Thai Audio/Video Club

คุยกันฉันท์เพื่อน => จับฉ่าย => Topic started by: poj on 07 February 2011, 02:48:37 pm

Title: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 07 February 2011, 02:48:37 pm
กระทู้นี้  จะเป็นการช่วยกันรวบรวมข้อมูลเรื่องการออกกำลังกาย
การกินอาหาร
การรักษาสุขภาพครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 07 February 2011, 02:48:48 pm
(รายงานจาก "วิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว" ชิ้นล่าสุด) - จากคำกล่าวของฟาร์เบียน  เรย์น ผู้มีใบรับรองจากวิทยศาสตร์การเคลื่อนไหว บอกไว้ว่านักวิจัยค้นพบกว่าการออกกำลังกายช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทำบ่อยๆนั้น (เช่นการยกลูกน้ำหนัก)  ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณเทียบเท่ากับการออกกำลังแบบลากยาว (คือการทำคาร์ดิโอ เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง ,เดินไกล)   นั่นคือการทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ด้วยการออกกำลัง ครั้งละ 10 นาที เป็นจำนวน 3 ครั้งต่อวัน มีผลเท่ากับการออกกำลังแบบลากยาวครั้งละ 20 - 30 นาที คำว่า "ผล" ในที่นี้ก็คือ การเพิ่มการเต้นของหัวใจด้วยการออกกำลัง จะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน ,ลดความดันเลือด และเพิ่มออกซิเจนไปที่สมองของคุณ   การค้นพบใหม่ครั้งล่าสุดนี้ เป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่เวลาในแต่ละวัน ไม่เอื้ออำนวยสำหรับการทำคาร์ดิโอ

       เรย์น เน้นย้ำว่าสำหรับผู้สูงอายุนั้น การออกกำลังโดยใช้แผ่นน้ำหนัก มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น โดยธรรมชาติแล้วเราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกระดูกไปพร้อมๆกับอายุที่เพิ่มขึ้นของเรา วิธีแก้ไขคือต้องเลือกออกกำลังแบบที่เพิ่มแรงต้านทานไปที่กล้ามเนื้อ (หมายถึงการยกลูกน้ำหนัก)  และท่าที่สำคัญมากๆขาดไม่ได้คือท่า SQUATS (คลิ๊ก) เพราะท่า SQUATS นี้ เป็นท่าที่ดีที่สุดที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติในกิจกรรมต่างๆระหว่างวันของเรา เช่น การหยิบของที่หล่นอยู่บนพื้น ,การลุกขึ้นยืน ,การออกจากรถ ,การเดินขึ้นบันได  ดังนั้น เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น คุณจะต้องใส่ท่า SQUATS เข้าไปในตารางบริหารของคุณ แต่ถ้าตอนนี้คุณยังอายุไม่มาก คุณก็ต้องบอกให้คุณปู่ของคุณให้บริหารท่านี้ให้ได้
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 07 February 2011, 02:49:19 pm
ดื่มน้ำเพื่อละลายไขมัน
จากนิตยสาร Flex ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553 หน้า 122

       เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่นิตยสาร Flex ของเราได้แนะนำว่า หนทางที่ประหยัดที่สุดและง่ายที่สุดสำหรับการละลายไขมันของคุณคือ ดื่มน้ำ (Webmaster - ตรงนี้ต้นฉบับเขียนไว้ว่า drinking water นะครับ คือบอกไว้เฉยๆว่าให้ดื่มน้ำ แต่ไม่ได้บอกว่าอุณหภูมิเท่าใด)

       ในปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยที่ทดลองกับตัวอย่างหลายๆตัวอย่าง สนับสนุนคำแนะนำเรื่องนี้  ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัย 2 ชิ้นของประเทศเยอรมัน บอกว่าเพียงแค่คุณดื่ม "น้ำเย็น" 2 แก้วในระหว่างมื้ออาหาร มันจะช่วยเพิ่มระดับอัตราการเผาผลาญอาหาร และช่วยเพิ่มปัจจัยต่างๆที่จำเป็นในการละลายไขมันส่วนเกินในร่างกาย (Webmaster - ตั้งแต่ในย่อหน้านี้ 2 นี้เป็นต้นไป ต้นฉบับเขียนไว้ว่า Cold water ตลอดแล้วนะครับ คือหมายถึงการเน้นว่าต้องเป็น "น้ำเย็น" ไม่ใช่น้ำที่อุณหภูมิห้องนะครับ)

       และในงานวิจัยล่าสุดของปีนี้ มีผลการทดลองจาก Virginia Tech (Blackburg) ทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้ คือแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 24 คน โดยมีสิ่งที่ทำเหมือนกันคือทั้งสองกลุ่มนี้ ต้องควบคุมอาหาร (Diet) ด้วยการทานแคลอรี่จำนวนน้อยๆ เป็นเวลา 12 อาทิตย์  แต่ตัวแปรที่แตกต่างกันคือ กลุ่มแรก จะต้องดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร เป็นจำนวน 2 แก้ว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องดื่มน้ำที่ว่านี้

       ผลการทดลองดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ไว้ใน 240th National Meeting of the American Chemical Society ว่า "กลุ่มที่ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร  ไม่เพียงแต่จะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง เขายังลดน้ำหนักลงได้ถึง 16 ปอนด์  โดยเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารนั้น สามารถลดน้ำหนักลงได้เพียง 11 ปอนด์"(ในเวลา 12 อาทิตย์เท่ากัน)

       นิตยสาร Flex ขอสำทับอีกครั้งว่า จงดื่ม "น้ำเย็น" 2 แก้วระหว่างมื้ออาหาร มันจะช่วยทำให้คุณทานอาหารได้น้อยลง และช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ หมายความว่า คุณสามารถเผาผลาญแครอลี่ในร่างกายได้ดีขึ้น ,มากขึ้น   โดยเมื่อนับปริมาณน้ำที่คุณดื่มทั้งวันแล้ว ไม่ควรจะน้อยกว่า 1 ถึง 1.5 แกลลอน (Webmaster 1 แกลลอน ถึง 1.5 แกลลอน ก็คือ 4.5 ลิตร ถึง 6.75 ลิตร - ลองเทียบกับขวดโค้กลิตรเอานะครับ และทางต้นฉบับไม่ได้บอกเวลาที่แน่ชัดไว้ บอกเพียงแต่ว่าดื่มน้ำเย็นระหว่างมื้ออาหาร ก็คือให้ดื่มระหว่างมื้ออาหาร "ทุกมื้อ" และคำว่า Between ในที่นี้ ผมจะขอให้หารครึ่งเอาเลย เช่นทานข้าวเช้า 07.00 น. ,ทานข้าวเที่ยง 12.00 น. ก็ให้ดื่มน้ำเย็นในช่วง 10.00 น. ดื่มทีละแก้วก็ได้ แล้วทิ้งระยะสัก 30 นาทีค่อยดื่มอีกแก้วก็ได้ หรือจะดื่มวิธีไหนก็ได้ครับ (เพราะต้นฉบับไม่ได้บอกมา) ให้ได้ 2 แก้วแล้วกัน  ดังนั้น ถ้าคุณทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน ก็คือคุณจะต้องดื่มน้ำ 6 แก้วระหว่างมื้ออาหาร ในกรณีนี้ ให้หาทางดื่มเพิ่มเติมอีก 2 แก้ว เวลาไหนก็ได้ (เพื่อให้ครบ 8 แก้ว) เพราะต้นฉบับปิดท้ายไว้ว่า ปริมาณน้ำที่ดื่มรวมทั้งวันควรจะเป็น 1 แกลลอน ซึ่งก็คือปริมาณ 8 แก้วนั่นเองครับ )
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 12 March 2013, 05:47:59 pm
ผมเริ่มมาสนใน กิจกรรม นอกบ้านเยอะหน่อยพักนี้ หลักๆก็ขี่จักรยานเสือภูเข้าทางไกลครับ  เลยหากลุ่มปั่นเพื่อความมันและความปลอดภัย  ไปเจอกลุ่มที่ใกล้ที่สุด คือ BikeJoy ที่วัดมะพร้าวเตี้ยนี่เอง  ผมตามไปกะเค้าครับ

คนในกลุ่มนี่ขปั่นกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปและ   เกษียรก็มาปั่นเยอะมา ขาแรงขาแข็งทั้งนั้นเลย:worshippy: :worshippy: :worshippy:

(http://img707.imageshack.us/img707/3120/img00661c.jpg) (http://imageshack.us/photo/my-images/707/img00661c.jpg/)
นี่เอาใส่รถสองแถวไปขี่บนเขาที่ มวกเหล็ก

(http://imageshack.us/a/img835/6132/55336532893418721520617.jpg)
ขี่ไปหัวหิน

(http://imageshack.us/a/img825/6919/dscf2255f.jpg)
ยางแตกที่วัดฉิม เอาแบกขึ้นวินไปปะที่วัดมะพร้าวเตี้ย จุดนัด  อุปกรณ์พร้อม

(http://imageshack.us/a/img850/1889/dscf3112w.jpg)
นั่งรอเค้าปะยางขากลับจาก โพธาราม

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 12 March 2013, 08:06:08 pm
รีบๆออกกำลังซะ

เดี๋ยวแต่งงานเมื่อไหร่ ไม่ต้องไปออกที่ไหน ถูบ้านกะซักผ้าอ้อมลูก เอ็งก็หมดแรงไปไหนแร้ว

555555 จ้าจ้าเดี๋ยวพี่ไปตากให้ ไปก่อน เมียเรียกหว่ะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 12 March 2013, 08:17:12 pm
ดูดีกว่าพวกขี่ฮาเล่แฮะ  :whistling:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 12 March 2013, 11:05:37 pm
เอารถมาแนะนำครับ เผื่อท่านไหนคัน

เสือหมอบ
(http://www.leisurelakesbikes.com/content/images/thumbs/0013744_cannondale_caad10_105_racing_road_bike_2013.jpeg)

แบบ hardtail
(http://mtobikes.com/wp-content/uploads/trek-4500-mountain-bike.jpg)

เสือภูเขาแบบ soft tail
(http://moots.com/wp-content/uploads/YBB-1.jpg)

แบบ full suspension
(http://www.tredz.co.uk/prodimg/55207_1_SuperSize.jpg)

แบบ touring
(http://s7d4.scene7.com/is/image/TrekBicycleProducts/90795?wid=1490&hei=1080&fit=fit,1&fmt=png-alpha&qlt=80,1&op_usm=0,0,0,0&iccEmbed=0)

แบบ fixed gear ที่เด็กๆบ้านเราเห่อ     เอาจักยานขี่ในลู่มาที่บนน ถนนเมืองไทย แล้วไม่ใส่เบรก อีก ผมเกือบขับรถชนตายไปสองคันละ ใครใกล้รถพวกนี้ระวังด้วยครับ
(http://cambridgebicycle.com/assets/images/fixed_gear/fuji_fixed_gear_bike.jpg)

แบบพับได้
(http://www.foldingcyclist.com/Brompton-S2L-X-folding-bike.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 13 March 2013, 12:55:54 am
ขำหมวกว่ะ
ออกแบบซะยังกับขี่เจ๊ทเหนือเสียง


ขนาดแมงกะไซ เร็วกว่าตั้งหลายเท่า
ยังไม่กล้าใส่เฮลเมทจ๊าบขนาดนี้เรย....5555


ไปหัวหินทำไมย้อนมายางแตกวัดฉิมล่ะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 13 March 2013, 03:44:57 am
Quote from: pee on 13  March  2013, 12:55:54 am
ขำหมวกว่ะ
ออกแบบซะยังกับขี่เจ๊ทเหนือเสียง


ขนาดแมงกะไซ เร็วกว่าตั้งหลายเท่า
ยังไม่กล้าใส่เฮลเมทจ๊าบขนาดนี้เรย....5555


ไปหัวหินทำไมย้อนมายางแตกวัดฉิมล่ะ


หมวกนี่เค้าออกแบบให้ลมผ่าน  บวกกับลดน้ำหนักครับ

ถ้าอวกาศต้องแบบนี้
(http://cyclingweekly.media.ipcdigital.co.uk/11141/000001c86/9b9a_orh315w315/levi-2.jpg)

จุดนัดวัดมะพร้าวเตี้ยครับ  ยังงัยผมก็ต้องปั่นผ่านวัดฉิม
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 13 March 2013, 04:02:11 am
ทำไมบ้านเราเห่อ Fixed gear จัง ผมว่ามันอันตรายมากเลยนะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 13 March 2013, 04:27:20 am
เขาให้หมวกป้องกันกระโหลกไม่ใช่เหรอ

แบบนี้สวยกว่า  :thumbup:

(http://i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/01484/bikeHelmet_1484109c.jpg)
(http://media.onsugar.com/files/users/1/15111/14_2007/pulse%20bicycle%20helmet.jpg)
(http://www.thebikelist.co.uk/media/271738/Giro_Xar%20MttBlk.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 13 March 2013, 05:28:27 am
2 ใบแรกนี่ลองขี่ยาว 5-6 ชม ไม่ไหวครับ   

มันเหมาะกันใส่แป๊ปๆ แบบนี้ครับ
(http://www.rubbersheep.com/images/178546713_1c5e702eab_o[1].jpg)

ใบสุดท้ายนี่โอเคครับ  แต่แพง



ผมว่าพวก fixed gear เค้าตามดารามั้งครับ 
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: trens on 13 March 2013, 05:36:19 am
Bompton นี่เห็นที่บ้านคุณWacharaเมื่อสองปีก่อน ออกแบบได้ดีจริง
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 13 March 2013, 05:42:01 am
Quote from: trens on 13  March  2013, 05:36:19 am
Bompton นี่เห็นที่บ้านคุณWacharaเมื่อสองปีก่อน ออกแบบได้ดีจริง


รถแพงครับ  ตั้ง  6 7 8  หมื่น ขึ้นกับรุ่น วัสดุ อะไหล่ครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: HEAVYTOY on 13 March 2013, 04:53:39 pm
Bompton เห็นลูกพี่ลูกน้องผม เอาไปเข้าทริปกับเสือภูเขา

แกบอกเพราะ

1.ขึ้นเขาได้เปรียบสัดส่วนการทดที่ล้อเล็กกว่า

2.ลงเขาจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทำให้มั่นคง ควบคุมง่าย พุ่งฉิวกว่า

ผมฟังแกมา เพื่อนพี่ๆต้องลองเองนะครับ ผมก็ไม่ได้เชื่อแกซะหมด :hb:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: HEAVYTOY on 13 March 2013, 05:06:06 pm
ช่วงนี้ผมวิ่งอย่างเดียว สัปดาห์ประมาณ 5 วัน 4 km ช่วงเย็น 25 นาที - 30 นาที ใน 1 หรือ 2 สัปดาห์อาจมี 10 km ซักครั้ง

พยายามศึกษาวิ่งแบบ pose ดูได้ที่ http://bangkhunthianjoggingclub.com/ ครับ ผมไปแอบอ่านอยู๋ :supergrin: เขาว่า หัวเข่า ไม่เสือม เซพกำลัง
                           คร่าวๆ เหมือนวิ่งอยู่กับที่ แล้วล้มไปข้างหน้า ลงเต็มเท้า ช่วงลงเต็มเท้า หัว บ่า ลำตัวตรง  เข่าย่อนิดเดียวเป็นสปริง  ตรงเท้าสัมผัสพื้น
                           ลองไปดูครับ บอกอธิบายยาก  :P

:hb:


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pakorn on 14 March 2013, 11:14:00 pm
Quote from: Karin Preeda on 13  March  2013, 04:02:11 am
ทำไมบ้านเราเห่อ Fixed gear จัง ผมว่ามันอันตรายมากเลยนะ


ขอความรู้หน่อยครับ .. มันเป็นยังไงหรือครับ fixed gear เนี่ย แล้วอันตรายอย่างไรครับ?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 14 March 2013, 11:19:27 pm
Quote from: pakorn on 14  March  2013, 11:14:00 pm
Quote from: Karin Preeda on 13  March  2013, 04:02:11 am
ทำไมบ้านเราเห่อ Fixed gear จัง ผมว่ามันอันตรายมากเลยนะ


ขอความรู้หน่อยครับ .. มันเป็นยังไงหรือครับ fixed gear เนี่ย แล้วอันตรายอย่างไรครับ?


"Fixed Gear หรือ Fixie" เป็นคำแสลงของจักรยานที่มีเกียร์เดียว และล้อหลังไม่สามารถฟรีได้ คือ เท้าจะต้องปั่นตามไปด้วยทุกครั้งที่รถวิ่งอยู่
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 14 March 2013, 11:49:48 pm
ช่วงปิดเทอมนี้ ผมให้ลูกไปว่ายน้ำทุกวันวันละสองชั่วโมง

สัปดาห์ละ 6 วัน

วันอาทิตย์ไปตีแบตด้วยกัน เสร็จจากแบตก็ไปซ้อมดนตรีต่อด้วยกันนั่นแหละ
จนตอนนี้ลูกผมมันร้อง rock bottom, born to be wild, sad but true , cocaine, ได้กันทั้งคู่แระ บ่นตลอดป๊าไม่เล่นเพลงไทยมั่งเลย

เป็นที่มาต้องมาเล่นเพลง ลูกอม แสงสุดท้าย และอื่นๆ

ผมว่าออกกำลังกายเป็นอะไรที่ดีมากๆครับ ยิ่งถ้าได้ทำกันกับครอบครัวด้วย มีความสุข สนับสนุนครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 14 March 2013, 11:54:04 pm
Quote from: dht_tubes on 14  March  2013, 11:49:48 pm

เป็นที่มาต้องมาเล่นเพลง ลูกอม แสงสุดท้าย และอื่นๆ


ผมคงเอากาวตาช้างหยอดหูมันทิ้ง
มีไว้ก็เสียเปล่า....55555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 15 March 2013, 12:00:48 am
ผมก็คิด และก็ต่อต้านคล้ายๆแบบนี้แหละ แต่..............  :sad2: :sad2:

ลูกมันหนีครับ ไม่อยู่ให้เราคอยป้อนสิ่งดีๆ หรือให้เวลาเราป้อน หรือซึมซับสิ่งดีๆให้ได้บ้าง ก็เลยต้องแลก เพราะถ้าไม่ได้ใจเค้า มันก็ยากที่จะทำอะไรๆต่อได้อีก.............

สังคมที่เราให้เค้าอยู่ มันเป็นแบบนี้ ยากที่จะต้านจริงๆ  :'( :'(

เช่น อยากให้เค้าฟังเพลงคลาสสิคบ้าง ผมก็ต้องเปิดสลับกับเพลงเกาหลี แบบว่า K pop 3 เพลง เอ้าฟังของป๊าซักเพลง
มันยังบ่นเลย โห เพลงไรนี่ ครึ่งชั่วโมงยังไม่จบ เปิดซ้ำอ๊ะป่าวเนี่ย  :P :P

อยากตีแบต มามาตีด้วยกันซะดีๆ ประมาณนี้ครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 15 March 2013, 12:10:15 am
พ่อผมไม่เคยให้ผมฟังเพลงอะไร
ต่างคนต่างใจครับ ถ้ามันชอบก็ปล่อยมันเหอะ
แต่เราต้องรู้เองว่าเพลงแบบใหน ไม่ควรเปิดให้พ่อได้ยิน

ลูกผมก็ฟังเพลงยี่ปุ่น เพลงมันแปลกดี
เป็นเด็กผู้หญิง ประสานเสียงและคุณภาพการเรียบเรียงดีมาก
ไม่รู้ไปหามาจากใหน จะถามก็อายมัน....55555

เด็กที่ฟังเพลงลูกอมได้ ต้องนับถือเลยว่าหูมันตะกั่วแท้
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 15 March 2013, 03:19:50 am
Quote from: pakorn on 14  March  2013, 11:14:00 pm
Quote from: Karin Preeda on 13  March  2013, 04:02:11 am
ทำไมบ้านเราเห่อ Fixed gear จัง ผมว่ามันอันตรายมากเลยนะ


ขอความรู้หน่อยครับ .. มันเป็นยังไงหรือครับ fixed gear เนี่ย แล้วอันตรายอย่างไรครับ?


fixed gear คือรถจักรยานที่ ปล่อยไหลฟรีไม่ได้ครับ  คือขาจะปั่นไปตลอด  สามารถปั่นเดินหน้า ปั่นถอยหลังได้

ที่นี้ เค้าไม่ใส่เบรกครับกันครับ   จะเบรกโดยการเกร็งเท้าเพื่อฝืนให้ล้อหยุด  หรือเอาเท้ามารูดกับขอบยาง  แต่มันได้แค่ชลอครับ  รถอะไรก็ตามถ้าไม่ใส่เบรก เอามาวิ่งบนถนน นี่ก็ตัวใครตัวมันละครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 15 March 2013, 03:25:54 am
Quote from: dht_tubes on 14  March  2013, 11:49:48 pm
ช่วงปิดเทอมนี้ ผมให้ลูกไปว่ายน้ำทุกวันวันละสองชั่วโมง

สัปดาห์ละ 6 วัน

วันอาทิตย์ไปตีแบตด้วยกัน เสร็จจากแบตก็ไปซ้อมดนตรีต่อด้วยกันนั่นแหละ
จนตอนนี้ลูกผมมันร้อง rock bottom, born to be wild, sad but true , cocaine, ได้กันทั้งคู่แระ บ่นตลอดป๊าไม่เล่นเพลงไทยมั่งเลย

เป็นที่มาต้องมาเล่นเพลง ลูกอม แสงสุดท้าย และอื่นๆ

ผมว่าออกกำลังกายเป็นอะไรที่ดีมากๆครับ ยิ่งถ้าได้ทำกันกับครอบครัวด้วย มีความสุข สนับสนุนครับ


มีโอกาสได้ไปที่จอดรถระยะยาวสนามบินสุวรรณภูมิ  จักยานมาขี่เป็นร้อยคันเลยมีทั้งแบบโปร แบบพ่อแม่ลูกมาด้วยน่ารักดีอะ


พ่อแม่ลูก2 ก็คันละ 15000x4 = 60000 เองพี่ ถูกกว่าเทอนพี่อีก 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 15 March 2013, 04:22:56 am

Quote from: blackmore on 15  March  2013, 03:25:54 am

มีโอกาสได้ไปที่จอดรถระยะยาวสนามบินสุวรรณภูมิ 





คุณป๊อกไปเที่ยวตปท.หรือไปปั่นจักรยานข้างๆรันเเวย์ครับ?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 15 March 2013, 04:27:05 am
Quote from: pee on 15  March  2013, 12:10:15 am

เด็กที่ฟังเพลงลูกอมได้ ต้องนับถือเลยว่าหูมันตะกั่วแท้


อย่าไปด่าัมันเลย พ่อมันยังแกะเพลงนี้เล่นกับวงอยู่เรย 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: sw on 15 March 2013, 04:44:05 am
Quote from: dht_tubes on 14  March  2013, 11:49:48 pm
ช่วงปิดเทอมนี้ ผมให้ลูกไปว่ายน้ำทุกวันวันละสองชั่วโมง

สัปดาห์ละ 6 วัน

วันอาทิตย์ไปตีแบตด้วยกัน เสร็จจากแบตก็ไปซ้อมดนตรีต่อด้วยกันนั่นแหละ
จนตอนนี้ลูกผมมันร้อง rock bottom, born to be wild, sad but true , cocaine, ได้กันทั้งคู่แระ บ่นตลอดป๊าไม่เล่นเพลงไทยมั่งเลย

เป็นที่มาต้องมาเล่นเพลง ลูกอม แสงสุดท้าย และอื่นๆ

ผมว่าออกกำลังกายเป็นอะไรที่ดีมากๆครับ ยิ่งถ้าได้ทำกันกับครอบครัวด้วย มีความสุข สนับสนุนครับ


:clap: :clap: :clap: :clap:
สุดยอดคุณพ่อจริงๆเลยครับ

บ้านผมนี่ กินมื้อเย็นเสร็จก็ ลูกจอเฟส พ่อจอทู้ป แม่จอแก้ว ครับ
บ้านตัวอย่างยุค 2013  :)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 15 March 2013, 04:11:21 pm
Quote from: Hexaphonic on 15  March  2013, 04:22:56 am
Quote from: blackmore on 15  March  2013, 03:25:54 am

มีโอกาสได้ไปที่จอดรถระยะยาวสนามบินสุวรรณภูมิ 





คุณป๊อกไปเที่ยวตปท.หรือไปปั่นจักรยานข้างๆรันเเวย์ครับ?


ไปรับแฟนครับ  เลยไปแวะจอดรอที่  ลานจอดระยะยยาวครับ  เค้าปั่นกันตรงนั้นครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 15 May 2014, 11:41:28 pm
Quote from: HEAVYTOY on 13  March  2013, 05:06:06 pm
ช่วงนี้ผมวิ่งอย่างเดียว สัปดาห์ประมาณ 5 วัน 4 km ช่วงเย็น 25 นาที - 30 นาที ใน 1 หรือ 2 สัปดาห์อาจมี 10 km ซักครั้ง

พยายามศึกษาวิ่งแบบ pose ดูได้ที่ http://bangkhunthianjoggingclub.com/ ครับ ผมไปแอบอ่านอยู๋ :supergrin: เขาว่า หัวเข่า ไม่เสือม เซพกำลัง
                           คร่าวๆ เหมือนวิ่งอยู่กับที่ แล้วล้มไปข้างหน้า ลงเต็มเท้า ช่วงลงเต็มเท้า หัว บ่า ลำตัวตรง  เข่าย่อนิดเดียวเป็นสปริง  ตรงเท้าสัมผัสพื้น
                           ลองไปดูครับ บอกอธิบายยาก  :P

:hb:


ปลายปีไปวิ่ง กรุงเทพฯมาราธอน กันมั๊ยครับ เลือก ที่ 10 km. ก็น่าจะพอแล้ว ผมไปมา สามครั้งแล้ว แต่ช่วงนี้ขี้เกียจสุดๆ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 23 April 2015, 06:22:47 am
     DATE           SPORT        DISTANCE       DURATION      AVG.SPEED      AVG.PACE
Apr 22, 2015   Running     10.20 km           56m:44s         10.8 km/h        5:34 min/km

Apr 21, 2015   Running     10.06 km           59m:23s         10.2 km/h        5:54 min/km

Apr 20, 2015   Running     10.03 km          1h:05m:40s       9.2 km/h        6:33 min/km

Apr 14, 2015   Running       8.06 km           53m:30s           9.0 km/h        6:38 min/km

Apr 3, 2015     Running      10.10 km       1h:00m:28s       10.0 km/h        5:59 min/km

Mar 28, 2015   Running      10.07 km       1h:04m:23s         9.4 km/h        6:24 min/km

Feb 24, 2015   Running      10.05 km       1h:02m:29s         9.6 km/h        6:13 min/km

Feb 23, 2015   Running      12.78 km       1h:20m:29s         9.5 km/h        6:18 min/km


ด้วยความกลัวเรื่องสุขภาพจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์,เบาหวาน,ควานดันโลหิตสูง,เป็นหวัดง่ายเมื่อเปลี่ยนฤดู
ผมคิดว่าคงไม่ไหวแล้ว พอกันที คือขี้เกียจป่วยอ่ะครับ
เป็นหวัดแต่ละที ล่อไปครึ่งเดือนกว่าจะหาย (เคยผ่าต่อมทอนซิลตอน ป.5)

ผมจึงเริ่มหันมาออกกำลังกายแนว Enduro Sports (อึดทน) อย่างจริงจัง
ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองอาจจะเข้าข่าย "เสพติดเอนโดรฟีนจากการออกกำลังกาย" ซะแล้วละครับ อิๆ
ช่วงนี้ก็เลยฟังเพลงน้อยลง บางทีครึ่งเดือนนี่แทบจะไม่ได้เปิดเครื่องเสียงเลยก็มี

ที่ไม่ค่อยได้เปิดเครื่องฟังเพลงเนี่ย จะว่าเป็นเพราะเพลียมันก็ไม่เชิง คือมันรู้สึก "อิ่ม" อ่ะครับ
อารมณ์คงจะเหมือนสูบบุหรี่หลังอาหารกระมัง.....ฮา ล้อเล่ง ผมไม่สูบหรอกครับ
คือมันรู้สึก "อิ่ม" แบบไปดูคอนเสิร์ตมันส์ๆมีอังกอร์ 3-4 ชม.ประมาณนั้นเลย

เนื่องจากผมไม่ค่อยมีทักษะทางกีฬาซักเท่าไหร่ ก็เลยเลือกการจ๊อกกิ้ง
จริงๆแล้วผมก็พยายามวิ่งจ๊อกกิ้งมานานหลายปีทีเดียว
แต่ไปได้มากสุดแค่ระยะ 6 กม.เท่านั้นเอง และก็จะเป็นแบบวิ่งทีนึงเดี้ยงไปอีก 3-4 วัน

เพิ่งจะเริ่มอยู่ตัว(วิ่งแล้วไม่เจ็บ,ไม่ล้า) ก็เมื่อ 7-8 เดือนมานี้เอง

   
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 23 April 2015, 06:59:39 am
ได้ยินมาว่า การวิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ผิด
:wallbash:

การวิ่งทำให้น้ำหนักตัวทำร้ายตัวเอง
ทำให้ข้อต่อช่วงล่างเสื่อม



ไม่รู้จริงเปล่า
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 23 April 2015, 01:21:10 pm
ก็อาจจะจริงครับ  เพราะมีแรงกระแทก  แต่คงมีวิธีลดอาการบาดเจ็บครับ   
หากไม่ให้มีแรงกระแทกเลย  ก็คงต้องวิ่งบน elliptical trainer เหมือนที่ผมใช้ครับ

ไม่ว่าอย่างไร  สนับสนุนการออกกำลังกายครับ  ผมเองวิ่งตอนเช้าบนเครื่อง elliptical  30 นาที  ได้ระยะทางประมาณ  3.5 km ครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 23 April 2015, 02:12:19 pm
ถึงจะไม่จ๊อกกิ้ง ปกติคนเราก็เดินหรือวิ่งอยู่แล้วล่ะครับ ก็แค่เพิ่มกิจกรรมนี้เข้ามาอีกนิดหน่อยเท่านั้น
ร่างกายมนุษย์ฉลาดในการปรับตัว มันคือกฏแห่งการ "ใช้หรือไม่ใช้งาน"
ส่วนใดใช้งานมาก ร่างกายจะเพิ่มขีดความสามารถในส่วนนั้นขึ้นเอง



ญาติผู้ใหญ่ของแม่บ้าน เริ่มวิ่งจ๊อกกิ้งตอนอายุ 60 ลูกชายของแกเล่นกีฬานี้ แกเลยสนใจอยากลอง
ตอนนั้นมีแต่คนห้ามแก ตอนนี้แกอายุ 84 แกยังเดินสายวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่เลย ถ้วย,เหรียญรางวัลเต็มบ้านจนไม่มีที่เก็บแล้ว

บางทีข่าวคราวในวงการนี้ก็มักจะมีข่าวฮือฮาว่า มีผู้สูงอายุวัยเกษียณ เริ่มวิ่ง แล้วก็วิ่งได้ดีซะด้วย
อันนี้คงต้องอยู่ที่ความตั้งใจ สภาพร่างกายพื้นฐานที่ดีในระดับหนึ่ง และคงต้องมีโค้ชกันแบบตัวต่อตัวล่ะครับ

ผมสังเกตพวก Long Runners หลายๆคนแถวบ้านผม อายุมากกว่าผมแทบทั้งนั้น ก็วิ่งกันมานานตั้งแต่หนุ่มๆ
กีฬาจ๊อกกิ้งเป็นกีฬาที่มีคนเล่นมากที่สุดในโลก แต่คนที่วิ่งอย่างถูกวิธีบาดเจ็บเพราะการวิ่งน้อยมากครับ



ผมว่ากีฬาที่เป็นอันตรายต่อร่างกายส่วนล่าง
คือประเภทที่มีแรงเค้นเข้ามาปะทะอย่างฉับพลัน หรือต้องเปลี่ยนจุดหมุนอย่างรวดเร็ว ฝืนธรรมชาติ
อย่างเช่น รักบี้ มวย(นอกจากอาการทางสมอง นักมวยมักมีปัญหากับหัวเข่า) บาสเกตบอล แบดมินตัน กอล์ฟ(หลัง,หัวเข่า)
หรือแม้แต่จักรยาน ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุล้มขึ้นมา
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 23 April 2015, 03:23:31 pm
คนบาดเจ็บจากการวิ่งมักจะเกิดจากความไม่พร้อมของร่างกายครับ ถ้าฝึกซ้อมวิ่งอย่างถูกวิธี ค่อยๆเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ใจร้อนวิ่งมากเกินไปจะไม่ค่อยมีปัญหา คุณ Hexa วิ่งเร็วมากเลยครับ ตอนนี้เป้าหมายผมอยู่ที่ 6 นาทีต่อกม. แต่ทำได้ในระยะทางสั้นๆแค่ 5-6 กม.เท่านั้นเอง  :supergrin:

เดี๋ยวนี้วิ่งเท้าเปล่าเริ่มนิยมมากขึ้น เคยอ่านบทความเรื่องวิ่งเท้าเปล่าเหมือนกันครับ เค้าบอกว่าอยากรู้ว่าท่าวิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดของเราเป็นยังไง ให้ลองวิ่งเท้าเปล่าเต็มกำลังซัก 100 ม. ท่าวิ่งขณะนั้นแหละคือท่าวิ่งธรรมชาติของเรา ผมยังไม่เคยลองเหมือนกันครับ แต่หลังๆนี่วิ่งเอาฝ่าเท้าลงมากกว่าที่จะเอาส้นเท้าเหมือนเมื่อก่อน เห็นพวกวิ่งเท้าเปล่าเค้าทำกัน ก็ช่วยลดอาการเจ็บได้ดีเหมือนกัน แต่มาเมื่อยหน้าแข้งแทน  :oops:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 23 April 2015, 04:15:30 pm


ผมว่า ผมวิ่งเร็วเกินไปแล้วล่ะครับ ต้องระวังอาจจะบาดเจ็บได้
ที่สำคัญมันอาจจะเข้าไปใกล้ระดับ "หัวใจวาย" ได้ อันนี้ต้องระวังมากๆ
คิดดูแล้วสยองเลย กับพวกนักวิ่งมาราธอนระดับโลก
ในระยะทาง 10 กม. เขาวิ่งเร็วกว่าผมอีกเท่านึง แถมยังวิ่งไกลกว่าผมอีก 4 เท่า  :wacko:

ปกติ AVG.PACE ของผมประมาณ 6 กว่าๆ
อันนี้คือลองทดสอบว่าขีดจำกัดของตัวเองไปถึงจุดไหน?

วิ่งเท้าเปล่าผมไม่กล้าลองครับ กลัวจะเหยียบของมีคม
ผมวางเท้าแบบให้รู้สึกว่าลงสัมผัสพื้นพร้อมกันทั้งฝ่าเท้า และพยายามให้ช่วงซอยเท้าสั้นกว่าการเดินปกติเล็กน้อย
เขาว่า Weight Training  อย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมการวิ่งจ๊อกกิ้งและป้องกันการบาดเจ็บได้ดียิ่งขึ้น

เอ่อ..ผมอยากรู้จริงๆว่าขีดจำกัดของมนุษย์เนี่ยไปถึงไหน?
เห็นว่ามีแข่งวิ่งข้ามป่าข้ามเขากันเป็นร้อยกม.ก็มี
นี่เมกาเขาก็จะจัดวิ่งข้ามรัฐข้ามทวีปหลายพันไมล์ด้วยนะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: sw on 23 April 2015, 05:03:33 pm
ผมรู้จักผู้ใหญ่อายุ 70 กว่า ยังเต้นรำ line dance เป็นประจำ ท่านบอกว่าเต้นหรือวิ่งก็ได้ ให้เอ็นข้อต่อกระดูกได้มีการกระทบกระเทือน เป็นการออกกำลังบ้าง ถ้าไม่ใช้เลยมันก็เสื่อม

บางคนก็บอกวิ่งแล้วน้ำหนักตัวจะกระแทก ข้อเข่าจะเสื่อม

ผมเชื่อว่าจริงทั้งสองอย่าง จึงใช้วิธีเฉลี่ย วิ่งเบาๆ ใช้รองเท้าแบบมีความหนาของพื้น ที่ช่วยลดแรงกระแทกได้ วิ่งแบบช้าๆวันละ 1 กม.

วิ่งเท้าเปล่า ผมคิดว่าต้องบนพื้นหญ้าเท่านั้น ถ้าพื้นแข็ง ส้นเท้ารับแรงกระแทกเยอะมาก อันตรายจากของมีคมก็เยอะด้วย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: K. PJ on 23 April 2015, 06:32:53 pm
เพิ่งเจอทู้นี้​ ผมคนนึงที่แก่แล้ว​ ก็ดูแลเรื่องอาหารการกินค่อนข้างมาก​ การออกกำลังก็พอสมควร​

วันนี้ที่อยากเขียนคือผมมาจ่ายตลาดซื้อหมูที่เมืองหลวงพระบางครับ​ รู้สคกอิจฉาคยเมืองนี้ที่มีหมูเลี้ยงแบบชาวบ้านเลี้ยงให้เลือกซื้อตั้งห้าร้านให้เลือกซื้อ​ กก​ ละ​ 160  แล้วก็มีหมูเลี้ยงหัวอาหารสิบกว่าร้าน​ กก​ 140 บ้านเราถ้าไม่ถูกต้​ CP​ ครอบงำตลาดนี้​ พวกเราคงมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ครับ​ เราไม่คิดต่อต้าน​ CP​ ให้มันล้มละลายกันบ้างหนือครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 23 April 2015, 06:52:09 pm
อยากต่อต้านเหมือนกันครับ แต่สำหรับชีวิตคนเมืองแล้ว มองไม่ค่อยเห็นทางเลือกซักเท่าไหร่เลยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 23 April 2015, 07:08:48 pm
http://www.thaigogenius.com/tricks-go/item/3869-go-korsak.html


ผมคิดว่าเป็นเรื่องยาก และอาจจะสายเกินไปแล้วล่ะครับ

พวกเขาใช้ยุทธพิชัย "หมากล้อม" ในการบริหารจัดการ
อันว่าปรัชญาของหมากล้อมนั้นก็คือ

"ทั้งเอ็งและข้าฯ..ขอจงอยู่ร่วมกันในสมรภูมินี้(กระดานวางหมาก)
แต่ถ้าเอ็งคิดกำจัดข้าเมื่อไหร่..หากข้าตาย เอ็งก็ต้องตาย หรือไม่เอ็งก็ต้องตายก่อน"
หึๆ

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 23 April 2015, 07:32:43 pm
"เมื่อ2-3วันที่แล้ว มีเพื่อนที่เซเว่น มาเล่าให้ฟังว่า
ตอนนี้เซเว่นเริ่มมีบริการรับส่งพัสดุภัณฑ์แล้ว น่าจะแย่งลูกค้าไปรษณีย์ไทยไปได้พอสมควร
เมื่อคืนมาเจอบทความชิ้นนี้ ยิ่งเห็นภาพความได้เปรียบของยักษ์ใหญ่ที่จะกินรวบประเทศไทย
แล้วต่อไปรายเล็กนายน้อยจะอยู่กันได้อย่างไร ผมก๊อบเขามานะ ลองอ่านดู THANK's PADRIEW.......

ถ้าเราพูดถึงนักธุรกิจในเลเวลระดับโลก ก็คงต้องพูดกันถึงพวก บิล เกต ,สตีฟ จ็อบส์(ตายแล้ว) ,มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ,บัฟเฟต
แต่ในสายตาของผมแล้ว เท่าที่ผมศึกษาแนวคิดและวิธีทำธุรกิจของนักธุรกิจดังๆระดับโลกมา ร่วม50คน
ผมคิดว่า เจ้าสัวธนิน ซีพี นี่แหละ เบอร์1ของโลกตัวจริง!


จากกระทู้แนะนำเรื่องข้าวกล่องเซเว่น ที่หลายคนพูดกันว่า ราคามันลงมาแข่งกับข้าวแกงข้างถนนได้แล้ว
ผมจะบอกว่าเรื่องนี้ เจ้าสัวเคยพูดไว้นานแล้วครับหลายปีแล้ว และมาพูดอีกครั้งเมื่อเดือนเมษา57ที่ผ่านมา
ลองเข้าไปอ่านดูครับ http://thaipublica.org/2014/04/dhanin/
ถ้าขี้เกียจอ่าน ผมสรุปให้ฟังง่ายๆ
เจ้าสัวบอกว่า ถึงจุดนึง ป้าที่หาบเร่ขายแกงเขียวหวาน ต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบมาทำแกงเขียวหวานขายจะแพงกว่าซื้อแกงเขียวหวานจากซีพี ธนินอ่านเกมขาดมานานแล้วครับ ว่าถึงจุดนึงร้านข้าวแกงทั่วประเทศจะไม่สามารถแข่งขันกับซีพีได้
เพราะซีพีคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ข้าวกล่องแช่แข็งเจ้าแรกๆของไทยคือ เอสแอนด์พี ขายกล่องละ70กว่าบาทใช้เวลาเวฟ7-8นาที
แต่ธนิน เข้ามาทำข้าวกล่อง แค่ก้าวเท้าเข้ามาก็ฆ่าเอสแอนด์พีตายในดาบแรกแล้ว
เพราะเจ้าสัวให้ทีมงานคิดนวัตกรรมกล่องใส่ข้าวที่ใช้เวลาเวฟเหลือ แค่3นาที และทำราคาถูกลงมาเรื่อยๆ
จนทุกวันนี้เหลือแค่ 30บาท

ข้าวกล่องเอสแอนพี และ ข้าวแกงข้างทาง มันมีจุดอ่อนคือ รสชาติไม่นิ่ง
แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไม อาหารของเซเว่น รสชาติมันนิ่งมาก มันเลยจุดที่มาพูดเรื่องการตวงน้ำปลาแล้วครับ
ธนิน ซื้อนวัตกรรมจากยุโรป ที่ทำให้วัตถุดิบมีรสชาติคงที่
เรื่องข้าวกล่องผมพักแค่นี้ก่อน ถ้าให้ผมเขียนเล่าความเป็นมา เขียนได้เป็นสิบหน้าครับ



กลับมาเรื่องที่ว่าทำไมผมถึงคิดว่า ธนิน คือ นักธุรกิจที่เก่งที่สุดอันดับ1ของโลก
เพราะ วันนี้เครือซีพี ผูกขาดครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอย่างสมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเจียไต๋ที่คุมตั้งแต่การปลูกเมล็ดถั่ว ไปจนถึงการผลิตและแปรรูปโดยซีพี
จบด้วย2ช่องทางจำหน่าย อย่าง แมคโคร และ เซเว่น

มาพูดถึงการซื้อแมคโคร มีคนถามเจ้าสัวว่าซื้อแมคโครราคานี้ คุ้มรึ ???
เจ้าสัวธนิน ตอบว่า แค่เอาราคาประเมินที่ดินของแมคโครทุกสาขารวมกัน เขาก็คุ้มแล้ว



3ปีก่อน ธนิน ผลักดันโมเดล ร้านขายยา เข้าสู่เซเว่น บนแนวคิดที่ว่าเซเว่นทุกสาขา จะมีร้านขายยาข้างในด้วย
แต่มาติดตรงเรื่องที่ไม่มีเภสัชกร เพราะยาจะให้พนักงานเซเว่นมาขายไม่ได้ แต่...วันนี้ธนิน ผลักดันกฏหมายขายยาสำเร็จแล้ว
ต่อไปร้านขายยาไม่ต้องขายโดยเภสัชกร
ใครได้ประโยชน์ที่สุด คิดเอาเองง่ายๆ ต่อไปเซเว่นทุกสาขาจะมียาขายแบบร้านขายยาและร้านขายยาจะตายหมด
สเต็ปต่อไป ซีพีจะผลิตยาแบบ เฮ้าท์แบรนด์ ผลิตเองขายเอง
ธนิน จะก้าวเข้ามาคุมอีก1ใน4 ของปัจจัย4ของมนุษย์ อาหาร เขาคุมหมดแล้ว ต่อไปคือ ยารักษาโรค



ธนาคารก็ไม่รอดครับ คนไทยทุกคนต้องทำธุรกรรมกับธนาคาร มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเซเว่นมีธนาคาร !!!!
เรื่องนี้ผมขออุบเอาไว้ก่อน แต่คุณเซฟกระทู้ผมไว้ได้เลย ภายใน5ปีนับจากนี้ เซเว่นทุกสาขาจะมีเค้าเตอร์ให้คุณฝากเงิน ถอนเงิน
และหนึ่งในแบงก์ปัจจุบัน กำลังถูกเจ้าสัวจะเทคโอเวอร์อยู่ เพื่อเข้าสู่โมเดลให้เซเว่น กลายเป็นธนาคารด้วย
ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เจ้าสัวถอดตู้atmของธนาคารอื่น แล้วเอาตู้ของตัวเองเข้าไป แค่นี้ก็สบายแล้วครับ
ตอนนี้ธนินกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่
พวก ลอว์สัน , แฟมิลี่มาร์ท ,แม็กแวลู พวกนี้ไม่ใช่คู่แข่งครับ ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยครับ

ผมยังไม่ต้องพูดถึงกิจการอื่นๆในเครือ อย่าง ทรูมูฟ หรือ รถยนต์เอ็มจี นะครับ



กลับมาต่อในเรื่องที่ว่า ทำไมธนิน เหนือกว่านักธุรกิจระดับโลกคนอื่นๆ
นั่นคือเรื่องของความยั่งยืนไงครับ

คุณคิดว่าระหว่างบริษัทอย่าง แอปเปิ้ล กับ เครือซีพี ใครจะยืนยาวกว่ากัน
หรือ เฟสบุ๊ค กับ เครือซีพี ใครจะม้วนเสื่อไปก่อนกัน
ผมมั่นใจว่าเครือซีพีจะยืนยาวกว่า เพราะ เขาไม่ได้เล่นอยู่บนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและเกิดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ
แต่เขาอยู่บนกิจการที่ผูกขาดเบ็ดเสร็จ คุมทั้งระบบ คู่แข่งแทบจะโงหัวขึ้นมาไม่ได้
ในขณะที่เฟสบุ๊ค มันเป็นกิจการที่อยู่บนเทรนด์ และผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
เมือไรที่เทรนด์ของมนุษย์เปลี่ยน เฟสบุ๊คจะจบทันที
ในขณะที่แอปเปิ้ล ใครมองว่าแกร่ง ผมกลับมองว่ามันอยู่ได้เพราะสตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้อยู่ได้ด้วยระบบ
หลังจากจ็อบส์ตาย บริษัทก็ไม่มีอะไรใหม่ ไม่เคยมีของใหม่อีกเลย มีแค่เอาของเก่ามาเพิ่มสเปค ลดขนาด ลดน้ำหนัก
มันอยู่ในวงจรที่ไม่ไปไหนแล้ว ในขณะที่จ็อบส์จะสร้างสิ่งใหม่ออกมา

และจ็อบส์สู้ธนินไม่ได้ เพราะเมื่อเขาตาย บริษัทก็ลดความสามารถลงไปเกินครึ่ง
ในขณะที่ธนิน สร้างระบบผูกขาด คุมการบริโภคเบ็ดเสร็จ ถ้าเขาตาย กิจการมันก็ไปต่อได้แบบไม่ตก
ผู้บริหารที่สุดยอดต้องแบบนี้ครับ



ธนิน ยังคงถือครองที่ดินมากเป็นอันดับ2ของประเทศ ซึ่งถ้าฟอร์บประเมินราคาขายที่ดินที่เป็นราคาแท้จริงของตลาด
พอร์ตที่ดิน3แสนกว่าไร่ของธนิน มันจะเป็นตัวเลขเท่าไร อันดับในฟอร์บจะขึ้นไปอยู่สูงกว่านี้อีกเยอะ


ผมรู้สึกทึ่งในการทำธุรกิจของเครือซีพีมากๆ ก้าวแต่ละก้าวของเจ้าสัว ล้วนเหนือเมฆทั้งนั้น
เท่าที่ผมศึกษามา แทบจะไม่มีกิจการไหนในโลกที่โยงใยเป็นเครือข่ายและผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเบ็ดเสร็จแบบนี้เลย
แม้แต่ บริษัทอย่างแอปเปิ้ล จะผลิตไอโฟนสักเครื่อง ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ทุกชิ้น หน้าจอยังต้องจ้างซัมซุงผลิตให้
และล่าสุดก็ทะเลาะกันแล้ว


แต่เครือซีพี ครอบคลุมปัจจัยการบริโภค ซึ่งเป็น1ใน4ปัจจัยของมนุษย์ วันนี้คุณอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัด
แต่อีก10ปี คุณจะเห็นเลยว่าคนไทยทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่สามารถรอดพ้นจากการเป็นลูกค้าในเครือซีพีไปได้เลย
และอีก1ปัจจัย คือ ยารักษาโรค กำลังจะถูกยึดแบบเบ็ดเสร็จแล้ว สิ่งไหนที่เจ้าสัวทำไม่เป็นเขาก็จะเทคโอเวอร์
เมื่อเขาคุมช่องทางจำหน่ายยาได้หมดต่อไปก็จะผลิตเอง และรวมถึงการเทคโอเวอร์บริษัทผลิตยาขนาดกลาง


ปัจจัยที่5 อย่างการสื่อสาร ซีพียังคุมได้ไม่หมด เพราะเจ้าตลาดอย่างเอไอเอสแข็งแกร่งมาก
แต่ทรู ก็ถือเป็น1ใน3 ยักษ์ใหญ่ของประเทศ

หลังจาก เรื่องยา และ แบงก์ แล้วผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเจ้าสัวจะเดินไปทางไหนต่อ แต่เป็นเรื่องที่น่าติดตามทั้งสิ้น
และก้าวเดินนั้นต้องสามารถคุมระบบใดระบบหนึ่งในชีวิตของเราได้






คนอ่านประมาณ 90% เข้ามาด่าเจ้าสัวกัน
แต่นี่แหละคือความสุดยอดของเจ้าสัวที่ทำให้เหนือกว่านักธุรกิจคนอื่นๆ มันยิ่งพิสูจน์ความคิดของผมว่าถูกต้องแค่ไหน
ถ้าคุณเกลียด มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก คุณไม่ต้องเล่นเฟสบุ๊คก็ได้
ถ้าคุณเกลียดจ็อบส์ คุณก็ไม่ต้องเป็นลูกค้าแอปเปิ้ลได้
แต่ถ้าคุณเกลียดธนิน คุณไม่มีทางหลุดพ้นเงื้อมมือของเครือซีพี
ผมรับประกันว่าคุณหนีไม่พ้นครับ ถึงคุณไม่ใช่ลูกค้าทางตรงก็ต้องเป็นลูกค้าทางอ้อม

คุณบอกว่าคุณไม่กินข้าวเซเว่น คุณกินข้าวแกงข้างทาง รู้ไหมครับว่ามาร์เก็ตแชร์ข้าวสาร35%ในตลาดคือข้าวตราฉัตรของซีพี
หมู ไก่ กุ้ง ซีพีเป็นเบอร์1ในตลาดครับ ยังไงคุณก็ต้องบริโภคสินค้าของซีพี
คุณบอกว่าฉันเป็นมังสวิรัตกินแต่ผัก แต่ผักที่คุณกินปลูกจากเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋
ปลาทับทิม ทุกตัวในประเทศไทย ซีพีเป็นคนพัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาเวียดนาม คุณหนีไม่พ้นครับ

เมื่อคุณใช้โทรศัพท์ ถ้าคุณใช้ทรู คุณคือลูกค้าซีพี
และหลายๆคนนั่งพิมพ์ด่าเจ้าสัว ผ่านผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ชื่อทรู
วันนี้ทรูมีส่วนแบ่งตลาดด้านอินเตอร์เน็ตบ้านเยอะสุดในตลาดครับ แซงทีโอทีแล้วครับ
คุณหนีไม่พ้นครับ

ในโลกยังไม่เคยมีนักธุรกิจคนไหนที่สามารถครอบงำระบบทั้งระบบในชีวิตมนุษย์ได้ขนาดนี้
แล้วถ้านี่ไม่ใช่เบอร์1ของโลก แล้วจะเป็นใครครับ?

อีกประเด็นคือ ข้าวเซเว่น 30บาท VS ข้าวแกงข้างทาง 30-35 บาท

ผมไม่ได้เข้าข้างซีพีนะครับ แต่ผมเห็นหลายคนพูดแต่เรื่องปริมาณ
บอกว่าข้าวแกงข้างทางได้เยอะกว่าข้าวเซเว่นได้น้อย สรุป ข้าวเซเว่นแพ้
ผมมองต่างครับ ผมมองในเรื่องคุณภาพ

ยกตัวอย่าง ข้าวกระเพราะหมูสับแล้วกัน
ข้าวเซเว่น คุณได้ข้าวหอมมะลิ ที่เม็ดสวยกว่า นุ่มกว่า คุณได้หมูที่เนื้อๆแทบไม่มีมัน รสชาตินิ่ง เหมือนกันทุกกล่อง
ในขณะที่ข้าวกระเพราะข้างทาง หรือในตลาดสด คุณจะได้ข้าวชนิดที่เรียกว่า10% ส่วนมากทีแต่เม็ดหักๆ บวมๆ หยาบกระด้าง
หมูก็มีมันปนมาเยอะมาก บางเจ้าใส่ถั่วฝักยาวมาเอาเปรียบอีก แถมรสชาติแต่ละวันก็ไม่นิ่ง

ผมแค่มองในมุมต่างครับ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภค

วันนี้อาจไม่เห็นภาพชัด แต่วันใดที่ข้าวกระเพราข้างทางราคา50บาท และข้าวเซเว่น 30-35
ส่วนต่างถึง 15-20 บาท ถูกกว่าแถมคุณภาพดีกว่า วันนั้นจะเห็นอะไรมากกว่านี้ครับ"


Cr.Slark
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: outto on 23 April 2015, 08:56:10 pm
ยังชอบวิ่งอยู่เหมือนกันครับ แต่ไม่ค่อยได้วิ่งเลย
ผมมีเพื่อนที่ทำงานอยู่คนนึง เคยวิ่งด้วยกันนานมาแล้ว
แต่ตอนนี้วิ่งตามไม่ทันแล้วเพราะเพื่อนวิ่ง 100k ไปแล้ว

ผมว่าเขาเขียนบล็อกอ่านสนุกดีนะครับ เอาลิ๊งค์มาฝากครับ
http://runningjohn.blogspot.com/
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 24 April 2015, 08:45:36 pm
วิ่งในกทม.อาจจะไม่ต้องรอเข่าเสื่อมแล้วนั่งรถเข็นครับ

อาจเกิดอุบัติเหตุบนถนนซะก่อน ถ้าเลือกที่วิ่งไม่ถูก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 25 April 2015, 06:12:38 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg2.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_1.jpg)

ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา จัดไปอีก 10 กม.

ผมไม่วิ่งแนว City Run ครับ ถนนเมืองไทยอันตรายเกินไป
สารพัดยวดยานพาหนะเอย สุนัขของชาวบ้านเอย สุนัขจรจัดเอย สภาพทางเดินทางเท้าเอย ฯลฯ

ถ้าไม่วิ่งในสวนสำหรับออกกำลังกาย ก็จะวิ่งในสนามกีฬา ถึงมันจะน่าเบื่อ แต่ผมจำเป็นต้องเซฟตัวเองครับ
2-3เดือนหลังๆมานี่ผมวิ่งในสนามกีฬา วิ่งบนลู่ Synthetic Running Track กับรองเท้าที่ช่วยซับแรงกระแทก
ก็เซฟตัวเองได้ดีทีเดียว คือหลังจากวิ่งแล้วก็ปกติดี ไม่รู้สึกเจ็บล้าแต่อย่างใด

มีนักวิ่งหลายๆคนตระเวนวิ่งรอบโลก เที่ยวด้วยวิ่งจ๊อกกิ้งไปด้วย แล้วมาบันทึกในบล็อก ดูแล้วก็สนุกดี
ไปส่องเฟซคุณเอ๊าท์ วิ่งฟูลมาราธอนด้วยหรือครับ?

ผมว่าพอสภาพร่างกายอยู่ตัวแล้ว ถ้าได้วิ่งในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10'C สัก1-2ชม. มันฟินมากๆเลยล่ะครับ
ผมเคยมีโอกาสวิ่งในสภาพอากาศแบบนั้น รู้สึกว่าไม่ค่อยเหนื่อย ยิ่งเร่งยิ่งมันส์ สนุกดี

พอได้ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างนี้ สัปดาห์ละ 3-4 วัน
ผมรู้สึกว่าระบบทางเดินหายใจแข็งแรงขึ้นมาก ไม่มีพวกน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจเลย
และไม่ว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงยังไง หรือออกไปตรากตรำกรำแดดกรำฝน หรืออยู่สัมผัสใกล้ชิดคนเป็นไข้หวัด
ร่างกายก็ยังคงเป็นปกติ หรือถ้าเป็นไข้ก็ฟื้นตัวเร็วมาก แทบจะไม่ต้องกินยาเลย


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: outto on 25 April 2015, 06:51:42 am
Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 06:12:38 am
ไปส่องเฟซคุณเอ๊าท์ วิ่งฟูลมาราธอนด้วยหรือครับ?


เคยวิ่งมาราธอนสองครั้งก่อนมีลูกครับ หลังจากนั้นก็มีข้ออ้างเต็มไปหมด 555
น้ำหนักตอนนั้นกับตอนนี้นี่ต่างกันเกือนสิบกิโลได้ รู้สึกแย่เหมือนกัน

ผมเลิกบุหรี่หลังจากติดมาสิบกว่าปีก็เพราะว่าหันมาวิ่งด้วยครับ กลับไปตรังครั้งล่าสุดก็ได้ไปเดินกับพ่อที่ในสนามกีฬาตอนเช้าๆ หลายวัน มีคนมาวิ่งมากเหมือนกันครับ

ไม่รู้บ้านเรามีพวก ultra marathon หรือเปล่านะครับ แถวนี้อาจเป็นเพราะวิ่งมาราธอนเริ่มธรรมดาไปแล้ว พวกชอบวิ่งก็ขยับขึ้นไปอีกขั้นนีง
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 25 April 2015, 02:01:10 pm


เรื่องสาร Endorphin จากการออกกำลังกายเนี่ย ผมเชื่อจริงๆนะว่านี่แหละที่ทำให้เลิกสิ่งเสพติดได้
การติดบุหรี่ที่ว่าเลิกยากๆ ถ้าใครได้ออกกำลังกายแบบ Aerobics หรือ Enduro Sport เป็นประจำ จะเลิกบุหรี่ไปเอง
เลือกชนิดกีฬาที่ชอบ แบบที่ต้องหายใจลึกๆนานๆเช่น จักรยานทางไกล ไตรกีฬา โยคะ เพาะกาย ว่ายน้ำ jogging trekking
หรือผสมผสานกันได้ก็ยิ่งดี

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



เห็นข่าวในวงการวิ่ง ที่เมืองไทยมีจัดวิ่งแบบท้าทายขีดจำกัดร่างกายกันบ้างแล้วล่ะครับ
กลุ่มเป้าหมายคือพวก Marathoners นั่นแหละครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 April 2015, 08:28:35 pm
กับแนวคิดของการแพทย์แผนตะวันออก(อินเดีย จีน ไทย..)
ที่มองร่างกายแบบองค์รวมทั้งหมด และมักจะมีคำว่า "ลมปราณ เลือดลม"
สำหรับแนวคิดการแพทย์แผนตะวันออก
"คนป่วย" คือคนที่ลมปราณหรือเลือดลมติดขัดนั่นเอง
แนวคิดแบบองค์รวมทางตะวันออกนี้ ผมว่าอธิบายการเจ็บป่วยต่างๆได้ดีเลยล่ะ


เลือด = Hemoglobin หรือเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำสารอาหารกับ Oxygen ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ
ลม,ปราณ = ธาตุ Oxygen ที่เซลล์ในร่างกายใช้ในกระบวนการสันดาปสารอาหารไปเป็นพลังงาน
เลือด-ลม เดินทางไปโดยอาศัยเม็ดเลือดแดง ซึ่งเม็ดเลือดแดงต้องอาศัยเส้นเลือดฝอยเพื่อเดินทางไปสู่เซลล์อีกที

กระบวนการชีวิตก็คือการ"สันดาป"นั่นเอง ถ้าการสันดาปไม่สมบูรณ์ร่างกายก็จะค่อยๆเสื่อมด้อยถอยลง
ผมคิดว่าการรักษาสุขภาพหลักๆคือการที่เราจะต้องพยายามทำให้ส่วนต่างๆในร่างกายเหล่านี้ ทำงานได้สมบูรณ์
1.ไขกระดูก ต้นธารชีวิต โรงงานผลิตเม็ดเลือดแดง,เม็ดเลือดขาว
2.เส้นเลือดฝอย ทางเดินของเม็ดเลือด
(เส้นเลือดฝอยสำคัญมากๆๆๆ ความเสื่อมของเส้นเลือดฝอยจะทำให้อวัยวะภายในเสื่อมตามไปด้วย)
3.ปอดและระบบทางเดินหายใจ
4.ต่อมไร้ท่อ
5.ระบบขับถ่าย ต้องไม่ให้มีของเสียถูก Osmosis ย้อนกลับเข้าไปในกระแสเลือด



ถามว่า "อะไรคือการยิงปืนนัดเดียวได้นก 5 ตัว?"
ตอนนี้เท่าที่ทดลองด้วยตัวเอง ผมยังไม่เห็นว่าจะมีหนทางอื่น
นอกจากใช้วิธีแกล้งตัวเองด้วยการออกกำลังกายต่อเนื่องแบบ Aerobics เป็นประจำนี่แหละ
ยาโป๊วยาบำรุงทั้งหลาย ล้วนเป็นวิธีปลายเหตุทั้งนั้น
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 29 April 2015, 09:16:52 pm
Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 02:01:10 pm

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



คนติดบุหรี่ไม่ใช่ติดที่รสชาตินะครับ

สมมติอยู่ในที่ไม่มีทางเลือก คนติดกรุงทองก็หันมาสูบพระจันทร์ได้
ตอนที่ไมลด์เซเว่นเข้ามาขาย คนก็งงว่าจืดอย่างนั้น จะมีใครดูด สุดท้ายก็ขายเอา ขายเอา

รสชาติของบุหรี่ จริงๆ แล้วอยู่ที่บรรยากาศครับ
ตอนง่วงจัดๆ ไม่มีใครแลกการนอนกับบุหรี่หรอก.....ฮา
ส่วนหลังมีเซ็กส์ เอาเซ็กส์มาแลกบุหรี่ น้อยคนจะยอม.....ฮา ฮา ฮา
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 April 2015, 09:45:03 pm
Quote from: pee on 29  April  2015, 09:16:52 pm
Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 02:01:10 pm

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



คนติดบุหรี่ไม่ใช่ติดที่รสชาตินะครับ

สมมติอยู่ในที่ไม่มีทางเลือก คนติดกรุงทองก็หันมาสูบพระจันทร์ได้
ตอนที่ไมลด์เซเว่นเข้ามาขาย คนก็งงว่าจืดอย่างนั้น จะมีใครดูด สุดท้ายก็ขายเอา ขายเอา

รสชาติของบุหรี่ จริงๆ แล้วอยู่ที่บรรยากาศครับ
ตอนง่วงจัดๆ ไม่มีใครแลกการนอนกับบุหรี่หรอก.....ฮา
ส่วนหลังมีเซ็กส์ เอาเซ็กส์มาแลกบุหรี่ น้อยคนจะยอม.....ฮา ฮา ฮา




อูยส์..นึกแล้วอยากลองภาคปฏิบัติบ้างจุง

ผมชอบดูนักสูบขณะอัดบุหรี่เข้าเต็มปอด เหลือบไปเห็นทีไร รู้สึกว่ามันสยิวกิ้วมว๊ากๆ



ข้อสังเกตเรื่องการออกกำลังกวย....เอ๊ย!...ออกกำลังกาย

1.สังคมไทยกำลังเผชิญกับโครงสร้างประชากรสูงอายุ การที่คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง
ไม่ป่วยเป็นโรคมีอันจะกิน(อย่างที่ไม่สมควรจะป่วย) จะช่วยสังคมโดยรวมได้มาก
มันคือต้นทุนของรัฐอย่างหนึ่ง และที่สำคัญตัวเองจะไม่เป็นภาระกับใครๆ

2.หากมองในมุมของชนชั้น การออกกำลังกายหรือมี six packs มันคือจริตของชนชั้นระดับกลางขึ้นไป
ส่วนพวกชนชั้นกรรมาชีพ หรือคนยากคนจนปากกัดตีนถีบ พวกเขาคงไม่คิดถึงการออกกำลังกายหรอก
ลำพังจะกินแต่ละวันยังไม่ค่อยจะพอเลย ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก

3.แม้แต่การออกกำลังกายที่ว่าประหยัดที่สุด อย่างการจ๊อกกิ้ง มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องของความประหยัด
การออกกำลังกายทุกอย่างแม้แต่วิธีที่ประหยัดที่สุด มันคือความแพงที่ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผมว่าต้นทุนของการออกกำลังกายมันไปขึ้นอยู่กับเรื่องของ"เวลา"ด้วย
คือนอกจากคุณจะต้องมีรายได้ในระดับหนึ่งที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนแล้ว
คุณต้องมีเวลาว่างในแต่ละรอบของสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ คุณจึงจะไปออกกำลังกายได้

4.เมื่อมีอันจะกินแล้ว มีเวลาว่างแล้ว ยังมีเรื่องของทัศนคติของการใช้ชีวิตอีกด้วย นี่ก็เป็นต้นทุนอีกอย่างหนึ่ง

5.สำหรับชนชั้นปากกัดตีนถีบ หรือชนชั้นที่มีฐานะดีขึ้นมา หากคิดว่า..
"ควรจะรอให้ฐานะดีกว่านี้..รอให้มีเวลาว่างกว่านี้ค่อยออกกำลังกาย"?
ถ้าคิดแบบนี้ก็ผิดอีก เพราะร่างกายคนเราเดินไปสู่ความเสื่อมทุกวันๆ ทุกอย่างมันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ
ความประหยัดกระเหม็ดกระแหม่พอถึงจุดนึงมันจะกลายเป็นความฟุ่มเฟือยในด้านกลับ
เราคิดว่าไม่ออกกำลังกายเพราะมันเสียเวลา หรือคิดว่าเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
แต่แน่ใจหรือครับว่าอะไรสำคัญที่สุด? ในอนาคตอาจจะเสียค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขมากมายก็เป็นได้

6.รัฐที่ดี ก็คือรัฐที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแรง หน้าที่ของรัฐก็คือเป็นตัวช่วยให้ปัจเจกบุคคลมีสุขภาพแข็งแรง
รัฐที่ดีควรออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต สร้างสวนสาธารณะหรือสถานที่สันทนาการในสัดส่วนที่เพียงพอต่อประชากร ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนดิ้นรนกันเอง หน้าที่อีกอันหนึ่งของรัฐที่ดีคือหดช่องว่างระหว่างชนชั้นให้เหลือน้อยที่สุด แล้วมันจะส่งผลดีต่อรัฐเอง ทำให้รัฐนั้นๆแข็งแรงในที่สุด

7.หากถือว่า "เวลา" เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง หากเราคิดว่าเวลาที่หมดไปในแต่ละวันมันมีมูลค่าในตัวเอง
การที่รัฐสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ดีมีประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนมีเวลาว่างพอที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ
(ไม่ใช่วันๆหมดไปกับการเดินทางอันยาวนาน) ประชาชนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 01 June 2015, 08:46:09 pm
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_5.jpg)

Harriette Thompson 92 ปี สองเดือน ทำสถิติหญิงสูงวัยสุดในโลกที่เข้าเส้นชัยมาราธอนในเวลา 7 ชม. 24 นาที!


คุณยายซึ่งมีหลานสิบคนแล้วยังเป็นเจ้าของสถิติโลกในรุ่นอายุ 90 ขึ้นไปด้วย (ปีที่แล้วคุณยายทำได้ 7 ชม. 7 นาที)
ไม่ใช่แค่นั้น คุณยายยังผ่านมะเร็งมาแล้วสามรอบ ครอบครัวตายเพราะมะเร็งหมดทุกคน
สามี พี่น้อง พ่อแม่ "ทุกคนในครอบครัวดิฉันตายเพราะมะเร็งหมด มันคงเป็นเพราะยีนของเรา" คุณยายบอก
เหตุผลที่ทำให้เริ่มวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกตอนอายุ 76 ปี (ก่อนหน้านั้นไม่เคยวิ่งมาราธอนเลย) คือ หายจากมะเร็ง
เห็นเพื่อนที่โบสถ์วิ่งมาราธอนระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง คุณยายเลยคิดในใจว่า "เอ๊ะ เขาทำได้ เลยอยากทำบ้าง"


18 ปีที่ผ่านมา คุณยายแฮเรียตเข้าเส้นชัยมาราธอนรายการ Rock 'n' Roll Marathon ที่ San Diego มาแล้ว 16 ครั้ง
ขาดไปปีแรกกับปี 2013 เพราะรักษามะเร็งอยู่ ระดมทุนให้มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
และต่อมน้ำเหลืองกว่าแสนเหรียญแล้ว คุณยายเข้าร่วมเฉพาะมาราธอนรายการนี้รายการเดียว
เพราะไม่ได้ลงเพราะต้องการ "แข่ง" กับใคร แต่อยากทำบุญช่วยเหลือคนอื่น
ช่วงที่ลงแข่งหลายปีต้องปิดปลาสเตอร์บนขา พันผ้ารอบขา (แบบในรูป)
เพราะหายจากมะเร็งปาก ก็เป็นมะเร็งผิวหนังต่อ ต้องฉายแสงทำคีโม ถูกเลาะฟันบนออกทั้งแผงมาแล้ว
คุณยายเข้าเส้นชัยพร้อมลูกชายวัย 56 ปี ซึ่งคอยส่งข้าวส่งน้ำ ถ่ายรูป เป็นกำลังใจให้
ปีนี้ระหว่างไมล์ที่ 21 เห็นเนินเป็น "ภูเขา" ทำท่าจะหมดแรงซะก่อน ช่วงแรงหมดแบบนี้


คุณยายบอกนึกถึงเปียโนคลาสสิกที่เล่นเพราะคุณยายเป็นนักเปียโนอาชีพมาก่อน
เคยแสดงที่คาร์เนกี้ฮอล์มาสามรอบแล้วด้วย คุณยายบอกพอแรงจะหมด
เกิดนิมิต "Chopin etudes" กระหึ่มขึ้นมาในใจเลย (etudes เป็นท่อนเปียโนสั้น ๆ ที่มักจะยากและเร็ว)
"ดิฉันมักคิดถึงท่อนที่มันยากและเร็วมากขึ้นมาทันที มันกระตุ้นให้ดิฉันวิ่งเร็วขึ้นนิดหนึ่ง ช่วยฆ่าเวลาไปได้มาก "
"I usually think of, the ones that are technically difficult, because usually they're pretty fast,
and it stimulates me to go a little faster, and also helps pass the time," คุณยายบอก.


http://www.charlotteobserver.com/news/local/article22191603.html


                                                                                               เครดิตจากเพจ Pipop


นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการวิ่งไม่ได้ทำอันตรายต่อหัวเข่าอย่างที่หลายๆคนคิด
(รวมถึงตัวผมด้วย ผมก็คิดแบบนี้ตลอดมา จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้..)
การวิ่งระยะไกลโดยไม่บาดเจ็บมันเป็นไปได้ แต่ต้องภายใต้เงื่อนไข...
"ฝึกซ้อมวิ่งอย่างถูกวิธี+อุปกรณ์ป้องกันในระดับหนึ่ง"

ส่วนตัวผมเองคิดว่าด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอย่างเมืองไทยเนี่ย
การออกกำลังกายติดๆกันหลายๆชั่วโมงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโทษมากกว่าประโยชน์
ร่างกายจะระบายความร้อนออกไปไม่ได้ ถูกบล็อกหมดทุกทาง
ผมว่าเต็มที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็มากเกินพอแล้ว 1 ชั่วโมงกำลังพอดี
ถ้าอุณหภูมิแวดล้อมเกินกว่า20'c ผมไม่กล้าออกกำลังนานๆหรอก กลัวตายครับ


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 01 June 2015, 10:50:13 pm
ผมว่ามันจะต้องมีขบวนการบางอย่างหลังจากการออกกำลังกายแบบอึดทนแน่ๆเลย
ขณะที่เหนื่อยสุดๆมันอาจจะเกิดกลไกของธรรมชาติที่สั่งการให้ร่างกายหลั่งสารบางอย่างออกมาในเวลาวิกฤติ
คืออาจจะต้องเหนื่อยในระดับนึง..คือเหนื่อยจนถึงระดับที่ไปกระตุ้นไขกระดูกนั่นแหละ มันจึงจะเกิดกลไกนี้


#ผมกำลังคิดว่า "ไอ้สารที่ว่านี่อาจจะเป็นยาวิเศษซ่อมร่างกายแบบครอบจักรวาล"!


ถ้าเป็นอย่างที่ว่านะ.. ในเมื่อชีวิตปกติสมัยนี้มันเป็นเรื่องยากที่เราจะเหนื่อยในระดับวิกฤติ
นั่นคือเราก็สร้างสภาวะอันนี้ขึ้นมาเองซะเลยสิ! ด้วยการออกกำลังกายแบบอึดทนเป็นประจำนี่ล่ะ

คือเมื่อออกกำลังกายไปถึงจุดที่ตัวเองคิดว่า "เหนื่อยพอแล้ว" อันนั้นอย่าเพิ่งหยุดนะครับ
ให้เพิ่มไปอีก 20-30% สภาวะในห้วงเวลานี้แหละ ที่ผมว่าอาจจะเกิดกลไกที่ว่านี้



สำหรับส่วนตัวผม
เพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรร ตีว่าตัวเลขกลมๆภายในกรอบเวลา 60 นาที
ที่ผมออกกำลังแล้วรู้สึกเหนื่อยคือ 45 นาที ผมจะพยายามออกกำลังเพิ่มไปอีก 15 นาที
นั่นคือผมใช้เวลาไป 45 นาทีเพื่อสร้างสภาวะ 15 นาทีนี้ขึ้นมา!
และผมคิดว่า ผมควรจะสร้างไอ้สภาวะ 15 นาทีเนี่ย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จึงจะดีต่อร่างกาย




"ยาอายุวัฒนะ" ที่มนุษย์ใฝ่หามาตลอดประวัติศาสตร์
อาจจะไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย
มันอยู่ที่นั่นเสมอมา



เอ่มม...ที่ผมว่ามาทั้งหมดมันคือ "มโน" ล้วนๆ
ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับหรอกครับ  :D
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 01 June 2015, 11:24:48 pm
คุณ Hexa ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วครับ ค่อยๆเพิ่มไปก็ชินเอง  :thumbup:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 02 June 2015, 12:04:57 am
ตามทฤษฎี ร่างกายมนุษย์มีศักยภาพที่จะอยู่ได้ถึง 200 กว่าปี
แต่เราใช้มันผิดจนเหลือแค่ 70-80 ปี

:scholar:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: outto on 02 June 2015, 02:58:21 pm
อ่านพี่Hexaเขียนแล้วนึกถึงสองอย่าง อันแรกคือเอโรบิกกับเอนาโรบิก  มั่วไม่ออกเอาลิงค์ให้พี่อ่านดีกว่า
http://runnersconnect.net/running-training-articles/aerobic-vs-anaerobic-training/

อีกอันนึงที่ผมมั่วเอาเอง คือคนฐานะดีทั่วๆไปในโลกตะวันตกมักจะผอม คนฐานะแย่หน่อยจะออกอ้วนเพราะอาหารขยะกะขาดการออกกำลังกาย  คล้ายๆกับที่พี่เขียนถึงหลายข้อข้างบนครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 02 June 2015, 04:56:39 pm
อ่าฮ่า! อย่าให้กล้ามเนื้อผลิต byproduct...lactate ขึ้นมา
คือต้องพยายามหายใจเอาออกซิเจนให้เข้าไปในกระบวนการทำงานให้เยอะๆ อย่างสม่ำเสมอ

ผมสังเกตดูตัวเองขณะวิ่ง เมื่อไหร่ที่หายใจสั้น หรือใจลอย สักพักจะเริ่มเจ็บตรงนั้นขัดยอกตรงนี้
แต่พอกลับมาหายใจเข้า-ออกลึกๆเป็น loop วิ่งไปอีกหน่อยมันจะหายเจ็บเอง แปลกดี
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 02 June 2015, 06:40:05 pm
วาวๆๆๆ มีกระทู้นี้ด้วยหรือเนี่ย
ผมก็คนนึงหล่ะ ที่มีข้ออ้างตลอด ความที่เคยวิ่ง หรือออกกำลังกายมาตลอด แต่พอหยุดไปสักพัก แล้วขี้เกียจสุดๆ นี่ก็ไม่ได้เสียเหงื่อมาเดือนกว่าแล้ว
แบดก็โดดขี้เกียจไปเล่น วิ่งก็หยุดสนิท ว่าจะเริ่มใหม่ ก้ผลัดมาหลายแล่ะ

แต่อยากจะบอกเหมือนที่คุณ hexa ว่าไว้เหมือนกัน ผมวิ่งมานาน ตั้งแต่เยาวชน ก้ยังไม่มีอาการปวดหัวเข่าเลยนะครับ
กระโดดตบแบด ก็ไม่เคยปวด อาจเป็นเพราะมีเบสิกที่ดีพอ จังหวะลงพื้นเลยไม่กระแทกนัก

อาทิตย์นี้หรืออาทิตย์หน้า ว่าจะเริ่มวิ่งแล่ะ เสียชื่อหมด (ผม)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 02 June 2015, 08:32:09 pm
บางทีเรื่องวิ่งแล้วมีปัญหา
อาจจะเป็นลูกไม้หลอกขายรองเท้าวิ่งก็เป็นได้

ผมได้ยินเรื่องนี้มาพร้อมๆ กับเห็นเก้าอี้ทรงใหม่
นัยว่าเรานั่งเก้าอี้ผิดมาเป็นร้อยปี

ต้องนั่งแบบนี้

(http://www.ergodirect.com/images/HealthPostures/17584/alternative/HealthPostures_5100_Stance_Move_EXT_Ergonomic_Office_Chair_1.jpg)
.


.



.
แต่ผู้หญิงคงใช้แบบนี้ไม่ได้


เอ๊ะ หรือว่าได้

:rof:

(http://assets.davinong.com/images/entry/2011/06/16/569/most-ergonomic-chairs.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 02 June 2015, 10:01:12 pm
"...การเปลี่ยนแปลงความหมายและการให้ความสำคัญแก่ร่างกายมากขึ้น ปรากฏอย่างชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้นในสังคมไทยราวต้นทศวรรษ ๒๕๔๐ เพราะการขยายตัวของอุตสาหกรรมภาคบริการต่างๆ ได้ทำให้ผู้คนเล็งเห็นว่าร่างกายเป็น "ทุน" ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในชั้นต้นความพอดีของสัดส่วนร่างกายทำให้เกิดโอกาสในการทำมาหากินหรือการประกอบธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ในชั้นต่อมา ความพอเหมาะหรือความสมส่วนก็กลายเป็นการวัดระดับของ "ชนชั้น" ว่าเป็นผู้มีการลงทุนในร่างกายได้มากหรือไม่ ชั้นที่ลึกที่สุดแล้ว ความสำนึกเชิงปัจเจกชนที่เข้มข้นมากขึ้นทำให้ผู้คนรู้สึกถึงการเป็น "เจ้าของ" ร่างกายของตนเองแต่เพียงผู้เดียว สามารถใช้ร่างกายของตนไปในทางใดๆ ก็ได้ การให้ความสำคัญต่อ "ร่าง-กาย" จึงเชื่อมต่อเข้ากับการดูแลสุขภาพเพื่อให้ "ร่าง-กาย" พ้นจาก "ความเสี่ยง" และอยู่กับเจ้าของให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  พร้อมๆ กับการทำให้ร่างกายสวยงามเพื่อจะมีเสน่ห์ในสายตาคนอื่น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะนำเอาความสำเร็จมาสู่เจ้าของเรือนร่าง



กล่าวได้ว่าการขยายตัวของการออกกำลังกายที่รองรับความเปลี่ยนแปลงของการให้ความหมายและความสำคัญใหม่แก่ร่างกายเช่นนี้ได้ทวีความซับซ้อนมากขึ้น  เพราะลำดับชั้นทางสังคมได้ทำให้เกิดความจำเป็นในการสร้างกิจกรรมการออกกำลังกายที่แตกต่างกันออกไป  เมื่อเครื่องมือการออกกำลังกายแบบเดียวกับที่มีอยู่ในสถานฟิตเนสนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปตามสวนสาธารณะหรือตามพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กลุ่มชนชั้นกลางที่มีเงินในเขตเมืองหรือกลุ่มชนชั้นกลางปัญญาชนก็ต้องแสวงหากิจกรรมการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ และพาหันมาสู่มีการสร้างกิจกรรมที่มี "คลาส" มากกว่า เช่น ลีลาศ โยคะ เป็นต้น (ธุรกิจการออกกำลังกายจึงเป็นธุรกิจที่มีอนาคตแต่ก็ต้องตระหนักว่าจะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับความรู้สึกนึกคิดของผู้คนนะครับ)

การออกกำลังด้วยการขี่จักรยานในช่วงหลังมานี้จึงผสมผสานไปกับการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการครอบครองจักรยานคุณภาพสูง ราคาแพง และชุดแต่งตัวแบรนด์เนมที่ทำให้ร่างกายดูดี  จักรยานแม่บ้านที่ใช้ปั่นไปโน่นมานี่ในชีวิตประจำวันจึงถูกเบียดขับออกไป ไม่สามารถที่จะนำออกมาถีบเพื่อออกกำลังกายได้ ทั้งๆ ที่จะได้ออกกำลังในการถีบมากกว่า  ค่ายมวยไทยก็มองเห็นช่องทางในการทำกำไรจากเรื่องนี้เช่นกัน ค่ายมวยหลายแห่งจึงพยายามขยับตนเองออกมาสู่การเป็นสถานฝึกมวยที่ดูดีเฉกเช่นเดียวกับสถานฝึกเทควันโด เป็นต้น

พร้อมกันไปกับการขยายตัวของกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีความหลากหลายมากขึ้น  เวชศาสตร์ป้องกันก็ได้ทำให้ความอ้วนกลายมาเป็น "โรคอ้วน" ซึ่งยิ่งทำให้ความหมายของ "ร่างกาย" ที่เน้นความพอดี/สมส่วนทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

  จากการเผยแพร่ชุดความรู้แพทย์ศาสตร์ด้านการป้องกันโรค เมื่อประกอบเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ปัจเจกชนสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยปัจเจกลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกายที่ดูดีมีส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจและอำนาจต่อรอง ก็ยิ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการให้ความหมายและความสำคัญต่อร่างกายมากขึ้นกว่าเดิมมาก  และกระบวนการทางสังคมที่เกิดขึ้นนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกต่อโลกภายนอกร่างกาย
การเกิดความหลากหลายของกิจกรรมการออกกำลังกายบนพื้นฐานของความหมายและความสำคัญของร่างกายกำลังทำให้สภาวะของสังคมแยกย่อย (fragmented society) ปรากฏชัดเจนมากขึ้น โลกภายนอกถูกตีความและมีความหมายแก่คนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน โลกที่หมุนอยู่ในวิถีความรู้สึกของนักปั่นจักรยานย่อมแตกต่างไปจากผู้ที่เล่นโยคะในสถานที่สงบเงียบ ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดถูกจัดเรียงให้สื่อสารกันได้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น

การออกกำลังกายก่อให้เกิดสภาวะ "เสพติด" ลักษณะหนึ่ง  การออกกำลังกายกลุ่มก็ก่อให้เกิดสภาวะ "ติดกลุ่ม" แบบหนึ่ง ความสามารถเอาชนะ "ร่างกาย" ของตนเองได้ในกิจกรรมรวมหมู่ยิ่งทำให้เกิดสภาวะของการบรรลุจุดสูงสุดของสำนึกเชิงปัจเจกชนมากขึ้น  "สุขภาพ" ที่ดีขึ้นย่อมมีความหมายทางสังคมที่แตกต่างไปจากสุขภาพที่ดีอย่างที่เราเข้าใจกัน    ซึ่งน่าสนใจอย่างมากว่ากระบวนการที่เกิดการขยายตัวของกลุ่มในลักษณะนี้จะนำไปสู่อะไรในอนาคต

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างที่เข้าใจกัน หากแต่เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ลึกลงไปในระบบของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของคนไทยอย่างลึกซึ้ง  เราจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งศึกษาหรือสร้างความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กันให้มากขึ้น เพื่อจะรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่อย่างไรก็จะมาถึงเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม"




                                                          คัดลอกบางส่วนจากบทความ : ร่างกาย ความรู้สึก และสุขภาพ
                                                                                               อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์



สำหรับผมคงไม่สรรหาการแข่งขันรวมหมู่มหกรรมวิ่งหรอกครับ เพราะมันเสียเวลามาก
ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น ไม่ได้รวยขนาดที่มีเวลาล้นเหลือขนาดนั้น
อีกอย่างก็ไม่คิดจะอวดโอ่โชว์เหรียญอะไรอยู่แล้ว
จุดประสงค์คือผมต้องการสร้างสภาวะ 15 นาที ในความถี่ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น
ในเมื่อสนามออกกำลังกายแถวบ้านผมให้สิ่งนี้ได้ ผมก็จะทำ ถึงมันจะน่าเบื่อก็เถอะ(วะ)
ผมจึงพอใจที่จะออกกำลังกายใกล้ๆบ้านเท่านั้นเอง

เว้นแต่ว่าได้ไปเที่ยวอยู่แล้ว และแถวๆนั้นพอจะวิ่งได้

ป.ล. ผมสังเกตว่าผู้ที่ไปออกกำลังกาย คนที่ไปอย่างสม่ำเสมอแบบ "ตั้งโปรแกรม" เนี่ย
(แบบว่าถ้าไปออกกำลังช่วงเวลานี้ แถวๆนี้ ก็ต้องเห็นแกแน่ๆ)
มักจะมีฐานะดีระดับนึงเลยล่ะ หรือไม่ก็ต้องมีเวลาว่างในช่วงของกิจวัตรประจำวันอย่างแน่นอนในทุกๆวัน
และสังเกตว่าพวกนักวิ่งระยะไกลที่มาซ้อมเนี่ย เป็นคนมีกะตังค์ทั้งนั้น
ชีวิตพวกเขาคงจะเลยขีดมาตรฐานครองชีพทั่วไปแล้วล่ะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: K. PJ on 02 June 2015, 10:52:31 pm
กลับจากเที่ยวลาวครึ่งเดือนเต็มๆ กลับมาวิ่งกับลูก 100 ม เหนื่อยเท่าวิ่ง 10 กม รู้สึกแบบนี้จริงๆ ครับ

คิดว่าอีกสองสามวันจะต้องฟืทร่างกาย แต่ไม่ทันการซะแล้ว ไข้หวดเล่นงานเลยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 03 June 2015, 02:09:40 pm
จากการทดลองกับตัวเอง หลังจากออกกำลังกายแบบอึดทนอย่างจริงจังมาเกือบ 2 ปี
กับคนอ่อนแอป่วยบ่อยๆ ที่เคยผ่าต่อมทอนซิลออกไปแล้วตั้งแต่ยังด็ก
นี่ผมไม่ป่วยเป็นไข้หวัดมานานติดต่อกันถึง 8 เดือน!
นับเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดสำหรับตัวเอง


ป่วยเป็นหวัดคัดจมูก, สารคัดหลั่งในโพรงจมูก ไอมีเสมหะ หรืออาการจับไข้นอนซม คืออะไรยังไง?
ตอนนี้ตัวผมเองแทบจะจำประสบการณ์แบบนั้นไม่ได้เลย


ได้คุยกับคุณพี่สองสามีภรรยา เป็นนักวิ่งระดับล่ารางวัล ...
"คุณลองสังเกตดูสิว่า ตอนนี้โพรงจมูกของคุณจะแห้งสนิทเมื่อเทียบกับแต่ก่อน"

คือผมว่า เราควรต้องหาเวลาออกกำลังแบบแอโรบิคส์อย่างสม่ำเสมอ
แต่จะออกกำลังกายแบบไหนแนวไหน? ก็ลองดูตามความเหมาะสมล่ะกันครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 03 June 2015, 02:50:45 pm
เมื่อวานเริ่มวิ่งแล้วครับ หลังจากมาเจอกระทู้นี้เข้าให้ แต่เริ่มแค่ 1.6 กม. เอง วิ่งที่ในซอยหน้าบ้าน ปีนี้ว่าจะไปวิ่ง bkk marathon (10 กม.) อีกสักครั้ง ปีที่แล้วไม่ได้ไป
หลายปีก่อน นน. ขึ้นไปเกือบ 90 หลังจากมีลูกคนแรก กีฬาทุกอย่างหยุดหมด ถึงคราวตรวจร่างกายประจำปี ทุกอย่างที่ตรวจ เกินค่าปรกติทุกรายการ

กลัวตาย กะ กลัวเป็นภาระ เลยเริ่ม วิ่ง ไม่ถึงปี ทุกอย่างก็กลับมาอยู่สภาพปรกติ นน. ลงมาที่ ~68  แต่ตอนนี้ 72 ....ไม่รู้ว่าจะขยันได้สักกี่วัน :D

(http://i1279.photobucket.com/albums/y534/vvichien/20131117_065405_zpsty89qnkj.jpg)
รูปนี้วิ่งมาแล้วหยุดถ่ายจากมือถือตัวเองครับ เมื่อสองปีที่แล้ว รายการ bkk marathon ผมวิ่ง 10กม.
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 03 June 2015, 03:45:00 pm
ลองเช็ค super sport run ดูนะครับ อาจจะยังไม่ปิด วิ่งวันอาทิตย์หน้า มีระยะ 5 ไมล์ (8 กม.) เป็นการวอร์มอัพครับ  :supergrin:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 03 June 2015, 07:35:25 pm
Quote from: Karin Preeda on 03  June  2015, 03:45:00 pm
ลองเช็ค super sport run ดูนะครับ อาจจะยังไม่ปิด วิ่งวันอาทิตย์หน้า มีระยะ 5 ไมล์ (8 กม.) เป็นการวอร์มอัพครับ  :supergrin:


ขอบคุณมากครับ ผมลงวิ่งรายการเดียวปีละครั้งแหล่ะครับ ขี้เกียจตื่นเช้า กะการเดินทางไปวิ่งแข่งครับ อย่างปีก่อนๆโน้น สมัครแล้วไม่ได้ไปวิ่ง ผมก็วิ่งในซอยหน้าบ้าน จับระยะทางเอาให้ได้ครบ
10 กม.ครับ (แรกๆคนในซอยเค้าก็มองแบบแปลก ตอนหลังก็มีคนออกมาวิ่งบ้าง ไม่เหงาและ)

อีกอย่างที่อยากเขียนคือ มีเพื่อนบ้านอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเมื่อก่อน เค้าก็มักจะพาลูกๆไปวิ่งเล่นที่สวนรถไฟ จตุจักร วันอาทิตย์ ผมก็เคยขับรถไปกะเค้ากันด้วยทั้งครอบครัว แล้วก็ลองจับเวลา
ในการเดินทาง ขาไปเกือบ 40นาที ขากลับเร็วหน่อย กว่าจะจอดรถได้ ก็เสียเวลาโข เลยถามตัวเองว่ามันคุ้มกันหรือเปล่า กะเวลาที่เสียไป (แต่การวิ่งในสวนนั้น มันได้บรรยากาศดีกว่าวิ่งที่หน้าบ้านอยู่มากๆ)
แต่หากบ้านอยู่ในระแวกนั้นก็น่าจะคุ้มกว่า ระยะหลังๆนี่ ที่บ้านเลยไม่ได้ไปด้วย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 04 June 2015, 11:20:13 pm
สุขภาพดี ชีวีมีสุข

มาออกกำลังกายกันครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 05 June 2015, 02:57:54 pm
เมื่อวานไปตีแบดมากะ ก๊วนที่ไม่ค่อยแข็งนัก ยังเหนื่อยคอตๆ หลังจากหยุดทุกอย่าง มาเกือบสองเดือน แพ้เด็กประจำคอร์ทไปราบคาบ
ขอเวลาอีกสัก สองอาทิตย์ จะกลับไปแก้มือสักหน่อย ทีนี้น่าจะเอาจริงแล่ะ สู้ สู้ จ้า มาออกกำลังกายกันพี่น้อง :D
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 June 2015, 06:19:15 am
ทำไมผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำสม่ำเสมอ ขณะที่ทำกิจกรรมพวกนี้จึงไม่ค่อยเหนื่อย?
ผิดกับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กว่าจะหมดคาบเวลนี่แทบจะขาดใจกันเลย
เผลอๆอาจจะมีอาการบาดเจ็บเป็นของแถมอีกด้วย


ผมว่าการเล่นกีฬาก็เหมือนกับการฝึกฝนทักษะอื่นๆเช่น การเล่นดนตรี งานช่างฝีมือ
ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งเกิด "ความจำ" หรือ "Memory"
ผมเชื่อว่าไม่เพียงแต่เซลล์สมองที่มีความจำ แม้แต่เซลล์อื่นๆเช่นมัดกล้ามหรือเนื้อเยื่อ,อวัยวะต่างๆ
มันก็น่าจะมี "ความจำ" ในแบบของมันเอง ผมอยากจะนิยามไอ้เจ้า "ความจำของเนื้อเยื่อต่างๆ" ว่า "ระเบียบร่างกาย"


กับผู้ที่ฝึกฝนซ้ำๆเป็นกิจวัตร(อย่างถูกวิธี) จนกระทั่งร่างกายเกิดความจำในระเบียบร่างกาย
ยกตัวอย่างการออกกำลังกายในคาบเวลา 60 นาที เมื่อเรื่มออกกำลังกาย ส่วนต่างๆในร่างกายของเขา
จะพยายามเข้าไปสู่โหมดระเบียบร่างกายภายใน 5-10 นาทีแรก เช่น..
การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กัน การหายใจ การทรงตัว..


เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนเป็นประจำ
ร่างกายของเขาจะไม่มีความจำในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวต่างๆ หรือการหายใจไม่เต็มที่
หากเขาเริ่มออกกำลังกายกายใน 5-10 นาทีแรก แล้วร่างกายยังไม่เข้าสู่โหมดความจำ (เพราะยังไม่มี)
สิ่งที่ตามมาคือจะเกิด Lactate ..อนุพันธ์ของ Lactic Acid ภายในกล้ามเนื้อ
ซึ่งกรดนี้ก็คือสาเหตุของการเมื่อยล้า..หรือบาดเจ็บ
กรดแลคติคจะทำให้กล้ามเนื้อระคายเคือง มันคือสาเหตุของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อนั่นเอง
นี่คือผลเสียของการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาโดยที่ร่างกายไม่มีความจำของระเบียบร่างกาย!

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 June 2015, 06:30:35 am
มโน 1.
ทำไมพวกนักวิ่งระยะไกลเขาซ้อมกันถึง 5-6 วันต่อสัปดาห์
แต่พวกเขากลับไม่ค่อยบาดเจ็บเลย ทั้งๆที่พักวิ่งแค่ 1-2 วัน?
ในขณะที่เทียบกับนักวิ่งระดับเริ่มต้นที่วิ่งน้อยกว่า แต่กลับเหนื่อยมากกว่าและเสี่ยงบาดเจ็บขณะวิ่งมากกว่า

คงเป็นเพราะนักวิ่งระดับเริ่มต้นวิ่งน้อยเกินไป
ความถี่ต่อสัปดาห์ยังไม่มากพอที่ร่างกายจะสามารถสร้าง Memory ขึ้นมาได้
จึงทำให้ขณะที่วิ่งรู้สึกเหนื่อยมากและเสี่ยงบาดเจ็บ

ป.ล.นักวิ่งผู้มากประสบการณ์ท่านว่า .. ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บาดเจ็บคือ "นอนไม่พอ"




มโน 2.
ถึงแม้ว่าร่างกายจะมี Memory มีระเบียบร่างกายแล้วแต่ร่างกายเราความจำสั้น
มีทางเดียวที่จะให้ไม่ลืม Memory อันนี้ คือเราต้องคอยกระตุ้นซ้ำๆอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร

นี่คือสาเหตุว่าทำไม เมื่อเราหยุดออกกำลังกาย ด้วยเพราะติดภารกิจบางอย่าง
แล้วกลับมาเริ่มใหม่ จึงเหนื่อยมาก ???
คงเป็นเพราะ Memory ของเนื้อเยื่อที่เราเพียรสร้างมา มันได้หายไปนั่นเอง




มโน 3.
ผมรู้สึกว่าการวิ่งบนลู่ Synthetic เหนื่อยน้อยกว่าวิ่งบนถนน
นี่ก็เกี่ยวกับ Memory ของกล้ามเนื้อเช่นกัน คือลู่ Synthetic มันราบเรียบกว่าพื้นผิวถนน
กล้ามเนื้อไม่ต้องปรับสภาพตามพื้นที่ไม่สม่ำเสมออย่างเช่นถนนอื่นๆ
กล้ามเนื้อที่วิ่งบนลู่ Synthetic จึงใช้ความพยายามน้อยกว่าในการจำสภาพพื้นวิ่ง
ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่ว่า จะขอเรียงลำดับจากง่ายไปยากของการวิ่ง ดังนี้
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_6.jpg)

ลู่ Syntheticในสนามกีฬา...ถนนคอนกรีต...ถนนราดยางมะตอย...ถนนดินลูกรัง...
ไปจนถึงการวิ่งแบบ Cross Country หรือ Trail Running(สุดโต่งที่สุด เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากที่สุด)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_7.jpg)

http://www.rockcreekrunner.com/2012/11/02/trail-running-basics/

นั่นเป็นสาเหตุที่พวกนักวิ่งแสวงหาความท้าทายที่ยากขึ้นๆๆๆไปเรื่อยๆๆๆ
จนเกิดการแข่งวิ่งข้ามป่าข้ามภูเขา มันก็คืออันนี้แหละ
เอ่อ...อัตตาของมนุษย์นี่ มันไม่เคยอิ่มไม่เคยพอเลยจริงๆ ความอยากจะเป็น Somebody
หรือความอยากจะเป็นอะไรที่เหนือกว่าคนอื่นเนี่ย มันทำให้เกิดการแข่งขันแบบ "บ้าพลัง" มากขึ้นๆๆๆสินะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 January 2016, 05:38:45 am
ไปวิ่งขอนแก่นฮาล์ฟมาราธอน มาครับ
ครั้งนี้วิ่งครั้งที่ 2 ในแบบรายการ Tournament
ครั้งแรกปีที่แล้ว 2:15ชม. ปีนี้วิ่งได้ 1:58ชม. ที่ทำเวลาได้ดีขึ้นคงเป็นเพราะ
1.)ซ้อมวิ่งต่อเนื่องเป็นประจำ จนตัวเองเข้าใกล้พฤติกรรม Marathoner (สัปดาห์ละ 50กม.)
2.)อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ พอเข้าเส้นชัยฝนตกพอดี ยิ่งสายๆยิ่งหนาว


แต่ที่อยากจะเล่าคือ ตอนขับรถเดินทางบนถนนนี่ล่ะ!


ถนนเมืองไทยอันตรายมากนะครับ ไม่เหมือนถนนในประเทศโลกที่ 1 หลายๆประเทศ
มันไม่ใช่ที่ๆเราจะเอาชีวิตไปจมแช่อยู่นานๆ
ว่ากันว่าถนนในเมืองไทยทำให้ผู้ขับขี่มีความเครียดสูง

มันอาจจะเกี่ยวกับหลายๆอย่าง..
การไม่มีทางเลือกอื่นทำให้คนไทยต้องซื้อรถ..
ผังเมืองที่ไม่เป็นระบบบูรณาการขาดการคิดเผื่อ..
ถนนเมืองไทยรับภาระมากเกินไปทั้งขนคน+ขนสินค้า..
Human Error..

ต้นเหตุของความอันตรายของถนนเมืองไทย มันอาจจะเป็นเพราะจิตสำนึกใหญ่ของสังคมไทยเอง
คหสต.คือว่าสังคมไทยยังมีจิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" อยู่อ่ะครับ!
แต่เครื่องจักรกลมันทำงานด้วยความซื่อสัตย์ เครื่องจักรกลเกิดจากจิตสำนึกแบบ "สมัยใหม่"
มันจึงต้องถูกใช้งานถูกบริหารจัดการด้วย software แบบ "สมัยใหม่" เช่นกัน

คุณใส่ input ให้เครื่องจักรกล+ระบบคมนาคมยังไง outpot ก็เป็นยังงั้น
ถ้า input ห่วย เครื่องจักรกล+ถนนหนทางพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารหรอกครับ
และผมตระหนักรู้ถึงอันตรายของมัน

เมื่อผมเจอด้วยตนเอง ผมยิ่งเชื่อว่าถนนในเมืองไทยมันอันตรายมากๆ

เมื่อวันเสาร์ช่วงเย็นๆ ขณะที่ขับรถใกล้จะถึงตัวเมืองขอนแก่น
มีรถกระบะจากเลนตรงข้าม พุ่งลงมายังทางระบายน้ำที่เป็นแนวเกาะกลางถนน
จะด้วยคนขับหลับในหรือแซงแล้วเสียหลักก็ไม่ทราบ
ขณะนั้นผมกำลังแซงทางขวาพอดี คิดว่าจุดนั้นคงจะห่างจากรถผมไม่ถึง 10 เมตร
รถกระบะคันนั้นล้อหน้าแบะออก มันหยุดนิ่งทันที  มีชิ้นส่วนกระเด็นข้ามมาใส่รถผม
ในความเร็วขนาดนั้น รถยนต์หรืออะไรก็ตาม ผมว่ามันเหมือนของเล่นหรือเศษกระดาษเลยนะ
คือมันเปราะบางมากๆ อย่างกับในหนัง Transformer เลยอ่ะ

ถ้ากระบะคันนั้นพุ่งข้ามเลนมาประสานงากับรถผม
ผมกับเมียที่นั่งอยู่ในรถ คงจะตายโหงแบบไม่รู้ตัวเพราะแรงบวก
ตอนนั้นเราได้แต่อ้าปากหวอ จะอุทานยังไม่ทันเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 26 January 2016, 06:44:34 am
เสียวแทนเลย
ตกลงไม่มีอะไรเสียหายใช่บ่อ

:thumbup:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 January 2016, 07:03:35 am
Quote from: pee on 26  January  2016, 06:44:34 am
เสียวแทนเลย
ตกลงไม่มีอะไรเสียหายใช่บ่อ

:thumbup:


ปลอดภัยครับ กันชนรถผมมีรอยถลอกกับคราบน้ำมันดำๆเหนียวๆติดอยู่
คือผมขับชนเศษชิ้นส่วนนั้นไปเลย ปกติผมก็ไม่ได้ขับเร็วอะไรอยู่แล้ว
(เป็นประเภทกลัวความเร็ว,กลัวความสูงอ่ะครับ)
แต่ถึงยังงั้นมันก็เร็วมากๆเพราะกำลังแซงขวาอยู่ มันแค่เสี้ยววินาทีเอง

ถ้าตกใจเพราะเป็นชิ้นส่วนใหญ่ๆ เช่นยางรถยนต์ หรือ..มีชิ้นส่วนอะไรบางอย่างกระเด็นออกมาทางฝั่งนี้
ถ้าผมหักหลบนี่ หรือเบรคแล้วมีรถคันหลังจ่อตูดนี่ แย่เลยนะ ความเร็วขนาดนั้นเนี่ย

คืนก่อนวิ่งนี่เล่นเอาผมตาแข็งนอนไม่หลับ ภาพมันติดตาแบบ Slow Motion เบย
ได้นอนแค่ 2ชม.เองอ่ะ นึกแล้วสยองจิงๆ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: pee on 26 January 2016, 07:57:01 am
ผมเคยเสียวสยองหนนึงตอนเรียนอำนวยศิลป์
บ้านอยู่แถวคลองสานก็เลยข้ามเรือมานั่งรถเมล์สาย 18
คนแน่นมาก ผมเกาะราวบันได ตัวอยู่นอกรถครึ่งนึง
ถนนสี่พระยาก็แคบมาก แถมคนขับแม่งก็วิ่งเกาะขอบฟุตบาทมาเรื่อย

แค่แว๊บเดียว รู้สึกถึงผิวของเสาไฟฟ้าริมถนน ครูดชายแขนเสื้อไปอย่างรวดเร็ว
อีกซัก 2-3 นิ้ว เสาไฟก็คงปาดหัวไหล่ผมหลุดจากตัวแล้ว
ตอนนั้นคิดว่า นี่กรูจะมาตายแบบโง่ๆ หรือนี่

อ้อ อีกหนนึง คราวนี้เรียนช่างศิลป์แล้ว นั่งรถเมล์สาย 15 มาถึงป้ายตรงผ่านฟ้า หน้าเดินอากาศไทย
นักเรียนขาสั้นคนนึง ตกลงจากรถตอนที่คนขับวาดพวงมาลัยจากขวามาซ้ายแล้วเบรคกระทันหัน
นักเรียนคนนั้นถึงฆาตจริงๆ เพราะร่วงลงมาแล้วม้วนเข้าใต้ท้อง

ผมนั่งเก้าอี้ประจำ คือตัวที่อยู่บนล้อหลัง (ชอบเพราะมันต้องนั่งชันเข่า)
รถกระดอนขึ้นเพราะทับร่างคนตาย ผมก็กระดอนขึ้นด้วย เพราะมันคือล้อที่ผมนั่งนั่นเอง

ยังจำความรู้สึกได้ถึงเดี๋ยวนี้
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 26 January 2016, 01:43:56 pm
ถนนประเทศไทย  อันตราย เพราะการโกงกินของนักการเมืองครับ  นี่คือ สาเหตุที่แท้จริง

1. เพราะออกแบบ ถนน ให้เหมาะกับการโกงกิน  ไม่ได้ออกแบบเพื่อความปลอดภัย
เราจึงทำถนนเพื่อให้ราคาที่ดินสูงขึ้น  จึงมี ซอย มีตลาด มีตึกแถว  ที่เกาะกับถนนทางหลวงตลอดแนว
มันไม่ยอมทำ ถนนแบบ อเมริกา  และ มี exit แน่นอนเป็นจุดๆ   เพราะมันโกงกินไม่ได้
มันไม่ยอมทำ ถนน ที่ปล่อยพื้นที่ว่างตรงไหล่ทางไว้เยอะๆ  เพราะมันโกงกิน ปั่นราคาที่ดินไม่ได้

2. เรามีกฎจราจรที่ย่ำแย่  ทุกคนทำผิดกฎจราจรอย่างตั้งใจ  เพราะการโกงกินของนักการเมือง
มันเข้ามาโกงกิน  และ มันต้องการอำนาจ   มันจึงยึด ตำรวจไว้ใช้
ตำรวจจึงไม่ได้ตั้งใจทำงาน  ในที่สุด  คือ  ไม่มีใครใส่ใจแก้ไขปัญหา วินัยจราจร
สิ่งที่ตามมา คือ อุบัติเหตุ

หากเราแก้สองอย่างนี้ได้   อุบัติเหตุจะลดลงทันทีอย่างชัดเจน
แต่... ไม่มีทางครับ  เพราะประชาชนไทย ไร้คุณภาพ และ เลือกแต่โจรขึ้นสู่อำนาจ !
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 26 January 2016, 03:31:34 pm
Quoteไปวิ่งขอนแก่นฮาล์ฟมาราธอน มาครับ
ครั้งนี้วิ่งครั้งที่ 2 ในแบบรายการ Tournament
ครั้งแรกปีที่แล้ว 2:15ชม. ปีนี้วิ่งได้ 1:58ชม.


โหๆๆๆ เวลาแบบนี้ มันน้องๆ พวกนักวิ่งเลยนะครับเนี่ย เมื่อหลายปีก่อน ผมลงวิ่ง 10 กม. รายการ bkk marathon ยังได้แค่ 1.10 ชม. เอง
ถ้าบวกไปอีกเท่า บวกอาจมีเดิน ตีไป 2.30 ชม. ไปเลยเผื่อๆ

ช่วงนี่โรคขี้เกียจ เข้าสิงครับผม กำลังพยายามจะกลับมาวิ่งใหม่

จริงตามคุณพจน์เลยครับ จิตใต้สำนึกของคนไทยเรา ยังคิดว่า อะไรๆก็ไม่เป็นไร ช่างมัน ยิ่งใครมีตำแหน่งใหญ่กว่า รถคันใหญ่กว่า ก็มองว่า
คนเล็กกว่า รถเล็กกว่าต้องยอมให้ ยิ่งตอนนี้กำลังฮิตกันมากๆ คือขับรถย้อนศรครับ มอไซด์นี่เลยตัวดี มีคนทำได้ 1 คน ก็ทำตามๆกันมา ถ้าไม่โดนเกี่ยวล้ม
ก็จะยังไม่รู้สึก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: phokha on 01 April 2016, 08:48:48 am
เรื่องขับรถตามถนนหนทางนี่ ผมคิดว่าผมก็ขับมาเยอะนะครับ นับคร่าวๆน่าจะเกิน 2 ล้านกิโลไปพอสมควร แต่ผมมีอุบัติเหตุน้อยมาก มอไซค์แหกโค้งมาชนตอนผมจอดไฟแดง กับเคยโดนรถยนต์ประมาทไม่มองทางชนท้าย แค่นั้นจริงๆ เพราะผมคิดเผื่อเสมอ รถรอบตัวผม รถที่สวนมาจะมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมขับไม่เสี่ยงเลย ดังนั้นปัญหาอย่างพี่เฮ็กซ่า เกิดกับผมยากมาก

เรื่องแอโรบิค แอนาโรบิค ผมเรียนมา ผมเลยไม่ค่อยตื่นเต้น ไบโอเคมี ผมรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา เลยไม่ขอพูดถึง

การออกกำลังกาย ผมไม่เลือกวิ่งเพราะเรื่องหัวเข่า ทั้งๆที่เพื่อนสนิทหลายคนวิ่ง แต่ผมใจแข็งกว่า
ผมไม่เลือกวิ่งเครื่องวิ่งอีคลิป อย่างพี่พจน์ เพราะว่า ที่ส่วนกลางมีกระเทย
คือเขาไม่ได้มายุ่งกับผมหรอกครับ แต่ในหมู่บ้านมีดาราอยู่ เวลาเขามา เหล่ากระเทยประจำคลับเฮาส์ เค้ากรี๊ดกร้าดกันเวอร์วัง ผมไม่ค่อยอยากจะทนครับ

ผมเลือกขี่จักรยาน แต่ก็ไม่ขี่ตามถนนให้เสี่ยงตาย ที่ประจำของผมคือสกายเลนรอบสุวรรณภูมินี่แหละ ถ้าไปงานแข่ง ก็ต้องเป็นงานที่มีคนควบคุมการจราจร
จะให้ปั่นไปดูแลตัวเองไปอย่าง ออแดกซ์ นี่ ไม่ใช่ทางของผม 5555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: K. PJ on 02 April 2016, 12:41:39 am
ผมเน้นเรื่องอาหาร และทำการบ้านมากๆ หน่อยทุกวัน มีหลายเวปก็บอกว่าทำให้สุขภาพดีและอายุยืนเหมือนกันะครับ 555555

อ็อ! เกือบลืมแนะนำว่า ควรทำใจให้สบายๆ ใช้ชีวิตแบบช้า ๆ ก็ สุขภาพชีวิตดีได้ครับ :thumbup:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 16 April 2016, 08:31:06 pm
Quote from: phokha on 01  April  2016, 08:48:48 am
เรื่องขับรถตามถนนหนทางนี่ ผมคิดว่าผมก็ขับมาเยอะนะครับ นับคร่าวๆน่าจะเกิน 2 ล้านกิโลไปพอสมควร แต่ผมมีอุบัติเหตุน้อยมาก มอไซค์แหกโค้งมาชนตอนผมจอดไฟแดง กับเคยโดนรถยนต์ประมาทไม่มองทางชนท้าย แค่นั้นจริงๆ เพราะผมคิดเผื่อเสมอ รถรอบตัวผม รถที่สวนมาจะมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมขับไม่เสี่ยงเลย ดังนั้นปัญหาอย่างพี่เฮ็กซ่า เกิดกับผมยากมาก

เรื่องแอโรบิค แอนาโรบิค ผมเรียนมา ผมเลยไม่ค่อยตื่นเต้น ไบโอเคมี ผมรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา เลยไม่ขอพูดถึง



ปัญหาการใช้ถนนในเมืองไทยที่ผมว่ามา
มันก็เกิดกับตัวผมเองน้อยเช่นกัน
เพราะผมก็ยิ่งระวังระแวง
(ถึงผมจะขับรถไม่เยอะ แต่ก็เคยเห็นภาพผู้อื่นประสบเหตุซึ่งหน้าอยู่บ้าง)
ผมจะพยายามอ่านใจทุกสิ่งอย่างบนถนนให้มากที่สุด
และผมจะไม่เสี่ยง ผมยอมขับอ้อมขับเลยไปบ้าง
ยอมเสียเวลาบ้าง ถ้าผมไม่แน่ใจ

และพี่โภคาก็จัดว่าเป็นนักขับที่รอบคอบ
ปัญหาที่ผมว่ามา มันก็คงยากที่จะเกิดกับพี่โภคาเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้น ถนนในเมืองไทย มันก็ยังอันตรายติดอันดับโลกอยู่ดี

ต่อให้พี่โภคาขับรถถึง 10 ล้านกม. (ในสภาพการคมนาคมแบบตอนนี้) โดยไม่เจออุบัติเหตุ
มันก็ไม่ได้เปนหลักประกันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนทุกคนในกม.ต่อๆไป

อาจจะมีผู้ขับขี่บางคนที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
แต่คำกล่าวที่ว่า "ถนนในเมืองไทยมีอันตรายมากๆ" มันก็ยังคงเปนความจริงอยู่เช่นนั้น
เพราะการที่เเทบจะไม่เจออุบัติเหตุของพี่โภคา
มันเป็นประสิทธิภาพของปัจเจก
แต่มันไม่ใช่ประสิทธิภาพของระบบ!
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 16 April 2016, 08:49:59 pm
กับเรื่องปฏิกริยาไบโอเคมีในร่างกาย ผมตื่นเต้นครับ
ก็จะไม่ให้ผมตื่นเต้นได้ไง เพราะผมแทบจะไม่เชื่อตัวเองว่า
คนขี้โรคอย่างผมจะวิ่งได้มากถึง 24 มินิมาราธอน/ 1 เดือน
สถิติสูงสุดที่ตัวเองทำได้เมื่อเดือนกพ.ที่ผ่านมาคือ..
วิ่งวันละ 1 มินิมาราธอน ติดกัน 12 วัน โดยสภาพร่างกายยังโอเคไม่เมื่อยไม่เดี้ยง

ไบโอเคมีภาคทฤษฎีผมก็เคยเรียนมาบ้างนิดหน่อย แต่ในภาคปฏิบัติจริงๆผมว่ามันน่าตื่นเต้นอยู่นะ
ร่างกายคนเราซับซ้อนกว่านั้น ยังมีอะไรอีกบ้างที่มนุษย์ยังไม่รู้?

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image_1.jpeg)

ปีนี้ผ่านไปแค่ 3 เดือนกว่า แต่ผมวิ่งจ๊อกกิ้งเปนระยะทางเท่ากับครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว
รู้สึกว่าร่างกายตัวเองแข็งแรงขึ้นไปอีกสเต็ป
อาการป่วยแบบติดเชื้อโรคตามส่วนต่างๆในร่างกายนี่แทบจะไม่มี
ไม่เปนไข้หวัดเลยเกือบ 2 ปี หรืออาการติดเชื้อท้องร่วง แผลติดเชื้อทางผิวหนัง ก็หายเร็วเช่นกัน
ไม่กี่ชั่วโมงก็หายเองซะแระ ไม่ต้องกินยาเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 17 April 2016, 01:02:44 am
ตั้งแต่มีลูกนี่ผมไม่ออกกำลังกายเลย   

วันนี้เห็นกระทู้นี้ขึ้นมาเลย ไปเอาจักรยานมาเช็ดขี่บนเทรนเนอ  ได้แค่ระยะแค่ 5 กม แทบตายเลยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 17 April 2016, 03:44:02 am
เมื่อวาน กะเย็นนี้ เริ่มวิ่งแล้วครับ น่าอายชมัด จากที่วิ่วอย่างต่ำต่อครั้งในแบบเมื่อก่อนต้องได้ 4-5 กม./ึครั้ง หรือมห้เลวสุดๆก็ต้อง 3โลกว่า แต่วันนี้ได้แค่ 1.5กม.ก็ท้อให้หยุดก่อนแล่ว แต่ว่าจะค่อยๆเพิ่มครับ ชักอ้วนขึ้นแล่ะ กลัวโรคเข้าสิงห์

เมื่อวานก่อนวิ่ง ก็ปั่นไปก่อน 3 โลกว่าๆ แต่มันไม่เหนื่อยเลย เลยหยุดมาใส่รองเท้าวิ่ง วิ่งดีกว่า แค่ กิโลเดียว นี่ลิ้นห้อยเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 18 April 2016, 04:11:30 pm
ค่อยๆเพิ่มที่ละนิดครับ  อย่าไปฝืน  แล้วจะอยู่ตัวไปเอง แล้วค่อยๆเพิ่มระยะทีละน้อย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 18 April 2016, 04:57:49 pm
สิ่งที่ได้จากการออกกำลังกายแบบอึดทน
นอกจากจะทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อโรคติดเชื้อต่างๆแล้ว
มันยังทำให้ร่างกายทนทานต่อสภาพอากาศ ที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าอุณหภูมิห้องมากๆอีกด้วย
อย่างเช่น กับอากาศร้อนระดับนรกแตกในตอนนี้

ซึ่งถ้าอากาศร้อนมากๆ หัวใจจะทำงานหนักกว่าปกติ
บางคนที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาจจะเกิดอาการ "ลมแดด(Heat Stroke)"
บางคนถึงขั้นหัวใจวายก็มี (แม้แต่ผู้ที่ออกกำลังกายเปนประจำก็เถอะ)

ที่อยากจะเตือนก็คือ
สำหรับผู้ที่ยังไม่ชิน ถ้าจะออกกำลังกายในช่วงนี้
ควรจะเน้นที่การสร้างความเปนกิจวัตร ให้เน้นที่ความสม่ำเสมอเปนหลัก
แต่อย่าเพิ่งไปเพิ่มความหนักในการออกกำลัง
ควรรอให้อากาศร้อนน้อยกว่านี้  จะปลอดภัยกว่า
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: sw on 18 April 2016, 07:45:52 pm
ขอบคุณที่ช่วยเตือนกันครับ ตั้งแต่หน้าร้อนเข้ามานี่ผมไม่ได้ออกไปจ๊อกกิ้ง เดือนนึงได้แล้ว ไม่รู้ว่าออกกำลังแบบร้อนๆ กับอยู่ในบ้านตัดหญ้าตัดต้นไม้ อย่างไหนจะเหมาะกว่า วิ่งตอนอากาศร้อนๆกลัวเป็นลมเหมือนกันครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 19 April 2016, 04:33:24 am
เริ่มวิ่งมาสามวันแล่ะ
เป้าคือจะวิ่งให้ได้ทุกวัน เริ่มจากน้อยๆก่อน ค่อยๆเพิ่ม
ตะกี๊นั่งดูถ่ายทอด boston marathon โหๆๆผู้หญิง 42โล วิ่งแค่ 2.20 ชม.ดีสุดเอง
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: dht_tubes on 19 April 2016, 07:21:51 pm
ออกกำลังกลางแจ้งต้องเตรียมตัวดีๆครับช่วงนี้

โอกาสดีไฮเดรตเร็ว แบบไม่รู้ตัวมีสูงมาก ก๊วนจักรยานผม ตัวหัวลากยังร่วงครับ ปั่นรอบเดียว เสียเหงื่อมากไม่รู้ตัว จะเป็นลมเอาง่ายๆ

ร้อนๆแบบนี้ หนีมาเล่นในร่มมั่งดีกว่าเยอะครับ อิอิ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: trens on 20 April 2016, 09:49:33 pm
6- 18 เมย. นี้ข้าน้อยเดินไป 230 กม. หรือ 345,000 ก้าว
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: wachara on 21 April 2016, 01:22:14 am
โหไปเที่ยวที่ไหนมาครับเดินเยอะจริงๆ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: trens on 21 April 2016, 03:07:52 pm
ไปเช็คโก ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี มอสโคว มา
แบ็คแพ็ค 3 คน สนุกดีครับ
แต่กลับมาลาวได้2วันยังไม่ฟื้นดีเท่าไร
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: sw on 21 April 2016, 03:25:23 pm
Quote from: trens on 21  April  2016, 03:07:52 pm
ไปเช็คโก ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี มอสโคว มา
แบ็คแพ็ค 3 คน สนุกดีครับ
แต่กลับมาลาวได้2วันยังไม่ฟื้นดีเท่าไร


:ahha: มีรูปสวยๆมาฝากมั้ยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 21 April 2016, 04:12:29 pm
Quote from: trens on 21  April  2016, 03:07:52 pm
ไปเช็คโก ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี มอสโคว มา
แบ็คแพ็ค 3 คน สนุกดีครับ
แต่กลับมาลาวได้2วันยังไม่ฟื้นดีเท่าไร



เดินแบบนี้ หวัดกินป่าวครับ  555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: phokha on 25 April 2016, 09:16:11 am
Quote from: dht_tubes on 19  April  2016, 07:21:51 pm
ออกกำลังกลางแจ้งต้องเตรียมตัวดีๆครับช่วงนี้
โอกาสดีไฮเดรตเร็ว แบบไม่รู้ตัวมีสูงมาก ก๊วนจักรยานผม ตัวหัวลากยังร่วงครับ ปั่นรอบเดียว เสียเหงื่อมากไม่รู้ตัว จะเป็นลมเอาง่ายๆ
ร้อนๆแบบนี้ หนีมาเล่นในร่มมั่งดีกว่าเยอะครับ อิอิ

ผมปั่นจักรยานตอน 6 โมงเย็นครับ
กลัวแดดครับ 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: K. PJ on 25 April 2016, 05:18:57 pm
หายเจ็บตาแล้ว​ ช่วงนี้แตะบอลลล์กับลูกทุกเย็น​ครับ​ ไม่เตะก็ไม่ได้ถูกหิ้วปีกไปเตะกับพวกเขาจนได้ทุกเย็น​ครับ​
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 25 April 2016, 10:12:08 pm
พวกปั่นจักรยาน นี่จะมีอาการ จู๋หด กันตลอด หรือในช่วงแรกๆ หรือเปล่าครับ วันก่อน ปั่นเสร็จ ลงจากอาน นี่มีอาการ จู๋หดชาเลยหง่ะ :D
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: blackmore on 25 April 2016, 11:10:50 pm
Quote from: vichien on 25  April  2016, 10:12:08 pm
พวกปั่นจักรยาน นี่จะมีอาการ จู๋หด กันตลอด หรือในช่วงแรกๆ หรือเปล่าครับ วันก่อน ปั่นเสร็จ ลงจากอาน นี่มีอาการ จู๋หดชาเลยหง่ะ :D



ส่วนตัวเป็นครับแต่น้อยลง ต้องหาระยะสัมพันธ์ให้ได้ 55555555     ปรับเบาะอยู่นานเลยครับ 
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: phokha on 26 April 2016, 10:16:50 pm
เรื่อง egg tea นี่เจอกันทุกคนล่ะครับ มันแก้ไขได้ด้วยการ
1.ปรับเบาะ เลื่อนไปหน้าถอยหลัง ให้ทิ้งน้ำหนักลงที่แฮนด์ กับเบาะให้สมดุลกัน และปรับตัวเบาะให้"ก้มหน้า" นิดนึง ก็จะมีพื้นที่ให้น้องชายมากขึ้น
2.ปรับหลักอาน อย่าให้สูงเกินไป น้ำหนักตัวแทนที่จะเฉลี่ยไปลงที่บันไดปั่น ก็จะมาลงส่วนใหญ่ที่เบาะ
แต่ถ้าหลักอานเตี้ยเกินไป เข่าจะงอมาก นอกจากจะถ่ายทอดกำลังไปที่บันไดได้น้อยแล้ว เราจะปวดเข่าด้วย
3. เปลี่ยนเบาะ ให้ขนาดเหมาะสมกับกระดูกก้นกบของเรา
4. ง่ายที่สุด ปั่นๆไปลุกขึ้นยืนให้ก้นพ้นเบาะ บ้าง เลือดลมก็ไหลเวียนไม่ติดขัดครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 27 April 2016, 03:35:03 pm
Quote from: phokha on 26  April  2016, 10:16:50 pm
เรื่อง egg tea นี่เจอกันทุกคนล่ะครับ มันแก้ไขได้ด้วยการ
1.ปรับเบาะ เลื่อนไปหน้าถอยหลัง ให้ทิ้งน้ำหนักลงที่แฮนด์ กับเบาะให้สมดุลกัน และปรับตัวเบาะให้"ก้มหน้า" นิดนึง ก็จะมีพื้นที่ให้น้องชายมากขึ้น
2.ปรับหลักอาน อย่าให้สูงเกินไป น้ำหนักตัวแทนที่จะเฉลี่ยไปลงที่บันไดปั่น ก็จะมาลงส่วนใหญ่ที่เบาะ
แต่ถ้าหลักอานเตี้ยเกินไป เข่าจะงอมาก นอกจากจะถ่ายทอดกำลังไปที่บันไดได้น้อยแล้ว เราจะปวดเข่าด้วย
3. เปลี่ยนเบาะ ให้ขนาดเหมาะสมกับกระดูกก้นกบของเรา
4. ง่ายที่สุด ปั่นๆไปลุกขึ้นยืนให้ก้นพ้นเบาะ บ้าง เลือดลมก็ไหลเวียนไม่ติดขัดครับ

ขอบคุณพี่มากเลยครับ ความสูงของอาน นี่น่าจะมีส่วนมากๆ เพราะแฟนผมเค้าจะขี่อีกคันไปจ่ายตลาด วันเสาร์ อาทิตย์ เจ้าคันนั้น
อานมันเตี้ย ขาเลยไม่เหยียดได้ตรงตอนสุดๆ สงสัยต้องไปเปลี่ยนแกนให้สูงขึ้นอีกหน่อยแล่ะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 December 2016, 11:38:50 pm
ตั้งแต่เดือนตุลารู้สึกเบื่อๆก็เลยหยุดวิ่งไปเดือนกว่า ให้ร่างกายพักยาวๆบ้าง
มาทบทวนดูว่าน่าจะหาตัวช่วยมาเสริมให้วิ่งได้ดีขึ้น การจะวิ่งเร็วขึ้นหรือไกลขึ้นผมว่าค่อยๆไปดีกว่า
การจะไปให้ถึงจุดนั้น เราต้องหาขีดจำกัดของร่างกายเราให้ได้ก่อน ไม่งั้นมันจะเสี่ยงบาดเจ็บอ่ะ

สิ่งที่คิดว่ายังขาดอยู่คืออยากจะหาอุปกรณ์ที่คล้ายกับเปนโค้ชส่วนตัว คอยเตือนเวลาหัวใจเต้นอยู่ในโซนอันตราย
อีกอย่างที่ยังขาดอยู่ น่าจะเปนเรื่องโภชนาการนะ ก็เลยได้ตัวช่วยมา 2 ชิ้น


smart band นาฬิกาวัดอัตราการเต้นหัวใจแบบ realtime
บอกระดับการเต้นของหัวใจ แบ่งโซนด้วย led 5 สี สั่นเตือนเมื่อออกกำลังกายเกินขีดจำกัด
คำนวนการใช้พลังงานของร่างกายในแต่ละวัน วัดประสิทธิภาพการนอนหลับ
เชื่อมกับ smartphone ด้วย buletooth ใช้กับ app ออกกำลังกายอื่นๆได้
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0562.jpg)


เครื่องปั่นสมู้ทตี้ เพื่อให้ร่างกายดูซึมสารอาหารได้เร็วๆ ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ง่ายขึ้น
เรื่องโภชนาการ การกินอาหารให้ครบหมู่ คาร์โบ,กินโปรตีนให้ได้สัดส่วนตามน้ำหนัก,ไขมัน,แคลเซี่ยม,วิตามิน,เกลือแร่,น้ำเปล่า อันนี้ผมก็พยายามกินให้ครอบคลุมหลากหลาย

แต่ยังมีปัจจัยอื่น นอกเหนือจากความครบถ้วนของสารอาหาร
มันคือ "ประสิทธิภาพในการย่อย"
นี่ก็สำคัญนะ การย่อยอาหารนี่ร่างกายทำงานหนักอยู่นะผมว่า
ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายจะย่อยอาหารได้ลำบากขึ้น
กว่าจะลำเลียงสารอาหารไปถึงเซลล์เป้าหมายนี่เหนื่อยเลย
จึงคิดว่า จะทำอย่างไรให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ง่ายๆ?
ยิ่งดูดซึมง่าย ยิ่งดีต่อการซ่อมส่วนที่บาดเจ็บ
ยิ่งดีต่อส่วนที่จะสร้างความแข็งแรง
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0605.jpg)

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 27 December 2016, 01:00:19 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0595.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0563.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 27 December 2016, 02:36:11 pm
เครื่องวัดหัวใจผมใช้ FitBit ครับ ซื้อเมื่อปีที่แล้ว เป็นรุ่นเดียวที่ราคาถูกสุดที่สามารถวัดหัวใจอย่างต่อเนื่องได้ ตอนนี้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ แต่รู้สึกว่า FitBit มีคู่แข่งหลายเจ้าแล้ว ผมคุยกับคนที่เคยเกี่ยวข้องกับ FitBit เค้าบอกว่า FitBit ให้ความสำคัญกับ software ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมาก จ้าง PHd เป็นหลักร้อยคนเพื่อมาทำงานนี้โดยเฉพาะเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 27 December 2016, 04:36:11 pm
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0616.jpg)
จากการค้นหาข้อมูล+โจทย์ที่ตั้งจากความต้องการของตัวเอง

1.วัด heart rate ได้แม่นยำ มีการเตือนเมื่อถึงระดับที่ตั้งไว้ด้วยแถบสี led หรือการสั่น
2.ตัวมันจะมี app วิเคราะห์การออกกำลังกายหรือไม่มีก็ได้ เพราะผมใช้ Endomondo อยู่แล้ว
แต่ตัวมันต้อง sync กับ Endomondo หรือ app ออกกำลังกายอื่นๆใน smartphone ด้วย blutooth ได้
3.การประมวลผลอื่นๆเช่น คำนวนการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรมในชีวิต การนับก้าว คุณภาพการหลับ
อันนี้ผมไม่สนใจ จะมีหรือไม่ก็ได้

สรุปมาจบที่ Scosche Rhythm+ แต่ในไทยของหมด ต้องสั่งจากนอก กำลังจะไปจ่าย PayPal
พอดีมีห้างยักษ์มาเปิดแถวบ้าน มีร้าน gadget สาขาจากกทม.เค้าเอา Mio มาขายด้วย
พอได้เห็นตัวเปนๆ ก็เลยคิดว่าเอา Mio มาลองใช้ก่อน

Scosche น่าจะวัด hr แม่นยำกว่าตัวอื่นในตลาด เพราะมี led ถึง 3 ดวง
ในขณะที่ Mio และยี่ห้ออื่นๆมีแค่ 2
อ่านเจอว่า Mio ทำ app ได้ห่วยแตกอ่ะ

Scosche ไม่ทำ software ไม่ทำ app ไม่มีจอแสดงผล
แต่จุดขายคือความแม่นยำในการวัด hr ด้วย led sensor 3 ดวงนี่แหละ


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 28 December 2016, 05:16:27 am
ลองหาข้อมูลเพิ่ม บางยี่ห้อบางรุ่นก็มี sensor ด้วย led 3 จุดนะ แต่ราคาโดดไปหมื่นอัพ

วันนี้ลอง sync  Mio กับ Endomondo จากข้อมูลทางกายภาพส่วนบุคคล + การวัด hr จากเครื่อง
ผลออกมาว่า อัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งอยู่ในโซนปลอดภัย ไม่เข้าสู่โซนที่ 5 สรุปว่าไม่มีอันตรายใดๆต่อหัวใจ

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0621.jpg)

จริงๆแล้วผมก็วิ่งในระดับนี้อยู่แล้วล่ะ ไม่ค่อยเร่งแบบบ้าพลังหรอกครับ กลัวตายเหมือนกัน
แต่อยากจะรู้จริงๆว่าที่ตัวเองวิ่งอยู่เนี่ย มันอยู่ในโซนอันตรายเรึเปล่า?
เดิมทีใช้ Endomondo แบบฟรีอยู่อ่ะครับ มันจะมีข้อมูลพื้นฐานของการวิ่ง ระยะทาง ความเร็ว การเผาผลาญแคลลอรี่
แต่ด้วยความอยากจะรู้ heart rate ของตัวเองขณะวิ่ง ก็เลยเสียเงินไปพันบาทต่อปีซื้อ premium option วัด hr เพิ่ม
ก็เลยต้องซื้ออุปกรณ์มาวัด hr อีกทีน่ะครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 28 December 2016, 12:59:29 pm
คุณ Hexa มี HR ต่ำมากเลยนะครับเวลาวิ่ง ของผม 170 ตลอด  :lol:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 28 December 2016, 01:41:01 pm
Quote from: Karin Preeda on 28  December  2016, 12:59:29 pm
คุณ Hexa มี HR ต่ำมากเลยนะครับเวลาวิ่ง ของผม 170 ตลอด  :lol:


HR มันอ้างอิงกับดัชนีมวลกายของแต่ละคนรึเปล่าครับ?
เปนไปได้รึเปล่า ในความเร็วเท่าๆกัน คนที่มวลกายมาก HR ขณะออกกำลังกายจะมีค่ามากกว่า?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 28 December 2016, 09:05:36 pm
จากการวัด HR ในโซนต่างๆ และการอธิบายค่า HR ใน app
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0636.png)

มันคงจะหมายความว่า
1.ถ้าจะลดน้ำหนักรีดไขมัน ออกกำลังกายให้ HR อยู่ในช่วง Fat Burning ก็เพียงพอแล้ว
2.ผมอยากจะวิ่งได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น แต่ยังทำไมได้ คงเพราะ HR ยังสูงไปหน่อย
นั่นหมายความว่า ถ้าจะไปต่อให้ดีกว่านี้โดยไม่เจ็บ คงจะต้องพยายามฝึกให้ร่างกายอึดทนกว่านี้ จนกระทั่ง HR ลดต่ำลงมาอีก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Karin Preeda on 28 December 2016, 09:09:16 pm
เท่าที่ผมอ่านมา เค้าใช้อายุเป็นตัวกำหนดอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 28 December 2016, 09:14:07 pm
อ่อครับ ผมลองเปลี่ยนข้อมูลตัวเอง โดยเพิ่มอายุไปอีก 20ปี ค่า HR ที่เครื่องตั้งไว้เวลาเตือนมันเปลี่ยนอ่ะครับ


กับการวัดว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน น่าจะดูจะ HR ขณะออกกำลังว่าอยู่ในโซนไหนโดยเฉลี่ย
อุปมาได้กับ นักวิ่งสองคนค่าทางกายภาพเหมือนกันทุกอย่าง มวลกาย เพศ อายุ
วิ่งเข้าเส้นชัยในระยะทางเท่ากันในเวลาเท่ากัน
คนนึงวิ่งด้วย HR โซน 4 (หรือต่ำกว่า 4) อีกคนโซน 5

Quote from: Karin Preeda on 28  December  2016, 09:09:16 pm
เท่าที่ผมอ่านมา เค้าใช้อายุเป็นตัวกำหนดอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจครับ


นั่นหมายความว่า ควรเอาค่า HR ที่ได้ของแต่ละคนมาอีกทีดูว่า HR อยู่ในโซนไหนเปนส่วนใหญ่
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 28 December 2016, 11:38:29 pm
สรุป

ผลจากการเอานาฬิกา Mio มา sync กับ app Endomondo ในมือถือ
มันแสดงค่าการเต้นของหัวใจแบบนี้...

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_0621.jpg)


เส้นหยักๆบนกราฟ สีแดงคือ Heart Rate (จำนวนครั้ง/นาที)
สีเขียวคือ Pace ความเร็ว(นาที/กม.)

(สำหรับผม) ถ้าเส้นสีเเดงเหลื่อมเข้าไปอยู่ในระดับตัวเลข 160-170 up
อันนั้นคืออันตราย ถ้าเส้นสีแดงต่ำกว่า 160 ถือว่าปลอดภัย

ตอนที่วิ่ง ไม่มีช่วงไหนที่หัวใจเต้นในระดับโซนที่ 5 เลย
อย่างนี้ถือว่าปลอดภัย ไม่มีอันตราย

Z5 โซนอันตราย HR ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน
ขึ้นกับค่าทางกายภาพของแต่ละคน น้ำหนัก ส่วนสูง เพศ อายุ

ผมลองเปลี่ยนข้อมูลตัวเองใน app อย่างเช่น เพิ่มอายุไปอีก 20 ปี
ค่า HR ที่เครื่องตั้งไว้เตือนว่า HR กำลังเข้าสู่โซน 5 มันเปลี่ยนอ่ะครับ
ค่าเพดาน HR ของแต่ละโซนก็เปลี่ยนไปด้วย

ถ้าจะรีดไขมัน ออกกำลังกายเลี้ยง HR ให้อยู่ในโซน Fat Burning ก็เพียงพอแล้ว

กับการวัดว่า ใครจะแข็งแรงกว่ากัน?
น่าจะดูจากค่า HR ขณะออกกำลังว่าอยู่ในโซนไหนโดยเฉลี่ย
อุปมาได้กับ นักวิ่งสองคนค่าทางกายภาพเหมือนกันทุกอย่าง
ดัชนีมวลกาย เพศ อายุ เท่ากันเป๊ะ
ทั้งสองคนวิ่งเข้าเส้นชัย ในระยะทางเท่ากัน ในเวลาเท่ากัน
คนนึงวิ่งด้วย HR โซน 4 (หรือต่ำกว่า 4) อีกคนโซน 5
คนแรกย่อมแข็งแรงกว่า

จะเช็คว่าหัวใจปกติรึเปล่า? ให้ดู HR ตอนอยู่เฉยๆ
HR ยิ่งต่ำยิ่งดี ถ้านั่งเฉยๆไม่ทำอะไรแต่ HR เกิน 120
อันนั้นหัวใจเริ่มไม่ปกติละ

ดังนั้นถ้ามีใครเล่าให้ฟังว่า...
"ไปออกกำลังกายมาเท่านี้ๆๆๆ ไปปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ
ยกเวท วิ่งมาราธอน ด้วยปริมาณเท่านั้น ในเวลาเท่านี้ๆๆ" บลาๆๆๆ

ต้องถามต่ออีกว่า ระหว่างที่เขาทำกิจกรรมนั้นน่ะ
HRโดยเฉลี่ย อยู่ในโซนไหน?
มีช่วงไหนที่เขาแหย่ขาเข้าไปใน Z5 บ้างรึเปล่า? แหย่ขาเข้าไปใน Z5 บ่อยแค่ไหน นานแค่ไหน?

ถ้าออกกำลังกายจนถึงระดับโซน 5 ในช่วงเวลานึง
ถึงจะเป็นนักกีฬา ก็มีสิทธิ์ตายได้นะครับ

และถ้าใครที่เวลาปกติอยู่เฉยๆ HR ไปแตะระดับ 100 up เนี่ย
หากคิดจะออกกำลังกาย ต้องระวังให้มาก ควรอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
แต่ในขณะเดียวกันใครที่เปนแบบนี้ มันคือสัญญาณเตือนว่า ควรจะออกกำลังกายได้แล้ว
เพื่อที่จะทำให้ HR ในเวลาปกติลดต่ำลงมา
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: phokha on 07 January 2017, 10:16:28 am
ผมเห็นพี่เอก มาแชร์โพสต์ของหมอหัวใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เหมือนว่า ในสังคมคนออกกำลังกายมีความเข้าใจผิดไปบ้างบางส่วน

สรุปก็คือให้นับที่แคลอรี่เข้า กับแคลอรี่ออกเป็นหลักก็พอ
คือออกกำลังกายใช้พลังงานให้มากกว่าที่กินเข้าไป นั่นคือการลดน้ำหนักแล้ว

ไม่ว่าจะออกกำลังกายที่โซนไหนก็ตาม
ออกโซนเซนต่ำ ก็ใช้เวลานาน ออกที่โซนสูงก็ใช้เวลาน้อยลง

ส่วนเรื่องหัวใจเข้าโซน5 ผมคิดเหมือนพี่ครับ คือถึงเมื่อไหร่ ผมก็ปล่อยให้HRลดลง ไม่ให้แช่ไว้นาน ลูกผมยังเล็ก อิอิอิ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 January 2017, 08:18:10 pm
คนไม่เคยออกกำลังกายเป็นประจำ ยิ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์วัด Heart Rate นะ
ไอ่นี่มันจะส่งสัญญาณเตือนเรา เมื่อการเต้นของหัวใจอยู่ในโซนอันตราย
ถ้าไม่มีอุปกรณ์นี้ แล้วไปโหมออกกำลังกายนี่เสี่ยงมาก
แล้วยิ่งอากาศร้อนด้วย ถึงยังไงก็ไม่ควรอ่ะ มันอันตรายมากๆ

ขนาดผมวิ่งวีคละหลายสิบโลเป็นประจำ ยังต้องเลี่ยงสภาพอากาศร้อนเลย
ถ้าอยากจะออกกำลังจริงๆในเวลาที่ยังมีแดดแรงๆอยู่ คงต้องไปออกกำลังกายในห้องปรับอากาศล่ะครับ

ค่าพารามิเตอร์ที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เท่าที่นึกออกได้แก่
พยาธิสภาพของหัวใจเอง (มีความผิดปกติรึเปล่า?)
อายุ (คุณภาพของหลอดเลือด)
น้ำหนักตัว/ดัชนีมวลกาย (น้ำหนักตัวมากหัวใจก็แบกภาระมากขึ้น)
สภาพอากาศร้อน/เย็น ความกดอากาศ
ได้รับสารกระตุ้นหัวใจ (ชา กาแฟ บุหรี่ ยาบางชนิด)

อย่างเช่น ผมลองทดสอบวิ่งจ๊อกกิ่ง ในระดับความเร็วเท่าๆกัน
ในสภาพอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ย 20'C วัด HR ออกมา อยู่ในโซน 3 หรือ 4
กับวิ่งที่อุณหภูมิเฉลี่ย 30'c HR อยู่ในโซน 4 ปลายๆ บางขณะโดดไปถึงโซน 5
ซึ่งเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายสุดๆ

ผู้มีอำนาจควรยกเลิกคำสั่งที่ให้จนท.ออกกำลังกายตอนบ่ายแก่ๆซะเถอะครับ
มันอันตรายมากนะ เด๋วก็สูญเสียกันอีกหรอก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 08 March 2017, 03:00:16 pm
Quote from: Karin Preeda on 10  June  2016, 02:33:02 pm
การวิ่งนี่ก็ช่วยให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่างเหมือนกันครับ เมื่อก่อนวิ่งไป ฟังเพลงไปให้เพลินๆ หลังๆเลิกฟังเพราะพบว่าวิ่งไปเรื่อยๆ คิดอะไรไปเรื่อยๆมันได้มากกว่าวิ่งแล้วฟังเพลงอีก  :thumbup:



ผมติดการวิ่งไป+ฟังเพลงไปด้วย มา ได้ 2 ปีแล้วครับ

วันไหนไม่ได้พกมือถือไปฟังเพลง วันนั้นจะวิ่งไม่ค่อยดี
ผมใช้เพลงที่ชอบเป็นตัวคุมจังหวะ"ระเบียบร่างกาย" น่ะครับ
ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพลงบรรเลง เร็วบ้าง ช้าบ้าง

กับตัวผมเอง พบว่าเวลาวิ่งไม่ควรคิด ถ้าวันไหนหมกมุ่นครุ่นคิดฟุ้งซ่านมันจะวิ่งไม่ค่อยออก เพราะอะไร?
อาจจะเป็นเพราะว่า การคิดไปด้วยวิ่งไปด้วย ทำให้ตัวเราหลุดจาก "ระเบียบร่างกาย" ซึ่งอันนี้สำคัญ
ระเบียบร่างกาย คือพื้นฐานของคนเล่นกีฬาทุกอย่าง ตั้งแต่ระดับสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพ
วันไหนที่ระเบียบร่างกายดี ผมจะรู้สึกว่าเล่นกีฬาได้ดี
และระเบียบร่างกายของกีฬาแต่ละอย่างก็ไม่เหมือนกัน
แต่ระเบียบร่างกายในทุกกีฬาหรือการออกกำลังกายทั้งหมด มาจากการเตรียมการที่เหมือนกันคือ..

1.การจัดท่าทางที่ถูกต้อง อันนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละชนิดกีฬา
ในนักกีฬาอาชีพอย่างเช่นพวกนักว่ายน้ำโอลิมปิกนี่ ถึงกับจัดระเบียบของ stroke กันแบบละเอียดยิบเลย
เมื่อเราได้ท่าทางที่ถูกต้องแล้ว ให้จำ stroke ของตัวเองเอาไว้
2.weight traning เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ทำงานสอดประสานกับระเบียบร่างกายของเรา
3.การทำซ้ำๆ ฝึกซ้อมบ่อยๆ จนกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของเราเกิด memory ในระเบียบร่างกาย

ในขณะที่จะเตรียมออกกำลังกาย ควรจะวางภาระทางความคิดลงก่อน
แล้วไปจดจ่อที่ระเบียบร่างกายของตัวเองให้มากๆ

แต่กลายเป็นว่า ไอเดียความคิดต่างๆ บางครั้งผมได้มาหลังจากวิ่งเสร็จแล้ว มันก็แปลกดี
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 31 May 2017, 06:42:40 pm
https://www.facebook.com/greeneryorg/posts/1882273602032686

วิ่งเยอะๆแล้วเข่าพังจริงไหม?
เรื่องนี้ตอบได้เลยตั้งแต่บรรทัดนี้ว่าไม่จริง เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าวิ่งแล้วจะทำให้เข่าพังตอนแก่
ทั้งที่จริง มันยังมีปัจจัยอื่นอีกล้านแปดที่ส่งผลต่อข้อเข่าของคนเรา และการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม
ไม่ว่าจะเล่นกีฬาที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างกอล์ฟ เรื่อยไปจนถึงกีฬาที่มีการปะทะสูงอย่างรักบี้หรือฟุตบอล
ก็ล้วนมีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้นหากว่าคุณไม่ระวัง

ที่ผ่านมาการวิ่งมักถูกมองเป็นผู้ร้ายทำลายเข่า ในขณะที่การว่ายหรือปั่นจักรยานดูจะมีภาษีดีกว่าตรงที่แรงกระแทก
หรือแรงกระทำต่อข้อเข่าน้อยกว่า เรื่องนี้เราไม่เถียงเพราะขณะวิ่งน้ำหนักตัวที่จะกระทำต่อร่างกายจะมากกว่าปกติถึง 8-10 เท่า
นั่นหมายความว่าหากคุณหนัก 60 กิโลกรัม แรงกระแทกจะสูงถึง 480-600 กิโลกรัม ฟังดูน่ากลัว
แต่กลไกในร่างกายคนเรามีระบบที่เซตไว้สำหรับการซ่อมแซมและเสริมสร้างส่วนที่ชำรุด เพียงแต่คุณต้องให้เวลา
เช่น กำหนดวันพักหรือไม่หักโหม เพื่อให้ร่างกายเยียวยาตนเอง และเสริมสร้างความแข็งแรงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาที่ออกมาหักล้างความคิดที่ว่าวิ่งมากๆ แล้วเข่าพัง
เมื่อผลการศึกษาของชาวออสเตรียที่ตีพิมพ์ลง Skeletal Radiology ระบุว่าหลังพวกเขาได้ MRI
นักวิ่งจำนวน 7 คน ก่อนและหลังการวิ่งมาราธอนปี 1997 (ห่างกัน 10 ปี)
พบว่าข้อเข่าของนักวิ่งจำนวน 6 คนไม่มีความเสียหายใหม่เกิดขึ้น
ในขณะที่นักวิ่งอีกคนที่ซึ่งเลิกวิ่งไปก่อนหน้ามีปัญหาภายในข้อเข่าหลายจุด
ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาและคำแนะนำของคุณหมอหลายท่านที่ระบุว่าการวิ่งไม่ได้ทำให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้น
หากแต่ป้องกันเข่าไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร หลังพบว่าแรงกดในข้อเข่าที่กระทำอย่างต่อเนื่อง
และเป็นจังหวะช่วยส่งน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อ ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นและอ๊อกซิเจนที่ใช้ในการสร้างและซ่อมแซมส่วนต่างๆ



ถึงไม่วิ่งก็เข่าพังได้
รวมถึงผลการศึกษาระยาวของ Standford University หลังเฝ้าติดตามกลุ่มนักวิ่งจำนวน 45 คน
และกลุ่มที่ไม่วิ่งจำนวน 53 คน ตั้งแต่ปี 1984 จนได้ข้อสรุปที่ตีพิมพ์ลง American Journal of Preventive Medicine ปี 2008 ว่าหลังผ่านไป 18 ปี มีนักวิ่งเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่ข้อเข่าเสื่อม ในขณะที่ปัญหาเดียวกันนี้เกิดกับกลุ่มคนไม่วิ่ง 32 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้บอกเราได้ว่าต่อให้คุณไม่ได้วิ่งก็มีแนวโน้มที่ข้อเข่าจะพัง
แต่การวิ่งสามารถทำให้ข้อเข่าของคุณแข็งแรงขึ้นได้ ตราบใดที่คุณไม่ทำร้ายตัวเองด้วยวิธีที่เราจะพูดถึงต่อจากนี้



ปัจจัยที่ทำให้เข่าพัง
คุณต้องอย่าลืมว่าร่างกายคนเราเหมือนรถยนต์ ใช้ไปนานๆ ย่อมเสื่อมลงตามกาลเวลา อายุจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
ยิ่งคุณอายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานต่ำลง ส่งผลให้รอบเอวขยาย
แม้คุณจะออกกำลังกายและกินเท่าเดิม ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ข้อเข่าก็ต้องรับน้ำหนักสูงขึ้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอถึงไม่แนะนำให้คนอ้วนออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือกระโดด
แต่ควรเดินเร็วให้ไขมันอยู่ในระดับปลอดภัยก่อน

อีกหนึ่งปัจจัยคือสุขภาพเข่าก่อนวิ่งของคุณเป็นอย่างไร มีส่วนไหนที่เคยฉีกขาดหรือไม่
กระดูกอ่อนผิวข้อซึ่งทำหน้าที่รับแรงกระแทกระหว่างกระดูกต้นขาและกระดูกแข้งยังใช้การได้ดีอยู่ไหม
กล้ามเนื้อต้นขาหน้าและต้นขาหลังสมดุลกันหรือเปล่า และพร้อมที่จะเผชิญศึกหนักอย่างการวิ่งมาราธอนแล้วหรือยัง
(ข้อผิดพลาดของนักวิ่งหน้าใหม่คือใจร้อน) รูปเท้าของคุณเหมาะกับการวิ่งแบบไหน ควรใส่รองเท้าประเภทใดจึงจะเหมาะสม
แล้วเทคนิคการวิ่งของคุณละ เข้าขั้นใช้ได้หรือยัง ได้วอร์มกล้ามเนื้อหรือยืดเส้นหลังวิ่งทุกครั้งไหม?
เหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณควรหาคำตอบและลงมือปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เรากล่าวแนะนำไปข้างต้นยังเป็นสิ่งที่คุณพอควบคุมได้
มีผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าโรคข้อเสื่อมถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ความเสี่ยงจึงมีมากขึ้นในหากคนในครอบครัวของคุณมีภาวะข้อเสื่อม


วิ่งอย่างเป็นสุขทำได้ไม่ยาก
ถ้าคุณเป็นนักวิ่งมือใหม่ ควรฝึกวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วงอาจเริ่มวิ่ง 15-20 นาที แล้วค่อยเพิ่มระยะเวลา
ในหนึ่งสัปดาห์แทนที่จะวิ่งหนักทุกวัน ให้แบ่งเป็นวันวิ่งเบาๆ ถึงปานกลาง ควรมีวันพักให้ทำกิจกรรมอื่นๆ
และอย่าลืมเสริมสร้างกล้ามเนื้อขาและสะโพกรวมถึงแกนกลางลำตัวด้วยเวทเทรนนิ่ง
ลงทุนกับรองเท้าวิ่งดีๆ เปลี่ยนคู่ใหม่เมื่อใช้งานครบ 500 กิโลเมตร
และที่สำคัญเราอยากให้คุณวิ่งและฟังเสียงร่างกายไปด้วยพร้อมๆ กัน
หากวิ่งแล้วเจ็บหรือปวด แนะนำว่าคุณควรพัก 2 สัปดาห์เพื่อรอดูว่าอาการ
หากแค่กล้ามเนื้อระบมก็ไม่ควรนานเกิน 3 วัน หากเกินกว่านั้นควรปรึกษาแพทย์




............



เห็นด้วยกับบทความนี้
แต่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนรองเท้าวิ่งเมื่อใช้งานไปแล้ว 500 กิโลเมตร
สมมติวิ่งทีละ 10 กิโล ก็เท่ากับใช้งานแค่ 50 ครั้งแล้วต้องซื้อคู่ใหม่หรือ?
ผมว่ามันล้างผลาญทรัพยากรโลกเกินไปแล้วล่ะ
ผมจะเปลี่ยนรองเท้าก็ต่อเมื่อมันเสียทรง พื้นสึกจนวางเท้าผิดรูป หรือกาวหลุด
ไอ่เรื่องที่ว่ายางวัสดุมันเสื่อมสภาพนี่ผมไม่เชื่อ มันน่าสงสัยว่าจะเป็นแผนการตลาดของผู้ผลิต



Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 31 May 2017, 08:46:51 pm
เคยวิ่งจนพื้นรองเท้าหลุด นั่นแหล่ะค่อยเปลี่ยนใหม่

ผมตีแบด กับวิ่ง
-ตีแบดนี่เมื่อยตัวหลายจุด

-วิ่งนี แทบไม่ปวดเมื่อยอะไรเลย แต่ความอึดนี่ช่วงนี้ไม่ได้เรื่องเลยครับ วิ่งยังไม่ถึง 2 โล สักที ใจมันท้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงวิ่งได้น้อย ก็ยังวิ่งต่อครับ อาทิตย์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย....แล่ะ ยังไม่เคยปวดเข่าแต่อย่างใดเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 18 July 2017, 07:42:51 pm
 (http://www.mx7.com/t/1c5/cKGVvz.PNG) (http://www.mx7.com/view2/zZFIkspqhNWu4nRr)

(http://www.mx7.com/t/11a/1a3syS.JPG) (http://www.mx7.com/view2/zZFJA5KMo1PkUvx1)

ใครที่ชอบออกกำลังไปด้วยฟังเพลงไปด้วย แล้วไม่ชอบใช้หูฟัง
แนะนำอันนี้เลย 1,490.-  ดีมากๆ รักเลย ยี่ห้อ Polk ซะด้วย
เสียงดีกว่าลำโพงโทรศัพท์แน่นอน
ชาร์จไฟไม่นาน ใช้งานได้ 3 ชั่วโมง

อีกอย่างเอามาเหน็บเสื้อหรือเหน็บหมวกใกล้ๆหู
จะได้ไม่ต้องเร่งเสียง
ต้องคอยเตือนตัวเองว่า เวลาอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก
อย่าเผลอเปิดเพลงดังนัก เกรงใจคนอื่น
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 18 July 2017, 07:58:53 pm
Quote from: vichien on 31  May  2017, 08:46:51 pm
-วิ่งนี แทบไม่ปวดเมื่อยอะไรเลย แต่ความอึดนี่ช่วงนี้ไม่ได้เรื่องเลยครับ วิ่งยังไม่ถึง 2 โล สักที ใจมันท้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงวิ่งได้น้อย ก็ยังวิ่งต่อครับ อาทิตย์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย....แล่ะ ยังไม่เคยปวดเข่าแต่อย่างใดเลย

ผมออกกำลังกายไปด้วย  ดู concert ไปด้วยครับ  35 นาที ช่วงเช้า
ถ้าวิ่งบน elliptical  จะได้ระยะ 4 km.
ถ้าปั่นจักรยานแม่เหล็ก จะได้ระยะ 18 km. ครับ

ไม่แน่ใจว่า หากออกไปวิ่งข้างนอก ผมจะวิ่งได้เท่าไร  เพราะมันต้องวิ่งๆหยุดๆ และ ต้องระวังสิ่งรอบตัวสารพัด
วิ่งบน elliptical นี่ ผมรักษาความเร็วได้สม่ำเสมอ  จึงไม่ได้เหนื่อยมากอะไรครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 18 July 2017, 08:20:51 pm
อย่างที่เคยบอก ผมไม่วิ่ง city run ครับ
บ้านเราอันตรายเกินว่าที่จะวิ่งแบบนั้น
เว้นแต่มีการจัดงานแข่งวิ่งที่ได้มาตรฐานจริงๆ

ผมจะวิ่งในสนามกีฬาหรือสวนสาธารณะที่มีลู่วิ่งเท่านั้น

แต่เคยลองวิ่ง city run ในญี่ปุ่นหรือยุโรป มันปลอดภัยมากครับ
คนขับรถเค้าระวังมาก แต่นักวิ่งก็ต้องเซฟตัวเองด้วย
ต้องวิ่งชิดขอบทาง และต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่าจะไปทางไหนยังไง จะไปหรือจะหยุด
ที่นั่นไม่มีหมาจรจัด และหมาที่นั่นเค้าไม่มายุ่งกะคนเลย คงจะถูกฝึกมาดี
ผมว่าถ้าหมาที่นั่นกัดคน เจ้าของคงจะโดนโทษสถานหนัก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 18 July 2017, 10:09:49 pm
Quote from: poj on 18  July  2017, 07:58:53 pm
Quote from: vichien on 31  May  2017, 08:46:51 pm
-วิ่งนี แทบไม่ปวดเมื่อยอะไรเลย แต่ความอึดนี่ช่วงนี้ไม่ได้เรื่องเลยครับ วิ่งยังไม่ถึง 2 โล สักที ใจมันท้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงวิ่งได้น้อย ก็ยังวิ่งต่อครับ อาทิตย์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย....แล่ะ ยังไม่เคยปวดเข่าแต่อย่างใดเลย

ผมออกกำลังกายไปด้วย  ดู concert ไปด้วยครับ  35 นาที ช่วงเช้า
ถ้าวิ่งบน elliptical  จะได้ระยะ 4 km.
ถ้าปั่นจักรยานแม่เหล็ก จะได้ระยะ 18 km. ครับ

ไม่แน่ใจว่า หากออกไปวิ่งข้างนอก ผมจะวิ่งได้เท่าไร  เพราะมันต้องวิ่งๆหยุดๆ และ ต้องระวังสิ่งรอบตัวสารพัด
วิ่งบน elliptical นี่ ผมรักษาความเร็วได้สม่ำเสมอ  จึงไม่ได้เหนื่อยมากอะไรครับ

จักรยานแม่เหล็ก ของผม แรกๆก้ปั่นอยู่หรอกครับ สักเดือนก็เลิก ตอนนี้แขวนผ้าอยู่ ออกมาวิ่งหน้าบ้าน ยังจะได้รับลม ดูบ้าน ดูต้นไม้ได้บ้าง
พอดีบ้านผม อยู่สุดซอย รถไม่ค่อยมี ทางตรง วิ่งไปกลับ ~700 ม. เมื่อก่อน วิ่งได้ 4-5 รอบสบายๆ ตอนนี้ 2 รอบนี่อย่างหรูเลยครับ

แต่ปรกติวันไหนไปตีแบด ช่วงที่นั่งรอผลัดเล่น ก็จะออกมาวิ่ง สัก โลสองโล คืนนั้นกลับบ้านนอนหลับยาวไปเลย
............... ....................... ...................... ........................... .........................

- น้าแฮก ลำโพงบลูธูท สั่งจาก ลาซาด้า มีป่าวเอ่ย

-555 เจ้าลำโพงล้อลากนั่น เห็นที่อมร มีวางขายตรึมเลยครับ ราคาก็ไม่แรงนัก แต่ไม่รู้จะใช้กันได้ยาวๆหรือเปล่า
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 July 2017, 02:02:51 am
ถ้าเฮียแก้วหมายถึงลำโพง โพล๊ค-บลูทูธ
ผมซื้อที่ห้าง power life (แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าของโฮมโปร)
เซ็นทรัลเทรดดิ้งเค้านำเข้ามา
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 11 October 2017, 07:17:06 pm
(http://www.mx7.com/i/2e8/wPfIu3.PNG)

ที่มักพูดกันว่า "วิ่งมากๆแล้วหัวเข่าจะเสื่อม" อันนี้ไม่จริงหรอกครับ ผมพิสูจน์แล้ว
และผมเห็นนักวิ่งที่สนามหลายคนอายุมากกว่าผมเป็นสิบปี แต่สถิติระยะวิ่งต่อปีมากกว่าผมเกินเท่าตัวซะอีก
พวกเค้ามีแต่แข็งแรงทั้งนั้น ไม่มีอาการเดินกะเผลกเลย
ถามพวกพี่นักวิ่งเค้าว่า ตั้งแต่วิ่งมามีใครเลิกวิ่งเพราะเข่าเสื่อมมั้ย?
เค้าตอบว่า "หลายสิบปีมานี้ยังไม่เห็นนะ แต่มีเลิกวิ่งเพราะสาเหตุอื่น"

บางท่านอาจจะแย้งว่า "น้ำหนักตัวเยอะ วิ่งเเล้วเข่าเสื่อมแน่"
คือถ้าวิ่งมากๆ จริงๆ น้ำหนักตัวเราจะลดลงมาถึงค่ามาตรฐานเองครับ ไม่มีใครวิ่งมากๆแล้วอ้วนขึ้นหรอก
มากๆนี่คือแค่ไหน? ผมตีเป็นว่า วิ่งเดือนละ 120-150 กม.
ถ้าน้ำหนักตัวไม่ลดถึงค่ามาตรฐาน นั่นยังไม่ถือว่า "วิ่งมากๆ" นะครับ

ที่ว่ามานี่ ไม่นับเคสที่เคยมีอาการบาดเจ็บรอบๆหัวเข่ามาก่อนนะครับ
อันนี้ไม่ต้องวิ่งหรอก แค่มีอุบัติเหตุแอ๊กซิเด้นท์ในขีวิตประจำวันซ้ำเติมนิดๆหน่อยๆก็บาดเจ็บเเล้ว

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับการวิ่งหนักๆไม่ใช่หัวเข่าครับ แต่เป็นหัวใจ
อันนี้ต้องระวัง ถ้าคิดจะออกกำลังกายไม่ว่าจะประเภทไหน ต้องเช็คหัวใจก่อนเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 November 2017, 10:20:09 pm
(http://www.mx7.com/i/2de/uHsNYL.png)

เทคนิคสำคัญสำหรับการออกกำลังกายแบบอึดทนทุกชนิด คือการหายใจ
โดยที่พยายาม "หายใจออกให้สุดปอด" เท่าที่จะทำได้
พยายามรีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากปอด ให้มากที่สุด
หลังจากหายใจออกจนสุดแล้ว ร่างกายเราจะหายใจเข้าได้มากไปเองโดยอัตโนมัติ

ก๊าซเสียที่ค้างในปอดไปแย่งพื้นที่ออกซิเจน
ทำให้หายใจไม่อิ่ม เมื่อออกซิเจนไม่พอ การสันดาปจะไม่สมบูรณ์
ไม่ต้องหายใจเข้า-ออกถี่ๆ มันไม่ช่วยนะ

จริงๆผมรู้เทคนิคนี้มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยใส่ใจ
ทีนี้มันก็จะมาถึงจุดที่ไปต่อลำบาก เหมือนจะตันๆล้าๆ
คงเป็นเพราะการหายใจที่ไม่ถูกวิธีนี่เอง ที่เป็นกำแพงขวางกั้นอยู่

มีวิธีสังเกตว่าการหายใจแบบไหนที่ผิดคือ...
ถ้าคนอื่นเค้าวิ่งตีคู่มากับเรา แล้วเค้าได้ยินเสียงหายใจของเรา หรือเห็นกิริยาอาการหายใจของเราอย่างชัดเจน
อันนี้ถือว่าหายใจผิดนะครับ ไม่ได้ช่วยให้ออกซิเจนเข้าปอดได้มากหรอก และจะยิ่งเหนื่อยเร็ว

พอปรับการหายใจจนชินแล้ว เวลาวิ่งจะดีขึ้น
สามารถคงความเร็วในระดับนั้นได้ต่อเนื่อง โดยที่ไม่เหนื่อยเกินกำลัง

ที่สำคัญมันมีผลดีต่อสภาพร่างกายหลังวิ่งอย่างชัดเจน
ถ้าหายใจแบบสมัยก่อนแล้ววิ่ง pace ระดับนี้
heart rate คงได้พุ่งกระฉุดไปค้างอยู่โซนที่ 5 ล่ะครับ แถมมีเจ็บตามส่วนต่างๆอีก


3 วันมานี้ ผมวิ่งระยะมินิในความเร็วต่ำกว่า 1 ชั่วโมง (sub 60) ติดๆกันทั้ง 3 วัน โดยที่ไม่เจ็บไม่ปวดเมื่อยเลย
ส่วนการวิ่งในระยะฮาล์ฟ จากนี้ไปคงจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย เหมือนก่อนหน้านี้

ตอนนี้ผมมองไปที่การวิ่งระยะฟูลมาราธอนล่ะครับ
ด้วยวิธีหายใจเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ที่ผมจะทำสำเร็จ
คือผมตั้งเป้าว่าอยากวิ่งจบระยะ 42.195 ในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง 15 นาที
ถ้าเวลาเกินกว่านี้ ผมไม่วิ่งหรอกครับ
เต็มที่ผมให้เวลาตัวเองไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่ง
ถ้าใช้เวลาเกินกว่านี้ ฟูลมาราธอนไม่มีความหมายสำหรับผมแล้วครับ
ถ้าจบฟูลมาราธอนในเวลา 5-6 ชั่วโมง ผมไม่เอาครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 25 December 2017, 06:21:57 pm
(http://www.mx7.com/i/084/jID7cX.jpeg)

(http://www.mx7.com/i/028/ncAqvc.jpeg)

เมื่อวานไปส่งเเม่บ้านกะเพื่อนของเค้า ไปวิ่งมินิระยะ 10 กม.บนเขาใหญ่
ผมไม่ได้สมัครหรอก ปกติไม่ชอบแข่งตามงาน ขี้เกียจไป จะลงแข่งเฉพาะขอนแก่นมาราธอนงานเดียว
(ต่อไปคงต้องจะบรรจุรายการนี้ลงในลิสต์จ๊อกกิ้งทัวร์นาเม้นท์ประจำปีแล้วล่ะ เพราะเส้นทางวิ่งวิวสวยดี ส่วนใหญ่จะวิ่งบนถนนลาดยางที่จะลงไปทางด่านฝั่งจ.ปราจีน และเป็นรายการเดียวที่วิ่งบนเขาใหญ่เพราะอุทยานเค้าจัดเอง รายได้จากงานให้เป็นสวัสดิการจนท.บนอุทยาน)

แต่ก็แต่งชุดวิ่งไปเผื่อนะ พอดีเค้ามีสมัครหน้างานก็เลยสมัครใน 5 นาทีสุดท้าย
แต่ถ้าไม่มีสมัครหน้างานหรือเบอร์วิ่งหมด ผมก็จะเป็น "นักวิ่งผี" ล่ะ วิ่งแบบไม่มีเบอร์นั่นแหละ
เพราะเส้นทางวิ่งมันฟินมาก อากาศก็บริสุทธิ์มาก(แหง๋ละ) วิ่งบนอุทยานเขาใหญ่แบบนี้มีรายการนี้อันเดียว
อยากจะลองทดสอบวิธีหายใจดูว่าโอเคไหม?

จากที่ลองปรับวิธีหายใจแล้ว คือเน้นที่การหายใจออก พยายามหายใจออกให้สุดปอดให้มากที่สุด
ปรากฎว่าดีมาก วิ่งในสภาพทางชันขึ้นเขาก็ยัง "เอาอยู่"
ถ้าหายใจไม่ดีไล่คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดไม่ดี วิ่งๆไปนี่มีสะดุดหยุดกึก
มันจะเหนื่อยมากๆจนกลไกร่างกายสั่งให้หยุดเอง

ทีนี้พอรีดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปได้มาก ออกซิเจนก็เข้าปอดได้มากขึ้นไปด้วย
เมื่อระบบการสันดาปพลังงานในร่างกาย (ที่หนักกว่าปกติ) ได้รับออกซิเจนเพียงพอ จึงวิ่งได้ต่อเนื่อง

มันก็เหนื่อยเหมือนเดิมนั่นเหละ เหนื่อยมากครับ โครตเหนื่อยเลย
ตั้งเเต่เกิดมา ยังไม่เคยเหนื่อยที่สุดแบบนี้มาก่อน 555
แต่เหนื่อยแบบคอนโทรลได้ ทำเวลาดีเหลือเชื่อ ดีกว่าตอนซ้อมบนทางระนาบซะอีก

ปล.ที่ 1 ฮาล์ฟ รุ่นอายุไม่เกิน 40 ปี เวลา 1:20
รุ่นอายุเกิน 40 ปี ที่ 1 เข้าเส้นชัยเวลา 1:40
ถือว่าเค้าทำเวลาได้โหดมากเมื่อเทียบกับเส้นทางที่สูงชันแบบนี้

ส่วนความคิดที่ว่าจะวิ่งฟูลมาราธอน ผมคิดว่าไม่เอาแล้วล่ะครับ
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองถึงขนาดนั้น มันทรมานร่างกายเกินกว่าการรักษาสุขภาพแล้ว
เสี่ยงเจ็บตัวเปล่าๆ แค่นี้ก็พอแล้ว เอาแค่ระยะฮาล์ฟนี่แหละ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 25 December 2017, 07:19:20 pm
อาทิตย์ที่แล้ว ผมวิ่ง 11.09 กม. ใช้เวลา 1.30 ชม. วิ่งในซอยหน้าบ้าน ที่วกไปวกมากลับตัวบ่อย เลยเสียเวลาไปหน่อย ถือว่าทะลุเป้าแล่ะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 25 December 2017, 07:29:16 pm
ยินดีด้วยครับเฮียแก้ว   :thumbup:

ถ้าเป้าหมายอยู่ที่การรักษาสุขภาพ
วิ่งขนาดนี้ถือว่าโอเคแล้วครับ
แนะนำว่า เพื่อจะให้ได้ผลดีต่อร่างกาย
ควรจะวิ่ง (หรือออกกำลังกายอย่างอื่น)
ไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 25 December 2017, 08:47:06 pm
ยินดีด้วยครับ   พวกเรามาออกกำลังกายกันทุกๆคนเถอะครับ
ผมเอง ไม่ได้วิ่งมากนัก  เพราะผมเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย
ที่ทำอยู่คือ   ออกกำลังกายตอนเช้า 30 นาที ด้วยการปั่นจักรยานแม่เหล็ก หรือ วิ่งบน elliptical trainer ครับ
พักวัน เสาร์ อาทิตย์   ครับ  :)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 25 December 2017, 09:46:04 pm
นอกจากวิ่งแล้ว ผมตีแบดด้วยครับ อาทิตย์ละสองวัน แต่ด้วยก๊วนที่ไปเล่นด้วย อยู่ไกล กว่าจะขับรถไป ก็เป็น ชม.ๆ ไม่ค่อยคุ้มที่จะไปบ่อยๆ

หลายเดือนก่อน ขับรถมาจอดโลตัส ตรงข้ามสนามกีฬาฯ ปทุมวัน เลยได้วิ่งแทบทุกวัน วันละ ส-3-4 กม.
แต่ตอนนี้ โลตัสดันกันไม่ให้จอดรถทั้งวัน ผมเลยกลับไปวิ่งที่บ้านตอนมืดๆแทน

จริงแรงกระตุ้นที่อยากวิ่งจริงๆ ก็มาจาก พี่ตูน ด้วยแหล่ะ เค้าทำได้ เราก้อยากทำบ้าง วิ่งสะสมกิโล แล้วโอนเงินไปร่วมด้วย

จากที่วิ่งมา ผมก็ยังว่า วิ่งแล้วไม่ค่อยเจ็บ ปวดกล้ามเนื้อ เหมือนตอนตีแบด นะครับ สบายตัว เข่า กว่ากันเยอะ
ที่แน่ๆ พวกค่าต่างๆ ตอนตรวจร่างกาย ตัวที่ไม่ดีๆ ลดลงไปเยอะมากๆ
(https://s25.postimg.org/hzpegogq7/Screenshot_20171219-210400.png)
แป่ะรูปสักหน่อย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 25 December 2017, 11:02:48 pm
ตีแบต  มันกระชากครับ    ไม่เหมือน วิ่งที่ วิ่งไปแบบสม่ำเสมอ
ผมว่า วิ่งดีกว่าครับ  ดีต่อหัวใจมากกว่า
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 December 2017, 02:34:11 pm
การออกกำลังกายเป็นกิจวัตร มันอาจจะดูน่าเบื่อ
อย่างการจ๊อกกิ้ง บางคนอาจจะคิดว่า "อะไรวะ วิ่งๆๆๆวนไปวนมา มันน่าสนุกยังไง?"

ตอนวิ่งวนๆอยู่ในสนามอาจจะเห็นผลของมันไม่ชัด
แต่ผลพวงของมัน จะไปโชว์ตอนที่เรารวมอยู่กับคนหมู่มาก เข่น งานเลี้ยงรุ่น งานแต่ง หรือไปเจอเพื่อนเก่า
มันจะโชว์ให้เห็นว่าแต่ละคนสภาพร่างกายเป็นยังไง การใช้ชีวิตของแต่ละคนเป็นยังไง?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 January 2018, 05:14:39 pm
(http://www.mx7.com/i/02d/FaUJGu.jpeg)

หลังจากไปวิ่งงานบนเขาใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าตัวเองจะเเข็งแรงกว่าเดิม
รู้สึกว่าจะเเข็งแรงกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน วันที่ผมวิ่งฮาล์ฟได้ในเวลา 1:58 ชั่วโมงซะอีก
ตอนนี้ปรากฏว่า pace เฉลี่ยในการวิ่งประจำวัน เร็วกว่าเดิม จาก 6 กว่าๆ ลงมาเหลือ 5 กว่าๆ


ตอนนี้กล้าเรียกตัวเองว่าเป็น "นักวิ่ง" ล่ะ
จากที่แต่เดิมร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ
ตอนนี้กลายเป็นอีกคนไปเลยล่ะครับ

ไม่ว่าต้นทุน (ทางกายภาพ) ของคุณจะต่ำตมแค่ไหน
คุณก็สามารถปรับพฤติกรรม เปลี่ยนมายด์เซตการใช้ชีวิตได้
เราสามารถปรับกิจวัตรประจำวันให้ร่างกายคุณกลับมาแข็งแรงขึ้น
คุณสามารถทำมันได้! และผลตอบแทนของมันช่างคุ้มค่า

คุณจะไม่กลับไปมีพฤติกรรมแบบ "ร่างพัง" อีกเลย
และนี่คือสมบัติอันล้ำค่าที่สุดในการที่จะ "อยู่เป็น"
มีเงินมากรวยมากๆยังไม่เรียกว่า "อยู่เป็น"
ต่อให้มีอิสรภาพทางการเงินแต่สุขภาพพังมันจะ "อยู่ยาก"
และที่บัดซบที่สุดคือ "ทั้งจนและร่างพัง"

เมื่อคุณทำได้แล้ว เวลาที่คุณย้อนกลับไปดูอดีต
อดีต...ก่อนที่คุณจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้สำเร็จ
คุณจะทึ่งในตัวเองว่า "เรามาถึงจุดนี้ได้ไงวะ?"

ผมเชื่อว่า...
ยิ่งร่างกายเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบ (ในขอบเขตทางกายภาพของตน) มากเท่าไหร่
ความคิดก็จะเเหลมคมดุจกัน
มันเป็นปฏิภาคแปรผันโดยตรงต่อกัน

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 19 January 2018, 07:40:31 pm
หลังปีใหม่มานี่ ผมวิ่งแทบจะทุกวันเลยครับ แต่วันนึงไม่ได้มากมายนัก อยู่ ระหว่าง 3-5 โล หรือ 5-8 โล เอง
แต่ที่สำเร็จคือ สามารถ ดึงแฟนผมให้มาวิ่งด้วยได้ครับ ขนาดลงทุนซื้อรองเท้าวิ่งให้เค้าใหม่อีกคู่ กับเสื้อกางเกง ที่คาดเอว กะอื่นๆอีก
(รองเท้าเดิมมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้มาสองสามปี พื้นมันออกจะแข็งๆ)

ตอนนี้ผมวิ่งช่วงเย็น -มืด หน้าบ้านในซอย
ส่วนแฟนผมเค้าวิ่งช่วงเช้ามืด ทั้งหน้าบ้าน กับวิ่งวนในบ้าน จับจำนวนเวลาเอา
เสาร์อาทิตย์ หากไม่มีอะไรพิเศษ ก็ไปสวนรถไฟ หรือสวนจตุจักร กันครับ

ที่นี้ลูกสาวชักเริ่มสนใจ อยากวิ่งตามแม่มันด้วย แต่ก็ยังๆติดขี้เกียจอยู่ ความเป็นไปได้ ก็น่าจะมาแจมด้วย..

ส่วนผมครั้งนี้ ค่อนข้างเอาจริง เพราะลงทุนซื้อนาฬิกาสำหรับวิ่ง แทนถือมือถือ
ถอยรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ อีกสองสามคู่ (พวกคู่มือสองก็ยังมีอีกเป็นสิบๆคู่ แต่วิ่งไม่เอาไหน ได้แต่ใส่เทียวลำลอง)

ทีนี้ทำให้เข้าใจความจริงอีกข้อ ตามที่กรูรูเค้าว่า รองเท้าวิ่ง หากอายุเกินสามปีไปแล้ว ระบบรองรับมันจะเสื่อม
ก็จริงตามที่เค้าว่าไว้ (แต่ถ้าได้มือสองมาแบบใหม่ๆ สภาพดีๆ นี่มันจะทุ่นเงินได้บานเลย...แต่ก็มักจะไม่ค่อยทันคนอื่นเค้า)

สรุป ชีวีเป็นสุขขึ้นจริงๆครับ กับการออกกำลังกาย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 20 January 2018, 10:41:47 pm
นับถือ และ ชื่นชม ทั้งสองท่านครับ 
วิ่งกันต่อไปครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 03 February 2018, 03:02:26 am
อายุปาเข้าไปเกือบครึ่งร้อยล่ะผม

ไปตรวจแล็ปมา ล่าสุดที่ไปตรวจคือเมื่อ 3 ปีก่อน
เจอค่าบ่งชี้มะเร็งตับ AFP กับค่าบ่งชี้มะเร็งลำไส้ใหญ่ CEA มันสูงขึ้นทุกปี
ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะวิ่งจ๊อกกิ้งจนติดเป็นนิสัยแล้ว แต่ค่าบ่งชี้มะเร็งช่องท้องมันก็ยังเพิ่มไม่หยุด
ก็เลยใจฝ่อ ไม่กล้าไปตรวจอีก

ผมไม่อ้วนนะ แต่จากการชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งดิจิตอลที่ใช้คำนวนดัชนีมวลกาย
ดูเหมือนจะมีไขมันช่องท้องเกินมาตรฐาน ก็ทรง "ห่วงยาง" นั่นล่ะครับมีพุงเล็กๆแต่พองาม
เค้าว่ามันลดยากมากเพราะเป็นไขมันที่เเทรกลงไปในตัวอวัยวะ ดูดออกไม่ได้ซะด้วย

มันลดยากแต่อยากจะลด เพราะคิดว่ามันคืออุปสรรคต่อการวิ่ง
และคิดว่าไอ่ไขมันช่องท้องนี่แหละคือปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง
พยายามลดไขมันช่องท้องอยู่หลายปีก็ไม่สำเร็จ
คงเป็นเพราะพยายามแบบสะเปะสะปะมั่วตั้วไปหมด

หากจะลดไขมันที่แทรกซึมในอวัยวะช่องท้อง
ออกกำลังกายหนักๆอย่างเดียวยังลดไม่ได้นะ
"เล่นใหญ่-เล่นหนัก" เกินไปก็เกิดสารพิษอะดรีนาลีนอีก เกิดอาการกล้ามเนื้อสลายตัวอีก (Rhabdomyolysis)
มันต้องปรับพฤติกรรมการการกิน-การนอนด้วย

กับอยากรู้ว่าตอนเน้ค่าบ่งชี้มะเร็งในช่องท้องมันอัพเลเวลไปถึงไหนแล้ว
เอาวะ! ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง 555
จึงตัดสินใจไปตรวจแล็ป

ปรากฏว่าดีใจยิ่งกว่าถูกหวยซะอีก
ค่าบ่งชี้มะเร็งลดลงมาจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ผมยังไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรมันถึงลดลงมาในรอบ 8 ปี)
แต่ปรากฏว่าคุณภาพเลือดกลับแย่กว่าเมื่อ 3 ปีก่อน


ผลเลือดล่าสุด ค่าน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสูง ไขมันเลว LDL สูง ไตรกลีเซอไรด์ค่อนข้างสูง
คงเป็นเพราะพักหลังบ้าเบเกอรี่ มีจัดหลังของคาวตัลหลอด ออกแนวๆ "กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่" 555
เพิ่งทราบว่าถ้าเบเกอรี่เจ้าไหนใช้เนยสดมันจะแพง ผมกินเบเกอรี่เนยสดนะ
ร้านเพื่อนผมเอง มันอร่อยฟินเว่อร์มาก แน่นอนว่าราคาไม่ถูก ซื้อมา 2-3 ชิ้น ค่อยๆละเลียดแบ่งกินหลายวัน
เพื่อนผมว่าที่มันแพงเพราะวัตถุดิบ+เครื่องมือ +เทคนิคซับซ้อน ทำขายเพราะใจรักจริงๆไม่ได้หวังรว
ทำเยอะๆก็ไม่ได้ มันใช้แรงเยอะมากขนาดว่าใช้เครื่องมือช่วยแล้ว แต่บางทีไม่สะดวกไปซื้อเบเกอรี่เนยสด
หรือจวนตัว ก็อาศัยใกล้บ้านบ้าง ร้านสะดวกซื้อบ้าง
เช่นชิ้นนึงต้องมีราคา 90up มันทำยากต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน และเสียง่าย ทั่วไปจึงเป็นเบเกอรี่ไขมันทรานส์
ไขมันเลว(เบเกอรี่ ของทอด) คือไขมันทรานส์-ที่ใส่สารกันหืน ไขมันพวกนี้ชอบไปเกาะตามผนังหลอดเลือด

ผมคิดว่านอกจากความสกปรกขอวหลอดเลือด
ไขมันเกาะอวัยวะช่องท้อง อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ heart rate เต้นในระดับที่สูงมาก
ส่งผลต่อหัวใจทำงานหนักมากขณะออกกำลังกาย ซึ่งอันตรายนะ
ต่อให้ไม่มีอาการหัวใจวายก็เถอะ แต่ในสภาวะวิกฤติ ร่างกายอาจจะผลิตสารพิษบางอย่าง เช่นอะดรีนาลีน
(แทนที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ได้เอนโดรฟีน)
การทำ new personal best แต่ได้อะดรีนาลีนแถมมา มันเป็นกิจกรรมที่ไม่ฉลาดเลย

ยังดีที่ค่าบ่งชี้มะเร็งลดลงแล้ว
คงเหลือแต่ภารกิจปรับปรุงคุณภาพของเลือดและความสะอาดของหลอดเลือด
เดี๋ยวไขมันช่องท้องคงจะลดลง ผู้รู้เค้าแนะนำว่าให้เลี่ยง...

คาร์โบไฮเดรตเลว : เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว ขนมหวาน แป้งอะไรก็ตามที่ทอดน้ำมัน(ปาล์ม) น้ำอัดลม
โปรตีนเลว : ลูกชิ้น เนื้อหมัก,รมควันที่นำไปสู่การเกิดไนโตรซามีน เบค่อน ไส้กรอก
กุนเชียง หมูแผ่น แหนม เทศกาลปิ้งย่าง อาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว
ไขมันเลว : ไขมันทรานส์ มาการีน เบเกอรี่ ไอศครีม น้ำมันปาล์ม
วิตามินเลว : ผลไม้แปรรูปแช่อิ่มที่ไม่เหลือวิตามินแล้ว
เกลือแร่เลว : อาหารโซเดียมสูง ส้มตำ แจ่วฮ้อนหม้อปลาร้า น้ำปลาหวาน น้ำพริกต่างๆ
นอนเลว : นอนน้อย,หลับแบบที่โกรทฮออร์โมนไม่หลั่ง
ของเลวๆเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับและอวัยวะช่องท้อง

วิ่งจ๊อกกิ้งมา 3-4 ปี แล้วระยะหลังๆนี่บ้าพลัง วิ่งมากกว่าแต่ก่อน
เพื่อจะไปต่อ เพื่อจะวิ่งได้อีกนานๆ จึงต้องมาวางแผนว่าทำอย่างไร
ที่จะไม่ให้กิจกรรมจ๊อกกิ้งย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง กัดกินตัวเอง ?

ช่วงนี้อาจจะต้องลดระดับความ "บ้าพลัง" ลงมาก่อน
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 03 February 2018, 07:21:18 pm
อย่ากินพวกไขมันทรานส์ครับ  เค้กนี้ เลิกกินไปได้เลยครับ  ตัวดีเลย   พวกคอฟฟี่เมท อะไรก็ด้วยครับ
ลองค้นๆดูว่า  อาหารอะไรบ้างที่มีไขมันทรานส์มาก   จะได้เลี่ยงไปเสียครับ
อย่างที่เขาบอกไว้   ถูกต้องแล้วครับ

กินปลาให้มากขึ้น พวกปลาลวกเป็นต้น หรือ อกไก่อบ  อะไรพวกนี้  กินผักเยอะๆ รับรองว่า น้ำหนักลดแน่นอนครับ  :)

แต่ผมเองก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  นานๆครั้ง ผมก็ยังทานน้ำอัดลมอยู่เสมอๆ

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 03 February 2018, 09:22:05 pm
ผมก็รู้มานานอยู่ครับว่าของพวกนี้มันไม่ดีต่อร่างกาย  :donot:
สารคดีก็ดูบ่อย เวลามีสัมนาเกี่ยวกับสุขภาพ-โภชนาการ ก็เคยไปนั่งฟัง
แต่คิดว่าได้ดูได้ฟังแล้วคงจะมีสุขภาพดี 555

คงจะต้องเปลี่ยนมายด์เซตของตัวเองซะทีล่ะครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 05 February 2018, 05:55:36 pm
หลังจากบ้าวิ่งมานี่ ผมลดมื้อเย็นลงมามาก นอนเร็วกว่าเดิมมากๆ (วิ่งเกือบทุกวัน เพลียเลยอยากนอนเร็วไปดดยปริยาย)
มื้ออาหาร ก็เน้นผักเป็นหลักเกือบทุกมื้อ อาหารอย่างอื่นก็กินปรกติ แต่พวกเบเกอร์รี่ นี่ไม่ค่อยแตะครับ (อร่อยคอต)

ผลตรวจร่างกายล่าสุด ก็อยู่ในเกณฑ์ปรกติ คอเรสเตอรัล เกินมานิดๆ การทำงานของตับ ต่ำลงตามอายุนิดหน่อย

นน.ลงไปเกือบ 2 โล แต่ดูหน้าตาดีก่าเมื่อก่อนเยอะ หน้าเรียวไม่กลม อ่ะ

....การออกกะลังกาย เปงยาวิเศษ น๊อ... :supergrin:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 05 February 2018, 10:13:21 pm
 :clap: :yahoo: :thumbup:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 09 February 2018, 06:30:22 pm
 จะมาบอกว่าผม "วิ่งจ๊อกกิ้งแบบผิดๆ" มาอย่างน้อย 2 ปีละครับ  :no:
คือสภาพร่างกายตัวเองไม่เหมาะกับ avg.pace ที่วิ่งมาตลอด 2 ปี แต่ไปฝืนมันน่ะครับ
เคยได้ยินไหมครับ...
"ยิ่งออกกำลังกายยิ่งอ้วน ยิ่งวิ่งยิ่งอ้วน ออกกำลังกายหนักขนาดนี้ทำไมเอวยังมีห่วงยางอีก
หรือทำไมยิ่งออกกำลังกายยิ่งดูโทรม?"

นั่นล่ะครับตัวผม เด๋วจะค่อยๆเรียบเรียงให้อ่าน

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 09 February 2018, 08:01:35 pm
ผมก็ว่านะ ทุนของแต่ละคนมาไม่เท่ากัน เคยคิดไปไปฟูลมาราธอน แต่ที่ผ่านมา เดือนกว่าๆ นี่ แค่วิ่งครบ 10 โล เพลส 8-9 ก็แย่แล้ว
เทียบกับที่ช่วงแรกๆ ที่ วิ่งวันละ 3-5 โล หรือครั้งหนึ่งให้ได้ สัก 30 นาที นี่ผมว่ากำลังดี นอนหลับง่าย ไม่เพลียไม่ล้า เมื่อเทียบกับที่วิ่งมากกิโล

ผมว่า ผมน่าจะวกกลับไปจุดเดิมที่สบายตัวดีกว่า คือวิ่งน้อย แต่ทำได้บ่อยๆ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 09 February 2018, 11:09:14 pm
ถูกต้องครับเฮีย
คือมันขึ้นกับสภาพร่างกายของบุคคล ซึ่งจะมีขีดจำกัดของแต่ละคนอยู่
ถ้า "เล่นใหญ่" เกินตัวไปมันคือการ "ทำร้ายตัวเอง"
ความพยายามออกกำลังกายรักษาสุขภาพต่างๆที่ผ่านๆมา ก็จะสูญเปล่า และติดลบในที่สุด

ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี่ ผมยังคิดว่าตัวเอง "เเข็งแรงขึ้นกว่าเดิม" อยู่เลย คิดว่า "มาถูกทางแล้ว"
วิ่งได้เร็วขึ้น-อึดทนมากขึ้น ความเร็วเฉลี่ยจาก avg.pace 6 กว่าๆลดลงมาเหลือ 5-6

จริงๆแล้วผมฝืนตัวเองน่ะครับ ดัชนีมวลกายของผม(ในตอนนี้)ไม่เหมาะกับ pace 5-6
กราฟสถิติการวิ่งมันฟ้อง และผมคิดว่าคงจะฝืนตัวเองมาไม่ต่ำกว่า 1 ปีล่ะครับ
แต่ผมถอดรหัส,ไขปริศนาของมันไม่ออกเอง เอาแต่เพ่งเล็งอยู่กับเรื่องของความเร็ว,ระยะทาง


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 09 February 2018, 11:58:29 pm
ผมเข้าใจว่า...

1.คนเราเมื่อกินอาหารเข้าไป ร่างกายจะย่อยแล้วลำเลียงไปที่ตับเพื่อสร้างไกลโคเจน เเล้วจึงค่อยๆสลายมาใช้อีกที

2.ถ้าปริมาณไกลโคเจนสะสมเต็มความจุของตับ ร่างกายจะเอาสารอาหารไปสร้างเป็นชั้นไขมันเก็บไว้สำรอง

3.แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งที่มาจากอาหารมื้อล่าสุด กำลังเดินทางจากลำไส้เล็กไปรอคิวสร้างไกลโคเจนที่ตับ

4.ยังมีอาหารอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในกระเเสเลือดในรูปกลูโคสที่ถูกนำไปส่งตามเซลล์ต่างๆ
จะมีกลูโคสบางส่วนถูกเก็บสะสมไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อ

สรุปว่าในร่างกายเรามีทั้งหมด 4 แหล่งพลังงาน อันดับ 1.คือไม่เร่งด่วนเป็นกิจวัตรปกติ
อันดับ 4 คือด่วนมากๆรอไม่ได้แม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
การใช้พลังงานจะได้จากแหล่งไหน? ขึ้นอยู่กับความหนักและความเร่งด่วนของกิจกรรมที่เราทำ
ถ้าเร่งด่วนสุดๆ ต้องเอาพลังงานจากอันดับที่ 4 มาใช้ก่อน
แล้วจึงค่อยเสริมพลังงานจากแหล่งอื่นๆ ที่มีความเร่งด่วนน้อยกว่าอีกที

ราวๆนี้ล่ะครับ ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา อิๆ...เอ๊ย! มะช่ายๆๆๆ...ไม่น่าจะผิดไปจากนี้สักกี่มากน้อยล่ะครับ 555


ด้วยการทำงานของร่างกายคนเรามันซับซ้อนมาก ราวกับว่าร่างกายเราเป็นจักรวาลย่อส่วนกันเลย
การจะไปดูว่าขณะนี้ จักรวาลย่อส่วนของเรา ที่มีเป็นหมื่นๆล้านเซลล์เนี่ย
มันกำลังมีกระบวนการรับ/จ่ายพลังงานแบบไหน? มันทำได้ยากมาก

แต่มีการค้นพบว่า อัตราการเต้นหัวใจ พอจะทำให้เราจับสังเกตได้ว่าขณะนั้นร่างกายใช้พลังงานจากแหล่งไหน?


ผมใช้นาฬิกาวัด HR ประกอบการวิ่งมา 1 ปี เห็นแท่งกราฟแบ่งโซน HR
ทีแรกก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นรูปธรรมว่าหลังจากวิ่งว่าสภาพหัวใจเราทำงานยังไง
แต่ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมัน ใช้ไม่กี่ครั้งผมก็เฉยๆกับกราฟโซน HR
มัวเเต่ไปสนใจที่สถิติความเร็ว,ระยะทางที่วิ่ง

คิดว่ามันก็แค่บอกให้รู้ว่าเราไม่หัวใจวายง่ายๆหรอก
หลังจากลองเสียตังค์ซื้อนาฬิกาวัด HR แล้ว เสียค่าออฟชั่นใช้งานโหมดวัด HR ใน endomondo ปีละพันไปแล้ว
ใช้ไปไม่กี่ครั้งผมก็ถอดทิ้งไว้ที่บ้านล่ะครับ คือพอจะรู้คร่าวๆเเล้วว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงต่อหัวใจวาย เพราะหลังวิ่งเสร็จชีพจรก็เข้าสู่ปกติแล้ว ถ้าชีพจรยังเร็วต่อเนื่องแม้ออกกำลังกายเสร็จนานแล้ว นั่นแหละอันตราย ซึ่งชีพจรผมไม่ได้เป็นงั้น ก็คงจะไม่มีอะไรล่ะมั้ง

ถึงยังไง ผมก็ยังคงมีความสงสัยบางอย่างจากการดูกราฟวัด HR
มันรบกวนจิตใจผมตลอด ผมพยายามขบปริศนาอันนี้มาเป็นปี
แล้วผมก็กลับเอานาฬิกามาใส่วิ่งอีก ไหนๆมีอุกรณ์วัดแล้วก็ใช้กันไป

ลึกๆแล้วผมรู้สึกว่า...บางที...ผมอาจจะ "วิ่งผิด"?

แม้ว่าผมจะไม่หัวใจวาย วิ่งเสร็จสักพักไม่กี่นาที อัตราการเต้นหัวใจก็เข้าสู่ภาวะปกติ
ผมเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า...ถ้าเราออกกำลังกายหนักเกินโหลด ถึงแม้ว่าหัวใจเรายังคง "เอาอยู่"
แต่ก็อาจจะมีอันตรายต่อร่างกายในรูปแบบอื่นๆได้อีก

ผมจึงขอถอนคำพูดเคยเคยบอกไว้ว่า
"ออกกำลังกายจนถึงจุดวิกฤติที่พอทนได้ร่างกายจะหลั่งสารอายุวัฒนะออกมา" ขอถอนคำพูดนะครับ
มันไม่มีหรอกครับ ไอ่ยาอายุวัฒนะแบบนั้นน่ะ
ในภาวะวิกฤติอย่างนั้น จะมีก็แต่ฮอร์โมนพิษอะดรีนาลีนล่ะครับ
ซึ่งจะทำให้ระบบร่างกายมีความเป็นกรดสูง
อันตรายมาก เสี่ยงต่ออาการไตวาย-ตับวายเฉียบพลัน
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 01:29:21 am
มีนักวิจัยพบว่า...ระดับอัตราเต้นหัวใจคนเราเเบ่งโซนๆ ไปตามลำดับความหนักของกิจกรรม
โซน HR ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันขึ้นกับ เพศ อายุ น้ำหนักตัว

ผมใช้นาฬิกาวัด HR เมื่อ sync กับ app endomondo มันแบ่งออกมาเป็น 6 โซน
ที่โครตงงคือสงสัยว่าทำไมเค้าจึงนิยามว่า HR โซนกลางๆ ว่าเป็น fat burning?
และเมื่อดูกราฟ HR ประกอบ ผมจึงเห็นว่าในวันที่วิ่งแบบเหนื่อยสุดๆ กลับเบิร์นไขมันออกไป น้อยกว่าวิ่งที่วิ่งช้ากว่าซะอีก...ทำไม?

ราวๆครึ่งเดือนที่ผ่านมา เมื่อผมฉุกคิดได้
จึงลองบรูณาการแหล่งพลังงานต่างๆในร่างกาย เข้ากับกราฟโซน HR เขื่อมโยงเข้าด้วยกัน ผมจึงเข้าใจตามนี้...

โซน 0,1 เบิร์นกลูโคสในเลือด เบิร์นไกลโคเจนในตับ...กิจวัตรประจำวัน

โซน 2 เบิร์นชั้นไขมันสะสม...การใช้กำลังที่มากขึ้น

โซน 3 เบิร์นสารอาหารมื้อล่าสุด...ออกกำลังกายแบบ aerobic ต้องใช้ออกซิเจนเยอะๆเพื่อมาสันดาปอาหารมื้อล่าสุด

โซน 4 เบิร์นกลูโคสในกล้ามเนื้อ เบิร์นเส้นใยกล้ามเนื้อตัวเอง...ออกกำลังกายแบบ anaerobic
เอากล้ามเนื้อมาใช้แบบเร่งด่วนสุดๆ ไม่ต้องรอใช้ออกซิเจนมาสันดาปพลังงานแล้ว ตั้งเเต่โซนนี้คือการทำร้ายตัวเอง

โซน 5 หัวใจวาย ไตทำงานหนักเพราะพิษจากการเบิร์นตัวเอง มีอะดรีนาลีนหลั่งออกมาจากอาการบาดเจ็บ

กุญแจที่จะไปไขเอาชั้นไขมันสะสมออกมาเบิร์นคือ "ออกกำลังกายคุม HR ให้อยู่ในโซน fat burning"
หากออกกำลังจน HRหลุดโซนนี้ จะเป็นการเบิร์นพลังงานจากแหล่งอื่นๆแทนการเบิร์นชั้นไขมัน

คุณลุงคุณป้าคุยกันในสนามกีฬา น้ำหนักตัวของทั้ง 2 เลยเกณฑ์สุขภาพดีไปเยอะ
ได้ยินเค้าคุยกันว่า...
"เธอจะเดินกี่รอบ"
"วันนี้อากาศดีเดินสัก 4 รอบไปเลย"

ถามว่าทั้ง 2 คนเบิร์นไขมันไปเท่าไหร่? ยังตอบไม่ได้
อาจจะไม่ได้เบิร์นไขมันเลยแม้แต่แคลอรี่เดียว เพราะเดินๆก็ไปแวะหยุดคุยกับคนรู้จักไปทั่ว
เท่ากับว่าวันนั้นคุณลุงคุณป้าได้เจอพรรคพวกหลายคน แต่ "เหนื่อยฟรี" ...ฮา
เราจะต้องไปดู HR คุณลุงคุณป้าว่าอยู่ในโซน fat burn รึเปล่าและนานเท่าไหร่?
ถ้า HR ไม่อยู่ในโซนนี้ จะเดินกี่รอบเถอะ ช้าไปหรือเร็วไป มันแทบจะไม่มีผลต่อการเบิร์นชั้นไขมันเลย

กรณีที่ออกกำลังกายหนักมาก จนเลยไปถึงโซน anaerobic กล้ามเนื้อจะเสียหายบางส่วน
ถ้าฟื้นฟูไม่ดี(โภชนการ+กายภาพบำบัด) จะเกิดโยโย่จากการออกกำลังกายที่หนักเกินโหลด
ยิ่งวิ่งยิ่งอ้วน ยิ่งวิ่งยิ่งโทรม เพราะกล้ามเนื้อลดลง ตัวช่วยเก็บอาหารลดลง ตัวที่จะมาเบิร์นกินไขมันลดลง

อันที่จริงเค้านิยามแท่งกราฟเอาไว้แล้ว ว่าแต่ละโซนมันมีกิจกรรมลักษณะไหน?
เพียงแต่ผมไขปริศามันไม่ออกเอง อิๆ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 01:45:09 am
(http://www.mx7.com/i/0d8/sCQewA.jpeg)

ดูจากกราฟ HR โซน fatburning ใน app endomondo คือเเท่งสีฟ้า
การวิ่งโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ของผม จะได้แท่งกราฟออกมาแนวๆนี้ล่ะครับ แท่งสีฟ้าค่อนข้างต่ำ แท่งสีเขียว,สีส้มค่อนข้างสูง
แปลกใจว่า..ทำไมวิ่งเร็ววิ่งเยอะขนาดนี้แล้ว ยังไม่ค่อยเบิร์นไขมันช่องท้องวะ?
app มันเพี้ยนล่ะสิ 555หรือว่าเราวิ่งยังไม่หนักพอ? คือคิดจะวิ่งให้มากกว่านี้ไปอีก คิดไปถึงขนาดนั้น

กับมีความสงสัยว่า..ทำไมเค้ากำหนดโซน fat burning ที่ค่ากลางๆของลำดับความเร็วการเต้นของหัวใจ?
ต้องเป็นโซนระดับสูงสุดสิ ถึงจะเบิร์นไขมันได้ดี

อีกอย่างผมมาจับสังเกตได้ว่า หลังๆพอกินข้าวเสร็จนี่ถึงกับต้องเลื่อนรูเข็มขัดออกมากันเลย
ผมว่า...มันไม่ใช่ละ!
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 01:53:56 am
ความสงสัยมันถึงจุดพีคสุด ในวันที่ผมวิ่งบนอุทยานเขาใหญ่นั่นล่ะครับ
หลังจากเข้าเส้นชัยในเวลาที่ดี และปลื้มกับสถิติของตัวเองแล้ว
แต่พอเปิด app มาดูกราฟแท่งโซน HR  ผมถึงกับอึ้ง...

(http://www.mx7.com/i/230/lizj8c.jpeg)

เมื่อคำนิยามของแท่งกราฟเป็นไปตามนี้...

โซน 0,1 เบิร์นกลูโคสในกระเเสเลือ เบิร์นไกลโคเจนในตับ
โซน 2 เบิร์นชั้นไขมัน
โซน 3 เบิร์นอาหารที่เพิ่งย่อย
โซน 4-5 เบิร์นไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อ เบิร์นกล้ามเนื้อตัวเอง

วันนั้น เป็นวันที่ผมวิ่งไกลกว่า เร็วกว่าเวลาซ้อมซะอีก เหนื่อยมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
เส้นทางวิ่งสูงชันมากกว่าปกติที่เคยวิ่ง รู้สึกเหนื่อยกว่าปกติมากๆ วิ่งยาก กังวลว่าจะเป็นตะคริว
ผมจิบน้ำเป็นระยๆ แต่พอราวๆกิโลเมตรที่ 14 เริ่มไม่ค่อยจิบน้ำละ คิดว่าตัวเองรับน้ำพอแล้ว
เกิดมีอาการตะคริวเล็กน้อยที่กิโลเมตรที่ 17 แต่ยังคงฝืนวิ่งต่อไปจนเข้าเส้นชัย

ผมเคี่ยวเข็ญตัวเองจนทำเวลาได้ดีพอๆกับวิ่งทางราบ เวลาซ้อมยังไม่ดีขนาดนี้เลย นานๆทีจึงจะทำได้ดีแบบนี้
แต่กลับเป็นว่า "ไม่มีการสร้างพลังงานจากการเผาผลาญชั้นไขมันที่สะสมในร่างกายเลย"
HR กระโดดไปโซน aerobic~anaerobic อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มแข่ง

อีกทั้งมีช่วงเวลาค่อนข้างยาวนานที่ร่างกายอยู่ในโซน anaerobic และโซนระดับสูงสุดที่อาจจะหัวใจวายได้
ที่แน่ๆตอนนั้นไตต้องทำงานอย่างหนัก  ...น่าจะเป็นไปได้ว่า อาจจะมีกล้ามเนื้อบางส่วนเสียหายจากการเบิร์นตัวเอง
และต้องมีสารพิษอะดรีนาลีนหลั่งออกมาบ้างแน่ๆ อันเกิดจากภาวะวิกฤตแท่งกราฟสีแดง...ที่ผมสร้างขึ้นมาเอง!

มันน่าเจ็บใจอีตรงที่ ชั้นไขมันในร่างกายยังคงอยู่เหมือนเดิม ทั้งๆที่เหนื่อยแทบตาย
แถมกล้ามเนื้อหลังจากวิ่งเสร็จก็ลดลงไปอีก เพราะกล้ามเนื้อเบิร์นตัวเองไปสร้างพลังงานแบบเร่งด่วนสุดๆ
กราฟผลการวิ่งที่เขาใหญ่มันฟ้องว่า สภาพกล้ามเนื้อของผมยังไม่แข็งแรงทัดเทียมกับสภาพของสนามวิ่ง
HR เข้าไปอยู่ในโซนอันตรายได้ง่ายและนานมาก

สถิติดีที่ผมได้มา มันใช้พลังงานจากการ "เบิร์นตัวเอง" 555
เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย

ผมทำเวลาดี แต่ผมแพ้ให้กับสภาพสนามบนอุทยานเขาใหญ่
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 02:35:51 am
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมจึงเปลี่ยนวิธีวิ่งใหม่ กราฟแสดงให้เห็นว่าผมมีไขมันสะสมมากเกินไป
และไขมันสะสมที่ว่า ยังเป็น "ไขมันเลว" ปะปนอยู่ในนั้นเป็นอันมาก...ตามผลเเล็ปเลือดที่ผมตรวจมา
ผมเปลี่ยนเป้าหมายจากที่วิ่งเน้นสถิติ เป็นเน้นลีนเอาไขมันส่วนเกินออกไปให้มากที่สุด ลดไขมันสะสมเพิ่มมวลกล้าม
ถ้าผมทำถูกวิธี ต่อไปผมอาจจะวิ่งได้เร็ว โดยที่ HR แทบจะไม่เข้าไปอยู่ในโซน anaerobic เลย

เมื่อทดลองวิ่งแบบสบายๆ แค่ 9 กิโล มันกลับเบิร์นไขมันสะสมออกไปได้มหาศาล
ทำได้ง่ายๆ สดชื่นกว่าเดิม ไม่เหนื่อยไม่โหย เพราะเราจะได้พลังงานจากการเบิร์นไขมันมาใช้อีกระยะหนึ่ง
ยังมีแรงไปทำกิจกรรมอื่นๆได้ด้วย เเต่เราต้องมีกุญแจไขเซฟชั้นไขมันนะ
การออกกำลังกายแบบนี้ คือที่เค้าเรียกว่าแนว cardio นั่นเอง

ออกกำลังแบบนี้แค่ครั้งละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
มันจะเป็นการเบรคกระบวนการสะสมไขมันที่ล้นเกิน
แล้วเราจะไม่กลับไปอ้วนอีกเลย



นั่นคือผมจะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าวันนั้นหากผมวิ่งเร็ว แต่มีแท่งกราฟสีส้มกับสีแดงโผล่ขึ้นมา
นั่นเท่ากับว่าวันนั้นผม "แพ้ภัยตัวเอง"

ความเร็วและระยะทางวิ่งที่มาก ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอกครับ.

(http://www.mx7.com/i/265/w52oIV.png)

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 04:12:38 am
ผมคิดว่า HR โซน fat burn คร่าวๆของแต่ละคนคือชีพจรปกติเท่าไหร่ ก็คูณ 2
คนที่เหนื่อยง่าย ก็ลดไป 10 ครั้ง/นาที
คนที่ค่อนข้างเเข็งแรง อาจจะบวกเพิ่มไปอีกไม่เกิน 10 ครั้ง/นาที
ผมคิดว่า fat burn มันคือการออกกำลังกายเราที่ต้อง "ใส่ใจ" ให้มากกว่าปกติ
คือไม่ใช่เอาสมาธิไปจดจ่อกับเรื่องอื่น...เดินไปคุยไป

ออกกำลังเสร็จเหงื่อซึมๆพอเปียก แต่ไม่ถึงกับเปียกโชก
และหลังจากออกกำลังเสร็จ จะต้องไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆ แต่อาจจะรู้สึกเมื่อยตึงๆบ้าง

ถ้าเข้าสู่โซน areobic เราจะไม่ค่อยได้ลดไขมันสะสม
แต่สิ่งที่เราจะได้จากโซน aerobic คือ เราจะได้หัวใจที่แข็งแรง ปอดที่เเข็งแรง
เม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวของเราจะสูงกว่าปกติ ภูมิต้านทานเชื้อโรคจะดี ไม่ป่วยติดเชื้อง่ายๆ

สรุปโซนที่มีประโยชน์คือโซน fat burn กับ โซน aerobic
พยายามคุมโซนให้อยู่ในช่วงนี้ นาฬิกาวัด HR จึงมีความจำเป็น มันช่วยเราจับสังเกตได้

ส่วน anaerobic อย่างๆเราจะเจอกับมันตอนที่เราไปแข่งนั่นล่ะครับ
หรือวันไหนนึกอยากจะ "เล่นใหญ่โชว์สาวๆ" ขึ้นมา อิๆ

สังเกตว่าทำไมเวลาเราไปเเข่งตามงาน เราจึงวิ่งได้ดี
ในแบบที่ ถ้าเป็นตอนซ้อมเราจะวิ่งได้ไม่ดีเหมือนวันแข่ง
เพราะเราฝืนวิ่ง จนไปถึงจุดที่ร่างกายเอาพลังงานจากการเบิร์นกล้ามเนื้อมาใช้นั่นเอง
แบบว่าอารมณ์มันพาไปน่ะครับ มีแรงฮึดกว่าปกติ 555
นานๆครั้งพอได้ ถือว่าแข่งสนุกๆทดสอบตัวเอง แข่งเสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับมาฟื้นฟูตัวเองพักผ่อนเยอะๆ

แต่ถ้าออกกำลังกายจน HR ไปอยู่โซน anaerobic บ่อยๆไม่ดีหรอก
หากฟื้นฟูไม่ถึงจริงๆ มันจะ "กินตัวเอง" ไปเรื่อยๆ

นอกจากค่าโซน HR ของแต่ละคนจะไม่ค่อยเหมือนกันแล้ว มันยังไม่ค่อยจะคงที่อีกด้วย
ช่วงที่เราพยายามลีนไขมันสะสมออก เราจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระค่อนข้างมาก
ต้องชั่งน้ำหนักตัวเองบ่อยๆ และอัพเดทค่าน้ำหนักของเราที่อยู่ในนาฬิกาหรือใน app เป็นระยะๆ

ถ้าหุ่นเราลีนกว่าเดิม เราจะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมโดยที่ไม่เหนื่อย
อย่างผม ต่อไปผมอาจจะต้องวิ่งให้เร็วขึ้น มากกว่าการวิ่งเหยาะๆ
HR ผมจึงจะไปอยู่โซน fat burn
นั่นแสดงว่าสภาพร่างกายผมแข็งแรงขึ้น.
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 10 February 2018, 04:24:09 am
อีกนิดนึง
แม้การออกกำลังกายให้อยู่ในโซน fat burn จะปลอดภัยต่อร่างกาย
และไม่ได้ต้องการใช้ก๊าซออกซิเจนในการสันดาปมากกว่าปกติ หายใจแบบปกติยังได้

แต่ควรจะฝึกการหายใจจับสโตรคให้สัมพันธ์กับระเบียบร่างกายของเราให้ชิน ตั้งแต่ HR ยังอยู่ในโซน fat burn
และสร้างนิสัยว่า ต้องดื่มน้ำล่วงหน้าให้พอ เพื่อชิงตัดหน้า ดักอาการขาดน้ำไม่ให้มันเกิดขึ้น
วันไหนอยากออกกำลังแบบ anerobic ก็จะง่าย
แต่ถ้าเราหายใจไม่ดี สโตรคสะเปะสะปะ มันจะเหนื่อยมาก
แล้ว HR จะกระโดดข้ามจาก fat burn aerobic ไปโซน anaerobic อย่างรวดเร็ว แบบที่เราไม่ทันรู้ตัว

ที่ห้ามขาดน้ำ เราควรจิบน้ำบ่อยๆ อย่าคิดว่ามันเสียเวลา หรือยังไม่กระหาย
พอถึงเวลากระหายน้ำ มันจะเลยช่วงที่ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนไปแล้วระยะหนึ่ง
อาการกระหายน้ำ มันคือสัญญาณเตือนว่า "เราวิกฤติเเล้ว ตอนนี้ร่างกายกำลังขาดออกซิเจน"
อีกอย่างคือ...เลือดจะหนืดข้นยิ่งขึ้น หัวใจก็ต้องปั๊มเลือดที่หนืดข้น
HR ก็จะกระโดดไปโซน anaerobic ได้ง่ายอีก

สุดท้ายคือ "ต้องคุมอาหาร" ด้วย
"คุม" ไม่ได้หมายความว่าอดอาหาร
แต่ "โภชนาการต้องถึง" หลีกเลี่ยงอาหารเลวต่างๆ มันจะทำให้ร่างลีนไขมันได้ยาก
เมื่อลีนเอาไขมันเลวออกไปแล้ว อย่าเอามันกลับเข้ามาใส่ตัวอีก
และควรนอนหลับให้เพียงพอ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 13 February 2018, 04:36:15 pm
อ่าวๆ เฮียแอ็ก ผมนึกว่าเฮียวิ่งเริ่มจาก zone 2 มาก่อน แล้วค่อยขยับๆขึ้นไปถึงปัจจุบัน นี่ถ้าผมอึดได้แบบเฮียนี่ ลง fb. กันทั่วไปเลย

จริงๆ zone 2 นี่ผมก็เพิ่งรู้จักมาได้ เดือนสองเดือนมานี่เอง ก็จากในเวบนี่แหล่ะ แล่ะที่แน่ๆ เห็นผลชงัด แต่ก็ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะผมก็ยังไม่ได้ลองเทส
ตัวเองเองว่า hr สูงสุดผมอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ เพราะที่เอา 220-อาย ตัวเอง ผมว่ามันน้อยไป คือ 220-54 = 166 ผมเลยตั้งที่ การ์มิน 35 ไว้ที่ 170 เพราะ
ตั้งแต่ถอย 35 มา เคย hr สูงเกิน 170 ไปบ้าง

ทีนี้เจ้า hr zone ผมนี่ ขนาดวิ่งเหยาะๆ ก้าวหนึ่งไม่เกิน 20 เซ็นต์ เคยตั้งไว้ zone 2 นาฬิกา ม๊านน ก็ยังร้องเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าเกิน zone 2 ตอนหลัง
ผมชักรำคาญ เลยปิดแจ้งเตือน แล่ะไม่ตั้งมัน ใช้ประสาทสัมผัสตัวเราเองเป็นเกณฑ์ (จากที่ลองวิ่ง zone 2 มาสักสองสามครั้ง น่าจะพอรู้เสต็ป ตัวเราเองพอ)

วิ่งไม่เร็วมา หรืออยู่ใน zone 2 - zone 3 นี่เห็นผลมากๆ อย่างวันก่อน วิ่งไปน่าจะแค่ 5 โลเอง ก่อนวิ่ง ชั่ง นน. ได้ 72 หลังวิ่ง มาชั่ง เหลือ 70 โล เอง...วาวๆๆ
ตั้งแต่ กลาง ธันวา-60 ถึง วันนี้ 13 มกรา 61  นน. จาก ~ 72.5 เหลือ 70 คงที่ อาทิตย์ที่แล้ว วิ่งแบบเฉื่อยๆ ชั่งได้ 68-69 ด้วยนะ

แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ลอมื้ออาหารเลยนะครับ กินปรกติ เพียงแต่ มื้อเย็น กินน้อยลง ลดแป้ง เน้นผักสีเขียว แล่ะที่สำคัยสุดๆ คือ ลดการนอน ดึก ครับ
สมัยก่อนที่ บ้าฟังเพลง นอนหลังเที่ยงคืนประจำ ...ตอนนี้หรือ  555 สามทุุ่มกว่า หลังจากวิ่งเสร็จ ~ 2ทุุ่มกว่าๆ ก็ง่วงแย่แล่ว นอนไม่เกิน 5 ทุ่ม
ตื่นมา ไม่มึนๆ ตื่นมาอาการดี (ปรกติ ตี3 ตี4 ก็ตื่นรู้สึกตัวแล้ว แต่แค่นอนต่อจนถึง 6 โมง)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 13 February 2018, 07:45:06 pm
เฮียแก้วปฏิบัติตัวดีกว่า,ถูกต้องกว่าผมซะอีกนะครับ ผมนี่ "มีแต่แรง" จิงๆ
ที่ผ่านมา ผมเข้าใจผิดหลายอย่าง ทรมานตัวเองไปกว่า 2 ปีล่ะครับ
โชคดีที่ยังฉุกคิดได้ พลิกเอาความผิดพลาดมาปรับเปลี่ยนมายด์เซตตัวเองได้

ผมอาจจะเหมือนกับหลายๆคน คือเคส "ยิ่งวิ่งยิ่งอ้วน"
ทีแรกจากที่วิ่งได้เเค่ 3 โล พอพยายามถึงระดับวิ่งได้ครั้งละ 6 โล
ช่วงนั้นผมคงจะวิ่งโซน 2 ล่ะครับ(สมัยนั้นยังไม่รู้จักวัด HR และยังราคาแพง ใหญ่เทอะทะ)

แต่เมื่อ 1-2 ปีมานี่ล่ะครับ ที่ผมวิ่งผ่านโซน 2 fat burn ไปโซนที่สูงกว่าอย่างรวดเร็วเกินไป
หลายๆครั้งผมฝืนจน HR ตัวเองเลยไปโซน anaerobic ที่มันใช้พลังงานจากการเบิร์นกล้ามเนื้อตัวเอง
ยังเข้าใจผิดว่าตัวเองวิ่ง jogging คือความเร็วที่เกินโซน fat burn มันไม่ใช่ jogging ละ
มันคือ running ต่างหาก

ไม่ใช่ว่าผมวิ่ง pace เฉลี่ย 6-5 ปลายๆ แค่วันสองวัน
หลายปีก่อนนี้ ผมก็เคยวิ่งเฉลี่ย pace 6 แต่วิ่งแล้วเจ็บไปอีก 1 สัปดาห์ 555
พอวิ่งจนอยู่ตัว วิ่งเร็วจนได้ pace 6 แบบไม่เจ็บ ก็คิดว่าตัวเองคงอัพเลเวลไปอีกสเต็ปแล้วกระมัง

เมื่อนั้นผมจึงวิ่งติดๆกันเกือบทุกวัน วิ่งติดๆกัน 8 วันบ้าง 10 วันบ้าง
ที่ผมฝืนวิ่งมาได้เป็นปีเนี่ย คิดว่าคงเพราะผมจับสโตรคการหายใจได้ค่อนข้างดี กับระเบียบร่างกายค่อนข้างดี
แต่ค่าดัชนีมวลกายของผม...ยังไม่เหมาะกับที่ pace เฉลี่ย 6 นั่นคือต่อให้ระเบียบร่างกายดี สโตรคดี
แต่ "สภาพร่างกายไม่ถึง" ก็จะเกินโหลดตัวเองล่ะครับ จึงเกิดอาการกล้ามเนื้อสลาย Rhabdomyolysis สะสมนั่นเอง
ร่างกายซ่อมแซมยังไม่เสร็จดีเลย วันรุ่งขึ้นเอาอีกแระ เรียกว่า "ลัดขั้นตอน" นั่นแหละ

อาการบ่งชี้ว่าออกกำลังกายหนักเกินโหลดอีกอันหนึ่งคือ "นอนไม่หลับ"
แทนที่จะออกกำลังกายเสร็จ มีสารเอนโดรฟีนหลั่ง ช่วยให้ผ่อนคลายหลับสบาย
กลายเป็นว่าตาค้าง ประสาทตื่นตัวเหมือนดื่มสารชูกำลัง
นั่นแสดงว่า "เล่นหนัก" เกินไปแล้ว ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนออกมา...ก็นั่นล่ะครับ

อิๆจะว่าไป อย่าว่าแต่ผมเลยที่เข้าใจผิดในเรื่องลดน้ำหนัก/ออกกำลังกาย
แม้แต่ สสส. ก็ยังเข้าใจผิด และที่ว่า "แกว่งแขนลดพุง" แกว่งทั้งวันพุงก็ไม่ลดหรอกครับ
เพราะ HR ไปไม่ถึงโซน fat burning
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 15 February 2018, 08:08:02 pm
ข้างบน เฮียแฮ็ค เขียนได้ละเอียดๆมากๆครับ

ช่วงนี้ผมลองเปลี่ยนเวลาวิ่ง จากมืดๆ มาเป็น ตีห้า ได้ สองสามวันแล้วครับ แต่ก้วิ่งได้ ชม. นิดๆเอง เพราะก็ต้องอาบน้ำไปทำงานต่อ
อืมม อากาศเย็นๆ วิ่งแบบมืดๆ ไม่เลวแฮะ จากที่คิดจะทำมานานอยู่หลายอาทิตย์แล้ว เมื่อวันวานเพิ่งตื่นมาทำได้สักที

ถามหน่อย ทำมไมเฮียแฮ็ก ไม่ลงฟูลฯ กับเค้าหล่ะครับ อึด เร็ว ขนาดนี้ จบฟูลฯได้สบายๆ ผมว่ามันจะสุดยอดมากๆเลยนะครับ
เป้าผมช่วงนี้ ของฮ้าฟฯ ดูๆแล้วท่าจะยาก แต่ถ้าฝืนๆแบบให้จบแบบเวลาแตะ 3 ชม.กว่า ก็น่าจะได้อยู่...อิอิ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 15 February 2018, 08:30:04 pm
Quote from: vichien on 15  February  2018, 08:08:02 pm

ถามหน่อย ทำมไมเฮียแฮ็ก ไม่ลงฟูลฯ กับเค้าหล่ะครับ อึด เร็ว ขนาดนี้ จบฟูลฯได้สบายๆ ผมว่ามันจะสุดยอดมากๆเลยนะครับ
เป้าผมช่วงนี้ ของฮ้าฟฯ ดูๆแล้วท่าจะยาก แต่ถ้าฝืนๆแบบให้จบแบบเวลาแตะ 3 ชม.กว่า ก็น่าจะได้อยู่...อิอิ


@เฮียแก้ว...จากการทดลองปรับการวิ่งมา 5-6 ครั้งพบว่า
ถ้าจะ "วิ่งเพื่อรักษาสุขภาพ" ควรจะวิ่ง(หรือออกกำลังกายอื่นๆ) ราวๆ 1 ชั่วโมง เกินได้นิดหน่อย
ไม่ควรวิ่งติดกันทุกวัน สัปดาห์ละ 3-4 วันก็พอแล้ว
อาจจะเป็น วิ่งโซน 2 fat burn = 40 นาที วิ่งโซน 3 aerobic = 20 นาที

ถ้าจะวิ่งโซน 2 เพื่อเน้นเบิร์นไขมัน
ผมพบว่า ในครึ่งเวลาหลังควรจะวิ่งให้ช้ากว่าครึ่งแรกอีกนิดนึง เพื่อไม่ให้หลุดโซน
ถ้าหุ่นเฟิร์มกระชับดีแล้ว ให้เพิ่มสัดส่วนเวลาไปที่โซน 3 เยอะๆ
แต่พยายามอย่าเข้าไปในโซน 4 anaerobic (อาจจะมีได้บ้างนิดหน่อย)

ปัจจัยที่ทำให้ HR กระโดดไปโซนสูงๆคืออากาศร้อน ฉะนั้นวิ่งเช้าจึงดี
เพราะเวลาเราวิ่งแบบ aerobic ในสภาพอากาศที่ไม่ร้อนมาก HR จะไม่ขึ้นไปถึงโซน anaerobic ได้ง่ายๆ

ผมคิดว่า จริงๆแล้วใครๆก็วิ่งฟูลมาราธอนได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า...
"ร่างกายลีนไขมันสะสมส่วนเกินออกไปจนร่างกายเฟิร์มกระชับ มีมวลกล้ามเนื้อที่ดี และมีการฟื้นฟูร่างกายไม่ว่าจะเป็นตอนแข่งหรือซ้อม-ที่ดีพอ" อีกอย่างคือตลอดเวลาที่วิ่งฟูลมาราธอน ไม่ควรมีสภาพอากาศที่ร้อนเกินกว่า 25 องศา เมื่อดูจากปัจจัยต่างๆแล้ว ผมคิดว่า อย่าวิ่งไกลถึงขนาดนั้นเลย ในบางครั้งการวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน-ที่ระยะทางลดลงมาครึ่งนึง-ก็อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ
เพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก...ที่มันจะกลายเป็นการทรมานตัวเอง วิ่งเกินโหลดตัวเอง

นั่นหมายความว่า ผู้คนในสังคมวิ่ง~ออกกำลังกาย
บางคนกำลังส่งสัญญาณผิดๆออกไป
และมีหลายคนที่ได้รับสัญญาณ(ผิดๆ) พยายามจะทำอย่างนั้น

ถึงแม้ว่าคนเราจะมีศักยภาพวิ่งไกลถึงฟูลมาราธอนได้ก็ตาม
แต่ผมว่า...ไม่จำเป็น!
ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองจนเป็นมาราธอนเนอร์ ไม่ต้องเป็นไอร่อนเเมนไตรกีฬา เราก็สามารถจะมีสุขภาพที่ดีได้
ไอ่ "มาราธอนแรก" เนี่ย อย่าไปตามกระแสมากนะครับ
อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดก็เป็นได้

การวิ่งมันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอกครับ (ปั่นจักรยานทางไกลๆ หรือไตรกีฬาก็เหมือนกัน)
อย่าไปให้ความสำคัญกับ pace และระยะทางกันมากนักเลย ไม่ดีหรอก
ควรสนใจว่า ขณะวิ่งหรือออกกำลังกาย HR ของเราไปอยู่ในโซน anaerobic มากเกินไปไหม?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 15 February 2018, 09:28:37 pm
เห็นด้วยครับ  ผมเองก็วิ่งบนเครื่องไปแค่วันละ 4 กม. เองครับ
แค่รู้สึกว่า ทำให้ตัวเอง แข็งแรงก็พอ   ไม่ได้คิดจะทำระยะให้มากขึ้นเลยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 16 February 2018, 07:48:32 pm
เห็นด้วยตามเฮียแฮ้ก กับ คุณพจน์ ครับ ออกกำลังกายให้อยู่ในวิสัย ไม่เกินตัว จะดีสุดครับ (ตามอายุเรา ณ ตอนนี้)

แต่ที่นี้ เป้า ที่ผมวางไว้ เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะพยายาม วิ่งให้มากสุด ที่ ฮ้าฟฯ สักครั้ง คงขอลองสักครั้งหล่ะครับ ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันใหม่

เมื่อวานก็ลองกดไป ที่ 8โลครึ่ง โดย โลครึ่งหลัง นี่เน้น โซน 2 เป็นหลักครับ เช็ค hr ก็อยู่ในเรท ไม่น่ากิน
เมื่อเช้าก็แวะวิ่ง สวนลุม วิ่งโซน 2 วิ่งไป 2 โล เรท hr ก็อยู่ในโซนดีครับ (ไม่ได้แค็ปรูปเอาไว้)
(https://s25.postimg.org/mosywir0f/IMG_20180216_113631.jpg)
อันนี้ปฏิทิน ..วิ่งมันเกือบทุกวัน แต่ไม่โหมเกินตัว

(https://s25.postimg.org/498hz4567/Screenshot_20180216-101232.png)
(https://s25.postimg.org/fychn2of3/Screenshot_20180216-101647.png)
อันนี้เมื่อคืน สองโลหลัง ก่อนรอบสุดท้าย เร่งฝีเท้าขึ้นมาหน่อย แล้วจบที่โซน 2 โลครึ่ง...ว่าจะต่อให้ครบ 10 โล..แต่พอดีกว่า



Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 16 February 2018, 11:38:27 pm
สุดยอดมากเลยครับเฮียแก้ว  :dribble:
กลายเป็นว่า ผมต้องมาลอกการบ้านเฮียแก้วซะเเระ 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 18 February 2018, 03:26:22 am
เยี่ยมเลยครับ  :cheer:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 18 February 2018, 07:27:13 pm
อิๆ...จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิ่งท่านอื่นๆ
สรุปว่า โครงสร้างร่างกายของผมก่อนปรับการวิ่ง
เค้าจัดอยู่ในประเภท "หมูแข็งแรง" อ่ะครับ 555
มวลกล้ามเนื้อลดลงจาก over training  เปอร์เซนต์ไขมันเพิ่มขึ้น
(ยิ่งวิ่ง-ยิ่งอ้วน)

มีนักวิ่งรุ่นอาวุโส เเนะนำวิธีลดน้ำหนักแบบ Intermittent Fasting
คือการอดอาหารแบบยาวนานระหว่าง 12-16 ชั่วโมง โดยกินมื้อสุดท้ายไม่เกินบ่าย 2 โมง
เข้านอน 3 ทุ่มไม่เกิน 4 ทุ่ม แล้วตื่นเช้าไปออกกำลังกาย กลับจากออกกำลังกายค่อยกินอาหาร
มันคือการ"จำลองการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ยุคหิน"
การออกกำลังกายตอนเช้า เปรียบเหมือนกับเราทำตัวเป็นมนุษย์ยุคหิน
ที่ต้องออกไปล่าสัตว์ให้ได้ก่อน วันนั้นจึงจะมีอาหารกิน เค้าแนะนำอย่างนี้...

"ก่อนจะพูดเรื่อง IF
คงต้องพูดเรื่องในร่างกายคนเรามีฮอร์โมนสำคัญอยู่สองตัว
1. อินซูลิน ทำหน้าที่นำเอาสิ่งที่เรากินไปเก็บสะสมเป็นไกลโคเจน
และไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน
2. โกรท ฮอร์โมน ทำหน้าที่ดึงไขมันสะสมออกมาใช้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
และซ่อมแซมส่วนต่างๆ มีประโยชน์มหาศาลแต่ลดน้อยลงตามวัย

และไอ้สองตัวนี่มันเหมือนเป็นศัตรูกันครับ กล่าวคือ
เมื่ออินซูลินทำงาน โกรทจะหยุด
เมื่อโกรททำงาน อินซูลินจะหยุด

ดังนั้น Intermittent Fasting จึงเป็นวิธี "เล่น" กับฮอร์โมนสองตัวนี้
คือการพยายามหยุดการทำงานของอินซูลิน และเรียกโกรทออกมาทำงาน

อินซูลินปกติมันก็อยู่ของมันเงียบๆครับ
แต่เมื่อใดที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น (กินอาหาร) อินซูลินจะโผล่พรวดออกมาอาละวาด
ไล่จับแป้งจับน้ำตาลที่กินเข้าไปนำไปเก็บสะสมทันที

ส่วนโกรท (บางคนเรียกน้ำพุแห่งความเยาว์วัย) จะออกมา
ก็ต่อเมื่อไม่มีอินซูลินเดินกร่างอยู่ในร่างกายครับ

ทีนี้เราจะใช้โกรทแสนวิเศษนี้ได้อย่างไร?
ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า ต้องหยุดอินซูลินครับ !

และการหยุดอินซูลินได้ก็คือ -ต้องหยุดกินอาหาร-
ซึ่งระยะเวลาที่อินซูลินออกมาวาดลวดลาย
คือนับแต่อาหารตกถึงกระเพาะ จนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้กินเวลาราว 4-5 ชั่วโมง ! กว่าอินซูลินจะหยุด

เชื่อว่าหลายคนกินน้อยแต่กินจุบกินจิบทั้งวัน
ยังไงโกรทไม่มีโอกาสเห็นเดือนเห็นตะวันแน่ๆ
เพราะคุณพี่เล่นกระตุ้นอินซูลินตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น IF จึงเป็นการอดอาหาร (ยกเว้นน้ำเปล่า หรืออะไรก็ได้ที่ 0 แคล)
อย่างน้อย 16 ชั่วโมง เพื่อให้โกรทออกมาทำงานอย่างเต็มที่
และกำหนดเวลากินมากสุดภายใน 8 ชั่วโมง
โดยกินทุกอย่างได้ตามปกติ
แต่พยายามอย่าให้กินเกินอัตราเผาผลาญแคลลอรี่ประจำวันของตนเอง"

: มิตรสหายท่านหนึ่ง

วันนี้ผมจึงลองทำแบบผสมผสาน ใช้วิธี IF ควบคู่กับการวิ่งจ๊อกกิ้งในโซน fat burning

(http://up.gunhotnews.com/?img=51518932855.png)

(http://up.gunhotnews.com/?img=141518932707.png)

ผมจับสังเกตได้ว่า...ตัวเองแข็งแรงกว่าเมื่อ 4 ปีก่อน
(อิๆ จะไม่ให้เเข็งแรงได้ไง ก็พี่วิ่งซะขนาดเน้ 555)

ผมยังจำการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกในชีวิตได้ เมื่อ 4 ปีก่อน
ผมวิ่งฮาล์ฟทำเวลาได้เท่ากับวันนี้แหละ
จำได้ว่าครึ่งทางหลังเนี่ยเหนื่อยหอบสุดๆ
กม.สุดท้ายเป็นตะคริว วิ่งเสร็จนี่เดี้ยงไปหลายวันกันเลย
ตอนนั้นยังไม่มีนาฬิกาวัด HR หรือใช้ app อะไรทั้งนั้น วิ่งมันดุ่ยๆนี่แหละ
วันนั้นผมคงจะทำความเร็วที่ pace เฉลี่ย 7 กว่าๆ
แต่ผมคิดว่า HR คงจะกระโดดไปจมแช่อยู่ในโซน anaerobic นานๆแน่ๆเลย (ตะคริว)

ในขณะที่วันนี้ HR อยู่แค่โซน fat burning เท่านั้น
และ HR ของผมไม่กระโดดเข้าไม่อยู่ในโซน anaerobic เลย
ไม่มีแท่งกราฟสีส้มและสีแดงเลย ไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆ

นั่นแสดงว่าตัวผมแข็งแรงขึ้น
วันนี้ วิ่งเสร็จแล้วสบายตัวมากๆ
วิ่งไปด้วย ชมนกชมไม้ไปด้วย ชิลๆไม่เหนื่อยเลย

ก็หมายความว่าที่ผมวิ่งมา 3-4 ปีก็ไม่ถึงกับเหนื่อยฟรีไปซะทั้งหมด
อย่างน้อยก็ไม่ป่วยเป็นไข้หวัดง่ายๆ กับหัวใจ,การสูบฉีดโลหิตที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

ต่อไปนี้จะเน้นการลีนไขมันที่สะสมในร่างกาย เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
กับคอยระวังไม่ให้ HR เข้าไปอยู่ในโซน anaerobic นานจนเกินไป
เรื่อง pace เวลาดีๆนี่ เอาไว้ทีหลังสุดเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 20 February 2018, 03:26:17 pm
วันอาทิตย์ กลับจากไปกินข้าวกับครอบครัว เย็น วิ่งไม่ไหว จุกๆ เลยวิ่งเมื่อวานแทนจากเป้า ฮ้าฟฯ สรุป ยังไม่ไหวครับ 6 โลกว่าๆ ก็อขหยุดก่อนดีกว่า
(จริงๆ ต่ออีกได้ แต่พอดี เหงื่อมันเริ่มไหลลงไปที่รองเท้าแล้ว รองเท้าใหม่ครับ เลยรีบหยุด อิอิ....)

สรุปว่า สำหรับผมน่ะ วิ่งในระยะ 3-8 กม. นี่กำลังดี รุ่งขึ้นอีกวัน สบายๆ หรือย่างมาก เว้นระยะ วิ่งเกิน 10 โล บ้างเดือนละครั้งสองครั้ง
ก็พอได้ แต่การจะไปถึงฮ้าฟฯ หรือ ฟูลฯ คงต้องเก็บความอึดต่อไปครับ ยังไม่ใช่ช่วงนี้

ช่วงนี้เน้นที่ วิ่งเพลสปรกติ 7 กว่าๆ สลับ จ็อกกิ้ง zone 2 ผมว่าเฟิร์มกว่าเยอะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 20 February 2018, 09:49:20 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=251519112029.jpeg)

จากการสุ่มวิ่งหาพิกัดมาหลายวัน
พบว่าการวิ่งเพื่อลีนเอาไขมันสะสมออกไป ที่เหมาะสำหรับผมคือ...

ไปวิ่งสนามลู่ synthectic เวลาเช้า วิ่งเหยาะๆ pace เฉลี่ย 7 กว่าๆ (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 2 รอบสนาม)
ใช้เวลาวิ่งครั้งละ 45 นาที ความถี่ในการวิ่งคือ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
ส่วนวันที่ไม่ได้ออกไปวิ่ง จะพยายามเล่นกายบริหาร เช่น กล้ามเเขนกล้ามท้อง รวมๆกัน 20-30 นาที

ผมคงต้องปรับสภาพ-ฟื้นฟูร่างกายแบบนี้ต่อไปอีกราวๆ 3-4 เดือนล่ะครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 21 February 2018, 08:26:12 pm
Quoteไปวิ่งสนามลู่ synthectic เวลาเช้า วิ่งเหยาะๆ pace เฉลี่ย 7 กว่าๆ (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 2 รอบสนาม)

เฮียวิ่งยังไงเนี่ย เหยาะๆ เพลส 7  กับผมนี่ เกือบถือว่า จั้มๆ เลยนิ วันก่อนวิ่ง กม./7 นาทีกว่าๆ ได้แค่ 3-4 โลเอง แล้วก็ต้องผ่อนลงมา ที่ 8 กว่า-9 นาที

จิบน้ำ เนี่ย กับผมนี่ วิ่ง ครบ 10 โลกว่าๆ ก็ยังไม่ได้จิบสักแอ่ะเลย แถมวิ่งเสร็จ ก็เดินกายบริหารต่อ อีกอย่างน้อย ก็ 1/2 ชม. แล้วค่อยเข้าบ้านซดน้ำ
ไม่รู้ปฏิบัติผิด อะไรหรือเปล่า แต่ก็ทำแบบนี้มาเป็นประจำแล้ว
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 22 February 2018, 03:47:12 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=231519263006.jpeg)

เฮียแก้ว เวลาวิ่งอย่าให้ขาดน้ำนะครับ

น้ำเปล่าคือตัวป้องกันไม่ให้ HR เรากระโดดไปโซน anaerobic ได้ง่ายๆ
วิ่ง 10 กิโลรวดเดียวไม่หยุดดื่มน้ำ ไม่ดีหรอกครับ ถ้าวิ่งเสร็จเเล้วฉี่เหลือง ไม่ดีล่ะครับ
แต่ก่อนผมก็วิ่งทีละ 10 กิโลรวดนี่ล่ะครับ มันทำให้ครึ่งทางหลัง HR ผมไปจมแช่อยู่ในโซน anaerobic เสมอๆ

ผมพบว่าถ้าจะเบิร์นไขมันสะสมให้ได้เยอะๆ ควรจะวิ่งให้อยู่ในโซน fat burn ที่ค่อนไปทางโซน aerobic
กิโลเมตรแรก ผมจึงทำความเร็วให้ไปอยู่ในโซน aerobic ก่อน แล้วค่อยลดความเร็วลงมานิดนึง
HR ก็จะอยู่ในโซน fat burn ได้นานๆ กับแวะดื่มน้ำทีละอึกทุกๆ 1 กิโล

ช่วงนี้ผมจะวิ่งครั้งละ 5-6 กิโลพอแระ

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 23 February 2018, 10:45:44 pm
แวะมาเก็บความรู้จากพี่ๆครับ  :D

ผมวิ่งเกืองทุกวันเลยครับ weight ด้วยเล็กน้อย และเคยลดน้ำหนักโดยใช้ IF ด้วยเหมือนกันครับ ได้ผลดีมากๆเลยครับ

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 24 February 2018, 01:43:27 am
ผมแอบเอากระทู้นี้ไปแชร์ที่ FB.ผมแล้วน่ะครับ น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่หันมาวิ่งกันแบบถูกวิธี ไมช้ำร่างกาย นะครับเฮียแฮ็ก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 24 February 2018, 12:55:23 pm
ยินดีมากเลยครับเฮียแก้ว ถือว่าทำบุญละกันครับ
นี้ผมฉุกคิดได้เเล้วดีใจมากๆที่ออกจากวงจรอุบาทว์ได้ ก็บอกต่อปากเปล่าไปหลายสิบคนล่ะครับ
หลายๆคนได้ยินแล้วถึงกับอึ้ง

ผมคิดว่าตัวผมไม่น่าจะเข้าใจผิดในเรื่องโซน anaerobic นะครับ
ช่วยกันเตือนให้นักวิ่งนักออกกำลังกายใส่ใจสภาวะ anaerobic ให้มาก ดีกว่ายุให้วิ่งเร็วๆไกลๆอวดสถิติกัน
ยิ่งบ้านเรากำลังจะเข้าสู่หน้าร้อนกันแล้ว เอาแต่วิ่งๆๆโดยไม่สนใจ HR
แทนที่จะมีสุขภาพดี มันจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเองได้

สงสัยอยู่ว่าทำไมวงการกีฬาไม่พูดถึงสภาวะ anaerobic ให้มากกว่านี้?
ปล่อยให้ผมวิ่งแบบโง่ๆอยู่ได้ตั้ง 2 ปี  :dizzy:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 24 February 2018, 07:58:56 pm
Quote from: leeteng on 23  February  2018, 10:45:44 pm
แวะมาเก็บความรู้จากพี่ๆครับ  :D

ผมวิ่งเกืองทุกวันเลยครับ weight ด้วยเล็กน้อย และเคยลดน้ำหนักโดยใช้ IF ด้วยเหมือนกันครับ ได้ผลดีมากๆเลยครับ



ผมเพิ่งรู้จัก Intermittent Fasting ได้ไม่ถึง 10 วันเองครับ
นั่นคือ...จริงๆแล้วผมก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการออกกำลังกายซักเท่าไหร่หรอกครับ

คุณ leeteng ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยน
ขอความรู้ด้วยครับ ตอนนี้ผมสนใจมากๆ
มันมีทริคอะไรไหม? โดยเฉพาะตอนเริ่มหัดอดแบบ IF ใหม่ๆ
กับเทคนิคการเล่นเวทสร้างกล้ามเนื้อพองาม แบบไม่ต้องให้กล้ามใหญ่เกินพอดี(เล่นไม่ไหว)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 25 February 2018, 01:38:53 am
IF นี่ถ้าทำได้สักอาทิตย์ นน.น่าจะหายไปหลาย แต่ผมนี่ถ้าจะยาก เพราะวิ่งเสร็จ ขนาดจะพยายามกินให้น้อย แต่ก็อดไม่ค่อยได้สักที ขอทริคด้วยครับน้าลีเต็ง
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 25 February 2018, 01:22:14 pm
มีช่วงนึงที่ผมรู้สึกตัวว่าอ้วนมากครับคือหนักถึง 85 กก แล้วพฤติกรรมการกินคือแย่มากครับ จัดเต็ม ดินของหวาน อาการมันบ่อยมาก ผมเลยตัดสินใจไปวิ่งตอนเช้าครับ ผลคือช่วงแรกผมวิ่งไม่ค่อยได้ครับเพราะร่างกายไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ผมก็เลยใช้ IF ช่วยคือ จะงดอาหารหลังเที่ยงครับ ช่วงเย็น จะหิวบ้างวันสองวันแรก เหมือนตอนบวชครับ เข้านอนราวๆ 3-4 ทุ่มหลังจากนั้นจะไม่หิวครับ ผมจะทานครั้งแรกหลังจากกลับมาจากวิ่งราวๆ 8 โมง ทำ if ได้ราว 20 ชม ครับ มี item แนะนำเหมือนกันครับคือ บุก กินบุกแทนข้าวจะทำให้อิ่มนานกว่าและไม่หิวช่วงเย็นได้ครับ
ผลคือ น้ำหนักลดลงเร็วมากครับ และถ้าเล่นเวทด้วย ด้วยวงจรนี้ผมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงและใหญ่ขึ้นเร็วครับ ถ้าเทียบกับสมัยเรียนที่ผมเล่นกีฬา และเล่นเวท
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 26 February 2018, 02:13:36 am
ลอกการบ้านเฮียลี่เต็งล่ะครับ  :supergrin:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 26 February 2018, 04:20:58 pm
เมืาอวานทำได้วันนึงแล่ะ วิ่งเสร็จช่วง 2 ทุ่มครึ่ง กินแต่ผลไม้+น้ำ

แต่ที่กลัวกว่าคือ เกิดช่วงไหน ขี้เกียจๆ ทั้งวิ่ง และออกกำลังกาย มันจะกลับมากิน นอน เหมือนเดิม
แล้วก็กลับไปอ้วนฉุเหมือนเดิมนี่แหล่ะครับ...ง่ายเสียด้วยสิ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 27 February 2018, 07:06:55 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=11519707174.png)

จบไป 1 วันเต็มๆ สำหรับเมื่อวาน กับการทำ Intermittent Fasting

ก็ไม่ได้หิวมากมายอะไรนะ
จะทำได้สำเร็จรึเปล่า ผมว่าอยู่ที่มายด์เซตของเรานะครับ
คือต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเองก่อนเลย
ไม่งั้นเอาแต่อดอาหารดุ่ยๆเฉยๆจะรู้สึกว่าฝืนตัวเองและไม่มีแรงผลักดัน

เมื่อวานนี้กินมื้อสุดท้ายบ่ายโมง พอ 6 โมงเย็นไปวิ่งโซน fat burn 8 กม.
กลับบ้านมายก dumbbell กับ sit up ต่ออีกนิดหน่อย

เริ่มง่วงนอน 3 ทุ่มครึ่ง
ซึ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่วิ่งเสร็จแล้วตาค้างนอนไม่หลับ
ทั้งๆที่เพลีย (ตาค้างเพราะมีอะดรีนาลีนหลั่งออกมา)

ตอนเช้าออกไปล่าสัตว์จ๊อกกิ้งอีก 6 กม.
(เลียนแบบชีวิตของมนุษย์ถ้ำที่ต้องออกไปหาอาหารถึงจะได้กิน) เริ่มกินวันนี้ตอน 8 โมงเช้า
มื้อสุดท้ายของวันนี้ที่จะกินคือ...บ่ายโมง

เมื่อเช้าเห็นน้องผญ.คนนึงใส่รองเท้า Five Fingers วิ่งด้วยอ่ะ
เป็นรองเท้าวิ่งแบบ 5 นิ้ว พื้นรองเท้าแบนเหมือนรองเท้าแตะ
เวลาวิ่งจะเหมือนย่องๆเขย่งๆ ดูน้องวิ่งแข็งแรงใช้ได้เลย
เค้าว่าใส่แล้วเหมือนวิ่งเท้าเปล่า แต่ราคาโหดมาก 5-6 พัน
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 02 March 2018, 05:37:15 pm
ตอนนี้ นน. ต่ำกว่า 70 เหลือ 69 แล่ะ
วันนี้ก้เพิงสมัครวิ่ง รายการแรกไปงานนึง  " Brooks Run For Wild 2018 " โดยดึงแฟนผมไปเป็นเพื่อนด้วย ระยะ 14k มีทาง เทรลเล็ก ~4 กม.ด้วย
ดูแล้ว วิว ทิวทัศน์สวยน่าวิ่งดี แถมร่วมทำบุญช่วยสัตว์ ด้วย เลยจัดไป แต่ที่รู้ข่าวเพราะ ใช้รองเท้าเค้าอยู่ด้วย brooks น่ะครับ

วิ่ง 1 กค. มีเวลาเตรียมตัว ตั้ง 4 เดือน ของผมคงไม่กระไร แต่กับแฟนผม นี่ครั้งแรกของเค้า ผมหล่ะกลัวเพ่แก จะเบี้ยวเอา
https://www.facebook.com/BrooksRunForTheWild2018/?hc_ref=ARTPKFoZxDbQmmHHM4VzF3768W-x9v7xk9B0RIgsNnSl6w7aMuMo1XmUBxfuAwZLRbw

ปล. การวอร์มอัพ ก่อนวิ่ง นี่เห็นผล วันก่อนวอร์มจนเหนื่อย พอเริ่มวิ่งจริงนี่ ไปได้ไกล เหนื่อยแต่ทนได้ ค่าเฉลี่ย hr ก็ไม่สูงมากเหมือนแต่ก่อน
ทั้งๆที่วิ่งเร็วในช่วง 3-4 กม.แรก แล้วค่อยๆผ่อนละงมาทีละเสต็บ จน zone 2 รวมๆ ก็วิ่งไป 6 กม. อยู่ในช่วงสบายๆตัว
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 03 March 2018, 09:21:44 pm
ผมทำ IF ครบ 7 วันล่ะครับ
รู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าร่างกายได้ฟื้นสภาพตัวเอง จากที่เคยวิ่งจนร่างพังเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

สมดุลร่างกายกลับคืนมา  พอ 3 ทุ่มจะง่วงนอนแระ ไม่ถึง 4 ทุ่มนี่หลับไปแล้ว
ตื่นมาตี 3-4 แบบได้นอนเต็มอิ่ม ไม่มีสะลึมสะลือ ได้เวลามาอ่านหนังสือเงียบๆก่อนไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้า
และเริ่มจะมีมัดกล้ามต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้วครับ


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 04 March 2018, 03:17:39 pm
Quote from: Hexaphonic on 03  March  2018, 09:21:44 pm
ผมทำ IF ครบ 7 วันล่ะครับ
รู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าร่างกายได้ฟื้นสภาพตัวเอง จากที่เคยวิ่งจนร่างพังเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

สมดุลร่างกายกลับคืนมา  พอ 3 ทุ่มจะง่วงนอนแระ ไม่ถึง 4 ทุ่มนี่หลับไปแล้ว
ตื่นมาตี 3-4 แบบได้นอนเต็มอิ่ม ไม่มีสะลึมสะลือ ได้เวลามาอ่านหนังสือเงียบๆก่อนไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้า
และเริ่มจะมีมัดกล้ามต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้วครับ


แจ่มมมมเลยครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 06 March 2018, 05:29:59 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=271520305684.jpeg)

อิๆ ได้มีหุ่นลีนกะเค้าบ้างล่ะครับ  :filrt:
ไม่น่าเชื่อว่าทำ IF แค่ไม่กี่วัน ตัวผมเองจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่ากับความอ้วนของตัวเองและของคนอื่นๆ...
...ไขมันห่วงยาง พุงใหญ่ๆตัวตันๆ เซลลูไลท์ คางสองชั้น หัวล้าน กรดไหลย้อน นอนไม่หลับ...ฯลฯ
เหล่านี้ มันเป็นอะไรที่ยากเกินกว่าจะควบคุม พยายามก็เเล้วแต่ไม่เคยสำเร็จ ต้องจำใจอยู่กับมัน

นี่รู้สึกว่า เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจระบบการรับ-จ่าย-เผาผลาญพลังงานในร่างกายทั้งหมด
ทำให้ผมสามารถควบคุมมันได้ เล่นสนุกกับมันได้



Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 06 March 2018, 05:35:37 pm
มีคนทักผมหลายคนละว่า "ไปทำอะไรมาถึงได้ดูตัวเล็กลง?"
ทั้งๆที่ก็ตัวเล็กอยู่แล้ว ผมบอกไปว่า...

1.ปรับการวิ่ง จากระดับ running (หมกมุ่นกับ pace)
ลดลงมาเหลือระดับ jogging (เหยาะๆชิลๆ)

2.ทำ Intermittent Fasting คือวิกาละโภชนาวิรัติ
กินมื้อสุดท้ายของวัน ไม่เกินบ่าย 2

พอได้ยินคำว่า Fast อันแปลว่า "อด" เท่านั้นเเหละ เห็นค้านกันยกใหญ่ พวกเค้าไม่เห็นด้วยกับข้อนี้
หลายคนทักท้วงว่า ศีลข้อนี้เหมาะกับพระ แต่ไม่เหมาะกับฆราวาสหรอ
เราชาวบ้านต้อง "หาเช้ากินค่ำ" ไม่ใช่มีแต่กวาดลานวัด เช็ดศาลานะ เรายังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ
อดข้าว 16 ชั่วโมงไม่ไหวหรอก มันสุดโต่งเกินไป!

ถ้าตีความว่า Fast = อด
มันจะมีนัยยะว่าทรมานตัวเอง แต่ให้ลองคิดแบบนี้ดู...

อันว่าระบบการทำงานในร่างกาย ผมคิดว่ามันมี 2 แบบคือ

กลุ่มอวัยวะที่ต้องทำงานต่อเนื่องไม่หยุด ถ้าหยุดคือตาย
นี้ได้แก่ตับ ไต หัวใจ ปอด

กับอีกพวกหนึ่ง ที่ควรจะทำงานเป็นคาบเวลา ถ้าทำงานต่อเนื่องยาวนานเกินไป
อาจจะเป็นอันตรายในระยะยาวได้ เช่นระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย มัดกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็นตามร่างกาย

ทีนี้ถ้าเรากิน 3 มื้อ ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ถ้ากินเช้า-กลางวัน
ก็เท่ากับคาบเวลาของระบบย่อย = 6 ชั่วโมง + เวลาย่อยมื้อสุดท้าย 2 ชั่วโมง = 8 ชั่วโมง

ถ้ากินมื้อเย็น ก็เท่าระบบย่อยได้พักงานแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น
ถ้ากิน 6 โมงเย็น ต้องรอจนกว่า 2 ทุ่ม ระบบย่อยจึงจะได้พักอีกครั้ง
ถามว่าแล้วตั้งแต่ 2 ทุ่ม - เช้าอีกวัน ระบบย่อยก็ได้พักแล้ว ไม่พอหรือ?
ตอบว่าพอนะ กับ 10 ชั่วโมงที่ได้พัก แต่มื้อเย็นจะไปรบกวนการทำงานของโกรทฮอร์โมนไง!

สมมติ ถ้ากินมื้อเที่ยงคำสุดท้ายเที่ยงตรง กว่ามื้อเที่ยงจะย่อยหมด
กว่าอาหารคำสุดท้ายจะออกจากลำไส้เล็ก(ระบบย่อย) ไปสู่ลำไส้ใหญ่(ระบบขับถ่าย) ก็ต้องมี 2 ชั่วโมง
ก็คือระบบย่อยจะเสร็จงานมื้อเที่ยงเอาก็ตอนบ่าย 2 นั่นแหละ

ถ้ากินมื้อเย็น 6 โมงเย็น กว่าระบบย่อยจะเสร็จงานก็ 2 ทุ่มล่ะครับ
อันว่ามีฮอร์โมน 2 ตัวที่ทำงานตรงกันข้ามกันอยู่ คืออินซูลิน กับโกรทฮอร์โมน
อินซูลินจะออกมาเมื่อระบบย่อยทำงาน โกรทฮอร์โมนจะออกเมื่อในกระเเสเลือดไม่มีอินซูลิน
นั่นคือระบบย่อยต้องหยุดทำงานไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง และโกรทฮอร์โมนจะทำงานได้ดีที่สุดคือช่วง 3-5 ทุ่ม

ดังนั้นการกินมื้อเย็น จึงกระชั้นชิดกับการทำงานของโกรทฮอร์โมนมากเกินไป
มีความเป็นไปได้มากที่ระบบย่อยจะยังทำงานไม่เสร็จ
อินซูลินยังคงมีตกค้างอยู่ในกระแสเลือด อินซูลินจะไปยับยั้ง,กดประสิทธิภาพของโกรทฮอร์โมน
แล้วถ้าโกรทฮอร์โมนของเรา ทำงานแบบกั๊กๆทุกๆคืนตลอดชีวิต
ความเสื่อมสภาพก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการฟื้นร่างกายไม่ดี

ถ้ามีกินมื้อดึกอีก ระบบย่อยก็จะไม่ได้พักเลย น้ำดี น้ำย่อย ก็จะถูกบังคับให้หลั่งออกมาบ่อยครั้งเกินไป
ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี บางคนเป็นนิ่วในถุงน้ำดีก็เพราะงี้เเหละ

ส่วนที่ท้วงว่า ไม่กินมื้อเย็นแล้วจะไม่มีแรง พลังงานไม่พอ
ขอบอกว่า Intermittent Fasting ไม่ใช่ให้อด แต่ให้ไปรวบการกินให้เหลือแค่ 6 ชั่วโมงในคาบเช้า-กลางวัน
เพื่อให้ระบบย่อยได้พักยาวๆ จึงต้องกินอาหารที่มีประโชน์จริงๆ ที่กินแค่ 2 มื้อก็มากเกินพอแล้ว
แต่พอถึงเวลากินด้วยที่ระบบย่อยได้พักยาวๆมันจะปั๊มน้ำดีน้ำย่อยออกมาเต็มที่
อาหารที่กินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมจนหมด ได้รับสารอาหารครบกว่าการกินบ่อยๆทั้งวันทั้งคืนซะอีก

และร่างกายจะเอาสารอาหารไปเก็บไว้ในรูปไกลโคเจน และชั้นไขมันสะสม (ต่อให้หุ่นลีนร่ากายก็ยังสร้างชั้นไขมันบ้าง)
ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั้ง 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว

ที่รู้สึกหิว ไม่ใช่ว่าร่างกายขาดอาหารหรอก แต่เป็นเพราะการสร้างไกลโคเจนไม่ดี สร้างได้ไม่พอ
สมองจึงสั่งให้เราหิวบ่อยๆ
แล้วมันก็กลายเป็นวงจรอุบาทว์...ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม.
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 06 March 2018, 05:38:34 pm
ที่พูดกันว่า..."อ้วน" เพราะระบบเผาผลาญพัง ???

จริงๆแล้วระบบเผาผลาญไม่เคยพัง
ถ้า "ระบบเผาผลาญพัง" คือ "ตาย" !!!

แต่ที่คนๆหนึ่งอ้วน เพราะ...

1.กระบวนการเปลี่ยนสารอาหารที่เพิ่งย่อยให้กลายเป็นไกลโคเจนชะงักติดขัด (ตับเต็มความจุ,กล้ามเนื้อเล็กลีบ)
สารอาหารที่เพิ่งเข้ามาจึงถูกเปลี่ยนไปเป็นชั้นไขมันอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดปฏิกริยา Spontaneous Human Combustion : เบิร์นตัวเองจนไหม้เป็นจุณ

https://teen.mthai.com/variety/64690.html

ผมเชื่อว่านี่คือการบอกใบ้ของธรรมชาติ มันอาจจะเกิดจากระบบกักเก็บสารอาหารลัดวงจรกระทันหัน
ร่างกายจึงสันดาปสารอาหารจนหมด มันคงจะเกิดขึ้นน้อยมาก อาจจะแค่ 1 ใน 500 ล้านคน หรือน้อยกว่านั้นอีก
ร่างกายจึงยอมให้ตัวเองอ้วนเป็นตุ่ม ดีกว่าที่จะให้เบิร์นตัวเองจนเหลือแต่ขี้เถ้า

2.เขาหรือเธอไม่มีกุญแจเปิดตู้เซฟชั้นไขมัน ก็คือวันทั้งวันแทบจะไม่มีสถานการณ์ที่ HR ตัวเองเต้นในโซน fat burning เลย (ที่อัตรา 2 เท่าของ HR ปกติ) ชั้นไขมันจึงไม่ถูกสลายออกมาเป็นพลังงาน กับการที่มีโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาน้อยเกินไป (โกรทฮอร์โมนคือตัวกินไขมัน โดยใช้สารอาหารจากไขมันมาซ่อมสร้างร่างกายในเวลาที่เราหลับลึก) ถ้าระบบย่อยยังทำงานอยู่ ยังมีอาหารหลงเหลือในระบบย่อย โกรทฮอร์โมนจะไม่หลั่งออกมา
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 08 March 2018, 06:23:59 pm
อูยยยยย เฮียร่ายซะยาวเลย เป็งไรกะหมอศิริราช รึป่าวเนี่ย กำเสี่ยๆ ครับ  ผมตอนนี้ ชั่งตอนเช้าเหลือ 69 แล่ะ ไม่ได้อดไร กินปรกติ แต่ไม่เบิ้นในมื้อเย็น
ไว้สักพัก ว่าจะลอง IMF เอ้ย IF สักวันสองวันดูมั่ง :D
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 March 2018, 11:44:07 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=51521452278.png)

เมื่อวานบ่ายๆไปเดินตากแอร์ในห้าง
กับพาแม่บ้านไปกินฮันนี่โทรต+บิงซู

หลังจากทำ IF มาได้ 20 วัน
ท้องผมเริ่มไม่ค่อยรับขนมหวานพวกนี้ล่ะครับ คือก็กินได้นะ แต่กินได้ไม่เยอะเหมือนแต่ก่อน
ระบบย่อยของผมตอนนี้ มันคงชอบที่จะย่อยอาหารคาวมื้อหลักมากกว่า
นี่ระบบร่างกายของเรา กลายเป็นมนุษย์ถ้ำยุคก่อนปวศ.ไปแล้วหรือ?

ตามห้างสรรพสินค้า ผมสังเกตเห็นผู้คนทั้งชายหญิงจำนวนมากที่น้ำหนักเกิน
ซึ่งเเต่ก่อนผมไม่เคยสังเกตเลย
เดี๋ยวนี้พอทำ IF จึงพบว่าคนอ้วนเยอะมากๆๆ

ตกเย็นก็เห็นคนอ้วนเหล่านี้พากันไปออกกำลังกาย
บ้างก็เดินช้า บ้างก็เดินเร็ว หรือไม่ก็ไปโยกไปหมุนเครื่องทำกายบริหารท่าต่างๆ
พอทำไปสักพักก็นั่งเหม่อลอย คงจะกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับไขมันส่วนเกินพวกนี้
หลายคนจำยอมรับสภาพ ต้องทนอยู่กับความอ้วนไปเรื่อยๆ

จริงๆแล้ว ผมคิดว่าพวกเขาคงไม่อยากจะมาออกกำลังกายกันหรอก
ที่ฝืนตัวเองมาออกกำลังกายนี่ คงจะถูกหมอสั่งสินะ หรือไม่ก็อาจจะมีอาการเตือนจากร่างกาย
เช่นระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ตาพร่า วูบหมดสติเป็นบางครั้ง หน้ามืด รู้สึกชาตามแขนขา แน่นหน้าอก

ส่วนอีกกลุ่มนึงที่หุ่นลีน เช่นพวกสาวๆ ผมว่าพวกเธอไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกเธอถึงหุ่นลีนผอมเพรียว
ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นก็จะเริ่มอ้วน เมื่อเธออ้วนขึ้นก็มักจะโพสต์ว่า "เอาความผอมของฉันคืนมา"  :'(
บางคนรับไม่ได้ถึงกับกินยาลดความอ้วน หรืออดอาหาร (ซึ่งผิด)

ถ้าเปลี่ยนมายด์เซตในเรื่องการกินได้ว่า การกินมื้อเย็นคือสิ่งที่ต้องระวัง
และเข้าใจธรรมชาติของระบบย่อย-กักเก็บสารอาหาร
ประกอบกับการออกกำลังกายในโซน fat burning
มันจะทำให้การลดความอ้วนเป็นสิ่งที่ง่าย อยู่ในวิสัยที่ทำได้

ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ตัวเองความคุมชีวิตได้เป็นครั้งแรก
พอทำความเข้าใจในระบบต่างๆของร่างกายแล้ว
มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นปริศนาอีกต่อไป
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: jon che on 20 March 2018, 04:03:31 am
www.youtube.com/watch?v=LKUthh2i_H8
โดย Wuttipong Khwunma

ขำๆ นะครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: jon che on 20 March 2018, 04:21:35 am
6 ปีก่อน อยู่ๆ เกิดอยากลดน้ำหนัก อารมณ์ประมาณว่า ชีวิตเราต้องควบคุมได้ (จริงๆ อีกหลายอย่างก็ไม่เคยทำได้หรอก) นั่งนึกดู ที่น้ำหนักขึ้นเอาๆ มาจากกินเยอะ ผมกิน 2 มื้อ/วัน แต่ละมื้อ เยอะมากๆ ลดลงเหลือวันละมื้อ (กลางวัน) ตอนเย็นทานน้ำผักผลไม้ (เป็นลิตร) ไม่เคยออกกำลังกาย ผ่านไป 1 เดือน หายไป 4 โล 4 เดือนแรก 7 กิโล ครบปี ลดได้ 10 กิโล จนชิน มีช่วงทำงานเยอะหน่อย (2-3 ปีก่อน) ลดไปจากตอนเริ่มต้น 20 กิโล ตอนนี้ขึ้นลงที่ประมาณ 70 กิโล บวก/ลบ 3 กิโล (ผมตั้งหลักที่ 83 ลงเต็มที่เหลือ 63 กิโล) ทุกวันนี้ อยากกินก็กิน ถ้ามันเริ่มขึ้นก็ลดอาหารลง แต่ยังรู้สึกว่าขาดการออกกำลังกายไปครับ   
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 March 2018, 03:30:54 pm
ผมเริ่มทำ IF วันที่ 26 กพ.
ละครบุพเพสันนิวาสเล่นตอนแรกวันที่ 21 กพ.

สัปดาห์เเรกละครยังไม่เป็นกระแส แต่สัปดาห์ที่ 2 เริ่มเเระ ไอ่ผมก็งง อัลไลวะ...ออเจ้าๆๆ  :blink:
พอทำ IF ไปได้สัก 3-4 วัน ผมเริ่มชินกับการเข้านอน 3 ทุ่ม ตื่นนอนตี 4
ซึ่งมันกลายเป็น "ปกติใหม่ (new normal)" ของผมไปแล้วล่ะครับ
ผมลองถ่างตาถึง 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ไหวล่ะครับ มันจะง่วงเบลอสุดๆ

ผมจึงไม่ได้ดู "ออเจ้า" เลย เเม้แต่ตอนเดียว  555

ภายในเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เลิกวิ่งแบบเก่า หันมาวิ่งโซน fat burn
บวกกับการทำ IF ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แต่ก่อนผมวิ่ง 10กม./ชม. สัปดาห์ละ 5-6 วัน
ถ้าผมไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก
แต่นี่เวลาเจอคนรู้จัก ผมยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ
เค้าจะชิงทักก่อนเลยว่า "ทำไมหุ่นเฟิร์มจัง ไปทำอะไรไรมาหรอ?" 555

ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า "แบบนี้ก็ได้หรอ ทำไมมันง่ายดายอย่างนี้?"
ผมได้หุ่นคล้ายๆพวกเนทไอดอลที่เค้าชอบโชว์กัน
มีซิกแพค วีเชฟ ไบเซป ไตรเซป ภายในเวลาแค่ 2 เดือนแบบสบายๆโดยไม่ต้องไปฟิตเนสซะอีกด้วย
ทั้งๆที่ตัวเองก็อายุเกือบ 50 แล้ว

นี่แค่ทำไม่กี่วันยังได้ขนาดนี้
ถ้าทำต่อเนื่องจนเป็น "ปกติใหม่" ตลอดชีวิต มันคงจะดีสุดๆ
ผมยังงงตัวเองอยู่เนี่ย รู้งี้น่าจะทำตั้งนานแล้ว
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 29 March 2018, 05:45:05 pm
Quote from: Hexaphonic on 29  March  2018, 03:30:54 pm
ผมเริ่มทำ IF วันที่ 26 กพ.
ละครบุพเพสันนิวาสเล่นตอนแรกวันที่ 21 กพ.

สัปดาห์เเรกละครยังไม่เป็นกระแส แต่สัปดาห์ที่ 2 เริ่มเเระ ไอ่ผมก็งง อัลไลวะ...ออเจ้าๆๆ  :blink:
พอทำ IF ไปได้สัก 3-4 วัน ผมเริ่มชินกับการเข้านอน 3 ทุ่ม ตื่นนอนตี 4
ซึ่งมันกลายเป็น "ปกติใหม่ (new normal)" ของผมไปแล้วล่ะครับ
ผมลองถ่างตาถึง 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ไหวล่ะครับ มันจะง่วงเบลอสุดๆ

ผมจึงไม่ได้ดู "ออเจ้า" เลย เเม้แต่ตอนเดียว  555

ภายในเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เลิกวิ่งแบบเก่า หันมาวิ่งโซน fat burn
บวกกับการทำ IF ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แต่ก่อนผมวิ่ง 10กม./ชม. สัปดาห์ละ 5-6 วัน
ถ้าผมไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก
แต่นี่เวลาเจอคนรู้จัก ผมยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ
เค้าจะขิงทักก่อนเลยว่า "ทำไมหุ่นเฟิร์มจัง ไปทำอะไรไรมาหรอ?" 555

ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า "แบบนี้ก็ได้หรอ ทำไมมันง่ายดายอย่างนี้?"
ผมได้หุ่นคล้ายๆพวกเนทไอดอลที่เค้าชอบโชว์กัน
มีซิกแพค วีเชฟ ไบเซป ไตรเซป ภายในเวลาแค่ 2 เดือนแบบสบายๆโดยไม่ต้องไปฟิตเนสซะอีกด้วย
ทั้งๆที่ตัวเองก็อายุเกือบ 50 แล้ว

นี่แค่ทำไม่กี่วันยังได้ขนาดนี้
ถ้าทำต่อเนื่องจนเป็น "ปกติใหม่" ตลอดชีวิต มันคงจะดีสุดๆ
ผมยังงงตัวเองอยู่เนี่ย รู้งี้น่าจะทำตั้งนานแล้ว


แจ่มเลยยครับ

ช่วงนี้ผมเพิ่มกล้ามเนื้ออยู่ครับ แต่ไม่ได้เล่นหนักมาก และก็ไม่ไดิกินมาก น้ำหนักจะค่อยๆเพิ่ม(หรือบางทีก็ลดเหมือนกันครับ ทั้งๆที่ไม่อยากลดแล้ว HAHA) เอาแค่พอดีๆ IF ก็ยังทำอยู่เป็นปกติครับ แต่จะมีบางวันที่กินมื้อเย็นด้วย(ประมาณไม่เกินบ่ายสาม) สัปดาห์ละครั้งครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 March 2018, 06:51:20 pm
ผมหลุดกินมื้อค่ำช่วงเทศกาลเชงเม้ง 2 วันติดกัน
วันแรกที่หลุดคืออยากทดสอบระบบย่อย จึงคุ้ยของในตู้เย็นมากิน
วันต่อมาต้องพาญาติไปกินมื้อค่ำ รู้สึกได้ว่าระบบย่อยแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก
มันย่อยอาหารได้เร็วมาก รู้สึกแค่อิ่มนิดหน่อยเท่านั้น สักพักก็เฉยๆแระ ไม่ได้รู้สึกจุกเสียดอะไร

(http://up.gunhotnews.com/?img=261522298223.jpeg)

ผมไปกินบุฟเฟ่ต์ทะเลเผากับญาติตั้งแต่ 1 ทุ่ม กินเสร็จ 4 ทุ่ม สามารถเข้านอนได้ตอน 5 ทุ่ม
ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนนี่คงจะจุกจนตาเหลือกล่ะครับ
กว่าจะได้นอนคงอีก 2-3 ชั่วโมงนั่นแหละ ไม่งั้นนอนๆไปนี่มีกรดไหลย้อนพุ่งขึ้นมาล่ะครับ

แต่รู้สึกเลยว่าการกินมื้อเย็นหรือมื้อค่ำ มันไม่ใช่ภาวะปกติของผมซะเเล้วล่ะครับ
กลายเป็นว่าผมไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้ซะแล้ว
เดี๋ยวนี้ หลังวิ่ง fat burn เสร็จช่วงหัวค่ำ ผมอาจจะเตรียมอาหารสำหรับวันรุ่งขึ้น
ไปซุปเปอร์มาร์เกตบ้าง ไปเดินสตรีทฟู้ดบ้าง แต่ก็เพียงเตรียมอาหารและซื้อมาเก็บเข้าตู้เย็น
ซื้อมาแต่ไม่ได้กินเลยครับ ผมคิดว่ามันไม่ใช่เวลากินแล้ว

วันต่อมาหลังจากหลุดกินมื้อค่ำ ผมจึงกลับสู่ IF เหมือนเดิม
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่กินมื้อค่ำซะเลย
อาจจะมีวันโกง cheese day บ้าง เดือนละ 2-3 ครั้ง หรือถ้ามีใครชวนไปกินอะไรนอกบ้าน

เอิ่ม......ดูเหมือนว่าหลายๆท่านรู้จัก IF และอาจจะทำอยู่ด้วย
คงจะมีแต่ผมล่ะมั้งที่เพิ่งรู้จัก ซื่อบื้อจิงๆ 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 29 March 2018, 08:21:00 pm
มื้อเย็นผมยังไม่ได้งดสักวัน อย่างน้อยสุดก้เป็นสลัด แต่กินไม่มากเหมือนแต่ก่อน แต่ในแต่ละมื้อก็ไม่ได้กินมากเหมือนเดิม รู้สึกอิ่มเร็ว กินน้อยลง
...กางเกงเริ่มหลวมแล่ะ ตอนนี้ นน.คงที่ ที่ 69 แต่เมื่อเช้ามืดวิ่งไป 5 โล กินน้ำไปขวดนึง มาชั่ง เหลือ ไม่ถึง 67 ดีนัก
ถ้า 67 นี่ นน. น้อยกว่าเมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้วเสียอีก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 March 2018, 09:34:57 pm
การอดหรือคุมอาหารทั่วไป มักจะกินมื้อเย็นเบาๆเช่นสลัด ผลไม้ 2-3 ชิ้น น้ำเต้าหู้ อะไรประมาณนี้
แต่นั่นจะทำให้ระบบย่อยทำงานต่อทันที ถึงแม้ว่าที่กินเข้าไปจะมีแคลอรี่น้อยๆก็ตาม
เท่ากับว่าคาบเวลาทำงานของระบบย่อยอาหาร ถูกยืดออกไป

ก่อนนอน 6-8 ชั่วโมง ทำไมเราจึงต้องให้ระบบย่อยหยุดทำงานแบบ 100% ?
กินอะไรนิดหน่อยเช่น น้ำเต้าหู้สักแก้วไม่ได้หรือ ทำไมจึงกินได้แต่น้ำเปล่าๆ?
เพราะ IF เชื่อว่าเมื่อระบบย่อยหยุดทำงานก่อนนอน 6-8 มันจะไปกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาทุกคืน
ซึ่งมันตรงกับเวลา 3-4 ทุ่มนั่นเอง หลายๆคนก็รู้ว่าโกรทฮอร์โมนมีความสำคัญมากแค่ไหน?
IF จึงต่างจากการคุมอาหารแบบอื่นๆตรงนี้


IF ไม่ใช่การคุมชนิดหรือปริมาณของอาหารที่เรากิน (ผมกินเยอะกว่าแต่ก่อนอีกครับ)
แต่มันคือการ "คุมคาบเวลาในการย่อยอาหาร"
คือให้ระบบย่อยอาหารทำงานเต็มที่ในคาบเวลาหนึ่ง แล้วให้พักยาวๆไปเลย
พอระบบย่อยได้พักยาว พอถึงเวลากิน น้ำย่อยจะออกมามากและมีคุณภาพดี
เราจะสามารถดูดซึมอาหารได้ดีกว่านิสัยการกินแบบที่กินมื้อเช้า-กลางวัน-เย็น-ดึก

จึงเท่ากับว่า IF มีปั๊ม 2 ตัว
คือปั๊มโกรทฮอร์โมน กับปั๊มน้ำย่อย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 16 May 2018, 12:20:26 am
(http://up.gunhotnews.com/?img=161526379117.jpeg)

อันนี้คือวิธีที่นิยมทำกันในวิธีลดน้ำหนักทั่วไป จะเป็นประมาณนี้ล่ะครับ
คือไปเพ่งเล็งอยู่กับชนิดของอาหาร หรือปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากมัน

ผมคิดว่าการดูแต่ว่ารับเข้าไปกี่แคลอรี่ แล้วพยายามใช้พลังงานออกไปให้สมดุลกัน
"แคลอิน~แคลเอ้าท์" ใช้ไม่ได้หรอกครับ นี่ไม่ใช่การดุลสมการคณิตศาสตร์!
วันนี้เราใช้พลังงานออกไปเท่ากับที่เรากินอาหารก็จริง
แต่ถ้ากิจจกรรมนั้น ไม่ได้อยู่ในอัตราชีพจรโซน fat burning
กิจกรรมของเราจะไม่ใช่พลังงานที่ได้จากการเบิร์นชั้นไขมันที่สะสมในร่างกาย
มันจะเป็น "แคลเอ้าท์" ที่ได้จากการเบิร์นไกลโคเจน

วิธี Intermittent Fasting จะไม่คิดแบบนี้
IF จะเน้นที่การลดไขมัน เพิ่มมวลกล้าม
แต่ไม่เชิงซะทีเดียวว่า IF จะกินอะไรก็ได้ ที่จะเลี่ยงก็คืออาหารที่วิธีลดน้ำหนักแบบอื่นๆเค้าเลี่ยงกันนั่นแหละ
คือพวกอาหารที่มีไขมันทรานส์ปะปน เนื้อสัตว์หมักที่มีไนโตรซามีน
และการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ กินขนมหวานมากๆ อันนี้ก็ควรเลี่ยงอยู่แล้วล่ะครับ
แต่ IF ไม่ได้แจงว่าต้องกินนั่นนี่แบบละเอียดยิบๆ

และจะเห็นว่าเค้ากินมื้อเย็นด้วย ก็ถามว่า "มื้อเย็น" ที่ว่าเนี่ย...กี่โมง?
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 20 June 2018, 04:43:42 pm
ถ้าสมมติฐานของผม make sense ในเรื่องร่างกายสันดาปตัวเอง (Spontaneous Human Combustion)

นั่นคือ คนที่อ้วน คือคนที่มีระบบการเผาผลาญสารอาหารที่ดีมากๆ
คนผอม คือคนที่ระบบการเผาผลาญไม่ดี

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มันฟังดูย้อนแย้งใช่ไหม?

ในร่างกายคนเราประกอบไปด้วยหน่วยเซลล์ย่อยๆ 30 กว่าล้านล้านเซลล์
ในหน่วยเซลล์ก็จะมีไมโตคอนเดรีย แต่ผมไม่แน่ใจว่าทุกเซลล์มีไมโตคอนเดรียทั้งหมดเลยรึเปล่า?
(เช่น...เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กระดูก เซลล์ระบบประสาท มีไมโตคอนเดรียรึเปล่า?)

เอาเป็นว่า คนเราน่าจะมีไมโตคอนเดรียทั้งหมดราวๆ 20 ล้านล้านหน่วยในเซลล์ต่างๆ
อันว่าไมโตคอนเดรียนี้คือเตาปฏิกรณ์ขนาดจิ๋วๆ มันมีหน้าที่สันดาปสารอาหารให้เป็นพลังงาน
จะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าไมโตคอนเดรียทั้งหมดสันดาปพลังงานพร้อมๆกัน?

มันจะเกิดความร้อนมหาศาลจนร่างกายเราทนไม่ไหว ผมว่าอุณหภูมิขณะนั้นคงจะสูงพอๆกับเตาเผาขยะล่ะครับ
ร่างกายจึงต้องเก็บสารอาหารในรูปไกลโคเจนฝากไว้ในตับและกล้ามเนื้อ แล้วจึงค่อยๆสลายไกลโคเจนออกมาใช้อีกที

คนที่อ้วนง่าย คือคนที่มีการเผาผลาญดี ไมโตคอนเดรียในหน่วยเซลล์ต่างๆกระตือลือล้นที่จะสันดาปสารอาหารมาก
มันกระตือรือล้นมากซะจนร่างกายไม่ไว้ใจตัวเอง กลัวว่าจะสันดาปตัวเองจนไหม้เป็นจุณ
ขืนปล่อยให้สารอาหารลอยนวลอยู่ในระบบย่อยและกระแสเลือด มันจะเสี่ยงมาก เดี๋ยวไมโตคอนเดรียจะเอาสารอาหารไปสันดาปจนหมด มันอาจจะเกิดการ "เบิร์นตัวเอง" ได้ ระบบร่างกายจึงชิงเก็บสารอาหารไปอยู่รูปไขมันแทบจะในทันที กระบวนการสะสมไขมันจะบ่อยและถี่มากๆ

ส่วนคนผอม คือคนที่ไมโตคอนเดรียเอื่อเฉื่อย ไม่กระตือรือล้นที่จะสันดาปสารอาหาร ร่างกายจึงอาจจะยอมปล่อยให้สารอาหารค้างเติ่งอยู่ในระบบร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเอาสารอาหารไปเก็บเป็นไขมัน พอมีการทำกิจกรรมต่างๆในระหว่างวัน ร่างกายก็ค่อยๆใช้สารอาหารไปเรื่อยๆ จนอาจจะเหลือสารอาหารที่จะไปเก็บเป็นชั้นไขมันไม่มากนัก...ดังนี้

ส่วนคนที่ "ระบบเผาผลาญพัง" คือ คนที่ป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัสจนเกิดอาการโค่ม่าใกล้ตายล่ะครับ
สภาวะนั้นไมโตคอนเดรียแทบจะหยุดทำงานกันล่ะ
หรือไม่ก็ไมโตคอนเดรียเกิดการลัดวงจร สันดาปพลังงานพร้อมๆกันจนเกิดสภาวะ "คนไฟลุก (Spontaneous Human Combustion)"
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 04 September 2018, 11:02:09 pm
เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว 2กย. ผม ผ่าน ฮาร์ฟฯแรก ได้แล่ะ ที่ 3 ชม. (เวลาจริงน่าจะ 2.57 ชม. เพราะรอข้ามถนน ช่วงติดไฟแดง นานโข)
ได้เวลาตามเป้าที่ตั้งใจไว้ คือ จบแบบไม่เจ็บ ภายใน 3 ชม. ครับ

แต่ระหว่างทางวิ่งนี่ สุดยอดทรมารมั๊กๆ คือผมไม่เคยวิ่งไกล แล่ะนาน แบบนี้มาก่อนในชีวิตเลยขอบอก
อย่างมากไกลสุด ก็ 14 โล ก่อนหน้านั้นก้ซ้อมได้แค่ 12 - 13 โลเอง

ช่วง 10 กว่าโล ก็ยังวิ่งได้อยู่ แต่พอเลย 12 โล มาแล้ว เริ่มมีหยูดเดินสลับวิ่งให้บ้างแล้วครับ
เลยใช้สูตร ที่มีเพื่อนแนะนำไว้ คือ วิ่ง 8 เดิน 2 ใน 1 โล ...แฮ่ๆ ได้ผลดีเลยครับ แต่อาจไม่น่าประทับใจ อีตรงมีเดินนี่แหล่ะ
แต่เวลาที่ได้ ก้ไม่เลว คือจะตก ที่ 8 นาทีกว่า ที่ 1 โล

แต่ช่วง 3 - 4 โลท้ายๆ ก็หมดครับ หมดจริงๆ กลายเป็น วิ่ง 6 เดิน 4 เวลาล่อไปที่ 9 -10 นาทีกว่าๆ
กิโลที่ 21 กัดฟัน วิ่งประคองเข้าเส้น แต่ก็แอบ เดิน 10 กว่าเมตร เพื่อขอ สปิ้นส์ เข้าเส้นชัย ให้มันหรูๆหน่อย อิอิ

เดือนหน้า 7 ตค. มีลง 21km. ไว้อีก น่าจะแก้ตัว....ได้บ้างแหล่ะ...รึป่าว
(https://s25.postimg.cc/lh0c2bdhr/IMG_20180902_081851.jpg) (https://s25.postimg.cc/c983liqz3/IMG_20180902_082156.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 06 September 2018, 01:19:55 am
เฮียแก้วมีผลการวัดอัตราชีพจรตลอดการวิ่งนี้มั้ยครับ?
ถ้ามีขอชมหน่อยดิ

ในความคิดผม ผมว่าเราควรใส่ใจอัตราชีพจรเป็นอันดับ 1
สถิติความเร็วยังเป็นรองอัตราชีพจร

การวิ่งที่มีอัตราชีพจรไปอยู่ในโซน anaerobic ผมคิดว่าเป็นการวิ่งที่ด้อยคุณภาพ
เช่นใน 1 ชั่วโมง ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจเราไปอยู่ในโซน anaerobic 20 นาที
หมายความว่าเราวิ่งแบบด้อยคุณภาพไป 20 นาที
ถึงแม้ในโซน anaerobic เราจะทำเวลาดีมากก็ตาม แต่มัน "ด้อยคุณภาพ"
เพราะเป็นโซนที่ "กินกล้ามเนื้อตัวเอง, เบิร์นตัวเอง"

ถ้าขณะวิ่งหรือวิ่งเสร็จมีอาการเจ็บปวดอักเสบตามร่างกาย นั่นแหละครับสภาวะ anaerobic
พอกล้ามเนื้อเสียหาย เราจะอ้วนขึ้น ต่อให้ฟื้นฟูร่างกายยังไง ต่อให้เรา recovery ดียังไงก็ไม่คุ้ม

ทีนี้เราจะดูยังไงว่าการวิ่งในทัวร์นาเม้นท์นี้ (หรือในการซ้อมแต่ละครั้ง) เราวิ่งได้ดีรึเปล่า?
ตัวชี้วัดคุณภาพการวิ่งคือให้ดูอัตราชีพจรอย่างที่บอกนี่ล่ะครับ
สำหรับผม ผมยอมให้มีสภาวะ anaerobic ไม่เกิน 1 ใน 6
เข่นวิ่งเสร็จ  60 นาที อนุญาตให้มีโซน anaerobic ได้ 10 นาที
ถ้าจะให้ดีมากๆคือให้มีได้แค่ 1 ใน 12 หรือแทบจะไม่มีโซน anaerobic เลย ก็ยิ่งเจ๋งสุดๆ

ดูแบบนี้จะเป็นการแข่งกับตัวเองที่ดี ใครจะแซงเราไปไม่ต้องไปสนใจ
ให้สนใจแต่ว่า เราไม่ควรให้กราฟอัตราชีพจรเกินโซน aerobic ไปถึงโซน anaerobic
ถ้าเห็นว่าอัตราชีพจรเต้นสูงจนไปอยู่ในโซน anaerobic เราก็ควรจะลดความเร็วลงมา
(อย่าให้ร่างกายขาดนำ้ ควรดื่มน้ำดักไว้ก่อนอย่กลัวว่าจะเสียสถิติ เพราะเลือดจะหนืด หัวใจจะทำงานหนัก)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 07 September 2018, 05:19:25 pm
(https://s25.postimg.cc/sm1fx9mi7/Screenshot_20180906-173523.png) (https://s25.postimg.cc/k3rzsxnpb/Screenshot_20180906-173648.png)
ตามนี้เลยครับ ผมพยายามวิ่งไม่ให้เร็วนักครับ เน้นให้จบครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 08 September 2018, 12:24:17 am
(http://up.gunhotnews.com/?img=281536314673.png)

อันนี้คือกราฟวิ่งเมื่อ 4 วันก่อน กลายเป็นว่าตอนนี้ผมวิ่งได้เร็วพอๆกับตอนบ้าวิ่งมากๆแล้วล่ะครับ
และระยะวิ่งสะสมต่อเดือนก็ไม่ได้น้อยกว่าเดิมอีกด้วย แต่ไม่มีอาการเหนื่อยสะสมหรือบาดเจ็บเลย
ผมเปลี่ยน mindset ใหม่ คือลดระยะทางวิ่งต่อครั้งลงมาครึ่งหนึ่ง และเน้นที่อัตราหัวใจไม่ให้เกินโซน 2 หรือ 3
pace นี่ผมแทบจะไม่สนใจเลย

แต่จะดูพัฒนาการวิ่งว่าดีขึ้นมั้ย? ก็ต้องมาดูที่ pace จนได้ 555

ผมเริ่มวิ่งแบบเน้นโซน 2 เมื่อเดือน กพ. ตอนนั้น เพื่อให้ไม่หลุดโซน 2  pace ของผมจะอยู่เฉลี่ยที่ 7-8
คงเป็นเพราะตอนนั้นไขมันสะสมยังเยอะอยู่ ความเร็วระดับ 7-8 ก็เบิร์นไขมันได้ดี
ตอนปรับการวิ่งแรกๆนี่แทบจะสะดุดขาตัวเองละครับ เพราะก่อนหน้านี้วิ่งที่ pace 6 ต้นๆ

แต่ตอนนี้ผมต้องวิ่งสปีดให้เร็วขึ้น คงเป็นเพราะหุ่นลีนกว่าเดิม
ระบบเผาผลาญเริ่มหาไขมันสะสมได้ยากกว่าเดิม ผมจึงต้องวิ่งให้เร็วขึ้น
บางวันนี่ เพื่อจะไปให้ถึงโซน 2  fat burning
ผมถึงกับต้อง "ใส่เกียร์น้องหมา" เลยล่ะครับ 555

ไม่งั้น HR จะอยู่แค่โซน warm up เท่านั้น
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 08 September 2018, 04:01:17 am
(http://up.gunhotnews.com/?img=61536326992.png)

(http://up.gunhotnews.com/?img=161536327151.png)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลองทดสอบตัวเองด้วยการวิ่งฮาล์ฟ
ผมวิ่งระยะฮาล์ฟมาแล้ว 10 ครั้ง นี่เป็นการวิ่งฮาล์ฟที่เจ็บตัวน้อยที่สุด ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย
โดยผมพยายามคุมสติ ไม่เร่งความเร็ว คุม pace เอาไว้ไม่ให้เกินโซน 3 (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 3 กม.)
ผมคิดว่าถ้าอัดเต็มที่ คงจะทำเวลาต่ำกว่า 1.55 ชม.แน่นอน แต่ผมไม่เอา!

ที่ผมแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมวิ่งเยอะซ้อมหนักมาก่อนเป็นทุนเดิมหรอก
แต่ผมคิดว่าผมทำ Intermittent Fasting : วิกาละโภชนาวิรัติ
โดยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเพียง 1/4 ของวัน คือ 6 ชม. ผมจะกินอาหารให้มากและหลากหลาย
แล้วหยุดระบบย่อยยาวๆไป 18 ชม.
(กิน 8 โมงเช้า - บ่าย 2 หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่าเยอะๆ เข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ตื่นตี 4 ครึ่ง)

วิธีนี้ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินและโกรทฮอร์โมนทำงานได้เต็มที่ในวงรอบของนาฬิกาชีวิต
ฮอร์โมนทั้ง 2 นี่ล่ะครับที่เป็นตัวการในการบิ้วท์กล้าม
ผลที่ออกมาคือการสร้างมวลกล้ามเนื้อทำได้ง่ายดายมาก
และยังลีนไขมันสะสมออกไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ผมกระตุ้นกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ ตอนตี 5 แค่วันละ 10 นาที เท่านั้น พอเริ่มเมื่อยก็เลิก
(ช่วงขาไม่ได้เล่น เพราะออกไปวิ่งโซน 2 อยู่แล้ว)
เล่นที่ห้องฟังเพลงที่บ้านนั่นเเหละ ไม่ได้ไปยิมเลย
ทำไม่ถึงเดือน กล้ามก็งอกแบบชัดๆแล้วล่ะครับ มันช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้
และมวลกล้ามที่เเข็งแรงนี่เอง จะเป็นผู้ช่วยของหัวใจและตับ

สถิติการวิ่งของผมจึงดีขึ้นง่ายๆเช่นนี้
ผมเริ่มทำ IF ปลายเดือน กพ. ทำไปเดือนเดียวสภาพร่างกายผมก็ดีขึ้นมาก ร่างที่เคยพังฟื้นคืนหมด
และผมวิ่งด้วยสถิติประมาณกราฟที่เห็นนี้ ตั้งแต่เดือน พค.แล้วครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 08 September 2018, 04:51:18 am
Quote from: Hexaphonic on 08  September  2018, 04:01:17 am
(http://up.gunhotnews.com/?img=61536326992.png)

(http://up.gunhotnews.com/?img=161536327151.png)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลองทดสอบตัวเองด้วยการวิ่งฮาล์ฟ
ผมวิ่งระยะฮาล์ฟมาแล้ว 10 ครั้ง นี่เป็นการวิ่งฮาล์ฟที่เจ็บตัวน้อยที่สุด ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย
โดยผมพยายามคุมสติ ไม่เร่งความเร็ว คุม pace เอาไว้ไม่ให้เกินโซน 3 (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 3 กม.)
ผมคิดว่าถ้าอัดเต็มที่ คงจะทำเวลาต่ำกว่า 1.55 ชม.แน่นอน แต่ผมไม่เอา!

ที่ผมแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมวิ่งเยอะซ้อมหนักมาก่อนเป็นทุนเดิมหรอก
แต่ผมคิดว่าผมทำ Intermittent Fasting : วิกาละโภชนาวิรัติ
โดยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเพียง 1/4 ของวัน คือ 6 ชม. ผมจะกินอาหารให้มากและหลากหลาย
แล้วหยุดระบบย่อยยาวๆไป 18 ชม.
(กิน 8 โมงเช้า - บ่าย 2 หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่าเยอะๆ เข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ตื่นตี 4 ครึ่ง)

วิธีนี้ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินและโกรทฮอร์โมนทำงานได้เต็มที่ในวงรอบของนาฬิกาชีวิต
ฮอร์โมนทั้ง 2 นี่ล่ะครับที่เป็นตัวการในการบิ้วท์กล้าม
ผลที่ออกมาคือการสร้างมวลกล้ามเนื้อทำได้ง่ายดายมาก
และยังลีนไขมันสะสมออกไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ผมกระตุ้นกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ ตอนตี 5 แค่วันละ 10 นาที เท่านั้น พอเริ่มเมื่อยก็เลิก
(ช่วงขาไม่ได้เล่น เพราะออกไปวิ่งโซน 2 อยู่แล้ว)
เล่นที่ห้องฟังเพลงที่บ้านนั่นเเหละ ไม่ได้ไปยิมเลย
ทำไม่ถึงเดือน กล้ามก็งอกแบบชัดๆแล้วล่ะครับ มันช่ายง่ายดายอะไรอย่างนี้
และมวลกล้ามที่เเข็งแรงนี่เอง จะเป็นผู้ช่วยของหัวใจและตับ

สถิติการวิ่งของผมจึงดีขึ้นง่ายๆเช่นนี้
ผมเริ่มทำ IF ปลายเดือน กพ. ทำไปเดือนเดียวสภาพร่างกายผมก็ดีขึ้นมาก ร่างที่เคยพังฟื้นคืนหมด
และผมวิ่งด้วยสถิติประมาณกราฟที่เห็นนี้ ตั้งแต่เดือน พค.แล้วครับ


:cheer: แจ่มมากเลยครับพี่

ผมก็รู้สึกเหมือนกับพี่ครับว่าการทำ IF แล้วร่างกาย แกร่ง ขึ้นครับ กล้ามเนื้อเหมือนจะแข็งแรงขึ้นมากจริงๆครับ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 11 September 2018, 03:36:59 pm
แหล่มเลยครับเฮีย ผมคงตามไปห่างๆ ไม่เน้นเรื่องอาหารมากนัก แต่ถ้าทำได้จะดี ยืดอายุไขได้ชัดๆ

นี่ผมก็ลงรายการวิ่ง ฮาร์ฟฯ ไว้ครบทุกเดือนต่อจากนี้ไปแล้วหล่ะ ให้มันหายบ้าไปเลย ปรับเวลาวิ่งใหม่ด้วย
คือจากเดิมวิ่ง ตอนเย็นหัวค่ำ (วิ่งช่วงนี้แล้วนอนไม่ค่อยหลับ) เปลี่ยนเป็นวิ่งเช้ามืด ตี่สี่ แทน กะว่าครั้งละ 1-2 ชม./ครั้ง
ไม่รู้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน..คือไม่อยากเดิน อยากวิ่งทีเดียวจบฮาร์ฟฯ....แต่ดูจากโหงวเฮ้งแล้วท่าจะยาก :D
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 11 September 2018, 05:38:42 pm
ต่อให้เฮียแก้ววิ่งฮาล์ฟได้จบ วิ่งได้ทุกเดือน เฮียก็ยังไม่ได้ชีวิตใหม่นะครับ
แต่ถ้าเฮียทำ IF ด้วย (จะวิ่งฮาล์ฟหรือวิ่งไม่ถึงฮาล์ฟก็แล้วแต่) เฮียจะได้ชีวิตใหม่ เหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง

ลองดูครับไม่ยากเลย เคล็ดลับคือ "การเก็บไกลโคเจน" ครับ
ถ้าร่างกายเก็บไกลโคโคเจนได้มากพอ เราจะไม่หิว สมองจะไม่สั่งให้เรากิน
แต่ถ้าสารอาหารเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมแล้ว แต่ระดับไกลโคเจนยังพร่องอยู่ เราจะอยากกินอีก

โกดังเก็บไกลโคเจนคือตับและมัดกล้ามเนื้อต่างๆ
เราก็ไปกระตุ้นมวลกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ แค่วันละ 10 นาทีเท่านั้น
พอมัดกล้ามถูกกระตุ้น ร่างกายจะรักษามัดกล้ามเอาไว้ (ตามกฏแห่งการใช้และไม่ใช้)
แล้วมันจะเก็บไกลโคเจนได้เก่งขึ้น เราก็จะไม่หิวง่ายๆ

ค่อยๆร่นเวลากินมื้อเย็นเข้ามาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินครับ
ทำไปไม่กี่วัน ร่างกายจะมี memory ล่ะครับ
พอพ้นเวลากิน น้ำย่อยมันจะไม่ออกมาครับ แปลกมาก
เหมือนกับว่าระบบย่อยมันรู้ว่าเป็นเวลาพักงาน มันไม่อยากทำงาน


ส่วนตับ ที่ทำได้คือพยายามเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ไขมันพอกตับ
ก็คือการจัดระเบียบโกดังตับให้โล่งสะอาด จะได้เก็บไกลโคเจนได้เต็มที่
โดยการลดการกินใกล้เวลาเข้านอน เข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่ม
ลดแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม วิปครีม ของทอด เบเกอรี่ (ขนมไทยดีต่อสุขภาพกว่า)

วิ่งตอนเช้าดีมากครับ
การวิ่งหลังจากที่ระบบย่อยหยุดยาวเกิน 10 ชั่วโมง เราจะเปิดเซฟไขมันได้ง่ายกว่าการวิ่งตอนเย็น
ลองเพิ่มการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ อีก 10 นาที (ก่อนหรือหลังวิ่งก็ได้)
ทีนี้เมื่อเราวิ่งเช้าโซน fat burn ไขมันจะสลายออกมาเป็นสารอาหารหน่วยย่อย
ตับที่โล่งและมัดกล้ามที่เเข็งเเรง มันจะดูดสารอาหารจากไขมันเข้าไปเก็บในรูปไกลโคเจน
เราก็จะมีมัดกล้ามเป่งๆได้ง่ายๆ...ดังนี้

เริ่มจากกินมื้อสุดท้ายสัก 5 โมงเย็น หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่า (หรือน้ำแร่)
จนหลังวิ่งในรอบเช้าเสร็จ ค่อยเริ่มกินอีกครั้ง

เพียงไม่กี่เดือน ถ้าเฮียแก้วทำแบบนี้ อย่าว่าแต่วิ่งฮาล์ฟเลยครับ
จะวิ่งฟูลมาราธอนก็ยังได้ และ "วิ่งจบเเบบไม่เจ็บ" ด้วย 555
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 28 September 2018, 06:21:37 pm
เมื่อวานเย็น วิ่งไป 6 โล เสร็จแล้วไม่ได้กินข้าว กินแต่น้ำ กะผลไม้ ลองกองไปพวงนึง เช้าตื่นมาก็ไม่เลวแฮะ
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 29 September 2018, 04:50:53 pm
https://www.facebook.com/RchaiSima/videos/1227457527417883/

นาทีที่ 24 อาชัยกะหมอป้อป พูดถึงน้ำตาลฟรุคโตสจากผลไม้ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมฟรุคโตสได้โดยตรง
มันจะเอาไปผ่านกระบวนการในตับ และจะถูกแปรไปเป็นไขมันสะสมพอกอยู่ที่ตับและช่องท้อง
ร่างกายคนเราใช้คาร์โบไฮเดรตได้โดยตรง ในรูปของ "กลูโคส" เท่านั้น

ดังนั้นใครที่คิดว่ากินผลไม้แทนข้าวจะช่วยลดความอ้วนได้ มันกลับจะเป็นตรงกันข้ามนะครับ
ฟรุคโตสในผลไม้นี่ตัวการสร้างห่วงยางรอบเอวเลยอ่ะ
ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ กากใยสูงก็จริง แต่ฟรุคโตสนี่ถ้ากินผิดเวลามันจะสร้างปัญหา
ผมว่าควรกินผลไม้ในมื้อเเรกของวันจะดีกว่า และแสวงหาวิตามิน แร่ธาตุ กากใยจากพืชผัก พืชหัว เอามาเสริม

ถ้าวิ่งตอนเย็นเสร็จ อย่ากินผลไม้เลยครับ ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ดีที่สุด ผมรับรองว่าไม่เป็นอะไรหรอก
แต่เน้นว่าการวิ่งหรือออกกำลังกาย อย่าให้หนักเลยโซน aerobic พยายามให้อยู่ในโซน fat burn นานๆเข้าไว้
จะทำให้เราได้พลังงานจาก after burn ที่ชั้นไขมันสลายตัวออกมา เราจะอยู่ได้อีกพักใหญ่ๆจนเราเข้านอน
และอย่าวิ่งนานเกินกว่า 40 นาที เด๋วไกลโคเจนจะพร่องมาก แล้วเราจะหิว
ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม เพราะจะหิว

ทำดังนี้แล้ว ถ้าช่วง fast ยังหิวอยู่ แสดงว่า
1.ในคาบเวลากิน เรากินไม่ถึงโภชนาการไม่ถึง
2.มวลกล้ามเรายังไม่ดีพอที่จะเก็บไกลโคเจนได้เยอะๆ


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: poj on 29 September 2018, 10:51:05 pm
ผมกินแอปเปิ้ล วันละลูก ทุกๆวัน ตอนบ่ายๆ
หวังว่า จะไม่เป็นไร เพราะจะว่าไป มันก็ไม่ได้หวานมากมายอะไรนัก
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 01 October 2018, 03:56:59 pm
ผลไม้ นึกไม่ถึงว่าจะไม่ดีนัก จริงๆแค่น้ำเปล่านี่ก็อิ่มแน่นท้องแล่ะ ต้องลดลง กินเจลเล่แทนแ่ะแบบนี้
เมื่อวานก็ได้อีกวัน (วันก่อนกินข้าวนิดเดียว) ที่วิ่งเย็นแล้วไม่ได้กินข้าว นอนเร็ว 3 ทุ่ม (เตรียมตัววิ่ง วันอาทิตย์ ตีสี่ ครับ)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 01 October 2018, 07:32:59 pm
วิ่งเย็น ไม่กินข้าว นอนเร็ว 3 ทุ่ม

ก็จะตื่นนอนราวๆ ตี 4

ทีนี้เฮียแก้วลองยกเวท วิดพื้น ซิทอัพ หลังตื่นนอน ใช้เวลาราวๆ 10 นาที
หรือทำพอรู้สึกตึงๆเมื่อยๆให้หยุด วันละแค่นี้พอละ
ถ้ายังมีพอเวลา ให้วิ่งโซน 2 อีก 30 -40 นาที ต่อไปไม่ต้องวิ่งเย็นก็ได้ ให้วิ่งเช้าแทน
ทำดังนี้ 2 สัปดาห์ เฮียจะได้มัดกล้ามเป่งๆสวยๆ มันง่ายแบบเหลือเชื่อมากๆ
(ในคาบเวลากิน ให้เน้น ถั่วต่างๆ พืชมีหัว เพิ่มเข้ามาในเมนูอาหาร)

ผมยังงงอยู่เนี่ย ยิ่งทำนานวัน มัดกล้ามยิ่งชัด ผู้หญิงผู้ชายได้ผลเหมือนกัน
หุ่นผมตอนนี้ยังกะพวกเทรนเนอร์ตามฟิตเนสเลยอ่ะ

เค้าว่าเป็นเพราะการกระตุ้นกล้ามหลังจากปิดระบบย่อยเกิน 12 ชั่วโมง
โกรทฮอร์โมนที่หลั่งออกมากตอนเราปิดระบบย่อย จะไปช่วยเร่งการสร้างมวลกล้ามเนื้อ
โครงสร้างร่างกายเราจะกลับไปหุ่นสวยเหมือนมนุษย์สมัยกรีกโบราณ
มีกล้ามสวยๆแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องกินเวย์โปรตีนเลย
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 09 October 2018, 07:09:19 pm
(https://i.postimg.cc/MG2hMD9H/IMG_20181007_065515.jpg) (https://i.postimg.cc/NfLhWLys/IMG_20181007_095739.jpg) (https://i.postimg.cc/4NMCZZtz/IMG_20181007_030610.jpg) (https://i.postimg.cc/QC42FZzZ/Screenshot_20181008-174106.png)

2nd. Half รายการที่สองที่ลงครับ เวลาดีกว่าครั้งที่แล้ว ตั้ง 10 นาที แต่ก็ยังมีเดินสลับวิ่งอยู่ แต่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

รายการนี้วิ่งบนถนนคู่ขนานลอยฟ้า ปล่อยตัวบนสะพานพระราม8 การจัดงานก็ถือว่าดีครับ แต่ตอนวิ่งมันก็ยังดูเงียบๆ ไม่เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

กับรายการ bkk marathon ที่ตอนปล่อยตัวครึกครื้นมาก ระหว่างทางมีกองเชียร์ แต่เดี๋ยวนี้พสกรายการวิ่งในเมือง กองเชียร์นี่แทบไม่มีแล้ว ผิดกับ
รายการต่าง จว. บางรายการที่ยังมีอยู่

ช่วงออกตัวพยายามสะเออะไปอยู่แถวหน้าๆ เลยเกาะไปกับขาแรงเค้า เวลาดีเลย ~7 นาที/โล แล้วก็เริ่มหมดตอน 10 โล
สูตร วิ่ง800+เดิน200 เลยต้องเอากลับมาใช้ต่อ

รายการนี้เท่าที่ดู แล่ะวิ่งกันไป มีคนอายุมากกว่าผมด้วยนะครับ ที่ลง 21 โล แถมวิ่งได้เร็วกว่าผมอีก แถมยังมีลงฟูลฯกันด้วย
ซึ่งจบได้นี่ ถือว่าสุดยอดมากๆ เพราะต้องต่อสู้กับใจตัวเองตลอดเวลา

สำหรับผม ได้ลำดับที่ 152/191 ในกลุ่มอานุเดียวกัน
Overall ที่ 1576/2150 ถือว่าไม่เลว

เดือนหน้า จนถึงเดือน กพ. ก็ลงไว้ทุกเดือน ดดยเฉพาะ เดือน กพ. ที่ LOTTO ได้งาน BURIRUM MARATHON ที่วิ่งในสนาม ช้างเซอร์กิต 1 รอบ น่าจะฟิลน่าดู
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 11 October 2018, 12:03:36 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=91539207694.jpeg)

เมื่อวานผมวิ่งไป 2 รอบ ตอน 6 โมงเช้าวิ่งไป 6 กม. หัวค่ำวิ่งไปอีก 12 กม.(30 รอบสนามฟุตบอล)
กลับถึงบ้าน 2 ทุ่ม ไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า น้ำแร่ อาบน้ำ ซักชุดวิ่ง เข้านอน 3 ทุ่มครึ่ง
พยายามวิ่งโซน 2,3 เฉพาะในเซตหัวค่ำผมใช้พลังงานไป 900 กว่า Kcal
เป็นการเบิร์นชั้นไขมันไปเกือบ 700 Kcal (72%)
รวมวิ่งทั้ง 2 เซต น่าจะเบิร์นไขมันไป 1,000 Kcal ภายในวันเดียว

นี่ถ้าเทียบกับแต่ก่อนที่ "มีแรงเท่าไหร่ใส่ให้หมด"
ผมคงจะต้องวิ่งแบบหมดก๊อก รวมระยะทางเกิน 200 กม.กันเลย จึงจะเบิร์นไขมันได้ในปริมาณเท่าๆกัน
ซึ่งคงจะมีอาการบาดเจ็บสะสมล่ะครับ แต่วิ่งแบบวันนี้ ผมสบายๆชิลล์ๆไม่ปวดเมื่อยเลยแถมยังมีพลังงานเหลืออีก

(http://up.gunhotnews.com/?img=71539207582.jpeg)

ปีที่แล้ววิ่ง 2,000 กม. แต่สะบักสะบอมมาก จนถึงขั้นเริ่มกลับมาเป็นหวัดง่ายอีก
ภูมิต้านทานต่ำลงกว่าเดิม วิ่งผิดวิธี ไม่มีวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่างกายฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน
แต่ปีนี้ยังไม่ครบปีเลย ผมวิ่งมากกว่าปีที่แล้วไปแล้วล่ะครับ
ผมเปลี่ยนมายด์เซตใหม่  เลิกกดดันตัวเอง ไม่สนใจ pace ว่าจะวิ่งได้เร็ว
ไม่สนใจระยะทาง-ไม่ต้องวิ่งไกลๆ ไม่สนใจทำ personal best โฟกัสไปที่อัตราการเต้นของหัวใจเป็นหลัก
ผมใช้การวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นตัว 1.ลีนไขมันส่วนเกินออกไป 2.กระตุ้นมวลกล้าม 3.สร้างภูมิคุ้มกัน,เพิ่มเม็ดเลือดแดง
มันทำให้ผมวิ่งแบบสบายๆง่ายๆ แต่ในความสบายๆนี่สามารถวิ่งได้อย่างมีคุณภาพนะ วิ่งฮาล์ฟจบได้ใน 2 ชั่วโมงเป๊ะ


Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 18 December 2018, 12:01:23 am
เดือนที่แล้ว ไปวิ่งมาเช่นเคยครับ ฮาล์ฟฯ 21 โล สองรายการ เดือน พย. bertaram sunrise run 2018 กับเดือน ธค. pla2 mini marathon #4 2018

Half no.3# Bertram Sunrise Run 2018

งานวิ่งเมื่อเดือนที่แล้วครับ 18/11/2018 งานตรงกับงาน bdms แต่งานนี้ไม่ยักมีใครเอามาลงเอ่ยถึงเลย

งานจัดที่ชายทะเลบางขุนเทียน จุด start/finish ที่ศาลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร

จริงๆรายการนี้ตรงกับรายการ bdms กรุงเทพมาราธอน แต่ผมเลือกลงรายการที่นี่ เพราะ กรุงเทพฯ เคยวิ่งมินิฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อนมาแล้ว 3 ครั้ง อีกทั้งรูททางวิ่งเปลี่ยนไป ไม่ผ่านที่สำคัญๆ เหมือนแต่ก่อน (แต่ล่าสุดเห็นใช้รูทเดิมก่อนเข้าเส้น) อีกทั้งดันปล่อยตัวบ้าไร ที่ตีสอง (ฮาล์ฟฯ)

รายการนี้ เบอร์แทรม งานปล่อยตัว 5.30 สำหรับฮาล์ฟ ซึ่งก็ไม่เช้าไม่สายเกินไป

ตอนแรก ก็เกรงว่าจะร้อน เลยติดหมวกแก็ป มาด้วย (ผมไม่ชอบใส่หมวก) แต่แทนที่จะได้ใช้ใส่กันแดด กลับเป็นใช้กันฝนแทนครับ ฟิลไปเลย กับช่วง กม. ที่ 17 กว่า - กม.19 เกิดมาไม่เคยวิ่งตากฝนแบบยาวๆแบบนี้มาก่อน (ฝนตกหนักกลางๆ) ช่วงผ่านคลอง ละอองฝนแผล่ยาวๆตามลม สวยดีแฮะ

รายการนี้เค้าเน้นว่า วิ่งชมพระอาทิตย์ขึ้น เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้สังเกตุเสียด้วย ก้มหน้าก้มตา เดิน เอ้ย วิ่ง อย่างเดียว

วันนี้แรงไม่ค่อยดี เพราะวันเสาร์มีท้องเสียนิดหน่อย ก็วิ่งสลับเดินตามระเบียบไป แถมเวลาก็ช้ากว่าครั้งก่อนตั้ง 6 นาที (เมืองไทย) จะมาเสียเวลาเป็นนาทีๆ ช่วง กม. สุดท้ายครับ คือรถมาวัดกันแต่เช้า เต็มสองเลนต้องวิ่งแอบข้างทาง ที่เฉอะแฉะๆ แซงก็ไม่ได้ แล่ะต้องเดินเอา เพราะคนข้างหน้าเค้าดันเดิน มีจังหว่ะโล่งนิด เลยแซง วิ่งเข้าเส้นได้ ระยะก็สัก 80 กว่าเมตรได้มั๊ง (ฝนตกช่วง โลที่ 17-20 ครับ)

ระหว่างเส้นทาง นอกจากจุดให้น้ำ (ที่อุดม ไม่ขาด มีเกลือแร่ตามช่วง) ไม่มีกองเชียร์ใดๆเลย เงียบๆแบบมีสมาธิ เลยแอบเดินได้สะดวกใจยิ่งนัก อิอิ

งานนี้เสื้อสวย เหรียญก็สวยมากๆ แถม มีเพื่อนจากที่ทำงาน มาร่วมวิ่งด้วย เกือบสิบคน แต่มีผมลง 21 แค่คนเดียว แล่ะทุกครั้งที่วิ่งจบก็ไม่เคยได้กินอาหารที่ทางผู้จัดจัดไว้บริการสักที คือมันเหนื่อยจนกินไม่ลง อีกทั้งดวดน้ำไปหลายขวด (แต่จากที่โฆษก เกริ่นไว้ อาหารน่าจะมีหลายอย่างอยู่)

สุดท้าย งานนี้น่าเสียดายอีตรง ที่อุตส่า นำ เพซเชอร์ 2.45 มาตั้งเยอะ แล้วเราเองดันแผ่ว ก็ต้องปล่อยให้แซงไป แถม 3.00 ดันส่งเสียงมาข้างหลังอีก ทีนี้ขืนปล่อยให้แซงไปอีก กลับบ้านนอนไม่หลับแน่ๆ เลยฝืนใจสุดๆ วิ่งต่อ จนจบ ที่ 2.56 ชม.

แฮ่ๆ ฝากไว้ก่อนนะ 2.45

ปล. ภาพสวยก็อปมาจากเพจ น่าจะของงานเอง คือ the memory shot ครับ
https://www.facebook.com/BertramSunriseRUN/posts/326029221315086

https://www.facebook.com/BertramSunriseRUN/videos/419016201831341/
ไฮไล้ท์งานเค้าครับ งานจบแต่เพจยังตามเก็บภาพ วีดีโอ ให้นักวิ่งตลอด งานจัดโดยทีม teelakow

(https://i.postimg.cc/1z15Q3ph/15.jpg [img]) https://i.postimg.cc/tCf4B5Jg/09.jpg[/img] (https://i.postimg.cc/rmJpg2R6/10.jpg) (https://i.postimg.cc/d1v18V1m/11.jpg) (https://i.postimg.cc/PJ7TFXt7/19.jpg) (https://i.postimg.cc/KcpGYNn5/20.jpg) (https://i.postimg.cc/wB5xTYVt/18.jpg)
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 18 December 2018, 12:08:06 am
งานที่สอง ครับ 9/12/2018 งานนี้สมัครงานแรกตอนต้นปี งานเต็มเร็วก่อนสองวันเสียอีก แต่กว่าจะได้วิ่ง ก็จะสิ้นปีพอดี งานจัดมาครั้งที่ 4 แล้ว (รวมครั้งนี้)

4# Half , Pla2 mini marathon @ แม่กลอง จบด้วย new pb 2.47 ชม. ได้ตามเป้า
รายการนี้สมัครไว้รายการแรกๆตั้งแต่ต้นปี 18 แต่กลับวิ่งจริงเป็นรายการท้ายสุดของปี รายการนี้มาแปลกที่ทีมผู้จัดขยันมากๆ มีออกทริปซ้อมวิ่งในหลายระยะ มีเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ต่างๆ เพจก็ขยันหาอะไีรๆมาแจม แบบว่า ไม่ใช่สมัครเต็มแล้วก็เงียบไป ดีครับ
ออกจากบ้านตีสอง ถึงตีสามเศษ เลยนอนรอในรถแป๊บ ตีสี่ค่อยออกไปแจม ตกใจสุดๆ กับน้ำเต้าหู้ร้อนๆกับปลาท่องโก๋ ที่จัดรอไว้ (ตั้งแต่วิ่งมาไม่เคยเจอแบบนี้) เยี่ยมๆ
ออกตัวไม่ได้เดินไปแถวหน้าๆครับ คนเยอะมาก วันนี้อากาศเย็น วิ่งสบายๆไม่เหนื่อยเร็ว หกโมงเช้ายังมืดอยู่เลย
ผ่านมาสามสนาม ข่วงแรกเลยไม่วิ่งเร็วแล่ะ ผลออกมาดีเลย ทะลายกำแพง โลที่ 13 ลงได้ วิ่งมาจนโลที่ 16 ค่อยเริ่มหยุดเดิน อุตส่าวิ่งตามโป่ง 2.45 ชม. มาตั้งนาน เลยเริ่มโดนทิ้งไป
สะพานข้าม แม่น้ำแม่กลอง มาอยู่ โลที่ 18 ชันฉิบ (สะพานแรก โลที่3 วิ่งแบบชิล) เลยแอบเดินขึ้น แล้ววิ่งลง ซ๊ะ
ช่วงโลที่ 17 ซ้อฟที่หยาบๆของ แพน พรีเดเตอร์ เริ่มสำแดงพิษ เท้าขวาพองครับ แต่ก็วิ่งได้จนจบ (ถ้าเท้าไม่พอง น่าจะตามโป่ง 2.45 ได้จนจบแน่ๆ)
เข้าเส้นแล้ว ไปต่อแถวโซ้ยปลาทูของดังเค้า แต่ก็กินได้แค่ครึ่งตัวเอง เหนื่อยๆแล้วกินไรไม่ลง เลยเดินมาสอยแตงโมไป 5 ชิ้นใหญ่เหนอะๆ แตงโมไรหว่า ช่างหวานเจี๊ยบจริงๆ

งานนี้เห็นว่าจัดกันเองแบบไม่ได้จ้างออกาไน้ซ์ให้เปลืองตัง งานก็ออกมาดีทีเดียวครับ น้ำไม่ขาด ช่วงแรกๆมีถี่ แต่ช่วงหลังๆดูจะยาวไปหน่อย (สอบถามไปที่เห็นว่าถี่ เพราะร้านละแวกนั้นเค้าออกมาตั้งโต๊ะแจกน้ำให้ฟรีเอง หน่ะ)

ปล. งานนี้ต้องวิ่งข้ามสะพาน ที่ผมว่ามันชันอยู่ ไปกลับ รวม 4 ครั้ง

อ้อๆกล้วยน้ำหว้าอบที่ ผบ.ผมเค้าทำเตรียมไว้ให้ หวานอร่อย เติมพลังได้เยอะเลยครับ
(https://i.postimg.cc/SNVWRHgv/05.jpg) (https://i.postimg.cc/Zqv3fn4G/02.jpg) (https://i.postimg.cc/NM1Xcnyb/12.png) (https://i.postimg.cc/sDfhkw39/14.png)

ปล. เดือนหน้า 13 มค. รายการ บางกุ้งมินิมาราธอน ที่ค่ายบางกุ้ง สมุทรสงคราม รายการนี้น่าไปวิ่งด้วยครับ เพราะทีมรายการ ยังกะน้องๆ จอมบึงมาราธอน ทีเดียว
แต่ระยะยาวสุด แค่ 13.5 กม.
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 18 December 2018, 08:06:04 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=281545108699.png)

หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงจากประสบการณ์ตรงจากการออกกำลังกาย
ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้วครับว่า คนเราอ้วนได้อย่างไร? แก่ชราได้อย่างไร?
ทำไมคนสมัยนี้ถึงเป็นโรคต่างๆ เช่นโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองแตก มะเร็ง?

จะเห็นว่าความอ้วนและโรคต่างๆที่ว่ามา มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา
การไขปริศนาและแก้ปัญหาก็คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้แก่ พฤติกรรมการกินและการออกแรงใช้งานกล้ามเนื้อ โดยที่เราทำตัวคล้ายๆกับมนุษย์ยุคหิน แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไปอยู่ป่าอยู่ถ้าหรือล่าสัตว์นะ
ให้จำลองพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคโบราณ แต่เราจะได้เปรียบกว่ามนุษย์ยุคหิน
เพราะเรามีหลักประกันทางสุขภาพแบบคนยุคสมัยใหม่คือ...
1.เรามีสุขสภาวะทางการแพทย์ที่ดีกว่า
2.หาอาหารได้ง่ายและครบถ้วนกว่า

-พฤติกรรมการกิน
ระบบย่อยอาหาร ระบบร่างกายของคนเรา(หรือแม้แต่สัตว์) วิวัฒนาการไม่ทันต่ออาหารที่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ตั้งแต่มีการผลิตน้ำตาลอุตสาหกรรม อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตปริมาณมหาศาลได้ถาโถมใส่ร่างมนุษย์ ประกอบกับเรามีเทคโนโลยีการถนอมอาหาร มีตู้เย็น ห้องเย็น มีการขนส่งที่ดี
ระบบร่างกายรับไม่ไหวจึงเอาไปเก็บเป็นไขมันสะสม
ยิ่งการกินอาหารบ่อยๆ ยิ่งทำให้คนเราอ้วนขึ้นกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
อีกอย่างการกินคาร์บล้นเกินยังทำให้เราแก่เร็วอีกด้วย
ระบบย่อยของคนเราคุ้นชินกับคาร์โบไฮเดรตแบบดั้งเดิม จึงควรเลี่ยงอาหารที่ใส่น้ำตาลทราย ในสมัยก่อนด้วยความลำบากยุ่งยาก คนเรากินอาหารได้เต็มที่ก็แค่วันละมื้อเดียวเท่านั้นล่ะครับ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว(ถ้ากินให้เป็น) สรุปว่าให้เลี่ยงอาหารแปรรูป กินอาหารใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิม กับการจำกัดเวลาการทำงานของระบบย่อยอาหารในแต่ละวันโดยที่ยังได้รับสารอาหารครบถ้วน
มันคือการควบคุมการกินแบบ Intermittent Fasting นั่นเอง

-การใช้แรงงาน การใช้กล้ามเนื้อ
สมัยนี้เราไม่ออกไปล่าสัตว์กันแล้ว แต่เราสามารถดัดแปลงมาใช้รูปแบบการออกกำลังกาย (workout) แทนได้
แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องออกกำลังกายให้สอดคล้องกับธรรมชาติดั้งเดิมด้วยนะครับ
คือเมื่อเราออกกำลังกาย(ไม่ว่าจะวิธีใด)แล้ว ต้องรักษามวลกล้ามเอาไว้ได้ ต้องเห็นรูปร่างมวลกล้ามตามส่วนต่างๆได้ชัดเจน จะไม่มีไขมันส่วนเกินมาบดบังมวลกล้ามเนื้อ แต่ไขมันสะสมจะยังคงมีอยู่ภายในเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย
เราจะใช้การออกกำลังกายเพื่อจำลองวิถีชีวิตมนุษย์ยุคโบราณ ไม่ใช่เพื่อความเป็นเลิศ เพื่อทำ new personal best หรือเอาชนะคนอื่น

ขอเน้นว่าทั้งการกินและการออกกำลังกาย
ทั้ง 2 อย่างมันผูกติดกับอย่างแยกกันไม่ออก มันเหมือนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ
จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ถ้าทำแค่อย่างเดียว
อีกอย่างจะทำได้ยากและจะพาลทำให้ผลลัพทธ์สุดท้ายยากไปด้วย และต้องทำให้ถูกวิธีทั้ง 2 อย่างอีกด้วย
นี้ยังมีโบนัสจากการทำทั้ง 2 วิธีได้ถูกต้องคือ ในแต่ละวงรอบของกิจวัตรประจำวันร่างกายจะปั๊มโกรทฮอร์โมนออกมาฟื้นฟูตัวเอง และเกิดกลไกบางอย่างที่ร่างกายสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอม+เซลล์กลายพันธ์ุที่เรียกว่า Autophagy ที่กำลังกล่าวถึงกันอยู่ในระดับรางวัลโนเบลนั่นล่ะครับ มันคือการฟื้นฟูร่างกายหรือ recovery ที่เข้มข้นในระดับหน่วยเซลล์กันเลย

ถ้าทำได้ดังนี้...เราอาจจะไม่ได้เป็นนักวิ่งมาราธอนหรือนักไตรกีฬา แต่ก็อึดทนไม่น้อยล่ะครับ
ในขณะที่ร่างกายทรุดโทรมน้อยกว่ามาก
เราอาจจะไม่ได้เป็นนักกล้ามนักเพาะกาย แต่รับรองว่าใครๆเห็นก็ต้องทักล่ะครับ
มวลกล้ามเราจะชัดกว่าคนทั่วไปจนสังเกตเห็นได้
เรื่องความอ้วนนี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องที่เรากำจัดได้ง่ายๆเลย
ไขมันรอบเอวที่ว่าเอาออกยากนี่หายไปหมดกลายเป็น v cut กับ sixpac กันล่ะครับ
และด้วยการปรับพฤติกรรมการกินกับการออกกำลังกายนี่
ยังสามารถป้องกันและรักษามะเร็ง เบาหวาน โรคหลอดเลือดได้อีกด้วย

Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 18 December 2018, 09:18:30 pm
รายการวิ่งที่ลงมันแค่การชาเล้นท์ตัวเองแหล่ะครับ นี่ก็เหลืออีกไม่กี่รายการที่อยากลงวิ่งด้วย หมดแล้วก็คงวิ่งที่บ้านแบบธรรมดาแหล่ะครับ
อย่างรายการจอมบึง นี่ยังไงๆ ก็ต้องลงวิ่งให้ได้สักครั้ง

มีความคิดจะขยับไปวิ่งเทรลด้วยครับ แต่ยังไม่พร้อมเรื่องการเดินทาง การค้างคืน ตอนนี้แฟนผมเจ็บรองช้ำอยู่ ถ้าหายแล้วว่าจะชวนไปวิ่งงานต่างจังหวัดด้วยกัน
แบบไปเที่ยวไปในตัว ลูกสองคนก็โตพอช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าแฟนผมมันจะเอาด้วยป่าว

ตอนนี้อายุมาก วิ่งทุกวันไม่ได้แบบแต่ก่อนแล่ะ ต้องวันเว้นวัน มื้อเย็นลดน้อยลง
วันก่อนไปตรวจร่างกายมา ผลก็ปรกติทุกอย่าง
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 19 December 2018, 12:12:02 pm
(http://up.gunhotnews.com/?img=01545170810.jpeg)

วันนี้ผมตัดสินใจลด-ละ-เลิกการกินอาหารที่ใช้น้ำตาลทรายปริมาณมากๆมาเป็นส่วนผสมล่ะครับ
มันคือ "คาร์โบไฮเดรตขยะ" นี่ล่ะครับตัวการที่ทำให้เราแก่ลง,อ้วนขึ้น
ถึงผมจะจำกัดการกินแบบ Intermittent Fasting แล้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว
แต่การกินคาร์บขยะเข้าไป มันเท่ากับสร้างภาระให้ร่างกายโดยใช่เหตุ

คาร์บขยะคืออะไร? คืออาหารจำพวกแป้ง,น้ำตาล ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา... น้ำตาลอุตสาหกรรม
รวมถึงข้าวเจ้า (ข้าวที่ขัดสีด้วยแรงงานไพร่ทาสจนมีสีขาว ข้าวที่ชนชั้นปกครอง-ชนชั้นเจ้ากิน ไพร่ทาสกินข้าวไม่ขัดขาว)
เส้นแป้งต่างๆในยุคปัจจุบัน

ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีการผลิตน้ำตาลอุตสาหกรรม ลองจินตนาการถึงการทำทองหยิบทองหยอดฝอยทองสิครับ
น้ำตาลเป็นของหายากราคาแพง เราจะหาน้ำตาลยังไง?  ทั้งวิธีทำที่ยุ่งยากซับซ้อน
ต้องใช้เเรงงานมาก อีกทั้งต้องทำแข่งกับเวลาและสภาพอากาศที่จะทำให้อาหารบูดเสีย
ขนนหวานจึงเป็นของกินในโอกาสพิเศษจริงๆ สามัญชนจะได้กินก็ในงานเทศกาลงานบุญเท่านั้น
การณ์นี้อาจจะพอมีการระดมแรงงานเพื่อทำขนมหรืออาหารพิเศษได้

สามัญชนแค่ได้กินอาหารหลักในแต่ละวันก็ยากอยู่แล้ว
จะมากินขนมหวานหลังอาหารนี่ยากมาก
"กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่" จึงเป็นเช่นนี้เอง

คาร์โบไฮเดรตพวกนี้ระบบย่อยของมนุษย์ไม่รู้จัก
ระบบย่อย,อวัยวะภายในเราวิวัฒนาการไม่ทันต่อผลผลิตจากการปฏิวัติเขียว
ระบบร่างกายเราตื่นตระหนกต่อคาร์บแคลอรี่สูงลิ่วพวกนี้ มันไม่รู้จะรับมือยังไง
และที่สำคัญมันกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินอย่างรุนแรง...แล้วมันไม่ดียังไง?

อันว่า..เมื่อเรากินอะไรเข้าไป เมื่อระบบย่อยทำงาน ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมา
หน้าที่ของอินซูลินคือลำเลียงกลูโคสและสารอาหารผ่านกระเเสเลือดไปยังหน่วยเซลล์
มันสัมพันธ์กับอาหารคาร์โบไฮเดรต คาร์บชนิดไหนปลดปล่อยกลูโคสออกมามาก GI : Gluecose Index สูง
อินซูลินจะหลั่งออกมามาก ผลข้างเคียงคือเมื่ออินซูลินไปที่ไหน เนื้อเยื่อตรงนั้นจะเสื่อมสภาพ
เพราะอินซูลินเอากลูโคสเข้าไปแจกเยอะเกิน จนเนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีภาวะเป็นกรด
ถ้าอินซูลินผ่านหลอดเลือดแล้วไปตกค้างนานๆ
(การอุดตันของหลอดเลือดบางส่วนจากไขมันไม่ดี กลายเป็นภาวะคอขวดในหลอดเลือด)
หลอดเลือดตรงนั้นก็จะเปราะแตกง่าย
ถ้าอินซูลินพากลูโคสไปแช่ที่ลูกตา ก็จะเป็นเบาหวานขึ้นตา

ต่อให้ไม่ป่วยเป็นเบาหวานเลย และอินซูลินมีประโยชน์ในการพาสารอาหารไปให้เซลล์ก็จริงอยู่
แต่อินซูลินที่หลั่งออกมามากเกินไป มันจะทำให้เซลล์รับกลูโคสจนล้นเกินจนเสียหายจากภาวะกรด เราจะแก่ลง

กลูโคสที่ยังคงตกค้างในกระเเสเลือด ปล่อยไว้ไม่ได้การล่ะครับ ระบบร่างกายจะเป็นกรดจัด
ร่างกายจะเเก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเอาไปเก็บเป็นไขมันสะสม เราจะอ้วนฉุ
ชั้นไขมันบังมวลกล้ามจนมองไม่เห็น นั่นล่ะครับ...อ้วนแล้ว

ถ้าจะกินคาร์บ ควรกินแบบที่ระบบร่างกายคุ้นชินตั้งแต่ในยุคโบราณ
แบบที่เรายังมองเห็นสภาพเดิมของมันอยู่ เช่นเผือก มัน ฟักทอง ถั่วธัญพืชที่ไม่ขัดสี น้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ

ไม่ใช่แต่กับคน ที่คาร์บขยะทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล
ในสัตว์ก็เช่นกัน เคยเห็นไหมครับ?
บางคนเลี้ยงน้องหมาน้องแมวจนอ้วนเป็นหมูน่ะ

ถ้าไม่อยากอ้วน ไม่อยากแก่เร็ว...ต้องเลี่ยงคาร์บขยะ!
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: vichien on 10 April 2019, 04:56:20 pm
ช่วงนี้เข่าเจ็บ แต่ไม่ได้เจ็บเพราะวิ่งนะ แต่เจ็บเพราะเดือนก่อนกลับไปตีแบด แล้วเข่าพลิกเล็กๆข้างขวา เลยเจ็บยาวมาเป็นเดือน แต่ตอนนี้ดีขึ้นหน่อยแล่ะ ไม่ได้กินยาใดๆ
ได้แต่ทายาเอาครับ กับบริหารเข่าเป็นประจำ ปรับท่าวิ่งที่มักวิ่งลงส้น มาเป็นลงปลายเท้าแบบจริงจัง เริ่มจากค่อยๆช้าๆ ตอนนี้เลยคุ้นเคยกับวิ่งลงปลายเท้าไปแล้ว
ดีเลย คงไม่วิ่งเร็วแล่ะ ค่อยไปดีกว่า แต่เวลาก็ยังถือว่าดี เพราะถึงช้า แต่ก็ยังไม่เลย 8 นาที/กม.

แถมรู้สึกว่า ช่วงนี้ hr. ไม่สูงเหมือนแต่ก่อนเสียด้วย วันก่อนวิ่งช้าๆโซน 2 ไป 10 โล hr. ดีสุดตั้งแต่วิ่งมา คือ เกาะโซน 2 ที่ 99%

เดือนก่อนไปวิ่งงาน บุรีรัมย์มา สมใจอยากไปเลย งานนี้ต้องล็อตโต้ ด้วยนะครับ ใช่ว่าใครๆจะสมัครก็ได้ แต่งานนี้ วิ่งเสร็จ ทำเอาท้อไปเลย
เพราะวิ่งจบ ฮาล์ฟฯ ล่อไปเกือบ 3 ชม. ช้ามากๆ

เหตุหลักๆเลย คือหมดแรงครับ เพราะไม่ได้ไปนอนพักที่ จว. แต่ผมจับรถทัวร์ไปคืนวันเสาร์ คิดว่าได้นอนสักสามสี่ ชม. ก็น่าจะพอ
แต่เอาเข้าจริง มันนอนไม่หลับเลย หลับตา แต่ตื่นในหัวตลอด ไปถึง บรร. ~ตีสาม ก็ต่อ มอไซด์ , สองแถว ไปสนามช้างเซอร์กิต ไปนั่งรอในสนาม

รอดูชุด มาราธอน ปล่อยตัว ตอนนตีสี่ อลังการณ์ นักวิ่งมากๆ ไอ้เราก็ปวดหัว ปวดตาหนึบๆ เพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ถึงตอนเราลงวิ่ง ตอนวิ่งในสนามช้างฯ ที่ระยะเกือบๆ 5 โลได้มั๊ง อาการก็ยังดีอยู่ แต่ไม่เฟิร์มเหมือนทุกครั้ง วิ่งมาแตะที่ ~10 โล แรงเริ่มหมดแล้วครับ
หมดเร็วมากๆ ทั้งๆก็พยายามไม่ได้วิ่งเร็วแล้วด้วย ..ในใจ อยากนั่งสองแถว dnf. ด้วย

แต่อีกความคิด ไหนๆถ่อมาแล้ว มันก็ต้องจบให้ได้สิน่า เลยประคอง วิ่ง+เดินไปจนจบครับ รายการนี้ ตั้งแต่วิ่งออกจากสนามช้างฯ
ตลอดเส้นทางนี่บอกได้คำเดียว มันสุโค่ยมากๆ คือกองเชียร์ครับ กองเชียร์มีตลอดเส้นทาง ถึงจะเหนื่อยยังไงๆ ก็ต้องวิ่งเข้าไปแตะมือ กับกองเชียร์เกือบทุกกองเลยครับ

จากเหนื่อยๆ กลายเป็นยิ้มเหงือกแห้งไปเลย เพราะเพ่แกเลยปิดเมืองวิ่ง ชาวบ้าน เด็ก โรงเรียน สารพัด มาตั้งเชียร์กันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย
สุดยอดมากๆ ตั้งแต่ผมลงงานวิ่งมานี่ งานบุรีรัมย์ นี่สุดยอดความประทับใจเลยครับ

https://www.facebook.com/vichien.mongkonrujipanit.1/posts/1467991489997893
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: leeteng on 02 May 2019, 02:07:52 am
 :thumbup: ยังตามเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆนะครับน้า HEX ผมก็ยัง IF อยู่ครับ แต่เวลาก็เริ่มจะแคบลง บางวันกินแค่ทีเดียว
เห็นน้า Hex แชร์เรื่องน้ำตาล คงต้องลดข้าวขาว ลดน้ำตาลแฝงบ้างละครับ  :thumbup:
Title: Re: สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข
Post by: Hexaphonic on 02 May 2019, 06:08:22 pm
ดีแล้วครับน้าลี้เติ้ง ผมก็ทำ IF แบบไม่ได้เคร่งมาก
เหมือนกับว่าระบบร่างกายมีเมมโมรี่แล้ว มันจำพฤติกรรมการกินแบบ IF ได้แล้ว


เรื่องแป้ง+น้ำตาลอุตสาหกรรมผมก็ไม่ได้เคร่งมากครับ
แค่ให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะกินคืออะไร? พอเรารู้แล้ว เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆลดการกินของพวกนี้ไปเองครับ