ฝรั่งนั่งเกาหัวแกรกๆ ตอนทำข้อสอบ เฮ้ย นี่มันอะไรกัน???  :wow: แล้วไอ้ที่พวกเอ็งถามเป็นชุดๆ ในห้องนี่มันยังไงหว่า

แปลว่าไม่เข้าใจ หรืออะไรยังไง ก็เดาไม่ถูกเลยตอนนี้

แต่ทีนี้พอมานั่งนึกอีกว่า เอ๊ะ แล้วทำไมเอเชียก็ฉลาด คนไทยก็ฉลาด แต่ทำไมประเทศยังด้อยพัฒนาอยู่หว่า?  :dizzy: :dizzy:

มุมมองเราคับแคบ วานพี่ๆ ช่วยมาส่องทางสว่างให้หน่อยนะคะ  :worshippy:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 15 December 2008, 11:02:38 am
แล้วอีกนิดหนึ่งค่ะ ประเทศอเมริกาก็เต็มไปด้วยคนจบแค่มัธยมปลาย เราเคยอ่านสถิติเขาว่ามีคนจบมัธยมปลายเกิน 80-90%

ของทั้งประเทศเลย หรือว่าปัจจัยมันอยู่ที่ "คุณธรรมและจริยธรรม" คะ?

อย่างเช่นในกรณีที่พี่พจน์เคยตั้งกระทู้เกี่ยวกับการซื้อขายกีตาร์กับฝรั่งและคนไทย

ประสบการณ์ที่ได้มันต่างกันเหลือเกิน  :wallbash:

วานแสดงความเห็นให้สมองเราเปิดหน่อยนะคะ  :worshippy:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: outto on 15 December 2008, 01:58:26 pm
ผมว่าตามนิยามแล้วนี่(wiki) ประเทศที่พัฒนาแล้วหมายถึงประเทศที่เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ แล้วก็การพัฒนาการของชนชาติโดยเฉลี่ย ดีกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา (เคยสงสัยเหมือนกันว่า เลิกเรียกประเทศด้อยพัฒนากันเมื่อไหร่)

ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาก็น่าจะเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง พอที่จะสร้างความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจได้

ผมเคยคิดเอาเองเล่นๆครับว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วคือประเทศที่มีโอกาสและความเท่าเทียมกันทางชีวิต ทางเลือก ให้คนในประเทศ "โดยเกณฑ์เฉลี่ย" ได้เกือบเท่าๆกัน แล้วที่คนในประเทศ จะเลือก หรือไม่เลือกทำก็อีกเรื่องหนึ่ง

ผมเห็นด้วยครับว่า ที่ว่ากันว่า ฝรั่งไม่ได้ฉลาดกว่า นี่ก็น่าจะมีส่วนนะครับ แล้วแต่ว่าจะสุ่มเอาตัวอย่างส่วนไหน ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วคนเก่งๆนี่เยอะมากๆเลยครับ เกือบทุกชาติทุกภาษา แต่ที่ดูเหมือนว่าฝรั่งจะเก่ง อาจเป็นเพราะเขาคิดค้นอะไรใหม่ๆได้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เก่งพูด เก่งพรีเซนต์ แต่ที่เห็นด้วยแน่ๆคือ ไม่ได้เก่งทุกคนครับ  ที่ดูเหมือนพูดเก่งอย่างเดียวก็มีเยอะครับ

แหะๆ ก็ที่คุณ supada ว่าครับ "บางท่านก็แสดงภูมิ อวดรู้บ้าง อะไรบ้าง แต่พอตอนสอบ คะแนนออกมา คนเอเชียได้ 100%"   ผมก็เคยเห็นมาบ้างเหมือนกันครับ แต่มนุษย์มหัศจรรย์ เก่งๆก็ได้เห็นมาเหมือนกันครับ (ตัวอย่างครับ www.ted.com) เพื่อนผมคนนึงบอกว่า ความคิดที่ดีที่ไม่ได้บอกหรือพูดออกมา คือ nothing ก็น่าจะมีส่วนให้บุคลิกฝรั่งเป็นอย่างนี้ด้วยมั้งครับ ต้องพูดๆ เสนอความเห็นกันไว้ก่อน

ทีนี้ ที่ว่าประเทศเราทำไมยังพัฒนาอยู่หว่า ผมคิดว่าระบบ ระบอบในประเทศเราไม่นิยม เทิดทูนคนเก่งกันเท่าไหร่ครับ นิยมคนหาเงินเก่งกันมากกว่าครับ (ที่ได้มาโดยชอบหรือมิชอบก็ตาม) R&D ของเราก็เลยไม่ได้เอามาทำให้เศรษฐกิจเราไปแข่งกับประเทศอื่นได้ ทั้งๆที่ผมว่าคนไทยเก่งๆมีเยอะมากครับ  แต่น่าจะโดนกลืนไปกับระบบ ระบอบ หรือการหาเงินในที่สุดครับ

ยกตัวอย่างนะครับ (หวังว่าคงไม่ผิดกฎพูดเรื่องการเมืองนะครับ ถ้าไงลบได้เลยนะครับ) คืออาจจะได้ยินข่าว governer ของ Illinois จะขายตำแหน่งเก่าของ Obama ได้นะครับ ระบบและคนมีอำนาจในระบบ เขาไม่ยอมให้คนคอร์รัปมีอำนาจต่อไปได้ครับ ซึ่งค่อนข้างต่างกับประเทศเรา ผมอ่านข่าวการเมืองเราทีไรแล้วเซ็งทุกที  ผมว่าจริงๆแล้วมีทั่วไปทุกประเทศครับเรื่องคนโกง คนไม่ดีอะไรพวกนี้ แต่ถ้า ระบบ ระบบอบและกฎหมายสามารถคุมได้ ประเทศก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้นครับ

ความคิดเห็นอีกอย่างนะครับก็คือ พอระบบ หรือสิ่งแวดล้อมสร้างคนให้อยู่ในกรอบได้แล้ว จิตสำนึกก็ค่อยๆถูกสร้างมาให้รักษาสิทธิ์ของตัวเองครับ ที่นี้ก็เลยไปเอาเปรียบกันยากหน่อย คุณธรรมหรือจริยธรรมก็น่าเกิดได้ดีกว่า เพราะบางทีคุณธรรมหรือจริยธรรมเจอบททดสอบ (e.g. เงิน-อำนาจ)มาง้าง ก็เห็นเป๋มาเยอะแล้วครับ

ผมยังฝันอยู่เลยครับว่า ถ้าประเทศเราให้โอกาสประชาชน (การศึกษา เศรษฐกิจ) ได้เท่าๆประเทศพัฒนาแล้ว ผมว่าประเทศเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้มากครับ

พิมพิ์พิมพิ์มาชักยาว พอดีกึ่มๆวันอาทิตย์หนะครับ  :blush: ผมว่ายังไงๆน้ำใจดีๆนี่คนไทยเรามีให้กันมากกว่าที่ไหนๆครับ  เขาน่าจะมี Index ความสุขของคนในประเทศกันบ้างนะครับ คงจะน่าสนใจไม่เบาว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะมีความสุขมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือเปล่า...
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: kris9999 on 15 December 2008, 02:26:53 pm
 :clap: :cheer: :thumbup:

สนับสนุนความเห็นพี่เอ้าท์ครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 15 December 2008, 03:09:23 pm
Amereicans are not stupid  :P
http://www.youtube.com/v/fJuNgBkloFE&hl=en&fs=1.swf

อาจจะเคยดูกันแล้ว  แต่ดูอีกทีก็ยังขำครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: DRC on 15 December 2008, 03:38:31 pm
--ต้องดูด้วยครับว่าคำว่าพัฒนานั้นนิยามไว้โดยใคร   ยกตัวอย่างนะครับผมอยู่ในวงการแพทย์ ยาสมุนไพรที่มีประโยชน์ผ่านการพิสูจน์มานานด้วยเวลาและการใช้งานบอกต่อกันมาแต่ไม่สามารถแสดงสูตร ไม่สามารถแสดงพิษ ไม่สามารถแสดงผลการทดลองตามขั้นตอน ไม่มีการบันทึกผลการใช้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน แบบนี้ฝรั่งนิยามว่าไม่มาตรฐาน(ทั้งที่อาจจะมีคนใช้มาหลายสิบหลายร้อนคน) แต่พอฝรั่งเอาสมุนไพรอะไรไม่รู้มาวิจัย อาจจะมี sample size 4000 คน ฝรั่งบอกอย่างนี้คือมาตรฐาน  ทั้งที่จาก 4000 อาจจะได้ผลดี แต่พอมาลองใช้ในคนหลักล้านก็มีปัญหาเยอะแยะ   ฝรั่งบอกอย่างเขาเรียกว่าพัฒนา อย่างเอเชียเรียกไม่พัฒนา   ลองดูวัฒนธรรมสิครับ ความรู้ของชนเผ่าต่างๆทั่วโลกนั้นมีอารยธรรมมานานกว่าฝรั่งเยอะแยะ แต่ไม่ค่อยมีบันทึก  แต่ฝรั่งทำอะไรบันทึกหมด  เขาก็บอกเขาว่าเขาพัฒนา  

--เมื่อนิยามการพัฒนาหลงไปโดยคนที่ตั้งเอาไว้ไม่ตรงกับรากเหง้าวัฒนธรรม  มันก็ไม่รู้ใช่พัฒนาจริงมั้ย   มีมั้ยครับโรงแรมที่นอนเปลผูกใต้ต้นไม้  ไม่มีแอร์  ไม่มีตู้เย็น ไม่มีทีวี  อาหารก็ธรรมดา  จะกินต้องไปยกเอง กินเสร็จต้องไปล้างเอง ไม่มีอ่างอาบน้ำที่เปลืองน้ำ หรืออะไรอีกเยอะแยะ  แล้วโรงแรมเหล่านี้ฝรั่งบอก 5 ดาว  เพราะมันนิยามโดยความคิดของเขา  ผมต่อต้านความคิดหลายๆเรื่องของฝรั่งที่เขาพยายามครอบคลุมความคิดอ่านของคนทั้งโลกว่าต้องคิดและทำแบบฝรั่งเท่านั้นที่จะเรียกว่าพัฒนา
--ดูฟุตบอลก็ได้ครับ นักเตะยุโรปมีมั้ยครับ ไขว้ส้น เลี้ยงตลุยเดี่ยว โชว์ทักษะต่างๆ นับหัวได้ครับ เพราะเวลาเขาสอนนักฟุตบอล เขาจะมี pattern การสอนเลยว่าจะเล่นอย่างไร นักบอลไม่ต้องใช้ความคิดและความสามารถของนักบอล  แล้วคนดูครับ ชอบเห็นนักบอลแบบใหนเล่น ก็เห็นชมชอบแต่นักบอลที่เป็นอัจฉริยะ เล่นลูกสวยๆทั้งนั้น
--เรื่องการแต่งกายก็ได้ครับ บางชาติเขาแต่งตัวมิดชิดเรียบร้อย ไม่สวมชุดว่ายน้ำที่โป๊ๆ ฝรั่งบอกไม่พัฒนาต้องใส่แบบว่ามีสายเส้นด้ายเล็กๆมุดเข้าไปในก้นจึงจะพัฒนา

--ถ้ามาดูชาติที่โดนเรียกว่าพัฒนาแล้วเรียกว่าเกือบหมดจะเป็นชาติฝั่งอุตสาหกรรม เพราะมันบันทึก+ชี้วัดได้  ดังนั้นเวลาชาติอื่นๆอยากโดนเรียกบ้างต้องไปพัฒนาแบบเขามันจึงยุ่ง  ชาติบางชาติที่โดนสำรวจว่าประชากรมีความสุขที่สุดในโลก ชาติเหล่านั้นฝรั่งเรียกว่าพัฒนามั้ย(ก็เปล่า)
--ตอนนี้เกือบทุกอาชีพและวงการในบ้านเราต้องการพัฒนาจึงมีตัวชี้วัด มีคนมาวัด จ้างคนมาตรวจ จ้างคนมาวัด  ทั้งๆที่ก่อนหน้าจะทำแบบนี้มันดีอยู่แล้วเพียงแต่ตอบคำถามแบบฝรั่งถามไม่ได้  แต่ครั้นจะให้ตอบคำถามแบบฝรั่งถามได้ งานก็ลุ่มๆดอนๆซ้ำร้ายอาจจะแย่ลงกว่าตอนเริ่มพัฒนาด้วยซ้ำ

--ผมว่าถ้าเอาแค่ประเทศมีการให้โอกาสคนที่เท่าเทียมกันในทุกๆด้านที่แต่ละคนสนใจ  ให้โอกาส+ส่งเสริมคนดี  สกัดคนชั่วได้ ก็น่าจะพัฒนาแล้ว  ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องจบปริญญาหรอกครับ ไม่งั้นถ้าทุกคนต้องเรียนสูงๆจึงจะพัฒนาแล้วใครจะเก็บขยะ ใครจะขุดดิน ใครจะโบกปูน   ผมคิดแค่ว่าอาชีพมันสำคัญต่างกันจริงแต่ไม่ควรมีรายได้ต่างกันอย่างมหาศาล
--ไปทำงานครับ  คงต้องว่ากันต่อครับ สมาชิกที่เชี่ยวชาญด้านนี้น่าจะเยอะนะครับ เว็บนี้ผมเห็นด้วยกับคุณ supada ครับว่าความเห็นเฉียบๆทั้งนั้นครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: blackmore on 15 December 2008, 04:00:28 pm
คือผมใส่ ซิกเนเจอร์ นี่เพื่อแสดงความหงุดหงิดส่วนตัวอะครับ  ตอนนี้ทำงานเจอฝรั่งทั่วไปเยอะหน่อย รู้สึกว่าคุยด้วยแล้วหงุดหงิด บางครั้งผมดูถูกมันด้วยซ้ำไป
แต่ไอ้ที่ฉลาดๆก็เจอบ้างครับแต่พวกนี้ จะเป็นพวกพฤติกรรมแปลกๆ หาเจอตัวยาก

ผมว่าภาษาเป็นตัวแปลหลักตัวแปลนึงครับ ถ้าฝรั่งต้องใช้ภาษาไทย ผมมองว่าฝรั่งหมดประโยชน์ไปอีกเยอะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดมากๆคือ  ไอ้พวกนี้คิดว่าเมืองไทยมีดีแค่แค่เที่ยวผู้หญิง  ได้ยินแล้วเซ็งเป็ดครับ......

มีอีเรื่องที่ผมรับไม่ได้  คือการเรียกชื่อสิ่ง ต่างๆใน เมืองไทย   เอาง่ายๆๆ   กรุงเทพฯ  หรือ บางกอก,  ดันไปเรียก แบ๊งค์ค๊อก  ถ้ามันออกเสียงไม่ได้ ก็พยายามสีท่าน ไม้ใช่มาเปลี่ยน สงสัยไม่เคยได้ยิน  "When in Bangkok, do as the (good) Bangkokians do."

(ไม่ได้ต้องการกระทบใครครับ  แค่เริ่มมีอาการรักชาติมากขึ้นครับ) 
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 15 December 2008, 04:08:58 pm
ประเด็นนี้ หากว่าให้ผมเริ่มต้น  ต้องไปเรื่องการเมืองแน่นอนครับ
วันนี้ผมจะยุ่งๆหลายเรื่อง  
เดี๋ยวหากว่าว่างๆ  ค่อยกลับมาแจมครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: dht_tubes on 15 December 2008, 04:23:19 pm
มาขอเข้าคิวรออ่านด้วยคนครับ

ตอนนี้ที่นึกได้เลย สำหรับผม

ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีสัดส่วนของประชากรที่รู้จักสิทธิ และก็หน้าที่ของตัวเองมากกว่า
ประเทศที่กำลังพัฒนา จะมีสัดส่วนของประชากรที่รู้จักสิทธิ และหน้าที่ของตัวเองน้อยกว่า

และจะยิ่งหนักขึ้นสำหรับประเทศที่อยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา ถ้าคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคนหมู่มากก็จะ..........


ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวนอกเรื่อง

Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 15 December 2008, 04:27:29 pm
เฉียบและบรรเจิดมากค่ะความเห็นพี่ๆ เพื่อนๆ แต่ละท่าน  :clap:

Quote from: poj on 15  December  2008, 04:08:58 pm
ประเด็นนี้ หากว่าให้ผมเริ่มต้น  ต้องไปเรื่องการเมืองแน่นอนครับ
วันนี้ผมจะยุ่งๆหลายเรื่อง  
เดี๋ยวหากว่าว่างๆ  ค่อยกลับมาแจมครับ


แวะมาไวๆ นะคะ

เป็นประเด็นที่เราก็คิดๆ เหมือนกันค่ะ แต่คิดไปนิดเดียวก็ตันซะแล้ว  :wallbash:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: outto on 15 December 2008, 05:06:11 pm
คิดไว้ก่อนจะโพสเหมือนกันครับ ว่ากระทู้นี้น่าจะเป็นกระทู้ร้อน  มารออ่านความเห็นพี่ๆเพื่อนๆท่านอื่นๆเหมือนกันครับ :supergrin:

นอกเรื่องนิดนึงครับ ต่างชาติที่ผมไม่ชอบมากๆก็คือประเภทที่ใช้เวลากับประเทศของเรานิดหน่อย แล้วเข้าใจผิด คิดว่าเข้าใจประเทศไทยเราดี แล้ววิจารณ์เสียๆหายๆ (เหมือนคนที่เขียนบทความใน ดิ อีโคโนมิสต์ นั่นแหละ  >:D  ) อีกพวกนึงที่ไม่ชอบเหมือนกันก็คือพวกที่รู้จักผู้หญิงไทย เมืองไทยในแง่นั้นอย่างเดียว  :no:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Art on 15 December 2008, 07:12:07 pm
เพราะเค้าเอาสิ่งที่ประเทศเค้าเป็น มานิยามว่า นี่คือประเทศพัฒนา ครับ ประเทศพัฒนาแล้วต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้ 1-2-3-... (ก็คือที่เค้าเป็นอยู่นั่นแหล่ะ)

ตอนเด็กๆ ผมเคยถูกสอนมาว่า ประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา แยกกันด้วยระดับ GDP หรือ GNP ก็แล้วแต่คนยุคนั้นจะบัญญัติขึ้นมาได้ พอถัดมาอีก 10 ปีตัวเลข GDP ก็เปลี่ยน และมีเพิ่มเงื่อนไขอื่นๆ ขึ้นมาอีก เดี๋ยวอีก 10 ปีข้างหน้าก็คงมีตัวเลขพร้อมกับนิยามใหม่ๆ อีก เพื่อให้โลกเรายังคงแยกเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา สุดท้ายแล้วผมว่ามันเป็นธรรมชาติของสังคมครับ ระบบประเทศทำให้โลกเรามีความเหลื่อมล้ำกันในหลายๆ ด้านเหมือนคนในสังคม ประเทศที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าก็ต้องหาอะไรมาให้ทุกคนยอมรับว่าตัวเองเหนือกว่า และประเทศที่ด้อยกว่าก็ยังด้อยกว่าอยู่วันยังค่ำครับ  :supergrin:

Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: dht_tubes on 15 December 2008, 07:17:40 pm
Quote from: outto on 15  December  2008, 05:06:11 pm
อีกพวกนึงที่ไม่ชอบเหมือนกันก็คือพวกที่รู้จักผู้หญิงไทย เมืองไทยในแง่นั้นอย่างเดียว  :no:


ชาวต่างชาติเหล่านั้น (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนมาก) เขาคิดแบบนั้นเพราะเขาให้ความสำคัญกับวัตถุ หรืออะไรที่พิสูจน์ได้มากกว่า ของที่มองไม่เห็นครับ (สุดท้ายก็เหมือนข้างต้นอีก)


เขาอาจจะไม่ศรัทธาในเรื่องการให้มากกว่าการรับ จึงต้องคำนวนสิ่งที่จะได้รับ ทุกครั้งที่เป็นคนให้ ในขณะเดียวกันก็จะคิดเสมอว่า ไม่มีใครมาให้อะไรโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (ที่เป็นวัตถุ)

เขาไม่เชื่อเรื่องความสัมพันธ์ยั่งยืนอะไรทำนองนี้ เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ (อีกแล้ว)

ดังนั้นมันก็วนมาเรื่อง การยึดติดอยู่กับวัตถุมากเกินความพอดี
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 15 December 2008, 07:34:44 pm
Quote from: outto on 15  December  2008, 05:06:11 pm
อีกพวกนึงที่ไม่ชอบเหมือนกันก็คือพวกที่รู้จักผู้หญิงไทย เมืองไทยในแง่นั้นอย่างเดียว  :no:


ไม่อยากเล่าเลย แต่ฝรั่งโลกแคบเท่านั้นค่ะที่คิดแต่เรื่องสกปรกแบบเนี้ยค่ะ พูดแล้วยัวะ  >:D
เราว่าคนพวกนี้ไม่เคยออกไปมองโลกกว้าง ไม่เคยเปิดโลก อยู่แต่ในรูแคบๆ
เมื่อไม่นานมานี้ เราเจอฝรั่งคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้น มาจากแคนาดา มันก็ชวนคุย เรากับเพื่อนก็คุย
แล้วมันก็บอกมันนั่งรถเมล์กลับบ้าน เรียนเลิกสี่ทุ่ม กว่าจะเดินออกไปป้ายรถเมล์ ก็เป็นไมล์
เจอกันสองสามหนในโรงเรียน ก็เลยบอกมันว่าให้มันติดรถไปป้ายรถเมล์ก็ได้ ก็สงสารมันอ่ะ เห็นใจมันเดินไกล
ก็เลยจะช่วย แต่สงสัยมันไม่คิดงั้น พอช่วงวันหยุด มันโทรมาไม่หยุด โทรมาทุกวัน ชวนไปโน่นไปนี่
เลยเลิกรับโทรศัพท์มัน มันเลยทิ้งข้อความไว้ ชวนไปลงอ่างจากุชชี่ที่อพาร์ตเมนต์มันจัดไว้ให้
เจี้ยนี่  :angry3: หลังจากนั้นเลยลาขาดจากไอ้นี่ไปเลย
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 15 December 2008, 07:37:17 pm
เพื่อนๆ พี่ๆ ช่วยกันเสริมประเด็นจริยธรรม คุณธรรมหน่อยได้ไหมคะ  :worshippy:

ประเทศโลกที่สาม กับประเทศโลกที่หนึง (เรียกงี้เปล่าไม่รู้) มีคุณธรรมและจริยธรรมต่างกันไหมคะ?

แล้วมันจะเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างไร?  :worshippy:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: pakorn on 15 December 2008, 10:07:59 pm
Quote from: supada on 15  December  2008, 10:58:24 am
พี่ๆ เพื่อนๆ ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ประเทศพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาคะ?


... ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้เป็นประเทศพัฒนา ก็คำพูดของฝรั่งเองครับ ที่ว่าประเทศตนเอง ประเทศนั้น พัฒนาแล้ว ประเทศนี้ ยังด้อยพัฒนา ..

แต่ถ้าคิดกันดีๆ ผมเห็นว่าเราควรเอาเกณฑ์หรือศีลธรรม จริยธรรมมาวัดความพัฒนาของประเทศ คือวัดที่คนในประเทศนั้น ว่าจะต้องมี 'ปัญญา' เป็นสำคัญมากกว่าความเจริญทางวัถตุหรือความมั่งคังทางการเงินของประเทศนั้นๆ นะครับ


Quote from: supada on 15  December  2008, 10:58:24 amพอดีเราเห็น signature ของท่านพี่ blackmore เขียนไว้ว่า ฝรั่งไม่ได้ฉลาดกว่าคน" ประมาณเนี้ยค่ะ


จริง ครับ แต่ฝรั่งในหลายประเศได้เปรียบที่ระบบของเค้าเอื้อในการพัฒนาคนมากกว่าครับ ลำพังตัวบุคคลแล้วคงไม่ได้ฉลาดกว่ากันแน่ๆ หรอกครับ ไม่มีใครพูดอย่างนั้นได้แน่ คนที่ไหนก็คนเหมือนกัน .. (ไม่นับความพิการทางสมองหรืออะไรจำพวกนั้นนะครับ) ฝรั่งในหลายชาติได้รับการพัฒนาทางระบบการคิด การให้เหตุผลมากกว่าเรา นั่นคือพื้นฐานที่ทำให้การศึกษาในระดับสูงๆ แล้วไปโลดกว่า คนเอเซียมัวแต่ภูมิใจที่เด็กเรา'จำ' ได้มากกว่า หรือ นร. มัธยมต้น ทำโจทย์ มัธยมปลายได้ ..อะไรเทือกนั้น

Quote from: supada on 15  December  2008, 10:58:24 am
แล้วอีกนิดหนึ่งค่ะ ประเทศอเมริกาก็เต็มไปด้วยคนจบแค่มัธยมปลาย เราเคยอ่านสถิติเขาว่ามีคนจบมัธยมปลายเกิน 80-90% ของทั้งประเทศเลย หรือว่าปัจจัยมันอยู่ที่ "คุณธรรมและจริยธรรม" คะ?


ต้องแยกกันสองเรื่องนะครับ อเมริกาไม่ได้กำหนดว่าใบกระดาษที่เรียกว่าปริญญานั้น 'ต้องมี' แต่ถ้ามีก็ดีครับ ดังนั้น คนที่จบแค่มัธยมมีโอกาสเริ่มทำงานแล้วไต่เต้าขึ้นไปได้ (พ่อแม่อเมริกันปกติส่งลูกเรียนถึงแค่มัธยม ถ้าอยากเรียน college ก็ต้องกู้เงินหรือหาเงินเรียนเองครับ) ... อย่างไรก็ตาม อเมริกันชนเองเคยบอกไว้ว่า ประเทศเค้ามีมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก 5% ของมหาวิทยาลัยทั้งหมดที่เค้ามี และมีมหาวิทยาลัยแย่ที่สุดในโลกอีก 5% เช่นกัน ส่วนตรงกลาง ก็งั้นๆ ล่ะครับ ไม่ได้ดีกว่าชาวโลกเค้าจนเกินไป  ..  ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ผมคิดว่าบางทีบางเรื่องก็ปลูกกันกันไว้ได้ดีนะครับ เช่น ไม่ให้ลูกโกหก หรือเห็นคนทำความผิดต้องแจ้งตำรวจ หรือเห็นคนบาดเจ็บเดือดร้อนจะต้องช่วย (เป็นกฏหมายด้วย เท่าที่ทราบนะครับ)

เราต้องยอมรับว่า คนไทยมีดีมาก มีสิ่งไม่ดีก็ไม่น้อยเช่นกัน .. เรายิ้มสยาม เรามีความสงบ เรามีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ฯลฯ แต่เราก็มีความอิจฉาริษยากัน เห็นผู้อื่นดีกว่าไม่ได้ มีลักษณะเอาตัวรอด คือตัวใครตัวมัน หรือมือใครยาวสาวได้สาวเอาอยู่เยอะเช่นกัน .. (ไม่ได้เป็นทุกคนนะครับ แต่ก็ไม่น้อย) [/quote]

Quote from: supada on 15  December  2008, 10:58:24 amเวลาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ฝรั่งก็ยกมือถามกันให้ควั่ก บางท่านก็แสดงภูมิ อวดรู้บ้าง อะไรบ้าง แต่พอตอนสอบ คะแนนออกมา คนเอเชียได้ 100%


ยกมือถาม ผมว่าเป็นลักษณะที่ดีของคนใคร่รู้นะครับ ไม่ใช้ในห้องเรียนไทย อะไรก็ไม่ถาม แต่ก็ลากความไม่เข้าใจไป คนเอเซียบางคนอาจอายเรื่องภาษา ไม่กล้าถามหรือพูดไม่ทัน แต่ไปอ่านหรือศึกษาตามเอาทีหลังก็มีครับ อย่าเพิ่งคิดว่า เราไม่ถามแล้วเก่งกว่า การอวดภูมิรู้ บางคนก็น่าถีบครับ แต่ก็เป็นinteraction ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีของการศึกษาแบบที่เน้น 'หลักการให้เหตุผล และความเข้าใจ' ครับ [/quote]

Quote from: outto on 15  December  2008, 05:06:11 pmแต่ทีนี้พอมานั่งนึกอีกว่า เอ๊ะ แล้วทำไมเอเชียก็ฉลาด คนไทยก็ฉลาด แต่ทำไมประเทศยังด้อยพัฒนาอยู่หว่า?
... ต้องท่องไว้ครับ 'เก่งไม่ได้แปลว่า ดี ฉลาด ก็ไม่ได้แปลว่า ดี รวยก็ไม่ได้แปลว่า ดี'


อย่างที่น้อง outto พูดมาก็ถูกครับ .. แต่จะว่าไปแล้วเรื่อง การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม มันผูกและมีผลกระทบซึ่งกันและกันทั้งหมด .. จะแก้ไขต้องกลับมาเรื่องพื้นฐานคือเรื่องของ'คน' นั่นแหละครับ (แต่จะแก้ได้หรือเปล่า หรือมันหนักหนาเกินจะแก้ไหวแล้ว นั่นก็อีกเรื่องนึง)


Quote from: blackmore on 15  December  2008, 04:00:28 pm
คือผมใส่ ซิกเนเจอร์ นี่เพื่อแสดงความหงุดหงิดส่วนตัวอะครับ  ตอนนี้ทำงานเจอฝรั่งทั่วไปเยอะหน่อย รู้สึกว่าคุยด้วยแล้วหงุดหงิด บางครั้งผมดูถูกมันด้วยซ้ำไป

สิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดมากๆคือ  ไอ้พวกนี้คิดว่าเมืองไทยมีดีแค่แค่เที่ยวผู้หญิง  ได้ยินแล้วเซ็งเป็ดครับ......


คนเรามีที่ดีและที่เลว ในทุกกลุ่มทุกชาติทุกภาษาครับ แม้กระทั่งในตัวเราเองมีทั้งดีและเลว เป็นเรื่องธรรมชาติครับ และอย่าไปคิดว่าพวกนั้นเขาไปอย่างนั้นเสียทุกคนไป จะสบายใจกว่าครับ  .. อีกประการ มีคนจำนวนมากในโลก เชื่ออะไรตามๆ เค้าไปครับ หัดอ่านกาลามสูตรให้เยอะๆ เข้าไว้เป็นดี

Quote from: blackmore on 15  December  2008, 04:00:28 pm
มีอีเรื่องที่ผมรับไม่ได้  คือการเรียกชื่อสิ่ง ต่างๆใน เมืองไทย   เอาง่ายๆๆ   กรุงเทพฯ  หรือ บางกอก,  ดันไปเรียก แบ๊งค์ค๊อก  ถ้ามันออกเสียงไม่ได้ ก็พยายามสีท่าน ไม้ใช่มาเปลี่ยน สงสัยไม่เคยได้ยิน 


อาจเป็นแค่ปรับมาให้คุ้นลิ้นตัวเองมั้งครับ คนไทยก็มีนะครับ กัมประโด กัปปิตัน ฯลฯ อะไร เยอะไป

Quote from: blackmore on 15  December  2008, 04:00:28 pm
นอกเรื่องนิดนึงครับ ต่างชาติที่ผมไม่ชอบมากๆก็คือประเภทที่ใช้เวลากับประเทศของเรานิดหน่อย แล้วเข้าใจผิด คิดว่าเข้าใจประเทศไทยเราดี แล้ววิจารณ์เสียๆหายๆ (เหมือนคนที่เขียนบทความใน ดิ อีโคโนมิสต์ นั่นแหละ


ผมอ่านดูแล้ว นายนั่นคงไม่ใช่แค่เข้าใจผิดล่ะครับ take side อีกฝั่งหนึ่งชัดเจน ส่วนจะด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ความเลวร้าย หรือด้วยเงินที่รับประทานเข้าไปก็อีกเรื่องนึงครับ



Quote from: supada on 15  December  2008, 07:37:17 pm
เพื่อนๆ พี่ๆ ช่วยกันเสริมประเด็นจริยธรรม คุณธรรมหน่อยได้ไหมคะ  :worshippy: ประเทศโลกที่สาม กับประเทศโลกที่หนึง (เรียกงี้เปล่าไม่รู้) มีคุณธรรมและจริยธรรมต่างกันไหมคะ?


... จริยธรรม คุณธรรม เป็นสมบัติประจำตัวบุคคลครับ สอนกันได้ แต่สร้างให้กันไม่ได้ .. เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศแน่ครับ คิดง่ายๆ ถ้าเราไม่เคยมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงเลย ประเทศเราจะเจริญกว่านี้อีกมาแค่ไหนครับ ลำพังแค่นับเม็ดเงินที่หายไปจากระบบ นับเป็นจำนวน ล้าน-ล้าน-ล้าน บาท แล้วครับ

คิดดูว่าถ้าเรื่องนี้สมบูรณ์(ซึ่งถ้าเป็น Utopia เท่านั้นครับ โลกจริงไม่มีทางดีได้สมบูรณ์) งบที่จะต้องเอามาสร้างตำรวจ ก็เอาไปทำอย่างอื่นได้ งบสร้างคุก ก็ไม่ต้องมี งบซ่อมไฟฟ้าข้างทางหรือตู้โทรศัพท์ที่คนมือบอนทุบทำลายเล่นก็ไม่ต้องมี ฯลฯ ...




Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: meng on 15 December 2008, 10:40:42 pm
กระทู้นี้ดีมากขอตามอ่านไปเรื่อยๆครับ :bowdown:

Quoteฝรั่งในหลายชาติได้รับการพัฒนาทางระบบการคิด การให้เหตุผลมากกว่าเรา นั่นคือพื้นฐานที่ทำให้การศึกษาในระดับสูงๆ แล้วไปโลดกว่า คนเอเซียมัวแต่ภูมิใจที่เด็กเรา'จำ' ได้มากกว่า หรือ นร. มัธยมต้น ทำโจทย์ มัธยมปลายได้ ..อะไรเทือกนั้น

เห็นด้วยมากๆ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 04:22:49 am
ไม่ว่าจะวัดด้วยอะไร  ถ้าถามในทุกแง่มุมเปรียบเทียบ สมมติไทยกับอเมริกา

ผมก็ต้องว่า อเมริกา พัฒนากว่าบ้านเราจริงๆ  :donot:

หรือไทยก็ต้องพัฒนากว่าลาวแหงๆ :tongue:

คือ อย่าเอา ความรู้สึกนะครับ  เอาความจริง หรือข้อมูลดิบมาวัดกัน   

และไม่เกี่ยวกับว่า  รักชาติ ไม่รักชาติ หรือ  ผมอยากอยู่ไปประเทศไหน นะครับ คนละประเด็น :-X

อย่างนึงที่ผม(เดา) ว่าไทยน่าจะเหนือกว่า น่าจะเป็น เปอร์เซ็นต์คนจบปริญญา  (อันนี้เดาจริงๆ) :scholar:



ปล. กระทู้มันๆแบบนี้  เดี๋ยวคุณ lapath น่าจะมาแจมยาวๆ  แล้วผมก็จะพลาดไปเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  :P  ;)
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: pakorn on 16 December 2008, 04:30:49 am
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:22:49 am
ผมก็ต้องว่า อเมริกา พัฒนากว่าบ้านเราจริงๆ  :donot:

หรือไทยก็ต้องพัฒนากว่าลาวแหงๆ :tongue:


หรือบางทีเราจะต้องลองมองแบบนี้ดูมั่งนะครับ

.. พัฒนากว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?
.. เจริญกว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?

และที่ว่าดีกว่า มันมองมุมไหนกันล่ะครับ?

Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 04:34:35 am
Quote from: supada on 15  December  2008, 07:37:17 pm
เพื่อนๆ พี่ๆ ช่วยกันเสริมประเด็นจริยธรรม คุณธรรมหน่อยได้ไหมคะ  :worshippy:

ประเทศโลกที่สาม กับประเทศโลกที่หนึง (เรียกงี้เปล่าไม่รู้) มีคุณธรรมและจริยธรรมต่างกันไหมคะ?

แล้วมันจะเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างไร?  :worshippy:


ด้วยความรักน้องนุ่น
สองสามปีมานี้  ผมได้ยินคำ คุณธรรม, จริยธรรม, คนดี  มามากพอแล้วจ้ะ  จะอ้วกอยู่แล้ว
มันอ้างได้แต่วัดไม่ได้ >:(

เอาเรื่องระบบการมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายก่อนจะดีกว่าไหม ดีกว่ามันเห็นชัดหน่อย B)
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 04:44:19 am
Quote from: pakorn on 16  December  2008, 04:30:49 am


หรือบางทีเราจะต้องลองมองแบบนี้ดูมั่งนะครับ

.. พัฒนากว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?
.. เจริญกว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?

และที่ว่าดีกว่า มันมองมุมไหนกันล่ะครับ?




นั่นไงครับ ผมถึงบอกว่า  มันเป็นเรื่องของการปรียบเทียบ
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ มันต้องวัด  นั่นคือความจริงและข้อมูล

เหมือนการวัดเด็กสองคน คนไหน"ดี"กว่า หรือ"น่ารัก"กว่า  มันวัดยาก  มันเลยต้องมีเครื่องชี้ 
ซึ่งบางทีเราไม่ชอบระบบการให้คะแนน มันไม่ตรงกับใจเรา  มันเลยเป็นปัญหา
ถ้าถามผมว่า แล้วจะเอายังไง ผมบอกว่าไมรู้  เพราะผมก็ไม่สามารถหาตัวชี้วัดที่ดีกว่าเกณฑ์ ที่เขากำหนดมาไม่ได้เหมือนกัน
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 04:56:57 am
พอจะนึกได้แบบคร่าวๆ 

เข้าใจว่า  การแบ่งแบบนี้  เป็นการแบ่งโดยองค์การระหว่างประเทศ(น่าจะเป็น ยูเอ็น นั่นแหละ)

เพื่อให้ความช่วยเหลือ

ดังนั้น  มันเลยมีการชี้วัดทางวัตถุหรือคุณภาพชีวิต(ทางวัตถุอีกเหมือนกัน) 
เพื่อหาประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ  หรือประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ

เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนี่นะ :P
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆ
Post by: nattapong on 16 December 2008, 05:06:55 am
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงร่วมวงเขียนแบบยาวมาก ๆ แต่ตอนนี้ผมกลับไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร

ถ้าเขียนไปทางหนึ่งอาจถูกหาว่าเหยียดผิว(ขาว) ถ้าในทางตรงข้ามอาจจะกลายเป็นกบฎ (เดี๋ยวนี้ข้อหานี้ใช้กันได้ง่าย ๆ)

มองไปที่ต้นตอของปัญหาจริง ๆ แล้ว มันเป็นปัญหาตั้งแต่ตัวคำถามเสียแล้ว พี่ ๆ หลาย ๆ คนแตะไปบ้างแล้ว นิยามว่าพัฒนา เป็นปัญหา จะนิยามกันอย่างไร เป็นปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด นิยามกันทำไม เป็นปัญหาโลกแตก ถ้าแก้ปัญหาเรื่องนิยามกันไปแล้ว มาถึงปัญหาที่ว่าแล้วเราจะไปใช้นิยามดังกล่าวด้วยหรือ ทำไม เพื่ออะไร จะเข้าสู่การติดป้ายเหล่านั้น ทำไม เพื่ออะไร

เอาแบบง่าย ๆ ก่อน เป็นตัวอย่างให้ขบคิด ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาที่ใช้ GDP เป็นเกณฑ์ส่วนหนึ่งในการวัดความพัฒนา ตามนิยามว่าพัฒนาที่ตัวเองมีส่วนในการตั้งขึ้น ประเทศที่ด้อยพัฒนาตามมาตรฐานของอเมริกัน อย่างเช่น ภูฑาน ที่เลือกที่จะใช้ GNH ในการวัดความเจริญของประเทศ คงไม่มีวันที่จะพัฒนาไปตามนิยามที่อเมริกาตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาคงไม่นำนิยามดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับประเทศของเขา เขาเป็นหนึ่งในประเทศที่มี GNH สูงที่สุดในโลก ถ้าหากว่าวันหนึ่ง GNH ถูกเลือกมาใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการนิยามความพัฒนาของประเทศ อเมริกาจะถูกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนาใช่หรือไม่ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นเขาจะพยายามเพิ่ม GNH หรือพยายามที่จะเปลี่ยนนิยามกลับมาเป็นดังเดิมให้ได้ เพื่อที่จะได้ใช้ GDP มาวัดกันเช่นเดิม การพัฒนาจะได้เกิดขึ้น

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดระบบวัด ใครเป็นคนยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ การวัดเป็นสิ่งที่บ่งบอกอะไรให้กับเรา แต่เมื่อใดเราใช้การวัดในการกำหนดทิศทางของอะไรบางอย่าง เราจะเริ่มรู้ว่าการวัดมันมีจุดบอดที่มากเกินกว่าจะนำมาใช้กำหนดทิศทางได้ และจะทำให้เกิดการดำเนินการทางเทคนิคเพื่อเพิ่มคะแนนที่ใช้วัด ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นในกรณีรัฐบาลต้องการ (ไม่ใช่เรื่องการเมืองนะครับ) ที่จะนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน มองแบบตื้น ๆ ถ้าคนเล่นหวยคือคนกลุ่มเดิม เจ้ามือหวยอาจจะเปลี่ยนกลุ่ม แต่ช่างมัน สุดท้ายแล้ว มีเม็ดเงินจำนวนเท่าเดิมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ผลต่างคืออะไรครับ หวยใต้ดิน รัฐบาลไม่มีตัวเลข ดังนั้นวัดไม่ได้ หวยบนดิน รัฐบาลมีตัวเลข และวัดได้ ถ้าคนเล่นเหมือนเดิม รางวัลให้เหมือนเดิม เงินทั้งหมดในระบบมีอยู่เท่าเดิม แต่เมื่อรัฐบาลนับได้ขึ้นมาเกิดอะไรขึ้นครับ GDP เพิ่มสูงขึ้น วัดแล้วบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วจริง ๆ มีอะไรเปลี่ยนไปครับ ไม่มีอะไรเลย

ในวงการมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน KPI มาใช้วัด เริ่มมาหลายปีพอสมควรแล้ว และในขณะนี้เริ่มมีการสนใจที่จะเล่นทางเทคนิคกันบ้างแล้ว เห็นแล้วก็สมเภศเวทนา (เขียนยังไง) นี่คือบุคลากรที่จะบ่มหัวสมองของชาติ

Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: nattapong on 16 December 2008, 05:17:00 am
มาที่นิยาม และการวัด มันเกี่ยวอะไร ที่จะบอกคือว่ามันไม่เกี่ยวกันเลยนะสิครับ พัฒนา คืออะไร ทำไมต้องพัฒนา ถ้านิยามว่าอย่างนั้น เพราะอย่างไรก็ตาม นิยามของคนอื่น อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ สุดท้ายแล้ว หัวใจของการมีชีวิตของเราคืออะไร มันมีไม่มากนักหรอกครับ ถ้าจะเน้นกันที่สิ่งที่เป็น core ของการมีชีวิตแล้ว เราจะไม่สนใจอะไรเลยกับคำนิยามเหล่านั้น ไม่ว่าเราจะนอนหมอนไม้ หมอนยางพารา หมอนขนเป็ด มันไม่ได้ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกันหรอกครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น

นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเขาจะสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร นักอนุรักษ์อาจจะคิดว่าเขาจะดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างไรให้มีรอยเท้าของเขาเหลือทิ้งไว้ให้น้อยที่สุด ชายที่เคร่งธรรมะอาจกล่าวว่าการที่เขาเดินไปในทางนักบวชคือสิ่งประเสริฐที่สุดที่เกิดขิ้นได้ (อย่างพระเวชสันดร) ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องอาจคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการเห็นแก่ตัว (หนีไปบวช)

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นสิ่งที่ Relative เราเพียงต้องหาสิ่งที่เป็น absolute ให้ได้แล้วยึดถือสิ่งนั้นร่วมกันเท่านั้นคงเพียงพอครับ มันมีไม่มากนักหรอกครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Cherokee on 16 December 2008, 05:19:58 am
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:22:49 am
ปล. กระทู้มันๆแบบนี้  เดี๋ยวคุณ lapath น่าจะมาแจมยาวๆ  แล้วผมก็จะพลาดไปเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  :P  ;)


อ่านแล้วก็นึกถึงคุณ lapath เหมือนกันเลยครับ  เรื่องแนวนี้เราเคยถกกันมาพอสมควรเมื่อ 3-4 ปีก่อน 

เดี๋ยวว่าง ๆ มาแจมด้วยครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 05:52:01 am
Quote from: nattapong on 16  December  2008, 05:17:00 am

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นสิ่งที่ Relative เราเพียงต้องหาสิ่งที่เป็น absolute ให้ได้แล้วยึดถือสิ่งนั้นร่วมกันเท่านั้นคงเพียงพอครับ มันมีไม่มากนักหรอกครับ


:thumbup: นั่นเลยครับ  :worshippy:

แต่หลักนี้
มันเป็นได้แต่การจัดการตัวเราในระดับไมโคร.....

แต่การจัดการในระดับแมคโคร เช่นการดูแลแก้ปัญหาประเทศ มันก็ต้องใช้ระบบ หรือตัวชี้วัดอยู่ดี...นั่นแหละที่ยาก :wallbash:

ปล. "สมเพชเวทนา" เขียนยังงี้ >:(   เห็นมั้ย  ได้เต็มวิชาแอ๊พพลายซายน์  แต่ตกภาษาไทย.. ฮึ :donot:      :lol:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: lapath on 16 December 2008, 05:56:16 am
Quote from: Cherokee on 16  December  2008, 05:19:58 am
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:22:49 am
ปล. กระทู้มันๆแบบนี้  เดี๋ยวคุณ lapath น่าจะมาแจมยาวๆ  แล้วผมก็จะพลาดไปเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  :P  ;)


อ่านแล้วก็นึกถึงคุณ lapath เหมือนกันเลยครับ  เรื่องแนวนี้เราเคยถกกันมาพอสมควรเมื่อ 3-4 ปีก่อน 

เดี๋ยวว่าง ๆ มาแจมด้วยครับ


Haha... :)

OK.  I'll make it short.  :P

If the rule of law works on all front, it's a developed country, IMHO.   :supergrin:

Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: blackmore on 16 December 2008, 08:05:28 am
Quoteมีอีเรื่องที่ผมรับไม่ได้  คือการเรียกชื่อสิ่ง ต่างๆใน เมืองไทย   เอาง่ายๆๆ   กรุงเทพฯ  หรือ บางกอก,  ดันไปเรียก แบ๊งค์ค๊อก  ถ้ามันออกเสียงไม่ได้ ก็พยายามสีท่าน ไม้ใช่มาเปลี่ยน สงสัยไม่เคยได้ยิน 

อาจเป็นแค่ปรับมาให้คุ้นลิ้นตัวเองมั้งครับ คนไทยก็มีนะครับ กัมประโด กัปปิตัน ฯลฯ อะไร เยอะไป


มองคนละประเด็นครับ ตัวอย่างผมชัดเจน  กรุงเทพฯ เป็นเมืองชื่อเมืองชื่อเดียวในโลก ไม่ใช่ กัปปิตัน ที่มีอยู่ในทุกๆๆที่ หรือ ฯลฯถ้าเรายอมให้ชาติ(ที่เชื่อว่าพัฒนามาก่อน) มาเปลี่ยนชื่อแม่กระทั่งเมืองเราโดยอ้างว่า ไอจะพูดอย่างนี่ไอออกเสียงไม่ได้ ผมไม่ยอมครับ  เราไม่มีเอกราชแม้แต่ชื่อเราเอง  ลองดูง่ายๆ คุณ Phoka  ใครมาเรียกท่านว่า Phok-ha แล้วบอกให้ท่านยอมรับมันเพราะ ไอจะอ่านนี้ ไอเจ้าของภาษา คงเสียคววามรู้สึก (ของโทษที่พาดพิงครับพี่)  แต่กรณีชื่อเมืองที่มีคนมากกว่า 10 ล้านคนเป็นเจ้าของกลับสมยอมโดยละม่อมครับ  เพียงเพราะเรารับรู้ในใจว่าเรา พัฒนาสู้เค้าไม่ได้หรือป่าวเราต้องยอมตามเค้าไป       


นี่อีกตัวอย่างครับ ชัดเจน  Led Zepplin   ชื่อเราใครห้ามเรียกผิด
The group deliberately dropped the 'a' in Lead at the suggestion of their manager, Peter Grant, to prevent "thick Americans" from pronouncing it "leed".



Quoteถ้าเขียนไปทางหนึ่งอาจถูกหาว่าเหยียดผิว(ขาว) ถ้าในทางตรงข้ามอาจจะกลายเป็นกบฎ (เดี๋ยวนี้ข้อหานี้ใช้กันได้ง่าย ๆ)


อันนี้ตรงใจผมเป๊ะเลยครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: phokha on 16 December 2008, 09:13:37 am
ฮี่ๆๆ ตัวเองเรียกเค้าเหรอ :D
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: supada on 16 December 2008, 03:25:16 pm
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:34:35 am


ด้วยความรักน้องนุ่น
สองสามปีมานี้  ผมได้ยินคำ คุณธรรม, จริยธรรม, คนดี  มามากพอแล้วจ้ะ  จะอ้วกอยู่แล้ว
มันอ้างได้แต่วัดไม่ได้ >:(

เอาเรื่องระบบการมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายก่อนจะดีกว่าไหม ดีกว่ามันเห็นชัดหน่อย B)


:D แหม เรียกซะน่ารักทีเดียว อิอิ

แต่มูลฐานของปัญหาต่างๆ มันเกิดจากสิ่งนี้หรือเปล่าคะ (คุณธรรม จริยธรรม และการศึกษา)
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16 December 2008, 03:43:47 pm
แหะ...แหะ....

ไม่รู้.....


:lol:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: sw on 16 December 2008, 04:18:03 pm
ความเจริญที่เป็นวัตถุ และการตีค่าทุกอย่างออกมาเป็นเงิน ทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย ก็เลยใช้กันอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศที่เจริญทางวัตถุมากกว่าก็หลงตัวเองว่าพัฒนาแล้ว แล้วก็บอกประเทศที่เจริญทางวัตถุน้อยกว่าว่าด้อยพัฒนา คนในประเทศที่เจริญทางวัตถุน้อยกว่าก็หลงตัวเองว่าด้อยกว่าจริงๆ ลืมตัวไปว่าที่จริงแล้วอาจเจริญทางจิตใจมากกว่า ความรู้สึกด้อยกว่าก็เลยพยายามทำตัวเองให้เท่าเทียมกับเค้า วิ่งตามเค้าไปบนไม้บรรทัดของเค้า ใช้วิชาคณิตพิสดารทำให้ได้เงินมาสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆโตๆ จนเกิดความไม่สมดุลย์เพราะเงินที่ควรจะได้แบ่งกันกินใช้ให้เกิดความสุขทั่วถึงกันกลับตกไปอยู่ในวัตถุและในมือคนพวกนั้นหมด วัด GDP ก็ออกมาสูงก็เป็นประเทศพัฒนาแล้วตามหน่วยวัดของเขา แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ได้หลงทาง อย่างประเทศภูฐาน เขากลับวัดด้วย GNH วัดความสุขของคนในประเทศ เยี่ยมมากๆ  :headphone:

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ประเทศพัฒนาเป็นประเทศพัฒนา ตอบคือ ผู้นำที่ไม่หลงทางครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: pakorn on 16 December 2008, 04:33:51 pm
Quote from: blackmore on 16  December  2008, 08:05:28 am
มองคนละประเด็นครับ ตัวอย่างผมชัดเจน  กรุงเทพฯ เป็นเมืองชื่อเมืองชื่อเดียวในโลก ไม่ใช่ กัปปิตัน ที่มีอยู่ในทุกๆๆที่


.. ผมจำไม่ได้เป๊ะนะครับ แต่เข้าใจว่าเดิมมีการเรียกบริเวณนี้ว่าบางกอกอยู่แล้วก่อนหน้าที่จะสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงหรืออะไรประมาณนี้แหละ เท่ากับฝรั่งยุคก่อนหน้านั้นเรียกบริเวณนี้ว่าบางกอกอยู่แล้ว ส่วนในเวลาต่อมา ทำไมเราไม่พยายามแก้ไขให้เค้าเรียกชื่อใหม่ หรือเค้าทำไมไม่เรียกชื่อใหม่ ยังคงเรียกชื่อเดิมต่อไป... อันนี้จนด้วยเกล้าครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Cherokee on 16 December 2008, 09:57:25 pm
ยังไม่มีเวลานั่งเรียบเรียงความคิด  เลยขอเอา forwarded mail มาให้อ่านกันก่อน  อาจไม่ตรงกับหัวข้อนัก แต่ก็พอได้มังครับ

11 การทำงานแบบไทยในมุมมองของคนต่างชาติ

1.ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง
คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี

2.การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า “ขี้เกรงใจ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

3.ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร

4.ความรับผิดชอบ
- ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
- ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก

5.วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด

6.บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย

7.คำว่า “ไม่เป็นไร”
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า “ไม่เป็นไร” มาแก้ปัญหาแทน

8.ทักษะในการทำงาน
- ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
- ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
- พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม

9.ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน

10.ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง

11.แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
- ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
- มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
- มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที่
- ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
- ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: jtr on 17 December 2008, 05:17:26 am

ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??

ตอบได้ทั้งสั้น และ ยา............ว
ซึ่งล้วนแต่ไม่มีประโยชน์ใดๆเลย  จริงๆ :scholar:

(แล้วเอ็งจะเข้ามาตอบเขา ทำไมอ่ะ)

นั่นซิ..
งั้นขอซะหน่อยนะครับ


1. ประเทศพัฒนา สงสัย-->ถาม-->คิดวิธี-->ลงมือทำ-->จำ
2. ประเทศด้อยพัฒนา ไม่สงสัย-->ไม่ถาม-->รอเทพเจ้าสั่งให้ทำ-->ลืม

Some Might Say "Thailand is civilization but not development"
Sad But True, isn't it?

Some Might Say
http://www.youtube.com/v/4fLR3FRaFsQ.swf

Sad But True
http://www.youtube.com/v/1iskyNSbS7k.swf

Last but not lease
jtr say
"But developed not mean civilize!"

http://www.youtube.com/v/WWyJJQbFago.swf


(ก็บอกแล้ว..อย่าให้มันพูด) :angry:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: nattapong on 17 December 2008, 07:56:49 am
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 05:52:01 am

ปล. "สมเพชเวทนา" เขียนยังงี้ >:(   เห็นมั้ย  ได้เต็มวิชาแอ๊พพลายซายน์  แต่ตกภาษาไทย.. ฮึ :donot:      :lol:



ขอบคุณครับ อิ อิ แอ๊พพลายซายน์ก็ไม่ได้เต็มนะครับ แต่ไอ้ภาษาไทยนี่น่ะซิ ยิ่งนับวันยิ่งเข้าคลอง ขนาดว่าคำว่าโทรศัพท์ ยังไม่แน่ใจเลยว่าเขียนถูกหรือไม่ แย่ ๆ ๆๆๆ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: lapath on 02 January 2009, 07:04:34 pm
This post still sticks to my mind though I didn't have a good enough time to really put in a thought.  :argue: :)

The question to myself is that should we ever need to become one of developed countries?  Maybe, we love the way we are so much so that we don't care about anything at any expense.   :sulk:

People who lives afar from the motherland could come back and still feel 'connect' to the way things were and that's the benefit of not changing and sticking to the status quo.  :wub:

However, I felt sad about this post as, to me, it conveys desperation, confusion and various negative feeling during the time of posting. :(


Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: nattapong on 03 January 2009, 11:29:05 pm
จริงอย่างว่า (อย่างคุณ lapath ว่า)
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 30 April 2017, 08:06:21 pm
"เป็นที่เข้าใจกันดีว่าจุดเปลี่ยนที่สุดที่ทำให้ยุโรปยิ่งใหญ่ว่าภูมิภาคอื่นชัดๆคือ "วิทยาศาสตร์"

"ยุครู้แจ้งทางปัญญา" หรือยุค Enlightenment ในศตวรรษที่ 18
คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยุโรปที่เริ่มขึ้นนำภูมิภาคอื่นๆ ทะยานทิ้งห่างเป็นผู้นำของโลกในสมัยนั้นอย่างแท้จริง!

คำถามคือว่า ทำไมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต้องไปเกิดที่ยุโรป
ทำไมไม่เกิดที่จีนที่ชอบพูดกันมากๆว่าประดิษฐ์นั่นนี่ได้มากมาย
หรือทำไมไม่เกิดในไทยหรืออินเดียที่บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นที่สุดแห่งสัพพัญญู
ทำไมต้องเป็นยุโรป?

เพื่อการนี้ ผมจะเริ่มจากการสรุปการเดินทางของวิทยาศาสตร์อย่างย่อ

ผู้ที่อาจเรียกว่าจุดเริ่มต้นของปรัชญายุโรป โสเกรติส แห่งเอเธนส์

เอเธนส์เต็มไปด้วยนักคิด ถกเถียงกันทั้งวัน
โสเกรติสตั้งคำถามถึงเทพเจ้ากรีกที่มีมากมาย ความจริงคืออะไร? ความดีคืออะไร?
ในจารีตกรีกที่มีเทพเจ้ามากมายและการทำตามที่เทพเจ้าพอใจคือความดี
แสดงว่าความจริง หรือความดีก็มีมากมาย ใครเถียงชนะก็คือคนที่ดีกว่าอย่างงั้นเหรอ?

ไม่ใช่แบบนั้นแน่
โสเกรติสบอกว่า ความจริงและความดีสูงสุด จะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และการเข้าใจสิ่งนี้คือ "ความรู้"

เพลโตศิษย์ของโสเกรติสได้อธิบายว่า เราจะเข้าถึง "ความรู้" ได้ด้วยการคิด
ความดีเป็นเช่นวงกลม ที่ไม่มีวงกลมที่กลมแท้ๆตามนิยามบนโลก
แต่เราก็รู้จักวงกลมในความคิดของเรา และบอกได้ว่าวัตถุไหนใกล้เคียงกับความกลมในนิยาม

ส่วนลูกศิษย์ของเพลโตคือ อริสโตเติล บอกว่า ไม่ใช่หรอกอาจารย์
ความจริงนั้นเกิดจากการสังเกตด้วยตา และสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสต่างหาก
หลังจากเราเห็นของที่ใกล้เคียงความกลมมากๆก่อน เราถึงมีความคิดเรื่องความกลมในหัว

แล้วศาสนาคริสต์ก็เข้ามา บอกว่าความจริงทางจิตจริยศาสตร์คือพระเจ้าที่มีหนึ่งเดียว
ส่วนความจริงทางวัตถุคือโลกที่พระเจ้าสร้าง

ในมุมมองของชาวพุทธนั้น ศาสนาสายอับราฮิมเมียนคือ ยิว คริสต์ อิสลาม ที่เชื่อพระเจ้านั้นดูไร้เหตุผล
ทำไมศาสนาแบบนี้ถึงทำให้เกิดวิทยาศาสตร์ได้?

แต่ศาสนาสายอับราฮิมเมียน มีปัจจัยสำคัญที่ต่างจากฮินดู ซึ่งเป็นรากของวิทยาศาสตร์ในอนาคต
มันทัศนคติเกี่ยวกับ Omniscience หรือ ความสัพพัญญู ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรู้แจ้งรู้ทุกอย่างในจักรวาล

ศาสนาสายอับราฮิมเมียนนั้นเชื่อว่า "มีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้แจ้ง"

(พระเยซูอ้างว่าตัวเองOmniscienceยิวเลยประหารประเยซูข้อหาลบหลู่พระเจ้า
ส่วนคริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาในโลกเลยOmniscience
ส่วนนบีมูฮัมหมัดนั้นไม่ได้ Omniscience เป็นผู้รับพระคำภีร์ที่พระเจ้าบอกมามอบให้มนุษย์อีกต่อ)

ในขณะที่ศาสนาสาย ฮินดู เชื่อว่า "มนุษย์สามารถรู้แจ้งได้เมื่อผ่านการปฏิบัติฝึกฝนบางอย่าง"

ดังนั้นความจริงของศาสนาสายอับราฮิมเมียนจึงมีเท่าที่พระเจ้าบอกไว้ จากนั้นมนุษย์อยู่ในความมืดบอด
ต้องไปหาวิธีคลำทางต่อเอาเอง

ศาสนาคริสต์ได้รวบเอาความคิดของทั้งเพลโต และอริสโตเติลไว้ และส่งมอบให้โรมัน

เมื่อเผ่าอนารยชนได้โจมตีโรมตะวันตกจนแตก ศาสนาคริสต์กระจายไปยังเผ่าเหล่านี้

แต่องค์ความรู้ต่างๆยังถูกเก็บไว้ในศาสนาคริสต์นิกายออเธอด็อกซ์ ในโรมตะวันออก และถ่ายโอนไปยังอิสลาม

ในศตวรรษที่ 9-11 จักรวรรดิอิสลามเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชีย กับยุโรป

นักวิชาการของอิสลามสืบทอดองค์ความรู้ของเพลโตและอลิสโตเติล

ในกรุอาน อัลเลาะห์ได้บอกมนุษย์ให้พิจารณาการเคลื่อนที่ของดวงดาว และท้องฟ้า เพื่อจะได้เข้าใจความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง

ด้วยเหตุนี้นักเล่นแร่แปรธาตุอิสลาม (The Alchemist) ถือกันว่าเพราะความรู้เป็นของพระเจ้า
การเข้าถึงความรู้ของโลกจึงเป็นการเข้าถึงพระเจ้ามากขึ้นด้วย

อิบนฺ อัล-ฮัยษัม (อ่านว่าอะไรวะ?) ชาวเปอร์เซียน
ได้วางรากฐานของวิทยาศาสตร์และฟิสิคส์ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

ในช่วงยุคทองของจักรวรรดิอิสลาม โลกอิสลามวิทยาการทั้งทางเคมี ดาราศาสตร์ และกลไก ที่ก้าวหน้ามาก

มุสลิมมักจะโทษว่าความก้าวหน้าทั้งหมดจบลงเพราะการมาของพวกมองโกลในศตวรรษที่ 12
แต่จริงๆมันเริ่มแผ่วเพราะผู้ปกครองของจักรวรรดิอิสลามเองที่เปลี่ยนนโยบายไปขัดขวางวิทยาศาสตร์

จักรวรรดิมองโกลที่โจมตีตะวันออกกลางได้เชื่อมโลกฝั่งตะวันออกกับตะวันตก วิทยาการของจีนก้าวกระโดด
ในขณะที่ดินปืนได้เข้ามาสู่ยุโรป

เพราะมองโกลเช่นกัน จักรวรรดิอิสลามเดิมจึงล่มสลาย แทนที่ด้วยออตโตมันที่ค้าขายกับยุโรป
ทำให้ยุคของครูเสทจบลง

เวนิสที่ค้าขายกับตะวันออกกลาง เริ่มซึมซับวิทยาการต่างๆมาจากโลกมุสลิม
ความร่ำรวยของอิตาลีทำให้เกิดยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมขึ้น

เกิดการทำให้ความรู้ของอริสโตเติลซึมเข้าหาโลกของศาสนาคริสต์โดยเซนท์โทมัส อควีนัส

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะอริสโตเติลและนักวิชาการยุคเก่าไม่ได้ถูกทุกเรื่องขนาดนั้น เมื่อความรู้พวกนี้ถูกดูดเข้าไปรวมกับความรู้ของโบสถ์และเริ่มมีคนเอาไปต่อยอดก็เริ่มเกิดเหตุการณ์คนรู้เยอะเกินอาจารย์ขึ้น

ในตอนแรกโบสถ์ทั้งหมดในยุโรปปกครองโดยวาติกัน แต่เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่16
หลายทีก็แยกออกไปเป็นโปรแตสแตนท์ ทำให้เกิดสงครามมากมาย

พอเกิดเรื่องนี้ วาติกันในตอนนั้นไม่ได้ผ่อนปรนปฏิรูป แต่กลับจะยิ่งระวังเข้มงวดมากขึ้น

ถ้าเถียงโบสถ์อาจจะถูกบอกว่าเป็นพวกของลูเธอร์ แล้วถ้าเถียงชุดวิทยาศาสตร์ของอริสโตเติลที่วาติกันรับรองล่ะ?

บางเรื่องโป๊ปอาจจะรับได้ แต่ไม่ใช่การไปเชื่อเคปเลอร์ ซึ่งเสนอว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แน่นอน - นอกจากความคิดนี้จะขัดต่อความคิดของปโตเลมี ที่เซนท์โทมัส อควีนัสรับรองแล้ว เคปเลอร์เป็นโปรแตสแตนท์เยอรมัน

ปัญหาคือข้อเท็จจริงโลกมันโคจรรอบดวงอาทิตย์ไง
แต่ถ้าบอกว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็จะโดนหาว่าเชื่อโปรแตสแตนท์ แล้วจะให้ทำยังไง?

ในศตวรรษที่ 15-16 นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากถูกข่มเหงโดยศาสนจักร พวกเขามีทางเลือก 3 ทาง
1.อยู่เงียบๆเลิกทดลอง - 2.โดนเผา - 3.หนีไปเขตปกครองของโปรแตสเตนท์

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงหลั่งไหลไปยังเยอรมัน ดัช และอังกฤษ

พวกโปรแตสแตนท์มีความสุขมากกับการใช้เรื่องนี้ด่าวาติกัน เพื่อชวนคนมาเข้าพวก (จริงๆฝ่ายศาสนจักรก็ไม่ได้โง่มากขนาดที่เราคิดกัน เช่นรู้กันแล้วว่าโลกกลม เรื่องเชื่อว่าโลกแบนเป็นเรื่องที่โปสแตสแตนท์โกหกมาด่าวาติกัน)

ด้วยการยอมรับความหลากหลายทางความคิด ทำให้วิทยาศาสตร์ฝ่ายโปรแตสแตนท์ก็ก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ

ในศตวรรษที่ 16 ฟรานซิส เบคอน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาของเจมส์ที่ 1 ของอังกฤษ
ก็ได้วางรากฐานของการทดลองแบบวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักกันดีขึ้น

อังกฤษได้สนับสนุนวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมองเห็นว่าวิทยาศาสตร์ทำให้ปืนใหญ่ของเรือดีกว่าปืนของคู่แข่ง
(โดยใช้เงินโบสถ์นั่นแหละ ให้พวกนักวิทยาศาสตร์มีฐานะเป็นพระรำเงินเดือนโบสถ์)

ระบบการศึกษาของอังกฤษในตอนนั้นค่อนข้างดี ครอมเวลเองก็สนับสนุนการศึกษาของชาวบ้านทั่วไป

และในที่สุด ก็มีลูกชาวนาที่ชื่อ ไอแซ็ค นิวตัน ก็ปรากฎตัวในศตวรรษที่ 17

เซอร์ ไอแซค นิวตัน คือศาสดาแห่งความคิดยุคสมัยใหม่ ถ้านิวตันเป็นคาทอลิกคงจะได้เป็นเซนต์ไปแล้ว

นิวตันเป็นคนกำหนดวิธีการมองโลกในอีก 300 ปี ต่อจากนั้น มาจนปัจจุบัน

จากนั้นยุโรปได้มองจักรวาลว่า

- พระเจ้าได้วางกฎในการเคลื่อนจักรวาลไว้ และปล่อยให้มันทำงานไปโดยไม่แทรกแซง
โลกเป็นเครื่องจักรของพระเจ้า วิทยาศาสตร์คือกระบวนการเข้าใจกฎการทำงานของมัน

- ทุกอย่างบนโลกนั้นวัด ความร้อนมีหน่วยวัด ความเร็วมีหน่วยวัด แรงมีหน่วยวัด
ทุกสิ่งทุกอย่างอาจวัดได้ด้วยเครื่องมือ

- เวลานั้นเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างคงที่ วัดได้อย่างเที่ยงตรง มีจุดเริ่มต้น และจุดจบ
เวลาเป็นส่วนหนึ่งของค่าอื่นๆเช่น ความเร็ว แรง ฯลฯ

- เราอาจทำนายทุกสิ่งได้โดยการเขียนสูตร และแทนค่าตัวเลขในสูตร
เราทำนายจุดตกของปืนใหญ่ได้ รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเดินทาง

นิวตันแสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์นั้นมีอำนาจในการเข้าใจจักรวาล ด้วยเหตุผล การชั่งตวงวัด สูตรคำนวน
และมนุษย์จะควบคุมได้ใช้งานมันได้

จากนี้มนุษย์ไม่ต้องกลัวธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลกับความยิ่งใหญ่นี้อีกต่อไป โลกทั้งใบกลายเป็นของมนุษย์แล้ว

และจากนั้นพระเจ้าก็จะถูกถอดออกจากวิทยาศาสตร์

มาถึงตรงนี้เราน่าจะพอมองเห็นปัจจัยของความคิดที่ทำให้วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นยุโรปคือ...

1. การไม่เชื่อในสถานะ Omniscience ของมนุษย์ คือไม่เชื่อว่านั่งสมาธิแล้วจะรู้ความเป็นไปของจักรวาลได้ -  เมื่อไหร่ที่สังคมยอมรับ ทางรู้แจ้ง ได้รับความรู้เรื่องจักรวาลทั้งมวลมา ไม่ว่าจะวิธีใด จะไม่เกิดวิทยาศาสตร์ เพราะจะทดลองไปทำไป เอาเวลาไปนั่งสมาธิ สวดขอให้พระเจ้าให้ความรู้ หรือหาทางทำพิธีเปิดประตูสู่แก่นแท้ไม่ดีกว่าเหรอ

2. เมื่อไหร่ที่มีองค์กรกลางมาควบคุมความคิดให้เป็นเหมือนที่ศูนย์กลางรับรอง วิทยาศาสตร์จะถูกคุมกำเนิดเสมอ - การยอมรับความหลากหลายทางความคิดของโปรแตสแตนท์ทำให้เกิดวิทยาศาสตร์มากกว่าการควบคุมของคาทอลิก

3. ระบบการถ่ายทอด และกระจายการศึกษาจะต้องดี - อย่าลืมว่านิวตันเป็นลูกชาวนา
ถ้าลูกชาวนาอังกฤษในศตวรรษที่16ไม่ได้เข้าโรงเรียนก็จะไม่มี เซอร์ ไอแซค นิวตัน

สายธารของความรู้ของตะวันตกนั้นน่าอัศจรรย์ ถ้าไม่มีปราชญ์กรีก ไม่มีกุรอ่าน ก็ไม่มีอิบนฺ อัล-ฮัยษัม
ถ้าไม่มีเจงกิสข่าน และถ้าไม่มีเซนต์ออกัสติน กับเซนต์โทมัส อควีนัส ก็ไม่มีมาติน ลูเธอร์ กับเคปเลอร์

โลกของเราเกิดจากการไต่อยู่บนลวดบางๆของพระเจ้า พลาดไปสักนิดเดียว หากมีคนตายช้าหรือเร็วไปสักคน ประวัติศาสตร์คงจะเปลี่ยนไปอีกทาง เราต้องพึ่งปาฏิหาริย์ขนาดไหนถึงจึงมาถึงตรงนี้ได้."


"มิตรสหายท่านหนึ่ง"
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 30 April 2017, 08:23:40 pm
บทความของมิตรสหายท่านนี้ที่ ผมคัดลอกมานี่แหละครับ
คือจุดเริ่มต้นของจิตสำนึกของพวกประเทศโลกที่ 1 : จิตสำนึกแบบสมัยใหม่
ที่ทำให้ประเทศพวกนี้เจริญฉีกตัวออกมาจากประเทศโลกที่ 3 : จิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่  :scholar:

ก่อนหน้านี้สังคมยุโรปก็มีจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่เช่นเดียวกับประเทศโลกที่ 3 นั่นแหละ
แต่เนื่องจากเกิดการบีบอัดควบแน่นทางสังคมตามเหตุปัจจัยอันพอเหมาะพอดี
จนกระทั่งพวกเขาได้เปลี่ยนผ่านจิตสำนึกตัวเองไปสู่จิตสำนึกแบบสมัยใหม่ได้ในที่สุด

ลักษณะสำคัญของจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ก็คือ...
"ดูเหมือนจะมีดวงตาหรืออะไรบางอย่างที่สูงส่งคอยจับจ้องความเป็นไปของมนุษย์ทุกๆคนอยู่ตลอดเวลา"
เจ้าของดวงตาวิเศษนี่เอง ที่คอยพิพากษาตัดสินการกระทำของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

ส่วนลักษณะสำคัญของจิตสำนึกสมัยใหม่ก็คือ...
"การปลดปล่อยตัวเองจากการชี้ถูกชี้ผิดขององค์อำนาจเทวสิทธิ์ : เจตจำนงเสรีแห่งความเป็นมนุษย์"
มนุษย์เป็นทั้งเป็นผู้กระทำและเป็นผู้พิพากษาไปด้วยกัน ไม่พึ่งคำพิพากษาจากดวงตาวิเศษ

อนึ่งจิตสำนึกสมัยใหม่นี้ มิใช่ว่าจะเป็นที่สุดของอารยธรรมมนุษย์ชาติ หามิได้ครับ  มันยังมีข้อบกพร่องอีกมาก
แต่ถึงยังไง มนุษย์ชาติก็ต้องเปลี่ยนผ่านตัวเอง จากจิตสำนึกก่อนสมัยใหม่อันดิบเถื่อนกว่าไปสู่จิตสำนึกสมัยใหม่ให้ได้
เพื่อที่มนุษยชาติจะได้ไปต่อในจิตสำนึกเเห่งเผ่าพันธุ์ที่สูงกว่า ที่ก้าวหน้ายิ่งกว่า
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 09 June 2018, 06:20:29 pm
http://m.youtube.com/watch?v=3QQoWGSiBpQ

รวันดาหลุดจากวงจรอุบาทว์มาได้ ตอนนี้พวกเขากำลังเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ถามว่า เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรอุบาทว์ เราต้องฆ่ากันตายถึงแปดล้านคนอย่างรวันดาไหม?
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 10 June 2018, 08:53:17 pm
ไม่มีคำตอบครับ
แค่อยากบอกว่า วิกฤต ครั้งหน้า อยู่เฉยๆครับ  อย่าไปสนใจ
อย่าไปเป็นเหยื่อของเกม  power play ครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 12 June 2018, 04:34:17 am
Quote from: poj on 10  June  2018, 08:53:17 pm
ไม่มีคำตอบครับ
แค่อยากบอกว่า วิกฤต ครั้งหน้า อยู่เฉยๆครับ  อย่าไปสนใจ
อย่าไปเป็นเหยื่อของเกม  power play ครับ


พูดง่ายแต่ทำยากครับ
เหมือนเล่นเครื่องเสียงนั่นล่ะครับ เล่นแล้วเล่นเลย
วัวเคยขา ม้าเคยขี่
ล้างมือในอ่างทองคำไม่นาน เด๋วก็กลับมาเล่นใหม่อีก 555

ผมว่าใครที่เคยสนใจการเมือง จะเลิกสนใจเป็นไม่มี
จะต้องครุ่นคิดในมโนสำนึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันล่ะครับ
อยู่เฉยๆก็จริง แต่ในจิตใจคงจะเฉยๆยากครับ

เพียงแต่จะแสดงออกให้คนอื่นเห็นหรือไม่เท่านั้นแหละ
มันเหมือนรอยสักน่ะครับ สักง่ายแต่ลบยาก
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: vichien on 12 June 2018, 05:21:57 pm
ผมนี่โชคดีที่ไม่เคยมีเรื่องการเมืองอยู่ในหัวเลย

สารพิษ ขยะพิษ นี่บ้านเราพวกหัวโต๊ะต่างๆ กับพวกพ้อง นี่ถ้าหมดเจนเนอรืเรชั่นนี้ไปแล้ว มันจะเบาบางลงได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
หรือพวกลูกหลานมันอาจจะสืบต่ออำนาจขึ้นมาแทน ไม่มีใครขุดคุ้ยขึ้นมา ก็เงียบๆกันไป พอมีเรื่องก็ โป๊ะๆไปเสียหน่อย ก็เงียบไปอีก
คนในพื้นที่ก็รับกรรมไป
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 12 June 2018, 10:40:23 pm
Quote from: Hexaphonic on 09  June  2018, 06:20:29 pm
ถามว่า เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรอุบาทว์ เราต้องฆ่ากันตายถึงแปดล้านคนอย่างรวันดาไหม?


วงจรอุบาทว์นี่หมายถึงอะไรเหรอครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 13 June 2018, 04:57:46 am
Quote from: LuvMusic on 12  June  2018, 10:40:23 pm
Quote from: Hexaphonic on 09  June  2018, 06:20:29 pm
ถามว่า เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรอุบาทว์ เราต้องฆ่ากันตายถึงแปดล้านคนอย่างรวันดาไหม?


วงจรอุบาทว์นี่หมายถึงอะไรเหรอครับ


เมื่อมีความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในเรื่องการเมือง
แล้วจบลงด้วยการนองเลือด...ตุลา'16...ตุลา'19...พฤษภา'53...(อาจจะมีอีกในอนาคต)
นี่ถือเป็นวงจรอุบาทว์มั้ยครับ?

วงจรอุบาทว์ ผมคิดว่าคือ mindset มิจฉาทิฏฐิแบบรวมหมู่ ที่ผู้คนในสังคมนั้นๆติดกับดัก
แล้วหาทางออกไม่เจอ วนเวียนในเขาวงกตแห่งมิจฉาทิฏฐิอยู่ชั่วนาตาปี

ตามหัวข้อกระทู้ สิ่งที่ทำให้ประเทศนั้นยังคงเป็น "ประเทศด้อยพัฒนา" ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก
มันจะมีลักษณะร่วมอันหนึ่งคือ "การติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ (mindset แบบผิดๆ)" นี่ล่ะครับ
วงจรอุบาทว์ของแต่ละสังคมรัฐจะแตกต่างกันไป
แต่ผลของมันจะเหมือนกันคือทำให้ประเทศเหล่านั้นติดอยู่ในกับดัก หาทางออกสังคมไม่เจอ
อย่างรวันดา "วงจรอุบาทว์" ของพวกเขา คงจะเป็นเรื่องของความเกลียดชังระหว่างชนเผ่าล่ะครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 13 June 2018, 05:27:15 pm
ผมคงไม่ได้มองว่าไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ด้วยนิยามที่ว่าครับ  :rolleyes:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 13 June 2018, 10:21:48 pm
ถ้ายังงั้นคุณ LuvMusic มองความเป็นไปของสังคมไทยแบบไหนครับ?
สรุปตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันวันนี้ และคาดเดาว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นยังไงครับ?
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 13 June 2018, 11:39:24 pm
Quote from: Hexaphonic on 12  June  2018, 04:34:17 am

พูดง่ายแต่ทำยากครับ
เหมือนเล่นเครื่องเสียงนั่นล่ะครับ เล่นแล้วเล่นเลย
วัวเคยขา ม้าเคยขี่
ล้างมือในอ่างทองคำไม่นาน เด๋วก็กลับมาเล่นใหม่อีก 555


ก็ยังสนใจครับ   แต่มองดูเฉยๆ  แบบรู้เท่าทันมากขึ้น
และ จะไม่ยอมไปเป็นเหยื่อทางการเมืองอีกต่อไปแล้วครับ  ผมจะมองเฉยๆ  โดยไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ว่าในทางใดทั้งสิ้น
เพราะทุกฝ่ายพิสูจน์ ให้เห็นแล้วว่า   ทำแต่เพื่อประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

ผมสงสาร ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย  ล้วนแล้วแต่เป็นเหยื่อทั้งสิ้นครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 13 June 2018, 11:42:42 pm
Quote from: Hexaphonic on 13  June  2018, 04:57:46 am

เมื่อมีความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในเรื่องการเมือง
แล้วจบลงด้วยการนองเลือด...ตุลา'16...ตุลา'19...พฤษภา'53...(อาจจะมีอีกในอนาคต)
นี่ถือเป็นวงจรอุบาทว์มั้ยครับ?


วงจรอุบาทว์ที่ว่านี่  จะไม่เกิดขึ้นเลย  หากทุกคนยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งครับ
แต่ที่เราติดหล่ม ประชาธิปไตยกันอยู่นี้  ก็เพราะ "ความเห็นแก่ตัว" ของประชาชนครับ
ไม่ได้คิดถึง "ส่วนรวม" เป็นสำคัญ   ผลสุดท้าย ก็อย่างที่เห็นกันอยู่นี้
ผมปลงแล้วครับ   เราอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา  มันก็เป็นแบบนี้ เหมือนกันหมดทั้งโลกครับ   แก้ไขอะไรไม่ได้
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 14 June 2018, 12:30:08 am
Quote from: Hexaphonic on 13  June  2018, 10:21:48 pm
ถ้ายังงั้นคุณ LuvMusic มองความเป็นไปของสังคมไทยแบบไหนครับ?
สรุปตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันวันนี้ และคาดเดาว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นยังไงครับ?


อูย สังคมด้านไหนล่ะครับ... ถ้าด้านวัตถุนิยมก็คงเป็นหนักขึ้นเพราะคนเสพโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้น... ถ้าด้านความคิดเห็นทางการเมือง ก็คงแสดงออกกันน้อยลงเพราะกฏหมายไม่เอื้อ + ตัวอย่างที่ได้เห็นที่ผ่านมาไม่ส่งเสริมให้คนไม่มีส่วนได้เสียแสดงออก...  ถ้าด้านการศึกษาก็คงด้อยลงเรื่อยๆ ตามเทรนด์มหาลัยไทยได้อันดับตกลงเรื่อยๆเมื่อเทียบกับโลกหรือเอเชีย....  ถ้าด้านความน่าอยู่ ผมก็ยังคิดว่าไทยแลนด์ยังน่าอยู่ที่สุด  :) วงจรไหนก็คงแล้วแต่คนมอง  B)
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 18 June 2018, 04:19:19 am
"มีบางคนอวยประเทศไทยว่า ค่าครองชีพต่ำคุณภาพชีวิตดีหลายอย่าง

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังฉิบหายเพราะเป็นหนี้บานเบอะ
และมองไม่เห็นอนาคตว่าประเทศจะหลุดออกจากความตกต่ำนี้ได้อย่างไร แม้จะมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

เรื่องประเด็นค่าครองชีพนี่ ใครไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาน่าจะมีความรู้และสามัญสำนึกว่า
ในความเป็นจริงประเทศไทยค่าครองชีพไม่ได้ถูกเลยนะ ตรงข้ามโคตรแพงเลยด้วยซ้ำ แต่ที่คนมองว่าถูก เพราะมองแบบแคบๆ

ประเทศไทย รถยนต์ และบ้านที่อยู่อาศ้ยแพงมาก ถ้าเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อห้วของคนทั้งประเทศแล้วถือว่าค่อนข้างสูงมาก
คนไทยซื้อรถผ่อนกัน 5-7 ปี บ้านผ่อนกันที 20-30 ปี ในขณะที่ต่างประเทศผ่อนรถกัน 1-3 ปี
บ้านผ่อนกันแค่ 8-10 ปีเท่านั้น คนไทยเสียภาษีต่อหัวแพงกว่าประเทศยุโรปหลายๆประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นภาษีภงด. ภาษี VAT ภาษีสรรพสามิต สารพัดภาษีที่บวกมาในสินค้าและบริการต่างๆ
ซึ่งปกติที่ประเทศที่รีดภาษีจากประชากรได้ขนาดนี้ สวัสดิการ คุณภาพชีวิตของประชากรควรจะดีกว่านี้
ดังนั้นคำพูดที่ด่าว่า เสียภาษีเท่าสวิส แต่คุณภาพชีวิตเท่าคองโก มันคือประเทศไทยจริงๆ

คนไทยบางคนอาจจะคิดว่าบ้านเรามีของกินถูก การท่องเที่ยวดี GDP สูง
แต่ลืมมองพื้นฐานด้านการผลิตและตลาดทุนว่าเอาเข้าจริงๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตสินค้าให้ต่างประเทศ
ไม่ใช่ประเทศที่ผลิตสินค้าใช้และส่งออกเอง
คนไทยซื้อของกินถูก แต่พวกของใช้อุปโภคบริโภค ของแบรนด์เนมคนไทยจ่ายแพงกว่า
ค่าครองชีพประเทศนี้จึงไมไ่ด้ถูกจริง เพราะซื้อของกินถูก แต่ต้องมาซื้อเสื้อผ้าแพงกว่าญี่ปุ่น
ดังนั้นรายได้จากภาคการผลิตการส่งออกจำนวนมากตกไปอยู่กับต่างชาติเจ้าของแบรนด์ที่ได้สิทธิ์ BOI ที่ไม่ต้องเสียภาษี 13 ปี
หรือพวกนายทุนที่สิทธิ์การลดหย่อนภาษี ซึ่งทำให้รายได้จากภาคการผลิตและการส่งออก
ไม่ได้กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ไปอยู่กับนายทุน

แค่ 3 ประเด็นนี้ก็จะเห็นแล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่ระบบเศรษฐกิจห่วยแตก
มีการผูกขาดด้านเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ ประชาชนกว่า 70% มีฐานะยากจนเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ
มีรายได้รวมกันยังไม่เท่ากับคนรวย 1% ของประเทศเลยด้วยซ้ำ
จัดเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงมาก แต่กลับมีบางคนคิดว่าประเทศตัวเองดีไม่มีปัญหา
ยังคิดว่าจะเกาะของเศษส่วนบุญพวกกลุ่มนายทุน อำมาตย์ และเผด็จการทหาร เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแค่นั้น

เลิกหลอกตัวเองกันได้แล้วว่าคนไทยรักชาติ คนไทยส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวพร้อมจะเอาตัวรอดทุกเมื่อ
การรักชาติม้นก็แค่การมโนสร้างภาพหลอกตัวเองหนีปัญหาสังคม
โดยไม่คิดจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่เกิดขึ้น"


มิตรสหายท่านหนึ่ง
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 18 June 2018, 04:26:01 pm
Quote from: Hexaphonic on 18  June  2018, 04:19:19 am
มิตรสหายท่านหนึ่ง


โอย หวังว่ามิตรสหายท่านนี้จะไม่ได้เขียนบทความนี้ให้สาธารณะชนอ่านนะครับ  :-\ :no:
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 18 June 2018, 07:42:40 pm
ก็ผมนี่ล่ะครับ ที่เป็นสาธารณชนคนหนึ่งไปอ่านเจอมา
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 18 June 2018, 09:44:54 pm
ผมว่าอย่าไปให้น้ำหนักกับบทความนี้เลยครับ  :-\
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 19 June 2018, 03:42:35 am
เกรงว่าจะไม่ทันแล้วล่ะครับ
ตอนนี้ผมไปไกลกว่าเจ้าของบทความซะอีก 555
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: vichien on 19 June 2018, 04:59:19 pm
Quoteซึ่งปกติที่ประเทศที่รีดภาษีจากประชากรได้ขนาดนี้ สวัสดิการ คุณภาพชีวิตของประชากรควรจะดีกว่านี้
ดังนั้นคำพูดที่ด่าว่า เสียภาษีเท่าสวิส แต่คุณภาพชีวิตเท่าคองโก มันคือประเทศไทยจริงๆ

อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง อย่างโรงพยาบาลบ้านเรา หากใช้ประกันสังคมนี่ขอบอก ทั้งการบริการ ,ยา อื่นๆ เทียบกับจ่ายเอง โรงบาลเดียวกัน มันต่างกันราวฟ้ากะดิน
หากไม่รู้จักหมอ หรือพยาบาลเป็นการส่วนตัวนะ ยังกะไม่ได้มาหาหมอเล๊ย

ระบบสาธารณะอื่นๆ ที่ทำด้วยรัฐนี่ก็ด้วย แย่ ช้า ห่วย เทียบกะ พี่ยุ่น นี่คนละเรื่อง ทั้งๆก้ใช้เงินจากภาษีเหมือนกัน

หนี้สินที่ว่าบานเบอะ นี่ ผมว่านะ น่าจะต้องยอมเป็นหนี้กันบ้างหล่ะ อย่างระบบสาธูประโภค พวกระบบขนส่ง ต้องลงทุนกันให้ครบวงจร ระบบรถไฟฟ้า
ถ้าครอบครุมทั่วถึง จะนวนรถยนต์มันจะลดลงไปเอง

ปท. เราถูกหลอกให้ใช้รถ จาก บ.นายทุนกันถ่วนหน้า ทั้งมอไซด์ รถยนต์ ทั้งๆที่เมืองนอกเค้าเน้นกันที่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะกัน
บ.ญี่ปุ่น ถ้าตำแหน่ง ไม่ถึงเจ้าตึก นี่ยังไม่มีรถประจำตำแหน่งนะครับ ยังต้องใช้รถไฟฟ้าเหมือนกับคนอื่นๆกัน (ผมเคยอยู่ที่นั่น 2ปี)



Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 19 June 2018, 05:43:39 pm
Quote from: LuvMusic on 14  June  2018, 12:30:08 am
ถ้าด้านวัตถุนิยมก็คงเป็นหนักขึ้นเพราะคนเสพโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้น... ถ้าด้านความคิดเห็นทางการเมือง ถ้าด้านความน่าอยู่ ผมก็ยังคิดว่าไทยแลนด์ยังน่าอยู่ที่สุด  :)


ด้านจิตนิยมก็อาการหนักไม่น้อยไปกว่าด้านวัตถุนิยมหรอกครับ
ในวงการผ้าเหลืองมีการไล่จับทุจริตเงินทอนวัดกัน ที่เห็นนี่คงจะเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมา

ส่วนที่คุณ LuvMusic ว่าไทยแลนด์ยังน่าอยู่ที่สุดนี่ อย่างไรไม่ทราบครับ? ลองยกตัวอย่างทีครับผม
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 19 June 2018, 06:44:38 pm
ปัญหา ทั้งหมด  มีรากฐานมาจาก การโกงกิน คอรัปชันครับ
แต่.. ประชาชนไทย ยอมรับ การโกงกิน
เลือกตั้งทุกๆครั้ง  เลือกแต่โจรครับ
ดังนั้น  ไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัวครับ   ไม่มีทางแก้ และ แก้ไขอะไรไม่ได้ครับ
รากฐานปัญหาของชาติ เกิดจาก ประชาชนที่ไร้คุณภาพครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: LuvMusic on 19 June 2018, 08:59:18 pm
Quote from: Hexaphonic on 19  June  2018, 05:43:39 pm
ส่วนที่คุณ LuvMusic ว่าไทยแลนด์ยังน่าอยู่ที่สุดนี่ อย่างไรไม่ทราบครับ? ลองยกตัวอย่างทีครับผม


ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนบริหารประเทศที่มีหน้าที่ต้องมาป่าวประกาศว่าประเทศไทยมีข้อดีอย่างไร  :D เอาเป็นว่าผมจะเน้นเรื่องบทความที่คุณ Hex โพสท์มา ว่าคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงอย่างไรละกัน คือยังไม่ต้องพูดถึงข้อดี แค่ว่าไอ้ข้อแย่ๆที่มิตรสหายท่านนั้นเขียนบ่นเนี่ย เป็นมุมมองที่แคบกว่าที่แกว่าคนอื่นอย่างไร

1. หนี้บานเบอะ - จริงๆแล้วหนี้ของประเทศยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ วัดกันตามหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำกว่า 50% ประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกาล่อไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องหนี้ประเทศนี่เราไม่จำเป็นต้องไปห่วงแทนเลย เจ้าหนี้เราเค้าจัดการเองครับ ถ้าคิดว่าประเทศเราจะไม่มีตังค์จ่ายคืน เค้าไม่ปล่อยเงินกู้ให้หรอกครับ ห่วงหนี้ส่วนตัวดีก่า  :lol:

2.  ภาษี - ที่บอกเสียภาษีหนักมากนั่นก็เวิ่นเหว้อมาก ภาษีรายได้ก่อนละกัน ประเทศหลักๆทุกประเทศคิดภาษีรายได้แบบขั้นบันได ทำมากจ่ายมาก แต่ทำมากของแต่ละประเทศมันคนละบรรทัดฐานกัน เด็กจบใหม่ไทยฐานเงินเดินหมื่นห้า อเมริกาน่าจะเจ็ดหมื่น ที่ฐานเงินเดือนขั้นต่ำคงไม่มีใครต้องเสียภาษีกันสักประเทศ หมายถึงถ้าเอาคนเงินเดือนเจ็ดหมื่นมาคิดฐานภาษีเงินได้ ที่ไทยก็คงต้องจ่ายแพงกว่าอเมกาอยู่แล้วสิเพราะเจ็ดหมื่นที่ไทยถือเป็นคนมีรายได้สูง แต่ที่ประเทศอย่างอเมกาถือเป็นรายได้ต่ำ ส่วนภาษีอื่นๆ โครงสร้างแตกต่างกันตามความเหมาะสมของประเทศ ขี้เกียจจำแนกรายละเอียด อย่าง VAT ไทย 7% นี่ต่ำกว่าหลายๆประเทศ ส่วนพวกสรรพสามิตบนเหล้าเบียร์บุหรี่ อันนี้สูงๆหน่อยก็ดีแล้วนิ อยากให้เหล้าเบียร์บุหรี่ราคาถูกในประเทศหรือไงไม่ทราบ แค่นี้ก็มอมเมากันจนผลผลิตต่ำแป้กสู้คนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว

3. ผ่อนบ้านผ่อนรถ - อันนี้ตามอายุผู้ผ่อน + ความสามารถในการผ่อนเลย ไม่เห็นเกี่ยวกับประเทศ ขึ้นอยู่กับตัวเองมากกว่า ถ้าแสดงให้ธนาคารเห็นว่ามีความสามารถในการผ่อน พวกแบงค์ก็แข่งกันเข้ามากราบให้ใช้บริการแหงมๆอยู่แล้ว แข่งกันปล่อยกู้จะตาย แต่ถ้าหามาได้สิบ อยากกู้พันกู้หมื่น อยู่ประเทศไหนก็ไม่แปลกหรอกถ้าไม่มีคนให้กู้

4. คนรวยคนจน - ความเหลื่่อมล้ำมีกันทุกประเทศตามระบอบทุนนิยม อเมกาเองปัญหาความเหลื่อมล้ำน่าจะมากพอๆกับหรือมากกว่าไทยด้วยซ้ำ ถ้าอยากเท่าเทียมกันตอนนี้ที่คิดออกก็เกาหลีเหนือ  :rolleyes:

คือที่เขียนมานี่ไม่ใช่ผมเป็นสุขมากกับประเทศนะครับ ผมก็อึดอัดใจกับหลายๆอย่าง เพียงแต่ไม่ใช่ประเด็นที่ถูกถ่ายทอดมาในบทความนั้น ซึ่งผมมองว่าเป็นมุมมองที่แคบมาก (เหมือนกับที่ผู้เขียนว่าคนอื่นมีมุมมองที่แคบกระมัง) อ่านแล้วผมก็รู้สึกอยากส่ายหน้า :no:  แต่ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ว่าผมเป็นสุขมากกก กับประเทศไทยปัจจุบันครับ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: vichien on 19 June 2018, 09:01:50 pm
นิสัยความสบายส่วนตัวนี่แก้ยากครับ คนเคยสบาย เคยได้ แล้วถ้าไม่ได้แบบที่เคย ก็มีปัญหา ผมมีเพื่อนที่ทำงานในราชการ
มันก็บอกตรงๆเลย อยากให้อนุมัติเร็วๆ ก็แบมือให้ดู กันตรงๆเลยครับ ยิ่งกับมีตำแหน่งหน่อย ยิ่งผ่านยาก หรือไม่มีพวกพ้องเลย
ก็ผ่านยาก แต่หากเพื่อนๆฝากกันมา เรื่องก็ผ่านแป๊บเดียว เรื่องแบบนี้ส่งต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่น ครับ
พวกเก่งๆ ไอเดียดีระดับเทพ แต่เข้ากะคนเก่าไม่ได้ ก็ไม่มีใครเค้าหนุนหลังให้หรอกครับ = ทำไม่ได้

ขนาดวันก่อนมีท่านใหญ่อยู่ท่านนึง มาตั้งกระทู้โวยวาย ว่า สนามปั่นใน sky lane ส่วนที่เจียดมาทำเป็นสนามให้วิ่ง แต่ออกกฎไม่ให้เอาขวดน้ำเข้าไปในสนาม
ยังอยากจะฝ่าฝืน ไม่ยอมทำตาม ทั้งๆมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คนอื่นเค้าก็ทำตามกฎของพื้นที่กัน พอกดตามไปดูที่ fb. เค้า ถึงได้รู้ว่า คนแบบนี้ที่เคยสบาย
มีฐาณะ นี่เอง.....สนามนี่เค้าทำมาให้คนใช้ฟรีๆด้วยนะครับ

สรุป แก้ยากตามคุณพจน์ว่าไว้ครับ มันส่งต่อกันมาเป็นรุ่นๆ
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 19 June 2018, 10:46:26 pm
Quote from: LuvMusic on 19  June  2018, 08:59:18 pm

1. หนี้บานเบอะ - จริงๆแล้วหนี้ของประเทศยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ วัดกันตามหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำกว่า 50% ประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกาล่อไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องหนี้ประเทศนี่เราไม่จำเป็นต้องไปห่วงแทนเลย เจ้าหนี้เราเค้าจัดการเองครับ ถ้าคิดว่าประเทศเราจะไม่มีตังค์จ่ายคืน เค้าไม่ปล่อยเงินกู้ให้หรอกครับ ห่วงหนี้ส่วนตัวดีก่า  :lol:

2.  ภาษี - ที่บอกเสียภาษีหนักมากนั่นก็เวิ่นเหว้อมาก ภาษีรายได้ก่อนละกัน ประเทศหลักๆทุกประเทศคิดภาษีรายได้แบบขั้นบันได ทำมากจ่ายมาก แต่ทำมากของแต่ละประเทศมันคนละบรรทัดฐานกัน เด็กจบใหม่ไทยฐานเงินเดินหมื่นห้า อเมริกาน่าจะเจ็ดหมื่น ที่ฐานเงินเดือนขั้นต่ำคงไม่มีใครต้องเสียภาษีกันสักประเทศ หมายถึงถ้าเอาคนเงินเดือนเจ็ดหมื่นมาคิดฐานภาษีเงินได้ ที่ไทยก็คงต้องจ่ายแพงกว่าอเมกาอยู่แล้วสิเพราะเจ็ดหมื่นที่ไทยถือเป็นคนมีรายได้สูง แต่ที่ประเทศอย่างอเมกาถือเป็นรายได้ต่ำ ส่วนภาษีอื่นๆ โครงสร้างแตกต่างกันตามความเหมาะสมของประเทศ ขี้เกียจจำแนกรายละเอียด อย่าง VAT ไทย 7% นี่ต่ำกว่าหลายๆประเทศ ส่วนพวกสรรพสามิตบนเหล้าเบียร์บุหรี่ อันนี้สูงๆหน่อยก็ดีแล้วนิ อยากให้เหล้าเบียร์บุหรี่ราคาถูกในประเทศหรือไงไม่ทราบ แค่นี้ก็มอมเมากันจนผลผลิตต่ำแป้กสู้คนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว

3. ผ่อนบ้านผ่อนรถ - อันนี้ตามอายุผู้ผ่อน + ความสามารถในการผ่อนเลย ไม่เห็นเกี่ยวกับประเทศ ขึ้นอยู่กับตัวเองมากกว่า ถ้าแสดงให้ธนาคารเห็นว่ามีความสามารถในการผ่อน พวกแบงค์ก็แข่งกันเข้ามากราบให้ใช้บริการแหงมๆอยู่แล้ว แข่งกันปล่อยกู้จะตาย แต่ถ้าหามาได้สิบ อยากกู้พันกู้หมื่น อยู่ประเทศไหนก็ไม่แปลกหรอกถ้าไม่มีคนให้กู้

4. คนรวยคนจน - ความเหลื่่อมล้ำมีกันทุกประเทศตามระบอบทุนนิยม อเมกาเองปัญหาความเหลื่อมล้ำน่าจะมากพอๆกับหรือมากกว่าไทยด้วยซ้ำ ถ้าอยากเท่าเทียมกันตอนนี้ที่คิดออกก็เกาหลีเหนือ  :rolleyes:


1.ไทยเราก่อนี้น้อยกว่าประเทศอื่นๆก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันต้องดูสเกลทางเศรษฐด้วย ถ้าเค้าก่อหนี้มากกว่าเราหลายร้อยเปอร์เซนต์ สเกลทางเศรษฐกิจของประเทศพวกนั้นก็ใหญ่กว่าเราเป็นพันเปอร์เซนต์เช่นกัน แค่ GDP ของเอกชนบริษัทเดียวก็มหาศาลแล้ว ดังนั้นจึงต้องดูเอ้าท์พุทจากการก่อหนี้ด้วยว่ามีประสิทธิภาพมากแค่ไหน? กับต้องดูความสามารถการชำระหนี้ด้วย ถ้าไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จากที่เคยก่อหนี้โวลุ่มน้อย เด๋วมันก็ทบดอกไปเรื่อยล่ะครับ แล้วมันจะไปสะเทือนถึงเรตติ้งพันธบัตรของรัฐ และค่าของสกุลเงิน อันนี้แหละจะเป็นตัวเร่งโวลุ่มหนี้ล่ะครับ

2.ตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องรายได้ขั้นต่ำเด็กจบใหม่ระหว่างไทยกับอเมริกา ตรรกะฟังดูแปลกๆนะครับ


3.ผมว่าโครตจะเกี่ยวเลยครับ ทำไมจะไม่เกี่ยว? ต้นน้ำของปัญหาจริงๆมันเป็นที่ระบบการกระจุกตัวของทรัพยากรของโครงสร้างสังคมไทยครับ ที่ดินอสังหาไปกระจุกอยู่กับคนมีฐานะดีเเค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ มันไม่ใช่เรื่องของเครดิตรายบุคคลโดยตรง อันนั้นมันเป็นปัญหากลางน้ำครับ ไม่ใช่ปัญหาต้นน้ำ อีกปัญหาหนึ่งคือคนไทยไม่มีทางเลือกมากพอในการเดินทาง จึงจำเป็นต้องซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล

4. เรากำลังจะเป็นเกาหลีเหนือครับ ผมคิดว่ามีคนไทยหลายๆคนชอบแบบนั้น หรือจะเอาอย่างเวเนซูเอล่าดี


Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 20 June 2018, 12:02:29 am
เวลามีพวกเลือกตั้งเข้ามา บอกว่าไม่ยอมรับการโกง
ต้องออกไปไล่โดยด่วน ประเทศชาติจะฉิบหายแล้ว บลาๆๆๆๆๆ

แต่เวลาพวกเผด็จการนักรัฐประหาร คอร์รัปชั่นโกงกินกันทั้งโครงสร้าง
กลับเลือกที่จะอยู่เฉยๆ อ้างว่าไม่อยากเป็นเหยื่อ

แบบนี้ก็ได้หรอครับ?
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 20 June 2018, 12:55:52 pm
สำหรับผมนะ ในเวลานี้ หากทักษิณ อยากจะกลับมา  ก็เชิญกลับมาครองอำนาจได้เลย
อยากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม สุดซอย  ก็เชิญออกกฎหมายมาได้เลย
อยากจะโกงกินเท่าไร  เชิญโกงกินไปได้เลยครับ
ผมจะอยู่เฉยๆ   ไม่ทำอะไรทั้งสิ้นครับ
เพราะผมสิ้นหวังแล้ว

อย่าเป็นเหยื่อของเกม power play
ปัญหารากฐานของไทย มาจาก การไร้คุณภาพของประชาชน
Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: Hexaphonic on 20 June 2018, 03:40:36 pm
ทักษิณคงไม่เสียเวลาเปลืองตัวหรอกครับ
เขารู้แล้วว่าต่อให้ครองเสียงเด็ดขาดในรัฐสภา ก็ไม่ได้มีรัฏฐาธิปัตย์ในมือหรอก

มันยังมีอำนาจสูงสุดในระบบการเมืองไทยครอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง
นั่นทำให้ทักษิณถูกใส่ปลอกคอ ถูกจำกัดอำนาจไว้ในระดับหนึ่ง
ทักษิณตอนนี้ก็แก่แล้ว เขาคงไม่อยากถูกใส่ปลอกคอแล้วมังครับ
ขนาดคนที่ไม่ค่อยฉลาดนักอย่างผม ยังมองออกเลย


อย่างที่บอกล่ะครับต่อให้นักการเมืองนักเลือกตั้งเก่งในการโกงกินยังไง
ถ้าเราไม่ไปพังระบบ ให้ระบบสังคมการเมืองมันเดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวระบบนั่นแหละจะกำจัดนักการเมืองชั่วๆเอง

การแก้ปัญหาแบบอำนาจนิยม ชักนำทหารเข้ามายุ่งกับการเมืองเพื่อให้มากำจัดนักการเมืองโกง
มันเป็นวิธีคิดที่ขาดวุฒิภาวะ ไม่รู้จักความอดทน

ถ้าจะบอกว่าคนไทยไม่มีคุณภาพ ผมว่าคือคนไทยที่มีวิธีคิดแบบนี้แหละ


Title: Re: ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??
Post by: poj on 20 June 2018, 08:14:57 pm
ผมไม่เห็นด้วยครับ  นักการเมืองเลวๆ จะรวบอำนาจไว้ทั้งหมด แล้วเดินหน้าทำลายบ้านเมือง
ตัวอย่าง มีให้เห็นอยู่เยอะแยะครับ
ระบบทำลายนักการเมืองไม่ได้หรอกครับ 

และผมไม่เห็นด้วยเรื่อง นิยามของคนไทยที่ไร้คุณภาพครับ
คนไทยที่ไร้คุณภาพ คือ คนที่เลือกแต่โจรขึ้นสู่อำนาจ  แยกแยะถูกผิดไม่ได้ และ เห็นแก่ตัวครับ  นั่นคือ ต้นตอของปัญหาทุกๆอย่างในเมืองไทยครับ
ส่วน รัฐประหารนั้น  เป็นเรื่องปลายเหตุ

ประเด็นนี้  ผมคิดว่า เราเคยคุยกันไปแล้วมังครับ    เราเห็นต่างกัน และ ตอนนี้ เรากำลังวนประเด็นกันอยู่