Thai Audio/Video Club

คุยกันฉันท์เพื่อน => จับฉ่าย => Topic started by: Hexaphonic on 07 April 2013, 11:21:40 pm

Title: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 April 2013, 11:21:40 pm
ก่อนอื่นขอออกตัวว่า ผมไม่ใช่"หนอนหนังสือ"หรอกครับ

เหตุที่ว่าอย่างนั้นเพราะวรรณกรรมชั้นครูระดับตำนานทั้งหลาย ผมยังไม่เคยอ่าน(อาจจะมีผ่านตาบ้างเล็กๆน้อยๆ)
เคยได้ยินแต่ชื่อ อาทิ...อิเหนา สามก๊ก กามนิตวาสิฏฐี พันหนึ่งราตรี ผู้ชนะสิบทิศ เพชรพระอุมา ซีไรท์ทุกเล่ม โกวเล้งทุกเรื่อง ฯลฯ
ตอนประถม เคยอ่านนิยายกำลังภายในที่เตี่ยซื้อมา  มี 10 เล่มจบ อ่านก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก จำได้แต่เสียงหัวเราะ...เคี๊ยกๆๆๆ

อ้อ...เคยอ่าน พล นิกร กิมหงวน ตลกดี   ตอนผมบ้าเครื่องเสียงช่วงแรกๆก็อ่านหนังสืออื่นๆน้อยลง ปกติก่อนหน้านั้นก็อ่านไม่ค่อยมากเท่าไหร่อยู่แล้ว
แต่มีนิสัยชอบซื้อหนังสือ ซื้อมาดองอ่ะครับ ทำเท่ไปงั้นแหละ หลายๆเล่มซื้อมาจะสิบปีแล้ว ยังไม่ได้อ่านเลย...555

แต่หลังๆมานี่ก็เริ่มเอาออกมาอ่านบ้าง แต่บางทีก็รู้สึกเบื่อๆเหมือนกันว่า..
นี่เราต้องยัดอะไรเข้าไปในหัวมากแค่ไหน..จึงจะพอ?  แล้วรู้ได้ยังไงว่าไอ้ที่ยัดเข้าไปในหัวนั้นน่ะ..มันถูกต้อง?

ล่าสุดไปซื้อหนังสือ อาจารย์ปู่คึกฤทธิ์ 1 เล่ม กับของ ลุง สศษ. อีก 1 เล่ม ยังไม่ได้อ่านอีกเช่นกัน
ราคาเล่มละ 180 บาทเท่ากันทั้งคู่ แม้แต่ราคาหนังสือก็ยังไม่ยอมกัน  :argue: สงสัยจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันจริงๆ...ฮิๆ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 12:09:18 am
แหม พี่เอาเพชรกับสิบทิศขึ้นชั้นอิเหนาเลยหรือครับ :wallbash:


อ้อ ปู่คึกฤทธิ์ ดูเหมือนไม่เคยให้ราคาลุง สศษ. เลยนะ
ผมไม่ชอบทั้งคู่แหละ
แต่ปู่แกไปหาประธานเหมา ผมก็เลยจัดหิ้งให้แกอยู่ในความทรงจำหน่อยนึง  :wacko:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 08 April 2013, 12:17:01 am
ช่วงหลังมานี้ ผมชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องดนตรีครับ
จะเป็นนิยายก็ได้ ที่ชอบมากคือ "หัวใจเปียโน" อ่านแล้วอยากเล่นเปียโนเลยครับ
ถ้าเป็นวรรณกรรมสั้นๆ ก็ชอบเรื่องแปลของ อเลซซานโดร บาริกโก
ที่เขียนเรื่อง "โนเวเชนโต้" ที่เอาไปทำเป็นหนังเรื่อง "1900" เป็นเรื่องของนักเปียโนที่ไม่เคยลงจากเรือ

แล้วก็เรื่องแปลของ Peter Mayle ที่เขียน "หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์" กับ "แสนสำราญงานชิม"
อื่นๆ ก็มี หนังสือสารคดีเดินทางกับหนังสือเกี่ยวกับอาหารของ คุณภาณุ มณีวัฒนกุล

ตอนนี้รู้สึกว่าสมาธิสั้นลงครับ เลยบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือก่อนนอนทุกวัน
ไม่เอางานกลับไปทำที่บ้าน และไม่ได้ฟังเพลงที่บ้านครับ เพราะไม่มีห้อง
ชุดเครื่องเสียงของผมยึดห้องฟังของออฟฟิศครับ  :D

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 12:41:14 am
Quote from: pee on 08  April  2013, 12:09:18 am
แหม พี่เอาเพชรกับสิบทิศขึ้นชั้นอิเหนาเลยหรือครับ :wallbash:


อ้อ ปู่คึกฤทธิ์ ดูเหมือนไม่เคยให้ราคาลุง สศษ. เลยนะ
ผมไม่ชอบทั้งคู่แหละ
แต่ปู่แกไปหาประธานเหมา ผมก็เลยจัดหิ้งให้แกอยู่ในความทรงจำหน่อยนึง  :wacko:



เปล่าครับพี่...ผมยังไม่ได้เอาขึ้นชั้นเดียวกันนะครับ เพราะยังไม่ได้ซื้อเข้าบ้านอ่ะครับ
แต่เด๋วต้องไปดูที่ร้านหนังสือก่อง ว่าเขาไว้ในชั้นเดียวกันป่าว  :rolleyes:

พูดถึงอาจารย์ปู่...ถ้าแกให้ราคาลุง ส. ต่อหน้าธารกำนัล
อย่างนั้นต้องเรียกว่า"เสียรูปมวย"ล่ะครับ
ซึ่งมันเป็นไปบ่ได้อย่างแน่นอน  :donot:




อ้อ..ผมยังอ่าน หัวใจเปียโน ไม่จบสักที
หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์ กับ แสนสำราญงานชิม ก็น่าอ่านมาก
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 12:51:23 am
คึกฤทธิ์เกิด 2554 เกือบจะเกิดรัชกาลที่ห้าด้วยซ้ำ
สุลักษณ์ เซียวเกษม เกิด 2475 เป็นคนปลายรัชกาลที่ 7
ถือว่าคนละรุ่นกันชนิดเทียบไม่ได้

เหมือนณเดช เทียบกับป้าเบิร์ด....ฮา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 01:32:34 am
อย่างนี้ต้องใช้"ไบแอมป์"เป็นแบคกราวด์ซะแล้ว  :supergrin:
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/d07c30b1-8799-4126-9d66-a79e104795ef.jpg)




ดูเหมือนอาจารย์ปู่เคยเขียนเหน็บประมาณว่า..."เอ็นดูลุง ส. อย่างกับลูก"
ก็คงจะแนวๆ...."เด็กเมื่อวานซืน"กระมังครับ

ผมเคยอ่านเจอในหนังสือลุง ส. ว่า...

ปราชญ์จากสำนักบริเตน มักนิยมหาคู่ต่อกรทางความคิดเพื่อลับสมอง ยิ่งชกข้ามรุ่นได้ยิ่งดี ประมาณนั้น
และอาจารย์ปุู่แกก็เป็นยอดฝีมือจริงๆ ซึ่งถ้าลุง ส. จำเป็นต้องลับสมอง ก็คงต้องทำน้ำหนักขึ้นไปชกกะปู่ล่ะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 01:38:48 am
ลุงส. แกก็ชกหมดแหละ

วันก่อนก็ลดน้ำหนักมาชกกับสมศักดิ์ เจียม
แต่กลายเป็นสองลุงหลานช่วยกันถลุงคนนอกเสียเละเทะ


ฮา :rof:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 02:06:46 am
Quote from: pee on 08  April  2013, 01:38:48 am
ลุงส. แกก็ชกหมดแหละ

วันก่อนก็ลดน้ำหนักมาชกกับสมศักดิ์ เจียม
แต่กลายเป็นสองลุงหลานช่วยกันถลุงคนนอกเสียเละเทะ


ฮา :rof:



อ๋อ.."ช่วยกันถลุงคนนอกเสียเละเทะ"..รายการ "จอบโตด" ของเฮียภิญโญโอเผ่น..นะเอง  คริๆ :popcorn:


อันนี้คือหนังสือบางส่วนที่ผมซื้อมาดองอ่ะครับ อ่านไปไม่ถึง 20% สมาธิสั้นเหมือนกัน ถือไปร้านกาแควเท่ๆงั้นแหละ
ทีแรกว่าจะไปงานสัปดาห์หนังสือ ไปเอามาดองเพิ่ม แต่ไปไม่ไหว มันร้อนโครตๆ
ส่วนมากผมจะซื้อกับร้านแถวบ้านนั่นแหละ
ไปงานหนังสือ ไม่ใช่เพราะจะได้ซื้อหนังสือราคาถูกกว่าท้องตลาด มันเสียเวลา+ค่าเดินทาง ยังไงก็ไม่คุ้ม
แต่ที่ไปก็เพื่อซื้อหนังสือที่หายากนอกกระแส
เคยไปงานอยู่ 3-4 ครั้งมังครับ
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-6.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-7.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-8.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 02:13:59 am
หนังสือนี้ดัดจริตจัง

ดังนั้นพูดซาราธุสตรา
http://olddreamz.com/bookshelf/zarathus/thusspake.html



ภาษาไทยใช้อย่างนี้หรือ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 02:22:52 am
ผมยังไม่ได้อ่าน มันเอ่อ...ต้องปรับคลื่นสมองอีกพอสมควรอ่ะครับ
แต่คิดว่านิชเช่คงจะหมายถึงพวกที่"แอบอ้างพระเจ้า"น่ะครับ...ที่ตายแล้ว

ผมเชื่อว่า..นี่ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้หนังสือแปลเล่มนี้มีชื่ออย่างนี้.

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 02:56:38 am
กองนี้อ่านไปเกือบหมดแล้ว ผมชอบอ่านหนังสือของพี่เขาครับ...
บูรณาการผสมผสาน ศาสนา วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/E5DC4C9C-86FA-46E0-B9D1-212BDEA05B9D-6886-000008BDB9505A3D.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/43DA6CC8-FD68-4ECD-8610-88435ED9EEA7-6886-000008BD35FB4522.jpg)

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 03:07:39 am
ชัชรินทร์ เป็นนักเขียนคุณภาพ

แต่พอหันแนวมาเล่นประวัติศาสตร์ มันมีวิธีคิดแบบสมัครเล่น
คือแนวคอนสะไปเรซี่ มากไปหน่อย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 03:27:17 am
ผมว่าผมอาจจะเพี้ยน เพราะอ่านหนังสือของพี่เขาก็เป็งล่าย ฮ่าๆๆๆ ล้อเล่ง ถ้าเอามาทำเป็นพล็อตหนังเนี่ยจะเป็นไงน๊าา
และนี่คือเล่มล่าสุด แต่ออกมานานเป็นปีแล้วมังครับ
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-23.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-24.jpg)

แต่ผมว่าเมกาไม่มีวันแพ้หรอกครับ  :donot:
เพราะในบรรดาอาณาจักรสามก๊กยุคใหม่...เมกามีต้นทุนความมั่นคงในทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำที่สุด!
ใครจะแทงก๊กจีน-ก๊กทะเลทรายก็แล้วแต่ ผมแทงเมกาหมดกระเป๋า อิๆ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 05:55:30 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-26.jpg)

ผมว่าหากจะมีท่านที่จินตนาการแซงความรู้ไปหลายปีแสง ล้ำกว่าพี่ชัชฯ คือท่านอาจารย์"มุซาชิเทพอวตาร"นี่แหละ!
ผมก็ชอบอ่านผลงานของท่านเหมือนกัน โธ่...ไม่น่าเลย ท่านไม่น่าเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์จนพลาดเป้า
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น...มันอาจจะเป็นข่าวสารทางจิตวิญญาณอันสำคัญจาก"เบื้องบน" ก็เป็นได้!


พี่ๆเพื่อนๆ ประทับใจในงานเขียนชิ้นไหนของใคร ลองมาแชร์กันนะครับ  :)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 06:47:15 am
ผมชอบตุลย์จันทร์
ภาษางดงามแต่ครบถ้วนด้วยออถรสทางวิชาการ

ผมชอบจิตร ภูมิศักดิ์ แม้จะเห็นข้อด้อยในงานของเขา
แต่ความฮึกเหิมในตัวอักษร ยากที่จะหาคนสู้

ผมชอบนายผี
แกทำให้รู้ว่า เราต่ำต้อยเพียงใดในภาษาของเราเอง

ผมชอบสมเด็จนริศ
ท่านมีวิจารณญานที่ทำให้อึ้ง แม้จะไม่เห็นด้วย

ผมชอบอีกหลายคนเลย แต่เสียดายที่อ่านมาน้อยเกินไป
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 08 April 2013, 07:13:19 am
อ่านเล่มนี้อยู่ครับ เอาไว้เป็น reference  :supergrin:
(http://ecx.images-amazon.com/images/I/514F548gmYL._SY300_.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 01:28:26 pm
@พี่พี...เอ้า จดๆๆ ผมว่ากระทู้และรีพลายความเห็นต่างๆของพี่ ก็เปรียบเหมือน"หนังสือที่ต้องอ่านให้ได้"  :worshippy:
และหลายๆท่านก็คงรู้สึกเช่นกัน

@พี่Karin...นิยามของหนังสือน่าสนใจมากครับ :thumbup:
Howard Tremaine's Audio Cyclopedia is the most useful technical reference book we've ever come across. It's really a must-read for anyone interested in old audio equipment and the history of sound recording technology.
http://www.freelovefenner.com/studio/the-audio-cyclopedia-by-howard-m-tremaine/ (http://www.freelovefenner.com/studio/the-audio-cyclopedia-by-howard-m-tremaine/)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 04:48:04 pm
พูดถึงเรื่องดัดจริตเนี่ย..
ถ้าเป็นงานเขียนละก็ต้องยกให้"อาจารย์ปู่" นี่เลย (แต่บ้านนี้เมืองนี้ จะมีใครที่ดัดจริตเหนืออาจารย์ปู่อีกรึเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ?)
คนดัดจริต...ต้องเข้าใจ"จริต"ของตนอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถ"ดัด"ให้"จริต"เป็นไปตามที่ตนต้องการ
แต่นั่นแหละ ในที่สุดก็จะแพ้ภัยตัวเอง เมื่อกงล้อประวัติศาสตร์ตามทัน!

ถ้าไม่ใช่แตกฉานด้านจริตของตนอย่างถ่องแท้ แล้วมีพฤติกรรมอย่างกระแดะ
ผมว่าก็เป็นได้แค่พวก ไร้ราก งมงาย(เชื่ออย่างนั้นจริงๆ) หรือถูกหลอกให้เชื่ออะไรสักอย่าง

โดยเฉพาะงานเขียนของท่านที่เกี่ยวกับการเมือง,ศาสนา (แต่งานเขียนประเภทเกร็ดเล็กๆน้อยๆเนี่ย สุดยอดคลาสสิคจริง นับถือๆ)
ผมว่าท่านอาจารย์ปู่เป็น "ของปลอมทำเหมือน" อ่ะครับ
ผมคิดว่าท่านอาจารย์ปู่เป็น..นักประชาธิปไตยปลอมทำเหมือนกับพุทธมามกะปลอมทำเหมือน..ในเวลาเดียวกัน

ก็อัตตาของท่านมันใหญ่โตยังกะมหาภูผาหิมาลัย คนจำพวกนี้เขามีศาสนาเป็นของตัวเอง มีไบโอสเฟียร์เป็นส่วนตัว
(ลุง ส. ไปชกกะภูเขา คงจะเจ็บ คงจะเหนื่อย อิๆ)
อาจารย์ปู่ซุ่ซ่าส์ท่านดัดการเมือง,ดัดศาสนา ไม่ทราบว่าเป็นกระบวนท่า...."หอกทมิฬย้อนแทงทมิฬ" รึเปล่า?
แล้วใครกันหนอ ที่มีราคาสำหรับอาจารย์ปู่ ที่จะทำให้ท่านสละเวลาอันมีค่า..มาดัดหอก?
ในห้วงเวลานั้นผมว่าท่านพุทธทาสนี่ล่ะ ที่คู่ควรกับการนี้อย่างที่สุด

แต่...เล่นกับของมีคม ต้องระวัง!

แล้วทำไมช่วงหลังจากเป็นนายก ท่านถึงได้ปรี๊ดแตกออกมาว่า...."กรูไม่กลัวมรึงหรอกจะบอกให้"?
ผมว่าไม่ใช่เพราะฝีปากของ "เด็กเมื่อวานซืน" อย่างลุง ส. หรอก เอ่อ..แล้วยังจะมีใครอีกล่ะเนี่ย?


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 08 April 2013, 04:57:28 pm
Quote from: Karin Preeda on 08  April  2013, 07:13:19 am
อ่านเล่มนี้อยู่ครับ เอาไว้เป็น reference  :supergrin:
(http://ecx.images-amazon.com/images/I/514F548gmYL._SY300_.jpg)


น่าสนใจครับ ขอบคุณครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 08 April 2013, 05:16:36 pm
ถ้าไม่นับเรื่อง digital แล้ว เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมเกือบทุกอย่างในเรื่อง audio แม้ว่าจะไม่มี math หนักๆ แต่ก็มีพอที่จะทำให้เข้าใจได้ครับ เล่มนี้ใช้เป็น reference ได้อีกหลายสิบปี

ข้อเสียของมันคือตัวหนังสือเล็กมากกกกก  :dizzy:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 08 April 2013, 06:10:40 pm
Quote from: Karin Preeda on 08  April  2013, 05:16:36 pm
ถ้าไม่นับเรื่อง digital แล้ว เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมเกือบทุกอย่างในเรื่อง audio แม้ว่าจะไม่มี math หนักๆ แต่ก็มีพอที่จะทำให้เข้าใจได้ครับ เล่มนี้ใช้เป็น reference ได้อีกหลายสิบปี

ข้อเสียของมันคือตัวหนังสือเล็กมากกกกก  :dizzy:


ไม่มี math นี่ ผมชอบเลยครับ  :D
แต่ราคาหนังสือใหม่ที่ Amazon 579.99 เหรียญ
คงต้องเก็บตังค์ซื้อนานหน่อย  :lol:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 April 2013, 06:24:48 pm
รวมค่าส่ง ร่วมสองหมื่นเชียว
หนังสือหรือทองน่ะ

โวแค่บกับเรื่องย่อพวกนี้ หาอ่านได้ทั่วไปไม่ใช่หรือครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: dht_tubes on 08 April 2013, 06:28:49 pm
ห้าร้อยกว่าเหรียญ สงสัยผมต้องบากหน้าไปยืมคุณ Karin อ่านแทนแล้วหล่ะ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 April 2013, 06:43:56 pm
Quote from: prisna on 08  April  2013, 06:10:40 pm
Quote from: Karin Preeda on 08  April  2013, 05:16:36 pm
ถ้าไม่นับเรื่อง digital แล้ว เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมเกือบทุกอย่างในเรื่อง audio แม้ว่าจะไม่มี math หนักๆ แต่ก็มีพอที่จะทำให้เข้าใจได้ครับ เล่มนี้ใช้เป็น reference ได้อีกหลายสิบปี

ข้อเสียของมันคือตัวหนังสือเล็กมากกกกก  :dizzy:


ไม่มี math นี่ ผมชอบเลยครับ  :D
แต่ราคาหนังสือใหม่ที่ Amazon 579.99 เหรียญ
คงต้องเก็บตังค์ซื้อนานหน่อย  :lol:


Quote from: dht_tubes on 08  April  2013, 06:28:49 pm
ห้าร้อยกว่าเหรียญ สงสัยผมต้องบากหน้าไปยืมคุณ Karin อ่านแทนแล้วหล่ะ




อย่างนี้ต้องเรียกว่าเป็น "หนังสือไกลสุดมือจะเอื้อมถึง" แล้วล่ะครับ อิๆๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 08 April 2013, 06:49:18 pm
Quote from: pee on 08  April  2013, 06:24:48 pm
รวมค่าส่ง ร่วมสองหมื่นเชียว
หนังสือหรือทองน่ะ

โวแค่บกับเรื่องย่อพวกนี้ หาอ่านได้ทั่วไปไม่ใช่หรือครับ


ผมซื้อ used ครับ ประมาณร้อยเหรียญนิดๆ ลอง click ส่วนที่เป็น used ใน Amazon ดูครับ

ถ้าซื้อเป็นเรื่องๆแยกไปก็สามารถหาได้ครับ แต่บางเรื่องอาจจะหายากกว่าที่อยู่ในรวมเล่มนี่  :dizzy: จริงๆผมซื้อมาเพื่อดูเรื่อง test เป็นหลัก แต่พบว่ามีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเช่นกันครับ เนื้อหาแบ่งเป็น 25 section ซึ่งครอบคลุมเรื่อง Audio ไว้เกือบหมด มันตั้ง 1,800 หน้า  :oops: อ่านไปเรื่อยๆน่ะครับ ประมาณอ่านก่อนนอน  :lol:

แบ่งตามนี้ครับ
Basic Principles of Sound
Acoustic, Studio Techniques and Equipment
Constant-Speed Devices, Motors and Generators
Microphones
Attenuators
Equalizers
Wave Filter
Transformer and Coils
Sound Mixers
VU and Volume Indicator Meters
Vacuum Tubes, Transistors and Diodes
Audio Amplifier
Disc Recording
Cutting Heads
Recording and Reproduction Styli
Pickups
Magnetic Recording
Optical Film Recording
Motion Picture Projection Equipment
Loudspeakers, Enclosures, Headphones and Hearing Aids
Power Supplies
Test Equipment
Audio-Frequency Measurement
Installation Techniques
General Information, Chart and Tables

บางอย่างผมก็ข้ามไปเหมือนกันครับ อย่างพวก motor นี่ดูผ่านๆ แต่ acoustic นี่น่าสนใจเพราะอ่านแล้วทำให้เราเข้าใจเรื่องการจัดการเสียงสำหรับ concert hall กับ studio ดีขึ้น แต่ไม่มีห้องฟังนะครับ  :lol: เพราะสมัยโน้นยังไม่มีคนทำห้องไว้ฟังเครื่องเสียงอย่างเดียว

บางเรื่องก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ข้ามไปก่อน วันหลังมาอ่านใหม่อาจจะเข้าใจมากกว่านี้  :scholar:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 09 April 2013, 08:56:26 pm
เห็นมีลงขายในอีเบย์ เสียดายไม่ส่งเมืองไทย ราคาน่าคบทีเดียวครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 10 April 2013, 04:25:35 am
ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือที่ผมซื้อมาว่า..ตอนนี้มีใครพูดถึงกันรึเปล่า?
เผอิญเห็นลุง ส. ไปโพสท์นิยายไว้ที่เวปพลังจิกซะล่วย ใช้ชื่อว่า "เทพอภิบาล"
ผมว่าลุงแต่งนิยายเก่งกว่า อ.มุซาชิ กะพี่ชัช ซะอีก....

"ศาสนาควรจักมีทั้งความผ่อนคลายในการสอนในการปฏิบัติ แลเรียน แต่ก็ไม่ใช่พูดคุยเอาแต่สนุกเหมือนดูตลก เพราะนั้นเท่ากับว่าจะไม่มีอะไร?เลยที่เกิดขึ้นกับเรา ตรงนี้น่ากลัวมากทีเดียวทีล่ะ บางคนไม่เข้าใจดอก บางคนเข้าหาศาสนาเพื่อมีเรื่องไว้คุยเล่นว่า เรามีศีลธรรม เราไปฟังพระรูปนั้นพูดงี้มานะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆๆทั้งสิ้นในจิตสำนึกเรา ก็เท่ากับเราเสียพลังงานไปเปล่าๆๆ นั้นแลเกี่ยวกับการปฏืบัติธรรมนั้นอย่าคิดว่าเป็นหน้าที่พระเล่า ฆาราวาสก็ปฏิบัติก็เป็นพระได้ ไม่ใช่โกนหัวห่มเหลืองแลเป็นพระ เขาวัดที่คุณความดีแลการเห็นความจริงนั้นแล อันที่จริง โลกนี้มีนักบวชมากมาย บางท่านอยู่ในคราบอาชีพที่ดูต่ำต้อยที่สุดในสังคมเสียด้วยซ้ำ แต่คนไม่รู้เอง เช่นพวกอาสา ตามสถานสงเคราะห์ที่มาด้วยใจมาด้วยรักนี่พระแท้ล่ะ พระโพธิสัตว์ในคราบคนสวมเสื้อยืดนั้นแล แลพวกนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเอ็งควรจักเป็นให้ได้นะ ใช่ว่าห่มเหลือ ถือพรต เสื้อคลุมดำ จะเข้าถึงความจริงมากกว่าเรานี่จำไว้ล่ะท่องไว้ เหมือนท่านพุทธทาสตอบคึกฤทธิ์ ที่แกว่า แกมีภาระทางโลกแกเป็นายธนาคารแล้วจะไปเอาเรื่องจิตว่างมาใช้ได้ไง? นั้นมันเรื่องของนักบวช นั้นแล แลท่านพุทธทาสพูดว่า แล้วทำไมคุณชายไม่เป็นนักบวชในคราบนายธนาคารล่ะ บวชใจไม่บวชกายล่ะ"

http://board.palungjit.com/f2/ลุงเทพอภิบาลลุงเป็นใครค่ะ-360300-7.html (http://board.palungjit.com/f2/ลุงเทพอภิบาลลุงเป็นใครค่ะ-360300-7.html)

สำหรับผมแล้ว....ถึงแม้ลุง ส. จะชกไม่ค่อยเก่ง แต่ผมก็ถือว่าลุงเป็น"ครู"ของผมอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว
อันเนื่องมาจากการได้อ่านหนังสือที่ลุงมีส่วนในการผลิต,จัดจำหน่าย

ส่วนอาจารย์ปู่เนี่ย...ผมคิดว่าเป็น"จิ๊กซอตัวสำคัญ"ในเกมแห่งอำนาจในยุคที่ท่านยังมี"ฤทธิ์"โลดแล่นอยู่ในยุทธภพ
ที่จะไม่ศึกษาไม่ได้เป็นอันขาด.




ผมว่า ผมสำคัญตนผิดซะแล้ว...ที่คิดว่าพกหนังสือพวกนั้นไปร้านกาแฟแล้วจะดูเท่ แบบนี้เขาเรียกว่า"ชงเอง..ซดเอง"รึเปล่า?
สมัยนี้เขาอวดแต่อุปกรณ์ไอทีล้ำๆกัน กับการพกหนังสือพวกนั้น..แทนที่จะดู"ล้ำ" กลับกลายเป็นดู"ลุง"
นั่นคือคนพกหนังสือก็แก่พอๆกับหนังสือนั่นแหละ

อีกอย่างแต่ละคนก็หมกมุ่นอยู่กับการแชร์,อยู่กับการพอกอัตตาในโลกออนไลน์กันอย่างขมักเขม้น
พอกกันไปพอกกันมา ก็เลยโอเวอร์แล็ปกันในโลกเสมือนจนได้ อิๆ
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครมาสนใจใครหรอก ขนาดมาด้วยกันนั่งด้วยกัน ยังไม่สนใจกันเลย หุๆ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 10 April 2013, 04:39:21 am
อะโห ย่อหน้าสุดท้ายโดนจริงๆ  :)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 10 April 2013, 04:52:09 am
อะฮ่า บรรทัดสุดท้ายนี้ มันเป็นอะไรที่ใช่จริงๆด้วย.. อิอิ  :filrt:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 10 April 2013, 04:58:05 am
ผมไม่ใช้มือถือ
ไม่เล่นเฟส
ไม่เอ็ม

แม้แต่ทีวีก็ไม่ดู หนังก็ไม่ดู หนังสือก็ไม่อ่าน
ห้างก็ไม่เดิน อาหารนอกบ้านก็ไม่กิน

ไม่อะไรซักอย่าง
:wallbash:

ยังงงอยู่ว่า
เอ....เราเป็นกลุ่มที่ใช้แมครุ่นแรกๆ ได้งัยหว่า


ฮา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: klao on 10 April 2013, 05:19:47 am
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือครับ ตอนเด็ก ๆ นี่โดนผู้ใหญ่ดุประจำ แต่ถ้าให้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬานี่ ถึงไหนถึงกัน

ที่บ้านผมแต่ก่อน หนังสือของลุง ส. นี่ค่อนข้างเยอะครับ เพราะแกส่งมาให้พ่อผมประจำ เท่าที่จำได้ ผมน่าจะอ่านจบไม่เเกิน 2 เล่ม (1 ในนั้นเป็นงานแปล - ปรัชญาการเมือง)

ส่วนของเจ้าสำนักสวนพลู คู่ปรับลุง ส. ผมชอบเรื่องหมา ๆ แมว ๆ ที่แกเขียน กับอีกเล่มคือสี่แผ่นดินครับ

ของยาขอบ ได้อ่านสามก๊กไป 2 เที่ยว กับพวกเรื่องสั้น-นิยายรัก ก็ซึ้งดีครับ

แต่หากเป็นพวก classic ภาษายาก ๆ อย่าง อิเหนา สามก๊กฉบับพยาคลัง รามเกียรติ์ ฯลฯ อย่างนี้ ด้วยวุฒิภาษาไทย ป.4 ของผมนี่ ยังไปไม่ถึงซักทีคร้าบ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 10 April 2013, 05:45:30 am
Quote from: pee on 10  April  2013, 04:58:05 am
ผมไม่ใช้มือถือ
ไม่เล่นเฟส
ไม่เอ็ม

แม้แต่ทีวีก็ไม่ดู หนังก็ไม่ดู หนังสือก็ไม่อ่าน
ห้างก็ไม่เดิน อาหารนอกบ้านก็ไม่กิน

ไม่อะไรซักอย่าง
:wallbash:

ยังงงอยู่ว่า
เอ....เราเป็นกลุ่มที่ใช้แมครุ่นแรกๆ ได้งัยหว่า


ฮา



พี่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ในแวดวงภาพถ่าย,ศิลปะ ใช้แมคเป็นกลุ่มแรกๆนั่นแหละครับ ถูกแล้ว  :thumbup:

ส่วนผม..เจียดเงินจากเครื่องเล่นซีดี ปรีแอมป์ เอามากินมาเที่ยวอะครับ
เท่าที่ประเมินราคาหนังสือทั้งหมดที่ผมซื้อมา ผมว่ายังถูกกว่าจตุคามออไฟล์บางชิ้นซะอีกนะครับ
เมื่อคิดได้ดังนั้น...ก็จงซื้อหนังสือมาดองต่อปายยย....
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: klao on 10 April 2013, 05:48:53 am
ใน Collection ของพี่ Hex เท่าที่ดู ๆ

ผมเคยอ่านผ่านตาก็มีแค่ กามนิต วาสิธฐี (เส๊ยรโกเศศฯ) กับ The Prophet (ฉบับภาษาอังกฤษ) เท่านั้นเองครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 10 April 2013, 05:52:42 am
Quote from: klao on 10  April  2013, 05:19:47 am
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือครับ ตอนเด็ก ๆ นี่โดนผู้ใหญ่ดุประจำ แต่ถ้าให้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬานี่ ถึงไหนถึงกัน

ที่บ้านผมแต่ก่อน หนังสือของลุง ส. นี่ค่อนข้างเยอะครับ เพราะแกส่งมาให้พ่อผมประจำ เท่าที่จำได้ ผมน่าจะอ่านจบไม่เเกิน 2 เล่ม (1 ในนั้นเป็นงานแปล - ปรัชญาการเมือง)

ส่วนของเจ้าสำนักสวนพลู คู่ปรับลุง ส. ผมชอบเรื่องหมา ๆ แมว ๆ ที่แกเขียน กับอีกเล่มคือสี่แผ่นดินครับ

ของยาขอบ ได้อ่านสามก๊กไป 2 เที่ยว กับพวกเรื่องสั้น-นิยายรัก ก็ซึ้งดีครับ

แต่หากเป็นพวก classic ภาษายาก ๆ อย่าง อิเหนา สามก๊กฉบับพยาคลัง รามเกียรติ์ ฯลฯ อย่างนี้ ด้วยวุฒิภาษาไทย ป.4 ของผมนี่ ยังไปไม่ถึงซักทีคร้าบ




ดูกระทู้  my maggie system ทำให้ผมรู้สึกว่า...

"ตรูไม่น่าเรียนเกิน ป.4 เลย" แงๆๆๆๆ  :'(
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 10 April 2013, 06:21:42 am
ผมชอบอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ ข้อความน้อยๆ พิมพ์ห่างๆ ตัวโตๆ
เหมือนลายเซ็นท่านเจได ชอบมากกก
เพราะว่า versual memory is to low

ตอนวัยรุ่นชอบ พล นิกร กิมหงวน กับ เชอร์ล๊อคโฮม อ่านทุกตอน
สามก๊กของยาขอบกับพระยาพระคลังหน, โกวเล้ง, กิมย้ง
อายุมากขึ้นทำแต่งาน อ่านน้อยลงๆ โง่ลงเรื่อยๆ แหะ
ปัจจุบันอ่านแค่เว็บบอร์ด thaiavclub อย่างเดียว  <_<



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Genzo on 10 April 2013, 08:49:47 am
ผมชอบซื้อ แต่เพราะอ่านหนังสือช้าเลยอ่านไม่ค่อยทันครับ เล่มที่ยังไม่ได้อ่านหรืออ่านไม่จบเอามากองรวมกันได้ประมาณนี้  :rof:

(https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/182022_4960794264064_366164506_n.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 10 April 2013, 01:38:36 pm

โอ...มิน่าล่ะคุณ Genzo ถึงเป็นผู้รักษาประตู

เพราะ...ต้องรักษาหนังสือดีๆ ที่อยู่หลังประตูอีกทีหนึ่ง  :thumbup:

อ่านเยอะขนาดนี้  :scholar: คงจะมองรูปเกมขาดเลยซิครับ....ฮาา ล้อเล่ง





Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 10 April 2013, 01:55:57 pm
ผมเองหลังๆเริ่มมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือยาวๆ คือถ้าไม่ใช่เรื่องที่สนใจจริงๆสมาธิจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางทีอ่านได้ครั้งละ 30-40 นาทีก็ต้องพัก เพิ่งมารู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้เองครับ ส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นผลจากการทำงานประจำที่ต้องควบงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน แถมโดนขัดจังหวะบ่อยๆด้วย  :dizzy:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 10 April 2013, 08:58:07 pm
ใกล้มือที่สุดของผม
น่าจะเป็น หนังสือในห้องน้ำครับ
ยิ่งอ่านซ้ำยิ่งจำแม่น  :oops:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 13 May 2013, 07:06:54 am
มีคนคุยเรื่องอาจารย์ปู่กับลุงส. ด้วยแฮะ
น้องลักขณา ณ โว้ยทีวีแชลแนล เขาคิดเล่นเห็นต่างในรายการ เรื่องอาจารย์ปู่
คือน้องเขาว่าอาจารย์ปู่ไม่ได้ดัดจริตหรอก ตัวตนท่านเป็นอย่างนั้นจริงๆ...

และนี่เป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์อาจารย์ปู่ ใน"ถนนหนังสือ" ตั้งแต่ปี พศ.2528  โอ....ล้ำจริงๆ  :bowdown:

"แม่พลอยเป็นคนเชยมากนะครับ เป็นคนอยู่กรอบ ใจดี ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานก็หลงรักคุณเปรมได้ ตามคติโบราณนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ไปก่อนแล้วรักกันเองทีหลัง แม่พลอยเป็นอย่างนั้นทุกอย่าง ทีนี้คนอ่านคนไทยปลื้มอกปลื้มใจเห็นแม่พลอยเป็นคนประเสริฐเลิศลอยก็เพราะคนไทยก็เป็นคนแบบนั้น ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย คนอ่านส่วนมากก็เป็นคนระดับแม่พลอยเท่านั้น (หัวเราะ) โง่ฉิบหายเลยจะบอกให้สี่แผ่นดินถึงได้ดัง (หัวเราะ)"



"อย่างจอมพลถนอม จอมพลสฤษดิ์ ผมตีเรื่อยมา พอหมดเรื่อง ผมก็หมด แต่ผมนี่หมดอำนาจวาสนาไปตั้งนานแล้ว แต่คนก็ยังด่ากันทุกวันนี้ อะไรก็ไม่รู้ผมไม่เข้าใจ ทุกวันนี้อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ วันไหนหนังสือพิมพ์ไม่ด่าสักฉบับนี่ไม่สบายใจเหมือนกับตายแล้ว ถ้ายังด่าอยู่ เออ ค่อยยังชั่ว ไม่ถือ ถือไม่ได้"

(อาจารย์ปู่ไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ตั้งนานเเล้ว แต่ก็ยังโดนวิจารณ์อยู่ นี่จะเรียกว่าให้ราคาอาจารย์ปู่ หรือจะเรียกว่ากดราคาตอนตลาดใกล้วายละเนี่ย? อิๆ)



"หรือบางคนก็รู้ๆจักกันพูดให้ฟังก็ได้ อย่างคุณ'รงค์ วงษ์สวรรค์นี่ผมไม่อ่านเลย ดัดจริตตลอดไป ตั้งใจเขียนไม่ให้เหมือนใครเท่านั้น ไม่มีสาระ ศัพท์คิดขึ้นมา ผิดๆถูกๆ ผมไม่เห็นด้วย  แกจะเอาแปลกเอาใหม่อยู่เรื่อย อ้ายเรื่องศิลปะอย่างภาพเขียนนี่อย่างซัลวาดอร์ ดาลี, ปิคาสโซ่นี่ เขาออกมาจากข้างในจริงๆ ของเขา เขามันเห็นอย่างนั้น  มันสวยอย่างนั้นก็เขียนออกมา แต่คุณ 'รงค์ แกเขียนสะเปะสะปะ มันบ้าผิดมนุษย์ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่ มันไม่ได้ออกมาจากใจ"

(ผมว่างานเขียนของท่านพญาอินทรี เหมือนพวก"ศิลปะการจัดวาง"อะครับ คือจงใจวางคำเก๋ๆไว้บนหน้ากระดาษ ผมปวดหมองกับโครงสร้างประโยคของท่านจริงๆ อ่านไปไม่กี่หน้า ต้องหยุด ไม่ไหวๆ)



"ผมก็ต้องไปสอนแกว่า คุณโชตินี่ ผมจะสอนวิธีให้ คุณไปหาผ้าขาวม้ามาผืนหนึ่ง เอามาคล้องคอไว้ คุณรินเหล้าใส่แก้ว แล้วก็จับแก้วจับชายผ้าไว้ อีกมือหนึ่งจับอีกชายแล้วชักรอก (ฮา)  โอ๊ย แกทำตามผมแกดีใจใหญ่ กรึ๊บเดียวได้ผล (หัวเราะ) คุณโชติแกรักกับผม"

(นึกภาพตามแล้ว ขำโครต ไม่ทราบว่าเอาวิธีนี้มาช่วยเซ็ตอัพเทิร์นจะได้รึเปล่า? ฮาา)




บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มๆ
http://tuktaravin.wordpress.com/2012/04/20/คึกฤทธิ์คิดลึก-ทศกัณฐ์ว/ (http://tuktaravin.wordpress.com/2012/04/20/คึกฤทธิ์คิดลึก-ทศกัณฐ์ว/)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 13 May 2013, 07:55:38 am
อย่างเรื่องคำพิพากษาล่ะ
ก็อ้ายตัวนั้นมันเป็นภารโรงโรงเรียนช่างศิลป์ไม่ใช่เหรอ ใช่ไหมล่ะ (ฮา) จะมาเอาอะไรกับผม มันก็ดี ออกมาเป็นละครโทรทัศน์ได้ก็น่าดู

ตรงนี้แกคงได้เบื้องหลังจากลูกชาย หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนที่ช่างศิลป์อญู่ระยะหนึ่ง
ผมทันแก แต่ไม่ได้เรียนด้วย เพราะแกสอนปีสามแต่ผมออกตอนปีสอง

เรื่องไอ้ฟัก ตัวจริงเป็นภารโรงช่างศิลป์ หน้าตายับยู่ยี่ เห็นก็รู้ว่าขี้เมา
แกชื่อฟืด (ที่ใช้เป็นวลีว่า หายใจฝื่ดฝั่ดนั่นแหละ) อายุอานามก็คงจะเกิดราว 2490 หรืออ่อนกว่านั้นหน่อย
พ่อแกเป็นภารโรงมาก่อน ฟื่ดก็อยู่กับพ่อตามมาทำงานตั้งแต่เด็ก แล้วก็เลยได้รับบรรจุ

ตอนที่ผมเข้าเรียนนั้น พ่อแกตายไปสักพักแล้ว แกอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งขี้เมาพอกัน
ในที่สุดก็ได้แม่เลี้ยงเป็นเมีย แต่แม่เลี้ยงไม่ได้เอ๊กส์ขนาดน้องบงกชหรอกนะ ตัวผอมเหมือนตะเกียบ
เมาขึ้นมา บางทีก็มาตามไอ้ฟืดที่โรงเรียน บางทีก็มาทะเลาะกัน

แกไม่ค่อยเต็ม ก็เลยก่อวีรกรรม ยืนอยู่ตรงลานพระพิฆเณศ ถลกผ้าถุงให้เด็กทั้งโรงเรียนดู
แต่ผมว่าฟืดมันไม่ได้สนใจอะไรหรอก ตัวเองก็ไม่ค่อยเต็มเหมือนกัน
เมาขึ้นมา ก็เดินเข้าห้องเรียน แอ๊คว่าเป็นอาจารย์ก็เคย

จะว่าไปแล้ว แกก็มีบุญคุณกับนักเรียนศิลปะหลายสิบรุ่นนะครับ
หน้าที่ในการเตรียมดินปั้นทั้งหมด ฟืดเป็นคนรับ ซึ่งเป็นงานหนักไม่ใช่เล่น
เรียนครั้งนึงราวๆ 40 แป้น พอให้คะแนนแล้ว
ฟืดจะต้องขูดดินจากแป้นลงเก็บในอ่างดิน เพื่อใช้กับชั้นเรียนต่อไป
เลิกเรียน 4 โมงเย็น ต้องเก็บต่ออีกสองชั่วโมงถึงจะได้กลับบ้าน

พวกเรารักแกกันทั้งนั้น บางทีก็พาไปกินเหล้าด้วย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 13 May 2013, 05:19:00 pm
Quote from: pee on 13  May  2013, 07:55:38 am
อย่างเรื่องคำพิพากษาล่ะ
ก็อ้ายตัวนั้นมันเป็นภารโรงโรงเรียนช่างศิลป์ไม่ใช่เหรอ ใช่ไหมล่ะ (ฮา) จะมาเอาอะไรกับผม มันก็ดี ออกมาเป็นละครโทรทัศน์ได้ก็น่าดู

ตรงนี้แกคงได้เบื้องหลังจากลูกชาย หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนที่ช่างศิลป์อญู่ระยะหนึ่ง
ผมทันแก แต่ไม่ได้เรียนด้วย เพราะแกสอนปีสามแต่ผมออกตอนปีสอง

เรื่องไอ้ฟัก ตัวจริงเป็นภารโรงช่างศิลป์ หน้าตายับยู่ยี่ เห็นก็รู้ว่าขี้เมา
แกชื่อฟืด (ที่ใช้เป็นวลีว่า หายใจฝื่ดฝั่ดนั่นแหละ) อายุอานามก็คงจะเกิดราว 2490 หรืออ่อนกว่านั้นหน่อย
พ่อแกเป็นภารโรงมาก่อน ฟื่ดก็อยู่กับพ่อตามมาทำงานตั้งแต่เด็ก แล้วก็เลยได้รับบรรจุ

ตอนที่ผมเข้าเรียนนั้น พ่อแกตายไปสักพักแล้ว แกอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งขี้เมาพอกัน
ในที่สุดก็ได้แม่เลี้ยงเป็นเมีย แต่แม่เลี้ยงไม่ได้เอ๊กส์ขนาดน้องบงกชหรอกนะ ตัวผอมเหมือนตะเกียบ
เมาขึ้นมา บางทีก็มาตามไอ้ฟืดที่โรงเรียน บางทีก็มาทะเลาะกัน

แกไม่ค่อยเต็ม ก็เลยก่อวีรกรรม ยืนอยู่ตรงลานพระพิฆเณศ ถลกผ้าถุงให้เด็กทั้งโรงเรียนดู
แต่ผมว่าฟืดมันไม่ได้สนใจอะไรหรอก ตัวเองก็ไม่ค่อยเต็มเหมือนกัน
เมาขึ้นมา ก็เดินเข้าห้องเรียน แอ๊คว่าเป็นอาจารย์ก็เคย



อ้าว..อย่างนี้เมียไอ้ฟักก็เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะทั้งคู่เลยนะเนี่ย
ทั้งเมียไอ้ฟักตัวจริง(เมียภารโรง)
กับเมียไอ้ฟักในหนัง(แต่งกับเจ้าสัวรักงานศิลป์)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 13 May 2013, 05:39:06 pm
อ้าว

เพิ่งรู้ว่าเจ้าสัวดีแตก ชื่อ ฟัก


555555
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 13 May 2013, 06:17:54 pm
Quote from: pee on 13  May  2013, 05:39:06 pm
อ้าว

เพิ่งรู้ว่าเจ้าสัวดีแตก ชื่อ ฟัก


555555



สาาาธุ(นะจ๊ะ) อิๆ

:bowdown:  :bowdown:  :bowdown:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 14 May 2013, 11:35:01 pm
ผมพิจารณาผลงานของอาจารย์ปู่แล้ว

1.ผมยังยืนยันว่าท่านอาจารย์ปู่ดัดจริต ซึ่งเราๆท่านๆอาจจะทำได้แค่ดัดจริตเฉยๆ
แต่ว่าท่านอาจารย์ปู่ไม่เพียงดัดจริต แต่ท่านดัดหอกทมิฬไปด้วยพร้อมๆกัน(เอาไว้แทงใครหนอ?) ตัวอย่างก็นี่ไง...

.......
อย่างเรื่องหลายชีวิตนี่ อาจารย์เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมหรือเปล่า

กฎแห่งกรรมไม่มี คุณอย่ามาพูด คำนี้มันยั่วโมโหผม นี่ภาษาคนสมัยใหม่ โง่ที่สุด คนไม่รู้ธรรมะ กฎแห่งกรรมมีได้อย่างไร ไหนคุณว่ามาซิ

ผมก็ไม่ทราบ

อ้าว ก็นั่นนะซิ คนโง่ไม่รู้ธรรมะ มันไม่รู้ศาสนาแล้วชอบมาอวดเก่ง กรรมไม่ได้เป็นกฎ กรรมเป็นข้อเท็จจริงเป็นหลักธรรมชาติ คุณทำอะไรไปคุณต้องได้ผลอย่างนั้น ไม่ใช่กฎ กฎนั่นต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์กำนด ต้องพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้ามานั่งเสียเวลากำหนดกเกณฑ์ ใหญ่อะไรมาคุณนะ ถึงพระเจ้าต้องมาลงทุนสร้างกฎ ถึงต้องลงทุนสร้างสวรรค์สร้างนรก คุณใหญ่อะไรมา (โกรธ) มันเป็นของธรรมชาติทำอะไรมันก็ได้ผลอย่างนั้น ปลูกมะม่วงก็ได้กินมะม่วง ปลูกมะพร้าวก็ได้กินมะพร้าว ทำชั่วก็ต้องชั่ว ทำดีผลก็ต้องดี เรื่องมันอย่างนั้น

........
(ท่านอายุมากแล้ว หอกก็แข็ง ก็เลยหงุดหงิดนิโหน่ย)

2.ท่านเล่นโขนธรรมศาสตร์ สวมบทเป็น"ทศกัณฐ์" แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่าท่านเป็น"หนุมาน"ต่างหาก
แต่เป็นหนุมานที่ช่วงบั้นปลายชีวิตมีอารมณ์อกหักนิดๆ

3.ผมคงจะต้องถือว่าท่านเป็นครูของผมอีกคนหนึ่งซะแล้ว อิๆ  :bowdown:
เพราะผลงานของท่านช่วยให้ผมเห็นอะไรๆได้ชัดขึ้น
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 15 May 2013, 03:55:32 pm
ผมว่าที่กำจัดเหลี่ยมไม่ได้ซักที คงเป็นเพราะทางฟากอนุรักษ์นิยม ผลิตคนอย่าง"หนุมานอาจารย์ปู่"ออกมาน้อยเกินไป
แต่ถ้าหากการผลิตหนุมานอาจารย์ปู่ออกมาเยอะๆ มันเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย
อย่างน้อยก็ควรจะผลิตคนอย่าง"แม่ช้อยที่อ่านหนังสือแตกตั้งแต่ยังจำความไม่ได้"ออกมาให้เยอะๆหน่อย
รับรองว่าป่านนี้เหลี่ยมคงจะหมดเหลี่ยมหมดฤทธิ์ไปแล้ว

ซึ่งผมว่าการจะผลิตหนุมานอาจารย์ปู่ออกมาเยอะๆ ภายใต้ระบอบอนุรักษ์ มันยากมากๆ
เพราะยุทธศาสตร์ในการปกครองของทางฟากฝ่ายนี้ เขาเน้นหนักไปที่
"ทำอย่างไรก็ได้ ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ"
และผู้คุมระบบคงไม่อยากจะผลิตหนุมานออกมามากเกินไปหรอก
เพราะมันเสี่ยงต่อการคอนโทรลหนุมานหลายๆตน แค่ตนเดียวอันเดียวก็ป่วนจะแย่

จากผลข้างเคียงของแรงเฉื่อยเนือยมันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
สังคมนี้มันก็เลยมีแต่"แม่พลอยปากพล่อยพยัก" แต่ชอบขันอาสาไปรบกับยักษ์


การกำจัดเหลี่ยม ก็เลยต้องพึ่งพาลิงหลอกเจ้าอย่าง..."หนุมานเเบลคเมล์" อิๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 15 May 2013, 04:09:42 pm
Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 03:55:32 pm
ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ


อธิบายแรงเฉื่อยที่ว่านี้หน่อยดิ น่าสนใจครับ

ความเห็นของผมนั้น โรคเหลี่ยมเป็นพิษ มันเป็น "อาการ" (symptom) ของประเทศ
แล้วก็ไม่ได้เกิดจากเหลี่ยม เพราะมันมีอยู่เดิม ขอเพียงเจอการติดเชื้อที่พอเหมาะ อาการก็กำเริบ
แม้เหลี่ยมตาย หรือไม่มี อาการก็ไม่หายขาดครับ

เพราะประเทศนี้ อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 15 May 2013, 05:36:51 pm
Quote from: pee on 15  May  2013, 04:09:42 pm
Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 03:55:32 pm
ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ


อธิบายแรงเฉื่อยที่ว่านี้หน่อยดิ น่าสนใจครับ

ความเห็นของผมนั้น โรคเหลี่ยมเป็นพิษ มันเป็น "อาการ" (symptom) ของประเทศ
แล้วก็ไม่ได้เกิดจากเหลี่ยม เพราะมันมีอยู่เดิม ขอเพียงเจอการติดเชื้อที่พอเหมาะ อาการก็กำเริบ
แม้เหลี่ยมตาย หรือไม่มี อาการก็ไม่หายขาดครับ

เพราะประเทศนี้ อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475







ซึ่งโรคเหลี่ยมเป็นพิษ เป็น subset ของโรคกบฎผีบุญ นั่นเอง ก็เหมือนการยกทัพไปปราบเจ้าเมืองในอดีตนั่นแหละ

ถ้าพูดถึงความอ่อนแอในหลักรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ว่าประเทศนี้อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475 หรอกครับ
อ่อนแอมา..นมนานกาเล กว่านั้นอีก จะว่าไปประเทศในภูมิภาคนี้ทั้งหมดนั่นแหละ อ่อนแอทางการบริหารจัดการอันนี้
ดูเหมือนจะเป็นลักษณะร่วมของประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ที่ไม่เก่งในวิชารัฐศาสตร์
แต่เดิมพวกนี้ส่วนใหญ่ มักใช้การปกครองระบอบ "ผีฟ้าพญาแถน"
อาจเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติรึเปล่า?

วันก่อนเคเบิ้ลทีวีเอาสารคดีโลกร้อนของ อัล กอร์ มาฉาย มีประโยคหนึ่งในนั้นว่า...
"ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่ยากจน อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์" จริงไม่จริง ลองพิจารณาดู



ชนชั้นปกครองในภูมิภาคนี้นำเข้า "เทคโนโลยีทางรัฐศาสตร์" จากอินเดียบ้าง...อาหรับบ้าง...
อันเป็นเทคโนโลยีทางการปกครองที่เหนือกว่าล้ำกว่าระบอบผีฟ้าพญาแถนไปอีกระดับ
ซึ่งถ้าสังคมไม่นิ่งไม่เฉื่อย เทคโนโลยีรัฐศาสตร์โบราณจะใช้ไม่ได้ครับ และตัวระบบระบอบอนุรักษ์ก็จะรักษาสถานะเอาไว้ไม่ได้

หากจะพูดถึงความอ่อนแอของประเทศนี้แบบเหมายกเข่ง ผมว่ามันไม่ถูกต้อง
คือต้องพูดว่า "มีทั้งส่วนที่อ่อนแอ และส่วนที่เข้มเเข็ง"
อย่างที่พี่ตั้งข้อสังเกตในกระทู้ วัฒนธรรมสามระดับ นั่นแหละครับ.
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 15 May 2013, 06:02:53 pm
Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 05:36:51 pm
วันก่อนเคเบิ้ลทีวีเอาสารคดีโลกร้อนของ อัล กอร์ มาฉาย มีประโยคหนึ่งในนั้นว่า...
"ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่ยากจน อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์" จริงไม่จริง ลองพิจารณาดู


เห็นด้วยครับ คงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์นี่แหละ ที่ทำให้คนแถบนี้ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร ก็มีกินอยู่ได้ คงต้องให้ทรัพยากรโดนฮุบซะให้หมดก่อน ถึงจะค่อยมาดิ้นรนทำมาหากิน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 15 May 2013, 06:53:31 pm
ผมไม่ค่อยปลื้มหนังของกอร์ มันบอกความจริงจากมุมตัวเอง
แล้วยังจริงครึ่งเดียวอีก
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 15 May 2013, 07:24:14 pm
Quote from: pee on 15  May  2013, 06:53:31 pm
ผมไม่ค่อยปลื้มหนังของกอร์ มันบอกความจริงจากมุมตัวเอง
แล้วยังจริงครึ่งเดียวอีก



ผมว่ามันคือหนังสร้างราคานักการเมืองที่ดูเข้าท่าที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูเลยนะครับ
เคเบิ้ลแถวบ้านผม เอามาฉายซ้ำเป็นสิบรอบแล้วมั้ง แต่ไม่เคยดูจบเลย

ต่อให้ดูจบก็เท่านั้นแหละครับ ยังล้างผลาญกันเหมือนเดิม
อีหรอบเดียวกับถุงผ้าลดโลกร้อนนั่นแล ของช้อปปิ้งในถุงผ้านั่นแหละตัวดีเลย

แต่ประโยคนั่นมันน่าคิดเหมือนกัน และอีกอย่างความเท็จแบบยกเมฆ 100% ยังเชื่อกันได้
อันนี้มีความจริงอยู่ตั้งครึ่ง ถือว่ามากแล้วนะคร๊าบบ
 
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 06 June 2013, 04:33:23 pm
สำหรับผม ถ้าจะยกตัวอย่างหนังสือที่สร้างความหลอนในระดับเดียวกับ The Village (2004)  ผมว่าเล่มนี้แหละ
ปีกัสโซ....อัจฉริยภาพและสัญชาตญาณมืด PICASSO Creator and Destroyer
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/ff739656-7028-4b9a-b3a1-54f243192a55.jpg) (http://s1157.photobucket.com/user/hexaphonic2/media/ff739656-7028-4b9a-b3a1-54f243192a55.jpg.html)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-29.jpg) (http://s1157.photobucket.com/user/hexaphonic2/media/image-29.jpg.html)

อ่านจบอย่างทุลักทุเล และพออ่านจบ ก็แทบจะเป็นโรคซึมเศร้ากันเลยทีเดียว
ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเป็นคนใกล้ตัวปิกัสโซ...
ที่ต้องจำยอมรับสภาพการถูกกดทับ ภายใต้ภูผามหาอัตตาของ...มนุษย์ที่เหนือมนุษย์?
การตกอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องโคจรรอบศูนย์กลางจักรวาลของท่าน ทุกวัน ตลอดเวลา มันจะเป็นยังไง?
โอ...นึกแล้วมันช่างสยองจริงๆ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 06 June 2013, 04:46:12 pm
ผมว่านี่คือมนุษย์ที่มีพลังงานมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่เฉพาะในวงการศิลปะ แต่นับรวมถึงมนุษยชาติทั้งหมดเลยล่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=ow7eEWh37iU&feature=plpp

http://kangalala.wordpress.com/2006/11/26/เรื่องของสองอัจฉริยะ-ศ/
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 06 June 2013, 11:54:28 pm
ผมว่านี่เป็นหนังที่ท้าทายสังคมที่สุดเรื่องหนึ่งแล้วครับ

http://www.youtube.com/watch?v=D0VB0_QtaU4


ขอบอกว่าสแกนดูคร่าวๆ ก่อนก็ได้ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 June 2013, 06:53:35 am
อ่าว เงียบกันไปหมดเลย
หรือว่า กำลังติดหนังเซิร์บ
ฮาา ล้อเล่ง


ดูแล้วครับ แหวะๆๆ แต่ก็พยายามลากประเด็นไปในแนวรัฐศาสตร์
ผมว่า ที่ท่านผู้กินกับ ใส่ฉาก Newborn Porn(นัยยะแฝง การเกิดของประชาชนภายในรัฐ)
กับฉากที่ครอบครัวของนาย Milos ถูกกระทำทางเพศ(ครอบครัว:หน่วยย่อยที่สุดของรัฐ ถูกย่ำยี) ลงไปในหนัง
คงจะหมายถึง..แกชิงชังมาตุภูมิของตัวเอง ก็เลยเอาชื่อประเทศตัวเองเป็นชื่อหนัง และก็สร้างหนังแรงๆแบบนี้ฟ้องโลกมันซะเลย

ผมว่าต้องศึกษาภูมิหลังของเผ่าพันธุ์ผู้สร้างหนังด้วย ว่าอะไรเป็นปม เป็นความคับแค้น จนต้องสร้างหนังแบบนี้
ประวัติศาสตร์ของพวกสลาฟที่อยู่แถบๆอดีตยูโกสลาเวียและรอบๆ ศึกษาดูแล้วก็น่ากลัวมากๆครับ
ฆ่ากันเองบ้าง โดนมหาอำนาจรอบๆผลัดกันกดขี่บ้าง
เผด็จการหลายๆตนก็เป็นชาวสลาฟ เหมือนกับเคยอ่านเจอว่า แถบนี้เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุหลายครั้ง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 07 June 2013, 04:55:37 pm
หนังเรื่องนี้ ทีแรกผมก็ไม่รู้จักครับ แต่นักเขียนส่งต้นฉบับมาให้อ่านก็เลยสนใจว่ามันจะเป็นยังไง
พอได้ดูถึงพอจะเข้าใจว่า การสะท้อนความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาหนังนี่ มันสุดแล้วแต่ว่า ผู้กำกับจะนำเสนอออกมาแนวไหน
เท่าที่อ่านมา หนังเรื่องนี้ต้องหอบเอาฟิล์มที่ถ่ายแล้ว ไปพิมพ์ในประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเพศ
เพราะเคยจะถูกจับหลายหนจากบางประเทศที่เข้มงวดเรื่องนี้
สำหรับผู้แสดงนำทั้งตัวเอกและตัวโกง เป็นดาราระดับแนวหน้าของประเทศเซอร์เบีย เห็นว่าพอเห็นบทปุ๊บ รับเล่นทันที
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังใต้ดิน เพราะนำไปฉายในเทศกาลหนังมาแล้ว ได้รับทั้งคำชมและก้อนอิฐ

ผมคิดง่ายๆ หลังจากที่ได้ดูแล้ว คือ...

1. หนังใช้เรื่องเพศ ซึ่งบางประเทศแม้จะเปิดกว้างเรื่องนี้ เรื่องเพศก็ยังถือเป็นเรื่องลับๆ
เปรียบเสมือน 'รัฐ' ที่มักแอบซ่อนเรื่องไม่ดีเอาไว้ และยิ่งเป็นเซ็กซ์แบบ sadism และ masochism ก็ยิ่งเหมือนความเลวร้ายในกระทำของรัฐมีมากขึ้นไปอีก

2. การเสนอให้ตัวเอกกลับมาแสดงหนังโป๊ โดยไม่ให้รับรู้ว่าบทเป็นอย่างไร ด้วยการเสนอเงินก้อนโตให้สบายไปทั้งชีวิต
ก็คล้ายกับเอาเงินมาลวงล่อประชาชน โดยไม่ให้ประชาชนรู้ว่ารัฐจะทำอะไรทำนองนั้น (ไม่อยากพาดพิงมาการเมืองบ้านเราครับ ถือเป็นทั่วๆ ไปก็แล้วกันนะครับ)

3. แม้ตัวเอกจะรู้สึกตะหงิดๆ กระทั่งสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้กำกับ แต่เมื่อไม่กระจ่างชัดก็เลยตามเลย เหมือนประชาชน แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่พยายามจนถึงที่สุด

4. ฉากการร่วมเพศต่างๆ ก็น่าจะเหมือนการกระทำของรัฐที่ย่ำยีประชาชนในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่สถานการณ์ แล้วกรอกหูประชาชนว่า มันอย่างโน้นอย่างนี้

5. ฉากเด็กแรกเกิด ผมคิดง่ายๆ เลยว่า ประชาชนถูกย่ำยีมาตั้งแต่แรกเกิดโดยรัฐ

6. ฉากท้ายๆ ที่ตัวเอกถูกมอมยา ก็เหมือนเมื่อประชาชนถูกมอมเมามากๆ ก็ไม่คิดอะไรแล้ว แม้แต่สิ่งที่ควรจะสงสัย อย่างคนที่ถูกคลุมหัวไว้ แล้วโผล่แต่ท่อนล่างออกมา
แทนที่จะตรวจสอบ แต่ ณ เวลานั้น สติสัมปชัญญะและวิจารณญาณไม่มีแล้ว กลายเป็นเหมือนสัตว์ป่าก็ต้องถูกจูงจมูกด้วยรัฐ กลายเป็นว่าแม้กระทั่งครอบครัวตัวเองก็ยังทำร้ายได้

7. แต่เมื่อรู้ว่าได้ทำร้ายครอบครัวตัวเอง ความรู้สึกก็กลับคืนมา คล้ายกับการต่อต้านรัฐ

8. เมื่อรัฐถูกประชาชนต่อต้าน แทนที่จะยอมรับผิด แต่ก็ยังบ่ายเบี่ยง อย่างในหนัง ผู้กำกับก็บอกว่า... นี่มันเป็นแค่หนังนะ
ถ้าเป็นภาษารัฐ ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรดีครับ

9. เมื่อครอบครับกลับมาอยู่ด้วยกัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมบ้าน แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องยุติชีวิตทั้งครอบครัว
เปรียบไปแล้ว ท้ายที่สุดผลกระทบก็ยังตกอยู่กับประชาชน

10. ไอ้ที่ร้ายที่สุดก็คือ เชื้อชั่วไม่มีวันตาย

ผมคิดได้ประมาณนี้ล่ะครับ


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 June 2013, 07:27:47 pm
 :thumbup:  :thumbup:  :thumbup: 
ผมว่าปัจจุบันสังคมมนุษย์ มันซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ชุดความคิดแบบจารีตเดิมๆแล้วล่ะครับ
ถ้าดูหนังแนวนี้ผ่านแว่นศีลธรรม ก็จะเห็นแต่เซ็กส์ ความรุนแรง ความชั่วร้าย
จะแก้ปมปัญหาได้ ก็ต้องหลุดจากแรงเฉื่อยให้ได้ซะก่อน


อยากรู้จริงๆว่าชาวเซิร์บเขาคิดยังไงกับหนังเรื่องนี้?

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 07 June 2013, 08:28:42 pm
ในฐานะจำเลย
กระผม ขอเรียนท่านประธานที่เคารพว่า..
กระผม"เป็น" ไอ้ฟักครับ

และท่านก็"เป็น" ไอ้ฟัก ของ ไอ้ฟักที่ครอบงำท่านอีกทีนึง โดยที่คนนั้นอาจจะรู้ หรือไม่รู้ ว่าตัวเขาเอง ก็โดน ฟัก อัพ ขึ้นอีกทีนึง...
การดื่มเหล้า จึงเป็นทางเดียว ที่เข้าตรงถึงปัญญาการรับรู้ของกระผม
มันแน่วแน่เที่ยงตรง ไร้อคติ มีความสม่ำเสมอ และทัดเทียม โดยมิต้องผ่านกระบวนการคิดตรึกตรอง เรื่อง จิต วิญญาน สังขาร เวทนา ใดๆทั้งสิ้น

ดื่มมัน แล้วเมา นอนหลับ

จึงเรียนท่านประธานมาเพื่อชวนไปก๊งเหล้าครับ
ไอ้ฟัก
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 June 2013, 09:03:36 pm
เผลอเป็นไม่ได้นะครับท่านพี่ จะร่ำสุราใต้เงาจันทร์อังคารพุธ อีกแระ

ผมว่าท่านพี่น่าจะลองเปลี่ยนแนวดูบ้างนะขอรับ
แนะนำ "เปโยติ" ขอรับ คือมันเป็นตะบองเพชรพันธุ์หนึ่งในเม็กซิโก
ญาติผมเล่น(เลี้ยง)ตะบองเพชร ถามแก แกบอกว่าจตุจักรเคยมีขาย?
เขาว่าเสพตุ่มของตะบองเพชรนี้แล้ว จะช่วยให้ไปถึงดาวดึงส์ดึ๋งดั๋งได้โดยง่าย

http://olddreamz.com/bookshelf/ixtlan/preface.html (http://olddreamz.com/bookshelf/ixtlan/preface.html)


พอหมดฤทธิ์เปโยติ ก็ล้างพิษด้วยไอศครีมจากขั้วโลกเหนีย 55555




อ่อ...ใน Cloud Atlas มีพูดถึง "คาร์ลอส คาสตาเนด้า"ด้วยนิ
กำลังคิดจะแนะนำหนังสือเล่มนี้พอดี นี่ก็เหมือนกัน แบบว่าอ่านแล้วเหมือนถูกกระชากหนังหัวประมาณนั้นเลย
ผมว่ามันคือ"ปรมัตถ์สภาวะนอกแดนพุทธภูมิ" แต่ถ้าจะบอกว่าแหล่งอารยธรรมนั้นอยู่นอกแดนพุทธภูมิก็ผิดอีกแหละ
เพราะที่ไหนๆก็เป็นแดนพุทธภูมิได้...หรือในทางกลับกัน(ถ้าสังคมนั้นมันมีแต่เพียงรูปแบบ)


ความจริงแท้นั้นเป็นสากล ไม่ว่ามันจะถูกปิดทับไว้ด้วยชื่อเรียกตามบัญญัติภาษา จารีตประเพณี หรือลัทธิศาสนาใดๆ
ต่อเมื่อใดที่ "เห็น" เนื้อแท้ของมันแล้วก็ไม่มีอะไรต่างกัน
เว้นเสียแต่เราจะถูกครอบงำและยึดมั่นอยู่กับ"คำอธิบายโลก"ของแต่ละสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น.
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 07 June 2013, 09:22:43 pm
ช่วงนี้ ไม่ต้องเมา สติก็ไม่ค่อยมีอยูแล้วครับพี่  :lol:
แต่พักนี้บ้าหอยมากเลยพี่ กินทุกวันหยุด  :dribble:
อ๊ะๆๆ อย่าคิดไปไกลครับ หอยแมลงภู่แช่แข็ง ตัวใหญ่ๆ จากนิวซีแลนด์
ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต เอามานึ่งกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด แกล้มเบียร์  :beer:
อร่อยง่ายๆ สบายกระเป๋า
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 June 2013, 09:39:08 pm
Quote from: prisna on 07  June  2013, 09:22:43 pm
ช่วงนี้ ไม่ต้องเมา สติก็ไม่ค่อยมีอยูแล้วครับพี่  :lol:
แต่พักนี้บ้าหอยมากเลยพี่ กินทุกวันหยุด  :dribble:
อ๊ะๆๆ อย่าคิดไปไกลครับ หอยแมลงภู่แช่แข็ง ตัวใหญ่ๆ จากนิวซีแลนด์
ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต เอามานึ่งกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด แกล้มเบียร์  :beer:
อร่อยง่ายๆ สบายกระเป๋า


งั้นก็แนะนำเลยครับ หัวเค็มออดิโอเทคนิกล้า at95e  เหลืองบกินหอยอีกบาน ฮี่ๆๆๆ
อีกอย่างเวลาพี่ "เมาแลัวขับเทิร์นฯ" จะได้ไม่ต้องกังวลมาก
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 June 2013, 04:35:34 pm
เมื่อวานมีจนท.สำนักงานสถิติแห่งชาติประจำจังหวัด มาสำรวจสำมะโนเรื่องการอ่านหนังสือของประชากรไทย เขาถามผมว่า...

อ่านหนังสือพิมพ์รึเปล่าครับ?
ตอบ: ไม่อ่านครับ (ผู้ถามมีอาการชะงักเล็กน้อย)
โอวว...รออ่านหนังสือพิมพ์รายวันที่ส่งมาจากส่วนกลาง...ในโลกออนไลน์พกพา ที่ทุกคนอาจจะเป็นบรรณาธิการ/ช่างภาพได้เองเนี่ยนะ!

ถ้าเฮียไม่อ่านหนังสือพิมพ์ งั้นเฮียอ่านเอกสารหรือพวกแผ่นพับบ้างรึเปล่า?
ตอบ: อ้าวเฮ้ย...ถามมาได้ ตาผมไม่ได้บอดนะครับน้อง ก็เห็นมีเสียบๆตามประตูบ้าน
เอิ่มม แต่ก็ไม่ค่อยอ่านหรอกครับ...ฮา
แผ่นพับพวกนี้ มักจะเป็นประเภท : สวดภาณยักษ์บูชาราหู...ด่วน!สำหรับผู้ขัดข้องทางการเงิน...โบรชัวร์ห้างใหญ่

ซื้อหนังสือหรือนิตยสารบ้างรึเปล่าครับ ใช้เงินในการนี้เท่าไหร่?
ตอบ: โดยเฉลี่ยตีว่าเล่มละ200บาท ผมซื้อสัปดาห์ละ1เล่ม ก็ปีละ 52 เล่ม

ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละเท่าไหร่ครับ?
ตอบ: ก็ไม่ค่อยได้อ่านหรอก ส่วนใหญ่จะดูแต่หน้าปก...ฮา(จนท.)
นี่เรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่มุข แบบว่าผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆอ่ะ

ทำอย่างไรให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น?
ตอบ: ไม่ทราบ แต่ก็รู้สึกว่าอ่านกันมากขึ้นนี่ครับ เพราะถ้าถกเถียงกันแล้วเถียงแพ้สู้ไม่ได้(ยังไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ)
ก็ต้องไปหาข้อมูลมาเถียงให้ชนะอีกฝ่ายให้ได้ การเถียงกัน(จำอวด)ก็คือการสรุปในสิ่งที่อ่านมานั่นแหละ




มองสำรวจจนท.คร่าวๆ ก็ถามกลับไปว่า...แล้วน้องอ่านบ้างป่าว?
จนท.ตอบ: เอ่อ..ผมก็อ่านบ้างครับเฮีย  :supergrin:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 20 June 2013, 05:23:50 pm
ผมว่า... เรื่องอ่านหนังสือ รัฐมองมิติเดียวเกินไปหรือเปล่าครับ
เพราะถ้าตีกรอบให้เป็นการอ่านหนังสือ ผลก็คงออกมาอย่างที่ว่าไม่กี่บรรทัด
แต่ถ้ามองภาพรวมว่าเป็นการอ่าน โดยเปิดกว้างไม่จำกัดสื่อ
กรณีนี้ ผมว่าคนไทยก็อ่านไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าอ่านจากเว็บไซต์ที่มีสาระอย่าง thaiavclub  :D
ก็นับว่าได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าหนังสือ แถมมาจากคนเขียนที่มากด้วยประสบการณ์
และสะเด็ดข้อมูลมาให้เหลือเฉพาะแต่เนื้อๆ แล้วด้วย

ช่วงนี้อ่าน The Complete Guide to High-End Audio ของ Robert Harley ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1
ไปได้มาจากสวนจตุจักร สามร้อยกว่าบาท คุ้มดีครับ
อ้อ... อ่านรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้มั่ง เดี๋ยววันหน้าจะเอามาถามบางประเด็นที่อ่านแลวงงๆ จากพี่ๆ ในนี้ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 June 2013, 08:18:24 pm
นั่นน่ะสิครับ ผมว่าจนท.ที่คิดแบบสอบถามนี้ออกมา ยังคงคิดในกรอบเดิมๆน่ะขราบบบ.....
ในปัจจุบัน "การอ่าน" ผมว่ามันคือการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสแห่งการถ่ายเทรับ/ส่งข้อมูลกันไปมาในวงกว้างงงง
(ทั้งสื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิม มันทั้งกว้างขวางครอบคลุมและรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมากๆ)
ซึ่งในวันหนึ่งๆเนี่ยเราอาจจะไม่ได้หยิบจับหนังสือที่ทำจากกระดาษเลยก็ได้ ในวันหนึ่งๆเราอาจจะเป็นได้ทั้งผู้อ่านและผู้เขียน

จริงๆแล้วผมว่าไม่ต้องสำรวจหรอก ไอ้เรื่องการอ่านหนังสือว่าจะอ่านเฉลี่ยกี่บรรทัดต่อปีอะไรเนี่ย เสียเงินเปล่าๆ

และเดี๋ยวนี้ผมว่าพวกหนังสือพิมพ์และบก.,คอลัมนิสต์ทั้งหลาย ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการชี้นำสังคมเหมือนอย่างแต่ก่อน
มันเกิดปรากฎการณ์การถ่วงดุลย์ทางข้อเท็จจริงกันแบบ Realtime
ไอ้การที่จะตั้งตารออ่านหนังสือพิมพ์หัวเขียวหัวแดงฉบับเช้า/ฉบับบ่ายน่ะ มันเอ้าท์ไปแล้วน่ะขราบบบ.....



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 30 July 2013, 08:37:01 pm
หนังสือโดนๆ(ใจ)ที่เคยอ่าน
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-36.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/fd4ccad3-4d19-4d61-8ca0-860a52c50e70.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image-38.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 30 July 2013, 09:59:56 pm
จากการอ่านหนังสือเหล่านี้ ผมรู้สึกว่า

1.ถึงแม้จะเป็นการปฎิบัติในขั้น"ศีล" ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปฎิบัติได้ง่ายกว่า สมาธิ หรือ ปัญญา หรอกครับ
ไม่ว่าจะเป็น...ศีล...สมาธิ...ปัญญา ทั้ง 3 สิ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความเข้าใจในระดับสูงสุดทั้งนั้น ไม่มีอะไรง่ายกว่า
"ศีล"อันหมายถึง"ความปกติ"...ปกติอย่างเป็นไปเอง ไม่เสแสร้ง มันคือการเปลี่ยนแปลงถึงระดับสัญชาตญาณกันเลยทีเดียว
ผมว่าเรื่องของ"ศีล"ก็เหมือนกับมุมมองในเรื่อง"การให้ทาน" นั่นแหละ ซึ่งนั่นก็เรียกร้องความเข้าใจอันสูงสุดไม่ต่างจาก...ศีล...ภาวนา เหมือนกัน
คือเหมือนเป็นการสมมติพูดของอาจารย์ผู้ชี้แนะ เพื่อตะล่อมให้เข้ามาศึกษาพระธรรมตามจริตนิสัยของแต่ละคน
คล้ายๆกับการอธิบายถึงภูเขาสักลูกหนึ่งในทิศทางหรือมุมมองที่ต่างๆกันไป แต่คำอธิบายทั้งหมดนั่น มันก็คือภูเขาลูกนั้นนั่นเอง

2.เรามักจะได้ยินเสมอๆกับคำว่า..กิเลส..ตัณหา
ในแนวทางของพุทธเถรวาทมักจะมองว่า ในหนทาง จะมีสิ่งที่เรียกว่า"กิเลส"มาขัดขวางการปฎิบัติอยู่เนืองๆ อะไรๆก็กิเลสๆๆๆๆ
ฐานคิดที่มองกิเลสว่าเป็นปฎิปักษ์ ส่วนตัวผมว่ามันค่อยไม่เวอร์คนะครับ ถึงมันจะจริงก็เถอะ
แต่ผมว่าวิธีคิดอย่างนี้มันสิ้นเปลืองพลังงาน เหนื่อยฟรีอ่อนล้าเปล่าๆ คุณไม่มีทางเอาชนะกิเลสได้หรอก
และมันแทบจะอธิบายอะไรได้ไม่มากนัก ยิ่งอธิบายก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นๆ และดูเหมือนจะหาทางไปต่อไม่ได้
น่าจะลองตั้งธงในการปฎิบัติ ในแง่มุมของ"ตัณหา" บ้างนะครับ

3.ผมว่าพุทธเถรวาทอธิบายเรื่อง "อัตตา" น้อยเกินไป เห็นมีอยู่บ้างไม่กี่ท่าน ส่วนใหญ่เน้นกันแต่ความเพียร-ความศรัทธา

4.สิ่งที่เรียกว่า"ศาสนา"จะต้องไม่มีความรู้สึกแบบโรแมนติก (พาฝัน มายาคติ) มันจะต้องเป็นจริงที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น
"ศาสนา"จะต้องเป็นไปเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ มิใช่มีไว้เพื่อกักขัง,ครอบงำมนุษย์(ในทางความคิด)

5.ผมชักไม่แน่ใจในสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ที่มนุษย์โลกนับถือกันทุกวันนี้
เหมือนกับว่า อะไรบางอย่างจะห่างไกลจากจุดเริ่มต้นมากๆเลย ผมว่าเรื่องสัทธรรมปฎิรูปเนี่ยคงจะมีกันทุกศาสนาแหละ
แต่อะไรล่ะคือสัทธรรมปฎิรูป!...อะไรที่ไม่ใช่?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 11 August 2013, 07:56:24 pm
ศีล คือ การถืองดเว้นอัน(ควร)เป็นปกติครับ เช่น ไม่ควรฆ่าสัตว์ เป็นไปเพื่อการไม่เบียดตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ความปกตินี้ไม่ใช่การไม่แสแสร้ง เพราะจิตมนุษย์นั้นจมและไหลอยู่ในกระแสตัณหาอยู่แล้ว จะอย่างไรก็ไม่ใช่ตัวจริง แต่ถ้าเราลอกเปลือกกิเลสตัณหาทั้งหลายออกได้แล้ว จึงจะเป็นธรรมชาติของจิตอย่างแท้จริง

ศีลไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่อาจจะยากถ้าเราต้องเฝ้าบังคับกาย บังคับวาจา .. เฝ้าระวังไม่ให้กาย-วาจาผิดศีลนั้นยาก แต่ถ้า 'เฝ้าที่ใจอย่างเดียว' (เพราะไม่ว่าสุดท้ายมีอะไรมากระทบ ก็จะไปเกิดที่ใจ) นั้นง่ายครับ เพียงแต่มีสติรู้กายรู้ใจเท่านั้นก็พอ จะเกิด 'อินทรียสังวรศีล' ขึ้นครับ

ขอแก้ข่าวด้วยครับ ว่าไม่ใช่ว่าเถรวาทมองกิเลสว่ามาขัดขวางการปฏิบัติ ที่จริงแล้วในระดับโลกุตรธรรมนั้น พุทธะมองเห็นกุศลหรืออกุศลเท่าเทียมกัน คือเฝ้ามองเฝ้ารู้จนเห็นไตรลักษณ์ของทุกอย่าง จิตจึงจะยอมทิ้ง 'ความยึดถือ' ที่มีมาแต่ต้นได้ (เราทิ้งเองไม่ได้ แต่เราทำเหตุของมันได้) พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเอาชนะกิเลสนะครับ แต่สอนให้ 'เห็นจริง' คือรู้ทันความเป็นไปของสภาวะธรรม เช่น กิเลส ว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 'เสมอ'

พอเห็นไตรลักษณ์แล้ว จิตจึงจะยอมละ 'อัตตา' (มานะอัตตา) ได้ ถ้าคิดเอาเอง หรือฟังมา/อ่านมา ไม่ใช่ปัญญาของตนเองครับ เราเข้าใจแต่เข้าใจไม่จริงหรอกครับ จึงต้องอาศัย 'ภาวนามยปัญญา' จึงจะเข้าใจได้จริง (หรือจะเรียกว่าความเข้าใจสูงสุดก็ได้)

เถรวาทพูดถึงเรื่องนี้แน่นอน แต่ถ้านับกันที่ตัวบุคคลว่ามีคนพูดถึงอัตตามาเพียงใด ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน

ศาสนาควรจะ 'ต้อง' เป็นอย่างไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่ทราบแน่ๆ ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าท่าน เป็นจริง-รู้จริง ที่นี่ เดี่ยวนี้ 'ทันที' ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 11 August 2013, 09:34:25 pm
ผมเริ่มสนใจศาสนาช้ากว่าเรื่องอื่น ตอนที่เพื่อนฝูงเริ่มสมาทานคอมมิวนิสต์ พวกเขาก็เริ่มอ่านพุทธทาสคู่กับเลนิน ผมไม่เห็นด้วยทั้งพุทธทาสและเลนินก็เลยไม่ได้ร่วมวงด้วย

หนังสือชุดแรกที่เปิดโลกความคิด น่าจะเป็นพวกที่สุชาติ สวัสดิศรีหามาตีพิมพ์ แล้วก็วางขายในแผงหนังสือการเมืองทุกครั้งที่มีการชุมนุมหรือกิจกรรมที่ธรรมศาสตร์ ผมเรียนช่างศิลป์ ถือว่าเป็นเพื่อนบ้าน ก็ย่อมต้องแวะเป็นทางผ่านเสมอ

จากหนังสือเหล่านี้ พาให้ย้อนรอยกลับไปได้อีกสักหน่อย คือพวกป๊อกเกตบุ๊คของแก๊งค์บางลำภูสแควร์ กับอะไรจิปาถะของกลุ่มพระจัทร์เสี้ยว ชาวกรุง บีอาร์ และท่านอาจจะไม่เชื่อ ....ตอนที่ผมเป็นเด็กเพิ่งอ่านหนังสือแตก หนังสือที่ก้าวหน้าที่สุดในวงการ คือหนังสือประจำปีของจุฬา ปีหนึ่งมีสองฉบับ 23 ตุลาเล่มหนึ่ง และหนังสือประจำคณะอีกเล่มหนึ่ง ผมโชคดีที่พี่ชายผมหลายคน เรียนที่คณะสีเลือดหมู ผมจึงอ่านหนังสือประจำปีของจุฬาต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2500 จนถึง 2514-15 ที่พี่ชายหมดสต๊อค คือพวกเขาเรียนติดต่อกัน 4 คน ไม่เคยขาดสาย ผมเลยโชคดีที่เริ่มหัดอ่านหนังสือกับสิ่งพิมพ์ดีๆ อย่างนี้

ช่างน่าเสียดายที่วัฒนธรรมหนังสือรุ่นมันสลายตัวไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่า คนรุ่นที่เกิดก่อนปี 2500 ลงไป เติบใหญ่ทางความคิดมาจากการอ่านหนังสือเหล่านี้ ผมจำได้ว่า ตอนเรียนชั้นประถมได้อ่านเรื่องสั้นที่สนุกในหนังสือรุ่นวิศวะ มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการโหนรถเมล์ คนเขียนเล่าเรื่องแรงกระทำจากรอบด้านต่อตัวคนในยามที่รถเคลื่อนที่ ผมอ่านเนื้อหาไม่รู้เรื่องหรอก เพราะมันเป็นฟิสิกส์ชั้นสูง แต่ก็รับรู้ได้ว่า เรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนและจับต้องไม่ได้นั้น.....

เราสามารถใช้ตัวหนังสืออธิบายออกมาได้ และน่าฟังอีกด้วย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 11 August 2013, 09:41:40 pm
ความจริงอีกอย่างที่น่าสนใจก็คือ สมัยที่ผมเด็ก หนังสือเป็นของแพง(มาก) ตอนที่อาจินต์ ปัญจพรรค์ทำสำนักพิมพ์โอเลี้ยงห้าแก้ว หมายความว่าจะทำหนังสือราคาถูกชนิดใช้เงินเท่ากับซื้อโอเลี้ยงห้าแก้ว ซึ่งถือว่าราคาต่ำมากนั้น ความจริงสำหรับผมก็คือ แม้แต่โอเลี้ยงแก้วเดียว ก็เกินเอื้อมสำหรับบางคน มีผมเป็นอาทิ

สมัยนั้น แค่โอเลี้ยงแก้วเดียว เรายังต้องแบ่งกันดูดในหมู่พี่น้อง ขันนึงได้ดูไม่กี่จ๊วบก็หมด แม้กระนั้นทรากที่เหลือก็ยังมีค่า เราแค่ปล่อยให้น้ำแข็งละลาย แป๊ปเดียวเราก็ได้โอเลี้ยงที่จืดลงไปหน่อยดูดต่อได้อีกรอบ

หนังสือที่ผมจะเอื้อมถึงก็คือหนังสือพิมพ์ที่เขาเอามาพับเป็นถุงนั่นแหละ หาอ่านได้ง่าย จากทุ่งวัดดอนเดินกลับบ้านต้องผ่านตลาดบางรัก ข้ามเรือแล้วเดินเข้าซอยราษฎร์ร่วมเจริญ...ตลอดทางจะเจอถุงที่มีตัวหนังสือหลายใบ

นั่นแหละครับ แหล่งป้อนปัญญาให้ผมในวัยก่อนวัยรุ่น

:scholar:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 11 August 2013, 10:36:57 pm
ผมพูดอย่างไม่อายเลยว่า "ผมเป็นมนุษย์มือสอง" อ่ะครับ แบบว่าจำอวดจากคนอื่นมาอีกที ไม่ได้ตกผลึกอะไรดอก
ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำเรื่องที่เคยอ่าน..ให้กลายเป็นภาคปฎิบัติจริงๆ แต่ดูแล้วท่าจะยากมากถึงยากส์ที่สุด...
อย่างที่พี่ปกรณ์ว่านั่นครับแหละ เพราะมันคือประสบการณ์ตรง ไม่มีวางขายในท้องตลาด ต้องผลิตเองเท่านั้น diyer (ปัจจตัง)

ผมว่าการทำความเข้าใจใน"ตัณหา"(ภวตัณหา/วิภวตัณหา)=สภาวะที่ดิ้นรนใฝ่หาสถานภาพอื่นๆทีี่อัตตาคาดหวัง(ทั้งต้องการและไม่ต้องการ)
หรือสภาวะที่อัตตาทะยานอยากไปเสาะหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ เพื่อใช้ประสบการณ์นั้นๆมายืนยังถึงตัวมันเอง
อาจจะช่วยให้เข้าใจเรื่องการรักษาศีลได้บ้าง



ถ้า"ศีล"หมายถึงความปกติ ถามว่ากิจกรรมเหล่านี้...
การทำมาหากิน...การพักผ่อนสันทนาการ..การออกไปหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ ฯลฯ
อันไหนคือความปกติ อันไหนคือความไม่ปกติ?

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใฝ่หาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ

1.ทำไมเราต้องเสพประสบการณ์แปลกใหม่ มันเป็นการหลบหนีอะไรบางอย่างรึเปล่า?
หรือว่าประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอันนั้น มันช่วยยืนยันถึงความมีอยู่ของตัวเราในจักรวาลนี้ว่า.....
นี่ไง!...นี่คือตัวเราอยู่ตรงนี้ ที่เป็นผู้เสพประสบการณ์อันนั้น แต่..ทำไมอัตตาต้องยืนยันถึงความมีอยู่ของตัวมันเองด้วยล่ะ

2.บางคนเสนอแนะว่า "ทำงานให้น้อยลง ใช้ชีวิตให้มากขึ้น" ฟังดูดีทีเดียว อย่างกับว่านี่อาจจะเป็นวิธีที่จะช่วยเราให้ค้นพบอะไรบางอย่างในชีวิต
แต่ที่ว่า"ออกไปใช้ชีวิต"เนี่ย มันจะเป็นการออกไปจากความปกติรึเปล่า? (ตัณหา/วิภวตัณหา)
มีวิธีใดบ้างไหม..ที่จะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ใช้ชีวิตเป็นปกตินี่แหละ แต่ก็เหมือนกับมีความรู้สึกสดใหม่คล้ายกับการ"ออกไปใช้ชีวิต"?
เพราะถึงแม้ว่า ประสบการณ์นั้นมันจะน่าตื่นเต้นสักแค่ไหน สุดท้ายเราก็ต้องกลับคืนสู่"ความปกติ"อยู่ดี
คุณไม่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดไปหรอก คุณไม่สามารถสูบบุหรี่ดื่มเหล้าได้ตลอดเวลา
ผมว่าถ้าคนเราเสพประสบการณ์กระตุ้นประสาทบ่อยๆมากๆ แล้วไม่สามารถกลับสู่"ความปกติ"ได้ เราคงจะมีอายุขัยที่สั้นมากๆ
เพราะประสาทสัมผัสของเรา คงจะถูกกระตุ้นอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งร่างกายรับไม่ไหว
และการเสาะหาประสบการณ์แปลกใหม่ เป็นการทำให้ตัวเองเดือดร้อนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และอาจเป็นอันตรายได้ในหลายระดับ
อย่าลืมว่า ทุกสิ่งอย่างมันอยู่เหนือการควบคุม ไม่มีอะไรที่แน่นอน

3.หรือว่าเราปิดกั้นประสาทสัมผัสซะเลยดีมั้ย?
พอได้ได้ยินดนตรีเพราะๆให้รีบอุดหู เจอวิวสวยๆให้รีบปิดตา ไปอยู่ในถ้ำในดง หรือทำให้มันเสื่อมไปเลย?
ไม่หรอกครับ...การกระทำแบบนั้นมันไม่ใช่"ความปกติ" แต่มันคือตัณหา/วิภวตัณหา ในอีกรูปแบบหนึ่ง

4. ความพยายามทำสิ่งที่ที่เรียกว่าเป็นการ "รักษาศีล"
อันนั้นมันเป็นการเสแสร้ง หรืออาจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆแต่มันก็คือความอยากที่จะเข้าไปสู่ประสบการณ์อันเหนือกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่า
มันก็คือรูปแบบหนึ่งของตัณหา/วิภวตัณหา อีกนั่นแหละ




และพอคิดได้อย่างนี้ ผมก็ไม่รู้แล้วล่ะว่า"การรักษาศีล" มันยากหรือง่ายกันแน่? เพราะนั่นหมายความว่า...
วิธีที่จะรักษาศีล มันอาจจะมีอยู่เพียงวิธีเดียว
ชีวิตที่อยู่ในขอบเขตแห่งศีล..คือชีวิตที่ทั้งไม่ใฝ่หาและไม่ปฏิเสธประสบการณ์ใดๆเลย
ไม่มีความรู้สึกที่อยากออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นจริงๆ ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ขอบเขตแห่งศีล..ย่อมไม่มีสภาวะแห่งการแบ่งแยก ว่านี่ปกติ นั่นไม่ปกติ มันจะเป็นอันไหนก็ได้ ไม่เกี่ยวกับกาละเทศะ?

ที่ว่ายาก ก็เพราะนั่นมันคือการเปลี่ยนแปลงถึงระดับสัญชาตญาณของเรา(หรือของผมคนเดียว?)ตั้งแต่เราเริ่มรู้ความโน่นแน่ะ!
ที่ว่าง่าย ก็เพราะผู้ที่เป็นเช่นนั้นจะบอกว่า.."ไม่เห็นจะยากเลย เพราะไม่ต้องทำอะไรเลย!"
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 11 August 2013, 11:08:07 pm
หนังสือเล่มแรก ที่เป็นของผมจริงๆ
คือเก็บเงินจนครบ เลือกอย่างตั้งใจ และไม่ใช่หนังสือในบทเรียน
คือนิตยสารขนาดป๊อกเกตบุค "ช่างอากาศ" ฉบับนี้เลย

(http://malai.tarad.com/img-lib/spd_20130305210855_b.jpg)
นิตยสารช่างอากาศ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๗ พ.ศ ๒๕๐๙

ถ้าจำไม่ผิด เล่มละเจ็ดบาท ผมต้องเก็บเงินเป็นเดือนทีเดียว พอเงินครบก็ดันมาเจอเล่มที่หน้าปกไม่เท่อีก เป็นแค่เครื่องบินฝึกเซสนา ปีกชั้นเดียว ไม่ใช่พวกเจ๊ตขับไล่หรือทิ้งระเบิดแบบที่ชอบ เงินนั้นเก็บมาตั้งแต่ปิดเทอม เปิดเทอมมาได้เดือนเดียวก็มีพอซื้อ ดูเหมือนตอนนั้นผมจะได้ค่าขนมไปโรงเรียนอาทิตย์ละ 50 บาท ตกวันละ 10 บาท จ่ายค่าข้าวกลางวันกับค่าเรือข้ามฟากไปกลับ เงินก็แทบไม่เหลือ ตั้งแต่นั้น หนังสือสะสมเล่มที่สอง สาม ยี่สิบ ร้อย ห้าร้อย พัน หลายพันก็ตามมา.....

ปัจจุบัน เกือบทั้งหมดโดนปลวกซัดเรียบ ที่เหลือก็ไม่สามารถอ่านได้ เพราะสายตาไม่ดี อ่านตัวพิมพ์บนหน้ากระดาษไม่ค่อยสะดวก
เป็นอันจบชีวิตนักอ่านไปตั้งแต่มาเล่นเว็บบอร์ดในปีที่หกหรือเจ็ดนี่แหละ....เฮ้อ

:wacko:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 11 August 2013, 11:24:41 pm
ทำไมพี่ถึงเลือก"ช่างอากาศ"ล่ะครับ ตอนนั้น พี่อยากเป็นนักบินหรอ?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 12 August 2013, 12:41:45 am
Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 11:24:41 pm
ทำไมพี่ถึงเลือก"ช่างอากาศ"ล่ะครับ ตอนนั้น พี่อยากเป็นนักบินหรอ?


เปล่าครับ ผมอยากบิน และสมัยนั้น มีแต่เครื่องบินที่ทำให้เราบินได้
ปีที่ซื้อตาผมยังปกติ หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็รู้ตัวว่าสายตาสั้น เพราะมองกระดานไม่เห็นตัวหนังสือที่ครูเขียน
พอต้องตัดแว่น ฝันก็สลาย เลิกล้มความคิดที่จะเป็นทหารอากาศ

แต่นิตยสารนี้ดีมาก มีบทความเกี่ยวกับโลกที่เราไม่เคยรู้จัก
ต้องเข้าใจว่า เด็กวัดดอนสมัยกึ่งศตวรรษ หนังสือพิมพ์ไม่มีอ่าน ทีวีถ้าจะดู ต้องไปจ่าย 25 สตางค์ที่ร้านค้าถึงจะเข้าไปนั่งหน้าจอได้ ไม่งั้นก็ต้องยืนหน้าร้านซื้อท๊อฟฟี่แล้วมองกระจกที่เขาติดสะท้อนหน้าจออีกที ผมจึงดูทีวีกลับซ้ายเป็นขวาอยู่ตั้งนาน กว่าจะได้ดูของจริงๆ วิทยุก็ไม่มีฟัง ที่ได้ฟังก็จากข้างบ้านซึ่งเป็นละคอนวิทยุคณะแก้วฟ้า หรือเสนีย์ บุษปะเกศ เขาก็ไม่เปิดทั้งวันเพราะมันกินไฟ

ดังนั้น เด็กตัวเล็กๆ ที่ยากจนอย่างผม จึงไม่มีช่องทางที่จะรู้จักโลกภายนอก ขนาดเห็นรูปข้าวหน้าไข่ดาว ที่วาดประกอบหนังสือปัญญาเรณู ความอยากกินก็ทำเราแทบคลั่ง รู้สึกว่าไข่ดาวนี่มันอาหารจากสวรรค์แท้ๆ ต้องไม่เหมือนไข่ต้มสีแดงที่แม่ทำแน่นอน เมื่อได้อ่านนิตยสารแบบนี้ ผมถึงรู้ว่า สงครามโลกครั้งแรกเขาเริ่มต่อสู้ทางอากาศอย่างไร ทำไมปีกเครื่องบินถึงยกตัวเครื่องบินให้ลอยได้ สถิติโลกต่างๆ ที่เครื่องบินทำไว้ บินเร็วสุด บินไกลสุด นานสุด ใหญ่สุด พลังมากสุด....บล่าๆๆๆๆๆ พวกนี่"ช่างอากาศ"สอนผมทั้งนั้น

พอเริ่มรู้เรื่องพวกนี้ เจอหนังสืออื่นก็อ่านสนุกขึ้น ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความเข้มงวดของพ่อ แกสั่งไว้ชัดเจนเรียบง่าย ห้ามอ่านนิยายจนกว่าจะปิดเทอม ห้ามดูหนังถ้าไม่ได้รับอนุญาต และได้เงินพอดำรงชีวิตในแต่ละวันเท่านั้น อ้อ ต้องขอบคุณเพื่อนที่รวยๆ แบ่งอะไรต่อมิอะไรให้อ่านบ้าง และแม้ว่าห้องสมุดของโรงเรียนจะเล็กมาก ก็ยังมีหนังสือแปลกๆ ให้อ่าน

สุดท้ายก็คือ เพราะจน พ่อผมไม่ยอมให้ทิ้งหนังสือเรียนที่ใช้แล้ว มันจะถูกกองไว้เหนือบันได มีอยู่หลายสิบเล่ม ปีแรกที่ผมอ่านหนังสือได้ ผมก็ไล่อ่านจนเรียบวุ๊ด ไม่เข้าใจหรอกครับ...ขนาดไปบ้านเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม บ้านนั้นเขาอ่านสกุลไทย เราก็แอบพ่อไปอ่าน เจอคำว่า ปิยมิตร อ่านไม่ออกครับ เพราะที่โรงเรียนยังไม่ได้สอน ผมอ่านว่า ปีย...มิตร มาตั้งนาน....หึหึ แต่การอ่านมันทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงจริงๆ หนังสือกองนั้นทำให้ผมเสียนิสัย เพราะทุกปีพอขึ้นชั้นใหม่ มีการซื้อตำราใหม่ ผมก็ไล่อ่านตำราพวกนั้นจนหมดเล่มตั้งแต่วันแรกๆ แล้วเนื่องจากสมองยังดีก็จำได้เป็นส่วนใหญ่ นี่ทำให้ผมกลายเป็นคนอ่านหนังสือที่เรียนไม่เก่ง เพราะพออ่านจบก็จะไม่อ่านอีก จำได้เท่าไหร่ก็สอบไปเท่านั้น

จากเคยได้อันดับเลขตัวเดียว ก็รูดลงเรื่อยๆ แต่ผมไม่สนใจเลย ผมสนใจแต่อ่านมันดะไปไม่หยุด การเรียนได้ที่เท่าไหร่ ถ้าไม่ตกก็พอ ขอให้มีอะไรให้อ่านเท่านั้นก็พอ เดินถนนเจอถุงกระดาษจะต้องแกะมาอ่าน มันหิวตัวอักษรขนาดนั้นเชียวแหละ

ประมาณอายุผมได้สิบขวบ พี่ชายคนโตเรียนจบเริ่มมีเงินเดือน วันหนึ่งเขาก็บ้า สั่งซื้อ Americana Encyclopedia มาชุดนึง พอได้เห็นผมก็ตกหลุมรักมัน เอามาเปิดอ่านมันทุกหน้า ทั้งๆ ที่อ่านไม่ออก มันมี 24 เล่มทั้งชุดก็เป็นหมื่นหน้า มีแต่ผมนั่งเปิดอ่านอยู่คนเดียวทุกวัน ที่ชอบก็คือมีชุดแถมเป็นหนังสือที่ย่อยให้เข้าใจง่าย คล้ายๆ สมุดภาพ เรื่องรถก็มีรูปรถสำคัญๆ ให้ดู เล่มภูมิศาสตร์ก็มีทิวทัศน์แปลกตาทั้งเล่ม ......ถูกใจจนต้องดูทุกวัน

ตอนที่ผมเรียนป. 5 วิชาวิทยาศาสตร์เขาให้หัดเขียนรายงาน ผมก็เอาเรื่องกาลิเลโอในเอนไซโคลพีเดียชุดนี้แหละ แปลทีละตัว ตอนนั้นยังไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย เพิ่งเรียนมาไม่กี่เดือน พี่ชายก็ให้ดิกมาเล่มนึง ผมก็แปลทีละตัวแล้วเอามามั่วเป็นประโยค ตอนนั้นทำให้รู้จักกาลักน้ำ ดวงจันทร์ของดาวพฤหัส และหอเอนปีซ่า...แม้จะรู้แบบงูๆ ปลาๆ แต่ก็เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด

การอ่านจึงเป็นส่วนผสมในเส้นเลือดของผมด้วยประกาละฉะนี.....เอวัง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 12 August 2013, 01:18:03 am
Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำเรื่องที่เคยอ่าน..ให้กลายเป็นภาคปฎิบัติจริงๆ แต่ดูแล้วท่าจะยากมากถึงยากส์ที่สุด... อย่างที่พี่ปกรณ์ว่านั่นครับแหละ เพราะมันคือประสบการณ์ตรง ไม่มีวางขายในท้องตลาด ต้องผลิตเองเท่านั้น diyer (ปัจจตัง)


ไม่ยากนักดอกครับ ขอยุให้เฮียHex ทำครับ คำตอบทั้งหลาย ต้องหาเอง พิสูจน์เองครับ

Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
ถ้า"ศีล"หมายถึงความปกติ ถามว่ากิจกรรมเหล่านี้...
การทำมาหากิน...การพักผ่อนสันทนาการ..การออกไปหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ ฯลฯ
อันไหนคือความปกติ อันไหนคือความไม่ปกติ?


ศีล หมายถึง 'สิ่งที่ควรงดเว้นเป็นปกติ' ครับ

Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
1.ทำไมเราต้องเสพประสบการณ์แปลกใหม่ มันเป็นการหลบหนีอะไรบางอย่างรึเปล่า?
หรือว่าประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอันนั้น มันช่วยยืนยันถึงความมีอยู่ของตัวเราในจักรวาลนี้ว่า.....
นี่ไง!...นี่คือตัวเราอยู่ตรงนี้ ที่เป็นผู้เสพประสบการณ์อันนั้น แต่..ทำไมอัตตาต้องยืนยันถึงความมีอยู่ของตัวมันเองด้วยล่ะ


เพราะมันอยู่ในไตรลักษณ์ไงล่ะครับ 'ทุกขัง' มีลักษณ์สำคัญ คือ 'บีบคั้น' เราจึงเสวย ทุกขเวทนา/สุขเวทนา แล้วจึงทะยานอยากไป 'มีหรือไม่มี' (ตัณหา) ตัณหานั้นทำหน้าที่สนองอัตตาตัวตนของเราคือ เราจึงอยากจึงอยาก ได้รส ได้สัมผัส ได้ยิน ได้เห็น ได้กระทบอารมณ์ที่ชอบใจอยู่เรื่อย (และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ) การอยากไปหาประสบการณ์ใหม่ ก็เป็นเพียงแก่การสนองความทะยานอยากผ่าน ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจเท่านั้นเองครับ

Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
3.หรือว่าเราปิดกั้นประสาทสัมผัสซะเลยดีมั้ย?
พอได้ได้ยินดนตรีเพราะๆให้รีบอุดหู เจอวิวสวยๆให้รีบปิดตา ไปอยู่ในถ้ำในดง หรือทำให้มันเสื่อมไปเลย? ไม่หรอกครับ...การกระทำแบบนั้นมันไม่ใช่"ความปกติ" แต่มันคือตัณหา/วิภวตัณหา ในอีกรูปแบบหนึ่ง


ต่อให้ทำให้ตาบอด หูหนวก ลิ้นไม่รับรส ร่างกายไม่รู้สึกถึงสัมผัส จมูกไม่ได้กลิ่น ..แต่อย่างไรเสีย ใจก็รับธรรมารมณ์ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ แล้วจิตก็มาปรุงแต่งต่อได้อยู่ดีครับ

Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
4. ความพยายามทำสิ่งที่ที่เรียกว่าเป็นการ "รักษาศีล"
อันนั้นมันเป็นการเสแสร้ง หรืออาจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆแต่มันก็คือความอยากที่จะเข้าไปสู่ประสบการณ์อันเหนือกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่า
มันก็คือรูปแบบหนึ่งของตัณหา/วิภวตัณหา อีกนั่นแหละ 


ความตั้งใจจะดี เป็น'กุศล' ครับ แต่ถ้าอยากได้ผล นั่นคือ 'ตัณหา'
แต่ถ้า 'ทำเหตุ' จะไม่มีตัณหาเกิด (ไม่ใช่ไม่เป็นตัณหา แต่ไม่มีตัณหาเกิดขึ้นมาแทรกนะครับ)


Quote from: Hexaphonic on 11  August  2013, 10:36:57 pm
ที่ว่ายาก ก็เพราะนั่นมันคือการเปลี่ยนแปลงถึงระดับสัญชาตญาณของเรา(หรือของผมคนเดียว?)ตั้งแต่เราเริ่มรู้ความโน่นแน่ะ!
ที่ว่าง่าย ก็เพราะผู้ที่เป็นเช่นนั้นจะบอกว่า.."ไม่เห็นจะยากเลย เพราะไม่ต้องทำอะไรเลย!"


ไม่ใช่ครับ การไม่ทำอะไรเลย ก็แปลว่า ปล่อยไหลไปตามกิเลส
การรักษาศีลต้องทำครับ แต่ทำง่ายๆ เพียง 'มีสติรู้กาย รู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง' เท่านั้นเองครับ

เมื่อรู้ทันกายใจ วันนึงเราจะตื่น เมื่อตื่นแล้ววันหนึ่งจะเบิกบานครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 12 August 2013, 01:19:55 am
อ่าฮ่า...เอนไซโคปิเดีย เดินได้  พี่พีอ่านเยอะมากๆครับ :bowdown:  :thumbup:
ตอน ม.ต้น ยังอยู่ในยุคสงครามเย็น ผมบ้าหนังสือเล่มนี้มากๆๆ มันมีเล่ม 1 เล่ม 2 ซื้อไว้ทั้งคู่ ตอนนี้หายไปแระ

http://kaimookbook.tarad.com/product.detail_666139_th_3728070

อ่านจนจำข้อมูลได้เยอะแยะ เช่น
สรอ.มีบริษัท เยอเนอรัลไดนามิค กรัมแมน นอร์ทรอป โดนัลดักลาส
โซเวียต มีสำนักแผนแบบ มิกโกยัน ซุคฮอย ตูโปเลฟ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 12 August 2013, 01:24:41 am
รับทราบครับพี่ปกรณ์  :worshippy:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 12 August 2013, 06:33:37 am
Quote from: Hexaphonic on 12  August  2013, 01:19:55 am
ตอน ม.ต้น ยังอยู่ในยุคสงครามเย็น ผมบ้าหนังสือเล่มนี้มากๆๆ มันมีเล่ม 1 เล่ม 2 ซื้อไว้ทั้งคู่ ตอนนี้หายไปแระ
http://kaimookbook.tarad.com/product.detail_666139_th_3728070
อ่านจนจำข้อมูลได้เยอะแยะ เช่น
สรอ.มีบริษัท เยอเนอรัลไดนามิค กรัมแมน นอร์ทรอป โดนัลดักลาส
โซเวียต มีสำนักแผนแบบ มิกโกยัน ซุคฮอย ตูโปเลฟ


(http://img.tarad.com/shop/k/kaimookbook/img-lib/spd_20110319223350_b.jpg)

อะจึ๋ย คอเดียวกัน เย้

ด้วยความบ้าเครื่องบิน ต่อมาผมก็เจอ "นิตยสารการบิน" ซึ่งหวือหวากว่า มีเรื่องที่เป็นสารคดีมากกว่า แต่ก็ยังชอบรองจากช่างอากาศ แต่ด้วยความสนุกมือ ก็เลยวาดการ์ตูนส่งไป เป็นรูปเครื่องบิน F86 ทิ่มลงพื้นโผล่มาแต่แพนหาง ควันโขมง ข้างๆ มีเด็กถือหนังสติ๊กทำหน้าเศร้า บอกว่า ผมไม่ได้เจตนาครับ....ปรากฏว่าได้ตีพิมพ์ เลยได้รางวัลที่โคตรถูกใจคือหนังสือรวมรูปอากาศยานรัสเซีย เป็นลายเส้น และมีรูปซิลลูเอตครบทุกรุ่น เข้าใจว่าเป็นตำราสำหรับนักบินขับไล่ของชาติที่ขึ้นตรงต่อสหรัฐใช้เป็นคู่มือช่วยจำ เวลาเจอกันจะได้รู้รุ่น รู้สมรรถนะ

เป็นหนังสือที่มีค่ามากสำหรับเด็กนักเรียนไกลปืนเที่ยง ผมก็เลยวาดรูปเครื่องบินเหล่าทั้งหลาย จนจำขึ้นใจ เช่นรูป F104 ติดเครื่องส่งให้เทคออฟอย่างทันด่วน ...(ตามรูปนี้ แต่ไม่ใช่รูปนี้)

(http://i9.photobucket.com/albums/a94/WtMiller/f104_starfighter.jpg)
(http://farm4.staticflickr.com/3726/9150417166_f2bbdb1a6d.jpg)

วาดซะเหมือน เป็นเครื่องของเยอรมันตะวันตก เพราะมีกากะบาดคาดลำตัว แม้จะวาดยากแต่เพราะชอบ ก็เลยวาดได้ แล้วก็เป็นแรงส่งให้ผมเอาดีทางวาดรูปต่อมาในภายภาคหน้า

เรียกว่าเพราะหนังสือไกล้มือนี่แหละ ที่ทำให้ผมเป็นตัวผมอย่างในปัจจุบัน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 17 October 2013, 05:48:08 pm
Quote from: pakorn on 11  August  2013, 07:56:24 pm
ศีล คือ การถืองดเว้นอัน(ควร)เป็นปกติครับ เช่น ไม่ควรฆ่าสัตว์ เป็นไปเพื่อการไม่เบียดตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ความปกตินี้ไม่ใช่การไม่แสแสร้ง เพราะจิตมนุษย์นั้นจมและไหลอยู่ในกระแสตัณหาอยู่แล้ว จะอย่างไรก็ไม่ใช่ตัวจริง แต่ถ้าเราลอกเปลือกกิเลสตัณหาทั้งหลายออกได้แล้ว จึงจะเป็นธรรมชาติของจิตอย่างแท้จริง

ศีลไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่อาจจะยากถ้าเราต้องเฝ้าบังคับกาย บังคับวาจา .. เฝ้าระวังไม่ให้กาย-วาจาผิดศีลนั้นยาก แต่ถ้า 'เฝ้าที่ใจอย่างเดียว' (เพราะไม่ว่าสุดท้ายมีอะไรมากระทบ ก็จะไปเกิดที่ใจ) นั้นง่ายครับ เพียงแต่มีสติรู้กายรู้ใจเท่านั้นก็พอ จะเกิด 'อินทรียสังวรศีล' ขึ้นครับ

ขอแก้ข่าวด้วยครับ ว่าไม่ใช่ว่าเถรวาทมองกิเลสว่ามาขัดขวางการปฏิบัติ ที่จริงแล้วในระดับโลกุตรธรรมนั้น พุทธะมองเห็นกุศลหรืออกุศลเท่าเทียมกัน คือเฝ้ามองเฝ้ารู้จนเห็นไตรลักษณ์ของทุกอย่าง จิตจึงจะยอมทิ้ง 'ความยึดถือ' ที่มีมาแต่ต้นได้ (เราทิ้งเองไม่ได้ แต่เราทำเหตุของมันได้) พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเอาชนะกิเลสนะครับ แต่สอนให้ 'เห็นจริง' คือรู้ทันความเป็นไปของสภาวะธรรม เช่น กิเลส ว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 'เสมอ'







ผมทดลองรักษาศีลดูแล้ว ขอบอกว่า มันยากหนักหนาเลยล่ะครับ ผมว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในระดับสัญชาตญาณจริงๆ

โดยทั่วไปในทางกายภาพ เรามีความเป็นปกติอยู่แล้วโดยมาก ผมว่าเกิน 90% อย่างเช่นเวลานอนหลับ etc
แต่ในทางจิตใจ มันเกิดอะไรขึ้น? และแล้ว "ความไม่ปกติ" มันก็คืบคลานจากระดับลึกในจิตใจขึ้นมาสู่ระดับพื้นผิวอย่างชั้นกายภาพ
นานวันเข้า สุดท้ายโลกทรรศน์แบบไม่ปกติ มันก็เข้าครอบครองชีวิตเราจนหมด

ถ้าอย่างนั้นสัตว์อื่นๆ ที่มีชีวิตอยู่โดยสัญชาตญาณล้วนๆ
มีการรบกวนทางความคิดจิตใจน้อยกว่ามนุษย์ อันจะส่งผลออกมายังระดับกายภาพน้อยกว่ามนุษย์
ก็น่าจะมีศีลเหนือกว่ามนุษย์นะสิ? แหะๆ อันนี้ถามเล่นๆ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ

การเปลี่ยนแปลงในระดับสัญชาตญาณ ผมว่ามันคือ "สัมมาทิฏฐิ" นั่นแหละ
แล้วจะรู้ได้ไงว่าอันไหนเป็น"สัมมาทิฏฐิ" แค่เริ่มต้นยังไม่ทันได้ทำอะไรมันก็ยากมากๆแล้ว (หรือว่าเราต้องเริ่มทำในสิ่งที่ยากก่อน?)
การจะเชื่อใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเราจะแยก"ของปลอมทำเหมือน"ออกไปได้ไง?
เพราะไม่มีใครจะมาเตะตูดตัวเอง และเที่ยวบอกตัวเองและผู้อื่นว่า
ความคิดความเข้าใจ..มณฑลทรรศน์..จักรวาลวิทยา ที่ตัวเองสมาทานอยู่ เป็นมิจฉาทิฏฐิหรอก  :wacko:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 18 October 2013, 03:25:46 am
ผมชวนคุยเล่นๆ แบบนี้ครับ ว่า ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า เราก็จะพบว่าสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้ เวียนว่ายตายเกิด มานับไม่ถ้วนชาติ แต่ละชาติก็จมอยู่ในกิเลสมากกว่าที่จะมีสติปัญญา(ทางพุทธศานา ไม่ใช่แบบทางโลกๆ) ขึ้นมา .. 'ความเคยชิน' ในกิเลสเหล่านี้ทำให้เราอาจจะเรียกมันในชาติปัจจุบันนี้ว่า 'สัญชาตญาน' (ซึ่งสัญชาตญานไม่ใช่ปกติของจิตอย่างแท้จริง เพราะจิตถูกหุ้มมานานมาก)

การเปลี่ยนแปลงในระดับสัญชาตญานที่ว่า ก็ไม่ใช่ 'สัมมาทิฐิ' ครับ .. มันแค่ 'ความเปลี่ยนแปลง' เท่านั้น
'สัมมาทิฐิ' คือ ความรู้เห็นที่ถูกต้อง
ถามว่ารู้เห็นอะไร .. ก็ตอบว่า รู้เห็นว่ากายนี้ใจนี้ จริงแล้วๆ 'ไม่มี'
ไม่มีเราในกายนี้ใจนี้ และในกายนี้ใจนี้ไม่มีในเรา

อริยสัจ๔ พูดถึงความจริง ที่เป็น 'ความจริงแท้' ๔ ประการ
ถ้าเป้าหมายเราควรเป็น นิโรธ คือการดับไปแห่งทุกข์แล้วนั้น เราต้องมีสัมมาทิฐิ จึงจะถึงนิโรธได้
การที่จะมีสัมมาทิฐิได้ ต้องมีปัญญาอันแท้เรียกว่า 'ภาวนามยปัญญา' (แนะนำให้ลองศึกษาถึงปัญญาชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไรดูนะครับ)

การจะมีภาวนามยปัญญาได้ จะต้องเห็น 'ไตรลักษณ์' ของกายนี้ใจนี้

จะเห็นไตรลักษณ์ได้ จะต้องอาศัย 'สติปัฐฐาน๔' (แนะนำให้ลองหาข้อมูลตรงเรื่องนี้เช่นกันครับ)

จะล่วงถึง 'สัมมาสติ' อันเป็นสติในสติปัฐฐาน๔ นี้ได้จะต้องอาศัยสัมมาสมาธิ
จะมีสัมมาสมาธิได้ จะต้องอาศัย 'ศีล'
จะมีศีลได้ จะต้องอาศัย สติและสัมปชัญญะ
สติ แปลว่า ความระลึกได้(ว่ามีกายมีใจอยู่)
สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้สึกตัว (ว่ากำลังทำอะไร ควรทำอะไร)


'โมหะ' เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ 'สติ'
โมหะ แปลว่าความหลง เช่น หลงไปคิด เหม่อ ไม่รู้ตัว

คนในโลกส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เวลา ๒๔ ชั่วโมง ก็หลงเกือบทั้ง ๒๔ ชั่วโมงนั่นล่ะครับ

สัตว์ในโลก เกิดจากผลของกรรมที่เรียกว่าโมหะนี่ล่ะครับ ลองสังเกตหมาและแมวดูได้ว่าเวลามันอยู่คนเดียวมันมักจะเหม่อ


ศีลนั้นไม่อยากหรอกครับ ถ้าเริ่มจากใจ แต่ต้องเริ่มด้วยการมีสติครับ เพราะถ้าเริ่มจากการบังคับตัวเองนั้น จะยากสุดโหดเหลือเกิน
แนะนำให้ลองศึกษาเรื่อง 'สติปัฐฐาน' ประกอบดูนะครับ

พระพุทธเจ้า กล่าวเรื่องนี้เป๊ะเลยครับ ว่าเราจะต้องแยกของปลอมออกไป วิธีแยกของท่านเรียกว่า 'วิภัชวิธี' (ลองศึกษาดูนะครับ)
ถ้ารู้ได้ว่าอันไหนของปลอม อันที่ไม่ใช่ของปลอมนั่นล่ะครับ ของจริง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 18 October 2013, 04:01:04 am
Quote from: pakorn on 18  October  2013, 03:25:46 am
คนในโลกส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เวลา ๒๔ ชั่วโมง ก็หลงเกือบทั้ง ๒๔ ชั่วโมงนั่นล่ะครับ

สัตว์ในโลก เกิดจากผลของกรรมที่เรียกว่าโมหะนี่ล่ะครับ ลองสังเกตหมาและแมวดูได้ว่าเวลามันอยู่คนเดียวมันมักจะเหม่อ


อันนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนานะครับ

แต่ผมเลี้ยงหมามานาน เวลามันอยู่เดี่ยวๆ มันไม่เหม่อหรอกครับ มันไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้ามันหมอบมันก็จะสอดส่องดูสิ่งแวดล้อม จะเรียกว่า มัน"ตื่น" อยู่เสมอก็ได้ ยกเว้นตอนที่มันแน่ใจว่านายของมันไม่มากวนแล้วนั่นแหละ มันจะหลับ

หมามีท่านั่งท่านอนหลายแบบ แต่ไม่มีท่าเหม่อ...
อันนี้ว่าตามหมาสามสิบกว่าตัวที่เลี้ยงมาครับ

ส่วนคนนั้น การเหม่อก็ไม่น่าจะมาจากโมหะ แต่น่าจะมาจากการใช้สติปัญญาในระดับหนึ่ง ถ้าเป็นตัวผมเอง การเหม่อมาจากสามเหตุ เหตุแรกคือคิด เหตุที่สองคือบริโภคสิ่งแวดล้อม น้อยครั้งที่จะเหม่อเพราะโมหะ แต่ก็เคยเป็นครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 18 October 2013, 04:37:36 am
Quote from: pakorn on 18  October  2013, 03:25:46 am
ผมชวนคุยเล่นๆ แบบนี้ครับ ว่า ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า เราก็จะพบว่าสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้ เวียนว่ายตายเกิด มานับไม่ถ้วนชาติ แต่ละชาติก็จมอยู่ในกิเลสมากกว่าที่จะมีสติปัญญา(ทางพุทธศานา ไม่ใช่แบบทางโลกๆ) ขึ้นมา .. 'ความเคยชิน' ในกิเลสเหล่านี้ทำให้เราอาจจะเรียกมันในชาติปัจจุบันนี้ว่า 'สัญชาตญาน' (ซึ่งสัญชาตญานไม่ใช่ปกติของจิตอย่างแท้จริง เพราะจิตถูกหุ้มมานานมาก)

การเปลี่ยนแปลงในระดับสัญชาตญานที่ว่า ก็ไม่ใช่ 'สัมมาทิฐิ' ครับ .. มันแค่ 'ความเปลี่ยนแปลง' เท่านั้น
'สัมมาทิฐิ' คือ ความรู้เห็นที่ถูกต้อง
ถามว่ารู้เห็นอะไร .. ก็ตอบว่า รู้เห็นว่ากายนี้ใจนี้ จริงแล้วๆ 'ไม่มี'
ไม่มีเราในกายนี้ใจนี้ และในกายนี้ใจนี้ไม่มีในเรา

อริยสัจ๔ พูดถึงความจริง ที่เป็น 'ความจริงแท้' ๔ ประการ
ถ้าเป้าหมายเราควรเป็น นิโรธ คือการดับไปแห่งทุกข์แล้วนั้น เราต้องมีสัมมาทิฐิ จึงจะถึงนิโรธได้
การที่จะมีสัมมาทิฐิได้ ต้องมีปัญญาอันแท้เรียกว่า 'ภาวนามยปัญญา' (แนะนำให้ลองศึกษาถึงปัญญาชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไรดูนะครับ)

การจะมีภาวนามยปัญญาได้ จะต้องเห็น 'ไตรลักษณ์' ของกายนี้ใจนี้

จะเห็นไตรลักษณ์ได้ จะต้องอาศัย 'สติปัฐฐาน๔' (แนะนำให้ลองหาข้อมูลตรงเรื่องนี้เช่นกันครับ)

จะล่วงถึง 'สัมมาสติ' อันเป็นสติในสติปัฐฐาน๔ นี้ได้จะต้องอาศัยสัมมาสมาธิ
จะมีสัมมาสมาธิได้ จะต้องอาศัย 'ศีล'
จะมีศีลได้ จะต้องอาศัย สติและสัมปชัญญะ
สติ แปลว่า ความระลึกได้(ว่ามีกายมีใจอยู่)
สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้สึกตัว (ว่ากำลังทำอะไร ควรทำอะไร)


'โมหะ' เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ 'สติ'
โมหะ แปลว่าความหลง เช่น หลงไปคิด เหม่อ ไม่รู้ตัว

คนในโลกส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เวลา ๒๔ ชั่วโมง ก็หลงเกือบทั้ง ๒๔ ชั่วโมงนั่นล่ะครับ

สัตว์ในโลก เกิดจากผลของกรรมที่เรียกว่าโมหะนี่ล่ะครับ ลองสังเกตหมาและแมวดูได้ว่าเวลามันอยู่คนเดียวมันมักจะเหม่อ


ศีลนั้นไม่อยากหรอกครับ ถ้าเริ่มจากใจ แต่ต้องเริ่มด้วยการมีสติครับ เพราะถ้าเริ่มจากการบังคับตัวเองนั้น จะยากสุดโหดเหลือเกิน
แนะนำให้ลองศึกษาเรื่อง 'สติปัฐฐาน' ประกอบดูนะครับ

พระพุทธเจ้า กล่าวเรื่องนี้เป๊ะเลยครับ ว่าเราจะต้องแยกของปลอมออกไป วิธีแยกของท่านเรียกว่า 'วิภัชวิธี' (ลองศึกษาดูนะครับ)
ถ้ารู้ได้ว่าอันไหนของปลอม อันที่ไม่ใช่ของปลอมนั่นล่ะครับ ของจริง




ผมเข้าใจอย่างนี้ครับ กับคำว่า "สัญชาตญาณ" มันคือลักษณะนิสัยประจำตัวของสัตว์แต่ละชนิดรึเปล่า?
ยกตัวอย่างนกล่ะกัน นกต่างชนิดต่างพันธุ์ ถึงจะจัดเป็นสัตว์ประเภทนกด้วยกัน แต่มันก็สร้างรังไม่เหมือนกันเลย
อันนี้เห็นกันจะๆ โดยไม่ต้องเข้าฌานสมาบัติย้อนอดีตไปชาติก่อนๆเลย.......ฮา
แล้วนกแต่ละชนิดมันได้วิธีสร้างรังมาจากไหน จากสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์ของมันใช่ไหม?

ทีนี้ถามว่าสัตว์ที่มีภูมิปัญญาสูงที่สุดในโลกนี้อย่าง"มนุษย์" มีอะไรเป็นสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์?
อะไรที่มนุษย์มี แต่สัตว์อื่นๆไม่มี? ผมคิดว่ามันคือสติปัญญาที่ซับซ้อนถึงระดับที่
มีความคิดคำนึงถึงสภาวะแห่งความเป็นคู่.....ทวิภาวะ มีความรู้สึกเปรียบเทียบ


เหมือนกับในเรื่องปรัมปราจากภูมิปัญญาโบราณหลายๆแหล่ง ที่เล่าขานคล้ายกันว่า
"สภาวะของมนุษย์แต่เดิมนั้นบริสุทธิ์ จนกระทั่ง...."

ความสามารถของมนุษย์ที่คึดคำนึงเชิง "ทวิภาวะ"
มันคล้ายๆกับการกินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว กินง้วนดิน  อะไรประมาณนี้?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 18 October 2013, 04:51:50 am
มองตามคำชี้แนะของเฮียเฮกซ่าแล้ว พบว่า
ศีลห้า คือเครื่องมือกำกับสัญชาติญานดิบของคนแฮะ

1 ฆ่า
2 เมา
3 โกหก
4 กาม
5 ขโมย

ว่าไปแล้วนับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างเหลือเชื่อทีเดียว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 18 October 2013, 05:14:13 am
Quote from: pee on 18  October  2013, 04:51:50 am
มองตามคำชี้แนะของเฮียเฮกซ่าแล้ว พบว่า
ศีลห้า คือเครื่องมือกำกับสัญชาติญานดิบของคนแฮะ

1 ฆ่า
2 เมา
3 โกหก
4 กาม
5 ขโมย

ว่าไปแล้วนับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างเหลือเชื่อทีเดียว


ผมว่าทั่นซูเนโอะคงจะ Mega Clever ฉลาดสุดๆไปเลย
ที่ทั่นลดรูปสมการอันสลับซับซ้อนจาก 227 ข้อ เหลือแค่ 5 ข้อ
เอ้าฉลองๆๆๆๆ....กัมไป+ซาโบดาโฮ่  :supergrin:  :beer:   :thrilled:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 18 October 2013, 07:16:17 am
ศีล 5 กับศีล 227 นี่ คนละอย่างกันนะครับ

ศีล 5 เป็นข้อกำหนดกลาง ไม่ต้องมีต้นบัญญัติ
แต่ 227 นี่ ว่าไปแล้วคล้ายกับคำพิพากษาศาลฎีกา คือต้องมีคดีและคดีถึงที่สิ้นสุด ก็ตราเป็นกฏหมายขึ้นนมา

กำเนิดของแต่ละข้อ ก็ยังเว้นผิดให้กับผู้ก่อหนแรก คือต้นบัญญัติอีกด้วย
ถือว่า ไม่รู้ไม่ผิด

ที่จริงศีล 227 นี่ เป็นความเสื่อมด้วยซ้ำ
อันนี้หลวงพ่อที่ผมเคารพท่านบอกไว้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 18 October 2013, 02:05:39 pm
ผมแซวทั่นมิตซูเนโอะเล่นๆน่ะครับ แต่ผมก็หมายความอย่างนั้นจริงๆ
กฎระเบียบ 227 ข้อ อาจจะ...... :-\
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 18 October 2013, 03:13:55 pm
ขออภัยครับ ผมตีความและสื่อสารคำว่าสัญชาตญานไปในความหมายของ 'นิสัย' เนื่องจากไปเข้าตรงนี้จากข้อความนี้ ผมดันเอาไปผสมกันเอง

Quote from: Hexaphonic on 17  October  2013, 05:48:08 pm
ถ้าอย่างนั้นสัตว์อื่นๆ ที่มีชีวิตอยู่โดยสัญชาตญาณล้วนๆ
มีการรบกวนทางความคิดจิตใจน้อยกว่ามนุษย์ อันจะส่งผลออกมายังระดับกายภาพน้อยกว่ามนุษย์
ก็น่าจะมีศีลเหนือกว่ามนุษย์นะสิ? แหะๆ อันนี้ถามเล่นๆ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ


เฮีย Hex พูดถูกแล้วครับ เพราะถ้าแปลตามตัวอักษรเลย สัญชาตญาน น่าจะแปลว่าความรู้ที่เกิดตามความเกิด คือเกิดเป็นนกชนิดนั้นก็สร้างรังแบบนั้นได้โดยไม่ต้องมีใครสอนมาก่อน .. ส่วนที่ผมกล่าวถึง ขอแก้ไขว่าหมายถึงนิสัยนะครับ

ส่วนที่ว่าสัตว์ที่มีภูมิปัญญาสูงที่สุดในโลกนี้อย่าง"มนุษย์" มีอะไรเป็นสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์? ผมก็ไม่มีความรู้ตรงนี้เหมือนกันครับ (เรื่องนี้ต้องเชิญท่านผู้รู้ช่วยๆ ถกกันครับ) เหมือนๆ กับที่ไม่รู้เรื่องอีกมากมาย ความรู้ส่วนใหญ่ในโลกผมก็รู้น้อยจริงๆ .. ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า 'ความรู้ในโลกเรียนกันไม่มีวันจบ แต่ความรู้ในทางธรรมนั้นเรียนแล้วจบได้ โดยไม่ต้องเรียนอีก' .. ผมเป็นคนขี้เกียจครับ เลยกะว่ามีเวลาในชีวิตอีกไม่เยอะแล้ว ขอจบเรื่องเดียวพอ :)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 18 October 2013, 09:05:46 pm
เรื่องยากๆอย่างเงี้ย สนใจครับ แต่ว่าไม่เข้าใจ

แค่มีสติรู้ตัวว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

แต่สิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ ไม่เป็นปัญหา ไม่ทำอยู่แล้ว ชอบอยู่เฉยๆ

แต่การไม่ทำอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร มีค่าเท่ากับศูนย์ อย่างงี้เรียกว่ามีสติ ตามหลักศาสนาพุทธมั๊ยครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 18 October 2013, 09:25:14 pm
อย่างนั้นน่าจะเป็น "จิตว่างแบบขี้เกียจ" รึป่าว?
ผมก็งงๆว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?

ผมคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิตแบบ....

อกรรมกริยา....ไม่-กระทำ....สยัมภู(ภาษาแขก)...อูหวุ่ย(ภาษาจีน)

มันมีด้วยหรือไอ้กริยาอาการแบบนี้เนี่ย? ดูเหมือนวิชากำลังภายในเลย อิๆ




เอ่อ สงสัยผมคงจะอ่านหนังสือมากไปจริงๆ......ฮาาา
:rof:  :lol:  :rof:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 18 October 2013, 10:11:10 pm
Quote from: sw on 18  October  2013, 09:05:46 pm
แค่มีสติรู้ตัวว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

แต่สิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ ไม่เป็นปัญหา ไม่ทำอยู่แล้ว ชอบอยู่เฉยๆ

แต่การไม่ทำอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร มีค่าเท่ากับศูนย์ อย่างงี้เรียกว่ามีสติ ตามหลักศาสนาพุทธมั๊ยครับ


ปกติคนเราหลงแทบทั้งวันล่ะครับ น้อยมากที่จะมสติ (สัมมาสติ คือ รู้ว่ามีกายมีใจอยู่) ... ลองสังเกตดูนะครับ
สติ ไม่ใช่ 'จิตว่าง' นะครับ

การมีสติ กับการจะ 'ไปทำอะไร' นี่คนละเรื่องกันนะครับ
แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต้องการพ้นทุกข์ ต้องเริ่มจากการมีสัมมาสติครับ

เช่น ถ้าผมนั่งอยู่เฉย แล้วผมสติรู้ตัวขึ้นมา .. ผมก็จะพบว่า 'มีตัวของผมเองอยู่' แต่กำลังนั่งอยู่เฉยๆ
นั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด .. รู้ตัวได้เรื่อยๆ ครับ ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบถใด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 18 October 2013, 10:37:18 pm
พูดถึงเรื่องความปกติ ผมมักจะสงสัยเรื่องพื้นๆทำนองนี้

สมมุติ(ที่จริงไม่ต้องสมมุติก็ได้) ห้องน้ำในวัด ถ้าเกิดมีกลิ่นเหม็นฉี่อยู่ ยังไม่ได้ล้าง แต่พระในวัดกำลังนั่งสมาธิอยู่

อย่างนี้ผิดศีล(1 ใน 227)รึเปล่า หรือว่าเป็นปกติครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 18 October 2013, 11:53:20 pm
"แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต้องการพ้นทุกข์ ต้องเริ่มจากการมีสัมมาสติครับ"

ผมเพิ่งสังเกตตัวเองในอดีตนึกย้อนที่ผ่านๆมาอย่างเช่นการไปปฎิบัติธรรม
ตอนปฏิบัติจะคร่ำเคร่ง(ก็ไม่รู้ว่าปฎิบัติอะไร?) หน้านิ่วคิ้วขมวด คือรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ มันก็เข้าวังวนเดิมๆอีกแระ
เพราะผมคิดว่านั่นมันก็คือสภาวะอันหนึ่งของ ตัณหา(อยากเห็นธรรม)
หรือ วิภาวตัณหา(ปฎิเสธต่อสภาพที่ตัวเองดำรงอยู่)

พอไม่ได้อะไรที่ตั้งใจไว้ กลับมาบ้านก็เลยเครียดยิ่งกว่าเก่า เหมือนเอาตัณหาจากบ้าน ไปอัพเกรดภาคจ่ายไฟ ฮา

ตัณหาอยากได้เครื่องเสียง กับตัณหาอยากบรรลุ มันก็ตัณหานั่นแหละ อันนี้เป็น คหสต





อ๊ะๆ พี่พีอย่าซาหรุปแว่ "ศาลารวมญาติธรรมเป็นที่รวมของมนุษย์ใจสูงผู้มีความอยาก" เชียวนา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 19 October 2013, 01:51:28 am
Quote from: Hexaphonic on 18  October  2013, 11:53:20 pm

อ๊ะๆ พี่พีอย่าซาหรุปแว่ "ศาลารวมญาติธรรมเป็นที่รวมของมนุษย์ใจสูงผู้มีความอยาก" เชียวนา


อิ๊ อิ๊

ผมกลับไปขมวดคิ้วสงสัยว่า

ถ้าเป็นวันนี้ พระพุทธองค์จะใช้เน็ตป่าว........อิอิ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 19 October 2013, 01:59:19 am
Quote from: sw on 18  October  2013, 10:37:18 pm
พูดถึงเรื่องความปกติ ผมมักจะสงสัยเรื่องพื้นๆทำนองนี้

สมมุติ(ที่จริงไม่ต้องสมมุติก็ได้) ห้องน้ำในวัด ถ้าเกิดมีกลิ่นเหม็นฉี่อยู่ ยังไม่ได้ล้าง แต่พระในวัดกำลังนั่งสมาธิอยู่

อย่างนี้ผิดศีล(1 ใน 227)รึเปล่า หรือว่าเป็นปกติครับ


ถ้าถามผม ผมไม่ค่อยทราบเรื่องพระวินัยครับ แต่พอเลาๆ ว่า ในพระวินัยกำหนดให้พระดูแลความสะอาดของที่อยู่ ปล่อยให้สกปรกรกรุงรักไม่ได้ .. ลองหาพระวินัยอ่านสิครับ น่าศึกษาดีเหมือนกันนะครับ

Quote from: Hexaphonic on 18  October  2013, 11:53:20 pm
ผมเพิ่งสังเกตตัวเองในอดีตนึกย้อนที่ผ่านๆมาอย่างเช่นการไปปฎิบัติธรรม
ตอนปฏิบัติจะคร่ำเคร่ง(ก็ไม่รู้ว่าปฎิบัติอะไร?) หน้านิ่วคิ้วขมวด คือรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ มันก็เข้าวังวนเดิมๆอีกแระ
เพราะผมคิดว่านั่นมันก็คือสภาวะอันหนึ่งของ ตัณหา(อยากเห็นธรรม)
หรือ วิภาวตัณหา(ปฎิเสธต่อสภาพที่ตัวเองดำรงอยู่)

พอไม่ได้อะไรที่ตั้งใจไว้ กลับมาบ้านก็เลยเครียดยิ่งกว่าเก่า เหมือนเอาตัณหาจากบ้าน ไปอัพเกรดภาคจ่ายไฟ  ฮา


พระพุทธเจ้าท่านเคยตอบคำถามเทวดาที่มาถามว่า ท่านข้ามห้วงโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงวัฏสงสาร) นี้ได้อย่างไร?
ท่านตอบว่า เพราะเราไม่เพ่งอยู่ และไม่เพียรอยู่ จึงข้ามวัฏสงสารนี้ได้ .. ถ้าเราเพ่งอยู่ เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่ เราจะลอยขึ้น

เพ่งอยู่คือ อัตกิลมัตถานุโยค (บังคับการบังคับใจ) มันจะเครียดครับ ถ้าปล่อยกายปล่อยใจตามกิเลส คือ กามสุขลิกนุโยค ก็จะไหลตามกิเลสไปเรื่อย
ทางสายกลางระหว่างสองสิ่งนี้ คือ 'รู้ลงไป ตามความเป็นจริง' (ตามความเป็นจริงจะต้องมีสัมมาสมาธิ) ..

พุทธ จึงแปลว่า 'ผู้ตื่น' อย่างนี้เอง

ลองศึกษา อัตกิลมัตถานุโยค กับ กามสุขลิกนุโยค ดูก็น่าสนใจนะครับ


เวลาปฏิบัติธรรมแนะว่า ควรปฏิบัติ 'เพราะคิดว่าควรทำ' อย่าไปวางเป้าหมายว่า 'อยากได้อะไร' .. ครูบาอาจารย์จึงสอนกันว่าให้ถวายเป็นปฏิบัติบูชาแก่พระพุทธเจ้าท่าน .. ลองพิจารณาดูนะครับ


ปล. เป็นตัณหาทั้งคู่จริงครับ แต่ตัวหนึ่งเป็นลักษณะกิเลส(อกุศล)ก่อให้เกิดกิเลส(อกุศล)ต่อไป อีกตัวหนึ่งกิเลส(อกุศล)ก่อให้เกิดกุศลครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: dht_tubes on 19 October 2013, 04:55:30 am
ต้องขอบคุณทุกท่านเลยที่ถกประเด็นนี้กัน ส่วนตัวผมได้อ่านแล้ว ถือว่าได้ประโยชน์กับทุกความเห็นเลย

เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 19 October 2013, 05:37:32 pm
Quote from: dht_tubes on 19  October  2013, 04:55:30 am
เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............


ไม่ควรทำทั้งสองอย่างครับ 'รู้' ลงไปตามความเป็นจริง ก็พอแล้ว ตามดูไปเฉยๆ พอครับ
ปล่อยวาง เป็นเรื่องของผล เราต้องทำที่เหตุครับ ไม่ใช่ทำที่ผล
(เช่น มีครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ทำที่เหตุคือ ถ้าต้องการผล คือเลี้ยงลูกให้โต ก็ต้อง 'ทำเหตุ' คือ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ดูแลเขา เดี๋ยวเขาจะโตเอง ส่วนถ้าจะทำผลต้องการจะเอาผล ก็คือพยายามบังคับ เช่น เอาลูกไปเข้าเครื่องยืดตัว จะยืดตัวของเขาให้โตให้ได้ อย่างนี้ครับ)

ในที่สุด การพ้นทุกข์คือการที่เราบรรลุจริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ ไม่มีในเรา ไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่ต้น(เหตุ) แล้วเราจะวางมันเอง (ผล)
ส่วนจะทำเหตุอย่างไร ผมเขียนไว้ข้างบนแล้ว คือ เริ่มเดินจากสติ (โดยมีกำลังของศีล ของสมาธิสนับสนุน) ครับ ... ค่อยๆ เดินไปครับ อย่ากังวลเส้นทางทั้งหมด เพราะจะทำให้เราท้อถอยไม่ยอมเดิน .. ค่อยๆ เดินไปก็ถึงเองล่ะครับ


อยู่เฉยๆ (ไม่ทำอะไรเลย) ก็ไม่ควรทำครับ เพราะจะไหลตามกิเลสไปในที่สุด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 19 October 2013, 06:39:31 pm
Quote from: pakorn on 19  October  2013, 01:59:19 am

พระพุทธเจ้าท่านเคยตอบคำถามเทวดาที่มาถามว่า ท่านข้ามห้วงโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงวัฏสงสาร) นี้ได้อย่างไร?
ท่านตอบว่า เพราะเราไม่เพ่งอยู่ และไม่เพียรอยู่ จึงข้ามวัฏสงสารนี้ได้ .. ถ้าเราเพ่งอยู่ เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่ เราจะลอยขึ้น

เพ่งอยู่คือ อัตกิลมัตถานุโยค (บังคับกายบังคับใจ) มันจะเครียดครับ ถ้าปล่อยกายปล่อยใจตามกิเลส คือ กามสุขลิกนุโยค ก็จะไหลตามกิเลสไปเรื่อย
ทางสายกลางระหว่างสองสิ่งนี้ คือ 'รู้ลงไป ตามความเป็นจริง' (ตามความเป็นจริงจะต้องมีสัมมาสมาธิ) ..

พุทธ จึงแปลว่า 'ผู้ตื่น' อย่างนี้เอง

ลองศึกษา อัตกิลมัตถานุโยค กับ กามสุขลิกนุโยค ดูก็น่าสนใจนะครับ




Quote from: pakorn on 19  October  2013, 05:37:32 pm
Quote from: dht_tubes on 19  October  2013, 04:55:30 am
เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............


ไม่ควรทำทั้งสองอย่างครับ 'รู้' ลงไปตามความเป็นจริง ก็พอแล้ว ตามดูไปเฉยๆ พอครับ
ปล่อยวาง เป็นเรื่องของผล เราต้องทำที่เหตุครับ ไม่ใช่ทำที่ผล
(เช่น มีครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ทำที่เหตุคือ ถ้าต้องการผล คือเลี้ยงลูกให้โต ก็ต้อง 'ทำเหตุ' คือ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ดูแลเขา เดี๋ยวเขาจะโตเอง ส่วนถ้าจะทำผลต้องการจะเอาผล ก็คือพยายามบังคับ เช่น เอาลูกไปเข้าเครื่องยืดตัว จะยืดตัวของเขาให้โตให้ได้ อย่างนี้ครับ)

ในที่สุด การพ้นทุกข์คือการที่เราบรรลุจริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ ไม่มีในเรา ไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่ต้น(เหตุ) แล้วเราจะวางมันเอง (ผล)
ส่วนจะทำเหตุอย่างไร ผมเขียนไว้ข้างบนแล้ว คือ เริ่มเดินจากสติ (โดยมีกำลังของศีล ของสมาธิสนับสนุน) ครับ ... ค่อยๆ เดินไปครับ อย่ากังวลเส้นทางทั้งหมด เพราะจะทำให้เราท้อถอยไม่ยอมเดิน .. ค่อยๆ เดินไปก็ถึงเองล่ะครับ


อยู่เฉยๆ (ไม่ทำอะไรเลย) ก็ไม่ควรทำครับ เพราะจะไหลตามกิเลสไปในที่สุด







นี่แหละที่ผมเห็นว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงที่ลงลึกในระดับ....ระดับไหน?ลึกแค่ไหน?
ก็สุดจะคาดเดาจริงๆ ความสุดโต่งทั้ง 2 ฝั่ง มันคือ"ทวิภาวะ"นั่นแหละ

การที่เราจะหลุดออกจากวิธีคิดแบบนี้ แบบหลุดแล้วหลุดเลยโดยไปกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย  มันต้องยากแน่ๆ
เพราะเรื่องนี้ก็มีผู้ศึกษากันมาก เนื้อหาวิธีการก็มีบันทึกไว้อยู่ ถึงขนาดบางท่านศึกษาเรื่องนี้แบบเต็มเวลา
เอาชีวิตเข้าแลก อะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเข้าถึงกันได้

วิธีการหรือคำอธิบายนั้น ผมยังรู้สึกว่ายังเป็นแบบทวิภาวะอยู่
ก็เลยทำให้ผู้สนใจอย่างตัวผมเอง ยิ่งยึดติดในวิธีคิดแบบ"ทวิภาวะ"มากขึ้น

หรือว่าเพราะข้อจำกัดของภาษา ที่ยากจะอธิบายเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตทวิภาวะ?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 19 October 2013, 08:29:37 pm
มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรครับ ถ้าอยากคิดไปเรื่อยๆ .. ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก .. ความรู้ในโลกไม่สิ้นสุด ยิ่งคิดลึกไปเรื่อย เราอาจจะเครียดมากหรือถึงกับเสียจริตไปก็ได้ .. ถ้าอยากรู้ พระพุทธเจ้าท่านชวนมาค้นหาครับ แต่ต้องตามแผนที่ที่ท่านให้เอาไว้ มาหาดูสิว่าจริงหรือไม่ .. เรากำลังใช้แค่ สุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาครับ ไม่มีทางถึงภาวนามยปัญญาหรอก ถ้าไม่เริ่มเดิน

คนที่เดินถึงก็มี เดินไม่ถึงก็มี .. ได้แผนที่มาแต่ไม่อยู่กับโค้ชคือครูบาอาจารย์ก็เดินผิดทางได้ครับ แต่ที่บอกว่ายากนั้นครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าไม่ยากครับ .. แต่ต้องให้ยากแค่ไหนก็ต้องเดินครับ ถ้าเป้าหมายเราคือต้องการพ้นทุกข์ (นี่คือเป้าหมายของผม)

และที่บอกว่าไม่อะไรประกัน พระพุทธเจ้าท่านรับประกันครับ ว่าถึงแน่ ขอให้เดินถูกทางและมีความเพียรพอเท่านั้นเอง

ผมเชื่ออย่างที่ใน signature ของผมลงไว้ครับ หลวงปู่บอกไว้ได้จับใจมาก ..

Quote from: Hexaphonic on 19  October  2013, 06:39:31 pm

วิธีการหรือคำอธิบายนั้น ผมยังรู้สึกว่ายังเป็นแบบทวิภาวะอยู่
ก็เลยทำให้ผู้สนใจอย่างตัวผมเอง ยิ่งยึดติดในวิธีคิดแบบ"ทวิภาวะ"มากขึ้น

หรือว่าเพราะข้อจำกัดของภาษา ที่ยากจะอธิบายเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตทวิภาวะ?




... นี่ล่ะครับ ประเด็น ผมจึงชวนว่า ลองหาครูบาอาจารย์ดีๆ แล้ว ลองปฏิบัติดูครับ ศึกษา 'ไตรสิกขา' ให้ดี แล้วปฏิบัติประกอบไปด้วย .. ชวนนะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 October 2013, 08:24:49 pm
Quote from: pee on 03  July  2013, 11:35:36 pm
Quote from: sw on 03  July  2013, 11:15:46 pm
ผมคิดว่า อาเพศทั้งหลายที่เราคุยกันมาทั้งหมดเหล่านี้ จะไม่เกิด เพียงแค่ทุกคนรักษาศีลห้าให้ได้เท่านั้นเอง แค่หลักธรรมขั้นต้นของศาสนาพุทธก็ทำให้โลกน่าอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ได้

ศึกษามากไป รู้มากไปจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อบทแรกภาคปฎิบัติยังไม่ผ่าน บทสองท่องได้ก็ไม่มีประโยชน์


หลวงพ่อที่ผมเคารพ ท่านบอกว่าศีลห้านี่แหละ ยากสุด

ผมไม่ปลื้มหลวงพ่อประยุทธเพราะวันหนึ่ง อาจารย์เจิมสัมภาษณ์ท่านว่า
คนธรรมดาก็รักษาศีลห้า สามเณรรักษาศีลสิบ พระสงฆ์รักษาศีล 227
หมายความว่า เพราะต้องการทำตัวให้เข้มงวดเข้าถึงสัจจะธรรมใช่ใหม
ท่านตอบว่า ใช่....ผมงี้ แทบตกเก้าอี้เลย

หลวงพ่อของผมท่านสอนว่า 227 ข้อน่ะ นรกทั้งนั้น
ผมมาคิดต่อก็เข้าใจเอาเองว่า รักษาทั้ง 227 ข้อ ก็ใช่ว่าจะรักษาศีลห้าได้
อาจารย์เจิมท่านถามแบบนักเศษศาสตร์ แต่อาจารย์ประยุทธกลับตอบแบบเศษศาสตร์เสียงั้น



จากกระทู้อาเพศฯ
ผมว่า..ผมพบครูบาอาจารย์ดีๆแล้วล่ะครับ คือหลวงพ่อที่พี่พีเคารพนี่แหละ!
โดนใจมากๆครับ  :bowdown:  :bowdown:  :bowdown:


ส่วนที่หลวงพ่อประยุทธ์ท่านตอบว่า "ใช่" ท่านคงจะตอบตามหลักการ
ที่นักบวชลาออกจากการครองเรือน ไม่มีอาชีพ/สมบัติพัสถาน กลายเป็นผู้ขอทาน-ภิกขาจาร
เพื่อจะได้เอาเวลาทั้งหมด มาขัดเกลาอนุสัยตนเองแบบเต็มเวลา
โดยหลักการเหล่าบริษัททั้งหลายก็จะถือว่า นักบวชเป็นผู้กระทำในสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่ง คือฝืนกระแสโลก

แต่ในทางพฤตินัยก็ว่าก็ไป การครองสมณเพศอาจจะช่วยหรือฉุดได้ทั้งนั้น และต้องดูพฤติกรรมผู้ตอบด้วย

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 20 October 2013, 08:46:05 pm
Quote from: pakorn on 19  October  2013, 08:29:37 pm
มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรครับ ถ้าอยากคิดไปเรื่อยๆ .. ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก .. ความรู้ในโลกไม่สิ้นสุด ยิ่งคิดลึกไปเรื่อย เราอาจจะเครียดมากหรือถึงกับเสียจริตไปก็ได้ .. ถ้าอยากรู้ พระพุทธเจ้าท่านชวนมาค้นหาครับ แต่ต้องตามแผนที่ที่ท่านให้เอาไว้ มาหาดูสิว่าจริงหรือไม่ .. เรากำลังใช้แค่ สุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาครับ ไม่มีทางถึงภาวนามยปัญญาหรอก ถ้าไม่เริ่มเดิน


เห็นด้วยที่สุดครับ เราเรียนวิทยาศาสตร์ ยังต้องมีการทดลอง ก็คือมีภาคทฤษฎี กับภาคปฏิบัติ ควบคู่กันไป จึงจะทำให้เข้าใจความจริง ซึ่งก็คือธรรมได้

ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการศึกษาธรรมโดยใช้หลักวิชาปรัชญา ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 20 October 2013, 08:53:05 pm
Quote from: Hexaphonic on 20  October  2013, 08:24:49 pm

ผมว่า..ผมพบครูบาอาจารย์ดีๆแล้วล่ะครับ คือหลวงพ่อที่พี่พีเคารพนี่แหละ!
โดนใจมากๆครับ  :bowdown:  :bowdown:  :bowdown:



ท่านสละโลกไปราวสิบปีแล้ว

น่าเสียดายที่หลังท่านสิ้น กลับเกิดร้าวฉานในหมู่ศิษย์
คือท่านทราบล่วงหน้าว่าท่านจะไม่เน่าเปื่อย จึงเตรียมศิษย์หาให้จัดการร่างของท่านไว้ครบทุกอย่าง แต่แล้ว พอสำเร็จพิธีกรรม ก็เกิดศึกแย่งสังขารกลายเป็นข่าวใหญ่ น่าเสียดายที่ท่านพร่ำสอนมานาน หาได้ขัดเกลาคนบางคนได้ไม่
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 20 October 2013, 08:59:42 pm
Quote from: sw on 20  October  2013, 08:46:05 pm
ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย


มันเป็นสองประเด็นนะครับ
บางศาสนา เป็นหลักปฎิบัติล้วนๆ อย่างนั้นย่อมไม่ใช่ปรัชญา
แต่บางศาสนา ให้คิดก่อนแล้วจึงปฎิบัติ อันนี้เป็นปรัชญาแน่นอนครับ

จริงอยู่ พอเริ่มปฎิบัติ เป็นไปได้ว่าเริ่มถอยห่างจากปรัชญา แต่ที่จริงนั้นเป็นการปฎิบัติเพื่อให้เข้าใจในปรัชญา แล้วในที่สุด ก็ไม่มีปรัชญาหลงเหลือ เพราะกลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
แต่จะมีสักกี่คน ในเจ็ดพันล้าน ที่เข้าถึงชีวิตสมบูรณ์

ปรัชญานั้นต้องการไปให้ถึงความคิดที่สมบูรณ์ และชีวิตที่สมบูรณ์ก็ขาดความคิดที่สมบูรณ์ไม่ได้ สองสิ่งจึงเป็นสิ่งเดียวกันครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 October 2013, 09:13:00 pm
Quote from: sw on 20  October  2013, 08:46:05 pm
Quote from: pakorn on 19  October  2013, 08:29:37 pm
มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรครับ ถ้าอยากคิดไปเรื่อยๆ .. ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก .. ความรู้ในโลกไม่สิ้นสุด ยิ่งคิดลึกไปเรื่อย เราอาจจะเครียดมากหรือถึงกับเสียจริตไปก็ได้ .. ถ้าอยากรู้ พระพุทธเจ้าท่านชวนมาค้นหาครับ แต่ต้องตามแผนที่ที่ท่านให้เอาไว้ มาหาดูสิว่าจริงหรือไม่ .. เรากำลังใช้แค่ สุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาครับ ไม่มีทางถึงภาวนามยปัญญาหรอก ถ้าไม่เริ่มเดิน


เห็นด้วยที่สุดครับ เราเรียนวิทยาศาสตร์ ยังต้องมีการทดลอง ก็คือมีภาคทฤษฎี กับภาคปฏิบัติ ควบคู่กันไป จึงจะทำให้เข้าใจความจริง ซึ่งก็คือธรรมได้

ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการศึกษาธรรมโดยใช้หลักวิชาปรัชญา ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย



ผมไม่เห็นด้วยเลยล่ะครับถ้าใช้หลักปรัชญาแบบโต้วาที นั่นยิ่งทำให้มัวเมามากขึ้นๆ

แต่ถ้าปรัชญาในความหมายของรากคำ ที่เป็นไปเพื่อการสืบค้นใคร่ครวญ
อันนี้ก็น่าจะมีความจำเป็นในแง่ที่ว่า เป็นเครื่องมือช่วยกลั่นกรองสิ่งแปลกปลอม
ที่สำคัญต้องเป็นประสบการณ์ตรงของตัวเอง ไม่ใช่แค่ถกกันอย่างเอาเป็นเอาตายในทางทฤษฎี
แค่ประเด็นเรื่อง "หลักกาลมสูตร" นี่ก็สืบค้นได้ชั่วชีวิตแล้วครับ ผมก็ว่านี่แหละคือปรัชญาแท้ๆเลย

ที่ว่ามานี่อย่าถือว่าผมมาลดทอนพระวจนะหรืออรรกถาอะไร เพียงแต่เป็นการพูดอีกอย่างนึงน่ะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 October 2013, 09:33:11 pm
Quote from: pee on 20  October  2013, 08:59:42 pm
Quote from: sw on 20  October  2013, 08:46:05 pm
ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย


มันเป็นสองประเด็นนะครับ
บางศาสนา เป็นหลักปฎิบัติล้วนๆ อย่างนั้นย่อมไม่ใช่ปรัชญา
แต่บางศาสนา ให้คิดก่อนแล้วจึงปฎิบัติ อันนี้เป็นปรัชญาแน่นอนครับ

จริงอยู่ พอเริ่มปฎิบัติ เป็นไปได้ว่าเริ่มถอยห่างจากปรัชญา แต่ที่จริงนั้นเป็นการปฎิบัติเพื่อให้เข้าใจในปรัชญา แล้วในที่สุด ก็ไม่มีปรัชญาหลงเหลือ เพราะกลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
แต่จะมีสักกี่คน ในเจ็ดพันล้าน ที่เข้าถึงชีวิตสมบูรณ์

ปรัชญานั้นต้องการไปให้ถึงความคิดที่สมบูรณ์ และชีวิตที่สมบูรณ์ก็ขาดความคิดที่สมบูรณ์ไม่ได้ สองสิ่งจึงเป็นสิ่งเดียวกันครับ



ใช่ๆๆๆๆเลยครับ!

ผมว่าสัมมาทิฏฐิ ได้มาจากศรัทธาอีกที  แต่ทั้งสองอันนั่นต้องเอา"กุญแจปรัชญา"ไปไข

ถ้าเอากุญแจผิดดอกไปไข ไขยังไงก็ไขไม่ออก มีแค่"ใจ"อย่างเดียวไม่สำเร็จหรอก

ศรัทธา ที่มาจากรากฐานความคิดที่ไม่สมบูรณ์ ผมว่ามันน่าสงสัยนะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 20 October 2013, 10:08:41 pm
ผมเข้าใจว่า วิชาปรัชญา คือการค้นหาธรรมโดยใช้ความคิดของปุถุชน ผู้ศึกษาก็ศึกษาหาความรู้จากนักปรัชญา และคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง แต่ทั้งนักปรัชญาและผู้ศึกษา ต่างก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ คือความรู้ทั้งหมดนั้นยังไม่มีบทสรุปว่าอันไหนจริง นักปรัชญารุ่นใหม่สามารถล้มล้างความเชื่อของนักปรัชญารุ่นเก่าได้ เปลี่ยนแนวความคิดไปได้เรื่อยๆ เพราะว่ายังค้นไม่พบความจริง

แต่ศาสนาพุทธ คือการค้นหาธรรมโดยการเดินตามรอยพระพุทธเจ้า คิดและปฎิบัติ ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าชี้แนะ ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าไปสู่การค้นพบความจริง ก็คือการตรัสรู้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 October 2013, 10:30:14 pm
ถ้าเราอยู่ในสมัยพุทธกาลคงจะง่ายกว่านี้ แต่เวลานี้ใครๆก็อ้างพระพุทธองค์ท่านกันทั้งนั้นแหละ

ถ้าเรามีเครื่องมืออะไรบางอย่าง ที่จะช่วยสกรีนพวก "โล้นห่มเหลืองขี้ตู่พระพุทธองค์" ออกไป

มันก็น่าจะปลอดภัยกว่า เเละไม่เสียศรัทธาฟรีๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 20 October 2013, 11:13:53 pm
เฮียหวังอาจจะมองปรัชญาแบบสำเร็จรูปไปหน่อย
คล้ายกับว่ามันเป็นยาซอง ซองใครซองมัน ใช้แทนกันไม่ได้

ที่จริงปรัชญาเป็นยาซองเดียว แต่เติมส่วนผสมเข้าไปเรื่อยๆ
มาว่ากันที่ philos + sophia ซึ่งเป็นรากของคำว่าปรัชญา มันก็คือ "รักในความรู้" แต่คำว่าความรู้ตรงนี้ ไม่ใช่ Knowledge มันคือ Wisdom สองคำนี้ต่างกันมาก Knowledge นี่มันระดับความรู้ในชีวิตประจำวัน เช่นหุงข้าว ล่าสัตว์ หรือก่อสร้าง

แต่ Wisdom มันคือการรู้ตัวเอง หรือกว้างกว่านั้นคือรู้เท่าเทียมจักรวาล ซึ่งเป็นความหมายแบบกว้างสุด

ตามแนวเทียบแบบนี้ ปรัชญาตะวันตกทั้งหมด ไม่ได้ล้มล้างกันเองเลย แต่แนวคิดใหม่ เป็นเชิงอรรถให้กับแนวคิดเดิม อย่างที่เขาบอกว่า ปรัชญาตะวันตกทั้งหมอ คือฟุตโน๊ตของเพลโต้เท่านั้น
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 21 October 2013, 12:00:05 am
ผมอาจจะเข้าใจความหมายของปรัชญาผิดไปแล้วครับ  :bowdown:

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pakorn on 21 October 2013, 12:02:50 am
Quote from: sw on 20  October  2013, 08:46:05 pm
เห็นด้วยที่สุดครับ เราเรียนวิทยาศาสตร์ ยังต้องมีการทดลอง ก็คือมีภาคทฤษฎี กับภาคปฏิบัติ ควบคู่กันไป จึงจะทำให้เข้าใจความจริง ซึ่งก็คือธรรมได้

ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการศึกษาธรรมโดยใช้หลักวิชาปรัชญา ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย


Quote from: sw on 20  October  2013, 10:08:41 pm
ผมเข้าใจว่า วิชาปรัชญา คือการค้นหาธรรมโดยใช้ความคิดของปุถุชน ผู้ศึกษาก็ศึกษาหาความรู้จากนักปรัชญา และคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง แต่ทั้งนักปรัชญาและผู้ศึกษา ต่างก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ คือความรู้ทั้งหมดนั้นยังไม่มีบทสรุปว่าอันไหนจริง นักปรัชญารุ่นใหม่สามารถล้มล้างความเชื่อของนักปรัชญารุ่นเก่าได้ เปลี่ยนแนวความคิดไปได้เรื่อยๆ เพราะว่ายังค้นไม่พบความจริง

แต่ศาสนาพุทธ คือการค้นหาธรรมโดยการเดินตามรอยพระพุทธเจ้า คิดและปฎิบัติ ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าชี้แนะ ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าไปสู่การค้นพบความจริง ก็คือการตรัสรู้


สาธุครับ โมทนาด้วยเลยครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 21 October 2013, 07:02:39 am
ในบางศาสนา นอกจากพวกเขาจะเห็นว่าการขบคิดเชิงปรัชญาเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ต่อการเข้าถึงมรรคผล
พวกเขายังตัดสิ่งรกรุงรังอื่นๆออกไปอีกด้วย

พวกเขามีหลักการอันหนึ่งที่ส่งต่อๆกันมาตั้งแต่ยุคสมัยพระศาสดา ทำนองว่า...
"ในดินแดนของพระผู้เป็นเจ้าจะไม่มีสิ่งมีชีวิต" นั่นคือในศาสนสถาน หรือในสังคมแห่งศาสนานี้
จะต้องไม่มีรูปเคารพใดๆ ไม่ว่ารูปสัตว์หรือรูปบุคคลที่นับถือ แม้กระทั่งรูปเคารพของพระศาสดาก็ไม่มี

นั่นหมายความว่าอะไร? หมายความว่าในดินแดนของพระเจ้า จะต้องไม่มีรูปรอยแห่งสัญชาตญาณของสัตว์มาแปดเปื้อน?
ไม่มีตรรกะความคิค ไม่มีสภาพทวิภาวะ? ในศาสนสถานจะมีก็แต่ ลวดลายเรขาคณิต หรือจารึกอักขระบทสวดจากพระคัมภีร์
รูปเคารพคน/สัตว์ที่เป็นไปในลักษณะบุคลาธิษฐานก็ไม่เอา
คงไว้แต่พระวจนะของพระเจ้าที่ส่งผ่านมายังพระศาสดาล้วนๆ
(ในที่อยู่อาศัยหรือสถานที่อื่นๆของเหล่าศาสนิกในศาสนานี้ก็เช่นเดียวกัน)

ไม่กี่วันก่อน เผอิญผมเปิดไปเจอรายการหนึ่งของไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ศาสนิกผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านพูดทำนองว่า.....

สมองศาสนิกเราจะไม่หมกมุ่นกับบรรดา..ปรัชญาฝั้นเฝือ..รูปเคารพทั้งหลาย..วัตถุมงคลหรืออะไรก็ตามที่สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์
เราถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งแปดเปื้อน เมื่อเราไม่หมกมุ่นกับสิ่งเหล่านั้น สมองของพวกเราจึงสะอาดและทรงพลัง
พวกเราจึงสามารถท่องและจดจำพระคัมภีร์ที่สืบจากพระวจนะของพระศาสดาได้โดยไม่ตกหล่นต่อๆกันมานับพันปี
และคัมภีร์นี้ก็มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่เคยถูกดัดแปลงจากมนุษย์ใดๆเลย นับแต่ได้ปรากฎบนโลกนี้ผ่านทางพระศาสดา


เท่านั้นยังไม่พอ พระศาสดายังทรงบัญญัติว่าไม่ให้มีสถานะนักบวชในสังคม
เป็นการปิดช่องทางที่ศาสนิกอาจจะไปยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไป
และทำให้ศาสนิกปัดความรับผิดชอบต่อการปฎิบัติไม่ได้ หมดข้ออ้างที่จะเลี่ยงศาสนกิจไปโดยปริยาย
แต่ภารกิจที่ศาสนิกทุกคนมิอาจปฎิเสธอันนั้น ก็คือโอกาสให้ทุกๆคนมีสิทธิ์เข้าถึงพระเจ้าโดยเท่าเทียมกัน


ผมว่าแนวคิดนี้มีเหตุมีผลเป็นอย่างยิ่ง และผมว่านี่ก็เป็นปรัชญาอีกนั่นแหละ
เป็นปรัชญาในแง่ที่ว่า ได้ผ่านการคิดใคร่ครวญจากสภาพสังคมก่อนหน้านั้น จนตกผลึกออกมา
ท่านพยายามกำจัดส่วนเกินที่ทำให้เนิ่นช้าอะไรต่างๆ

เพียงแต่ท่านพูดในอีกแง่หนึ่งเท่านั้นเอง
แต่ในทางปฎิบัติจริงๆ สิ่งที่ผ่านการใคร่ครวญมาแล้วนี้จะช่วยให้ลัดสั้นหรือไม่อย่างไร ก็แล้วแต่....ก็ต้องมาดูกันอีกที?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 26 March 2014, 11:46:25 pm
Quote from: pee on 26  March  2014, 05:06:10 pm
ปล. แนะนำเฮียเฮ็กซ่า อ่านงานของ Conze ดู
คนที่มีสี่ห้าเชื้อสายในตัว เกิดมาเป็นโปรแตสแต้นท์ แต่เข้ารีตเป็นคาธอลิก แล้วมาเป็นมาร์กซิส จากนั้นก็เป็นเถรวาท แล้วเปลี่ยนเป็นมหายาน จบด้วยการเป็นพระเซ็น

วัฒนธรรมหลายระดับเหลือเกิลลล์

(http://www.advite.com/sf/photos/br2_1_2gmm7.jpg)
http://www.advite.com/sf/br/br2-1-6-1.html




ชีวิตของ Edward Conze โลดโผนสุดๆ
ผมชอบงานเขียนของวิปัสนาจารย์ชาวทิเบต โชเกียม ตรุงปะ ท่านผู้นี้ก็ผาดโผนมากๆ
ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ชีวิตเปลืองขนาดนั้น
หรือว่ากิเลสคือโพธิญาณ ก็เลยบรรลุฌานท่ามกลางนรกอเวจีซะเลย



นี่คือส่วนหนึ่งของบทความของศิษยาสายท่านโชเกียม แห่งมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด สรอ.

"ก่อนจะบรรลุถึงเป้าหมาย เมื่อมองดู ณ จุดที่เราอยู่ คนทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น....
                                ...............................

ยามที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เมื่อขัดแย้งกัน ก็พอมีสติยับยั้งชั่งใจ และมีใจที่คลายจากอคติ ให้อภัย และเปิดใจฟังกันได้บ้าง เราต่างมีตัวตนและการปกป้องตัวตนก็เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งของการเอาตัวรอด แต่หากสังคมใดมีรากฐานทางจิตวิญญาณที่ไปพ้นจากการเห็นแก่ตนเองอยู่บ้าง แล้วคุณค่านั้นเปิดกว้างพอที่จะรองรับตัวตนของคนจำนวนมากให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี นั่นก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยจริงไหมครับ ซึ่งสำหรับผม คุณค่าประชาธิปไตยที่ไปพ้นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือการให้ค่ากับตัวตนแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษเหนือตัวตนอื่น ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว" นั่นเอง

ในสังคมที่ศาสนารวมศูนย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ และมีสถานะแนบแน่นกับคุณค่าแบบจารีตมายาวนาน อย่างสังคมไทย ศีลธรรมแบบศาสนาจึงมีความเป็นการเมืองอย่างยิ่ง ความดีถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อนทางการเมืองแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์มาโดยตลอด เราถูกปลูกฝังให้เป็นคนดี พูดดี ทำดี และคบหาคนดีเป็นเพื่อน ความดีมีอำนาจเพียงพอที่จะช่วยให้เรามีอนาคตและความมั่นคงที่ดีได้ ...เช่นเดียวกับความไม่เห็นแก่ตัว ที่ก็ไม่ได้มีคุณค่าจากการประพฤติปฏิบัติเฉพาะตนของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองที่สำคัญประการหนึ่ง มันทำให้ผมนึกถึง กระแสต่อต้านคนโกงที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ผลักให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเกลียดชังคนโกงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คนโกงคือคนเลว จนความเลวถูกทำให้กลายเป็นปีศาจ เราพร้อมจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อกำจัดคนโกงและกลุ่มคนที่สนับสนุนคนโกงให้หมดสิ้นถึงขั้นทำลายล้างกฎกติกาและประชาธิปไตย

จึงไม่น่าแปลกที่ทำไมในม็อบ กปปส.จึงเต็มไปด้วยชาวพุทธจากหลายสำนัก ที่พร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ระบอบทักษิณอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พวกเขาคือนักถือศีล ปฏิบัติธรรม และให้คุณค่ากับการประพฤติตนตามหลักธรรมอันดีงาม พวกเขามีเป้าหมายในการขัดเกลาใจตัวเองให้ดี.....
   
พวกเขาเชื่อว่านักการเมืองที่เขาเลือกเป็นคนดี หรือหากไม่มีก็พร้อมจะเรียกร้องนายกรัฐมนตรีคนดีที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง พวกเขาเชื่อมั่นว่าคนดีคือคนไม่เห็นแก่ตัว แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทำไมคุณค่าความไม่เห็นแก่ตัวนั้นกลับแสดงออกถึงการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างยิ่งยวด

ศาสนธรรมในแบบที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางเช่นนี้กำลังสะท้อนถึงอะไร?

ในแง่ของปัจเจกบุคคล มันสะท้อนถึงแนวโน้มของ "วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ" อันได้แก่ การนำเอาคำสอนทางศาสนามาใช้เสริมสร้างอำนาจของ "อัตตา" หากเชื่อมั่นในความดี นั่นจะทำให้คุณกลายเป็นคนดีโดยไม่มีข้อสงสัย หากคุณเป็นคนดี นั่นจะทำให้คุณมีบารมีและอำนาจ วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณคือการนำเอาศาสนธรรมและการฝึกฝนทางจิตวิญญาณมาใช้หล่อเลี้ยงความเห็นแก่ตัวอันซับซ้อน ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูสวยงามแต่เพียงเปลือก การมีธรรมะช่วยให้ควบคุมตัวเองและคนอื่นได้อย่างที่ใจต้องการ ช่วยให้สิ่งที่ไม่คาดคิดเข้ามากล้ำกรายได้น้อยลง ยกตนให้มีความสูงส่งยิ่งขึ้น พ้นทุกข์แบบตัดขาดจากหัวใจได้อย่างเด็ดขาด ธรรมะที่นำมาเทศนาทำให้คนต้องเชื่อและฟัง และทำให้ตนเองมีเสียงดังกว่าคนอื่น การศึกษาและปฏิบัติธรรมไม่ได้ทำหน้าที่ขัดเกลาตัวตนที่หยาบกระด้างให้อ่อนโยนลง และไม่ได้ช่วยให้ใจเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายได้มากขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ในแง่มุมทางสังคม ศาสนธรรมแบบรวมศูนย์สะท้อนถึงการปลูกฝัง "อัตลักษณ์" ที่มีศาสนาเป็นส่วนสำคัญอยู่ในนั้น อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้หล่อหลอมโลกทรรศน์ของการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง--ความเป็นชาติ ความเป็นพุทธ ความจงรักภักดี--ล้วนแสดงออกถึงความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางความเชื่อที่ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ เปลี่ยนแปลง หรือสั่นคลอนศรัทธาได้ด้วยเหตุผล ความรักชาติเป็นที่พึ่ง การนับถือศาสนาเป็นที่พึ่ง และกฏหมายอาญามาตรา 112 เป็นที่พึ่ง การเปลี่ยนแปลงที่พ้นไปจากศูนย์รวมใจแห่งไตรสรณะนี้คือความไม่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมอย่างร้ายกาจ เพราะมันคือความไม่จงรักภักดี เพราะมันคือคนไม่ดีและนอกรีต เพราะมันคือพวกหัวรุนแรง ล้มเจ้า ก่อการร้าย และเป็นภัยต่อพระศาสนา เป็นต้น

ทั้งอัตตาและอัตลักษณ์ ต่างแสดงถึงอำนาจของตัวตนที่ถูกปลูกฝังขึ้นมาจากการยึดมั่นทางความคิด มันคือการยึดมั่นแบบเดียวที่เป็นข้อยกเว้นในประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กำแพงของอัตตาคือเสรีภาพอย่างมีขอบเขต ส่วนกำแพงแห่งอัตลักษณ์คือความรักที่เต็มไปด้วยข้อแม้ มันคือกำแพงเมืองไทยที่พร้อมจะผลักไสผู้คนที่เห็นต่างออกไปโดยไม่ต้องใช้เหตุผล การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ถูกขับเน้นด้วยอัตตาและอัตลักษณ์เช่นนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มันคือเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สงครามและความรุนแรงทั้งทางจิตใจและทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้จะมุ่งมั่นฝันอยากเห็นนายกฯ คนดี หรือนักการเมืองที่ไม่มีความไม่เห็นแก่ตัวสักเพียงไร ตราบใดที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองยังถูกขับเคลื่อนด้วยการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ย่อมไม่มีทางช่วยให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่คลี่คลายลงได้โดยสันติ...."


อ.วิจักขณ์ พานิช....."อัตลักษณ์กับอัตตา" (มติชนออนไลน์ 25 มีนาคม พศ.2557)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 12:19:26 am
หึ อีกหนึ่งโลกสวย แล้วอยากให้คนอื่นสวยด้วย

(http://www.quotequotequote.com/sites/default/files/field/image/wicchakkhn_phaanich.jpg)

นักเขียนพวกนี้รู้อะไรที่ตัวเองเขียนป่าวน่ะ
"กระแสต่อต้านคนโกงที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา .......คนโกงคือคนเลว จนความเลวถูกทำให้กลายเป็นปีศาจ เราพร้อมจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อกำจัดคนโกงและกลุ่มคนที่สนับสนุนคนโกงให้หมดสิ้นถึงขั้นทำลายล้างกฎกติกาและประชาธิปไตย"

แค่พุทธพื้นฐานเรื่องมุสาวาท พวกก็ยังมองข้าม แต่แค่นจะเทศนาอภิธรรมให้เมื่อยปาก
แล้วเอาปากพูดหรือนั่น ...การเกลียดคนคนโกงทำให้ความเลวกลายเป็นปีศาจ เออ ตกลงความเลวมันเป็นไป..เพราะถูกกล่าวหาเองหรือนี่

เฮียเฮ๊กอ่านแล้วไม่ผะอืดผะอมกับตรรกะแบบ tailor-made พวกนี้เลยหรือ



เอามาฝากอีกบทความ เขียนได้น่ารักน่าเอ็นดู สมกับปัญญาที่มีจริงๆ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390279043&grpid=03&catid=02&subcatid=0200
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 12:25:46 am
ลองอ่านตรรกะแบบสั่งตัดของเด็กคนนี้ดู
คุณสามารถพบอริยสัจได้ เพียงแต่ทำตามพระพุทธเจ้าง่ายๆ 4 ข้อนี้เท่านั้น
1 ไม่เอาอย่างพ่อ
2 ปฎิเสธพราหมณ์
3 ออกจากบ้านไปซะ
4 ทิ้งสังคมชนชั้นวรรณะ

แหม อ่านแล้วรู้สึกเหมือนคุยกับพวกขายตรงเลย

มิน่าขงจื๊อ จีซัส โมฮัมหมัด มาร์ก...ฯลฯ ถึงไม่เคยเจออริยสัจซักที
ขาดจตุกรรมเหล่านี้นี่เอง

--------------
เพิ่มเติม ใบตองแห้งก็ยกย่องเด็กคนนี้และเด็กคนนี้ก็เคารพหัวนมดำที่ให้กล้วยภิกษุ สมดังคำพังเพยที่ว่า ฝนตกขี้หมูไหล คนอารัยมาพบกัน
http://www.voicetv.co.th/blog/856.html

อย่างว่า ผมไม่ใช่พวกศึกษาหลักศาสนามากพอที่จะดีเบตกับใคร ข้อเขียนวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ก๊อปมา ไหนๆ ก๊อปแต่ต้น ก็ขอก๊อปส่งท้ายด้วยคำกล่าวของคุณวิจักขณ์ พานิช อีกซักที เพราะเป็นวาทะที่โดนใจที่สุด สิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าค้นพบอริยสัจ ไม่ใช่การกล่อมเกลาทางศาสนา แต่คือการ "ไม่เอาอย่างพ่อ" "ปฏิเสธพราหมณ์" "ออกบ้านไปซะ" "ทิ้งสังคมชนชั้นวรรณะ" เพื่อเผชิญความจริงและเข้าถึงความหมายสูงสุดของคำว่า "เสรีภาพ"
ใบตองแห้ง (ก๊อปมา)
17มี.ค.2553
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: prisna on 27 March 2014, 01:47:13 am
วิจักขณ์ พานิช วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท "ประวัติศาสตร์ศาสนา" ที่สถาบันนาโรปะ
ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด



ผมว่า ถ้าเขาไม่ออกมาแสดงความเห็นอะไรแบบนี้ และใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเองเพื่อหาหนทางหลุดพ้นอย่างอิสระ
บางที เขาอาจจะมีโอกาสพบหนทางนั้นนะครับ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 02:25:12 am
Quote from: prisna on 27  March  2014, 01:47:13 am
วิจักขณ์ พานิช วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท "ประวัติศาสตร์ศาสนา" ที่สถาบันนาโรปะ
ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด



ยิ่งอ่านก็ยิ่งประหลาดใจ
ลูกหลาน"พานิช" ซึ่งเป็นสาบสกุลโดยตรงของท่านพุทธทาส ไปเป็นศิษย์ลามะ เออ.....แล้วจะมีสวนโมกข์ไปทำไมล่ะ

ที่ตลกก็คือ เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คนเลิกสนใจท่านพุทธทาสกันแล้ว พูดแบบนี้ท่านมิกลายเป็นเซเล็บไปละหรือ แล้วถ้าเลิกสนใจท่านมันผิดหรือ ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจ

อนึ่ง เป็นชาวพุทธ ควรสนใจธรรมะของพระพุทธองค์ต่างหาก ไปสนใจอรรถกถาจารย์ทำไม
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 04:24:28 am
หนังสือที่เขาบอกว่าต้องอ่าน แล้วก็บอกว่ามันดียังงัยโดยบอกว่า เป็นคำสอนเบื้องต้นให้ชาวตะวันตก ที่มีภูมิหลังต่างจากเรา พวกนั้นเคยเผชิญการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแล้ว ไม่เหมือนคนไทยที่นับถือพุทธแบบโรแมนติค(แปลว่าอะไรก็ไม่รู้)

เอ...ก็ถ้ามันเหมาะกับพวกเฮอเซโกวีน่า เบรุต หรือ KKK แล้ว มันจะแปลไทยไปทำห่าอะไรครับ ในเมื่อภูมิหลังไม่เหมือนกันอย่างนี้

เอาเถอะ ใหนๆ ก็แปลแล้ว ลองอ่านดู

"   An interesting metaphor used in Tibetan Buddhism to describe the functioning of ego is that of the "Three Lords of Materialism": the "Lord of Form," the "Lord of Speech," and the "Lord of Mind."  In the discussion of the Three Lords which follows, the words "materialism" and "neurotic" refer to the action of ego.
มีอุปมาอุปไมยอันหนึ่งในพุทธศาสนาธิเบตอธิบายถึงการทำงานของอัตตาไว้อย่างน่าสนใจ  อุปมาอุปไมยนี้มีชื่อว่า "ท้าวทั้งสามแห่งวัตถุนิยม" อันประกอบด้วย "ท้าวแห่งรูป" "ท้าวแห่งถ้อยคำ" และ "ท้าวแห่งจิตใจ"  ในการพูดคุยต่อไปนี้ที่เกี่ยวกับท้าวทั้งสาม คำว่า "วัตถุนิยม" และ "วิปลาส" เป็นคำที่จะนำมาใช้อธิบายถึงการกระทำของอัตตา

   The Lord of Form refers to the neurotic pursuit of physical comfort, security and pleasure.  Our highly organized and technological society reflects our preoccupation with manipulating physical surroundings so as to shield ourselves from the irritations of the raw, rugged, unpredictable aspects of life.  Push-button elevators, pre-packaged meat, air conditioning, flush toilets, private funerals, retirement plans, mass, production, weather satellites, bulldozers, fluorescent lighting, nine-to-five jobs, television - all are attempts to create a manageable, safe, predictable, pleasurable world.
ท้าวแห่งรูปแสดงถึงกิจอันวิปลาสของการแสวงหาความสะดวกสบายทางกาย ความปลอดภัย และความสุข  สังคมสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีความทันสมัยสะท้อนให้เห็นถึงความหมกมุ่นในการกะเกณฑ์ การควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อปิดกั้นตัวเราออกจากความขุ่นเคือง และจากแง่มุมที่ดิบหยาบและคาดไม่ถึงของชีวิต ลิฟต์กดปุ่ม เนื้อสัตว์ในแพ็ก เครื่องปรับอากาศ ส้วมชักโครก พิธีศพส่วนบุคคล โปรแกรมเกษียณอายุ อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อคนจำนวนมาก ดาวเทียมพยากรณ์สภาพอากาศ เครื่องไถบดดิน ไฟนีออนส่องสว่าง งานประจำเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น เคเบิลทีวี  ทั้งหมดนี้คือความพยายามในการสรรค์สร้างโลกที่จัดการได้ ปลอดภัย น่าพึงพอใจ และง่ายจะคาดเดา

ท้าวแห่งรูปไม่ได้แสดงถึงสถานการณ์ชีวิตอันรุ่มรวยเชิงกายภาพ และปลอดภัยไร้อันตรายที่เราสร้างขึ้นเสียเลยทีเดียว แต่มันเกี่ยวข้องกับความหมกมุ่นของจิตวิปลาสที่พยายามผลักให้เราสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อควบคุมความเป็นไปตามธรรมชาติ  มันคือความทะยานอยากของอัตตาที่ต้องการจะปกป้อง ให้ความบันเทิงแก่ตัวมันเอง และหลบเลี่ยงสิ่งรบกวนใจทั้งหลายทั้งปวง  ดังนั้นเราจึงติดอยู่กับความสุขและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ  เรากลัวความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็บังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  เราพยายามสร้างรังหรือสนามเด็กเล่นของเราเองขึ้นมา

   The Lord of Form does not signify the physically rich and secure life-situations we create per se.  Rather it refers to the neurotic preoccupation that drives us to create them, to try to control nature.  It is ego's ambition to secure and entertain itself, trying to avoid all irritation.  So we cling to our pleasures and possessions, we fear change or force change, we try to create a nest or playground.
ท้าวแห่งรูปไม่ได้แสดงถึงสถานการณ์ชีวิตอันรุ่มรวยเชิงกายภาพ และปลอดภัยไร้อันตรายที่เราสร้างขึ้นเสียเลยทีเดียว แต่มันเกี่ยวข้องกับความหมกมุ่นของจิตวิปลาสที่พยายามผลักให้เราสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อควบคุมความเป็นไปตามธรรมชาติ  มันคือความทะยานอยากของอัตตาที่ต้องการจะปกป้อง ให้ความบันเทิงแก่ตัวมันเอง และหลบเลี่ยงสิ่งรบกวนใจทั้งหลายทั้งปวง  ดังนั้นเราจึงติดอยู่กับความสุขและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ  เรากลัวความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็บังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  เราพยายามสร้างรังหรือสนามเด็กเล่นของเราเองขึ้นมา

   The Lord of Speech refers to the use of intellect in relating to our world.  We adopt sets of categories which serve as handles, as ways of managing phenomena.  The most fully developed products of this tendency are ideologies, the systems of ideas that rationalize, justify and sanctify our lives.  Nationalism, communism, existentialism Christianity, Buddhism - all provide us with identities, rules of action, and interpretations of how and why things happen as they do.
ท้าวแห่งถ้อยคำเกี่ยวข้องกับการใช้สติปัญญาในการสัมพันธ์กับโลกของเรา  เรานำเอาชุดคำจำแนกประเภทมาใช้เสมือนด้ามจับ เพื่อจัดการกับปรากฏการณ์ทั้งหลาย  เราพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรุงแต่งมันจนสมบูรณ์ที่สุด จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ อันเป็นระบบวิธีคิดต่างๆ ที่ใช้หาเหตุหาผล อธิบาย และให้ความเข้าใจแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ชาตินิยม คอมมิวนิสต์ เอ็กซิสเทนเชียลลิสม์ คริสต์ศาสนา พุทธศาสนา  ทั้งหมดนี้ต่างก็ให้อัตลักษณ์ กฎเกณฑ์ในการกระทำ และการตีความ ว่าทำไมและอย่างไรสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้นในแบบนี้และแบบนั้น

   Again, the use of intellect is not in itself the Lord of Speech.  The Lord of Speech refers to the inclination on the part of ego to interpret anything that is threatening or irritating in such a way as to neutralize the threat or turn it into something "positive" from the ego's point of view.  The Lord of Speech refers to the use of concepts as filters to screen us from a direct perception of what is.  The concepts are taken too seriously; they are used as tools to solidify our world and ourselves.  If a world of nameable things exists, then "I" as one of the nameable things exists as well.  We wish not to leave any room for threatening doubt, uncertainty or confusion.
เช่นเดียวกัน การใช้สติปัญญาไม่ได้เป็นท้าวแห่งถ้อยคำในตัวของมันเอง  ท้าวแห่งถ้อยคำเกี่ยวข้องกับแนวโน้มของอัตตา ซึ่งมักตีความสิ่งใดก็ตามที่เข้ามาคุกคามหรือสร้างความขุ่นเคือง ไปในทางที่จะทำให้การคุกคามนั้นถูกหักล้างจนเป็นกลางๆไป หรือไม่ก็แปรเปลี่ยนมันไปสู่บางสิ่งบางอย่าง "ในทางบวก" จากมุมมองของอัตตา  ท้าวแห่งถ้อยคำเกี่ยวข้องกับการใช้หลักการต่างๆ เป็นม่านกรองเพื่อปกป้องตัวเราจากการรับรู้โลกอย่างตรงไปตรงมาตามที่เป็นจริง  หลักการเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังเกินไป ในฐานะเครื่องมือที่จะทำให้โลกของเราและตัวเราแข็งทื่อตายตัว  หากโลกของสิ่งที่มีชื่อเรียกทั้งหลายตั้งอยู่ เมื่อนั้น "ตัวฉัน" ในฐานะสิ่งที่มีชื่อเรียกก็ตั้งอยู่เช่นเดียวกัน  เราไม่ปรารถนาจะเผื่อที่ทางไว้ให้ความลังเลสงสัย ความไม่แน่นอน หรือความสับสนใดๆ ที่อาจเข้ามาคุกคามโลกที่เราสร้างขึ้น

   The Lord of Mind refers to the effort of consciousness to maintain awareness of itself.  The Lord of Mind rules when we use spiritual and psychological disciplines as the means of maintaining our self-consciousness, of holding onto our sense of self.  Drugs, yoga, prayer, meditation, trances, various psychotherapies - all can be used in this way.
ท้าวแห่งจิตใจเกี่ยวข้องกับความพยายามของจิต ที่จะธำรงรักษาจิตสำนึกรู้ตัวของมันเอง  ท้าวแห่งจิตใจเข้าครอบงำเมื่อเราใช้การฝึกปฏิบัติทางจิตหรือทางจิตวิญญาณ เป็นหนทางในการรักษาความระแวดระวังตนเอาไว้  ไม่ว่าจะเป็น สิ่งเสพติด โยคะ บทสวดมนต์ สมาธิ หรือจิตบำบัดทั้งหลาย ต่างก็สามารถถูกนำมาใช้ในหนทางเยี่ยงนี้ได้ทั้งสิ้น

   Ego is able to convert everything to its own use, even spirituality.  For example, if you have learned of a particularly beneficial meditation technique of spiritual practice, then ego's attitude is, first to regard it as an object of fascination and, second to examine it.  Finally, since ego is seeming solid and cannot really absorb anything, it can only mimic.  Thus ego tries to examine and imitate the practice of meditation and the meditative way of life.  When we have learned all the tricks and answers of the spiritual game, we automatically try to imitate spirituality, since real involvement would require the complete elimination of ego, and actually the last thing we want to do is to give up the ego completely.  However, we cannot experience that which we are trying to imitate; we can only find some area within the bounds of ego that seems to be the same thing.  Ego translates everything in terms of its own state of health, its own inherent qualities.  It feels a sense of great accomplishment and excitement at have been able to create such a pattern.  At last it has created a tangible accomplishment, a confirmation of its own individuality.
อัตตาสามารถบิดเบือนทุกอย่างมาใช้ได้ ไม่เว้นแม้แต่คำสอนทางจิตวิญญาณ ยกตัวอย่างเช่น หากเธอได้เรียนรู้เทคนิคการภาวนาที่เป็นประโยชน์ ทัศนคติอย่างแรกของอัตตาก็คือ จงมองมันในฐานะสิ่งที่น่าหลงใหล  และสอง จงตรวจสอบมัน  จนท้ายที่สุด เมื่ออัตตาแข็งทื่อและไม่สามารถซึมซับอะไรได้อีก สิ่งเดียวที่มันทำได้ก็คือการลอกเลียน  ดังนั้นอัตตาจึงพยายามตรวจสอบ และลอกเลียนการปฏิบัติภาวนา รวมถึงวิถีชีวิตของการภาวนาด้วย  เมื่อรู้กลวิธีและคำตอบของเกมทางจิตวิญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็พยายามลอกเลียนคุณค่าทางจิตวิญญาณไปด้วยเลย  เพราะคุณค่าทางจิตวิญญาณอันจริงแท้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการสิ้นไปของอัตตาโดยสมบูรณ์  แต่เอาเข้าจริง นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราอยากทำเลยก็ว่าได้  ทว่าเราจะไม่มีทางบรรลุถึงสิ่งที่เราพยายามลอกเลียนได้ เราอาจทำได้แค่พบกับพื้นที่บางบริเวณภายในขอบเขตของอัตตาที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน  อัตตาจะแปรเปลี่ยนทุกสิ่งไปเสริมสร้างสุขภาวะและคุณลักษณะนั้นที่ซ่อนอยู่ภายในตัวมัน  มันจะรู้สึกได้ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และความตื่นเต้นที่ได้สร้างแบบแผนทางจิตวิญญาณเยี่ยงนั้นขึ้นมา  ในที่สุดมันก็สามารถสร้างความสำเร็จที่จับต้องได้ เป็นการยืนยันความเป็นตัวของตัวเองของมัน

   If we become successful at maintaining our  self-consciousness through spiritual techniques, then genuine  spiritual development is highly unlikely. Our mental habits become  so strong as to be hard to penetrate.  We may even go so far as to achieve the totally demonic state of complete "Egohood."
หากเราประสบความสำเร็จในการธำรงรักษาความระแวดระวังตนผ่านเทคนิคการภาวนา ก็มีแนวโน้มสูงว่าการวิวัฒน์ทางจิตวิญญาณจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้  อุปนิสัยทางความคิดของเราได้กลายเป็นสิ่งที่แข็งกระด้างและยากที่จะแทงทะลุ  ถึงตรงนั้นเราอาจทำได้แม้กระทั่งบรรลุถึงภาวะความชั่วร้ายอันเต็มเปี่ยมที่เรียกกันว่า "อัตตภาวะ" โดยสมบูรณ์"

อ่านแล้วงงครับ ผมไม่เห็นว่าจะมีราคาค่างวดอะไรทางจิตวิญญานเลย ถ้าเล่มนี้มีคุณค่า คู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส ก็ต้องได้โนเบล

อนึ่ง อ่านตัวหนังสืออาจจะไม่จับใจ ดูหน้าผู้เขียนเพื่อเพิ่มความมั่นใจครับ

(http://screencrave.com/wp-content/uploads/2011/02/CTR-glasses-la-2-11-11.jpg)

(https://encrypted-tbn3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTaHL-FcrWrUifxHpnr8hEvedHNogFuefYOoJZytlJSZiwd4132)

น่าเลื่อมใสฝุดๆ ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 04:25:54 am
ตัวหนังสือที่เห็นเรียงเป็นประโยค บางทีมันมีความหมายเชิงลึกซ่อนอยู่

ถามว่า ทำไมอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิค/ไอทีญี่ปุ่นจึงขาดทุนป่นปี้?
ตอบ เพราะสังคมญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตคนอย่าง สตีฟจ็อปส์ บิลเกตส์ แลร์รีเพจ+เซอร์เกย์บริน
ถามต่ออีกว่า ทำไมล่ะ? สังคมญี่ปุ่นถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่างหรือ?

ทำไมครอบครัวสังคมฝรั่งส่วนใหญ่ เด็กฝรั่งมักจะแยกตัวออกไปจากบ้านพ่อแม่ก่อนเด็กเอเชีย?
ตอบ.....

ทำไมประเทศพัฒนาแล้วจึงมักเป็น"รัฐฆารวาส"หรือเรียกอีกอย่างว่า"รัฐโลกวิสัย"?
ทำไมเมืองไทยเมืองพุทธจึงมีคดีอาชญากรรมสูง มีการทำแท้งติดอันดับโลก?

ทำไมภูมิปัญญาโบราณหลายๆแห่งจึงมีตำนานเรื่อง "ปิตุฆาต"?

"ไม่เอาอย่างพ่อ" นี่มันคืออะไรกันแน่? ระหว่าง...
-การแสดงปฎิกิริยาปฎิปักษ์ต่อบุพการี
-หรือการเตือนให้เราระมัดระวังถึงปมทางจิตวิทยา คล้ายๆกับกรณี "พ่อแม่รังแกฉัน"
ที่อาจจะเกิดผลเสียต่อวุฒิภาวะของเราโดยไม่รู้ตัว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 04:50:21 am
ผมเคยเจอพี่ชาญ (อาศรมสาธนา) หนหนึ่ง ตอนนั้นตามอาจารย์พิชัย นิรันตร์ไปทำอะไรที่เสม็ดก็จำไม่ได้แล้ว แกตามมาทีหลัง ช่วงนั้นสังคมยังไม่รู้จ้กแก แกก็ดังเงียบๆ ในหมู่ศิลปิน

เย็นวันหนึ่งแกชวนผมกับเพื่อนไปเก็บหินตามชายหาด เราก็เดินเลาะโขดหิน มองหาอะไรที่สะดุดตา พี่เขาก็เก็บอะไรมาได้หลายชิ้น พวกเราขอดู แกก็บอกว่า บางชิ้นอาจจะเป็นเหล็กไหล ท่าทางอมภูมิ ผมก็นึกในใจว่า นี่พี่เขาจะมากวาดต้อนรุ่นน้องไปเป็นสาวกนี่หว่า ก็เลยลองใจ ถามแกว่า พี่ แบบนี้เป็นพุทธที่แท้หรือ

แกตอบแบบทรงภูมิว่า การเข้าถึงพุทธะ มีหลากหลายวิธี แบบมนตร์ดำก็เป็นหนทางหนึ่ง

ผมฟังแล้ว ความโง่ในตัวก็สอนว่า แม่ง หลอกแดกนี่หว่า แบบนี้กูเป็นโจร ปล้นเขากิน ก็เป็นทางไปนิพพานได้สิวะ ตอนหลัง ภรรยาอาจารย์นิรันดร์เคยถามพี่เขาว่า ชาญ เธอไม่ใช่พระ ทำไมยอมให้ชาวบ้านไหว้(ล่ะ) เท่านี้ก็จบหลักสูตรดูของปลอมสำหรับผม

นานหลังจากนั้น จึงได้ข่าวว่าพี่เขาไปเลี้ยงแพะ เพราะได้เมียดี....เออ อดทนมาตั้งนานนิ

หลังจากนั้นหลายปี มาเจออาจารย์จบโบราณคดี แต่ไปสอนที่อักษร จุฬา มีหนังสือแกแต่งอยู่เล่มนึง ชวนว่า เข้าพรรษาหรืองัยนี่แหละ เก็บเงินไปอินเดียกัน ผมจะพาเข้าวัดธิเบต ไปดูพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ลามะเบิกพรมหจารีเด็กสาว.....ตั้งแต่นั้น ผมก็หมดความสนใจในมหายานสายนี้โดยเด็ดขาด เพราะเข้าใจแล้วว่า การนิพพานเข้าถึงได้ทางเนื้อหนังมังสา และรูปเคารพพวกนั้น เป็นของจริง

(http://womennewsnetwork.net/wp-content/uploads/2013/04/510-INDIA_Joan_Halifax_and_the_Dalai_Lama_2008.jpg)

(https://encrypted-tbn3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQNDR-FCJh634--KnS7K_ZPmffNMwX0Nc6n2lZAeUmIZtfnpGm-)

(https://encrypted-tbn2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTQxwv3DX7lYaGPxg_LexsLhCJIbFKyZzexeWgNaJtsr5uAzvgC)

(https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQh9V7NVabGmOuPjBPxoLOFGDKh2PuY308SNQpgouUCGWJVJzWO)

(https://encrypted-tbn2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSg6Db4c4qhZScHkSxbae5eJP_av1uIaVmyV0DtIy-zlIeVHwlhng)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 05:01:33 am
(http://screencrave.com/wp-content/uploads/2011/02/CTR-glasses-la-2-11-11.jpg)

เห็นท่านเตือนเราเรื่องความสะดวกสะบายทางวัตถุ
แง่มุมที่ดิบหยาบและคาดไม่ถึงของชีวิต ลิฟต์กดปุ่ม เนื้อสัตว์ในแพ็ก เครื่องปรับอากาศ ส้วมชักโครก พิธีศพส่วนบุคคล โปรแกรมเกษียณอายุ อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อคนจำนวนมาก ดาวเทียมพยากรณ์สภาพอากาศ เครื่องไถบดดิน ไฟนีออนส่องสว่าง งานประจำเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น เคเบิลทีวี  ทั้งหมดนี้คือความพยายามในการสรรค์สร้างโลกที่จัดการได้ ปลอดภัย น่าพึงพอใจ และง่ายจะคาดเดา

กลับมาพิจารณา อ้อ ท่านไม่ได้ระบุแว่นแฟชั่น สูทหรู และการขัดฟัน.....เฮ้อ สัจจธรรมแบบสั่งตัดจริงๆ

ตอบเฮียเฮ็ก
ทุกประเทศต้องสร้างสตีฟ จ๊อปส์หรือครับ มันเป็นดัชนีวัดอะไรได้บ้าง ทุกวันนี้ ถ้าตัดสินค้าของแอปเปิลทิ้งไป โลกก็ยังเดินไปได้ด้วยดีนะครับ แต่ถ้าไม่มีเดล  อิอิ ผมก็อดเล่นเน็ตนะ

อ้อ ถ้าเทียบกับอินเตอร์เนต สตีฟ จ๊อปส์จะมีราคาเท่าจุดฟูลสต๊อปเท่านั้นเอง
ผมศึกษาหาความรู้ต่างๆ ได้มากมาย โดยเลิกใช้แมคกินทอชมาตั้งแต่เป็นสมาชิกเว็บนี้

จบข่าว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 05:05:19 am
Quote from: prisna on 27  March  2014, 01:47:13 am
วิจักขณ์ พานิช วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท "ประวัติศาสตร์ศาสนา" ที่สถาบันนาโรปะ
ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด



ผมว่า ถ้าเขาไม่ออกมาแสดงความเห็นอะไรแบบนี้ และใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเองเพื่อหาหนทางหลุดพ้นอย่างอิสระ
บางที เขาอาจจะมีโอกาสพบหนทางนั้นนะครับ




ลองดูความเห็นของผมบ้าง ก็ไม่ทราบว่าการครุ่นคิดของผมเนี่ย จะเรียกว่าอย่าง"อิสระ"รึป่าว?  :-\
ลองนึกดู..หากประชากรเยาวชนในรัฐหนึ่งๆ

1.ถูกเลี้ยงแบบ "พ่อแม่รังแกฉัน"
-ตามใจจนเป็นลูกแหง่ ไม่รู้จักโต หรือสุดโต่งไปอีกอย่าง
-บังคับให้ลูกทำตามความต้องการของพ่อแม่

2.อยู่ในรัฐบุพการี มีภาพปฎิมา (Ideal Image)
ที่เกิดจากผู้ปกครองหรือชุดความเชื่อทางวัฒนธรรมจารีต คอยกดทับจิตสำนึกใหญ่แห่งรัฐนั้นๆ

เท่ากับว่าเยาวชนผู้นั้น
ในจิตสำนึกจะถูกกดทับไม่ให้วุฒิภาวะเติบโตก้าวหน้า จาก...
1.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับจุลภาค(ระดับครอบครัว)
2.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับมหภาค
(รัฐศาสนา รัฐศีลธรรม รัฐเผด็จการ)

นั่นคือเยาวชนผู้นั้นต้องแบกพ่อแม่ในทางนามธรรมถึง 2 ชั้น 2เด้ง!
แล้วถามว่ารัฐนาวานั้นจะขับเคลื่อนไหวหรือ เมื่อทรัพยากรมนุษย์ในรัฐเป็นแบบนี้?

มีประชากรสักร้อยล้านพันล้านก็เท่านั้นแหละ แถมยังอาจจะเป็นตัวถ่วงรัฐนาวานั้นๆเสียอีก

บุพการีทางรัฐศาสตร์หรือบุพการีที่กดทับจิตสำนึก อันเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิด นั่นไม่ใช่บุพการีจริงๆ
มันคือการกดทับวุฒิภาวะ กดทับความมีเหตุมีผล ปชช.ในรัฐควรรู้เท่าทัน ไม่ควรหลงศรัทธาหรือยอมศิโรราบ
ควรบอกเลิกเพิกถอนความเชื่อนี้เสียเถอะ

โดยเฉพาะบุพการีในทางรัฐศาสตร์ มันเป็นอุปมายาของนักปกครอง
มันจะนำไปสู่ความคุ้มคลั่งทางสังคม นำไปสู่การยุยงให้ปชช.กระทำอนันตริยกรรมต่อรัฐต่างๆนาๆ
เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามศาสนา สงครามกลางเมือง รัฐประหาร

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 05:16:41 am
Quote from: pee on 27  March  2014, 05:01:33 am

ตอบเฮียเฮ็ก
ทุกประเทศต้องสร้างสตีฟ จ๊อปส์หรือครับ มันเป็นดัชนีวัดอะไรได้บ้าง ทุกวันนี้ ถ้าตัดสินค้าของแอปเปิลทิ้งไป โลกก็ยังเดินไปได้ด้วยดีนะครับ แต่ถ้าไม่มีเดล  อิอิ ผมก็อดเล่นเน็ตนะ

อ้อ ถ้าเทียบกับอินเตอร์เนต สตีฟ จ๊อปส์จะมีราคาเท่าจุดฟูลสต๊อปเท่านั้นเอง
ผมศึกษาหาความรู้ต่างๆ ได้มากมาย โดยเลิกใช้แมคกินทอชมาตั้งแต่เป็นสมาชิกเว็บนี้

จบข่าว


ทุกประเทศไม่ต้องสร้าง สตีฟจ๊อปส์ หรอกครับ
แต่พวกญี่ปุ่นหรือพวกสแกนดิโนเกีย อาจจะต้องการคนอย่างจ๊อปส์โดยด่วน อิๆ
มันคือดัชนีชี้วัดยอดสุดของภูเขาน้ำแข็งของสังคมนั้นๆ

ก็ดูเอาล่ะกันขนาดญี่ปุ่น,สแกนดิเนเวีย  ยังฉิบหาย
แล้วตอแหลแลนด์อยู่ระดับไหนในเวทีการแข่งขันโลก?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 05:26:58 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 05:16:41 am
ก็ดูเอาล่ะกันขนาดญี่ปุ่น,สแกนดิเนเวีย  ยังฉิบหาย
แล้วตอแหลแลนด์อยู่ระดับไหนในเวทีการแข่งขันโลก?


อยู่ในระดับจำนำข้าวสะท้านโลกครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 05:53:22 am
ติดใจความเห็นของเฮียเฮ็ก

"เท่ากับว่าเยาวชนผู้นั้น ในจิตสำนึกจะถูกกดทับไม่ให้วุฒิภาวะเติบโตก้าวหน้า จาก...
1.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับจุลภาค(ระดับครอบครัว)
2.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับมหภาค (รัฐศาสนา รัฐศีลธรรม รัฐเผด็จการ)"

อ่านแล้วก็ตีความว่า ไม่ควรกดทับเด็กด้วยความคาดหวังอะไรพวกนั้น
เอาละ เห็นแก่เด็กแบบนี้ ต้องยกหัวแม่มือให้

อ้าว แล้วนี่ใครกัน ถามมาดังๆ ว่า "แต่พวกญี่ปุ่นหรือพวกสแกนดิโนเกีย อาจจะต้องการคนอย่างจ๊อปส์โดยด่วน อิๆ มันคือดัชนีชี้วัดยอดสุดของภูเขาน้ำแข็งของสังคมนั้นๆ"...

ข้างบนบอกไม่ให้พ่อแม่และรัฐ สร้าง Ideal Image มากดทับเด็ก
ตดยังไม่หายเหม็น กลับมาบอกว่า บางประเทศต้องการคนแบบ Ideal Image นั้นโดยด่วน

อุ๊ปส์ มาแล้วงัย สัจจธรรมแบบสั่งตัด

ที่จริงผมเห็นด้วยกับสัจจธรรมแบบสั่งตัดนะ สังคมใครสังคมมัน แต่ต้องสั่งตัดมันทุกกรณีครับ อย่าเอากฏทั่วไปอย่างเรื่องปฎิมากดทับเด็กจนขาดอิสระ แต่แล้วกลับบอกว่ามีคนเด่นคนดังที่เป็นดัชนีชี้วัดยอดภูเขาน้ำแข็ง แบบนี้มันเรียกน้ำกลิ้งบนใบบัว

สังคมของเราเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านไม่ให้ภาระกิจแห่งชีวิตที่จำเป็นแก่สมาชิกในครอบครัว บ้านนั้นจะต่างอะไรจากคอกคุณกานดา ผู้เพาะพันธุ์หมาไฮโซล่ะครับ

อ้อ อาจจะต่างตรงที่ลูกหมาตัวละสองแสน แต่เด็กบ้านนั้น สามร้อยยังไม่มีใครเอา....5555
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 06:45:22 am
Quote from: pee on 27  March  2014, 05:53:22 am
ติดใจความเห็นของเฮียเฮ็ก

"เท่ากับว่าเยาวชนผู้นั้น ในจิตสำนึกจะถูกกดทับไม่ให้วุฒิภาวะเติบโตก้าวหน้า จาก...
1.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับจุลภาค(ระดับครอบครัว)
2.ภาพปฎิมาบุพการีในระดับมหภาค (รัฐศาสนา รัฐศีลธรรม รัฐเผด็จการ)"

อ่านแล้วก็ตีความว่า ไม่ควรกดทับเด็กด้วยความคาดหวังอะไรพวกนั้น
เอาละ เห็นแก่เด็กแบบนี้ ต้องยกหัวแม่มือให้

อ้าว แล้วนี่ใครกัน ถามมาดังๆ ว่า "แต่พวกญี่ปุ่นหรือพวกสแกนดิโนเกีย อาจจะต้องการคนอย่างจ๊อปส์โดยด่วน อิๆ มันคือดัชนีชี้วัดยอดสุดของภูเขาน้ำแข็งของสังคมนั้นๆ"...

ข้างบนบอกไม่ให้พ่อแม่และรัฐ สร้าง Ideal Image มากดทับเด็ก
ตดยังไม่หายเหม็น กลับมาบอกว่า บางประเทศต้องการคนแบบ Ideal Image นั้นโดยด่วน

อุ๊ปส์ มาแล้วงัย สัจจธรรมแบบสั่งตัด

ที่จริงผมเห็นด้วยกับสัจจธรรมแบบสั่งตัดนะ สังคมใครสังคมมัน แต่ต้องสั่งตัดมันทุกกรณีครับ อย่าเอากฏทั่วไปอย่างเรื่องปฎิมากดทับเด็กจนขาดอิสระ แต่แล้วกลับบอกว่ามีคนเด่นคนดังที่เป็นดัชนีชี้วัดยอดภูเขาน้ำแข็ง แบบนี้มันเรียกน้ำกลิ้งบนใบบัว

สังคมของเราเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านไม่ให้ภาระกิจแห่งชีวิตที่จำเป็นแก่สมาชิกในครอบครัว บ้านนั้นจะต่างอะไรจากคอกคุณกานดา ผู้เพาะพันธุ์หมาไฮโซล่ะครับ

อ้อ อาจจะต่างตรงที่ลูกหมาตัวละสองแสน แต่เด็กบ้านนั้น สามร้อยยังไม่มีใครเอา....5555



สตีฟจ๊อปส์ไม่ใช่ภาพปฎิมาของสังคมอเมริกันนะครับ แต่สังคมอย่างอเมริกาทำให้คนอย่างสตีฟจ๊อปส์มาผุดบังเกิดได้
มันคือสภาวสังคม(จิตใหญ่)ที่เอื้อต่อการสร้างทรัพยากรมนุษย์ (แต่สังคมอเมริกันก็ยังมีปัญหาเรื่องอื่น)



พี่ครับใจเย็นๆ ค่อยๆรีบก็ได้ ไม่ต้องรีบดีเบท รีบรีพลายขนาดนั้น
เพราะแต่ละรีพลายของพี่ มันจะสัมพันธ์กับรีพลายของพี่ในกระทู้อื่นๆทั้งหมด ทั้งๆที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกันเลย
เพราะมันคือเครดิตวัยวุฒิ คุณวุฒิ ของพี่ รวมถึงคติความเชื่อทุกสิ่งอย่างที่พี่สมาทานอยู่นะครับ

ในขณะที่ผมไม่มีอะไรที่ว่านั่นเลย หรือมีน้อยยิ่งกว่าน้อย




Quote from: pee on 27  March  2014, 05:53:22 am

สังคมของเราเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านไม่ให้ภาระกิจแห่งชีวิตที่จำเป็นแก่สมาชิกในครอบครัว บ้านนั้นจะต่างอะไรจากคอกคุณกานดา ผู้เพาะพันธุ์หมาไฮโซล่ะครับ



แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ปท.เราเน้นอุตสาหกรรมส่งออก มันคืออุตสาหกรรมแบบนิคมประกอบสินค้า
ดูดคนจากชนบทมารวมศูนย์การผลิต ครอบครัวไทยแตกแยกมาหลายสิบปีแล้วครับ กลับบ้านนอกไปเยี่ยมพ่อแม่ก็ลำบาก
ขับรถกลับช่วงเทศกาลอาจจะตายโหงเป็นสัมภเวตี๋เฝ้าถนน
ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงขนผักกคงดี จะได้เบียดเข่งผักติดรถไฟกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 06:57:44 am
ถ้าข้อมูลตื้นๆ ตีกันเองก็ตอบง่ายครับ
ผมเป็นคนคิดเร็วเพราะไม่ได้เป็นคนคิดลึก ดังนั้นเวลาดีเบทก็จะเห็นความชำรุดของข้อความได้ง่าย ถ้ามันอยู่บนผิว แต่ถ้ามันซ่อนเงื่อนก็อาจจะช่างมัน เพราะอะไรที่ซ่อนไว้ก็แปลว่าไม่อยากให้เห็น ก็อย่าไปเห็นดีกว่า

อย่างจ๊อปส์ คุณบอกว่า "ไม่ใช่ภาพปฎิมาของสังคมอเมริกัน" แค่นี้ก็จบแล้ว เพราะมันตีหัวตัวเองดื้อๆ
แล้วยังแย้งกับวิธีคิดของตัวเองที่บอกว่า ทำไมประเทศโน้นประเทศนี้ไม่มีคนอย่างจ๊อบส์ ตกลงจะเอาอเมรีกันโมเดลยัดให้คนเขาไปทั่ว แต่ดันบอกว่าอันนั้นไม่ใช่อเมริกันโมเดลซะนั่น

งงสิผม
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 07:04:15 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 06:45:22 am
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ปท.เราเน้นอุตสาหกรรมส่งออก มันคืออุตสาหกรรมแบบนิคมประกอบสินค้า ดูดคนจากชนบทมารวมศูนย์การผลิต ครอบครัวไทยแตกแยกมาหลายสิบปีแล้วครับ กลับบ้านนอกไปเยี่ยมพ่อแม่ก็ลำบาก ขับรถกลับช่วงเทศกาลอาจจะตายโหงเป็นสัมภเวตี๋เฝ้าถนน

ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงขนผักกคงดี จะได้เบียดเข่งผักติดรถไฟกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด


ประโยคนี้ตลกนะครับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหนครับ ที่เน้นอุตสาหกรรมส่งออก
การส่งออกนี่ เริ่มมาจากน้าชาติ เนื้อๆ เลย ไม่ได้มาจากสภาพัฒน์ ซึ่งร่างแผนโดยมองประเทศเราเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ไอเดียดีทรอยท์แห่งเอเซียมาจากซอยราชครูนะครับ

ส่วนรถไฟอะไรนั่น ถ้ามีก็ดี เพราะจะได้ส่งข้าวที่รับจำนำออกไปเร็วๆ ไม่เน่าคาโกดังเสียชื่อท่านประชาธิปไตยหมด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 07:45:20 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 06:45:22 am
พี่ครับใจเย็นๆ ค่อยๆรีบก็ได้ ไม่ต้องรีบดีเบท ......มันคือเครดิตวัยวุฒิ คุณวุฒิ ของพี่ รวมถึงคติความเชื่อทุกสิ่งอย่างที่พี่สมาทานอยู่นะครับ

ในขณะที่ผมไม่มีอะไรที่ว่านั่นเลย หรือมีน้อยยิ่งกว่าน้อย


หึ ค้ากำไรเกินควร...ไม่ยุ่งด้วยละ

:clown:

เรื่องเครดิตอะไรที่บอกให้ผมระวังน่ะ เป็นความเข้าใจผิดของคุณต่อการสนทนาทั้งหมดเลยทีเดียว

ในเรื่องนี้ ผมสมาทานประชาธิปไตยเต็มเปานะครับ
ผมถือว่าคุณกับนิธิหรือสุจิตต์ หรือใครก็ตามเท่ากันหมด เป็นสมองก้อนหนึ่งเหมือนผมเหมือนคนอื่นๆ คุยกับใครผมไม่เคยเอาวุฒิ เอาวัยมาอ้าง เพราะไม่มี

สิ่งเดียวที่มีคือประสบการณ์ ซึ่งทุกคนก็มีทั้งนั้น ส่วนใครจะเป็นศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ศิลปินแห่งชาติ หรืออะไรทั้งหลาย ในสายตาของผม เป็นแค่อาภรณ์ที่สวมใส่ชั่วคราว

ใครที่ส่งออกประสบการณ์แบบที่ผมไม่มี ผมนับถือทั้งนั้น
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 02:05:36 pm
Quote from: pee on 27  March  2014, 07:04:15 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 06:45:22 am
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ปท.เราเน้นอุตสาหกรรมส่งออก มันคืออุตสาหกรรมแบบนิคมประกอบสินค้า ดูดคนจากชนบทมารวมศูนย์การผลิต ครอบครัวไทยแตกแยกมาหลายสิบปีแล้วครับ กลับบ้านนอกไปเยี่ยมพ่อแม่ก็ลำบาก ขับรถกลับช่วงเทศกาลอาจจะตายโหงเป็นสัมภเวตี๋เฝ้าถนน

ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงขนผักกคงดี จะได้เบียดเข่งผักติดรถไฟกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด


ประโยคนี้ตลกนะครับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหนครับ ที่เน้นอุตสาหกรรมส่งออก
การส่งออกนี่ เริ่มมาจากน้าชาติ เนื้อๆ เลย ไม่ได้มาจากสภาพัฒน์ ซึ่งร่างแผนโดยมองประเทศเราเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ไอเดียดีทรอยท์แห่งเอเซียมาจากซอยราชครูนะครับ

ส่วนรถไฟอะไรนั่น ถ้ามีก็ดี เพราะจะได้ส่งข้าวที่รับจำนำออกไปเร็วๆ ไม่เน่าคาโกดังเสียชื่อท่านประชาธิปไตยหมด





ผมสังเกตเวลาพี่จะหาแพะรับบาป ง่ายๆเบยพี่จะล็อคเป้าไปที่นายกที่ถูกทำรัฐประหาร
ส่วนนายกลากตั้ง นายกคนนิ้วกลาง นายกนอมินีฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็ข้ามไป

http://th.wikipedia.org/wiki/การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (http://th.wikipedia.org/wiki/การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

ผมกำลังคิดว่า จารย์โต้งก็ "ไม่เอาอย่างพ่อ" นี่นา แฮ่ๆๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 02:15:23 pm
Quote from: pee on 27  March  2014, 06:57:44 am
ถ้าข้อมูลตื้นๆ ตีกันเองก็ตอบง่ายครับ
ผมเป็นคนคิดเร็วเพราะไม่ได้เป็นคนคิดลึก ดังนั้นเวลาดีเบทก็จะเห็นความชำรุดของข้อความได้ง่าย ถ้ามันอยู่บนผิว แต่ถ้ามันซ่อนเงื่อนก็อาจจะช่างมัน เพราะอะไรที่ซ่อนไว้ก็แปลว่าไม่อยากให้เห็น ก็อย่าไปเห็นดีกว่า

อย่างจ๊อปส์ คุณบอกว่า "ไม่ใช่ภาพปฎิมาของสังคมอเมริกัน" แค่นี้ก็จบแล้ว เพราะมันตีหัวตัวเองดื้อๆ
แล้วยังแย้งกับวิธีคิดของตัวเองที่บอกว่า ทำไมประเทศโน้นประเทศนี้ไม่มีคนอย่างจ๊อบส์ ตกลงจะเอาอเมรีกันโมเดลยัดให้คนเขาไปทั่ว แต่ดันบอกว่าอันนั้นไม่ใช่อเมริกันโมเดลซะนั่น

งงสิผม


ไม่ใช่ว่าไปยัดอเมริกันโมเดลให้ใครต่อใครนะครับ มันคือดัชนีชี้วัดทักษะในการแข่งขันทางทรัพยากรมนุษย์ของสังคมต่างๆ
เข้าใจบิดประเด็นนะครับ เหม่.....แล้วบอกว่า "ไม่ได้เป็นคนคิดลึก"
ที่ผมโพสท์มาเนี่ยไม่ได้หลุดประเด็นวัฒนธรรมสามระดับเลยนะครับ (แซวข้ามกระทู้)



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 03:33:14 pm
Quote from: pee on 27  March  2014, 07:45:20 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 06:45:22 am
พี่ครับใจเย็นๆ ค่อยๆรีบก็ได้ ไม่ต้องรีบดีเบท ......มันคือเครดิตวัยวุฒิ คุณวุฒิ ของพี่ รวมถึงคติความเชื่อทุกสิ่งอย่างที่พี่สมาทานอยู่นะครับ

ในขณะที่ผมไม่มีอะไรที่ว่านั่นเลย หรือมีน้อยยิ่งกว่าน้อย


หึ ค้ากำไรเกินควร...ไม่ยุ่งด้วยละ

:clown:

เรื่องเครดิตอะไรที่บอกให้ผมระวังน่ะ เป็นความเข้าใจผิดของคุณต่อการสนทนาทั้งหมดเลยทีเดียว

ในเรื่องนี้ ผมสมาทานประชาธิปไตยเต็มเปานะครับ
ผมถือว่าคุณกับนิธิหรือสุจิตต์ หรือใครก็ตามเท่ากันหมด เป็นสมองก้อนหนึ่งเหมือนผมเหมือนคนอื่นๆ คุยกับใครผมไม่เคยเอาวุฒิ เอาวัยมาอ้าง เพราะไม่มี

สิ่งเดียวที่มีคือประสบการณ์ ซึ่งทุกคนก็มีทั้งนั้น ส่วนใครจะเป็นศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ศิลปินแห่งชาติ หรืออะไรทั้งหลาย ในสายตาของผม เป็นแค่อาภรณ์ที่สวมใส่ชั่วคราว

ใครที่ส่งออกประสบการณ์แบบที่ผมไม่มี ผมนับถือทั้งนั้น




อิๆ พี่สวาปาล์มประชาธิปไตยเข้าไปเต็มเปาเลยหรือครัช เแหม๋ๆ...เปรี้ยวปากๆ
ประชาธิปไตยมะม่วงหล่น หล่นไม่ทันใจก็สอยซะเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 March 2014, 04:58:00 pm
Quote from: pee on 27  March  2014, 02:25:12 am
Quote from: prisna on 27  March  2014, 01:47:13 am
วิจักขณ์ พานิช วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท "ประวัติศาสตร์ศาสนา" ที่สถาบันนาโรปะ
ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด



ยิ่งอ่านก็ยิ่งประหลาดใจ
ลูกหลาน"พานิช" ซึ่งเป็นสาบสกุลโดยตรงของท่านพุทธทาส ไปเป็นศิษย์ลามะ เออ.....แล้วจะมีสวนโมกข์ไปทำไมล่ะ

ที่ตลกก็คือ เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คนเลิกสนใจท่านพุทธทาสกันแล้ว พูดแบบนี้ท่านมิกลายเป็นเซเล็บไปละหรือ แล้วถ้าเลิกสนใจท่านมันผิดหรือ ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจ

อนึ่ง เป็นชาวพุทธ ควรสนใจธรรมะของพระพุทธองค์ต่างหาก ไปสนใจอรรถกถาจารย์ทำไม




ถ้าสวนโมกข์มีไว้เพื่อลูกหลาน "พานิช" นี่สิแปลก ท่านพุทธทาสคงจะไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้นหรอกครับ

ส่วนตัวผม ผมสนใจหมดล่ะ ไม่ว่าจะเป็นของใคร พระพุทธองค์ อรรถถาจารย์อวดดี โซฟิสต์ศรีธนญชัย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 27 March 2014, 05:17:30 pm
คุยกับคนอ่านหนังสือไม่แตกนี่ ไม่สนุกเลยจริงๆ

ลูกหลาน"พานิช" ซึ่งเป็นสายสกุลโดยตรงของท่านพุทธทาส ไปเป็นศิษย์ลามะ เออ.....แล้วจะมีสวนโมกข์ไปทำไมล่ะ
ถ้าสวนโมกข์มีไว้เพื่อลูกหลาน "พานิช" นี่สิแปลก ท่านพุทธทาสคงจะไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้นหรอกครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 27 February 2015, 06:27:14 pm
อิๆหุๆ

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1.jpg)


อันว่า "เหี้ย" ในสังคมไทยนี่ มันกลายเป็นคำด่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันหนอ? มันมีที่มายังไง?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 27 February 2015, 08:56:47 pm
ผมมีเพื่อนทำบ่อเลี้ยงกุ้ง อีกคนทำฟาร์มเลี้ยงเป็ดไก่ สองคนนี้โดนเหี้ยมาขโมยกินสัตว์ที่เลี้ยงไว้ประจำ คำๆนี้มันก็ฝังอยู่ในหัวด้วยความโกรธและเกลียด เวลาเจอคนเลว นึกคำด่าอะไรไม่ออกก็มักด่าว่า"เหี้ย"ไว้ก่อน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 27 February 2015, 11:05:18 pm
เหี้ย ทุกวันนี้ ก็ยังไม่ใช่คำด่านะครับ
ไอ้ที่รู้สึกว่าเป็นคำด่า เพราะจิตตัวเองตกต่ำกระมัง

หยั่งผมโดนด่าว่าเหี้ย ก็ไม่โกรธ
เพราะอย่างน้อย ผมชอบกินไข่เหี้ยครับ หวานๆเค็มๆ อร่อยมากๆ

ถ้าถูกด่าว่า ไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณ หรือ วิญญูชนจอมปลอม ผมถึงจะโกรธครับ
เพราะเมิงรู้ดีฝ่ากรูได้งัยฝ่ะ..
:'( :'( :'(

สรุปว่า ถ้าจิตตกคิดว่าเป็นคำด่า ก็โดนหมดทั้งพจนานุกรม
หมา แมว ลิง ควาย โค หนอน.. จ๊อบส์ เกทส์ โซรอส และปู
สุดท้าย ก็ไอ้คน-มนุษย์ นี่แหละครับ แสบที่สุด..
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 28 February 2015, 12:17:35 am
ตั้งแต่จำความได้ มีคำด่าเกี่ยวกับสัตว์ที่แถวัดดอนใช้อยู่ไม่มาก

ไอ้ สัด กะ หมา
คำนี้ใช้กันทั่วไป

yet เป็ด
อันนี้ด่าตัวเอง ทำนองสบถ

อี ช้าง ลาก......y..
อันนี้ด่าเพศตรงข้าม ถือว่าหยาบสุด แม้แต่ผมยังไม่กล้าใช้

ไอ้เหี้ยเอ๊ย....
คำนี้ใช้เป็นคำกลาง ด่าใครก็ได้แม้แต่ตัวเอง ที่จริงไม่ได้ถือว่าเป็นคำด่าจริงจังเท่าไหร่ เว้นแต่มาอยู่ในชุดของการต่อปากต่อคำ ก็จะออกเสียงสั้น เน้นย้ำ ใช้ทั้งไอ้เหี้ย และอีเหี้ย


http://www.youtube.com/watch?v=kT2BVW7e9MY
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 28 February 2015, 04:51:53 am
ส่วนใหญ่มักสันนิษฐานว่าที่ "เหี้ย" กลายเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ เพราะ "เหี้ย" ไปลักกินเป็ดกินไก่ของชาวบ้าน

ผมว่ามันยังมีเรื่องราวมากกว่านั้นคือ..
ในสมัยโบราณ การปรากฏตัวของเหี้ยมักเกิดขึ้นหลังจากมีภัยพิบัติ เช่นเกิดโรคระบาดอหิวาต์ที่เรียกว่า "ห่าลง"
จึงมีคำสบถควบคู่กันว่า "เหี้ยห่า" หรือเมื่อเกิดสงครามรบพุ่ง ทำให้มีคนตายเป็นอันมาก
เหล่าบรรดาเหี้ยนั้นเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งลิ้นของสัตว์จำพวกนี้มีเซลล์รับสัมผัสที่ไวและซับซ้อนมาก
พวกมันสามารถรับรู้,ตรวจจับซากสัตว์ได้ไกลอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อพวกมันได้กลิ่นคาวเลือด พวกมันจึงพากันเข้ามารุมกินซากศพที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วชุมชน

ในสมัยโบราณจึงถือว่าการปรากฏตัวของเหี้ยเป็นสัญลักษณ์ของความวิบัติฉิบหาย



แต่ในทางชีววิทยา เหี้ยมีคุณูปการต่อระบบนิเวศน์ เป็นสัตว์กินซากช่วยขับเคลื่อนห่วงโซ่อาหาร
ซึ่งถ้าไม่มีพวกมัน โรคอหิวาต์ก็อาจจะระบาดหนักยิ่งกว่าก็เป็นได้
ดังนั้นการตีความเหี้ยในทางลบ จึงไม่เป็นธรรมต่อเหี้ย อย่างที่พี่แจ๊คว่าไว้นั่นแหละ



อีกอย่างพระเจ้าหรือพระผู้สร้างสรรพสิ่ง ท่านสร้างเหี้ยขึ้นมานั้นคงไม่ใช่เรื่องอัปมงคล
ผมว่าพระองค์ต้องทรงมีเหตุมีผลอย่างแน่นอน
แต่ด้วยญาณทัศนะของมนุษย์นั้น มันช่างต่ำต้อยด้อยประสิทธิภาพ
มนุษย์ผู้โง่เขลาจึงไปกล่าวให้ร้ายสัตว์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 28 February 2015, 05:56:52 am
ลืมบอกข้อเท็จจริงไปเรื่องนึง

ผมรู้จักด่าคำว่าเหี้ยได้ตั้งแต่ 4-5 ขวบ
แต่มาเห็นเหี้ยตัวเป็นๆ ก็ปาเข้าไปสิบกว่าขวบ

คำด่านี่มันก็คือคำด่า มันไม่ใช่คำเรียกสิ่งที่มีอยู่จริง
เหมือนที่เราด่าคนอื่น ว่า..."ไอ้สัตว์นรก"
ด่ากันจริง ด่ากันจัง




มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆ ของสัตว์นรกบ้างหรือเปล่าล่ะ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 28 February 2015, 03:05:07 pm
Quote from: pee on 28  February  2015, 05:56:52 am


คำด่านี่มันก็คือคำด่า มันไม่ใช่คำเรียกสิ่งที่มีอยู่จริง
เหมือนที่เราด่าคนอื่น ว่า..."ไอ้สัตว์นรก"
ด่ากันจริง ด่ากันจัง




มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆ ของสัตว์นรกบ้างหรือเปล่าล่ะ





จู่ๆภาพตัวเป็นๆของสัตว์นรกก็ผุดขึ้นมาในประสาทรับรู้....อิๆ
ก็เลยต้องเบรคตัวเองว่า อย่าเพิ่งคิดเตลิดไปไกล เด๋วจาโดนล็อคกระทู้  :supergrin:

"สัตว์+นรก" ผมว่าคำด่านี้ (หรืออาจจะรวมไปถึงคำด่าอื่นๆอีกหลายคำในภาษาไทย)
อาจจะมีที่มาจากผู้นำทางจิตวิญญาณหรือผู้นำทางความคิดในสังคมไทย
อย่าง "สัตว์นรก" น่าจะมาจากแนวคิดทางพุทธศาสนา มาจากพระสงฆ์องค์เจ้าที่รู้หนังสือมากกว่าชาวบ้าน
พระท่านไม่ได้ด่าใครหรอกเพราะผิดศีลมุสาวาท ท่านคงจะสาธกยกตัวอย่างประกอบการเทศนา
แต่ชาวบ้านคงเห็นว่ามันเจ็บแสบดี ก็เลยเอาไปเป็นคำด่าซะเลย

สัตว์ : ผู้ดำเนินไป ผู้เดินทาง สมช.เคลื่อนที่ได้
(ส่วน พืช : สมช.เคลื่อนที่ไม่ได้ อยู่กับที่ หรืออย่างคำที่ว่า "ติดกันเป็นพืด[พืช]" นั่นแหละ)
ผู้ที่ถูกด่าว่า "ไอ่สัตว์" คงจะหมายถึงผู้ที่ยังคงแหวกว่าย วนเวียนในวัฏฏะ ห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน
เมื่อรวมกับคำว่า "นรก" ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก  "สัตว์นรก" คือผู้ที่ดิ่งลงไปหาอบายภูมิกันเลย
ในโลกทัศน์แบบพุทธ ใครถูกด่าแบบนี้ถือว่าเจ็บแสบสุดๆแล้วล่ะครับ



อ้าว ในเมื่อ "สัตว์" มีความหมายเปรียบได้กับผู้ที่ยังแหวกว่ายในวัฏฏะ
แต่ทำไมคนไทยตั้งชื่อเล่นเป็นสารพัดสัตว์ล่ะครับ?


อ่อ รู้สึกจะมีความหมายในเชิงบวกอยู่บ้างนะครับ...สัตว์ประเสริฐ หรือ
โพธิสัตว์ : ผู้ดำเนินเดินทาง เพื่อไปให้ถึงซึ่งโพธิญาณ





Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 07 April 2015, 02:06:28 am
วิกิบอกว่า

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ร่วมกันจัด...... บริเวณโรงละครแห่งชาติ

ผมได้ไปงานนี้ด้วยแหละ
เขาตั้งเต้นท์ตรงที่รถจอดในรูปนี้ เดิมเป็นสนามหญ้า มีร้านมาร่วมจำนวนหนึ่ง สมัยนั้นหนังสือมีแต่ปกแข็ง เป็นนิยายเสียแทบทั้งนั้น แซมด้วยวรรณคดีและพงศาวดาร เด็กนักเรียนอย่างเราไม่มองอยู่แล้ว

(http://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/17/f4/59/17f459060a450acddd317cf4ae6a76d2.jpg)

หลัง 14 ตุลา 16 สิ่งพิมพ์บูมเป็นประวัติการณ์ งานก็เลยใหญ่ขึ้นทุกปี แต่ผมก็ไม่ได้อุดหนุนงานนี้ เพราะไกลออกไปอีกนิดเดียวก็คือแผงหนังสือสนามหลวง มีทุกอย่างที่อยากอ่าน ส่วนที่อยากอ่านแต่ไม่มีที่แผง เราก็นั่งรถเมล์บุญผ่อง สาย 15 ลงผ่านฟ้า เท่านี้ก็เจอหนังสือกำลังภายในครบทุกเล่ม แถมด้วยสามเกลอทั้งเก่าและใหม่

งานหนังสือมามีเสน่ห์สำหรับผมก็อีกหลายปีต่อมา เมื่อย้ายไปคุรุสภา และมีหน่วยราชการมาออกบูธ หนังสือของสำนักนายกชุดประชุมจารึก ต้องมาซื้อที่นี่ เล่มละ 120 บาท ผมซื้อจนหมดทุกปก บุกไปถึงโรงพิมพ์สำนักนายกฯ ที่สามเสน

(http://img.tarad.com/shop/m/midsarnbook/img-lib/spd_2011061010119_b.jpg)

การสะสมหนังสือ เป็นภาระกิจแห่งชีวิตที่ผมเสียดายนักที่ต้องเลิก
เพราะแพ้ปลวก และต้อกระจก


:'(
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 07 April 2015, 03:18:44 am
คิดถึงหนังสือสามเกลอ ตอนเด็กๆไปร้านเช่าอ่านจนครบทุกเล่ม เดี๋ยวไปสอนลูกให้หามาอ่านบ้างดีกว่า ผมว่าหนังสือตลกเล่มนี้บรรยายให้เห็นภาพเมืองไทยยุคเปลี่ยนการปกครองได้ดีมากๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Genzo on 07 April 2015, 04:30:17 am
ผมไปเดินงานหนังสือครั้งแรก ก็มาอยู่ริมคลองแล้วครับ :love3:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 19 May 2015, 05:31:14 pm
งานเขียนในโลกออนไลน์...สำหรับผม มันช่างสดใหม่,น่าสนใจ
จนทำให้ผมแทบจะลืมความตื่นเต้นของการไปชมงานมหกรรมหนังสือแบบโลกอนาลอกไปเลย
อย่างเช่น


"หนังสือมันก็เล่มเดิมนี่แหล่ะ แต่พรรษาอายุทำให้ มุมมอง ความเข้าใจ การตีความมันขยับไปตามแต่ละช่วงเวลา
ตอนอายุ 23 อ่านเล่มนี้ มันคิดได้แค่นี้จริงๆ แต่พอเอากลับมาอ่านตอน 30 มันก็คิดอีกแบบ
ผมเขียนหนังสือครั้งแรกเปนเรื่องเปนราวตอนอายุ 17 เปนเรื่องเปนราวในความหมายของการได้ลงตีพิมพ์
ผมไม่ชอบการกลับไปอ่านงานเก่าๆ ของตัวเองเลย ไม่รู้สิ มันอาย มันเขิน มันผิดหวัง มันเห็นบาดแผลเยอะแยะเต็มไปหมด
มันอยากเปนคนนั้นเปนคนนี้ หว่อง คาร์ ไว เฮมิ่งเวย์มาสิงกุเต็มไปหมด
หลายประโยคก็ลอกคนอื่นมา ลอกในความหมายของ การไปได้ยินได้ฟังได้สนทนาแล้วเก็บมาเขียน
โดยที่ประโยคนั้นเราไม่ใช่คนพูด แต่เรานึกว่าตัวเองเปนคนพูด ทั้งที่จริงประโยคนี้อาจเปนของพี่คนที่นั่งข้างๆ ด้วยซ้ำ
บางทีเราก็เปนวัยรุ่นใจร้อน รีบปล่อยของ ทั้งที่ถ้าใจเย็นๆ กว่านี้อีกหน่อยมันขัดเกลาให้งามได้กว่านี้ ไปได้สุดกว่านี้
แต่ทำไงได้ ของในมือมันร้อน ร้อนมากก็ต้องรีบโยนออกไป
มันชุ่ยแน่ มันห่วยแน่

แต่เราก็ต้องให้ความยุติธรรมกับตัวเองด้วย จะเอาอะไรกับวัยและวันเวลาแค่นั้น
อายุแค่นั้นมันก็คิดได้แค่นี้ มันไม่มีทางคิดอะไรไปได้ไกลกว่านี้หรอก ไม่มีทางที่จะมองอะไรได้รอบคอบรอบด้าน
ประสบการณ์ก็มีน้อย เดินทางก็ไม่เยอะ นั่งสมาธิแค่ 3 นาทีก็เสือกจะเขียนหนังสือเรื่องการไปนิพพาน ไอ้สัส ตลก
มันชุ่ยแน่ มันห่วยแน่ แต่ในความชุ่ยความห่วยก็มี "ความสด" แฝงอยู่
ความสดที่พอแก่พรรษาอายุมากขึ้นเรากลับมีน้อยลง ตอนนี้จะให้กลับไปเขียนอะไรห่ามๆแบบนั้นก็ไม่ได้แล้ว
ตอนนั้นตัวหนังสือโคตรสดเลย กระบี่ปากการ่ายรำแบบไม่เกรงกลัวใคร เงิบก็เงิบสิแล้วจะทำไม"


มิตรสหายท่านหนึ่ง




"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียนอันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาในการอ่านงานเหล่านั้นเสียยังจะดีกว่าเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เปลืองพื้นที่ของโลก"


มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 19 May 2015, 05:57:44 pm
Quote from: Hexaphonic on 19  May  2015, 05:31:14 pm

"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียนอันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาในการอ่านงานเหล่านั้นเสียยังจะดีกว่าเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เปลืองพื้นที่ของโลก"



LIKE!
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 19 May 2015, 06:52:10 pm
อีกหนึ่งบทความในโลกออนไลน์ ผมว่านี่คือด้านบวกของโลกปัจจุบัน
โลกอนาลอกอาจจะมีเครื่องเสียงที่สมบูรณ์แบบกว่า
แต่ในอีกหลายๆมิติทางสังคมอย่างเช่น การแพทย์ หรือการกระจายความรู้สู่มวลชน โลกปัจจุบันทำได้ดีกว่า
อย่างหลังนี่มันคือสิ่งที่เรียกว่า "หอคอยบาเบล" รึเปล่า?


- ศิลปะ (และออกแบบ) ทำไมจึงต้องใหม่?

คำถามที่ไม่มีนักเรียนศิลปะ-ออกแบบคนไหนในประเทศไทยตอบได้
รวมถึงคณาจารย์จำนวนมากด้วยเช่นกัน
เป็นความน่าอับอายของสถาบันศิลปะและหลักสูตรการเรียนการสอนทีเดียว

ตอบแบบกำปั้นทุบดินได้ว่า มันต้องใหม่

ก็เพราะว่ามันอยู่ในกรอบคิดของ modernism (สมัยใหม่นิยม)
ซึ่งมี modernity หรือสภาวะความเป็นสมัยใหม่
ที่ "ความใหม่" เป็นค่านิยมที่อยู่เหนือ "ความเก่า"

แต่คำตอบที่เป็นรากฐานสำหรับคำถามนี้ก็คือ มันเกิดการเปลี่ยนกระบวนคิดในปลายยุคกลาง
ที่คนในยุโรปเลิกความเชื่อเรื่องความเป็นศูนย์กลางของพระเจ้าและความเชื่อว่า ความจริงทุกอย่าง คำตอบทุกอย่าง
รวมถึงเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งที่หมุนวนอยู่รอบศูนย์กลางนี้ และหันมานิยมในกรอบคิดที่เรียกว่า "มนุษยนิยม" (humanism) ซึ่งมีความเชื่อรวมๆ ว่า....
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถใช้สติปัญญาของเขาศึกษาและแสวงหาความรู้จากธรรมชาติ จนเข้าใจความจริงของธรรมชาติ เข้าใจกฏที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ และสามารถนำกฏนั้นไปสร้างเทคโนโลยีเพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น
มีเวลาเหลือมากขึ้น สามารถใช้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่าได้มากขึ้น ชีวิตของมนุษย์ก็จะดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราศึกษาธรรมชาติจนรู้ว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น โมเลกุลของวัตถุทุกชนิดจะขยายตัว
เราก็สามารถสร้างเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำได้โดยการต้มน้ำ และทำให้การขยายตัวของอากาศที่ร้อนกลายเป็นพลังงาน
ด้วยการใช้ท่อบังคับให้มันไปหมุนมู่เล่ของเครื่องจักร ส่งผลต่อเนื่องทำให้คนเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ด้วยเรือกลไฟ
เดินทางอย่างสะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟ หรือสร้างเครื่องจักรในการผลิตสิ่งของต่างๆ แทนแรงงานมนุษย์ เป็นต้น
ลองจินตนาการดูก็ได้ว่าก่อนมีเครื่องจักรไอน้ำ เวลาที่ต้องใช้และความยากลำบากในการเดินทางไกลเป็นอย่างไร?

นอกจากนี้ ในทางปรัชญาความรู้ การที่มนุษย์เข้าใจความจริงยังทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับอุดมคติ
หลุดพ้นจากความไม่รู้และความเขลา (ignorance) กลายเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เป็นนายตัวเองได้
เป็นเอกเทศจากความเขลา (autonomy) ได้จริงๆ (อันนี้เข้าใจว่าอิมมานูเอล คานท์ และนักปรัชญาสมัยใหม่เชื่อนะครับ)

รวมๆ แล้ว อันนี้แหละครับที่เขามีศัพท์เรียกกันว่า secularization หรือการทำให้เป็นวัตถุ ทำให้เป็นฆารวาส
ผลทางการเมืองที่ศาสนจักรถูกแยกออกจากอาณาจักรในยุโรปก็มาจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) ในการคิดดังกล่าวนี้

เมื่อพูดถึงด้านความคิด การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนมานิยมความใหม่มากกว่าความเก่าเกิดขึ้นในฝรั่งเศสในต้นทศวรรษ 1960 เกิดสิ่งที่เรียกว่า "วิวาทะระหว่างภูมิปัญญาโบราณกับสมัยใหม่" (Querelle des Anciens et des Modernes) ระหว่างปัญญาชนกลุ่มหนึ่งที่ยังเชื่อในความยิ่งใหญ่ของกรีกและโรมันกับปัญญาชนฝ่ายที่เชื่อในความรู้ของโลกปัจจุบัน
ผลปรากฏว่าฝ่ายที่เชื่อในความใหม่ของปัจจุบันเป็นฝ่ายชนะ
และนับจากนั้นมาความใหม่ก็เป็นสิ่งที่ถูกเชื่อกันว่า สามารถ "ข้ามพ้นและดีกว่าความเก่า" ในโลกของปัญญาชนฝรั่งเศส
ซึ่งต่อมาค่อยๆ กลายเป็นค่านิยมที่ขยายไปทั่วโลก โดยมีบริบทอื่นๆ เป็นสิ่งประกอบด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญชิบ.. ก็คือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรูปธรรมเสียจนเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนและสังคมอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์" (scientific revolution) ในระหว่างศตวรรษที่ 15-17

เดิมทีฝรั่งก็มีการศึกษาวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ตามคำภาษากรีกว่า physis ซึ่งแปลว่าธรรมชาติ
รวมถึงรากฐานทางเคมีจากการเล่นแร่แปรธาตุ (alchemy) ในยุคกลางเพื่อแปรวัตถุไม่มีค่าให้กลายเป็นทองคำ
แต่สิ่งซึ่งมาทำให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และทำให้ความรู้เรื่องธรรมชาติก้าวหน้าอย่างน่าตกตะลึงก็คือ การมาถึงของเลขอารบิคหรือระบบตัวเลข 0-9 ซึ่งว่ากันว่าชาวอินเดียเป็นผู้คิด และถูกส่งผ่านไปใช้ในโลกอาหรับ และเข้าไปในยุโรปในปลายยุคกลาง (ลองจินตนาการดูว่าการคำนวนด้วยตัวเลขโรมัน I II V X ของชาวยุโรปในอดีตมันจะไปได้แค่ไหน?)
นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าในการผลิตแก้ว ซึ่งทำให้เกิดการผลิตเลนส์ประเภทต่างๆสำหรับใช้ทำแว่นตาไปจนถึงกล้องดูดาว เป็นต้น

เมื่อคณิตศาสตร์ถูกปลดปล่อยจากข้อจำกัดของระบบตัวเลข มันก็พัฒนาไปไกลจนเกิดเรขาคณิตวิเคราะห์ของไอแซค นิวตัน
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (law of universal gravitation) และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน (Newton's laws of motion) อันโด่งดังของชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ทำให้โลกรู้กฏและการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลอย่างที่มนุษย์ไม่เคยรู้มาก่อน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่หลายๆ อย่าง เช่น การค้นพบคลื่นวิทยุ ไฟฟ้า ความรู้เรื่องสีและแสง การมาถึงของดาวหาง ฯลฯ จารนัยไม่หมดครับ เข้าใจว่าชาวยุโรปที่มีความรู้ในเวลานั้นคงมีความสุขทุกวันจากการให้ความสุขด้วยความรู้และแปรมาเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่ด้วยความโง่และกำลังบังคับแบบอำนาจทหาร

เอาง่ายๆ ว่า ในเชิงของโครงสร้าง ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มเติมมากขึ้นตลอดเวลาทำให้มนุษย์รู้จักธรรมชาติมากขึ้น
แปลว่า ความไม่รู้เรื่องธรรมชาติอยู่ในแนวโน้มที่กำลังลดน้อยลงไปทุกวัน
วันหนึ่งในอนาคต มนุษย์ก็คงจะรู้จักธรรมชาติได้อย่างหมดจด
สำหรับคนที่ยังศรัทธาในพระเจ้าอย่างมากอย่างเช่น เรเน เดส์การ์ต
มันหมายถึงว่า เรากำลังจะเข้าใกล้และเข้าใจพระเจ้าทีเดียว
และฟิสิกส์ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า "ใหม่ดีกว่าเก่า"
เพราะความรู้ในเรื่องเดิมที่ค้นพบใหม่ๆ ทางฟิสิกส์
จะทำให้ความรู้เก่าในเรื่องนั้นกลายเป็นความรู้ที่ผิด ไม่ตรงกับความจริง
เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่ค้นพบทีหลัง ทำให้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตันหมดความหมายลงไป

รวมๆ ที่อธิบายมาอย่างหยาบๆ แล้ว modernism ทำให้เกิดความเชื่อที่สำคัญสุดๆ อันหนึ่งคือ...
...ความเชื่อเรื่อง "ความก้าวหน้า" (progress) ซึ่งเป็นเหรียญอีกด้านหนึ่งของ "ความใหม่"
และเป็นความก้าวหน้าที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งจะทำให้สังคมมนุษย์บรรลุถึงขั้นอุดมคติ (utopia)
ยกตัวอย่างเช่น มาร์กซิสม์ เป็นอุดมการณ์ทางสังคมอันหนึ่งที่สะท้อนค่านิยมแบบวิวัฒน์ไปสู่อุดมคติหรือ utopia นี้
(ไม่อธิบายขยายนะครับ)

ความนิยมในความใหม่และความก้าวหน้านี่เองที่ทำให้เกิดกลุ่มปัญญาชนที่เรียกว่า avant-garde
ซึ่งหมายถึง front guard นักรบแนวหน้าขาลุย ขอลุยล่วงหน้าไปสู่อนาคต
(อันนี้แหละครับที่น่าเศร้าใจมาก เพราะศิลปินมันต้องเป็นปัญญาชน มันจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องใหญ่ๆตามสมควร
เวลาคนหลายคนพูดว่า "ศิลปินไทยส่วนใหญ่โง่ ไม่หาความรู้ ไม่อ่านหนังสือ"
มันทำให้ต้องสะเทือนใจ เพราะมันจริง เถียงไม่ออก ถอกไม่ถูก)

นอกจากนี้อาจอธิบายความใหม่เพิ่มเติมได้อีกอย่างหนึ่งคือ คติสมัยใหม่เชื่อเรื่องความจริงของธรรมชาติ ความจริงภายในของสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่า มนุษย์มีสาระหรือความจริงอยู่ภายในตามธรรมชาติ และพวกศิลปินคือกลุ่มคนที่มีความอัจฉริยะ
(ความเชื่อที่เกิดในยุคโรแมนติก) เมื่อศิลปินสร้างสรรค์ ความอัจฉริยะที่แสดงออกจึงแตกต่างและไม่เหมือนกัน
เมื่อต้องแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วก็แปลว่า "ต้องใหม่" และ "ไม่เคยมีแบบนั้นมาก่อน" ด้วย

น่าจะพอรู้แล้วนะครับว่า ศิลปะ ทำไมต้องใหม่?


                                                                                ...น้ำอ้อย (เจ้าของบทความ)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 19 May 2015, 08:20:16 pm
อ่านไปหน่อยแล้วเบื่อ เหมือนเด็กยังไม่โตแต่แอ๊คเป็นผู้ใหญ่

ทว่า มีอยู่ประโยค อดไม่ได้
แต่คำตอบที่เป็นรากฐานสำหรับคำถามนี้ก็คือ มันเกิดการเปลี่ยนกระบวนคิดในปลายยุคกลาง

รูปประโยคก็มาจากหนังสือฮาวทูของเมื่อยี่สิบปีก่อน...เรื่องกระบวนคิด กระบวนทัศน์ ที่มาจากหนังสือขายดีฝรั่ง เป็นคำเท่ๆ ที่ใช้ได้เหมือนของสำเร็จรูป สะดวกและสัมฤทธิ์ผล

แต่บังเอิญว่า มีการอ้างถึง "มนุษยนิยม" (humanism) ซึ่งมันเป็นศัพท์ที่มียุคสมัยกำกับ แล้วพี่ดันเอาเครื่องจักรไอน้ำมาเป็นตัวอย่างประกอบซะอีก แปลว่า พูดถึงปรากฏการณ์ของปี 1400-1500 แต่เอามาใช้กับข้อมูลปี 1700 แล้วยังใช้ 1400 นั้น ในความหมายที่ผิดซะอีก

"มนุษยนิยม" (humanism) นั้น เกิดในปลายยุคเรอเนซองค์ เมื่อระบบสติปัญญาของยุโรปเริ่มลงตัว เริ่มรู้จักตัวเองว่าไม่โง่ และเริ่มรู้ว่าจะพัฒนาความไม่โง่นั้นไปสู่ปรีชาญานได้อย่างไร...ทำให้พวกเขาเริ่มรักที่จะเป็นมนุษย์ (ที่ประเสริฐขึ้นกว่าเดิม และสมควรกับการ) เป็นฉายาของพระผู้สร้าง

แนวคิด "มนุษยนิยม" ก็คือ มนุษย์นั้นที่เป็นสิ่งสมบูรณ์ เพราะเป็นรูปจำลองของพระเจ้า
ไม่ใช่เป็นสิ่งเลอเลิศขนาดเอาชนะธรรมชาติได้

สรุปง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่ยุคกลางมาถึงปลายเรอเนซองค์ ที่เริ่มแนวคิด"มนุษยนิยม" (humanism) นั้น พระเจ้าก็ยังคงความสำคัญยิ่งยวด จนกว่าจะถึงยุคของการปฎิวัติทางปัญญาอย่างแท้จริงในราว หลัง 1800

หรือเอาวันเวลาแน่นอนที่ความสำคัญของพระเจ้า ตกไปอยู่ลำดับท้ายๆ ของอุดมการณ์แห่งยุคสมัย ก็ต้องอ้าง Also sprach Zarathustra ของนิตเช่ ที่แกบอกว่า พระเจ้าตายแล้ว นั่นแหละ
.
.
.
.
.
.
ความไม่สนุกของการอ่านนั้น สาเหตุหลักก็คือ เมื่อเรารู้ว่าคนเขียน โง่กว่าเรา
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ระยะหลัง ผมอ่านเอาจริงเอาจัง น้อยมาก

"Big book, big evil" (μέγα βιβλίον μέγα κακόν, mega biblion, mega kakon)
Callimachus ว่าไว้ถ่องแท้ยาวนาน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 19 May 2015, 08:51:52 pm
Quote from: sw on 19  May  2015, 05:57:44 pm
Quote from: Hexaphonic on 19  May  2015, 05:31:14 pm

"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียนอันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาในการอ่านงานเหล่านั้นเสียยังจะดีกว่าเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เปลืองพื้นที่ของโลก"



LIKE!

ชอบด้วย อิๆ  :lol: :lol:

และขอใช้กระบวนการทำซ้ำทางดิจิตัล อันง่ายดายยิ่งนัก สำหรับการออก 'ความเห็นอันสุดยอด' ของตัวกระผมเองครัฟ  :rof: :rof: :rof:

"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียน 'ความเห็น' อันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาใน การอ่านงาน เหล่านั้น ให้แตกฉาน เสียยังจะดีกว่า เขียนเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือ 'ความเห็น' อันกระจิริดกระจ้อยร่อย ให้เปลืองพื้นที่ของโลก"

ดัดแปลง


กลับมาอ่านดู บ๊ะ งานเขียน(แบบดิจิตัลก็อบๆๆ) ชิ้นนี้ของผม น่าจะได้พูลิสเซอร์เชียวเนียว.. รึเพื่อนๆว่าไงครัฟ  :lol: :lol: :lol:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 19 May 2015, 09:32:06 pm
Quote from: jtr on 19  May  2015, 08:51:52 pm
Quote from: sw on 19  May  2015, 05:57:44 pm
Quote from: Hexaphonic on 19  May  2015, 05:31:14 pm

"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียนอันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาในการอ่านงานเหล่านั้นเสียยังจะดีกว่าเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เปลืองพื้นที่ของโลก"



LIKE!

ชอบด้วย อิๆ  :lol: :lol:

และขอใช้กระบวนการทำซ้ำทางดิจิตัล อันง่ายดายยิ่งนัก สำหรับการออก 'ความเห็นอันสุดยอด' ของตัวกระผมเองครัฟ  :rof: :rof: :rof:

"บางทีในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนี้
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการเขียน 'ความเห็น' อันกระจิริดกระจ้อยร่อย
เพราะมีงานเขียนอันยิ่งใหญ่จำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในโลกนี้แล้ว
เราควรใช้เวลาใน การอ่านงาน เหล่านั้น ให้แตกฉาน เสียยังจะดีกว่า เขียนเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือ 'ความเห็น' อันกระจิริดกระจ้อยร่อย ให้เปลืองพื้นที่ของโลก"

ดัดแปลง


กลับมาอ่านดู บ๊ะ งานเขียน(แบบดิจิตัลก็อบๆๆ) ชิ้นนี้ของผม น่าจะได้พูลิสเซอร์เชียวเนียว.. รึเพื่อนๆว่าไงครัฟ  :lol: :lol: :lol:




ให่มันจิงเต๊อะ
พูดน่ะง่าย แต่ทำยากนะจ๊ะ
เหมือนเราขี่จักรยานเป็น แต่ให้แกล้ง "ขี่ไม่เป็น" น่ะ
ไม่สิ!...คือต้องรู้สึกจริงๆว่า "ขี่จักรยานไม่เป็น" ทั้งๆที่ขี่เป็น

ดูอย่างจอมยุทธ์หลี่มู่ไป๋หรือจอมยุทธทั้งหลายดิ ไม่เห็นว่าจะมีท่านไหนทนกลิ่นอันหอมหวลของยุทธภพได้เลย
อย่าลืมว่า มนุษย์โดยธรรมชาติเป็น "สัตว์(อันแปลว่าผู้ดำเนินไปสู่)การเมือง" น่ะฮาฟ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: trens on 19 May 2015, 10:04:08 pm
สงสัยมาอยู่ไชยะบุรีนานเกินไป ... อ่านแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 19 May 2015, 10:06:50 pm
Quote from: Hexaphonic on 19  May  2015, 09:32:06 pm
ดูอย่างจอมยุทธ์หลี่มู่ไป๋หรือจอมยุทธทั้งหลายดิ ไม่เห็นว่าจะมีท่านไหนทนกลิ่นอันหอมหวลของยุทธภพได้เลย
อย่าลืมว่า มนุษย์โดยธรรมชาติเป็น "สัตว์(อันแปลว่าผู้ดำเนินไปสู่)การเมือง" น่ะฮาฟ


ขำความเห็นตรงนี้ของเฮ็กซ่า
แยกความจริงกับความลวงไม่ออก

เอาเรื่องจอมยุทธ "ซึ่งไม่มีอยู่จริง" มาใช้อ้างอิงว่าเป็นสัจจธรรมของโลก
การที่จอมยุทธ อันเป็นจินตนาการของคนแต่งนิยายแค่หยิบมือ มีพฤติกรรมอย่างไร มันเกี่ยวรัยกับการเป็นสัตว์การเมืองของมนุษย์หว่า

เออ...ถ้าอ้างว่า โกงแล้ว ย่อมโกงอีก ถ้ามีช่อง
อย่างนี้ยังพอยอมรับได้บ้างว่า อาจจะเป็นแบบอย่างของความเป็นมนุษย์การเมืองที่ซ้ำรอยได้ ตราบเท่ายังมีมนุษย์การเมืองอยู่ในโลกนี้....ฮา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 19 May 2015, 10:13:10 pm
Quote from: trens on 19  May  2015, 10:04:08 pm
สงสัยมาอยู่ไชยะบุรีนานเกินไป ... อ่านแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ


การอ่านไม่รู้เรื่อง
เป็นลาภอันประเสริฐ

อิอิ

:whistling:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 May 2015, 12:46:18 am
Quote from: pee on 19  May  2015, 08:20:16 pm


ความไม่สนุกของการอ่านนั้น สาเหตุหลักก็คือ เมื่อเรารู้ว่าคนเขียน โง่กว่าเรา
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ระยะหลัง ผมอ่านเอาจริงเอาจัง น้อยมาก

"Big book, big evil" (μέγα βιβλίον μέγα κακόν, mega biblion, mega kakon)
Callimachus ว่าไว้ถ่องแท้ยาวนาน


Quote from: pee on 19  May  2015, 10:06:50 pm


ขำความเห็นตรงนี้ของเฮ็กซ่า
แยกความจริงกับความลวงไม่ออก

เอาเรื่องจอมยุทธ "ซึ่งไม่มีอยู่จริง" มาใช้อ้างอิงว่าเป็นสัจจธรรมของโลก





เห็นด้วยกับข้อความนี้ครับ
กับตัวเองและสภาพแวดล้อมที่ผมสังกัดอยู่เนี่ย
ผมว่า "มันใช่" ทีเดียวเจียวแหละ

ตัวผมเองก็รู้สึกว่า "อ่านอย่างจริงจัง" น้อยมาก รวมถึงการดู การฟัง การเสพงานต่างๆด้วย
คือไม่เชิงรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นมันดู "โง่" นะ แต่รู้สึกว่ามัน "เขลา" อ่ะครับ
เด๋วนี้เลยหันมาสังเกตปฏิกิริยาอาการของพวกที่ยังคง "ฟิน" กับสิ่งเหล่านี้อีกที


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 20 May 2015, 12:53:22 am
Quote from: trens on 19  May  2015, 10:04:08 pm
สงสัยมาอยู่ไชยะบุรีนานเกินไป ... อ่านแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ


อยู่บางกอกก็อ่านไม่รู้เรื่องง่ะ  :rof:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jtr on 20 May 2015, 02:35:40 am
Quote from: sw on 20  May  2015, 12:53:22 am
Quote from: trens on 19  May  2015, 10:04:08 pm
สงสัยมาอยู่ไชยะบุรีนานเกินไป ... อ่านแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ


อยู่บางกอกก็อ่านไม่รู้เรื่องง่ะ  :rof:

แหม..ภาษาย้อนยุคอัมพวาจริงๆ
ไอ้ศร..เอ็งกับข้า จะไปบางกอกกัน..

กระทู้ออกนอกทะเลมานาน
ผมขอเสนอทุกท่านให้หยิบหนังสือเล่มนี้ครับ
ดี งดงาม และรักบรรพบุรุษ ขึ้นมาอักโข

(https://scontent-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xft1/v/t1.0-9/13027_1075847165764729_2412804718615201838_n.jpg?oh=2058b0748de2d792e8e4baceac5ab42d&oe=560522FA)

ลิ้งค์ https://th-th.facebook.com/muangboranpress

ผมอ่านไปได้ ก็ต้องหยุดนึกภาพตาม แล้วก็อ่านต่อ
อ่านไปได้นิดหน่อย ก็นึกระลึกถึงพระคุณ เหล่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เสียสละทุกสิ่งอย่าง เพื่อรากเง้าของประเทศชาติ จะได้มีผู้สนใจ รับช่วงต่อ ช่างน่าประทับใจแท้ๆ

ฉบับนี้ เพิ่งออกมาใหม่ ต้นเดือนนี้ครับ
พี่พี มีฉบับใหม่นี้ รึยังครับ ผมจะได้ส่งไปให้ที่บ้านครับ
(ถามไว้ เพื่อฉบับดั้งเดิมของพี่พี ชำรุดเสียหายน่ะครับ.. :) :))
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 20 May 2015, 03:42:12 am
หึหึ ขอบคุณน้องรัก

:heart:

พี่มีตั้งแต่ฉบับเขียนเป็นตอนสั้นๆ ลงชาวกรุง
ฉบับศึกษิตสยามพิมพ์ครั้งแรก
ฉบับเมืองโบราณ สองครั้ง
และสมุดเสก็ตช์ที่ท่านมอบให้ห้องสมุดศิลปากร

รวมแล้ว แทบจะท่องจำได้

อย่างไรก็ดี เวิร์คพ้อยท์ไม่คิดจะตามรอยท่านโหร ในงานชิ้นนี้หรือ
ทำแล้วได้กล่องแน่นวน

.
.
.
.
.
.
.

.

แม้ว่าบางอย่าง ท่านจะมโนเข้าข้างตัวเองไปหน่อย

แต่เพราะงานชิ้นนี้ ทำให้แนวคิดเรื่องศิลปะก่อนอยุธยา เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนได้
ทว่า ที่ท่านชี้เป้าเป็นก่อนอยุฑยานั้น ที่จริงเป็นแค่สมัยเจ้าสามพระยานี่เองงง


ปล
รูปถ่ายในนั้น เป็นฝีมืออาจารย์อวบนะครับ ปี 2510 ท่านโหร ยังถ่ายรูปไม่เป็น
ท่านมาตกมันกับกล้อง เมื่อลูกศิษย์อีกคน พาไปออกสนาม และมีกล้องให้ท่านเล่น
ลองไปอ่านบทความเกี่ยวกับเมืองสรรค์รุ่น 2515 มีบอกว่า ท่านเล่นนิกอแมทด้วยอะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 20 May 2015, 04:37:05 am
Quote from: Hexaphonic on 19  May  2015, 05:31:14 pm

"หนังสือมันก็เล่มเดิมนี่แหล่ะ แต่พรรษาอายุทำให้ มุมมอง ความเข้าใจ การตีความมันขยับไปตามแต่ละช่วงเวลา
ตอนอายุ 23 อ่านเล่มนี้ มันคิดได้แค่นี้จริงๆ แต่พอเอากลับมาอ่านตอน 30 มันก็คิดอีกแบบ
ผมเขียนหนังสือครั้งแรกเปนเรื่องเปนราวตอนอายุ 17 เปนเรื่องเปนราวในความหมายของการได้ลงตีพิมพ์
ผมไม่ชอบการกลับไปอ่านงานเก่าๆ ของตัวเองเลย ไม่รู้สิ มันอาย มันเขิน มันผิดหวัง มันเห็นบาดแผลเยอะแยะเต็มไปหมด
มันอยากเปนคนนั้นเปนคนนี้ หว่อง คาร์ ไว เฮมิ่งเวย์มาสิงกุเต็มไปหมด
หลายประโยคก็ลอกคนอื่นมา ลอกในความหมายของ การไปได้ยินได้ฟังได้สนทนาแล้วเก็บมาเขียน
โดยที่ประโยคนั้นเราไม่ใช่คนพูด แต่เรานึกว่าตัวเองเปนคนพูด ทั้งที่จริงประโยคนี้อาจเปนของพี่คนที่นั่งข้างๆ ด้วยซ้ำ
บางทีเราก็เปนวัยรุ่นใจร้อน รีบปล่อยของ ทั้งที่ถ้าใจเย็นๆ กว่านี้อีกหน่อยมันขัดเกลาให้งามได้กว่านี้ ไปได้สุดกว่านี้
แต่ทำไงได้ ของในมือมันร้อน ร้อนมากก็ต้องรีบโยนออกไป
มันชุ่ยแน่ มันห่วยแน่

แต่เราก็ต้องให้ความยุติธรรมกับตัวเองด้วย จะเอาอะไรกับวัยและวันเวลาแค่นั้น
อายุแค่นั้นมันก็คิดได้แค่นี้ มันไม่มีทางคิดอะไรไปได้ไกลกว่านี้หรอก ไม่มีทางที่จะมองอะไรได้รอบคอบรอบด้าน
ประสบการณ์ก็มีน้อย เดินทางก็ไม่เยอะ นั่งสมาธิแค่ 3 นาทีก็เสือกจะเขียนหนังสือเรื่องการไปนิพพาน ไอ้สัส ตลก
มันชุ่ยแน่ มันห่วยแน่ แต่ในความชุ่ยความห่วยก็มี "ความสด" แฝงอยู่
ความสดที่พอแก่พรรษาอายุมากขึ้นเรากลับมีน้อยลง ตอนนี้จะให้กลับไปเขียนอะไรห่ามๆแบบนั้นก็ไม่ได้แล้ว
ตอนนั้นตัวหนังสือโคตรสดเลย กระบี่ปากการ่ายรำแบบไม่เกรงกลัวใคร เงิบก็เงิบสิแล้วจะทำไม"


มิตรสหายท่านหนึ่ง





อีกนิด กับข้อความของมิตรสหายท่านนี้
คือผมสังเกตว่า ผู้ผลิตงานออกมาสู่สาธารณะในวัยเยาว์มี 2 จำพวก

1.พวกที่ไม่ค่อยชอบงานตัวเองในวัยเยาว์ แบบว่าเมื่อเวลาผ่านไป วัยวุฒิสูงขึ้นตัวเองตกผลึก คลี่คลาย ก้าวหน้าขึ้น คุณวุฒิสูงขึ้น
จนย้อนมองกลับไปเห็นความไม่เดียงสา เห็นความเขลา เห็นความเวิ่นเว้อฟูมฟายของตัวเองในอดีต

2.อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ผลิตสิ่งอลังการงานสร้างมาแต่วัยเยาว์ (แบบว่า โอ้โห..อย่างนี้ร้อยปีจะมีสักคน)
แต่พอจำเนียรกาลผ่านไป วัยวุฒิที่มากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น กลับทำตัวเองไปสู่จุดตีบตัน
ไม่สามารถสร้างสรรค์งานแบบในวัยฉกรรจ์ได้อีก สันนิษฐานว่า พวกนี้คงจะเกิดอาการ "องค์ลง" ในวัยเยาว์
คือผมว่าขณะนั้นพวกเขาคงจะมีฉันทะวิริยะอันแรงกล้าจนหลอมสลายอัตตาตัวเองกลายเป็นหนึ่งเดียวกับทิพยสภาวะ
จนบังเกิดผลงานอันสุดอลังก์ แต่เมื่อพอมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็เกิด "ตัวกูของกู" ขึ้น
สภาพจิตใจเริ่มห่างไกลจากเจตนารมณ์เดิมไปเรื่อยๆ หลงใหลในชื่อเสียงลาภยศ
ขณะที่วัยวุฒิมากขึ้นแต่คุณวุฒิกลับต่ำลง สิ่งที่ตามมาคือสภาวะ "องค์ออก"
หลายๆคนในกลุ่มนี้จึงได้แต่กินบุญเก่า หลอกตัวเองหลอกชาวบ้านไปวันๆนั่นแล

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 20 May 2015, 05:20:10 am
สารภาพว่า ผมไม่อ่านเรื่องแต่งของไทยเลย
แม้แต่อ่านผ่านๆ ก็ยังนับเล่มได้ ไม่เหมือนนิยายกำลังภายใน อ่านแล้วชอบ ติดหนึบ ตั้งแต่กระบี่ล้างแค้นปกอ่อน ออกอาทิตย์ละเล่ม หกสลึงหรืองัย จำไม่ได้เพราะพี่ชายเช่ามาอีกที

เหตุที่ชอบ น่าจะเป็นเพราะเขาเสนอจินตนาการในจุดที่ประสบการณ์เราไปไม่ถึง
ครั้งแรกที่อ่านเจอว่า ตัวละคอน กระโดดข้ามกำแพงได้ โหย....นี่คือสิ่งที่เราอยากทำนี่หว่า
ตอนที่หลวงจีน ขวางฉื่อง่วนเพ้งไม่ให้บุกเขาหอเก็บคัมภีร์ แล้วบอกว่า ทำอย่างนี้ได้ จะเปิดทางให้
แล้วหลวงจีนก็เด็ดใบสนมา แทงทะลุเม็ดประคำ

อ่านแล้ว ติดใจมาถึงวันนี้

มาอ่านแผ่นดินของเรา ที่แม่อนงค์แต่ง อ่านจบ ไม่มีอะไรตกค้างในความทรงจำ นอกจากดอกจันทร์กระพ้อ
จะบาปใหม ถ้าบอกว่า นิยายทั้งเล่ม สู้เพลงเดียวไม่ได้

http://www.youtube.com/watch?v=Rt5P_r1vFjg&hd=1

นิยายไทยนั้น เหือดแห้งจินตนาการเหลือเกิน
จะมียกเว้นก็ ปีศาจ และ จนกว่าเราจะพบกันอีก ที่ทำให้เราคิดถึงสิ่งที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ปล
คนชม คำพิพากษา กันมาก
แต่เรื่องนี้ ลึกซึ้งไม่เท่าเรื่องของไอ้ฝืด ภารโรงช่างศิลป์ เจ้าของชีวิตจริงของเรื่องไม่ได้เรย.....

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 20 May 2015, 06:20:10 am
Quote from: jtr on 20  May  2015, 02:35:40 am
Quote from: sw on 20  May  2015, 12:53:22 am
Quote from: trens on 19  May  2015, 10:04:08 pm
สงสัยมาอยู่ไชยะบุรีนานเกินไป ... อ่านแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ


อยู่บางกอกก็อ่านไม่รู้เรื่องง่ะ  :rof:

แหม..ภาษาย้อนยุคอัมพวาจริงๆ
ไอ้ศร..เอ็งกับข้า จะไปบางกอกกัน..

กระทู้ออกนอกทะเลมานาน
ผมขอเสนอทุกท่านให้หยิบหนังสือเล่มนี้ครับ
ดี งดงาม และรักบรรพบุรุษ ขึ้นมาอักโข

(https://scontent-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xft1/v/t1.0-9/13027_1075847165764729_2412804718615201838_n.jpg?oh=2058b0748de2d792e8e4baceac5ab42d&oe=560522FA)

ลิ้งค์ https://th-th.facebook.com/muangboranpress

ผมอ่านไปได้ ก็ต้องหยุดนึกภาพตาม แล้วก็อ่านต่อ
อ่านไปได้นิดหน่อย ก็นึกระลึกถึงพระคุณ เหล่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เสียสละทุกสิ่งอย่าง เพื่อรากเง้าของประเทศชาติ จะได้มีผู้สนใจ รับช่วงต่อ ช่างน่าประทับใจแท้ๆ

ฉบับนี้ เพิ่งออกมาใหม่ ต้นเดือนนี้ครับ
พี่พี มีฉบับใหม่นี้ รึยังครับ ผมจะได้ส่งไปให้ที่บ้านครับ
(ถามไว้ เพื่อฉบับดั้งเดิมของพี่พี ชำรุดเสียหายน่ะครับ.. :) :))


ขอบคุณที่แนะนำสิ่งดีๆ จะรีบไปหาอ่านครับ  :)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 21 May 2015, 12:15:36 am
เหมือนเคยมีนักเขียนท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตเรื่องวงการวรรณกรรมไทยล้าหลัง
อาจจะเป็นเพราะวรรณกรรมที่ถูกแปลจากต่างประเทศเป็นภาษาไทยยุคแรกๆในศตววรษที่ 18-19 นั้น
มันถูกแปลโดยชนชั้นนำสยาม ซึ่งวรรณกรรมกลุ่มแรกๆที่ถูกแปล มันเป็นวรรณกรรมชั้น 2
เพราะชนชั้นนำสยามขณะนั้น สนใจเสพแต่วรรณกรรมประเภทประโลมโลกย์น้ำเน่า
ไม่สนใจวรรณกรรมประเภทลุ่มลึก หนักๆล้ำๆ หรือประเภทต่อสู้ทางความคิด
พวกเขาจึงแปลแต่งานวรรณกรรมชั้น 2

ทำให้นักเขียนนักแปลไทยยุคบุกเบิก ได้ต้นแบบ ได้แม่พิมพ์จากวรรณกรรมแปลชั้น 2 ไปด้วย
นักเขียนไทยยุคต่อๆมาก็ติดอาการนี้ไปด้วยคืออาการ "เยี่ยวไม่สุด"
มีลักษณะที่ "ไปไม่สุด" ในผลงาน ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ
และมีผลต่อมาสู่สังคมไทยคือ คนไทยชอบเสพละครน้ำเน่า เสพอะไรที่เป็นลักษณะ "ดราม่า"

ผมจำไม่ได้ว่า งานวรรณกรรมเกรดต่ำชั้น 2 ในศตวรรษที่ 18-19 ที่นักเขียนท่านนั้นพูดถึงมีเรื่องอะไรบ้าง?
และต้นแบบ,แม่พิมพ์ระดับคลาสสิคสำหรับงานวรรณกรรมมีเรื่องอะไรบ้าง?
ขณะนี้มีสัญญาณแห่งความก้าวหน้าในวงวรรณกรรมไทยบ้างหรือยัง?


ผมว่าเรื่องต้นทุนสะสมของวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย ก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 21 May 2015, 12:36:07 am
Quote from: Hexaphonic on 21  May  2015, 12:15:36 am
เหมือนเคยมีนักเขียนท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตเรื่องวงการวรรณกรรมไทยล้าหลัง
อาจจะเป็นเพราะวรรณกรรมที่ถูกแปลจากต่างประเทศเป็นภาษาไทยยุคแรกๆในศตววรษที่ 18-19 นั้น
มันถูกแปลโดยชนชั้นนำสยาม ซึ่งวรรณกรรมกลุ่มแรกๆที่ถูกแปล มันเป็นวรรณกรรมชั้น 2


นี่เลย ตัวอย่างของนักเขียนที่โง่กว่าคนอ่าน

การแปลวรรณกรรมเป็นไทย มันไม่ได้งี่เง่าอย่างที่นักเขียนคนนี้เข้าใจเลย
พวกนี้ลืมเชคสเปียร์ ที่แปลเป็นไทยไปแล้วหรืองัย
ยังไม่รวม ลิลิตนิทราชาคริต ที่แปลจากอาหรับราตรี คลาสสิคซึ่งฝรั่งระดับหัวกระทิอวยกันทั้งนั้น แต่เรารู้จักมาตั้งแต่สองร้อยปีก่อน

http://www.youtube.com/watch?v=SQNymNaTr-Y&hd=1


อ่านแล้วเศร้าพิลึก
นักเขียนที่เป็นอาชีพใช้สมอง แต่ดันใช้ความโง่นำทาง เพียงเพื่อจะอวดความเท่ห่วยๆ

ปล
ลองหาพระราชนิพนธ์คำนำ นิบาตชาดก ของรัชกาลที่ห้ามาอ่านประกอบด้วย
ในนั้น ท่านยกนิทานกรีเรื่องการกลับชาติมาสาธก เพื่อจะบอกว่าเรื่องระลึกชาตินั้น เป็นของสากล

นั่นหมายความว่า วรรณกรรมกรีกคลาสสิค คนไทยก็รู้จักแล้ว เหมียนกัลลล
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 21 May 2015, 03:57:39 am
ลองมาวัดขนาดประเทศด้วยขนาดสมองของนักเขียนดูหน่อย

คำถามแรก นักเขียนที่ดีที่สุดของเราคือใคร ทั้งตายแล้วหรือยังไม่ตาย....
คำถามต่อมา เรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่ปรากฏในภาษาไทย.....ยกมาสัก 3 เรื่อง พอจะได้ใหม

ใครกล้าตอบปัญหานี้

"คนอื่นที่เหยียดวรรณกรรมไทย กรณีวิจารณ์ ฟ้าบ่กั้นของลาว คำหอม อย่างเสียหาย หรือนาร์ดีน กอร์ดิเมอร์ (Nadine Gordimer) คว้ารางวัลโนเบลเพราะ Per Wästberg หนึ่งในคณะกรรมการรางวัลโนเบลเดินทางมาพบกับเธอ ศึกษาชีวิตการต่อสู้และค้นคว้าอิทธิพลของเธอด้วยตัวเองในแอฟริกาใต้ก่อนจะไปต่อสู้กับคณะกรรมการคนอื่นๆ เพื่อโน้มน้าวให้เธอเป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล

สุดท้าย หากจะว่ากันตรงๆ นักเขียนไทยยังไร้ทิศทาง เรายังชอบที่จะชกแบบปราศจากหลักการเพื่อให้หมัดโดนคู่ชกล้มหงายหรือแพ้ คะแนน เพื่อหวังเหรียญทอง ซึ่งเป็นดังนั้น ก็คงจะอีกนาน แต่หากว่า เราเริ่มต้นเอาจริงเอาจังตั้งแต่วันนี้อย่างช้า อีก 30 ข้างหน้าจะต้องมีนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีชาวไทยอย่างแน่นอน

หากว่าตัวอย่างของนักเขียนเหล่านี้ หากแดนอรัญ แสงทอง เลิกคิดถึงเรื่องการเขียนเชิงกรรมฐาน แล้วหันมาสนใจความเลวของศิลปินจอมปลอม,หากธีรยุทธ ดาวจันทึก กลับมาขยันเขียนเรื่องราวของชาวชะบนจนหมด,หากชาติ กอบจิตติลงมือเขียนนวนิยายขนาดยาวเท่าสายตาเรื่องการเห็นด้วยตา,หากวินทร์ เลียววารินทร์เลิกเขียนวรรณกรรมประกอบรูปภาพ,หากประชาคม ลุนาชัย เลิกหลงตัวละครของตนว่าเป็นนักเขียนใหญ่มีอุดมคติ โดยหันมาสนใจลูกเรือตังเกที่โง่งมและมีความหวัง และเลิกพ่นปรัชญาเน่าๆ ออกมาจากปากของตัวละคร,หากวัฒน์ วรรลยางกูรตื่นขึ้นมาจากกิจการทำน้ำเมา,หากภานุ ตรัยเวชศึกษาวรรณกรรมรางวัลโนเบลอย่างหนัก,หาก ฮ.นิกฮูกี้ ตั้งสติให้มั่นแล้วรื้องานยาวที่น่าสนใจแต่ถูกวิจารณ์จนพินาศเรื่อง โลกที่พบใหม่ ทบทวนมันเป็นพันๆรอบ,หากไพรวรินทร์ ขาวงามเลิกใช้คำว่า ฝัน ในบทกวีขิองเขา, หากงามพรรณ เวชชาชีวะเขียนเรื่องราวความตอแหลของเด็กหญิงกำพร้าเล่มหนามหึมา, หากวัชระ สัจจะสารสินนึกขึ้นได้ถึงอะไรบางอย่าง, หากศรีดาวเรืองได้รับการยกย่องมากกว่านี้, หากจิระนันท์ พิตรปรีชา กลับมาเขียนบทกวีที่หายไป, หากเสกสรร ประเสริฐกุลเขียนนวนิยาย สงครามประชาชน ออกมา,หากบทกวีของแรคำ ประโดยคำได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ, หากปราบดา หยุ่น เลิกหลงไหลญี่ปุ่น อเมริกัน โพสโมเดอร์น และการสนทนากับวินทร์เลียว วารินทร์ เราอาจจะมีนักเขียนวรรณกรรมตัวอย่างที่ปูทางสู่เส้นทางการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการ" ยศ สำราญสุข

http://www.siamintelligence.com/literature-nobel-prize-and-thai-writer/
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 21 May 2015, 04:09:43 am
จากโควทที่ยกมา ผมอยากจะเสริมว่า

ความฝันที่จะไปเกาะขอบเวทีรางวัลโนเบลกะเขาในชาตินี้ เห็นทีจะเป็นฝันเปียก
เปียกมากๆ ด้วย

ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย เคยมาบรรยายที่ศิลปากร จบแล้วนักศึกษาถามว่า งานของอังคาร เป็นอย่างไร
ขวัญดีทำหน้าแบบว่า....เอิ่มมม เป็นคำถามทำลายบรรยากาศอะไรประมาณนั้น ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ ทำนองว่า ก็ ดี นะ....แบบไม่จริงใจ

แต่เธอปิดท้ายได้จริงใจ เมื่อเน้นเสียงว่า

"แต่อังคารก็ยังไม่ได้ซีไร้ท์นะ"

ผมฟังแล้ว อยากทำเหมือนจ่างตั้ง ที่ถีบรองเท้าแตะของตัวเองออกไปกลางเวทีสัมนาที่เพาะช่าง พร้อมเปล่งเสียงว่า "นี่งัย ศิลปะ"

ขวัญดี เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง และเธอเป็นหนึ่งในพวกที่ร่วมในคณะกรรมการซีไรท์ ทว่า....รางวัลนักเขียนจากเครือโรงแรมแมนดารินนี่ มันมีเกียรติยศยิ่งใหญ่ขนาดเอามาวัดคุณภาพกวีได้ด้วยหรือ

ถุยให้กับทุกคนที่คิดว่า รางวัลนักเขียนยอดเยี่ยมของเครือโรงแรมแห่งหนึ่ง เป็นสิ่งสูงค่าสำหรับวงการ






ครือ
ถ้าเอ็งคิดได้แค่เขียนเรื่องประจบโรงแรม
เอ็งก็อย่าฝันเตลิดไปข้องแวะกับรางวัลอื่นๆ เล้ยยย อายแทนว่ะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 21 May 2015, 07:51:51 pm
Quote from: pee on 21  May  2015, 03:57:39 am
ลองมาวัดขนาดประเทศด้วยขนาดสมองของนักเขียนดูหน่อย

คำถามแรก นักเขียนที่ดีที่สุดของเราคือใคร ทั้งตายแล้วหรือยังไม่ตาย....
คำถามต่อมา เรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่ปรากฏในภาษาไทย.....ยกมาสัก 3 เรื่อง พอจะได้ใหม

ใครกล้าตอบปัญหานี้

"คนอื่นที่เหยียดวรรณกรรมไทย กรณีวิจารณ์ ฟ้าบ่กั้นของลาว คำหอม อย่างเสียหาย หรือนาร์ดีน กอร์ดิเมอร์ (Nadine Gordimer) คว้ารางวัลโนเบลเพราะ Per Wästberg หนึ่งในคณะกรรมการรางวัลโนเบลเดินทางมาพบกับเธอ ศึกษาชีวิตการต่อสู้และค้นคว้าอิทธิพลของเธอด้วยตัวเองในแอฟริกาใต้ก่อนจะไปต่อสู้กับคณะกรรมการคนอื่นๆ เพื่อโน้มน้าวให้เธอเป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล

สุดท้าย หากจะว่ากันตรงๆ นักเขียนไทยยังไร้ทิศทาง เรายังชอบที่จะชกแบบปราศจากหลักการเพื่อให้หมัดโดนคู่ชกล้มหงายหรือแพ้ คะแนน เพื่อหวังเหรียญทอง ซึ่งเป็นดังนั้น ก็คงจะอีกนาน แต่หากว่า เราเริ่มต้นเอาจริงเอาจังตั้งแต่วันนี้อย่างช้า อีก 30 ข้างหน้าจะต้องมีนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีชาวไทยอย่างแน่นอน

หากว่าตัวอย่างของนักเขียนเหล่านี้ หากแดนอรัญ แสงทอง เลิกคิดถึงเรื่องการเขียนเชิงกรรมฐาน แล้วหันมาสนใจความเลวของศิลปินจอมปลอม,หากธีรยุทธ ดาวจันทึก กลับมาขยันเขียนเรื่องราวของชาวชะบนจนหมด,หากชาติ กอบจิตติลงมือเขียนนวนิยายขนาดยาวเท่าสายตาเรื่องการเห็นด้วยตา,หากวินทร์ เลียววารินทร์เลิกเขียนวรรณกรรมประกอบรูปภาพ,หากประชาคม ลุนาชัย เลิกหลงตัวละครของตนว่าเป็นนักเขียนใหญ่มีอุดมคติ โดยหันมาสนใจลูกเรือตังเกที่โง่งมและมีความหวัง และเลิกพ่นปรัชญาเน่าๆ ออกมาจากปากของตัวละคร,หากวัฒน์ วรรลยางกูรตื่นขึ้นมาจากกิจการทำน้ำเมา,หากภานุ ตรัยเวชศึกษาวรรณกรรมรางวัลโนเบลอย่างหนัก,หาก ฮ.นิกฮูกี้ ตั้งสติให้มั่นแล้วรื้องานยาวที่น่าสนใจแต่ถูกวิจารณ์จนพินาศเรื่อง โลกที่พบใหม่ ทบทวนมันเป็นพันๆรอบ,หากไพรวรินทร์ ขาวงามเลิกใช้คำว่า ฝัน ในบทกวีขิองเขา, หากงามพรรณ เวชชาชีวะเขียนเรื่องราวความตอแหลของเด็กหญิงกำพร้าเล่มหนามหึมา, หากวัชระ สัจจะสารสินนึกขึ้นได้ถึงอะไรบางอย่าง, หากศรีดาวเรืองได้รับการยกย่องมากกว่านี้, หากจิระนันท์ พิตรปรีชา กลับมาเขียนบทกวีที่หายไป, หากเสกสรร ประเสริฐกุลเขียนนวนิยาย สงครามประชาชน ออกมา,หากบทกวีของแรคำ ประโดยคำได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ, หากปราบดา หยุ่น เลิกหลงไหลญี่ปุ่น อเมริกัน โพสโมเดอร์น และการสนทนากับวินทร์เลียว วารินทร์ เราอาจจะมีนักเขียนวรรณกรรมตัวอย่างที่ปูทางสู่เส้นทางการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการ" ยศ สำราญสุข

http://www.siamintelligence.com/literature-nobel-prize-and-thai-writer/




ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะกล้าตอบปัญหานี้?
อยากจะเห็นเหตุผลของผู้ตอบว่า ที่เขาคัดเลือกจนได้วรรณกรรมไทยที่ "ดีที่สุด" น่ะ
เขาคัดเลือกบนรากฐานของอะไร? ใช้ตรรกะอะไร?
"ดีที่สุด" ของเขาน่ะมันคือยังไง?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 21 May 2015, 09:49:01 pm
ตั้งประเด็นแล้ว ขอตอบมั่ง

เอาเฉพาะร้อยแก้วนะ นักเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านคือ
"ดอกไม้สด"

เพื่อนผมเป็นทายาท เลยมีโอกาสอ่านจากต้นฉบับลายมือ
ท่านจะเริ่มเขียนโดยเหลาดินสอ 24 แท่งใส่แก้ว ใช้ไปทีละแท่งจนหมดแหลมก็เปลี่ยนแท่งใหม่ หมด 24 แท่งก็หมดเวลาทำงาน

ลายมืองามมาก เท่ากันทุกตัวอักษร ตั้งแต่บันทัดแรกจนจบเรื่อง
อ่านง่าย แบ่งวรรคตอนครบถ้วน ไม่มีรอยขีดฆ่าเลอะเทอะ
กระดาษฟูลสแก๊ป เนื้อดี เย็บเล่มปกแข็ง แต่ละเล่มหนาราว 2-3 นิ้ว
เริ่มเรื่อง มีพุทธภาษิตนำ พร้อมความหมาย

ดอกไม้สดเขียนเรื่องเหมือนตัวละคอนเดินออกมาได้ เนื้อเรื่องลึกซึ้งแต่เรียบง่าย
อ่านแล้ว นักเขียนอื่นๆ กว่า 90% เฝขทั้งนั้น

ส่วนเรื่องที่ดีที่สุดนั้น ไม่สมควรถาม เพราะเป็นนักเขียนที่รักงาน
ไม่ได้เขียนเพราะเอาชื่อ เอาเงิน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 21 May 2015, 10:30:53 pm
Quote from: pee on 21  May  2015, 09:49:01 pm


ส่วนเรื่องที่ดีที่สุดนั้น ไม่สมควรถาม เพราะเป็นนักเขียนที่รักงาน
ไม่ได้เขียนเพราะเอาชื่อ เอาเงิน



คำถามถามว่า "ดีที่สุด" นี่ครับ
ถ้านักเขียนผู้นั้นไม่ได้เขียนเพราะเอาชื่อเอาเงิน ก็ยิ่งสมควรแก่การถามหาคำตอบนะครับ
เพื่อจะได้พิสูจน์ว่างานเขียนอันนั้น"ดีที่สุด"จริงหรือไม่?

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 21 May 2015, 10:40:16 pm
นิยายของดอกไม้สด เป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน
ถ้าไม่เพราะตัวละคอน ก็เพราะเหตุการณ์ หรือเพราะอุดมการณ์ ทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม

ยกเว้นเรื่องนิจ ที่ลอกโครงเรื่องมาจากฝรั่ง (เรื่องเดียวกันนี้ กลายเป็นวนิดา ที่เพิ่งฮิตถล่มทลายไปเมื่อหลายปีก่อน)

http://www.youtube.com/watch?v=s3hPGP9UH-4&hd=1

งานเขียนทุกเรื่องหลังจากนั้น ก็คือเรื่องเดียวกัน
โลกที่ล่มสลาย ของอีลีทไทยหลัง 2475
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 22 May 2015, 03:19:28 pm
http://www.phd-lit.arts.chula.ac.th/Download/article2.pdf

ผมไม่เคยอ่านงานของดอกไม้สดเลย แค่เคยได้ยินนามปากนี้สมัยเรียนวิชาภาษาไทยเท่านั้นเอง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 22 May 2015, 04:18:11 pm
ลองอ่านโครงเรื่องนี้ก่อน เขียนก่อนเปลี่ยนการปกครอง 2-3 ปี
แต่ยังทันสมัยไม่ได้พ่ายแพ้แก่กาลเวลา

แถมยังเอาหลวงนฤบาล มาแต่งต่อใน "ชัยชนะของหลวงนฤบาล" (2478) อีกนะ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=peining&date=09-01-2011&group=15&gblog=30
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=froggie&month=05-2014&date=09&group=2&gblog=207
https://www.gotoknow.org/posts/546278
https://www.gotoknow.org/posts/546279

ความผิดครั้งแรก : ผู้หญิงมีสิทธิตัดสินใจ
       เรื่องนี้เป็นเรื่องของ วไล และ อมรา สองบุตรีของพระยาธรรมสาส์นโสภณที่มีอุปนิสัยแตกต่างกัน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ พูดจาฉลาดเฉลียว และระมัดระวังวาจา ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่ได้สนทนาด้วย ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงที่ตรงไปตรงมา และมักจะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งกระด้างและไม่มีเสน่ห์ อาจเพราะอุปนิสัยที่ต่างกันนี้เอง จึงทำให้ทั้งสองมีความรักและการแต่งงานที่ต่างกันด้วย

       เรื่องราวตอนแรกเป็นเรื่องของวไล ซึ่งเป็นพี่สาวของอมรา ในตอนเริ่มเรื่อง วไลไปเที่ยวปีนังกับครอบครัว และได้รู้จักกับ หลวงปราโมทย์ ซึ่งไปรอรับน้องชายชื่อ อำนวย ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ทั้งสองคน คือวไลและหลวงปราโมทย์ต่างก็พูดคุยอย่างถูกอัธยาศัยกันดี หลังจากกลับจากการไปเที่ยวคราวนั้น วไลกับหลวงปราโมทย์ก็ได้พบกันอีกที่ราชตฤณมัย ต่อมาไม่นานนัก หลวงปราโมทย์ได้สารภาพรักกับวไลในงานเลี้ยงวันเกิดของ เจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนสาวของวไล และเป็นญาติกับหลวงปราโมทย์ แต่วไลรู้มาก่อนว่าชายหนุ่มมีภรรยาที่ไม่ได้ตบแต่งอย่างถูกต้องอยู่ก่อนแล้วคนหนึ่ง จึงไม่ได้รับรักของเขา ทั้งที่ก็หวั่นไหวไปกับคำฝากรักนั้นไม่น้อย
         หลวงปราโมทย์มีโอกาสบอกรักวไลอีกครั้งในงานฉลองสายสะพายของพระยาศรีศุภเวทผู้เป็นบิดา ครั้งนี้วไลไม่ได้ปฏิเสธชายหนุ่มอีก เพราะเขาสัญญาว่าจะไม่ให้ภรรยาบ่าวของเขาอยู่ร่วมบ้านกับเธอ และจะไม่มีผู้หญิงอื่นอีกตลอดเวลาที่เธอยังมีชีวิตอยู่ หลายเดือนต่อมาวไลก็แต่งงานกับหลวงปราโมทย์อย่างถูกต้อง ทุกคนล้วนยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ ยกเว้นอมรา น้องสาวของวไลเห็นว่า การแต่งงานกับผู้ชายที่มีภรรยาอยู่ก่อนแล้วอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในภายหลัง แต่เมื่อไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอ และเรื่องนี้ยังทำให้เธอต้องทะเลาะกับพี่สาว เธอจึงไม่คัดค้านอีก และภาวนาขอให้ชีวิตแต่งงานของวไลราบรื่น ชีวิตแต่งงานของวไลเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความราบรื่นและผาสุกเรื่อยมา จนกระทั่งช่วงที่มารดาของเธอป่วยหนัก หญิงสาวต้องผลัดเวรกับพี่สาว และน้องสาวไปคอยพยาบาลมารดา บางครั้งต้องค้างคืน ช่วงนี้เองที่เธอเริ่มเห็นความผิดปกติและระแวงความสัมพันธ์ระหว่างสามีของเธอกับ สำรวย พี่เลี้ยงของลูกชาย
         มารดาของวไลเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน วไลต้องวุ่นอยู่กับงานศพเกือบตลอดเวลา คืนหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้านของตัวเอง หญิงสาวก็พบว่าความระแวงของเธอเป็นจริง หลวงปราโมทย์ลอบคบชู้กับสำรวยตอนที่เธอไม่อยู่ แต่แทนที่วไลจะร้องไห้ฟูมฟายหรือโวยวาย หญิงสาวกลับเลือกที่จะไล่สำรวยออก โดยไม่บอกให้สามีรู้เหตุผล หลังจากไล่สำรวยออก หลวงปราโมทย์ก็กลายเป็นคนเบื่อง่ายและขี้หงุดหงิด ชีวิตแต่งงานของวไลไม่ราบรื่นอีก แต่หญิงสาวก็พยายามอดทน พยายามหาวิธีทำให้สามีมีความสุข ยอมให้เขาออกไปเที่ยวนอกบ้านคนเดียวบ่อยๆ ทั้งที่พอจะรู้อยู่ว่าเขาไปกับผู้หญิงอื่น ความอดทนของวไลหมดลงเมื่อมีคนเห็นหลวงปราโมทย์อยู่กับผู้หญิงอื่น ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คือภรรยาเก่าของเขา และสำรวยนั่นเอง เธอทนไม่ได้ที่สังคมจะรับรู้ว่าสามีของเธอมีชู้และพากันเยาะหยันเธอ วไลเก็บของและพาลูกไปอยู่บ้านบิดา หลังจากที่หลวงปราโมทย์บอกว่าเขาเลือกผู้หญิงอีกสองคน ไม่เลือกเธอ พระยาธรรมสาส์นนั้นแม้ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ไล่ลูกสาวคนกลางให้กลับไปอยู่บ้านสามีดังเดิม
         หลวงปราโมทย์มาบ้านพ่อตาเพื่อขอรับตัวภรรยากลับไป แต่วไลยื่นคำขาดว่า หากเขาไม่ยอมเลิกกับผู้หญิงสองคนนั้น เธอก็จะไม่กลับไปกับเขา หลวงปราโมทย์เลือกกลับไปมือเปล่า แทนที่จะทำตามคำพูดของวไลทำให้หญิงสาวเสียใจ และคับแค้นใจมาก ตัดสินใจส่งใบหย่าไปให้เขาเซ็น แต่หลวงปราโมทย์ไม่ยอมเซ็นให้ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้วไลเศร้าหมองและผ่ายผอมลงไปมาก แต่การปลอบประโลมจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอมรา ทำให้เธอคลายเศร้า และกลับมาให้ชีวิตตามปกติได้ในที่สุด
        ในขณะที่ทุกคนสนใจแต่เรื่องของวไล เห็นแต่ความเศร้าของวไล กลับไม่มีใครเห็นความผิดปกติของอมรา น้องสาวของวไลนั้นรักกับอำนวย ซึ่งป็นน้องชายของหลวงปราโมทย์ อำนวยขอให้พ่อแม่ไปสู่ขออมราให้ แต่ตอนนั้นเป็นตอนที่วไลกับหลวงปราโมทย์แยกกันอยู่แล้ว พระยาศรีศุภเวทและภรรยาที่ขุ่นเคือง ไม่ชอบใจการกระทำของวไล เพราะเห็นว่าวไลทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นภรรยาที่ดี กลับไปอยู่กับบิดาตัวเพราะเหตุผลธรรมดาที่ว่าสามีมีภรรยาน้อย จึงไม่ยอมไปสู่ขออมราให้ ทั้งยังบอกให้อำนวยเลิกยุ่งเกี่ยวกับอมราอย่างเด็ดขาด อำนวยเป็นทุกข์มาก อมราก็เช่นกัน ทั้งที่คิดว่าการชอบผู้ชายที่พ่อแม่ของเขาไม่เต็มใจจะให้เกี่ยวข้องด้วยเป็นเรื่องบ้าเต็มที แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองยังคงชอบอำนวยอยู่
            ข้างฝ่ายอำนวย นอกจากจะกีดกันความรักแล้วพ่อแม่ยังได้หาหญิงสาวที่เหมาะสมมาให้แต่งงานด้วยอีกด้วย อำนวยจึงเลี่ยงการคลุมถุงชนด้วยการบวช เมื่อสึกออกมาก็ต้องร้อนใจเรื่องอมรามีผู้ชายมาขอดูตัวอีก อำนวยเริ่มท้อ เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ของตนก็ไม่มีทางไปสู่ขออมราให้แน่ๆ
คนที่ช่วยอำนวยอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้คือ หลวงนฤบาลบรรเทิง ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอำนวยมากไปกว่าคนที่อยู่ในสังคมระดับเดียวกัน เคยพบปะ และพูดคุยกันบ้างเท่านั้น
          จากการบอกของหลวงนฤบาล วไลจึงรู้ว่าอมรารักกับอำนวย หญิงสาวอาสาไปพูดกับพี่สาวและพี่ชายให้ช่วยสนับสนุนความรักนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา ดังนั้น เมื่ออำนวยไปสู่ขออมราจากพระยาธรรมสาส์นด้วยตนเอง บิดาของอมราจึงบอกว่า ท่านไม่ห้าม แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานครั้งนี้
อำนวยถือเอาคำพูดนี้เป็นการอนุญาต การปลูกสร้างเรือนหอ การตกแต่ง ตลอดจนการแต่งงานของอำนวยมีหลวงนฤบาลเป็นหัวเรือใหญ่
          ในคืนแต่งงานของอำนวยกับอมรา หลวงนฤบาลได้ขอวไลแต่งงาน เพราะรักวไลมาตั้งแต่ก่อนที่วไลจะได้พบกับหลวงปราโมทย์ และยังรักตลอดมาแม้ว่าวไลจะแต่งงานแล้ว วไลปฏิเสธหลวงนฤบาล เพราะหากเธอตอบตกลง คนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวจะต้องครหา เข้าใจว่าเธอแยกกันอยู่กับสามีเพราะต้องการแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น นอกจากนี้ ทันทีที่เธอแต่งงานใหม่ คุณหญิงศรีศุภเวทจะมารับลูกชายของเธอไปไว้ในความปกครอง ซึ่งเธอยอมไม่ได้

          เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านสบายๆ ง่ายๆ ไม่มีโครงเรื่องที่ซับซ้อน หากแต่มีความน่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่อง ชวนให้ผู้อ่านสงสัยว่า อะไรคือ ความผิดครั้งแรก และเป็นความผิดของใคร ซึ่งเมื่ออ่านไปจนจบจะพบว่าผู้เขียนได้ตอบไว้แล้วในตอนทายเรื่อง "...ความผิดครั้งแรกที่เคยทำ ก็คือการแต่งงานกับพ่อของเด็กคนนี้ หักล้างสิทธิของผู้หญิงคนหนึ่ง ข่มเหงน้ำใจเขา ถ้าเราแต่งงานใหม่ ก็เท่ากับเราตัดสิทธิแห่งความเป็นแม่เสียเอง เวรสนองให้ลูกต้องถูกข่มเหง จะช้ำใจในความผิดครั้งที่สอง ผิดหนเดียวก็พอแล้ว ต้องไม่ยอมผิดอีกต่อไป!"
        ความผิดของวไลคือการแต่งงานกับหลวงปราโมทย์นั่นเอง เป็นความผิดที่เกิดจากตัวเธอเองไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด วไลหยิ่งทะนงในความงามของตัวเอง และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง คำทักท้วงของอมราไม่สามารถทะลุกำแพงความหยิ่งและความเชื่อมั่นของเธอเข้าไปได้ และคำหวานของหลวงปราโมทย์ก็ยิ่งเสริมอุปนิสัยพื้นฐานของเธอ "คุณหรือทั้งสวยทั้งน่ารักปานนี้ ผู้หญิงทั้งโลกไม่มีใครแล้วที่น่ารักเท่าคุณ" หลวงปราโมทย์ได้กล่าวดังนี้ และเพราะคำนี้ที่หล่อนยินยอมให้เขามาพูดกับผู้ใหญ่ "เขาพูดจริง" หล่อนรำพึง พิศดูตัวเองไม่วางตา "แน่นอนทีเดียวเขาไม่หลอกเรา... สวย? แน่ละ สวยจริงๆด้วย..."

        ในการเขียนเรื่องนี้ ผู้เขียนเปิดเรื่องที่ปีนัง และแนะนำตัวละครหลักๆ ตลอดจนอุปนิสัยพื้นฐานของตัวละครให้ผู้อ่านรู้จักเกือบทั้งหมดในฉากแรก เหตุการณ์หลังจากนั้นล้วนแต่เป็นเหตุ เป็นผล สอดคล้องกับนิสัยของตัวละครที่ผู้อ่านพอจะรู้บ้างแล้วจากการกระทำ และบทสนทนาในฉากแรกทั้งสิ้น ผู้อ่านจะไม่แปลกใจว่า เหตุใดตัวละครนั้นจึงทำอย่างนี้ ตัวละครนี้จึงทำอย่างนั้น การดำเนินเรื่องบางตอนใช้วิธีคาดเดาเรื่องไปข้างหน้า (fore shadowing) เช่นตอนที่วไลแอบเก็บดอกกล้วยไม้มาจากสวนที่เนินเขาที่ปีนังทั้งที่มีกฎว่าห้ามเก็บ หญิงสาวพออกพอใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถแอบเก็บมาโดยที่ไม่มีใครจับได้ เหตุการณ์นี้บ่งบอกว่าวไลมีนิสัยชอบ "ของต้องห้าม" ต่อมาเมื่อทราบว่าหลวงปราโมทย์ก็เป็น "ของต้องห้าม" เช่นเดียวกัน เพราะภรรยาเก่าของเขาประกาศว่าจะสู้ยิบตา ถ้าใครมาแย่งสามีของเธอ ทำให้วไลสนใจชายหนุ่มมากขึ้น ความรู้สึกส่วนหนึ่งเมื่อหลวงปราโมทย์บอกว่าจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเธอก็คือ เธอชนะแล้ว
          หล่อนกลับบ้านมาพร้อมด้วยหัวใจอันเต็มเปี่ยมด้วยความสุข อิ่มเอิบอยู่ด้วยชัยชนะถึง ๒ ประการ ชนะหัวใจของชายหนุ่มผู้มีหน้ามีตาในสมาคม ชนะคำท้าทายของผู้หญิงคนหนึ่ง หัวใจของหล่อนเบ่งบานด้วยความลำพอง เมื่อนึกถึงชัยชนะที่หล่อนเคยได้มาตลอดเวลา ๒๐ กว่าปี แต่ชัยชนะครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่ที่สุด งามที่สุด ในจำนวนชัยชนะทั้งหลายที่หล่อนเคยกำไว้ในมือ
          แม้เรื่องจะดำเนินไปเรียบๆ แต่ผู้เขียนก็กระตุ้นความสนใจ ทำให้ผู้อ่านเกิดความอยากรู้เป็นระยะๆ คอยลุ้นว่าความวิตกกังวลของอมราจะเป็นจริงหรือไม่ ผู้หญิงที่หยิ่งและใจเด็ดอย่างวไลจะทำอย่างไรเมื่อจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอื่น และอีกเหตุการณ์ก็คือ ตอนที่หมอดูทำนายว่า วไลจะเลิกกับหลวงปราโมทย์ และอำนวยจะได้แต่งงานกับอมรา แต่กว่าจะสมหวังก็ต้องพยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นนั้นจะจริงหรือไม่
           เรื่องหมอดูนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังเชื่อเรื่องโชคลาง และบุญวาสนาอยู่มาก แต่แม้เหตุการณ์จะเป็นไปตามที่หมอดูทำนาย ผู้เขียนก็แสดงให้เห็นว่า คำทำนายไม่มีผลต่อการกระทำของตัวละครแต่อย่างใด การตัดสินใจทุกอย่างเป็นของตัวละครเอง หลวงปราโมทย์ทิ้งวไลทั้งที่ไม่ได้อยู่ฟังคำทำนายของหมอดู อำนวยก็รักอมราด้วยใจจริง แม้จะเชื่อหมอดูว่าเขาจะได้แต่งงานกับอมรา แต่ตอนหลังอำนวยก็ท้อจนแทบจะหมดความพยายาม ที่พยายามต่อไปก็เพราะความรักที่มีต่ออมรา และกำลังใจจากหลวงนฤบาล ไม่ใช่เพราะคำทำนาย
           กลวิธีการเขียนอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้สด ไม่ว่าจะเขียนเรื่องใดก็คือ มีการสอดแทรกธรรมะ และคำสอนทางศาสนาเข้าไปอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว และเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง เมื่อสอดแทรกคำสอน ผู้เขียนจะใช้กลวิธีการเขียนแบบผู้รู้แจ้ง เช่น
           สุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า "คำแนะนำหรือคำตักเตือนจะเป็นผลหรือไม่ อยู่ที่ผู้กล่าว" มีอธิบายว่าคำแนะนำหรือคำตักเตือนก็ดี สำคัญอยู่ที่ผู้กล่าวต้องเข้าใจหาคำพูดให้ไพเราะ เหมาะกับคนและเหมาะกับเวลา จึงจะเป็นผลแก่ผู้ฟัง อีกบทหนึ่งว่า "ถ้าจะล่อแมลงวันใช้น้ำผึ้งดีกว่าน้ำหวาน" ทั้ง ๒ บทนี้อมราไม่เคยรู้แม้แต่บทใดบทหนึ่ง หรือถ้าหากเคยรู้ก็คงจะลืมเสียมิได้เก็บมาใส่ใจ ดังนั้นความตั้งใจของหล่อนในข้อที่จะปัดความคิดของพี่สาวให้พ้นจากทางเดิมจึงไม่เป็นผล
          ผู้อ่านจะไม่รู้สึกรำคาญ หรือสะดุด เมื่อได้อ่านข้อคิดเหล่านั้นเลย เป็นวิธีการให้ข้อคิดแบบตรงๆ แต่ก็แนบเนียนจนผู้อ่านสามารถซึมซับไปพร้อมๆ กับจำเนื้อเรื่องโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการสั่งสอน
          ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยความสุขสมหวังของอำนวยกับอมรา และการตัดสินใจว่าจะไม่ทำความผิดครั้งที่สองด้วยการแต่งงานกับหลวงนฤบาลอีกของวไล แม้อาจจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกผิดหวังและไม่สมใจบ้าง แต่ก็เป็นการจบที่สมเหตุสมผล และตรงตามอุปนิสัยของตัวละครที่ผู้เขียนได้ปูพื้นมาตั้งแต่ต้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ปัฐมานันท์
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/546274
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 22 May 2015, 04:45:55 pm
นักเขียนไทยระดับคลาสสิกอย่างนี้ ถามว่าทำไมผมไม่อ่าน? (รวมถึงงานวรรณกรรมอีกหลายชิ้นในระดับเดียวกัน)
และผมเชื่อว่าคนเจอเนอเรชั่นรุ่นก่อนผมเล็กน้อยจนถึงรุ่นหนุ่มสาว +/- (พ.ศ.2505-รุ่นที่กำลังเรียนมหาลัยอยู่ตอนนี้)
แทบทั้งหมด ก็คงไม่ได้อ่านเข่นกัน

ผมว่าเป็นเพราะคนกลุ่มนี้ เกิดมาพร้อมๆกับกระแสสูงของการผลิตและบริโภคแบบ mass
การเติบโตของธุรกิจรายการโทรทัศน์ สายหนัง ค่ายเพลง  มันดึงความสนใจออกไป
ที่สำคัญอุตสาหกรรมความบันเทิงแบบ mass เหล่านี้ มันผลิตสิ่งที่ร่วมสมัยในขณะนั้นๆจริงๆ
มันสดใหม่มันถูกผลิตในเวลาร่วมสมัย จึงถูกใจคนเหล่านี้มากกว่า
อีกทั้งมันมีพลังในเชิง "ปริมาณ" คือมันแพร่หลายออกไปสู่มวลชนในวงกว้างและรวดเร็วกว่าที่ผ่านๆมา
(แต่ในเชิง "คุณภาพ" ของเนื้องานในยุค mass ต้องแยกเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

ด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้งานศิลปวัฒนธรรมที่สร้างก่อนกระแส mass
มันกลายเป็นของพ้นสมัยสำหรับคนกลุ่มนี้ไป?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 22 May 2015, 05:08:28 pm
คนรุ่นที่เกิดในราว 2500 น้อยคนที่จะสนใจดอกไม้สด คนพวกนี้ โตมากับวิทยากร เชียงกูร สุชาติ สวัสดิศรี ลาวคำหอม หรือที่น้ำเน่าหน่อยก็ สุวรรณี สุคนธา.....ซึ่งเป็นวรรณศิลป์เกรด 2 ทั้งนั้น

งานขึ้นหิ้งรุ่น 2475 +/- มักจะถูกมองว่าไร้ค่า อย่างที่เฮียเฮกยกคำพูดของใครไม่รู้ ที่อวดรู้ว่า วรรณกรรมของเราเกิดจากงานเกรด B ของยุโรป มันก็เลยห่วย...(มาถึงตัวคนออกความเห็นงัย) ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ห่วยเพราะเหตุนั้น แต่เพราะคนเขียนมันล้วนแต่กระจอก

น่าเสียดายที่สยามผลิตนักเขียนระดับดอกไม้สดมาเพียงไม่กี่คน แนวเรื่องจึงไม่หลากหลายและท้าทายสำนึกเหมือนประเทศที่เขามองนักเขียนและศิลปิน เป็นทรัพยากรสูงค่า


พิธีศพของอูโก้
(http://www.corbisimages.com/images/Corbis-HU055110.jpg?size=67&uid=a6788984-fdcc-4ad4-bbc4-9d1d47ad5b72)


ตอลสตอย
(http://images-00.delcampe-static.net/img_large/auction/000/093/329/108_001.jpg?v=1)

แวรดี้
(http://imgc.allpostersimages.com/images/P-473-488-90/17/1746/TXV3D00Z/posters/the-funeral-of-giuseppe-verdi-italian-composer-at-milano.jpg)

(http://www.theopera101.com/static/img/composers/funeral_verdi.jpg)


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 22 May 2015, 11:07:32 pm
ผมก็เคยพยายามอ่านพวกวรรณศิลป์ชั้น 2 อยู่บ้าง เคยพยายามแล้วก็ไม่ค่อย get
ผมอาจจะเป็นชนชั้นกลางที่สุขสบายเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องคำพิพากษาก็เป็นได้ อิๆ

แต่จากความพยายามหาเครื่องมือมาทำความเข้าใจเรื่องรัฐศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน
ทำให้ผมได้มาเจองานวรรณกรรม,วิชาการแนวปรัชญา อย่างเช่นสำนักคิดโครงสร้างนิยม
หรือแนวคิดเกี่ยวกับการถอดรื้อวาทกรรม(Deconstrucktion)

มาถึงตอนนี้ ผมว่าหลักคิดทางปรัชญาพวกนี้ มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจในงานประดิษฐ์สร้างทางความคิดของมนุษย์ทุกประเภท นอกจากจะช่วยทำความเข้าใจในรัฐศาสตร์แล้ว มันยังช่วยให้ผมอ่านงานวรรณศิลป์ทั้งหลายได้อย่างเข้าใจ และคงไม่สายเกินไปที่จะอ่าน เพราะวรรณศิลป์พวกนั้นมันยังคงอยู่ที่นั่น!
งานแต่ละชิ้นไม่ว่าชั้นไหน มันมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปแล้ว มันไม่หนีไปไหนหรอก

ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าพวกวรรณศิลป์ชั้น 2 ที่ถูกวิจารณ์ใน siamintelegence นั่นน่ะ ใช่เลย!
คือผมว่างานบางอันเนี่ย จะว่ามันคือการสะท้อนสังคมมั้ย? มันก็ใช่อยู่
แต่มันออกไปในแนว "ปฏิกิริยา" อ่ะครับ คือมีความโกรธขึ้งเป็นแกนคิด จึงเป็นเหตุให้มันไม่ถูกยอมรับจากนอกประเทศ
(ถ้าจะเปรียบวรรณศิลป์ชั้น 2กับงานภาพเขียน ก็คงจะคล้ายๆกับงานของวสันต์สิทธิเขตกระมัง)

จริงๆต้องให้ความเป็นธรรมด้วย
ผมว่าวรรณศิลป์ชั้น 2 คงถูกผลิตออกมาบนฐานคิดของความอึดอัดคับข้องอยากระบาย
เป็นสภาวะก่อนการเติบโตทางจิตวิญญาณ
คือโลกที่ 1 อย่างพวกฝรั่งยี่ปุ่นเขาก็เคยมีงานพวกนี้ แต่เขาเปลี่ยนผ่านและเติบโตได้สำเร็จไงล่ะ

ผมว่าสังคมไทยยังอยู่ในสภาวะ"ดักแด้" นะ
คือกระบวนการเติบโต ยังไปไม่ถึงที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
"กระบวนการเติบโต" ที่ว่า ผมคิดว่ามันคือการเข้าสู่สภาวะ "สมัยใหม่'' อ่ะครับ

จนถึงเด๋วนี้ สังคมไทยก็ยังไม่ใช่สภาวะสมัยใหม่
แต่บางสังคม เขาถามถึงสภาวะ " หลังสมัยใหม่" กันแล้ว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 23 May 2015, 10:46:02 pm
#ยุคก่อนสมัยใหม่ คงจะมีโลกทัศน์จักรวาลวิทยาประมาณนี้...
-โครงสร้างสังคมแบบแนวดิ่ง ลำดับชั้น การรวมศูนย์
-เชื่อว่ามนุษย์ต่ำต้อย,ไม่เคยสมบูรณ์แบบ และมักผิดพลาดเสมอ
-เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์น้ันชั่วร้าย สิ่งดีงามจะถูกประทานมาจากเบื้องบนเท่านั้น
แม้แต่การคัดสรร "หัวหน้าเผ่า" มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งดีงามเองไม่ได้
-ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น คอยจับตาพฤติกรรมมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
-มนุษย์ต้องสยบยอมต่อพระเจ้า,ผีฟ้า,ผีปู่ผีย่า
-จิตสำนึกสังคมถูกกำหนดด้วยจารีต บทบัญญัติของ "หัวหน้าเผ่า" (การเขียนบทบัญญัติก็อ้างสวรรค์อีกละ)
- การแสดงออกถึงอัตลักษณ์แห่งตัวตนเป็นความบาปหยายช้า มนุษย์ยังไม่มีสำนึกเรื่อง "ความเป็นปัจเจก" ในวงกว้าง
(หากจะมีใครที่สำนึกในเรื่องปัจเจก ก็คงจะมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด)
-รัฐเผ่าพันธุ์นิยม รัฐชาตินิยม รัฐศาสนา

#ยุคสมัยใหม่ ...
-โครงสร้างรัฐ,สังคม เป็นแบบแนวราบ การกระจายอำนาจ
-เกิดปรากฏการณ์เคลื่อนย้ายองค์อำนาจสิทธิ์จากสวรรค์ ลงมาสู่มนุษย์
(วาทกรรม พระเจ้าตายแล้ว!)
-เริ่มมีสำนึกในแนวคิดปัจเจกชนนิยม (I think therefore I am), มนุษยนิยม(สัญญาประชาคม)
-หลักคิดต่างๆอยู่บนฐานของสำนึกในเรื่อง"กรอบเวลาที่ชัดเจน"(การปฏิวัติอุตสาหกรรม,การคิดค้นระบบสายพานการผลิต)
-รัฐโลกวิสัย เสรีนิยม
-ประสิทธิภาพของรัฐ,สังคมไม่ขึ้นอยู่กับขนาดที่ใหญ่โต

#ยุคหลังสมัยใหม่
-ขณะนี้ยังไม่มีรัฐ,สังคมไหนก้าวไปถึงยุคนี้ได้เลย
-จิตสำนึกของมนุษยชาติก้าวพ้นไปในเรื่องความเป็นปัจเจก เกิดจิตสำนึกสากล การเหยียดเชื้อชาติจะหมดไป
-มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในเรื่องของ "กรอบเวลา" กับ "กระบวนการผลิต" จะไม่มีขยะหลงเหลือจากการบริโภค
-มีการสถาปนาองค์ความรู้อันใหม่,จิตสำนึกชนิดใหม่ มาแทนที่ศาสนาในยุคที่ผ่านมา
-จิตใหญ่ของมนุษยชาติมีลักษณะคล้ายกับ "อุตมรัฐ"(Uthopia)ของเพลโต
หรือ"โลกพระศรีอาริย์"ในคติทางพุทธ
หรือลักษณะทางสังคมที่จอห์นเลนน่อนใฝ่ฝัน





ถ้าคิดอย่างนี้ก็หมายความว่า สังคมไทยยังเป็นยุค "ก่อนสมัยใหม่" อยู่สินะ
ไอ้ที่ว่า "เมืองไทยทันสมัย แต่ไม่พัฒนา" ก็อันนี้แหละๆๆๆ หึๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 02:21:12 am
ความเห็นของน้องเฮ็กซ่าในรีพลายข้างบนทำให้นึกได้ว่า
ทั้งสำนวน วิธีคิด ระบบเหตุผล คุ้นเคยว่า มาจากหนังสือประมาณหนึ่งที่ผมเคยเปิดอ่านผ่านๆ

เป็นผลงานนำเข้าของเหล่าปัญญาชนป่าแตก ที่สนับสนุนโดยศึกษิตสยาม กับกลุ่มหนังสือสายธุรกิจในช่วงหลังเปรมาธิปไตย เบ่งบานสะพรั่งตลอดยุคนิกส์(นรกอิสตัมมิ่น..)ของปลาไหลใส่สเก็ตช์ จนกระทั่งนายกดาวเทียมเอามาเล็กเชอร์ก่อนประชุมครม.แม้วแรก กว่าสองร้อยเล่ม

วรรณกรรมฮาวทูพวกนี้ อ่านติด ใช้ง่าย ใช้แล้วเท่ ใช้ได้โดยไม่ต้องสนใจโอกาส เรียกว่าแจมได้สนิทชนิดไม่ต้องพกบัตร

แต่มันใช้ได้จริงหรือเปล่า

?
?
?



ในยุคที่มีสปาเกตตี้ผัดขี้เมา หรือปิซซ่าหน้ากระเพราทอด
มันก็คงเข้ากับยุคสมัยดีกระมัง



อิอิ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 03:08:44 am
หาหนังสืออ่านกันต่อ

สุริยวรรมัน ของทมยันตี

(http://www.batorastore.com/image/cache/data/bookpics/9789744462404-500x500.jpg)

เขาลือกันว่าอ่านยาก ผมก็เลยไม่อ่าน แค่อ่านคำโปรยก็ผะอืดผะอมเหลือแสนในวรรณกรรมเลอเลิศเรื่องนี้ อ่านแล้วก็ท่วมท้นไปด้วยความสงสัย

1 ทำไมใช้ ร เรือ สองตัว
ปกติ เราใช้กันว่า สูรยวรมัน ร เรือ ตัวเดียว
ถ้าสองตัว มันจะกลายเป็น สุ ริ ยะ วัน ระ มัน ..... นับว่าพิลึก

2 ทำไมเรียกนครวัด
ชื่อนี้ เป็นคำที่ชาวบ้านเรียก แล้วไม่ได้เรียกนครวัด แต่เรียก อังกอร์วัด
ถ้าตั้งใจแต่งชนิดวิจัยยี่สิบปี ไม่มีปัญญาหาชื่อสันสกฤติเท่ๆ ออกมาเชียวหรือ
อย่างน้อยก็ควรจะมีคำเหล่านี้ วิษณุ / ปรม / โลก....ให้สมกับที่เล่นกับจารึกสมัยนั้น

3 แต่อันนี้งงจริง ไม่ได้แกล้งงง
อังกอร์-นครวัด
คุณหญิงแกใช้คำแบบนี้ เพื่อเรียกสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกสมัยใหม่
เรียกแบบนี้ เด็กจบประวัติศาสตร์ศิลป์ไม่เข้าใจ เพราะมันเหมือนเรียกวัดพระแก้วว่า กรุงเทพ-วัดพระแก้ว คือเป็นสองชื่อ สองสิ่ง แต่ทมยันตีเรียกสองที่เหมือนเป็นที่เดียวแต่มีสองนาม

4 อันสุดท้ายนี้ บร้าไปเรย
ท่านบอกว่า อังกอร์วัด สร้างเป็นไจตฺแก่สตรี เรียกว่าจำลองตำนานทัชมะหัลมาลงที่เสียมเรียบเลยเชียวช่างกล้า

เพราะเท่ากับบิดเบือนลัทธิพิธีที่ท่านอุตส่าห์ศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพื่อมาสร้างเอกนิยายแก่แผ่นดิน ทั้งๆ ที่คนเพิ่งเรียนก็ยังรู้ว่า ศาสนสถานนี้ เป็นเสมือนมอยโซเล็มของสูรยวรมัน เป็นประเพณีสถาปัตยกรรมที่ทำมาต่อเนื่องหลายร้อยปี

ถ้าเป็นผมนะ...จะแต่งใหม่ว่าอังกอร์วัดเป็นเวทีร้องเล่นเต้นระบำ นิ
ใหนๆ ก็มีนางอัปษราร่ายรำอยู่หลายร้อยนางทั่วทั้งเทวสถาน....ฮา

(http://www.thaigoodview.com/files/u102030/1377659157_.jpg)


ปล
ไจตฺ มาจาก chaitya ซึ่งจะแปลงเป็นเจติยะ หรือเจดีย์ในปัจจุบัน เจ๊ทมแกเอามาใช้เพื่ออวดภูมิ

สรุปแล้ว นักเขียนระดับเทพของเรา
สอบตกวิชาอารยธรรมเอเชีย แต่กล้าเขียนเรื่องโบราณครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 05:02:37 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_2.jpg)

เจดีย์ = เจติยะ = เครื่องระลึกแห่งใจ

คือกุศโลบายในการออกแบบถาวรวัตถุของชาวพุทธ ที่จำลองพระธรรมวินัยให้เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้
แต่ละปล้องแต่ละชั้นที่สูงขึ้นไปเป็นบุคลาธิษฐาน เปรียบได้กับองค์คุณแห่งสิกขาบทที่ยากขึ้นไปเป็นลำดับๆ
จนถึงปลายยอดสุดนั้น....คือสุญญตา นั่นเเล


ส่วนนางนักเขียนที่ว่านั่นน่ะ ในทางธรรมเรียกว่า "ตาลยอดด้วน" เป็นโมฆะบุคคล
นางผิดศีลปาณาติปาตในระดับรัฐ ซึ่งสำหรับผมถือเป็นอนันตริยกรรมหนักหนาสาหัส
ผมผ่านเลยนางไป เหมือนผ่านอากาศธาตุอ่ะครับ ขนาดชื่อของนางผมยังไม่อยากจะเรียกเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 05:41:26 am
เจดีย์ = เจติยะ = เครื่องระลึกแห่งใจ

แปลแบบนี้ น่าจะมั่วนะ

ไจตฺ มาจาก citā ส.
แปลว่า a layer, pile of wood, funeral pile
http://sanskritdictionary.com/cit%C4%81/80888/1

ฉบับของหลวงบวรบรรณรักษ์ (นิยม รักไทย) แปลว่า
มุ่นมวยผมของนักบวชด้วย

(https://ws2.se-ed.com/Storage/Originals/978611/508/9786115080373L.gif)





Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 06:13:53 am
เคยได้ยินว่าในสมัยโบราณ เวลาพุทธบริษัทที่เคร่งในข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อจาริกผ่านองค์เจดีย์
ก็จะน้อมนึกถึงว่า ในตอนนี้ภูมิธรรมของตนอยู่ระดับไหน ติดอุปสรรคอะไรบ้าง

อีกอย่างว่ากันว่าการสร้างเจดีย์ = สืบต่อพระธรรมวินัย นับว่าได้บุญมากนักแล
ในอดีตจึงนิยมสร้างกันมาก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจวาสนา

ถ้าดูตามอรรถประโยชน์ ผมก็ไม่เห็นว่าจะมั่วตรงไหน?
ผมถามจริงๆเถอะ คนที่บัญญัติศัพท์เนี่ยเข้าถึงความหมายของคำแค่ไหนครับ?
จึงจะมาผูกขาดความหมายของคำ? ไอ้แท่งหรรษาโรยิงฮาอะไรเนี่ย
คือไม่ใช่แค่นักเขียนโง่กว่าคนอ่านนะฮะ ผมว่าคนบัญญัติศัพท์นี่ก็โฮ่พอๆกันแหละ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 06:48:10 am
เข้าใจผิดกันใหญ่แล้วละครับ

ที่ยกมา ไม่ใช่การบัญญัติศัพท์ แต่เป็นการสืบค้นหารากศัพท์
แต่ถ้าพอใจอยากจะมั่วศัพท์ อันนี้น้องก็จนใจ

เหมือนสมณะโพธิรักษ์ แกบอกว่า ศีล มาจากศิลา ในความหมายว่าหนักแน่น มั่นคง
มหาเสถียรพงษ์แกก็หัวร่อเอาสิ

ส่วนประติมาณวิทยาของสถูปในทางสถาปัตยกรรมนั้น อันนี้แหละที่ต้องถามว่า
คนคิดคำอธิบายออกมานั่นน่ะ เข้าใจอะไรลึกซึ้งพอหรือยัง

อย่างสองประโยคนี้
เคยได้ยินว่าในสมัยโบราณ เวลาพุทธบริษัทที่เคร่งในข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อจาริกผ่านองค์เจดีย์
ก็จะน้อมนึกถึงว่า ในตอนนี้ภูมิธรรมของตนอยู่ระดับไหน ติดอุปสรรคอะไรบ้าง

อีกอย่างว่ากันว่าการสร้างเจดีย์ = สืบต่อพระธรรมวินัย นับว่าได้บุญมากนักแล
ในอดีตจึงนิยมสร้างกันมาก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจวาสนา

มีคำว่า ได้ยินว่า ว่ากันว่า...ตกลงจะคุยเรื่องศาสนาโดยไม่อ้างบาลีกันเลยใช่ป่าว ผมจะได้ถอย

ส่วนเรื่อง "สืบต่อพระธรรมวินัย" นั้น ไม่เคยพบว่าทำได้ด้วยการสร้างถาวรวัตถุ เพราะมีแต่คณะสงฆ์เท่านั้น ที่ต้องสืบต่อ คนอื่นไม่มีหน้าที่ อยากจะต่ออายุพระศาสนา ต้องสืบต่อพระไตรปิฎก อย่างใหญ่ก็คือการชำระพระไตรปิฎก ซึ่งต้องใช้อำนาจฝ่ายปกครอง

สืบต่ออย่างย่อ ก็แค่สวดมนต์ หรือสร้างวัตถุแทนพระธรรมคำสอน วัตถุดังกล่าวก็เช่นเสาหินพระเจ้าอโศก ย่อสุดก็พระพิมพ์ที่จารึกคาถาเย ธรรมา...เป็นต้น

ส่วนสถูปเจดีย์นั้น คือหลุมศพ คงไม่สามารถสืบต่อพระธรรมวินัยได้กระมัง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 07:13:58 am
Quote from: pee on 24  May  2015, 06:48:10 am
เข้าใจผิดกันใหญ่แล้วละครับ

ที่ยกมา ไม่ใช่การบัญญัติศัพท์ แต่เป็นการสืบค้นหารากศัพท์
แต่ถ้าพอใจอยากจะมั่วศัพท์ อันนี้น้องก็จนใจ

เหมือนสมณะโพธิรักษ์ แกบอกว่า ศีล มาจากศิลา ในความหมายว่าหนักแน่น มั่นคง
มหาเสถียรพงษ์แกก็หัวร่อเอาสิ

ส่วนประติมาณวิทยาของสถูปในทางสถาปัตยกรรมนั้น อันนี้แหละที่ต้องถามว่า
คนคิดคำอธิบายออกมานั่นน่ะ เข้าใจอะไรลึกซึ้งพอหรือยัง

อย่างสองประโยคนี้
เคยได้ยินว่าในสมัยโบราณ เวลาพุทธบริษัทที่เคร่งในข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อจาริกผ่านองค์เจดีย์
ก็จะน้อมนึกถึงว่า ในตอนนี้ภูมิธรรมของตนอยู่ระดับไหน ติดอุปสรรคอะไรบ้าง

อีกอย่างว่ากันว่าการสร้างเจดีย์ = สืบต่อพระธรรมวินัย นับว่าได้บุญมากนักแล
ในอดีตจึงนิยมสร้างกันมาก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจวาสนา

มีคำว่า ได้ยินว่า ว่ากันว่า...ตกลงจะคุยเรื่องศาสนาโดยไม่อ้างบาลีกันเลยใช่ป่าว ผมจะได้ถอย

ส่วนเรื่อง "สืบต่อพระธรรมวินัย" นั้น ไม่เคยพบว่าทำได้ด้วยการสร้างถาวรวัตถุ เพราะมีแต่คณะสงฆ์เท่านั้น ที่ต้องสืบต่อ คนอื่นไม่มีหน้าที่ อยากจะต่ออายุพระศาสนา ต้องสืบต่อพระไตรปิฎก อย่างใหญ่ก็คือการชำระพระไตรปิฎก ซึ่งต้องใช้อำนาจฝ่ายปกครอง

สืบต่ออย่างย่อ ก็แค่สวดมนต์ หรือสร้างวัตถุแทนพระธรรมคำสอน วัตถุดังกล่าวก็เช่นเสาหินพระเจ้าอโศก ย่อสุดก็พระพิมพ์ที่จารึกคาถาเย ธรรมา...เป็นต้น

ส่วนสถูปเจดีย์นั้น คือหลุมศพ คงไม่สามารถสืบต่อพระธรรมวินัยได้กระมัง




เจดีย์คือหลุมศพหรอกหรือครับ? มุ่นมวยผมของนักบวช? หลุมศพ?
ตกลงว่าสถูปหรือเจดีย์ครับ? เลือกเอาสักอันที่พี่สบายใจล่ะกัน

เจดีย์นี่แหละครับคือคติการสร้างวัตถุแทนคำสอนอีกอย่างหนึ่ง
ปลายยอดสุดคือ สุญญตา

อิๆ ศีล มาจากศิลานี่ไม่ต้องระดับมหาเปรียญหรอกครับ ผมยังขำเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 07:41:54 am
Quote from: Hexaphonic on 24  May  2015, 07:13:58 am
เจดีย์คือหลุมศพหรอกหรือครับ? มุ่นมวยผมของนักบวช? หลุมศพ?
ตกลงว่าสถูปหรือเจดีย์ครับ? เลือกเอาสักอันที่พี่สบายใจล่ะกัน


ให้นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยอธิบายดีกว่า
http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/2012/04/27042555/




ส่วนถ้าเอาผมสบายใจก็ นี่เลย

http://www.youtube.com/watch?v=4zLfCnGVeL4&hd=1

ขนาดไม่รู้ว่า เจดีย์คือหลุมศพ ก็ขอลา....


บ๋าย บาย

:bye:

:wavey:

:clown:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 08:33:15 am
แหมๆ..จะลาแล้วหรอครับ
เห็นไหมเล่า ในที่สุดวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยก็ทำให้ตาสว่างจนได้....ฮา

ฮาวทูจำอวดอย่างผมนี่ ยังมีอีกเยอะนะครับ ไม่งั้นปท.คงไม่ฉิบหายอย่างนี้หรอก
การศึกษาบ้านเรามันเป็นระบบ "โรบอทอาขยาน" อ่ะครับ

เพื่อพยายามหาทางออกให้ระบบการศึกษาแบบกากๆ
เพื่อที่เราจะได้มีเกรียนบอร์ดที่ดีเบตกระทู้อย่างมีตรรกะ ไม่เอาแต่ดราม่าน้ำเน่า
ลองมาดูการบรรยายของนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยอีกหน่อย..



'จารย์ ส1....
ข้อสอบวิชาปรัชญาระดับมัธยมปลาย สอบทั่วประเทศฝรั่งเศส
คำถามสั้นมาก แต่ตอบยาว ตัวอย่าง...

"คนเราเกิดมาเพื่อมีความสุขเท่านั้นหรือไม่?"
"ศิลปินเป็นนายของงานศิลปะของตัวเองหรือเปล่า?"
"เหตุใดเราจึงต้องค้นหาตัวเอง?"
"จะเพียงพอหรือเปล่า หากเรามีเสรีภาพที่จะเลือก?"

ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบจบชั้น ม. ปลาย ถ้าสอบตกก็คือไม่ได้ใบจบ (จบเห่...)


เด็กมัธยมฝรั่งเศสต้องเรียนปรัชญา ข้อสอบประกอบด้วยงานเขียนภายในเวลาสี่ชั่วโมง
ตอบปัญหาเช่น "เราควรเลือกความจริงมากกว่าสันติภาพหรือไม่?"
หรือเขียนบทอรรถาธิบายงานเขียนของนักปรัชญาบารุค สปิโนซา เรื่อง Tractatus Theologico-Politicus
หรือตอบคำถามว่า "อำนาจดำรงอยู่โดยปราศจากความรุนแรงได้หรือไม่?"

...

คงอีกนานกว่าเด็กมัธยมไทยจะมานั่งเขียนอะไรแบบนี้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 08:42:36 am
การสนทนาระหว่าง'จารย์ ส2 และบรรดาแฟนเพจ...

นาย ก. : "หลักสูตรสังคมศึกษาในระบบการศึกษาไทยมันไม่เคยประสบผลสำเร็จเลยฮะ
ถ้าวัดจากสิ่งที่ควรจะเป็นเป้าหมายของวิชานี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม
อาจจะเพราะเรามุ่งวัดที่เนื้อหาวิชาการเกินเพราะมันวัดง่าย
พูดอีกทีก็เราไม่มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้แบบถกเถียงพิจารณาและสร้างความตระหนักรู้
เพราะมันดูยากและไม่เข้ากับคติธรรมทางสังคมของเราที่เน้นเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน. หรือป่าวฮะ"

นาย ข. : "กระบวนการเรียนจริยศาสตร์ คือการสร้างวัฒนธรรมการถกเถียง เริ่มตั้งแต่นิยามว่า "ดี" คืออะไร
ถ้าบอกว่า การกระทำ ก.ดี มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนว่ามันดี เหตุผลนั้นมันมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร เป็นต้น
คือตัวเนื้อหาจริยศาสตร์มันกระตุ้นให้คิด ให้เกิดคำถามและการถกเถียงในตัวมันเองอยู่แล้ว (แต่ต้องไม่สอนแบบสอนศาสนานะ) ระดับ ม.ปลายสามารถสร้างหลักสูตร, ตำราเรียนให้เข้าใจความคิดพื้นฐาน
ประเด็นปัญหาต่างๆ ในการถกเถียงเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดมุมมองที่หลากหลาย
เห็นเหตุผลที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องถูก ผิดได้ ถ้า ม.ไหนมีสอนระดับ ป.ตรี ก็เรียนเนื้อหาที่ยากขึ้น"

'จารย์ ส2 : "พูดอีกครั้ง ผมเสนอให้เรียน "วิชาจริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่" (Ethics) ในระดับมัธยมปลาย
ปัญหาของเราคือ รอจนเด็กเรียน ป.ตรีจึงได้เรียนจริยศาสตร์ (เป็นบางมหาลัย)
เด็กที่เรียน "วิชาพระพุทธศาสนา" มาตั้งแต่ประถมจนจบ ม.ปลาย เขาเลยเข้าใจว่าวิชาจริยศาสตร์ที่จะเรียนในมหาลัยคงน่าเบื่อแบบวิชาพุทธศาสนาที่เรียนมา เขาถูกปลูกฝังให้รู้จัก "ศีลธรรมในความหมายเดียว" เท่านั้น
จริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ถือว่า เราจะสามารถมีศีลธรรมได้ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพใช้เหตุผลตัดสินถูก/ผิดได้ด้วยตนเอง
สร้างหลักการทางศีลธรรมของตัวเองได้ มีอิสระกำหนดตัวเองให้กระทำตามหลักการทางศีลธรรมที่ตัวเองกำหนดขึ้นได้
โดยต้องเคารพความเสมอภาคของมนุษย์
เด็ก ม.ปลายจำเป็นต้องได้เรียนเรื่องพวกนี้เพื่อเข้าใจความหมายของความดีที่หลากหลาย
แต่ยึดโยงอยู่กับหลักการพื้นฐานเดียวกันคือเป็นคนต้องมีเสรีภาพและความเสมอภาค"
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: poj on 24 May 2015, 02:16:07 pm
ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดครับ  ทุกวันนี้ สังคมเสื่อมลงไปเรื่อยๆ  ก็เพราะการใช้ เสรีภาพ และ เสมอภาค 
โดยที่ ไม่สนใจ  ความรับผิดชอบต่อตัวเอง  ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และ สังคม
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่าจะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะผิดศีลธรรม จริยธรรม ความดีงามหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะไปกระทบต่อ วัฒนธรรม ประเพณี ของผู้อื่นหรือไม่

ยึดแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เป็นความถูกต้องของจักรวาล  คิดเห็นแก่ตัวเองเป็นสำคัญ  และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งใดทั้งส้ิน  ไม่กลัว ไม่ละอายต่อบาป   แยกแยะ ถูก ผิด  ดี ชั่ว  ไม่เป็น   รู้อย่างเดียว ต้องการเสรีภาพ...  โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และ ไม่มีขอบเขตจำกัด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 24 May 2015, 02:43:09 pm
Quote from: poj on 24  May  2015, 02:16:07 pm
ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดครับ  ทุกวันนี้ สังคมเสื่อมลงไปเรื่อยๆ  ก็เพราะการใช้ เสรีภาพ และ เสมอภาค 
โดยที่ ไม่สนใจ  ความรับผิดชอบต่อตัวเอง  ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และ สังคม
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่าจะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะผิดศีลธรรม จริยธรรม ความดีงามหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะไปกระทบต่อ วัฒนธรรม ประเพณี ของผู้อื่นหรือไม่

ยึดแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เป็นความถูกต้องของจักรวาล  คิดเห็นแก่ตัวเองเป็นสำคัญ  และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งใดทั้งส้ิน  ไม่กลัว ไม่ละอายต่อบาป   แยกแยะ ถูก ผิด  ดี ชั่ว  ไม่เป็น   รู้อย่างเดียว ต้องการเสรีภาพ...  โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และ ไม่มีขอบเขตจำกัด


เห็นด้วยครับ

Quote from: Hexaphonic on 24  May  2015, 08:42:36 am
จริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ถือว่า เราจะสามารถมีศีลธรรมได้ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพใช้เหตุผลตัดสินถูก/ผิดได้ด้วยตนเอง
สร้างหลักการทางศีลธรรมของตัวเองได้ มีอิสระกำหนดตัวเองให้กระทำตามหลักการทางศีลธรรมที่ตัวเองกำหนดขึ้นได้


คนเขียนนี่คงเข้าใจผิดมากๆล่ะครับ

ถ้าเป็นอย่างที่เขาว่าจริง จริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ก็ตรงกันข้ามกับศีลธรรมของพุทธศาสนา
ถ้าทำตามนี้ ประเทศไทยเราคงจะหายไปจากแผนที่โลกในไม่ช้า
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 06:53:20 pm
อาการ "ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง" เนี่ย
ผมว่าเป็นบุคคลิกของสังคมไทยอ่ะครับ ผมว่าอันนี้น่ะใช่เลย
แต่ต้องถามก่อนว่าขณะนี้สังคมไทยอยู่ในยุคโครงสร้างความคิดแบบไหน?
สังคมไทยเป็นยุค "สมัยใหม่" หรือ "ก่อนสมัยใหม่" กันแน่?

ผมว่าสังคมไทยยังไม่เข้าสู่ยุค"สมัยใหม่"นะครับ
แต่แนวคิดในเรื่องเสรีนิยม มนุษยนิยม มันเกิดในยุคสมัยใหม่
ดังนั้นจะเอากระบวนทัศน์(ฮาวทู)ของยุค"ก่อนสมัยใหม่"มาวิพากษ์ตำหนิกระบวนทัศน์ของยุค"สมัยใหม่"
มันจึงไม่เมคเซนส์ด้วยประการทั้งปวง

ก็เหมือนปลาในน้ำ ที่พยายามจะจินตนาการถึงการมีชีวิตของสัตว์บกนั่นแหละ



ที่เห็นว่าคนไทยบางคนเลี้ยวกลับรถตามใจชอบ ขับรถย้อนศร
หรืออย่างที่เสื้อแดงออกไปม็อบ มันไม่ใช่"เสรีภาพ"เลยครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 07:05:27 pm

Quote from: sw on 24  May  2015, 02:43:09 pm
Quote from: poj on 24  May  2015, 02:16:07 pm
ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดครับ  ทุกวันนี้ สังคมเสื่อมลงไปเรื่อยๆ  ก็เพราะการใช้ เสรีภาพ และ เสมอภาค 
โดยที่ ไม่สนใจ  ความรับผิดชอบต่อตัวเอง  ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และ สังคม
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่าจะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะผิดศีลธรรม จริยธรรม ความดีงามหรือไม่
โดยที่ ไม่สนใจ  ว่า จะไปกระทบต่อ วัฒนธรรม ประเพณี ของผู้อื่นหรือไม่

ยึดแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เป็นความถูกต้องของจักรวาล  คิดเห็นแก่ตัวเองเป็นสำคัญ  และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งใดทั้งส้ิน  ไม่กลัว ไม่ละอายต่อบาป   แยกแยะ ถูก ผิด  ดี ชั่ว  ไม่เป็น   รู้อย่างเดียว ต้องการเสรีภาพ...  โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และ ไม่มีขอบเขตจำกัด


เห็นด้วยครับ

Quote from: Hexaphonic on 24  May  2015, 08:42:36 am
จริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ถือว่า เราจะสามารถมีศีลธรรมได้ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพใช้เหตุผลตัดสินถูก/ผิดได้ด้วยตนเอง
สร้างหลักการทางศีลธรรมของตัวเองได้ มีอิสระกำหนดตัวเองให้กระทำตามหลักการทางศีลธรรมที่ตัวเองกำหนดขึ้นได้


คนเขียนนี่คงเข้าใจผิดมากๆล่ะครับ

ถ้าเป็นอย่างที่เขาว่าจริง จริยศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ก็ตรงกันข้ามกับศีลธรรมของพุทธศาสนา
ถ้าทำตามนี้ ประเทศไทยเราคงจะหายไปจากแผนที่โลกในไม่ช้า



ถามเฮียหวังอย่างนี้นะครับ...
ในเมื่อภาษาไทยรุ่มรวยไปด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
แต่ทำไมภาษาไทย,สังคมไทย จึงไม่สามารถผลิตงานวรรณศิลป์ชั้นเลิศได้ล่ะ?

ทำไมสังคมไทยไม่สามารถผลิตนวัตกรรมอันก้าวหน้าออกมา?
ทำไมหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยจึงเป็นได้แค่"ทาส"ในระบบอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต

เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ความรู้จากภาษาอังกฤษ ที่มีพยัญชนะรวมกับสระแค่ 24 ตัว ทำไม?



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 07:18:02 pm
Quote from: Hexaphonic on 24  May  2015, 07:05:27 pm

ถามเฮียหวังอย่างนี้นะครับ...
ในเมื่อภาษาไทยรุ่มรวยไปด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
แต่ทำไมภาษาไทย,สังคมไทย จึงไม่สามารถผลิตงานวรรณศิลป์ชั้นเลิศได้ล่ะ?


ทำไมสังคมไทยไม่สามารถผลิตนวัตกรรมอันก้าวหน้าออกมา?
ทำไมหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยจึงเป็นได้แค่"ทาส"ในระบบอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต

เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ความรู้จากภาษาอังกฤษ ที่มีพยัญชนะรวมกับสระแค่ 24 ตัว ทำไม?


ตรรกะโลกใหนเนี่ย ใช้จำนวนวรรณยุกต์มากำหนดความเจริญ
แล้วในเมื่อไม่เคยอ่านดอกไม้สด
เอาความรอบรู้ตรงใหนมาถามหาวรรณศิลป์ชั้นเลิศ

เคยอ่าน
ชิต บุรทัต
นายผี
กรมพระปรมาฯ
กรมพระยาเดชาดิสรณ์


หรือยัง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 07:45:18 pm
หลักฐานที่แสดงว่าพยัญชนะไทย
สร้างวรรณศิลป์อันเป็นเลิศได้

http://www.youtube.com/watch?v=mJCpjsOq4_s&hd=1





เวอร์ชั่นนี้ มีเนื้อเพลง แต่ร้องห่วยแตก

http://www.youtube.com/watch?v=YlsV_g31JNI&hd=1
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 24 May 2015, 07:57:35 pm
เพิ่งจะบอกลาหยกๆ...กลับมาแล้วหรือครับ!  :supergrin:


Quote from: pee on 24  May  2015, 07:18:02 pm

ตรรกะโลกใหนเนี่ย ใช้จำนวนวรรณยุกต์มากำหนดความเจริญ
แล้วในเมื่อไม่เคยอ่านดอกไม้สด
เอาความรอบรู้ตรงใหนมาถามหาวรรณศิลป์ชั้นเลิศ





ผมก็เอาความรู้ระดับ "จำอวดฮาวทู" นี่ล่ะครับ มาตั้งคำถาม



Quote from: pee on 21  May  2015, 04:09:43 am
จากโควทที่ยกมา ผมอยากจะเสริมว่า

ความฝันที่จะไปเกาะขอบเวทีรางวัลโนเบลกะเขาในชาตินี้ เห็นทีจะเป็นฝันเปียก
เปียกมากๆ ด้วย

ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย เคยมาบรรยายที่ศิลปากร จบแล้วนักศึกษาถามว่า งานของอังคาร เป็นอย่างไร
ขวัญดีทำหน้าแบบว่า....เอิ่มมม เป็นคำถามทำลายบรรยากาศอะไรประมาณนั้น ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ ทำนองว่า ก็ ดี นะ....แบบไม่จริงใจ

แต่เธอปิดท้ายได้จริงใจ เมื่อเน้นเสียงว่า

"แต่อังคารก็ยังไม่ได้ซีไร้ท์นะ"

ผมฟังแล้ว อยากทำเหมือนจ่างตั้ง ที่ถีบรองเท้าแตะของตัวเองออกไปกลางเวทีสัมนาที่เพาะช่าง พร้อมเปล่งเสียงว่า "นี่งัย ศิลปะ"


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 24 May 2015, 08:47:12 pm
แสดงว่าอ่านหนังสือไม่แตก

:whistling:


อ้อ
บอกลาเรื่องศิลปะทางศาสนาน่ะ
น้องเฮ็กยังไม่เข้าสู่อนุบาลศิลปะไทยเลย
แต่ยกประเด็นปริญญาโทมาอ้างแระ.....อิอิ


คุยไปแบบนี้ เหนื่อยเปล่าๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 25 May 2015, 05:56:45 am
Quote from: Hexaphonic on 24  May  2015, 07:05:27 pm
ถามเฮียหวังอย่างนี้นะครับ...
ในเมื่อภาษาไทยรุ่มรวยไปด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
แต่ทำไมภาษาไทย,สังคมไทย จึงไม่สามารถผลิตงานวรรณศิลป์ชั้นเลิศได้ล่ะ?

ทำไมสังคมไทยไม่สามารถผลิตนวัตกรรมอันก้าวหน้าออกมา?
ทำไมหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยจึงเป็นได้แค่"ทาส"ในระบบอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต

เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ความรู้จากภาษาอังกฤษ ที่มีพยัญชนะรวมกับสระแค่ 24 ตัว ทำไม?


ก็เพราะว่านิสัยคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ละมัง ถึงได้แต่ตามหลังชาวบ้านเขา

ภาษาไทยเรา จริงๆแค่คำไทยแท้ก็สมบูรณ์เพียงพออยู่ เรายังรับเอาบาลีสันสกฤตมาประสมเข้าไป เอามาให้เยอะๆดูยุ่งๆไว้ก่อน แค่ให้ดูหรูๆ แต่เนื้อหาจริงๆไม่มีอะไร  สู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แค่ 24 ตัวนั่นเป็นแก่นล้วนๆ เพียงพอสำหรับใช้สื่อสารกันแล้ว แต่ภาษาเราเอามาใช้ทำหรู

ก็เรามัวแต่ทำหน้าตา ไม่ได้สนใจสาระอะไรที่แท้จริง คนไทยเรียนสูงเพื่อเอาเกียรติยศชื่อเสียง คนไทยลูกจีนเรียนเพื่อหาเงินได้เยอะๆ  ไม่เหมือนฝรั่ง ญี่ปุ่น เขาเรียนเอาความรู้ ถึงได้มีนวัตกรรมอันก้าวหน้าออกมา เราไม่มีนวัตกรรมเพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา


ทำไมจึงได้เป็นแค่ทาส ในระบบอุตสาหกรรม

นี่เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้นำของเราในยุคนิคส์  ระดมเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ไม่มีแผนระยะยาว เอาเงินแค่ให้ได้ใช้ ฟู่ฟ่า บวกกับนิสัยดั้งเดิมของผู้ตาม ตามดะ ถ้าได้เงินแล้วจะเอาความรู้ไปทำไม


อะไรทำให้เราเป็นแบบนี้ ผมว่านี่อาจจะเป็นเรื่องระดับยีนส์ ก็เหมือนหมาแมว พันธุ์นึงก็นิสัยอย่างนึง เหมือนร้อทไวเล่อร์ดุทุกตัว โกลเด้นกัดไม่เป็น ต่างก็ถูกกำหนดมาด้วยยีนส์แล้ว





Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 25 May 2015, 06:43:14 am
ไอน์สไตน์ หรือไอแซค นิวตัน
ไปเกิดที่โซมาเลีย

เป็นได้ก็แค่โจรสลัด
คนเรา เอาชนะสิ่งแวดล้อมไปไม่ได้เท่าไหร่ดอก

แต่ถ้าเราปรับแต่งสิ่งแวดล้อมของเราไปเรื่อยๆ มันก็จะดีพอผลิตนักปราชญ์ได้สักวัน
เสียดายที่ระบบการเมืองมันมาครอบ จนคนไทยคิดเป็นแต่การโกง

นวัตกรรมการโกงของไทย
เลยนำหน้าเป็นมหาอำนาจโลกอยู่อย่างทุกวันนี้

เรื่องโกงกินนี่ เราเชิดใส่ได้ทั้งโลก





ปล.
มีใครจำคดีขี่สปอร์ต ชนนายดาบลากไป 200 เมตรได้บ้าง
สารวัตรท้องที่ เอาผู้ต้องหามามอบตัวเองเลย







แต่




เป็นตัวปลอม





ฮา
ทุกวันนี้ คดียังไม่สั่งฟ้องเลยนะครับ
ในโลกนี้ มีชาติใหนทำอย่างนี้ได้บ้าง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 25 May 2015, 09:36:30 am
โพสต์ก่อนเอ่ยนามร้อยเอกนิยม รักไทยไปแล้ว

ลองมาพูดถึงคนไทยระดับออมนิกันบ้าง
กรณีท่านนิยมนั้น ต้องบอกว่า เป็นคนในสายพันธุ์เดียวกับท่านโมกษะมูลาจารย์ หรือ Max Muller ปรมาจารย์แห่งภาษาสันสกฤต เพราะท่านสามารถสร้างพจนานุกรมขึ้นมาได้ ด้วยลำพังตัวคนเดียว

นี่ชวนให้นึกถึง สอ เสถบุตร ที่นั่งทำพจนานุกรมไทย-อังกฤษ บนเกาะตะรุเตาในฐานะนักโทษการเมือง แล้วพอเพื่อนชวนหนี ท่านก็ปฎิเสธ เพราะห่วงต้นฉบับกลัวว่าว่ายน้ำเอาตัวรอดแล้วกระดาษจะไม่เหลือ เรียกว่านักงานยิ่งกว่าชีวิต ซึ่งเป็นนิสัยเดียวกับยิวหลายคนที่ฮิตเลอร์ไล่ออกจากประเทศ

เอิร์นส แคสสึเร่อร์ ตอนที่ลี้ภัยข้ามแอตแลนติก ก็ไม่ยอมพาต้นฉบับติดตัว ยังเก็บไว้ที่นอรเวย์(ถ้าจำไม่ผิด) เพราะกลัวเรือโดยสารถูกเรืออูจมเอากลางทาง นี่ก็ไม่ห่วงตัวห่วงแต่งานเหมือนกัน

ท่านสอ ยอมติดคุกจนถูกปล่อยตัว ท่านก็มาทำพจนานุกรมต่อ ทำเสร็จก็เจอเรื่องใหญ่อีก คือเป็นช่วงสงครามสงบใหม่ๆ กระดาษขาดแคลนมาก ต่อให้มีเงินก็พิมพ์ไม่ได้ ดิ้นรนจนถึงที่สุด ก็ได้ไปเจอนายสุกิจ นิมมานเหมินท์ ตอนนั้นน่าจะอยู่กระทรวงศึกษา พอรู้ปัญหาท่านสุกิจไม่รอช้า บอกว่าหนังสืออย่างนี้ ไม่พิมพ์ไม่ได้ ว่าแล้วก็สั่งโรงงานกระดาษบางปะอินของรัฐบาล จัดหากระดาษไทยทำให้

ผมเคยมีพจนานุกรมนี้ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปกแข็งขนาดเกือบ A4 4 เล่มชุด หนารวมกันสักครึ่งฟุต เปิดใช้ไม่ใช่เพราะอยากอ่าน แต่อยากลูบคลำกระดาษที่คุณภาพดีกว่ากระดาษฟางนิดหนอย หยาบมือ แผ่นหนา เพื่อสัมผัสกับประวัติศาสตร์นอกตัวอักษร ส่วนการใช้งานจริงๆ ก็เปิดฉบับของทวพ. เอา

ท่านเหล่านี้ เป็นคนไทยที่โลกต้องเคารพ แต่บางทีประเทศที่ผมขึ้นทะเบียนอยู่ จะไม่ได้อยู่ในโลก จึงไม่เคารพ....ฮา

ส่งท้านที่มนุษย์วิเศษ สมัคร บุราวาศ
ท่านนี้เจ๊พรเพ็ญ ฮั่นตระกูลเป็นคนแนะนำ ที่จริงผมรู้จักงานอยู่บ้าง แต่เจ๊นี่แหละ ยืนยันว่า สมัครเป็นมนุษย์วิเศษ เป็นคนที่เขียนงานวิชาการออกมาจากปรีชาญานของตัวเอง ไม่ได้ลอกเลียนใคร และเขียนได้อย่างน่าทึ่ง

น่าทึ่งยังงัย ไปหาอ่านเอาเองครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=klongrongmoo&month=12-2011&date=18&group=10&gblog=5

(http://www.bloggang.com/data/k/klongrongmoo/picture/1324176615.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 25 May 2015, 02:19:14 pm
Quote from: pee on 24  May  2015, 08:47:12 pm
แสดงว่าอ่านหนังสือไม่แตก

:whistling:


อ้อ
บอกลาเรื่องศิลปะทางศาสนาน่ะ
น้องเฮ็กยังไม่เข้าสู่อนุบาลศิลปะไทยเลย
แต่ยกประเด็นปริญญาโทมาอ้างแระ.....อิอิ






ยกประเด็นปริญญาโทมาอ้าง อาจจะยังฮาไม่พอนะฮะ คริๆ

"ใน Researchgate มีคุยกันเรื่องที่มาของคำว่า "Ph.D." หรือ Doctor of Philosophy
เห็นว่าสนุกดีเลยเอามาเล่าให้ฟัง


ที่มาของปริญญานี้มาจากมหาวิทยาลัยในยุโรปสมัยกลาง ที่แบ่งวิชาการออกเป็นสี่แขนง
ได้แก่ การแพทย์ กฎหมาย เทววิทยา และปรัชญา สามอย่างแรกเป็นการศึกษาแบบ "วิชาชีพ"
คือมุ่งผลิตคนที่ประกอบอาชีพนั้นๆ เช่นเรียนการแพทย์เพื่อไปเป็นหมอ เรียนกฎหมายไปเป็นทนายความหรือผู้พิพากษา
เรียนเทววิทยาไปเป็นบาทหลวงหรือบิชอป แต่สาขาที่สี่นี่แหละที่น่าสนใจกว่าเพื่อน เพราะไม่ได้มุ่งให้ไปเป็นอะไรเลย


เนื้อหาของสาขา "ปรัชญา" ในมหาวิทยาลัยโบราณจะประกอบด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก
เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับธรรมชาติ ความรู้ พูดรวมๆคือทุกสิ่งทุกอย่างประดามี
ในโลกยุคกลางและยุคโบราณยังไม่มีการแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแบบที่เรารู้จักกัน
(มีการทดลอง มีทฤษฎี มีห้องแล็บ ฯลฯ) กับวิชามนุษยศาสตร์อย่างประวัติศาสตร์หรือปรัชญา
นักวิชาการที่ศึกษาธรรมชาติภายนอก จะมีคนเรียกว่า "นักปรัชญาธรรมชาติ" (natural philosopher)
ไม่ใช่ "นักวิทยาศาสตร์" (scientist) ซึ่งเป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นหลายสิบปีหลังจากที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว
ผู้ที่เชี่ยวชาญช่ำชองจนเป็นผู้สอนเรื่องปรัชญาต่างๆในมหาลัยได้ ก็ได้ชื่อว่า Doctor of Philosophy
เพราะคำว่า "doctor" ในภาษาละตินแปลว่า "ผู้สอน"


เมื่อมหาวิทยาลัยพัฒนาในเวลาต่อมา หลังจากที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่แยกตัวออกมาจากปรัชญาแล้ว
ก็มีการให้ปริญญาที่รับรู้ความสามารถในการผลิตความรู้ใหม่ของผู้เรียนโดยเฉพาะ
เริ่มจากมหาลัยในประเทศเยอรมันก่อน ซึ่งเป็นผู้ให้ปริญญา Ph.D. เป็นที่แรก
จากนั้นมหาลัยอื่นๆในยุโรปและสหรัฐก็ทำตาม ประเพณีดั้งเดิมจากมหาลัยยุคกลางที่คงอยู่ก็คือว่า..
วิชาวิทยาศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งวิชาการใดๆก็ตามที่มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติเป็นหลัก
และไม่ใช่เป้าหมายเพื่อประกอบวิชาชีพ จะได้ปริญญาสูงสุดนี้เป็น "Ph.D." หมด ..."


                                                                                               SorajHong

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 25 May 2015, 03:04:44 pm
 :bowdown:  ต้องรีบไปหาหนังสือของท่าน สมัคร บุราวาศ มาอ่านแล้ว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 25 May 2015, 06:54:06 pm
พอทักว่า ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์
พี่ก็ไปยกเรื่องประวัติมหาวิทยาลัยของฝรั่ง มาตะแบงต่อ

ผมเองรู้น้อย รู้แค่ว่ามหาวิทยาลัยแรกตั้ง ไม่มีคณะ เพราะสอนแต่กฏหมาย
เหตุเพราะพ่อค้าเมืองโบโลญญา ในปีคศ 1100 กว่าๆ มักจะมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ เถียงทีไรก็แพ้ พวกเลยตั้งโรงเรียนมาสอนคนให้ออกมาช่วยแก้ต่าง หาได้เกี่ยวรัยกับเทววิทยา ปรัชยงปรัชญาอะไรนั่นเรย

ไอ้ที่แยกเป็นสี่คณะนั่น ข้าพเจ้ายิ่งม่ายรู้แฮ่.....
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 25 May 2015, 10:51:32 pm
Quote from: pee on 25  May  2015, 06:54:06 pm
พอทักว่า ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์
พี่ก็ไปยกเรื่องประวัติมหาวิทยาลัยของฝรั่ง มาตะแบงต่อ

ผมเองรู้น้อย รู้แค่ว่ามหาวิทยาลัยแรกตั้ง ไม่มีคณะ เพราะสอนแต่กฏหมาย
เหตุเพราะพ่อค้าเมืองโบโลญญา ในปีคศ 1100 กว่าๆ มักจะมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ เถียงทีไรก็แพ้ พวกเลยตั้งโรงเรียนมาสอนคนให้ออกมาช่วยแก้ต่าง หาได้เกี่ยวรัยกับเทววิทยา ปรัชยงปรัชญาอะไรนั่นเรย

ไอ้ที่แยกเป็นสี่คณะนั่น ข้าพเจ้ายิ่งม่ายรู้แฮ่.....




ท่านผู้รู้พูดถึงที่มาของ PhD นี่ครับ
และมหาวิทยาลัยแรกตั้ง ไม่มีคณะ เพราะสอนแต่กฏหมาย นั่นก็ใช่
แต่ต่อมาแยกเป็นคณะ มีคณะแพทย์ จึงเป็นที่มาของ PhD

ท่านผู้รู้ไม่ได้บอกซะหน่อยว่า "เมื่อแรกตั้งมหาวิทยาลัยก็แบ่งเป็นสี่คณะเลย" นี่ครับ
สมัยกลางมันเป็นคาบเวลา ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นปีนั้นปีนี้ซะหน่อย






เอิ่มม...ผมรู้สึกว่า ตัวเองเป็นโจทย์หรือพยานฝ่ายโจทย์ ที่กำลังถูกทนายจำเลยซักค้านแฮะ อิๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 25 May 2015, 11:06:07 pm
ในเมื่อสมัยกลางมันกว้าง จะคุยกันก็ต้องหาจุดร่วม

ท่านบอกว่ามันมี 4 คณะ แต่ไม่บอกว่าที่ใหน เมื่อไหร่ อย่างไร
ผมรู้มาว่ามันเป็นอีกอย่าง ผมก็บอกว่าที่โบโลญญ่า ซึ่งเก่าที่สุด ตั้งมามีคณะเดียวมาจากความต้องการของพ่อค้า ไม่เกี่ยวกับพระ จะไปมีเทววิทยาได้อย่างไร แล้วจะประสาทปริญญาไปทำไม ในเมื่อเป็นคนที่ส่งมาเรียนเพราะมีประโยชน์รองรับอยู่แล้ว

ส่วนที่มีแบ่งระดับเป็นพีเฮชดีนั่น เกิดเมื่อไหร่ก็ไม่บอก เกิดหนแรกที่ใหนก็ไม่บอก ให้กับสาขาอะไรก็ไม่บอก คือไม่บอกอะไรที่จำเป็นทั้งนั้น ทำได้แค่ "เขาเล่าว่า..."

เทคนิคนี้ มาเป็นทนายแก้ต่างอะไรไม่ได้หรอกครับ มีแต่อ้างคำเล่าลือ
นี่มันวัฒนธรรมชาวเนตที่สร้างความเสื่อมถอยในปัญญาของแท้ทีเดียวเทียว

ปล
เรื่องมหาวิทยาลัยเก่าสุด ผมจำมาจากบทความในวารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร นานมาแล้ว แล้วมาค้นในเน็ตต่อ เรื่องนี้ไม่ได้ลี้ลับอันใด ตรวจสอบได้ครับ

ในบทความนั้น ยังเล่าต่อว่า สองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ มีที่มาต่างกัน
ที่โบโลญญ่า นักเรียนสมัครเข้าไปเรียน เพราะถือครูเป็นใหญ่
แต่ที่ปารีส กลับกัน เจ๋งมาก นักเรียนรวมกันจ้างครูมาสอน นักเรียนจึงใหญ่กว่า
และเป็นสิ่งที่ฝรั่งเศสภูมิใจมาถึงทุกวันนี้

เรื่องลำดับชั้นปริญญาอะไรนั่น ช่างกระพี้เสียจริง


ฮา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 25 May 2015, 11:19:11 pm
"เทคนิคนี้ มาเป็นทนายแก้ต่างอะไรไม่ได้หรอกครับ มีแต่อ้างคำเล่าลือ
นี่มันวัฒนธรรมชาวเนตที่สร้างความเสื่อมถอยในปัญญาของแท้ทีเดียวเทียว"


ผมหมายถึงว่า "ผมกำลังถูกทนายฝ่ายจำเลยเล่นเล่ห์" อ่ะครับ
นั่นหมายความว่า ขณะนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็น "โจทย์หรือพยานฝ่ายโจทย์" น่ะ
ซึ่งหมายฟามว่าผมได้ทนายกระดูกอ่อนเคี้ยวง่าย มาว่าความให้ ฮิๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 26 May 2015, 12:38:20 am
Quote from: Hexaphonic on 25  May  2015, 11:19:11 pm
"เทคนิคนี้ มาเป็นทนายแก้ต่างอะไรไม่ได้หรอกครับ มีแต่อ้างคำเล่าลือ
นี่มันวัฒนธรรมชาวเนตที่สร้างความเสื่อมถอยในปัญญาของแท้ทีเดียวเทียว"


ผมหมายถึงว่า "ผมกำลังถูกทนายฝ่ายจำเลยเล่นเล่ห์" อ่ะครับ
นั่นหมายความว่า ขณะนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็น "โจทย์หรือพยานฝ่ายโจทย์" น่ะ
ซึ่งหมายฟามว่าผมได้ทนายกระดูกอ่อนเคี้ยวง่าย มาว่าความให้ ฮิๆ


ผมไม่ค่อยฉลาด

อ่านสามเที่ยว ยังไม่เข้าใจ


5555555

:dribble:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 26 May 2015, 01:49:34 pm
อยากแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างนี้นะครับ

"ความแตกฉานในภาษา" ถือเป็นอำนาจชนิดหนึ่ง
เหมือนอำนาจในด้านกำลังพล หรือความมั่งคั่ง ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยในการปกครองอย่างหนึ่ง
เดิมทีอำนาจแห่งภาษานี้อยู่ในความครอบครองของหัวหน้าเผ่า ผู้ปกครอง นักบวช ผู้นำลัทธิ
องค์ความรู้ รากของคำ ศัพท์ของภาษา จึงวนเวียนอยู่กับการปกครอง ลัทธิ ศาสนา
รูปทรงขององค์ความรู้เป็นปิรามิด แบบแนวดิ่งจากบนลงล่าง

ต้นทุนทางภาษาของทุกๆภาษา(จากทุกๆสังคมในโลก)..ก็เริ่มกันแบบนี้แหละ

ต่อมา ยุโรปได้เกิดยุคสว่างวาบทางปัญญาก่อนภูมิภาคอื่น (จากแรงบีบอัดทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปที่มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ)
เกิดการกระจายอำนาจแห่งภาษาจากกลุ่มผู้ปกครอง,นักบวชไปสู่ประชาชน
รูปทรงขององค์ความรู้เปลี่ยนจากแนวดิ่งเป็นแนวราบ การขบคิดต่อยอดทางภาษาจึงแพร่หลายไปทั่ว
และยิ่งมีอัตราเร่งคือการล่าอาณานิคม ทำให้องค์ความรู้ของภาษาอังกฤษต่อขยายออกไปอีก
แถมยังมีการแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างกลุ่มภาษายุโรปอีก


ภาษาอังกฤษ (รวมถึงภาษายุโรปบางภาษา) จากที่เคยเป็นภาษาของบาบาเรี่ยน
ที่มีอักขระแค่ 24 ตัว ปัจจุบันภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้มากที่สุด
มันจึงมีพลวัตตลอดเวลา 24 ชั่วโมง มีศัพท์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา
เป็นภาษาที่ "พระอาทิตย์ไม่ตกดิน" เป็นภาษาไม่กี่ภาษาที่ไม่หลับไม่นอน ขบคิดต่อยอดตลอดเวลา


ก็เทียบเอาละกันครับว่า...กับภาษาไทย..พลวัตภาษาไทย ที่ถูกใช้อยู่แค่ไม่กี่สิบล้านคน
รูปแบบของศัพท์ ลักษณะทางองค์ความรู้ในสังคมไทยยังเป็นแบบบนลงล่าง
ยังเป็นแบบแนวดิ่ง ยังไม่เป็นแนวราบ


แถมยังมีช่วงเวลาที่สังคมภาษาไทย(หรือภาษาอื่นที่ด้อยในการสร้างองค์ความรู้,นวัตกรรม,สร้างศัพท์)
ต้องหลับต้องนอน (ยกเว้นพวกบริการ24ชม.อย่างปั๊มน้ำมันหรือเซเว่น,แฟมิลี่มาร์ท..ฮา)
ต่อให้มีอักขระมากกว่า ก็ไม่สามารถผลิตศัพท์ได้มากกว่า
ภาษาไทยจึงมักต้องยืมภาษาบาลี สันสกฤต เสมอๆ
เพราะไม่มีแนวคิดไม่มีศัพท์พวกนี้..อยู่ในโลกทัศน์ของภาษาไทย


ก่อนพ.ศ.2475 ประชากรชาวไทยหรือสยามมีอยู่เท่าไหร่? ก็ยิ่งน้อยลงไปกว่าปัจจุบันอีกหลายเท่า
โลกทัศน์ภาษาไทยก็ยิ่งหดเล็กลงไปอีก
ถึงแม้ว่าประชากรจะเพิ่มขึ้น แต่อำนาจภาษายังไม่เปลี่ยนจากแนวดิงเป็นแนวราบ
ต่อให้สังคมนั่นๆมีประชากรร้อยล้านพันล้าน ก็เท่านั้นแหละ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 30 May 2015, 02:15:40 am
วิธีการเขียนหนังสือให้ดูฉลาด เริ่มต้นที่การใส่ถ้อยคำดังต่อไปนี้ลงไป...

"วิพากษ์ วาทกรรม อัตลักษณ์ ชายขอบ กระบวนทัศน์ การล่มสลาย ทุนนิยม ภาพสะท้อน แปรผัน บ่งชี้  พลวัต เปลี่ยนผ่าน
ย้อนแย้ง ลักลั่น มายาคติ ทับซ้อน พร่าเลือน  เคลื่อนไป บ่งบอก ความจริง ความเชื่อ ประกอบสร้าง ถอดรื้อ ส่งผล"

ตัวอย่าง : แม่ใช้เป้ให้ไปซื้อซีอิ๊วจากร้านเจ๊กิม แต่ซีอิ้วหมด
ปัจจุบันการที่แม่ใช้เป้ให้เคลื่อนไปซื้อซีอิ๊วจากร้านเจ๊กิม เป็นภาพสะท้อนที่ย้อนแย้ง
บ่งชี้ถึงการล่มสลายของระบอบทุนนิยมที่พร่าเลือน เกิดจากกระบวนทัศน์อันลักลั่น
เนื่องด้วยความเชื่อในซีอิ๊วที่ถูกประกอบสร้างจากมายาคติ
มันได้นำพาไปสู่พลวัตอันทับซ้อนในกระบวนทัศน์ของวาทกรรม "อัตลักษณ์แห่งซีอิ๊วนั้นมีอยู่จริง!"
สิ่งที่ตามมาคือเกิดการถอดรื้อมายาคติ,เกิดการเปลี่ยนผ่านวิพากษ์ความจริงว่า...

"แม่ๆ เจ๊กิมบอกว่าซีอิ๊วหมด มีแต่ซอสหอยนางรมชายขอบ"


                                                                                   #มิตรซ่าหายท่านหนึ่ง  :supergrin:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 30 May 2015, 03:18:53 am
 :thumbup: :thumbup: :thumbup: :thumbup:

:thumbup:#มิตรซ่าหายท่านหนึ่ง  :thumbup: :thumbup:

:thumbup: :thumbup: :thumbup:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 30 May 2015, 02:06:25 pm
ความฝันประหลาดและเดวิด ฮูม

หายไปทั้งวันเพราะเป็นไข้ท้องเสีย ตั้งแต่เช้า กินยาแล้วก็นอนทั้งวัน
นอนหลับฝันไปว่าตนเองอยู่ในห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ผมกำลังก้มเลือกหนังสือที่อยู่ชั้นล่างของตู้
เงยหน้าขึ้นก็พบอาจารย์วิทย์ วิศทเวทย์ยืนอยู่ใกล้ๆ มือผมคว้าหนังสือมาได้เล่มหนึ่ง ชื่อ Hume Studies
ในฝันนั้นผมพลิกหนังสือไปพบข้อมูลในหน้าหนึ่งว่าสมัยเป็นนักศึกษาฮูมเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับพุทธปรัชญา
แต่เขียนไม่จบ เปลี่ยนไปเขียนเรื่องใหม่
ตื่นจากฝันตอนค่ำ กำลังโพล้เพล้ แปลกใจว่าทำไมความฝันมันชัดเจนมาก

ผมสนใจเรื่องความฝันมานาน อยากเข้าใจว่ามันคืออะไร? พยายามศึกษาและคิดอยู่เสมอ
รีบหยิบไอแพดข้างหมอนมาค้นว่าฮูมเคยเขียนวิทยานิพนธ์ตามที่ฝันเห็นหรือไม่ ไม่ปรากฏร่องรอย
ก็แปลว่าบางสิ่งในฝันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในโลก

น่าคิดว่าภาพหน้าหนังสือที่ผมเห็นในฝันนั้นใครสร้าง สร้างจากอะไร สร้างทำไม?
ปริศนานี้ผมจะคิดและศึกษาต่อไป

แต่การค้นคว้าก็ทำให้พบว่า ฮูมน่าจะรู้จักความคิดของพระพุทธเจ้าผ่านบาทหลวงคณะเยซูอิตและทูตฝรั่งเศสที่เคยมาทำงานในสยาม
แนวคิดของฮูมนั้นคล้ายพุทธมากในหลายเรื่อง เช่นท่านผู้นี้เสนอว่า"อัตตาของคนไม่มี มีแต่ความคิด ผู้คิดหามีไม่" เป็นต้น

ในฝันนั้นมีตัวละครที่เกี่ยวกับผมสองท่านคืออาจารย์วิทย์กับฮูม ทำไมผมจึงฝันเห็นสองท่านนี้ ผมจะคิดเรื่องนี้ต่อไป.....





อาจารย์วิทย์คือครูที่ปั้นผมตอนเรียนปริญญาเอก ผมใช้คำว่า "ปั้น" เพราะท่านดูแลผมมากกว่าที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทั่วไป
เราเรียนฮูม อาจารย์วิทย์พูดกับผมว่า "คนนี้คือนักคิดที่เลิศที่สุดของอังกฤษ แต่ไม่ดัง
เพราะเป็นคนไม่ใช้วาทะในการเขียนหนังสือ ใช้แต่เนื้อหาที่เรียบๆ ลึกๆ ไม่ฉูดฉาดโผงผาง
คนเช่นนี้คนในวงการด้วยกันไม่มากจะรู้ว่าเขาเลิศ"

อาจารย์วิทย์นี่แหละครับที่เตือนผมตรงๆว่า "คุณเป็นศิลปิน เป็นนักเขียน ปัญหาของนักเขียนคือคุมวาทะของตนไม่อยู่
เนื่องจากใช้เก่งกว่าคนทั่วไป วาทะที่ปราศจากการควบคุมนั้นเป็นอุปสรรคต่อการเป็นนักคิดที่ลึกซึ้ง"
อาจารย์เตือนผมว่าอย่าอยากดัง ให้เขียนสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์
ระวังเรื่องวาทะเพราะสิ่งนี้บางครั้งบาดความรู้สึกคน แทนที่เขาจะฟัง เขาก็ไม่ฟัง ที่เราเขียนไปก็เปล่าประโยชน์

เท่านี้แหละครับ ขอกินข้าวกินยาแล้วนอนต่อ..


                                                              Wannee Wanna
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 25 August 2015, 08:35:06 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_12.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_9.jpg)

เมื่อหลายเดือนก่อน
เพื่อนของแม่บ้านเป็นพี่น้องฝาแฝด เธอทั้งสองเป็นคริสเตียนทั้งคู่
ได้ให้คัมภีร์ไบเบิลกับหนังสือมาจำนวนหนึ่ง
พวกเธอว่า "โดยปกติแล้วเราไม่ชวนใครมานับถือแบบที่พวกเราเป็นอยู่หรอกนะ
เราไม่ถนัดเรื่องเปลี่ยนศรัทธาของเพื่อนต่างศาสนิก"

แต่จากความรู้สึกของพวกเธอ และเหตุการณ์บังเอิญบางครั้ง
ทำให้พวกเธอรู้สึกว่า.."ผมกับแม่บ้านมีเทพพิทักษ์ (the guardian)"
ตามคติความเชื่อทางคริสเตียน

เธอทั้งสองว่า "เอาหนังสือไปนะ ยังไม่อ่านก็ไม่เป็นไร
ให้หนังสืออยู่ในกล่องนั่นแหละ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยหยิบมาอ่าน"

ทุกวันนี้ผมยังไม่ได้หยิบหนังสือในกล่องนี้มาอ่านเลยอ่ะ
คือไม่ใช่ว่าไม่เปิดใจนะ เมื่อเจอกันผมยังชอบคุยเรื่องศาสนากับพวกเธอเป็นชั่วโมงๆ
กับแม่บ้านนั้น ดูเธอจะไม่สนใจเลย,เธอยังพูดกับผมว่า "นี่ชั้นมีองค์หรอเนี่ย?" (อิๆ)
แต่กับตัวผมเอง มันได้ผ่านเลยความรู้สึกนั้น..

#ที่ศรัทธาอะไรแบบหมดหัวใจ

มันผ่านเลยความรู้สึกแบบนั้นไปแล้วล่ะครับ
ตอนนี้ผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่า ตัวเองนับถือศาสนาอะไรกันแน่?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 25 August 2015, 08:43:43 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_11.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_10.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_13.jpg)

มีไบเบิล 2 เล่มเบย
เล่มใหญ่ น้องเขยเป็นคริสตังให้มา
เล็มเล็ก เพื่อนภรรยาเป็นคริสเตียนให้มา พร้อมหนังสือ 1 กล่อง
ยังไงก็ต้องขอบคุณในน้ำใจไมตรี
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: klao on 25 August 2015, 08:31:55 pm
ผมต้องเรียนวิชา "Bible" อยู่ 10 ปี ตั้งกะอยู่ ป.1 ยันจบ grade 12 ที่ รร.เซเว่นธ์เดย์แอ้ดเวนตีส แต่ก็ไม่เคยได้อ่านพระคัมภีร์จนจบเล่มครับ

ท่อง/เรียน หนังสือและ verses ต่าง ใน Bible ตามที่คุณครูสอนพอครับ เป็นวิชาที่สนุก เมื่อได้ถกปัญหาและข้อคิดอะไรต่อมิอะไรทางศาสนาและศีลธรรมกัน ก็มีหลายอย่างที่ตรงกับสอนไว้ในพุทธศาสนาที่ผมนับถือ

เห็นพี่กล่าวถึงเรื่อง "ศรัทธาอะไรแบบหมดหัวใจ" เผอิญช่วงนี้ผมฟังเทสน์ซีรีส์ที่ท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน ถวายพระพรให้ในหลวง เมื่อเช้าผมฟังถึงตอนนี้พอดีคือ "ศรัทธาจริต" แปะเอาไว้ เพื่อพี่อาจจะสนใจฟังบ้างฮะ  :)

https://www.youtube.com/watch?v=HdXcaMJnR9Q
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 26 August 2015, 03:08:54 pm
ผมฟังเทศนาของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำแล้ว
รู้สึกไม่ถูกจริตตัวเอง (ผมอาจจะเป็นมิจฉาทิฐิก็ได้)

ตอนนี้ผมสนใจการบรรยายของ มหาเปรียญลาพรต 2 ท่าน ที่หันมาศึกษาปรัชญาตะวันตก
ด้วยความที่ท่านเคยบวชเรียนจนสำเร็จขั้นสูงสุด เมื่อท่านมาทำงานวิชาการด้านปรัชญา
และท่านอธิบายด้วยภาษาของเราเอง ผมว่ามันมีมุมมองที่น่าสนใจอยู่ครับ
เช่นการบรรยายของอ.สมภาร พรมทา...

http://m.youtube.com/watch?v=b_24c8WycX8

ช่วงแรก อ.สมภารพูดถึงความเป็นมาของสมาธิ ในแบบที่เราเคยรับรู้กันมา
ลองกดเลื่อนไปฟังตั้งแต่นาทีที่ 20 เลยก็ได้ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 26 August 2015, 07:05:42 pm
เรื่องธรรมะ ไม่มีความรู้ แต่เรื่องอธรรมะ เผือกตลอด
นานแล้ว เจิมศักดิ์ให้สำพลาดลงไฮคลาส แกบอกว่า
"ประเทศไทยจะเจริญก็ต่อเมื่อทุกคนออกไปอยู่ต่างจังหวัด....แต่อย่ามาเรียกร้องกับผมนะ ผมย้อนกลับไม่ได้แล้ว"

ทุด

ไม่นานมานี้ มีกรณีแบ้งค์ม่วงออกประกาศไม่รับเด็กจบราชภัฎ
ศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาบอกว่า "ผมสอนจุฬา ผมไม่เคยภูมิใจว่าได้สอนมหาวิทยาลัยชั้นนำเลย ตรงข้าม กลับรู้สึกว่าตนผิด ผมควรไปสมัครเป็นอาจารย์ราชภัฏ แต่ผมก็ไม่ทำ" แล้วแกก็ออกไอเดียบันเจิดว่า....
1. อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐถือเป็นสมบัติชาติ ดังนั้นต้องย้ายที่ทำงานได้ เช่นย้ายผมจากจุฬาไปราชภัฏบุรีรัมย์ได้ แล้วย้ายอาจารย์จากบุรีรัมย์มาที่จุฬาได้เช่นกัน

อ่านแว้วก็ปลงว่า คนแบบนี้มีมาเรื่อยๆ และได้ดีซะล่วย
จนบัดนี้ ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเสนอ
คนแบบนี้เป็นนักวิชาการได้ แต่คงเป็นครูไม่ได้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: klao on 26 August 2015, 08:21:41 pm
ดู ๆ ในอากู๋ เห็นอาจารย์สมภาร ท่านเกี่ยวข้องอยู่กับวัดธรรมกาย และมหาจุฬาลงกรณ์อยู่บ้างนี่ครับ

ผมยอมเป็นมิจฉาทิฐิกับอาจารย์เค้าดีกว่าฮะ : )

กลัวไปที่ไม่ชอบ 555
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 26 August 2015, 08:59:26 pm
อิอิ คงจะเกี่ยวข้องนิดเดียว เป็นแค่กระบอกเสียงกระมัง
แล้วก็คิดดีแบบสมมะทะ สมมะถะ....จะให้ธรรมกลายขึ้นชั้นเป็นนาลันทาอีกต่างหาก
สมเป็นเถรวาทยุคใหม่จริงๆ

คุณเกล้าเลี่ยงนรกเสียได้ นับว่าคิดชอบ

         ในอดีตเราเคยมีมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาที่ดีที่สุด มีพระภิกษุและสามเณรอยู่ประจำ จำนวนเป็นหมื่นๆ สถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ ผมคิดว่าสมัยนี้น่าจะมีวัดพระธรรมกายนี่แหละ ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เวลานี้เรามีมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง  คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยเป็นเสาหลักให้  ต่อไปก็คงมีวัดพระธรรมกาย ที่จะช่วยเป็นเสาที่ 3 ในการค้ำยันพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่โลกต่อไป 
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 26 August 2015, 09:05:35 pm
อ่าววว...ซะงั้น ซะงั้น  :-X

โธ่..จาร์ยสมภาร ช่างน่าผิดหวังจริงๆเบย


โอเค..กับความเป็นศิลปะต้องมีการฝึกหัดทักษะ ต้องฝึกตัวเองอย่างหนัก อันนี้พอจะเข้าใจ
แต่ผมสงสัยว่าการเป็นพระอริยบุคคล ไล่ตั้งแต่ระดับโสดาบันขึ้นไปเนี่ยมันฝึกหัดกันได้จริงๆหรือ?
แล้วท่าทีต่อขั้นตอนวิธีการฝึกหัดไปสู่สภาวะอันสูงส่ง กับสภาวะตัณหาอยากมีอยากเป็น มันต่างกันที่ตรงไหน?
ความอยากเป็นสภาวะอื่นที่สูงส่งยิ่งกว่าที่ตัวเองเป็น มันไม่ใช่ตัณหาหรอกหรือ?


อีกนิดนึง ผมว่าไม่เฉพาะสำนักธุดงค์บนกลีบกุหลาบหรอกครับ วิพากษ์แค่นั้นมันกระจอกไป
แต่พุทธเถรวาททั้งหมดนั้นแหละ ที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมต่อสังคม
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 28 August 2015, 03:17:25 pm
เอามาจากเพจมหาเปรียญทรงพรต ท่านนี้เป็นพุทธไทยเถรวาทแต๊ๆเลยนะ
แต่ท่านโพสต์แบบนี้ ไม่กลัวนรกกินหัวรึไง?

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_19.jpg)




*****ส่วนข้อความข้างล่างนี้ คัดลอกมาจากเพจของมหาเปรียญลาพรตท่านหนึ่ง

เขาว่านิทเช่ : เจ้าของวาทะ "พระเจ้าตายแล้ว!"
ทั้งสุขภาพแย่, โดดเดี่ยวไร้เพื่อน, มากศัตรู, ล้มเหลวในความรัก, สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมากไป,
ติดยาเสพติด(เข้าใจกันว่า "ฝิ่น") เป็นโรคประสาท, งานบางชิ้นก็เขียนขณะที่เป็นโรคประสาท!

แต่ดูชื่อนักปรัชญาที่ได้อิทธิพลจากความคิดของนิทเช่สิ....
วิทเกนสไตน์, ไฮเด็กเกอร์, ซาตร์, เลอ เนอ็องท์, แดริดา, ฟูโกต์

แปลว่า..ความคิดของนิทเช่มีอิทธิพลทั้งต่อความคิดสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่
นิทเช่ว่า "การเขียนหนังสือนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพง
และต้องทำด้วยความยากลำบากอย่างที่ไม่มีใครเลยที่ถ้ามีทางเลือกอื่นแล้วจะยอมทำเรื่องแบบนี้"
(จากหนังสือ : นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้กบฏต่ออารยธรรมตะวันตก)


ถึงที่สุดแล้ว ศาสนาต่างๆ ก็ไม่ได้เรียกร้องเหตุผล
เพราะความจริงสูงสุดที่แต่ละศาสนาพูดถึงต่างก็อ้างกันว่า "อยู่เหนือเหตุผล"
หรือเข้าถึงไม่ได้ด้วยเหตุผล ไม่ว่าความจริงนั้นจะเรียกว่าพระเจ้า หรือนิพพาน ฯลฯ

หากปล่อยให้ความเชื่อเช่นนั้นเป็นเรื่องของเสรีภาพส่วนบุคคลไป
ศาสนาเป็นเอกชนเผยแพร่ความเชื่อเช่นนั้นไป ไม่มายุ่งกับรัฐ-การเมือง
หรือเข้ามาแชร์อำนาจรัฐ-การเมือง เป็นกลไกสนับสนุนอุดมการณ์ทางชนชั้น อำนาจของชนชั้นปกครอง
หรือไม่เข้ามาอ้างความเชื่อเช่นนั้นให้เหนือความมีเหตุผลทางโลกที่ถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องสาธารณะต่างๆ
เช่นเรื่องสิทธิ ความยุติธรรม ฯลฯ ก็ไม่เป็นไร

ที่เป็นปัญหาคือ ศาสนามักอ้างความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล
หรือหลักศีลธรรมที่เชื่อมโยงกับความจริงสูงสุดตามความเชื่อเฉพาะของตัวเองมายัดเยียดให้กับสังคม
ซึ่งในที่สุดแล้วมักนำไปสู่การที่ศาสนาได้สร้างความเชื่อ..อุดมการณ์เกี่ยวกับสถานะ..
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นปกครองที่เหนือเหตุผล หรือเหนือการแตะต้อง เหนือการวิจารณ์ตรวจสอบขึ้นมา
พร้อมกับสร้างศาสนจักรที่มีอำนาจและผลประโยชน์อิงแอบอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ
ซึ่งเป็นแบบนี้มายาวนานหลายพันปี

เมื่อโลกเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ ความมีเหตุผล
ศาสนาในโลกตะวันตกถูกกดดันให้ถอนตัวจากอำนาจรัฐและรู้จักปรับตัว
ให้มีที่ทางที่เหมาะสมกับบริบทโลกสมัยใหม่

แต่ในสังคมไทย....
บรรดาผู้รู้ทางศาสนา ไม่ว่านักบวชหรือฆราวาส ต่างแสดงความรู้แจ้งในสามโลก
ไม่รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ ศาสนาของตัวเองควรมีที่ทางที่เหมาะสม
และมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่
เอวัง!




                                                           
                                                   
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 29 August 2015, 05:49:17 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_20.jpg)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_21.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 29 August 2015, 05:50:10 am
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_17.jpg)
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=329812440522649&id=107238396113389&substory_index=0
จากสเตตัส : "อะไรแม่งก็เป็นศิลปะ ตอน 0 , ดูชองป์พ่อทุกสถาบัน"




(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_18.jpg)
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=340680976102462&id=107238396113389&substory_index=0
จากสเตตัส : "อะไรแม่งก็เป็นศิลปะ ตอน 8 , มันเป็นอะไรที่....ป๊อป"
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Genzo on 19 October 2015, 02:17:12 am
มารายงานว่า เพิ่งได้หนังสือเล่มนี้เข้าบ้านครับ กำลังค่อยๆอ่านตามประสาคนอ่อนภาษาอังกฤษ ทีละนิดทีละนิด

(https://scontent.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/p720x720/12115746_10207930252040580_2758708903838341755_n.jpg?oh=a20a62c3c649c8068636105e051f3505&oe=56D0F1F2)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 01 February 2016, 07:31:56 pm
(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/image.jpg1_29.jpg)

ดูสิครับ..ความ "เซอร์เรียล" ในสังคมนี้ มันมีอยู่ทุกที่
แม้แต่กับหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดแบบ "หลังสมัยใหม่"

ความ "เซอร์เรียล" มันอยู่ที่ผู้เขียนที่เป็นพวกนักวิชาการแนว"โพสต์โมเดิร์น"
แต่กลับเอาความรู้/เครดิตทางวิชาการของตัวเอง มาดีเฟนด์ระบอบ "พรีโมเดิร์น"

คือพวกนี้กำลังดีเฟนด์สิ่งที่ล้าหลัง จากจุดที่ตัวเองยืนอยู่
ถอยไปอีก 2 สเต็ปแห่งกระบวนทัศน์กันเลย
มันย้อนแย้งไหมเล่า?

อะไรคือแรงจูงใจให้พวกนี้ทรยศต่อวิทยฐานะของตัวเอง?


ถ้าเป็นสมัยกรีกโบราณ ถือว่าพวกนี้เป็น โซฟิสต์-Sophist
(นักวิชาการศรีธนนชัย-ใช้วาทศิลป์พูดกลับดำเป็นขาว)




ตอนนี้ผมกำลังหมกมุ่นกับแนวคิดเกี่ยวกับความเป็น..

ก่อนสมัยใหม่..สมัยใหม่..หลังสมัยใหม่ ทั้งในระดับปัจเจกและในระดับจิตสำนึกมวลชน

ผมว่ามันเอาไปอธิบายข้อสงสัยต่างๆได้อย่างครอบคลุม
ไม่ว่ามันจะอยู่ในปริมณฑลของการเมือง ศาสนา วิทยาศาตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม คติค่านิยมต่างๆในสังคม ฯลฯ


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 01 February 2016, 08:24:10 pm
มิแซบแว่ เฮียเฮ็กซ่าเข้าใจว่า โป๊สต์โมแดร์น คืออิหยัง
ทว่า เท่าที่อ่านของท่านพี่มา ป๋มว่า ท่านเข้าใจคำนี้ไปในทางที่นักวิชาการเขาเข้าใจแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยแหล่ะ

แล้วก็หลังจากคำนี้ปรากฏมานานร่วม 50 ปี หรือนับจากเวนจูรี่พิมพ์หนังสือนี้ในปี 1972 มันก็กลายเป็นของเก่าแล้วในวันนี้.....ไม่เท่แล้วละครับ

(http://ecx.images-amazon.com/images/I/71-M6CxdTQL.jpg)

โดยปรัชญาแล้ว แนวคิดนี้คือการปลดแอกสถาบัน มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความทันสมัย พูดอีกอย่างก็ได้ว่า แม้มันจะล้าสมัยแต่ถ้ามันล้มสถาบัน หรือทำให้เป็นอิสระจากการครอบงำได้ มันก็คือโพสต์โมเดิร์น

ดังนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องดีฟายก่อนจะเลยเถิดก็คือ อะไรคือโมเดิร์น และจำเป็นอย่างไรที่จะต้องกำจัดมัน ไม่ใช่มาบอกว่าดีเฟนสิ่งล้าหลังแล้วน่าหัวร่อ แล้วก็เอ่ยถึงคำว่าโพสต์โมเดิร์นอย่างกับมันเป็นของสูงที่คนอื่นเข้าไม่ถึง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 01 February 2016, 09:32:29 pm
Quote from: pee on 01  February  2016, 08:24:10 pm

โดยปรัชญาแล้ว แนวคิดนี้คือการปลดแอกสถาบัน มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความทันสมัย พูดอีกอย่างก็ได้ว่า แม้มันจะล้าสมัยแต่ถ้ามันล้มสถาบัน หรือทำให้เป็นอิสระจากการครอบงำได้ มันก็คือโพสต์โมเดิร์น

ดังนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องดีฟายก่อนจะเลยเถิดก็คือ อะไรคือโมเดิร์น และจำเป็นอย่างไรที่จะต้องกำจัดมัน ไม่ใช่มาบอกว่าดีเฟนสิ่งล้าหลังแล้วน่าหัวร่อ แล้วก็เอ่ยถึงคำว่าโพสต์โมเดิร์นอย่างกับมันเป็นของสูงที่คนอื่นเข้าไม่ถึง



ผมมองว่าทุกสิ่งทุกสิ่งอย่างมีสเกลเล็ก/ใหญ่
ถ้าในระดับสเกลเล็กอย่างในระดับปัจเจก ผมว่าพอจะมีปรากฏการณ์ "โพสต์โมเดิร์น" เกิดขึ้นบ้างแล้ว
อย่างท่านเล่าจื้อ สมณโคดม
(นับในห้วงเวลาก่อนที่จะมีสถาบันศาสนานะ พอแนวคิดของท่านเหล่านี้กลายป็นสถาบันศาสนาผมว่าไม่ใช่โพสต์โมเดิร์นแล้วล่ะ)
หรือนักคิดอย่างนิชเช่ กฤษณมูรติ เดวิดโบห์ม

แต่ถ้าในระดับสเกลใหญ่ในระดับรัฐเนี่ย ผมว่าสังคมมนุษย์ยังไปไม่ถึงโพสต์โมเดิร์นนะ
ผมว่าระดับรัฐของมวลมนุษย์ที่ก้าวหน้าที่สุดไปถึงแค่ "โมเดิร์น" น่ะครับ


อะไรคือจิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 01 February 2016, 09:53:36 pm
เท่าที่ผมมีความรู้ Pm นี่ เกิดอย่างชัดเจนในงานสถาปัตยกรรม เริ่มต้นจากความหยิ่งผยองของสถาปนิกในแนว less is more หรือมักจะเรียกว่า Modern architecture ที่ป่าวประกาศว่า แนวทางของตนนั้น เป็นทางตันของศิลปะแล้ว เลิศสุดแล้ว ไม่มีดีกว่าอีกแล้ว

มันก็ต้องมีคนเห็นแย้งเป็นธรรมดา

ทีนี้ ทำไม Ma ถึงได้กล้าประกาศอย่างนั้นล่ะ เหตุผลง่ายๆ ก็คือ หลังสงครามโลก เมกาเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ อะไรที่พวกว่าดี บริวารก็รับมาหมด เริ่มที่ศิลปะ แล้วก็มาการเมือง และจบที่วัฒนธรรม ตอนนั้น มีความฝันถึงขนาดวาดหวังว่า ทั้งโลกจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ในทางสถาปัตย์ก็กำหนดชื่อชัดเจนเลยว่า มันคือ International style ทั้งโลกจะใช้แบบแผนเลอเลิศนี้ ไปด้วยกัน

ฝันดีเหล่านี้ กลายเป็นฝันร้าย เมื่อโครงการเมืองใหม่ chandigarh  ที่อินเดียของเลอ คอร์บูสิเย่ร์ ล้มเหลวไม่เป็นท่า ประชาชนอินเดียไม่รู้หรอกว่า เมืองประติมากรรมของฝรั่งนี้ เขาคิดละเอียดแค่ใหน เพราะมันไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบฮินดูเอาเสียเลย และแย่ที่สุด เมื่อโครงการหรูเลิศ Pruitt-Igoe ต้องถูกระเบิดทิ้ง อันเนื่องมาจากใช้รูปแบบ International style ที่ครบถ้วน จนโครงการกลายเป็นพื้นที่อันเหมาะสมในการประกอบอาชญากรรม...

ความล้มเหลวเหล่านี้ ทำให้สถาปนิกบางส่วนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น International style เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ ทำไมชีวิตชุมชน ต้องดำเนินไปภายใต้ความต้องการของคนอื่น นี่แหละ คือจุดกำเนิดของ Pm ที่ผมรู้

และคำถามนี้แหละ ที่ตอบไม่ได้ว่า การเมืองแบบอเมริกันมันดีจริงหรือ วัฒนธรรมตะวันตกมันเหนือกว่าหรือ คำตอบมีมากมาย และใครจะตอบอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับที่เฮียเฮกกล่าวหาว่า

พวกนี้กำลังดีเฟนด์สิ่งที่ล้าหลัง จากจุดที่ตัวเองยืนอยู่
ถอยไปอีก 2 สเต็ปแห่งกระบวนทัศน์กันเลย
มันย้อนแย้งไหมเล่า?

อะไรคือแรงจูงใจให้พวกนี้ทรยศต่อวิทยฐานะของตัวเอง?

มันห่างไกลกันชนิดหลังเขาเลยทีเดียว

(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/98/Pruitt-igoe_collapse-series.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 01 February 2016, 09:56:54 pm
Quote from: Hexaphonic on 01  February  2016, 09:32:29 pm
อะไรคือจิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ?


นี่เลยครับ

ก่อนสมัยใหม่โคตรๆ

(https://i2.wp.com/i.dailymail.co.uk/i/pix/2015/05/20/13/28A1E0E500000578-0-image-m-9_1432125456777.jpg)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 01 February 2016, 10:36:23 pm
(http://f.tqn.com/y/manhattan/1/S/w/l/united-nations-headquarters.jpg)

อาคาร UN คือตัวแทนความฝันของ International style หรือลัทธิสมัยใหม่นิยม
แต่.....ฝันของใครล่ะ

ฝันของแยงกี้งัย

แยงกี้มองว่า โลกต่อจากนี้ ต้องใช้ระเบียบโลกฉบับเดียวกัน
ภาษาหลัก คืออังกฤษ
เศรษฐกิจต้องเป็นทุนนิยม
ภาพยนต์ต้องเป็นฮอลี่วูด
ดนตรีต้องเป็นแจ็ส หรือเอลวิส

และ

การเมืองต้องเป็นแบบหลายพรรค
(ยกเว้นพวกที่อยู่นอกยุโรป ต้องใช้ระบบพิเศษคือปกครองด้วย CIA )

แนวทางนี้ เป็นระเบียบโลกมาจนถึงการทำลายกำแพงเบอร์ลิน เรื่อยมาจนถึงการบุกยึดคูเวต แยงกี้เลยต้องออกระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งสร้างความวินาศสันตะโรยิ่งไปกว่าระเบียบเก่า

(http://cdns.yournewswire.com/wp-content/uploads/2015/08/george-bush-new-world-order.jpg)

ในสถานะการณ์เช่นนี้ อะไรก็ตามที่จะทำให้ปลดแอกจาก Neo International Dogma ก็ไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลอง หรือทรยศต่อจุดยืน

ผมคิดว่า เป็นการเปลี่ยนจุดยืน แต่เป้าหมายยังคงเดิม คือเป็นไทจากระเบียบโลกที่เผด็จการแยงกี้เป็นคนบังคับใช้  :dribble:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 01 February 2016, 10:57:14 pm
ตัวอย่างที่พี่พียกมาใน Reply#218
มันก็คล้ายๆกับเลนิน ณ บอลเชวิคและชาวคณะ เอาแนวคิดคอมมิวนิสต์ไปปู้ยี่ปู้ยำ
เรียกว่าชิงสุกก่อนห่ามหรือคลอดก่อนกำหนดนั่นแล

อยากจะให้มองว่า "ความเป็นสมัยใหม่" มันเป็นของกลางๆ
มันเป็นปรากฏการณ์ทางจิตสำนึกของมวลมนุษย์ ที่จะต้องพบเจอ
และในที่สุดหากต้องการจะยกระดับจิตสำนึกตัวเองก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจกหรือระดับรัฐ
หรือ "ภาวะสมัยใหม่" เหมือนกับจุดพักแรมทางอันหนึ่งในระยะทางอันยาวไกลหรือการเดินขึ้นไปบนยอดเขา
จุดพักแรมครึ่งทางอันนั้นมันไม่ใช่ของพวกฝรั่งอั้งม้อ เพียงแต่ว่าพวกนี้เขาเดินผ่านจุดพักอันนี้ก่อนเผ่าพันธุ์อื่นๆก็เท่านั้น

และที่สำคัญ "จิตสำนึกแบบสมัยใหม่" มันยังไม่เพียงพอ
มันยังไม่สามารถพาอารยธรรมมนุษย์ให้ก้าวหน้าต่อไปได้
มนุษยชาติจำเป็นต้องผ่านเลยจุดพักแรมครึ่งทางอันนี้ และพยายามเดินหน้าต่อไปอีก

อย่าไปหลงประเด็นเรื่องที่ว่าเผ่าฝรั่งดีกว่าหรือเลวกว่า
และถึงแม้ว่าการกระทำหลายๆเรื่องของพวกฝรั่งมันจะเลวอย่างที่ว่า
มันก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราไปถึงจุดนั้นแล้วเราจะเลวอย่างฝรั่ง

อย่างเช่น..ถ้าจะบอกว่าวัยรุ่นสมัยนี้ใจแตกง่าย
งั้นถ้าเรามีลูก เราจะขัดขวางลูกของเราไม่ให้เติบโตผ่านวัยนี้ไปหรือครับ?
ใครทำกับลูกตัวเองแบบนี้บ้าง?
ไอ่คนข้างหน้ามันเดินเหยียบขี้ เราเดินตามหลังเห็นมันเหยียบขี้เต็มๆ เราต้องเหยียบตามมันหรือ?

ตรรกะวิบัติเจงๆ

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 12:25:19 am
เพิ่งรู้ว่าเลนินทำอย่างนั้น เราคงเรียนประวัติศาสตร์คนละโลก  :clown:
ส่วน  "ความเป็นสมัยใหม่" นั้น ผมไม่มีวันคิดว่าเป็นของกลางๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น รับประกันว่าคุยไม่จบ เพราะท่านเล่นยกขงจื้อ และพระพุทธเจ้ามา ทำอย่างนี้ก็เพี้ยนเท่านั้น เพราะขงจื้อ และพระพุทธเจ้า เป็นคำจำเพาะ ไม่ใช่ "ของกลางๆ"...ตรงนี้ผมว่าเฮียเฮ๊ก ใช้ความคลุมเครือเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ทำให้สนทนากันถึงชาติหน้า ก็ไม่เข้าใจกัน

คำว่า "สมัยใหม่" ที่ผมใช้ บอกชัดแล้วว่า
โลกต่อจากนี้ ต้องใช้ระเบียบโลกฉบับเดียวกัน
ภาษาหลัก คืออังกฤษ
เศรษฐกิจต้องเป็นทุนนิยม
ภาพยนต์ต้องเป็นฮอลี่วูด
ดนตรีต้องเป็นแจ็ส หรือเอลวิส


หรือบอกให้ชัดยิ่งขึ้นว่า คือการครอบงำโลกของจักรพรรดินิยมอเมริกัน ระหว่าง 1950-1980 ในทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองต่อบันดาประเทศบริวารที่ต้องกู้เงินตามแผนการมาร์แชล ผ่านทางธนาคารโลกและ IMF

ผิดจากนี้ ก็ต้องใช้คำใหม่ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 01:36:35 am
ที่ผมยกตัวอย่างคือ "เล่าจื้อ" ครับ ไม่ใช่ "ขงจื้อ" นะครับ
ผมว่าจิตสำนึกขงจื้อ เป็นจิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" อ่ะ

ถ้าจะให้ผมใช้คำอื่นที่ไม่ใช่ "โมเดิร์น,โพสต์โมเดิร์น" ผมว่าไม่แฟร์สำหรับผมนะครับ  :donot:

อย่างนั้นไอ่คำว่า "ปชต.แบบไทยๆ(ที่ไม่เหมือนใคร)" ก็ต้องไปหาคำอื่นมาแทนเช่นกัน
เพราะมันไม่ใช่ปชต.อะไรที่ไหน หากแต่เบื้องหลังของคำนี้ มันคือการอำพรางเจตนารมณ์อีกอย่างเอาไว้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 02:24:23 am
โทษที พิมพ์ผิด  :bowdown:

ส่วนคำว่า "ปชต.แบบไทยๆ(ที่ไม่เหมือนใคร)" นี่ ทำไมต้องเปลี่ยนด้วย คำนี้มีสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัวที่ชัดเจนมาก

ก็เหมือนคำว่า "ยิ้มสยาม" ที่ไม่ใช่การฉีกปาก แต่หมายถึงรูปแบบการเมืองที่ประเทศไทยใช้
หรือ "American Dreams" ก็ไม่ได้แปลว่าคนเมกันนอนหลับแล้วฝัน ที่จริงคือความจริงที่เหมือนฝัน อะไรทำนองนั้น

ผมคิดว่า ถ้าใช้ศัพท์ โดยใจชอบ ไม่ได้ตรงกับที่ชาวบ้านเขาใช้กัน ก็คงคุยกันยากเหมือนกัน

อย่างนั้นไอ่คำว่า "ปชต.แบบไทยๆ(ที่ไม่เหมือนใคร)" ก็ต้องไปหาคำอื่นมาแทนเช่นกัน
เพราะมันไม่ใช่ปชต.อะไรที่ไหน หากแต่เบื้องหลังของคำนี้ มันคือการอำพรางเจตนารมณ์อีกอย่างเอาไว้

ศัพท์อะไรก็ตาม เสนอออกมาแล้วย่อมต้องมีเบื้องหลัง การกำหนดขึ้นมาก็เพื่อประหยัดเวลาไม่ต้องท้าวความให้ยาวยืด พี่ท่านจะไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร ก็แค่บอกว่า เบื้องหลังพวกนั้นคืออะไรเท่านั้นเอง

แต่จะใช้ "โมเดิร์น,โพสต์โมเดิร์น" ในความหมายที่คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย แล้วพยายามจะให้เขารู้เอง อันนี้ก็ทำให้มากเรื่องเปล่าๆ จ้า
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 03:01:43 am
Quote from: pee on 02  February  2016, 02:24:23 am


ผมคิดว่า ถ้าใช้ศัพท์ โดยใจชอบ ไม่ได้ตรงกับที่ชาวบ้านเขาใช้กัน ก็คงคุยกันยากเหมือนกัน



ศัพท์อะไรก็ตาม เสนอออกมาแล้วย่อมต้องมีเบื้องหลัง การกำหนดขึ้นมาก็เพื่อประหยัดเวลาไม่ต้องท้าวความให้ยาวยืด พี่ท่านจะไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร ก็แค่บอกว่า เบื้องหลังพวกนั้นคืออะไรเท่านั้นเอง

แต่จะใช้ "โมเดิร์น,โพสต์โมเดิร์น" ในความหมายที่คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย แล้วพยายามจะให้เขารู้เอง อันนี้ก็ทำให้มากเรื่องเปล่าๆ จ้า


ไม่ใช่ว่าผมจะใช้ศัพท์แสง "โดยใจชอบ" นะ แต่มันผ่านการวิเคราะห์/สังเคราะห์
จากการอ่านและจากการสังเกตเหตุบ้านการเมืองทั้งในและตปท.มาระยะเวลาหนึ่ง
ผมเกิดข้อสังเกตในเรื่องนี้เมื่อ 2ปีก่อน ในวันหนึ่งหลังจากการวิ่งจ๊อกกิ้งอันแสนเหน็ดเหนื่อย
ผมยังแปลกใจและอุทานกับตัวเองเลยว่า "เฮ้ย!...เอ็งคิดได้ไงวะเนี่ย?"

เอาเป็นว่าขณะนี้ มันยังเป็นแค่ "สมมติฐาน" ก็แล้วกัน
ซึ่งถ้าสมมติฐานของผมผิดหรือมั่ว ก็โต้แย้งมาได้เลย ไม่มีความขุ่นข้องแต่อย่างใด

ผมไม่แคร์หรอกว่า ใครจะเชื่อหรือเข้าใจมัน..หรือไม่
แต่ถ้าจะพยายามบิดประเด็นละก็ ผมจะดึงมันกลับมาเอง
(ภายใต้ข้อจำกัดของเพดานแห่งการเซนเซอร์แบบมัดมือชกเท่าที่ผมจะโพสต์ได้นี่แหละ)



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 03:24:45 am
Quote from: Hexaphonic on 02  February  2016, 03:01:43 am

ไม่ใช่ว่าผมจะใช้ศัพท์แสง "โดยใจชอบ" นะ แต่มันผ่านการวิเคราะห์/สังเคราะห์
จากการอ่านและจากการสังเกตเหตุบ้านการเมืองทั้งในและตปท.มาระยะเวลาหนึ่ง
ผมเกิดข้อสังเกตในเรื่องนี้เมื่อ 2ปีก่อน ในวันหนึ่งหลังจากการวิ่งจ๊อกกิ้งอันแสนเหน็ดเหนื่อย
ผมยังแปลกใจและอุทานกับตัวเองเลยว่า "เฮ้ย!...เอ็งคิดได้ไงวะเนี่ย?"


ที่เล่ามานี่ก็ "โดยใจชอบ" ชัดๆ เลยนี่นา
คิดเองเออเอง แถมมาโพสต์โดยไม่บอกว่า เป็นทฤษฎีส่วนตัว

เจอคำว่า "โพสต์โมเดิร์น" ผมก็ต้องเดินตามความหมายที่คนทั้งโลกเขาใช้ ใครจะไปรู้ว่าคำนี้ใช้กับพระพุทธเจ้าได้ด้วย

ถ้ารู้ว่าเป็นทฤษฎีส่วนตัว
ผมอาจจะไม่สนทนาด้วยมาตั้งแต่แรกแล้วละ ขี้เกียจเรียนรู้สิ่งใหม่อ่ะ  :filrt:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 04:17:26 am
Quote from: pee on 01  February  2016, 08:24:10 pm

โดยปรัชญาแล้ว แนวคิดนี้คือการปลดแอกสถาบัน มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความทันสมัย พูดอีกอย่างก็ได้ว่า แม้มันจะล้าสมัยแต่ถ้ามันล้มสถาบัน หรือทำให้เป็นอิสระจากการครอบงำได้ มันก็คือโพสต์โมเดิร์น



สิ่งหนึ่งที่สมณโคดมกระทำลงไปในปวศ.
คือการปฏิเสธความเชื่อ,จารีตบางอย่างหรือทัศนคติแบบระบบวรรณะในสังคมฮินดูสมัยนั้น

นี่ไม่ใช่ "โพสต์โมเดิร์น" หรอกหรือ?

ปล. คหสต.คำเรียกท่านว่า "พระพุทธเจ้า" เป็นคำเรียกในแบบ "จิตสำนึกพรีโมเดิร์น"
แต่ถ้าเรียกท่านว่า ตถาคต หรือพุทธะ(เฉยๆ) จัดว่าเป็นคำเรียกในแบบ "จิตสำนึกโพสต์โมเดิร์น"
ผมว่าเรียกท่านว่า "สมณโคดม" ยังจะถูกตรงกว่า(สมณะแห่งสกุลโคตมะ)
เพราะในห้วงเวลาที่ท่านประกาศธรรม ท่านไม่ใช่ "เจ้า"
แต่ท่านครองสมณเพศอยู่
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 05:00:00 am
ถ้า Reply #227 ของเฮียเฮ็ก เขียนโดยบริสุทธิ์ใจ
ก็แปลว่า ด่าธีรยุทธกับไชยันต์ด้วยควาลักหลั่น
เพราะเขาก็ทำอย่างเดียวกับที่คุณยกย่องพระพุทธเจ้านั่นแหละ

สิ่งหนึ่งที่สมณโคดมกระทำลงไปในปวศ.
คือการปฏิเสธความเชื่อ,จารีตบางอย่างหรือทัศนคติแบบระบบวรรณะในสังคมฮินดูสมัยนั้น

นี่ไม่ใช่ "โพสต์โมเดิร์น" หรอกหรือ?

อย่างไรก็ดี เฮียเฮ๊ก ยังคงสรุปแบบตามใจฉันอยู่นั่นเอง
ในโค้ตของผม มันเริ่มด้วยคำว่า "โดยปรัชญาแล้ว" ซึ่งเป็นข้อความเชิงอุปมา
ละตามหลักภาษาแล้ว คำนี้จะครอบคลุมความหมายของทั้งประโยค
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ทุกๆ การปลดแอกสถาบันจะต้องเป็นโพสต์โมเดิร์น
แต่โพสต์โมเดิร์นนั้นโดยปรัชญาแล้ว คือการปลดแอกสถาบัน
และสถาบันที่ผมหมายถึงในกรณีของโพสต์โมเดิร์น ก็คือแยงกี้
เจ้าของระเบียบโลกใหม่หลังพิชิตนาซี

ไอ้วิธีตัดคำมาใช้ "ตามใจชอบ" นี่ก็เป็นอีกเหตุที่ผมไม่อยากสนทนาต่อจริงๆ
มันคือวิธีการของพวกโสฟิสต์ ที่เฮียก็เพิ่งด่าไปแหม็บๆ นี่แหละ ลิมแล้วหรือ

:clown:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 05:51:31 am
เราจะเอาตัวรอดจากศัตรูที่แข็งแรง อย่างน้อยเราก็ต้องแข็งแรงพอๆกับศัตรู
นี้มิได้หมายถึงความแข็งแรงในทางกลาโหม
แต่หมายถึงในระดับจิตสำนึกใหญ่รวมหมู่ ตรรกะวิธีคิดที่เท่าทัน กระบวนทัศน์ของรัฐ

นั่นหมายความว่ารัฐใด หากจะเอาตัวรอดจากภัยคุกคามในทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
หากรัฐเล็กๆอย่างรัฐไทย จะปลดแอกตัวเองจากสถาบันแยงกี้ จะทำยังไง?
ทำแบบที่กำลังทำอยู่นี้น่ะหรือ? มันใช่ไหม?

ผมว่ารัฐที่คิดจะปลดแอกตัวเองหรือเอาตัวรอดจากการคุกคามได้ จะต้องเปลี่ยนผ่านจิตสำนึกใหญ่ของตัวเอง
จากที่เคยเป็นแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ไปเป็นแบบ "สมัยใหม่"
จิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ไม่มีทางสู้หรือเอาตัวรอดจากรัฐที่มีจิตสำนึกแบบ "สมัยใหม่" ได้หรอก
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 05:57:20 am
Quote from: Hexaphonic on 02  February  2016, 05:51:31 am
ผมว่ารัฐที่คิดจะปลดแอกตัวเองหรือเอาตัวรอดจากการคุกคามได้ จะต้องเปลี่ยนผ่านจิตสำนึกใหญ่ของตัวเอง
จากที่เคยเป็นแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ไปเป็นแบบ "สมัยใหม่"
จิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ไม่มีทางสู้หรือเอาตัวรอดจากรัฐที่มีจิตสำนึกแบบ "สมัยใหม่" ได้หรอก


โค้ตข้างบนนี่คือตัวอย่างของการพูดคนเดียว แต่เอามาลงบอร์ดสาธารณะ

ผมเชื่อว่า มีสมาชิก 0 คน รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร
ผมเป็นหนึ่งใน 0 คนนั้นครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 06:04:37 am
Quote from: pee on 02  February  2016, 05:57:20 am

ผมเชื่อว่า มีสมาชิก 0 คน รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร
ผมเป็นหนึ่งใน 0 คนนั้นครับ


สิ่งที่ผมพูดผมว่ามันซับซ้อนน้อยกว่าการเล่นเครื่องเสียงอีกนะ
และผมเชื่อว่าคนที่เคยโพสต์เคยรีพลายเรื่องหนักๆอย่าง การเมือง,ศาสนาในเวปนี้ ต้องรู้ว่าผมพูดอะไร
แต่จะเห็นด้วยหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
พี่อย่าคิดแทนคนอื่นๆดิ อย่างนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติสมช.ท่านอื่นๆนะ
(รึไม่ก็อาจจะเป็นการเร่งปฏิกิริยาในด้านกลับ ทำให้หลายๆคนเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดมากขึ้นซะอีก 555)

"..ก่อนสมัยใหม่..สมัยใหม่..หลังสมัยใหม่.."
นี่ล่ะครับ คือสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมสามระดับ" ล่ะ

ไม่ใช่ "ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ" ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด อธิบายแบบนั้น ผมว่ามันอัตวิสัยเกินไป
เราจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องมือ มาเป็นมาตรวัดกับการตัดสินใจของคน?
เราจะรู้ได้ไงว่าการตัดสินของผู้นั้นไม่มีอคติ?
และถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะ "ต้องทำ" ในห้วงเวลาหนึ่ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคย "ต้องทำ" มันอาจจะกลายเป็น "ไม่ควรทำอย่างยิ่ง"
และมันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ในปวศ.ของมวลมนุษยชาติก็มีตัวอย่างให้เห็น
นั่นหมายความว่าแนวคิดอัตวิสัยแบบนี้ มันไม่ทนต่อกาลเวลา



ถามว่า..(โดยเฉพาะเลยนะ ถามกับท่านที่เคยไปเรียนตปท.หรืออาศัยหรือเคยอาศัยอยู่ตปท.น่ะ)

1.อะไรคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจิตสำนึกหรือโลกทัศน์จักรวาลวิทยาแบบ "ก่อนสมัยใหม่" กับ "สมัยใหม่" ?

2.อะไรหรือปรากฏการณ์ใด ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจิตสำนึกใหญ่
  จากสภาวะ"ก่อนสมัยใหม่" ไปสู่สภาวะ "สมัยใหม่" ?

3.ในระดับรัฐ มีรัฐใดบ้างที่เปลี่ยนผ่านจิตสำนึกใหญ่อย่างในปรากฏการณ์ข้อ 2. ได้สำเร็จ?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 07:17:07 am
"ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ"

เป็นศัพท์ที่ไม่มีบริบท ฟังปุ๊ปก็เข้าใจปั๊ป
เอาไปใช้ประกอบกับอะไร ใครอ่านก็ไม่สับสน

แต่คำว่า "..ก่อนสมัยใหม่..สมัยใหม่..หลังสมัยใหม่.." มันต้องมีตัวบทรองรับ แล้วคนที่จะเข้าใจก็ต้องอ่านหนังสือมาระดับหนึ่ง แม้กระนั้น แต่ละคำก็ยังต้องจำกัดความต่อไปอีก ความเข้าใจจึงจะตรงกัน

สำหรับตัวผมเอง คำว่า "ก่อนสมัยใหม่" เป็นคำที่สับสน เเพราะคำว่าสมัยใหม่นี้ เหมือนเชื้อโรค มันจึงมีแต่ "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" สมัยใหม่ แถมมันยังยุ่งยากอีกเพราะการเป็นกับไม่เป็นสมัยใหม่ในแต่ละกิจกรรมนั้น เกิดและดำเนินไปไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น การมีเมียเดียว ในสังคมไทยถือว่าสมัยใหม่มากในรัชกาลที่ 5 แต่คนที่มีเมียเดียวคนนั้น ก็อาจจะไม่สมัยใหม่ในอีกหลายๆ เรื่อง เช่นไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนหนังสือเลย และยึดถือประเพณีดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด จนกระทั้ง แม้แต่การใช้ตัวเลข ก็ยึดตามหลักโบราณว่า ถ้าไม่ใช่ตัวเลขในเชิงคำนวณ ต้องใช้เป็นตัวอักษร เช่น รัชกาลที่ห้า หรือ ทหาร 50 นาย

ดังนั้น เอาคำที่มีเงื่อนไขจำเพาะเหล่านี้มาใช้ ต้องอธิบายและจำกัดความให้มันชัดด้วย หาไม่ก็จะพูดกันคนละเรื่อง เป็นต้นว่า "วัฒนธรรมสมัยใหม่" โหย ถ้าไม่ระบุให้ชัด คุยถึงชาติหน้าก็ไม่เข้าใจกัน

อนึ่ง เอาคำว่า "ก่อนสมัยใหม่" ไปใช้กับพุทธประวัตินี่ รับประทานไม่ลงครับ ผิดสำแดง โรคดัดจริตกำเริบหนักเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 02:42:47 pm
จิตสำนึกแบบสมัยใหม่ ไม่ใช่เชื้อโรคนะครับ
แต่มันคือประสบการณ์หรือวุฒิภาวะที่เกิดขึ้น ในภาวะที่มีแรงกดดันจนต้องเปลี่ยนผ่านจิตสำนึกตัวเอง
มันเปรียบเหมือนกับคนที่ได้ผ่านประสบการณ์บางอย่างไปแล้ว
อย่างเช่นขี่จักรยานขับรถหรือว่ายน้ำเป็นแล้ว
จะทำให้ทำตัวเองว่าขี่จักรยานหรือว่ายน้ำไม่เป็น มันทำไม่ได้หรอกครับ

จิตสำนึกที่เปลี่ยนผ่านตัวเองจากสภาวะก่อนสมัยใหม่ ไปสู่สภาวะสมัยใหม่
แล้วจะย้อนจิตสำนึกตัวเองให้กลับไปเป็นแบบก่อนสมัยใหม่อีก มันก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
พูดอีกอย่างก็คือเกิดอาการ "ตาสว่าง" ไปแล้วนั่นแหละ

ผมไม่เห็นว่าอัตวิสัยชี้นำแนวๆ "ต้องทำ..ทำ..ไม่ทำ" มันจะตอบข้อสงสัยอะไรได้เลย
"วัฒนธรรมสามระดับ" อธิบายได้มั้ยว่าทำไมอาหรับสปริงจึงล้มเหลว?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 02 February 2016, 03:26:38 pm
หากจะเปรียบเป็นรูปธรรม จิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ มันก็เหมือนกับปิรามิด
มันมีลักษณะโครงสร้างทางความคิดแบบแนวดิ่งลำดับชั้นสูงต่ำ
มีแรงกดทางฟิสิกส์ โดยข้างบนปิรามิดส่งน้ำหนักกดลงมาที่ฐานข้างล่าง
รูปแบบการปกครองของรัฐที่มีจิตสำนึกแบบนี้ จะเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจ

คติค่านิยมก็จะเป็นไปในทำนองว่า..มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติมีความบาปความชั่วอยู่ในกมลสันดาน
จึงต้องมีองค์อำนาจเทวสิทธิ์ (ที่มองไม่เห็น) คอยสอดส่องตรวจตราพิพากษามนุษย์ตลอดเวลา

ในขณะที่จิตสำนึกแบบสมัยใหม่ เป็นโครงสร้างแบบแนวราบ
จิตสำนึกสังคมจะพยายามดิ้นรนเรียนรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เป็นเจตจำนงค์เสรี
ไม่มีองค์อำนาจเทวสิทธิ์มาทำตัวเป็น "คุณปู่รู้ดี" คอยครอบงำลูกหลานว่าต้องทำหรือไม่ทำอะไร
เกิดการเกลี่ยกระจายอำนาจ/ทรัพยากร ไปในแนวระนาบ
แรงเสียดทานกดดันต่อตัวเองจะมีน้อยกว่า เอาตัวรอดจากภัยอันตรายจากภายนอกได้มากกว่า

ถ้าหากว่าทัศนคติแบบสมัยใหม่ = โครงสร้างแบบแนวระนาบ แล้วละก็
คอนเส็บส์ทางรัฐศาสตร์จำพวกนี้ ก็ย่อมมีโครงสร้างแบบแนวระนาบด้วยเช่นกัน...
การเห็นคนเท่ากัน มนุษยนิยม แนวคิดแบบรัฐโลกวิสัย รัฐฆราวาส
การปฏิเสธทัศนคติแบบลำดับชั้นวรรณะ-อำนาจนิยม
การนำไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมในทางรัฐศาสตร์ที่อิงกับระบบไม่ยึดติดตัวบุคคล
จิตสำนึกสาธารณะ ความเคารพในกฏเกณฑ์มากกว่าตัวบุคคลหรือคณะบุคคล..ฯลฯ
นั่นหมายความว่า รัฐใดที่ยังมีจิตสำนึกรวมหมู่แบบก่อนสมัยใหม่
ย่อมไม่มีทางที่คอนเส็บส์รัฐศาสตร์แบบสมัยใหม่จะเกิดขึ้นและเติบโตบนรัฐที่ยังคงเป็นแพลตฟอร์มแบบก่อนสมัยใหม่ได้หรอก
มันไปด้วยกันไม่ได้เลย

และชุดความคิดทางรัฐศาสตร์ในแบบสมัยใหม่ทั้งหลาย จะถูกจิตสำนึกก่อนสมัยใหม่ต่อต้านขัดขวางในทุกวิถีทาง

รัฐใดที่มีโครงสร้างทางสังคมแบบปิรามิด ถึงจุดหนึ่งแรงกดทางฟิสิกส์จากมวลอันมหาศาลของตัวเอง
มันจะทำลายโครงสร้างของรัฐนั้นๆเอง และแล้วรัฐนั้นๆก็จะเดินมาถึงจุดทางเลือกอยู่ 2 ทางที่ต้องตัดสินใจ
1.แปรรูปแรงกดทางฟิสิกส์ จากโครงสร้างอำนาจปิรามิดแนวดิ่ง ไปเป็นโครงสร้างอำนาจแบบแนวระนาบ
2.หรือไม่ก็เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นซากโบราณสถาน

อยากจะเป็นแบบไหน ก็เลือกเอา

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 02 February 2016, 07:31:24 pm
Quote from: Hexaphonic on 02  February  2016, 02:42:47 pmผมไม่เห็นว่าอัตวิสัยชี้นำแนวๆ "ต้องทำ..ทำ..ไม่ทำ" มันจะตอบข้อสงสัยอะไรได้เลย
"วัฒนธรรมสามระดับ" อธิบายได้มั้ยว่าทำไมอาหรับสปริงจึงล้มเหลว?


คนตาบอดย่อมไม่เห็นแสงสว่าง
อธิบายไปก็ป่วยการ เพราะแค่ใช้คำว่า "อาหรับสปริง"
ก็รู้แล้วว่า เป็นทาสความคิดของฝ่ายใด

แต่ขำที่คุณคิดว่าตัวเองเสนอสิ่งที่ไม่เป็นอัตวิสัย.....ฮา
ความรู้งอกมาจากกระบอกไม้ใผ่ กระนั้นหรือ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 04 February 2016, 01:55:22 am
กระทู้นี้ช่างอ่านเข้าใจลำบากยากเย็นซะจริงๆ  :stupid:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: K. PJ on 04 February 2016, 03:37:46 am
เรื่องพวกนี้ทำให้ผมหมดสัทธา​ เพื่อน​ ญาติพี่น้องไปหลายคน​ จนไม่อยากคบ​ ไม่อยากไปเยี่ยมเยียน​  เขาว่าเรา ไม่ยอมฟังสิ่งที่พวกเขาฟังกันอยู่ทุกวัน​  ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกันสำหรับคนที่คิดแบบนั้น​ เจอหน้าแค่ทักแบบคนรู้จัก​ เสียดายความรู้สึกดีๆ​ ที่เคยมีต่อกันมากมาย​ แต่ทั้งลุงป้าน้าอา​ ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับสิ่งปฏิกูล​  ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน

คุยไปเสียเวลาครับพี่​ ผมคิดว่าถึงวันนี้แล้ว​ คนที่ยังยึดถือพระเจ้าของเขาไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว​  ปล่อยลอยทิ้งเขาไปได้เลย​ 

หรือผมคิดผิดครับพี่?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 04:26:09 am
Quote from: K. PJ on 04  February  2016, 03:37:46 am
หรือผมคิดผิดครับพี่?


เราอยู่ในบอร์ดสาธารณะครับ
คิดว่าอะไรเป็นมิจฉาทิษฐิ ก็ต้องแย้ง

เจ้าตัวน่ะ เราคงไปเปลี่ยนอะไรเขาไม่ได้
แต่คนอ่านอื่นๆ ควรได้รับข้อมูลหลายด้านครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 04:50:26 am
จะมาโบกว่า ผมก็มีความรู้สึกเหมือนกับพี่พี(Reply#238) กะ พี่พินิจK.PJ(Reply#237)
คือผมก็รู้สึกอย่างนี้..กับทิษฐิในทางรัฐศาสตร์ของคนบางคน  -_-

แต่คอมเม้นท์ของเฮียหวัง(Reply#236) ผมไม่เห็นด้วยนะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 04 February 2016, 05:06:41 am
การปกครองแบบสมัยใหม่ อย่างเช่นอเมริกา (รึเปล่าก็ไม่รู้... ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าสมัยใหม่ของคุณHexaphonic) มันไม่เป็นรูปปิรามิดยังไง ก็มีประธานาธิบดีเป็นยอดปิรามิด มีรัฐมนตรี มีสภา อะไรๆแผ่กว้างรองลงมา เหมือนกับการปกครองทุกระบบในโลกทุกยุคทุกสมัย

ตัวการทำให้โลกไม่สงบ คือผู้นำเลวต่างหาก ไม่ใช่ระบบ
ถ้าผู้นำดี แก้ระบบที่ไม่ดีได้
ถ้าผู้นำเลว ระบบดียังไงก็ใช้ไม่ได้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 05:44:50 am
Quote from: Hexaphonic on 04  February  2016, 04:50:26 am
จะมาโบกว่า ผมก็มีความรู้สึกเหมือนกับพี่พี(Reply#238) กะ พี่พินิจK.PJ(Reply#237)
คือผมก็รู้สึกอย่างนี้..กับทิษฐิในทางรัฐศาสตร์ของคนบางคน  -_-


นี่ก็เป็นตัวอย่างของการอุปโลกยัดเยียดสิ่งที่ไม่มีให้มันมีให้จงได้
คือถ้าเรากำลังอยู่บนเวทีสัมนาอะไรที่เป็นทางการ จะใช้คำหรูอย่างนี้ "ทิษฐิในทางรัฐศาสตร์" คนฟังก็คงอมยิ้มว่า เว่อร์ไปป่าวเพ่

แต่คุยในเว็บหมวดจิปาถะ จับฉ่ายอย่างนี้ เจอเข้าไปก็ได้แต่ร้องว่า จะดัดจริตปายหนาย
ผมเองอายุปูนนี้แล้ว บอกตามตรงว่า ยังไม่รู้เลยว่า รัฐศาสตร์คืออะไร กินความกว้างขวางหรือคับแคบแค่ใหน

เออ ถ้ายกชื่อเจ้าของทิษฐิมาประกอบ อาจจะทำให้เก๊ทขึ้นมาได้บ้างว่า เจ้าทิษฐิในทางรัฐศาสตร์ที่ว่านี้ มันคืออะไร
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 06:04:12 am
Quote from: sw on 04  February  2016, 05:06:41 am
การปกครองแบบสมัยใหม่ อย่างเช่นอเมริกา (รึเปล่าก็ไม่รู้... ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าสมัยใหม่ของคุณHexaphonic) มันไม่เป็นรูปปิรามิดยังไง ก็มีประธานาธิบดีเป็นยอดปิรามิด มีรัฐมนตรี มีสภา อะไรๆแผ่กว้างรองลงมา เหมือนกับการปกครองทุกระบบในโลกทุกยุคทุกสมัย


เพิ่งรู้ว่า มีการปกครองแบบไม่เป็นรูปปิรามิดในโลกใบนี้ด้วยแฮะ

ผมยกตัวอย่างสภาในอุดมคติที่พยายามทำให้เป็นจริงแบบหลอกๆ ก็คือสมัชชาสหประชาชาติ อะไรๆ ก็เดินตามหลักการเสียงส่วนใหญ่แหละ แต่ทำไมมี 5 เสียงที่ใหญ่กว่าชาวบ้านล่ะ ต่อให้ทั้งโลกโหวต x แต่แค่หนึ่งในห้าเสียงนี้บอกว่า no ไอ้ x นั่น ก็ตกไป

ส่วนสหรัฐนั้น ยิ่งตลก เพราะที่ชาวบ้านเข้าคูหาลงคะแนนเลือกผู้นำนั้น ที่จริงไม่ได้มีผลกับการเลือกจริงๆ เลย เพราะคนเลือก เขาเรียกว่าคณะผู้เลือกตั้ง 538 เสียง ชาวบ้านเทเสียงให้มากแค่ใหนก็ไม่เกี่ยว ตะแนนคณะผู้เลือกตั้งต่างหาก ที่กำหนดผู้ชนะ

Popular Vote vs. Electoral Vote
Popular vote คือคะแนนที่นับจากคะแนนเสียงของประชาชนจริงๆ ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่สามารถแสดงให้เห็นว่าความนิยมของประชาชนที่แท้จริงเป็นอย่างไร เช่น ในการเลือกตั้ง 2012 โอบามาได้รับ303  Electoral Vote และรอมนี่ได้รับ 206  Electoral Vote ซึ่งดูเหมือนจะห่างกันมาก แต่่คะแนน Popular vote ค่อนข้างใกล้เคียง คือ 50.4% และ 48% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วประชาชนอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่สนับสนุนโอบามา

http://www.ostc.thaiembdc.org/test2012/stnews_Nov12_6
ประชาธิปไตยมันไม่ใช่เสื้อสูทสำเร็จรูป มันต้องสั่งตัดไปตามแต่ละประเทศ แต่มักจะมีคนบ้า พยายามตัดประเทศไทยยัดลงเสื้อสูทประชาธิปไตยของประเทศอื่นอยู่ร่ำไป
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 06:10:57 am

ปธน.แบบอเมริกา มีรมต.มีสภา มีโครงสร้างอำนาจอะไรๆแผ่กว้างรองๆลงมาก็จริง
แต่นั่นเป็นรูปธรรมทางการบริหาร
บางอย่างมันอาจจะเหมือนการปกครองแบบโบราณ แต่ตัวบทกฎหมายวิธีการบริหารอำนาจ
เทคนิคในการป้องกันการผูกขาดอำนาจ มันไม่ใช่แบบแนวดิ่งรวมศูนย์อย่างแน่นอน

อเมริกาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของเสรีนิยม แล้วมันจะทำให้การปกครองแบบเสรีนิยมอื่นๆเลวร้ายไปด้วยหรือ?
ตัวอย่างการปกครองในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิต ออสเตรีย เยอรมัน สแกนดิเนเวีย
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา มีความเลวร้ายยังไงบ้าง? เอามาให้ดูหน่อยดิ

ผมจะรู้ได้ไงว่าผู้ปกครองคนนั้นเป็นคนดี แล้วถ้าอีกหลายปีให้หลัง
ผู้นำคนนั้นกลายเป็นคนเลวล่ะ? ผมจะรับผิดชอบยังไง?
สิบปีมานี้ มันทำให้ผมไม่ไว้ใจ "คนดี" แล้วครับ

สิ่งที่โชคร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นรัฐหนึ่งๆ เท่าที่จะจินตนาการได้
คือคนเลวๆที่ปลอมตัวเป็นคนดีที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ระบบดีๆเกิดขึ้น


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 04 February 2016, 06:30:59 am
เสรีนิยม ยังใช้ไม่ได้กับประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม เน้นว่า"ส่วนใหญ่"นะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด
ไม่พร้อมคือ ขาดความรู้ความคิด ขาดจิตสำนึก ขาดสติ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม

ทำไมถึงว่าไม่พร้อม ก็ไปอ่านในกระทู้ อาเพศครั้งใหญ่ แค่เรื่องตุ๊กตาปัญญาอ่อนเรื่องเดียว ก็รู้แล้วว่าขาดสติ
แล้วจะปล่อยปกครองเสรีได้อย่างไร จะไม่เละยิ่งกว่าอเมริกาหรือ ผมว่าจะถึงกับสิ้นชาติเลยทีเดียวล่ะ

นี่ก็เสรีมากไปด้วยซ้ำ คนเลวถึงได้ปลุกระดมหลอกคนขาดสติให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายกันขึ้นมา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 07:42:14 am
มาอีกแล้ว อ้างศัพท์ใหญ่ แต่ไม่มีความรู้รองรับเอาเสียเลย ขนาดต้องมาขอตัวอย่างเพื่อตัวเองจะได้นำไปใช้ เอาวะ ลองดูหน่อย

ตัวอย่างการปกครองในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิต ออสเตรีย เยอรมัน สแกนดิเนเวีย
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา มีความเลวร้ายยังไงบ้าง? เอามาให้ดูหน่อยดิ


ความจริงท่านควรเป็นคนยกข้อดีของประเทศเหล่านี้มารองรับทฤษฎีของท่านนะคร๊าบ

ญี่ปุ่น ...ปกครองพรรคเดียวมาตั้งแต่เป็นเมืองขึ้นของเมกา นายกหลายคนเริ่มตั้งแต่ทานากะ รับสินบน ท่านทราบหรือไม่ว่า หนังสือสาแหรกตระกูลเป็นคัมภีร์ลับสุดยอด และโคตรแพง ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ยอมทุ่มเงินซื้อ เพื่อใช้สอบประวัติก่อนรับเข้าเป็นพนักงาน รับผู้ลี้ภัยปีละ 6-7 คน ปีที่แล้วทำลายสถิติ รับไว้ถึง 27 คน อ้อ ท่านคงไม่ลืมสามแสนศพที่นานกิงนะ

เกาหลีใต้ ...โรห์ มู-ฮุน อดีตประธานาธิบดีกระโดดหน้าผาตายเพราะคนในครอบครัวรับสินบน

สวิต ...สวรรค์ของการฟอกเงิน

ออสเตรีย ...ฟอกขาวให้นาซี

เยอรมัน ....เดมเลอร์ ติดสินบนกว่า 20 ประเทศ โฟล์คปลอมผลการวัดค่าไอเสียมากกว่าสิบเอ็ดล้านคัน

สแกนดิเนเวีย...สวรรค์ของการก่อการร้าย

ออสเตรเลีย กีดกันผิว หนักที่สุดในโลกใบนี้

สหราชอาณาจักร ...เป็นคนไทย ต้องถามความชั่วของประเทศนี้ด้วยหรือ

สองประเทศนี้ไม่มีความรู้ครับ
นิวซีแลนด์
แคนาดา
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 07:46:44 am
Quote from: Hexaphonic on 04  February  2016, 06:10:57 am

ปธน.แบบอเมริกา มีรมต.มีสภา มีโครงสร้างอำนาจอะไรๆแผ่กว้างรองๆลงมาก็จริง
แต่นั่นเป็นรูปธรรมทางการบริหาร
บางอย่างมันอาจจะเหมือนการปกครองแบบโบราณ แต่ตัวบทกฎหมายวิธีการบริหารอำนาจ
เทคนิคในการป้องกันการผูกขาดอำนาจ มันไม่ใช่แบบแนวดิ่งรวมศูนย์อย่างแน่นอน


ตัวแดงนี่ เข้าข่ายสำเร็จความไคร่ทางรัฐศาสตร์....ฮา
พูดยังกับสำนักโคสะนาชวนเชื่อแยงกี้สาขาโคราชเลย

ขอหลักฐานที่ว่าไม่รวมศูนย์แนวดิ่งอะไรนี่หน่อยเหอะ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 02:30:17 pm
Quote from: pee on 04  February  2016, 07:42:14 am
มาอีกแล้ว อ้างศัพท์ใหญ่ แต่ไม่มีความรู้รองรับเอาเสียเลย ขนาดต้องมาขอตัวอย่างเพื่อตัวเองจะได้นำไปใช้ เอาวะ ลองดูหน่อย

ตัวอย่างการปกครองในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิต ออสเตรีย เยอรมัน สแกนดิเนเวีย
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา มีความเลวร้ายยังไงบ้าง? เอามาให้ดูหน่อยดิ


ความจริงท่านควรเป็นคนยกข้อดีของประเทศเหล่านี้มารองรับทฤษฎีของท่านนะคร๊าบ

ญี่ปุ่น ...ปกครองพรรคเดียวมาตั้งแต่เป็นเมืองขึ้นของเมกา นายกหลายคนเริ่มตั้งแต่ทานากะ รับสินบน ท่านทราบหรือไม่ว่า หนังสือสาแหรกตระกูลเป็นคัมภีร์ลับสุดยอด และโคตรแพง ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ยอมทุ่มเงินซื้อ เพื่อใช้สอบประวัติก่อนรับเข้าเป็นพนักงาน รับผู้ลี้ภัยปีละ 6-7 คน ปีที่แล้วทำลายสถิติ รับไว้ถึง 27 คน อ้อ ท่านคงไม่ลืมสามแสนศพที่นานกิงนะ

เกาหลีใต้ ...โรห์ มู-ฮุน อดีตประธานาธิบดีกระโดดหน้าผาตายเพราะคนในครอบครัวรับสินบน

สวิต ...สวรรค์ของการฟอกเงิน

ออสเตรีย ...ฟอกขาวให้นาซี

เยอรมัน ....เดมเลอร์ ติดสินบนกว่า 20 ประเทศ โฟล์คปลอมผลการวัดค่าไอเสียมากกว่าสิบเอ็ดล้านคัน

สแกนดิเนเวีย...สวรรค์ของการก่อการร้าย

ออสเตรเลีย กีดกันผิว หนักที่สุดในโลกใบนี้

สหราชอาณาจักร ...เป็นคนไทย ต้องถามความชั่วของประเทศนี้ด้วยหรือ

สองประเทศนี้ไม่มีความรู้ครับ
นิวซีแลนด์
แคนาดา


ใช่แล้วกับการกระทำของพวกนี้ เราอย่าไปติดเชื้อโรคของมัน
ฉะนั้นอยู่กับความเป็นไทยของเราต่อไป
เช่น....เอ่ม...ไม่โพสต์ดีกว่า
แต่ตัวอย่างและละปท.ยกมาน้อยเกินไป ครับฟังไม่ขึ้น
ขอแบบ บางกอก 50เหตุผล หน่อยดิ

กรณีออสเตรีย เยอรมัน คือตัวอย่างของการตรวจสอบกันเองในโลกเสรี ซึ่งสังคมเราไม่มี
สแกนดิเนเวีย ไม่เป็นสวรรค์ของปชช.ของเขาเองด้วยหรือ?
ไทยล่ะเป็นสววรค์ของอะไร?

แล้วชาวอินโดจีนเพื่อนบ้าน ต้องถามถึงความชั่วของบางปท.ไหมล่ะ?


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 05:11:18 pm
Quote from: Hexaphonic on 04  February  2016, 02:30:17 pm
กรณีออสเตรีย เยอรมัน คือตัวอย่างของการตรวจสอบกันเองในโลกเสรี ซึ่งสังคมเราไม่มี


มาอีกแระ ศัพท์หรูแต่กลวงโบ๋

โกงแล้วถูกจับได้ อุตส่าห์เรียกซะเปลืองสมองว่า"การตรวจสอบกันเองในโลกเสรี"
เพ่ โลกใหนๆ โกงแล้วเขาก็ต้องหาทางลากคอเข้าคุกทั้งนั้น
อย่ามาอ้างคำอะไรให้มันเท่ขึ้นมาเล้ย จีนจะหัวเราะเอา
ยิ่งคำว่า "โลกเสรี" นี่ ชัดเลย พี่กำลังสำเร็จความไคร่ทางรัฐศาสตร์อีกแล้ว

เมกาน่ะ ผู้หญิงเพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งนะ นิโกรก็ต้องนั่งรถเมล์แถวหลัง
แถมเด็กหญิงผิวดำจะไปโรงเรียน ผู้ว่าต้องส่งรักษาดินแดนอาวุธครบมือตามไปส่ง
แล้วกฏหมายทาสน่ะ เพิ่งยกเลิกครบทุกมลรัฐเมื่อไม่นานมานี้เอง รู้ป่าว...โคตรเสรีเลย

"ซึ่งสังคมเราไม่มี"
พี่คงเกิดไม่ทันยุคพลเอกสุรจิต จารุเศรณี รัฐมนตรีเกษตรยุคเผด็จการเต็มใบ 2507 กับเมีย ติดคุกจนตายเพราะรับสินบน
เกิดไม่ทันหนังสือพิมพ์ขุดคุ้ยมรดกจอมพลสฤษดิ์ว่าทำไมแยะนัก จนกลายเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่
และเกิดไม่ทันการแฉว่า ลูกถนอมพาทหารพังป้อมยาม กลายเป็นชนวนลุกลามต่อถึงกรณีเอาฮ.ล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่....และเกิดวันที่ 14 ตุลา

ส่วนกรณีโคตรโกงของตระกูลชินวัตร พี่ก็คงมองว่า เป็นอะไรสักอย่างที่ต้องหาศัพท์สุดหรูมาปกป้องคนโกงอีกตามเคย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 04 February 2016, 06:11:18 pm
Quote from: pee on 04  February  2016, 05:11:18 pm
ส่วนกรณีโคตรโกงของตระกูลชินวัตร พี่ก็คงมองว่า เป็นอะไรสักอย่างที่ต้องหาศัพท์สุดหรูมาปกป้องคนโกงอีกตามเคย


อันนี้คงจะเป็นการปกครองแบบหลังสมัยใหม่อย่างบูรณาการ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 06:15:55 pm
ผมถึงบอกไงว่า จิตสำนึกแบบสมัยใหม่ มันยังไม่ถึงที่สุด
แต่กระนั้นมันก็เป็นไฟท์บังคับที่สังคมที่มีจิตสำนึกก่อนสมัยใหม่ต้องผ่านกระบวนการอันนี้เสียก่อน
เพื่อจิตสำนึกรวมหมู่แห่งรัฐ จะเปลี่ยนผ่านไปถึงจิตสำนึกแบบหลังสมัยใหม่อีกทีหนึ่ง ซึ่งจะชิงสุกก่อนห่ามมิได้
บลาๆๆๆๆๆ

แล้วมันก็ไม่ได้หมายความว่าการมีจิตสำนึกแบบสมัยใหม่ จะนำไปสู่การทำความเลวระยำเหมือนกับพวกนั้น
มันไม่ใช่ความเท่ากันในแบบสมการคณิตศาสตร์ซักกะหน่อย

ผมว่าก่อนจะไปเพ่งโทษจับผิดรัฐอื่น
(ศัพท์สำนวนแบบก่อนสมัยใหม่เรียกว่าพฤติกรรมแบบนี้อะไรนะ "คนพาล" รึไงเนี่ย)
ดูสารรูปรัฐตัวเองก่อนมั้ยว่าเป็น Failed State รึยัง?
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 06:39:15 pm
Quote from: sw on 04  February  2016, 06:11:18 pm
Quote from: pee on 04  February  2016, 05:11:18 pm
ส่วนกรณีโคตรโกงของตระกูลชินวัตร พี่ก็คงมองว่า เป็นอะไรสักอย่างที่ต้องหาศัพท์สุดหรูมาปกป้องคนโกงอีกตามเคย


อันนี้คงจะเป็นการปกครองแบบหลังสมัยใหม่อย่างบูรณาการ


เป็นอันเข้าใจว่า จะด่านักการเมืองในบ้านนี้เมืองนี้ ในเวปบอร์ดนี้ มันจะเป็นสมการคณิตศาสตร์แบบนี้...

นักการเมืองโกง = ยิ่งลัก ทักแม้ว เพือทุย

ถามเฮียหวัง เข้าใจความเป็น "หลังสมัยใหม่" ยังไง?



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 07:13:44 pm
Quote from: Hexaphonic on 04  February  2016, 06:15:55 pm
ผมว่าก่อนจะไปเพ่งโทษจับผิดรัฐอื่น
(ศัพท์สำนวนแบบก่อนสมัยใหม่เรียกว่าพฤติกรรมแบบนี้อะไรนะ "คนพาล" รึไงเนี่ย)
ดูสารรูปรัฐตัวเองก่อนมั้ยว่าเป็น Failed State รึยัง?


แล้วใครล่ะ ยกรัฐอื่นมาทับถมรัฐไทย พอเจอตัวอย่างที่สอนมวยตัวเอง ก็เฉไฉไปเรื่องอื่น
เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มคุยเรื่องบ้านเมือง หลักฐานไม่มีมีแต่หลักแถของกรู มีแต่ทริดสะดีนึกได้ขณะจ๊อกกิ้ง เมื่อไหร่จะเสนออะไรที่เป็นรูปธรรมให้ชาวบ้านจับต้องได้เสียที ไอ้เรื่องนึกอะไรได้นี่ ผมทำบ่อยเวลาเข้าส้วม แต่ไม่ค่อยจะเอามาอวดดอก ....เพราะการนึกไปเองนี่มันเป็นรัฐศาสตร์ขั้นอนุบาล (ไอ้รัดทะสาดอะไรนี่ ผมก็ใช้ไปงั้นเองนะฮาฟ จริงๆ ไม่รู้หร็อกว่ามันคืออิหยัง)

ตกลงตำว่า "สมัยใหม่" ของพี่นี่ กินความตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้ามาถึงยิ่งลักเรยหรา....555555
พี่ อย่ามั่วศาสตร์จนกระเดือกไม่ลงแบบนี้เซ่ น้องตามไม่ทัน

ส่วนรัฐไทยล้มเหลวของพี่ ผมมีข้อมูลว่า พี่ต้องเบิ่งตากว้างกว่านี้นะฮาฟ จะฟันธงอารัยก็นึกถึงว่าคนอื่นเขาก็มีความคิดเห็นเหมือนกัน อยู่ที่เขาจะพูดหรือเปล่า
หุหุ

อันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2557 ประเทศไทยได้คะแนน 38 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลการจัดอันดับปีนี้ ประเทศไทยมีผลคะแนนดีขึ้นบ้าง แต่ได้อันดับดีกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบจากปีที่แล้วซึ่งได้อันดับที่ 102 ในระดับโลก และอันดับที่ 16 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน มีเพียงประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้นที่มีคะแนนเกิน 50 คะแนน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 3 จาก 9 ประเทศ ในกลุ่มอาเซียน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 07:16:48 pm
"คำว่า "ทุนสามานย์" ควรจะมาจากมุมมองของคนที่ต่อต้านระบบทุนนิยมเพราะมองเห็นความชั่วร้ายของมันในเชิงระบบหรือโครงสร้าง ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดของคำว่าทุนสามานย์ (ที่เลือกนำมาใช้เฉพาะกับบางคนและบางอาชีพในเมืองไทยโดยไม่สนใจจะทำความเข้าใจในเชิงโครงสร้างและพูดความจริงกันตรงๆ) ก็คือ "ทักษิณ" -ทุนสามานย์ที่เข้ามาครอบงำการเมืองและระบบเลือกตั้งกับเหล่าบรรดาควายแดงบ้านนอก- ที่จะทำให้ประเทศไทยต้องชิบหายแน่ๆ ถ้าปล่อยเอาไว้

แต่ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นตัวอย่างที่มักง่ายและเป็นกลยุทธทางการเมืองที่ต้องตั้งคำถาม มันอยู่บนฐานของความจริงที่ว่าคนไทยนั้นขาดความรู้ที่มาจากการศึกษาอย่างดีพอสมควรในเรื่องต่างๆ จึงทำให้คล้อยตามและตกอยู่ภายใต้อำนาจวาทกรรมทางการเมืองต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ จนบางครั้ง เมื่อมองจากระยะห่างแล้วช่างน่าสงสาร หรืออาจใช้คำที่แรงกว่านั้นได้ว่า "น่าสมเพช" (ขออภัยที่ต้องใช้คำแรง)

- ความคิดเรื่องความชั่วร้ายของทุนนิยมนั้นเกิดขึ้นในยุโรปในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และชัยชนะของชนชั้นกระฎุมพี (Bourgeoisie) ทำให้ชนชั้นกลางเข้ายึดกุมอำนาจทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการที่ทาสติดที่ดิน (serf) ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ คนชั้นล่างสุดที่เป็นคนส่วนใหญ่กลุ่มนี้จึงเดินทางเข้าเมืองและกลายเป็นกรรมกรในระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม (mass production) ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

แต่ความชั่วร้ายของนายทุนกระฎุมพีทำให้เกิดระบบของการกดขี่ข่มเหง การเอาเปรียบแรงงาน การใช้แรงงานผู้หญิงและเด็กอย่างไร้ความเป็นธรรม และสภาพแวดล้อมของการทำงานในโรงงานอันเลวร้ายเกิดขึ้นและเป็นความจริงที่เห็นได้ทั่วๆ ไปในเวลานั้น นอกจากนี้ "สลัม" แบบสมัยใหม่ก็เกิดขึ้นในยุคนี้ เพราะนายทุนได้สร้างที่อยู่อาศัยสำหรับกรรมกรไว้ในบริเวณใกล้ๆ โรงงานเพื่อจะได้เวลาในการผลิตอย่างเต็มที่จากกรรมกรในโรงงานโดยไม่ต้องเสียไปกับการเดินทางของแรงงาน พื้นที่อยู่อาศัยสำหรับแรงงานดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างแออัดและมีสภาพที่เรียกได้ว่าเกินกว่ามนุษย์ปัจจุบันจะยอมรับและอยู่อาศัยได้

- ระบบคิดแบบคอมมิวนิสม์จึงเกิดขึ้นโดย Karl Marx (1818-1883) นักคิดชาวเยอรมัน เขานิยามสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวว่าเป็นสังคมของการกดขี่ระหว่างชนชั้นในระบบการผลิต (นายทุนและกรรมกร) แรงผลักดันของสิ่งที่เขาคิดขึ้นคืออุดมการณ์ปลดปล่อยมนุษย์ (emancipation) ของยุคสมัยใหม่ คอมมิวนิสม์คือโลกอุดมคติแบบยูโทเปียที่ปราศจากการกดขี่และความเหลื่อมล้ำ การผลิตและการบริโภคนั้นเป็นไปตามความจำเป็นของการดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือและโครงสร้างสำหรับการสร้างความเหลื่อมล้ำและการกดขี่

อย่างไรก็ตาม ทุนนิยมยังมีความชั่วร้ายอื่นๆ ที่ซับซ้อน เข้าใจยาก และควบคุมสมองของเราได้อย่างลึกซึ้งมากกว่านั้นมาก บริโภคนิยม (consumerism) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นความชั่วร้ายของระบบ มันเกี่ยวข้องกับการผลิตและการบริโภค ในแง่ของการผลิตนั้นมันต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากมหาศาล (โดยไม่ต้องคิดถึงระบบนิเวศน์ของโลก) ใช้แรงงานที่ยังถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ส่วนในแง่ของการบริโภคนั้นมีการกระตุ้นและสร้างสิ่งเร้าอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการบริโภคแบบล้นเกินอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยแบบไฮเอนด์อันน่าปรารถนา ความเป็นเซเลบริตี้ และวิถีของการบริโภคเพื่อสร้างตัวตน (identity) แสดงให้เห็นถึงหลักฐานของการควบคุมมนุษย์ไว้ได้อย่างอยู่หมัด ด้วยระบบการตลาดและสื่อ ในที่สุดมันก็ได้สร้างวิถีชีวิตที่ควบคุมสมองและวิธีคิดของผู้คนไว้ได้ทั้งโลก ที่ถึงแม้มีคนจำนวนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยากที่เขาจะหลีกเลี่ยงความสามานย์ที่เกิดขึ้นของมันได้

และวิกฤติโลกร้อนที่อาจจะถึงกับทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากสูญพันธ์ไปก็คงจะเกิดขึ้นแน่ๆ

ที่น่าสนใจก็คือ "มันคืออำนาจของระบบ" ที่แม้กระทั่งคนที่อยู่ข้างบนสุดของระบบก็ตกอยู่ในความควบคุมของระบบที่กำลังพัฒนาไปทุกวินาทีด้วยเช่นกัน ความแตกต่างเดียวก็คือคนกลุ่มนั้นมีอำนาจในการควบคุมคนอื่นๆ พวกเขาครอบครองทรัพยากร และอยู่ข้างบนของความเหลื่อมล้ำในระดับโลกเท่านั้น

ด้วยเหตุในเรื่องของการผลิตและการบริโภค ระบบทุนนิยมจึงต้องมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องมีการศึกษาภาคบังคับ ต้องฝึกฝนผู้คนให้แข่งขัน และต้องผลิต ทุกคนเป็นทั้งทรัพยากรในระบบการผลิตและการบริโภค "มนุษย์ทุกคนคือทรัพยากร" ต้องใช้พวกเขาทุกคนอย่างคุ้มค่า

- แต่แม้กระทั่งความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมก็ยังดีกว่าระบบและโครงสร้างทางสังคมการเมืองในบางประเทศ ที่มีการสร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นมาอย่างแสนเนียนและเป็นระบบอันซับซ้อนจนยากที่จะคิดตามได้ทัน

ในประเทศดังกล่าวนี้ ความมั่งคั่ง อำนาจ และโอกาสในด้านต่างๆ ถูกกำหนดไว้เฉพาะสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ด้วยการจัดการทางนโยบายและงบประมาณ มันทำให้คนกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ในศูนย์กลางเหล่านี้สามารถสร้างตัวตนขึ้นมาอยู่เหนือคนส่วนที่เหลือ พวกเขาได้โรงเรียนและครูที่ดีกว่า ได้การรักษาพยาบาลที่ดีกว่า ได้โอกาสทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า ฯลฯ เมื่อสะสมนานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ สิบปี มันทำให้คนในโลกเล็กๆ ที่เอาเปรียบและกดขี่คนอื่นนั้นเชื่อว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ การเหนือกว่าของพวกเขาเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมที่พวกเขามี ส่วนคนอื่นๆ นั้นโง่เง่า ยากจนเพราะไม่ฉลาดหรือขี้เกียจ เป็นแค่คนที่ควรต้องอยู่แต่ข้างล่าง ไม่ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงที่เท่าเทียมกัน ไม่มีสิทธิในระบบของการปกครองตัวเองและเป็นองค์อธิปัตย์

การใช้นโยบายและงบประมาณสร้างคนให้แตกต่างในเชิงระบบของความเหลื่อมล้ำดังว่ามานี้เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าค่อยๆ คิด เราจะพบเห็นความไม่เป็นธรรมจนถึงที่สุด และมันชั่วร้ายซ้ำเติมเข้าไปอีกนอกเหนือจากความชั่วร้ายสามานย์ของระบบทุนนิยมที่มีอยู่ก่อนแล้ว"




อันนี้ลอกเขามา ผมไม่มีปัญญาคิดเองหรอกครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 08:38:01 pm
อ่านก็รู้แล้วครับ

แล้วเอาของเขามา ไม่ต้องให้เครดิตหรือ หรือว่ายุคหลังเขา เอ้ยหลังสมัยใหม่ เขาทำอย่างนี้กัลล์

:ahha:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2016, 10:06:59 pm
Quote from: pee on 04  February  2016, 08:38:01 pm
อ่านก็รู้แล้วครับ

แล้วเอาของเขามา ไม่ต้องให้เครดิตหรือ หรือว่ายุคหลังเขา เอ้ยหลังสมัยใหม่ เขาทำอย่างนี้กัลล์บ

:ahha:


ผมเอาของเขามาก็บอกกล่าว ไม่เคยตู่หรือขโมย แล้วสวมรอยว่าเป็นของตัวเองเลยนะครับ
ส่วนการให้เครดิตนี่..ผมกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ คือว่าผมกลัวจะเป็นการไปเรียกแขกทำให้ท่านเดือดร้อนซะเปล่าๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 04 February 2016, 11:17:55 pm
เฮียเฮ็กนี่ จอมมโนของแท้
ผมลงความเห็นไว้สั้นๆ แค่ว่า "เอาของเขามา ไม่ต้องให้เครดิตหรือ"

ทำไมเติมเรื่องเป็นว่า "ผมเอาของเขามาก็บอกกล่าว ไม่เคยตู่หรือขโมย แล้วสวมรอยว่าเป็นของตัวเองเลยนะครับ".....กึ๋ยย ลากเรื่องไปเป็นการขโมยหรือสวมรอยไปได้ยังงัย

ส่วนเรื่องเรียกแขกนี่ ก็เกินไปอีกนั่นแหละ เว็บเงียบๆ อย่างที่นี่ จะมีปัญญาไปกระทบกระเทือนปราชญ์ใหญ่ประมาณนั้นได้อย่างไร

อีกอย่าง กล้าเขียน ไม่กล้ารับผิดชอบ แล้วเขียนทามมายยย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: K. PJ on 05 February 2016, 02:13:19 am
ผมกลับมาเที่ยวอยุธยา​ครั้งนี้เจอญาตอสนิท​รุ่นเดียวกันสองคนคุยกันไม่รู้​เรื่ิองคือสรุปตกลงกันไม่ได้

คนแรกแกจะปั่นไฟโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงให้ได้ไปเอาคลิปที่เขาหลอกมาคิดทำ​  ผมใช้หลักที่เรียนมาคุยเท่าไรก็ไม่เชื่อ​ ก็อยากจะปล่อยมันไป​  แต่ใจยังรักมัน​ ยังอยากช่วยให้มันเข้าใจและเลิกคิดทำโง่ๆ​ ซะ​ เพราะร้านมันก็กำลังจะแย่​ จะถูกยึด

แต่อีกคนเรียนมัธยมมาด้วยกันลูกป้า​ ได้เสื้อ​แดงช่วยธุระกิจไว้ไม่ให้เจ๊ง​ ปีนี้มันเปลี่ยนเป็นคนละคนครับ​  คงรู้นะว่ามันเป็นอย่างไร​ ก็อย่างงี้แหละ​ ทั้งแถ​ ทั้ง.... ทุกอย่าง...  แต่คนนี้ผมสรัปได้ครับ​ ต่อไปอย่าได้มาเจอกันอีกเลย​ ต่างคนต่างอยู่​ ถ้ามึ.. ยังเป็นแบบนี้​ ไม่ต้องมาหา​  ก...อย่าไปเสียเวลากับคนพวกนี้เลยครับ​  เอาเวลาอันมีค่าไปนั่งฟังเพลงให้สบายมจดีกว่า​

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 05 February 2016, 02:26:05 am
Quote from: K. PJ on 05  February  2016, 02:13:19 amเอาเวลาอันมีค่าไปนั่งฟังเพลงให้สบายมจดีกว่า​


ตามนั้นครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง

:thumbup:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: K. PJ on 05 February 2016, 01:43:03 pm
Quote from: pee on 05  February  2016, 02:26:05 am
Quote from: K. PJ on 05  February  2016, 02:13:19 amเอาเวลาอันมีค่าไปนั่งฟังเพลงให้สบายมจดีกว่า​


ตามนั้นครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง

:thumbup:
รัฐะถึงเวลาลงดาบแล้ว​ ประชาชน​ก็ควรช่วยสนองจัดการพวกนี้เช้นกันครับ​  บ้าน​เมืองบอบซ้ำมามากแล้ว
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 05 February 2016, 02:01:01 pm
ตอนผมเห็นแม้วสอนหนังสือออกสื่อ ผมหมั่นไส้มาก
คิดว่าทำอวดดีอย่างนี้ ต่อไปน่าจะสะดุดขาตัวเองแน่ๆ

คือถ้าอยู่อีกสมัย น่าจะทำพลาดตอนปลายสมัยที่ 2
อาจจะได้เป็นนายกอีกในสมัยที่ 3 แต่ผมว่าแกและพวกคงจบเห่ในสมัยนี้

แต่ดันมายึดอำนาจแกซะก่อนนี่ดิ
คือผมเห็นว่ามีระบอบปชต.ให้แกเล่นจนสะดุดขาตัวเอง
ผมว่านี่แหละคือวิธีกำจัดคนแบบนี้ได้ดีที่สุด

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 05 February 2016, 04:53:50 pm
ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 05 February 2016, 05:56:42 pm
ท่านผู้นำและชาวคณะ ตอนนี้รับแรงกดดันมหาศาล
ดูแล้วเหนื่อยแทนเลย
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 05 February 2016, 07:19:25 pm
จากการอ่าน ผมมโนเอาว่า สังคมหรืออารยธรรมแบบ "หลังสมัยใหม่"  มันน่าจะเป็นแบบนี้..

ในระดับรัฐหรือจิตสำนึกของมนุษยชาติทั้งหมด :
1.สิ่งที่จะหมดไปคือ การเหยียดเชื้อชาติ สงคราม ศาสนา ความเป็นรัฐชาติแบบเดิมๆ ระบบเงินตรา ระบบการผลิตเพื่อการค้า
2.สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์-ถอดสมการรวมแรงได้สำเร็จ ความสามารถในการสร้าง/ซ่อมมวลสาร(เล่นแร่แปรธาตุ) การลดสภาวะโลกร้อน(เมื่อไม่มีการผลิตก็ไม่มีCo2,ขยะมลพิษ)

ในระดับปัจเจก :
สิ่งที่จะหมดไปคือ ความยึดมั่นเป็นตัวเป็นตน(หรือเรียกว่าบุญกิริยาเสมอกันนั่นแหละ)
มนุษย์จะเหมือนกันทั้งทางกายภาพและจิตใจ
เมื่อมนุษย์ก้าวผ่านโลกแห่งการผลิตแบบยุคก่อน มันจะนำไปสู่การเลิกใช้เงินตรา
การสะสมทรัพยากรส่วนบุคคลจะไม่มีความจำเป็น
จึงไม่มีการประกอบอาชีพหาเงินเลื้ยงตัวเองอีกต่อไป

...ซึ่งผมไม่รู้ว่ามนุษยชาติจะไปถึงจุดนั้นยังไง เมื่อไหร่?


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 05 February 2016, 07:34:17 pm
อันนั้นเป็นยุคพระศรีอารย์แล้ว  :lol:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 05 February 2016, 10:51:56 pm
แรงทางฟิสิกส์ทั้ง 4 แรงกล แรงไฟฟ้า แรงแม่เหล็ก แรงโน้มถ่วง
เมื่อมนุษย์ไขความลับของมันได้ มันจะนำไปสู่การเอาชนะแรงยึดระหว่างอะตอม


เมื่อนั้น ความใฝ่ฝันของคนโบราณ..การเล่นแร่แปรธาตุ/แก้วสารพัดนึก..คงจะเป็นจริงขึ้นมา
มันจะนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตแบบพลิกฝ่ามือ (ตัวอย่างเท่าที่ใกล้เคียงคือ 3D Printing)
ในวงการแพทย์จะมีการโคลนนิ่งอวัยวะได้ทุกส่วน แทนที่ส่วนที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
ความพิการจะหมดไป เรียกว่า "สวยสั่งได้" มนุษยจะเอาชนะปัญหาทางการแพทย์ได้หมด


การเดินทางในห้วงอวกาศ ต้องอาศัยเทคโนโลยีจากสมการรวมแรงเท่านั้น
ในอันที่จะเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B อันไกลโพ้นในเวลาแค่อึดใจ
เทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบการสันดาปอย่างตอนนี้ไม่เมคเซนส์หรอกครับ มันใช้เวลายาวนานเกินไป

ตามทฤษฎีคลื่น/อนุภาค นั้น ในแง่ปรมัตถ์วัตถุกับจิตแทบจะไม่ต่างกันเลย
มันเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ ดังนั้นเมื่อมนุษย์เอาชนะปัญหาทางกายภาพได้ ในทางจิตใจก็เช่นกัน
มนุษย์ทุกคนจะมีอภิญญาจิต เช่นมีโทรจิต หยั่งรู้เหตุการณ์ ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องเรียนหนังสือกันแล้ว
อาจจะมีอุปกรณ์ประมวลผลระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่อัพเกรดตัวเองได้เล็กขนาดเมล็ดงาแค่เมล็ดเดียวฝังอยู่ในหัว

ผมว่าพลังของการถอดสมการรวมแรงทั้ง 4 คือตัวการที่ทำให้อารยธรรมมนุษย์เปลี่ยนผ่าน
แต่มันน่าสงสัยว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดไปจนถึงยุคที่จะสามารถไขความลับของธรรมชาตินี้ได้รึเปล่า?
มันก็คือยุคพระศรีอาริย์หรืออุตมรัฐยูโธเปียนั่นแหละ

"มโนหนักมาก" ขอบอก
(ผมคงจะอ่านหนังสือของอีตาคุณพรี่ชัชรินทร์มากไปโหน่ย)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 12 February 2016, 05:11:15 pm
การตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งแรกของโลก(แบบเข้าใจง่าย)

คลื่นความโน้มถ่วงคืออะไร?

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่คิดค้นโดย อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เมื่อร้อยปีก่อนกล่าวว่ามวลทำให้กาลอวกาศรอบๆเกิดความโค้ง
ทฤษฎีนี้ให้ผลที่แม่นยำกว่าทฤษฎีความโน้มถ่วงแบบนิวตัน
สิ่งหนึ่งที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปทำนายไว้ก็คือ มวลสารที่เคลื่อนไหวหรือพุ่งเข้าชนกันจะทำให้ที่ว่าง(space)
จะเกิดการกระเพื่อมออกไปเป็นระลอกคลื่น  ซึ่งการกระเพื่อมของที่ว่างคือคลื่นความโน้มถ่วง(gravitational wave)
ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสงนั่นเอง

คลื่นความโน้มถ่วงเป็นคลื่นที่แปลกไปกว่าคลื่นอื่นๆในธรรมชาติ
-คลื่นน้ำเคลื่อนที่ไปในตัวกลางคือน้ำ
-คลื่นเสียงเคลื่อนที่ในตัวกลางคืออากาศ
-คลื่นแสงเคลื่อนที่ผ่านที่ว่างคืออวกาศ
แต่คลื่นความโน้มถ่วงคือการกระเพื่อมของตัวอวกาศเอง
ซึ่งมันจะนำพลังงานและโมเมนตัมเชิงมุมของระบบออกมากับตัวเองเหมือนกันคลื่นอื่นๆ
แต่ปัญหาคือมันตรวจสอบยากมากเพราะคลื่นความโน้มถ่วงนั้นมีค่าอ่อนมากๆ

อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงผลจากการคำนวณเชิงทฤษฎีเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามตรวจสอบหาคลื่นความโน้มถ่วงจึงเกิดขึ้นเพื่อทดสอบความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
...
การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2016 ห้องปฏิบัติการ Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory
(เรียกสั้นๆว่า LIGO)
ตีพิมพ์การค้นพบคลื่นควาามโน้มถ่วงที่ออกมาจากหลุมดำที่ชนกัน
หลุมดำนั้นมีมวลมาก

หลักการคือ
-เลเซอร์จะถูกปล่อยเข้าใส่กระจกที่แยกแสงได้เป็นสองทางในทิศตั้งฉากกัน
-ปลายทางจะมีกระจกซึ่งจะสะท้อนแสงทั้งสองลำนั้นกลับมา
-แสงที่สะท้อนกลับมาจะเกิดการแทรกสอดกันไม่ต่างจากคลื่นทุกชนิดซึ่งจะมีเครื่องตรวจสอบการแทรกสอดที่เกิดขึ้น
-หากคลื่นความโน้มถ่วงมีจริง มันจะส่งผลให้ท่อด้านหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงความยาว
ซึ่งจะส่งผลต่อการแทรกสอดที่เกิดขึ้นจนตรวจจับได้
-ท่อแต่ละด้านของ LIGO ยาวถึง 4 กิโลเมตร! เพื่อให้การหดของท่อที่เกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่กระนั้นการหดก็ยังเกิดขึ้นน้อยกว่าขนาดของอะตอมเสียอีก และนักฟิสิกส์ก็ยังไปตรวจจับได้!

การเข้าใจเรื่องใหม่ๆเกี่ยวกับความโน้มถ่วงอาจยังไม่ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้อะไรเร็วๆนี้
แต่มันเป็นหลักหมุดสำคัญทางวิทยาศาสตร์และอาจทำให้ค้นพบอะไรใหม่ๆตามมาได้อีกมากมาย
เช่นความโน้มถ่วงที่ถูกปลดปล่อยออกมาในระยะเริ่มต้นของเอกภพ

ส่วนงานวิจัยนี้กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่และสำคัญเหมือนการค้นพบฮิกส์โบซอนและมีโอกาสได้รับรางวัลโนเบลสูงมาก

ที่มา :
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
http://www.bbc.com/news/science-environment-35524440
https://en.wikipedia.org/wiki/LIGO



เห็นไหมเล่า ผมพูดยังไม่ทันขาดคำเบยนะ คริๆ
นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้ามข้ามจิตสำนึกของมนุษยชาติแบบเดิมๆ(ก่อนสมัยใหม่+สมัยใหม่)
ไปสู่อารยธรรม/จิตสำนึกแบบหลังสมัยใหม่
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 06 June 2016, 02:08:19 pm
Quote from: sw on 05  February  2016, 04:53:50 pm
ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น



ทันทีที่ผมเห็นคคห.ของเฮียหวัง ผมอึ้งไปหลายวินาทีเรยอ่ะ
ตัวเองพยายามหาถ้อยคำมาหักล้าง แต่ในกบาลของผมมันมีแต่ hate speech
จึงจำเปนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินให้กับตัวเองโดยด่วน

ทั้งๆที่มันก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ว่า เหตุการณ์บ้าๆบอๆทั้งหลาย
พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาเองเพื่อหาเหตุแห่งความชอบธรรมที่จะก่อการ
ซึ่งโดยปกติมันทำไม่ได้น่ะ

ผมไปเห็นมิตรสหายท่านหนึ่ง เขาอธิบายไว้อย่างนี้ครับ . . .



การเมืองฝ่ายขวากับผลลัพธ์ประชาธิปไตยในไทยและสเปน

ฝ่ายขวา (Rightist/Right Wing) คืออะไร ยังคงซ่อนนัยตีความที่ซับซ้อนในทางการเมือง หากแต่ก็พอบ่งชี้ได้ว่า ฝ่ายขวา อาจหมายถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งเชื่อว่าการปกครองโดยกระจายอำนาจแบบเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นกลุ่มฝ่ายขวาจึงมักเห็นพ้องต้องกันว่าการบริหารปกครองรัฐ ควรจะเป็นเรื่องของชนชั้นนำและอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หากยึดตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการแบ่งพื้นที่นั่งประชุมในสภาสมัชชาแห่งชาติ ออกเป็นสองปีก คือ ปีกซ้ายซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชนชั้นกรรมกร ชาวนา และ ชาวไร่ กับ ปีกขวาที่เต็มไปด้วยตัวแทนฝ่ายขุนนาง ทหาร และนักบวช จนกลายเป็นที่มีของศัพท์เทคนิครัฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเมืองเอียงซ้าย-เอนขวา ก็พอจะพบนิยามหรือคำอธิบายเกี่ยวกับกลุ่มพลังฝ่ายขวาที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่บ้าง

สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถาม คือ โลกทัศน์ พฤติกรรม ความพึงพอใจในสถานภาพ
หรือการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวามีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งในแง่ของ Case Studies อาจถือว่า ไทย กับ สเปน คือ คู่เปรียบเทียบที่มีนัยสำคัญในทางรัฐศาสตร์

ในงานเขียนเรื่อง "The Source of Democratic Consolidation" (2002) ของ Gerald Alexander ได้ประดิษฐ์กลไกความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Mechanism)
โดยตั้งสมมุติฐานว่าความพึงพอใจของฝ่ายขวา (Rightist Preference) ทั้งความปลอดภัยในรายได้ทรัพย์สินและความมั่นคงเชิงกายภาพใต้สภาวะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อรูปแบบการปกครองและการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย โดย Alexander ได้เลือกสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1930 กับช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลังระบอบฟรังโกในปี ค.ศ. 1978 เป็นกรณีศึกษาหลัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Alexander มองว่า หากกลุ่มพลังฝ่ายขวา รู้สึกว่าสถานภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายตน มิได้ถูกคุกคามมากนักจากขบวนเคลื่อนไหวปฏิวัติฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามักมีแนวโน้มที่จะยอมรับหรืออดทนอดกลั้นต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่หลักประกันผลประโยชน์ได้สูญสลายลงพร้อมถูกแทนที่ด้วยความเสี่ยงในลักษณะที่ว่าฐานอำนาจชนชั้นนำฝ่ายขวาหรือฐานรายได้ทรัพย์สินประชาชนฝ่ายขวาย่อมถูกคุกคามจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอันเป็นผลจากการก่อหวอดปฏิวัติของฝ่ายซ้าย กลุ่มพลังฝ่ายขวาก็ย่อมเลือกที่จะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมหรือชักชวนให้ทหารออกมาทำรัฐประหารเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

จากกรณีดังกล่าว จึงน่าคิดต่อว่า เกิดอะไรขึ้นกับพฤติกรรมและการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองของฝ่ายขวาในรัฐไทย หรือการปรับตัวทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายขวา มีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสยาม/ไทย

ประเด็นที่น่าคิด คือ เหตุการณ์ที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ (Critical Juncture) ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยไทย มักเต็มไปด้วยฉากทัศน์ที่ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา โดยการปรับตัวหรือการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายขวา มักนำไปสู่การทำรัฐประหาร หรือการฟื้นคืนชีพขึ้นมาของระบอบอำนาจนิยม ตัวอย่างสำคัญ คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่การปะทะทางการเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา
นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมสภาวะถ้อยหลังของกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย

ส่วนกรณีคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง หรือ ตัวแสดงทางการเมืองที่มีทั้งกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ขุนนางและนักบวช ก็อาจมีนัยยะหลายๆอย่างที่ซ่อนชนวนความขัดแย้งเชิงจุดยืน ความคิดและอุดมการณ์แบบซ้าย-ขวา ในลักษณะที่ค่อนข้างซับซ้อน ขณะที่ เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยไทย เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากฝ่ายขวายังคงประเมินว่าสถานภาพและผลประโยชน์ตนอาจต้องสูญสลายลงไปในพริบตา (ถ้าฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง) ความเสี่ยงในการทำรัฐประหารหรือการคงอยู่ของระบอบอำนาจนิยม/อนุรักษ์นิยม ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไปบนเส้นทางพัฒนาประชาธิปไตย



จริงๆแล้วมันควรจะเปนปัญหาของเฮีย (ไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมผ่านเลยประเด็นนี้ไปแล้ว)
ที่เฮียต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ทำไมการกระทำในแบบที่เฮียว่ามันจึงไม่สมควร?
แต่ถ้าเฮียเห็นว่า มันไม่ใช่ปัญหาของเฮีย
เฮียคงต้องเตรียมคำตอบของคำถามอันนี้ ที่ลูกหลานเฮียจะถามในอนาคตอีก 10-20ปีข้างหน้าด้วยล่ะ



Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 06 June 2016, 04:50:06 pm
ผมว่าเฮียเฮกหน้ามืดจนลืมประโยคสำคัญของเฮียหวังไปนะครับ

ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ

ถ้าอ่านเข้าใจแล้ว ความพลุ่งพล่านน่าจะระงับลงได้
ส่วนที่อ้างคำคนอื่นมา ผมว่าดัดจริตครับ

คิดเองไม่เป็นหรือ เรื่องแค่นี้
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 06 June 2016, 05:05:33 pm
แล้วเรื่องรัฐประหาร ถ้ามันเลวทรามนัก
ทำไมพวกที่อ้างตัวเป็นประชาธิปไตยถึงหดหัวอยู่ได้ละครับ
ทำไมพวกที่ก่อเหตุราชประสงค์ แม่งงาบอะรัยในปากไว้ครับ เงียบจัง
ทำไมไม่ระดมคนสองล้าน ปิดกรุงเทพ ไล่ทหารล่ะ
ทำไมตำรวจเสื้อแดงตั้งสามแสนคน ยังรับคำสั่งทหารล่ะ
นักการเมืองหลายร้อยคน ที่รักประชาชน แม่งหนีหายไปใหน

ทำไมคนที่เดือดร้อนแสนสาหัสอย่าง Hexaphonic
ถึงได้ทำแค่บ่นในเว็บเล็กๆ อย่างที่นี่

ทำไมไม่ระดมคนโคราชออกมาต่อต้านรัฐประหารครับ

เฮียคงต้องเตรียมคำตอบของคำถามอันนี้ ที่ลูกหลานเฮียจะถามในอนาคตอีก 10-20ปีข้างหน้าด้วยล่ะ


ตัวผมเองตอบลูกได้แน่นอน เพราะเคยทำอย่างข้างบนมาแล้ว ตั้งแต่ยังนุ่งขาสั้นด้วยซ้ำ
ไอ้ 6 ตุลา ที่บทความมันอ้างน่ะ พวกที่ตาย คือเพื่อนๆ ของผมเองแหละครับ

ไปดู นิทรรศการ "สร้างสาน ตำนานศิลป์ 20 ปี แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย. 2517-2537 - ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร. 2538 ได้นะจ๊ะ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 06 June 2016, 10:52:22 pm
Quote from: pee on 06  June  2016, 05:05:33 pm
แล้วเรื่องรัฐประหาร ถ้ามันเลวทรามนัก
ทำไมพวกที่อ้างตัวเป็นประชาธิปไตยถึงหดหัวอยู่ได้ละครับ
ทำไมพวกที่ก่อเหตุราชประสงค์ แม่งงาบอะรัยในปากไว้ครับ เงียบจัง
ทำไมไม่ระดมคนสองล้าน ปิดกรุงเทพ ไล่ทหารล่ะ
ทำไมตำรวจเสื้อแดงตั้งสามแสนคน ยังรับคำสั่งทหารล่ะ
นักการเมืองหลายร้อยคน ที่รักประชาชน แม่งหนีหายไปใหน

ทำไมคนที่เดือดร้อนแสนสาหัสอย่าง Hexaphonic
ถึงได้ทำแค่บ่นในเว็บเล็กๆ อย่างที่นี่

ทำไมไม่ระดมคนโคราชออกมาต่อต้านรัฐประหารครับ





ผมไม่มีเวลาว่างไประดมคนขนาดนั้นหรอกครับ
ช่วงนี้ "จ่น" มาก (แปลว่ายุ่ง,ธุระเยอะ)
แบบว่าผมกำลังสะสมระยะวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่นะครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 06 June 2016, 11:57:36 pm
ซาหรุบว่า
สะสมระยะวิ่งจ๊อกกิ้ง
สำคัญกว่า ปัญหาบ้านเมืองที่ห่วงนักห่วงหนาว่าจะต้องตอบคำถามลูกหลาน

ฮา

ถ้างั้น ก็วิ่งต่อไป ปล่อยบ้านเมืองให้คนที่ไม่ว่างจ๊อกกิ้งอย่างประยุทธ เขาดูแลนะครับ
จะได้มีสถานการณ์สงบเรียบร้อย เอื้ออำนวยแก่การจ๊อกกิ้ง

แล้วจะได้บอกลูกหลานในอนาคตว่า
เอ่อ...ตอนบ้านเมืองวิกฤติ
ฉันมัวแต่จ๊อกกิ้งอยู่
ไม่ว่างไปแก้ไข....อิอิ

:heart:

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 07 June 2016, 05:20:58 am
ไอ่เรื่องการระดมคนออกไปไล่กันบนท้องถนนน่ะ มันเปนความคิดโง่ๆครับ
ใครจะพาคนไปตายก็ไปเถอะ ใครจะถูกหลอกไปตายฟรีก็เอาเถอะ
ผมไม่เอาด้วยหรอก

ในเมื่อพวกคุณมีทั้งอำนาจกฏหมาย มีทั้งอำนาจปืน มีทั้งอำนาจทุน
ออกมาเปน 10 ล้าน มันก็ไม่ชนะหรอกครับ

ฉะนั้น..ผมจะโหวตเยสนะครับ รู้ยัง  -_-
เเบบว่าให้พวกคุณลงจากหลังเสือไม่ได้กันเลย
ผมสามารถรอไปได้เรื่อยๆนะ..10ปี..20ปี..
ถึงตัวผมเองจะตายไปแล้ว พวกคุณยังคงเสวยอำนาจเหมือนเดิม
ผมก็รับได้นะ ดูซิใครมันจะอึดกว่ากัน

ฮึ!
เสียเวลาจ๊อกกลิ้งจิงๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 07 June 2016, 06:41:55 pm
เห็นความมักง่ายของนักออกความเห็นแล้ว เพลีย ยิ่งมีคนอย่างเฮียเฮกเอามาผลิตซ้ำ ก็เพลียซ้ำ

ความจริง ดุลยภาค เจ้าของข้อความก็ทำงานในสถานที่แห่งความรู้ แต่ทำไมไม่ยักมีความรู้จริง หรือว่ามธ. ชอบคนที่รู้แบบดิบๆ สุกๆ เขาเขียนว่า "ตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการแบ่งพื้นที่นั่งประชุมในสภาสมัชชาแห่งชาติ ออกเป็นสองปีก......"

ตัวเอนนั่นน่ะ ผิดครับ ข้อเท็จจริงคือ
1 ไม่เคยมีการแบ่งอย่างนั้นมาก่อน
2 การประชุมที่เขาอ้างถึง เกิดครั้งที่แล้ว ก็เมือ 174 ปีก่อน และ
3 การประชุมอันเป็นที่มาของการแบ่งซ้าย-ขวา ไม่ใช่ "สภาสมัชชาแห่งชาติ" ของดุลยภาค แต่เป็น สภาฐานันดร หรือสภาชนชั้น (les états généraux : Estates General) ซึ่งประกอบด้วยฐานันดรที่หนึ่ง-นักบวช ฐานันดรที่สอง-ขุนนาง ไพร่เป็นฐานันดรที่สาม

สภาฐานันดรนี้ หลุยส์สิบสี่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจตนเอง ครั้นพอได้อำนาจเต็มแล้วหลุยส์ก็ไม่ใช้งานสภานี้อีกเลย จนกระทั่งฝรั่งเศสถังแตก จำต้องขึ้นภาษี หลุยส์สิบหกซึ่งอำนาจผุกรอนจำต้องใช้บริการสภาที่ถูกลืมนี้ ขอข้ออ้างในการหาเงินเข้าท้องพระคลัง

แต่วันนี้มิใช่วันนั้น พอเรียกประชุม พวกไพร่ก็โวยวายทันทีว่า สภานี้ไม่เป็นธรรม เนื่องจากพวกตนที่เป็น 8 ส่วนของประชากร กลับมีที่นั่งแค่หนึ่งในสาม ไอ้พวกสองส่วนกลับมีเสียงถึง 66% คิดเป็นตัวเลขก็คือ ชนชั้นสูง : ไพร่ เท่ากับ 500,000 : 25,500,000 คน ความวุ่นวายปั่นป่วนจึงบังเกิด

พวกไพร่พร้อมใจกันบอยคอด ยกกันไปตั้งสภาของตัวเองต่างหาก สภานี้แล ที่ชื่อประมาณว่า "สภาสมัชชาแห่งชาติ" หรือ National Assembly  ที่ดุลยภาคเอามาใช้อย่างสลับที่นั่นแหละ

เอาไทม์ไลน์มาลงให้เข้าใจหน่อย
5 พค 1789 เปิดสภาฐานันดร การประชุมล้มเหลวเพราะพวกไพร่แตกวง
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/91/Estatesgeneral.jpg/1200px-Estatesgeneral.jpg

13 มิย - 9 กรกฏา เปิดสภาไพร่ ในที่สุดพวกฐานันดรที่เหลือก็แบ่งพวกมาร่วมบ้าง
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5a/Couder_Stati_generali.jpg

14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ฝูงชนทำลายคุกบาสตีล (Bastille) สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง ถือว่าเป็นจุดจบของระบอบเก่า

1 ตุลา 1791 ถึง 20 กันยายน 1792
หลังโค่นอำนาจหลุยส์สิบหก สภาไพร่กลายเป็น Legislative Assembly หรือสภาสภานิติบัญญัติ เพื่อวางกรอบประเทศที่กลายเป็ระบอบนมวลชนธิปไตยไปแล้ว

จะเห็นว่า ดุลยภาคเขียนนั้น มันจริงปนมโน หรือเรียกแบบไพร่ๆ ก็ได้ว่า แม่งมั่ว รู้ไม่จริง พูดอมๆ ให้คนโง่กว่า เคลิ้มๆ เหมือนว่าพลอยรู้ไปด้วย...นี่เป็นอาการเดียวกับบันดาปลาดมวลชนทั้งหลาย

เย้...ดุลยภาค ก็กำลังจะเป็นปลาดแบบนั้นอีกคน  :wacko:

ส่วนการแบ่งซ้ายขวานั้น ต้นเรื่องเขาบอกอย่างนี้
"We began to recognize each other: those who were loyal to religion and the king took up positions to the right of the chair so as to avoid the shouts, oaths, and indecencies that enjoyed free rein in the opposing camp." (Baron de Gauville 1789)

คือการแบ่งซ้ายขวา ไม่ได้มาจากการจัดอย่างที่ดุลยภาคมโน แต่เป็นกระบวนการเป็นไปเอง ที่พวกเดียวกันค่อยๆ ไปรวมอยู่ด้วยกัน อย่าลืมว่า การประชุมมีตั้งเกือบเดือนนะครับ

เมื่อสภาไพร่ เปลี่ยนเป็น Legislative Assembly การจัดที่นั่งตามจุดยืนทางผลประโยชน์จึงเกิดขึ้น
"Innovators" sat on the left, "moderates" gathered in the centre, while the "conscientious defenders of the constitution" found themselves sitting on the right (https://en.wikipedia.org/wiki/Left%E2%80%93right_politics)

หวังว่า ทั้งหมดนี้ จะช่วยให้คนอ่าน "ตาสว่าง" ขึ้นมาบ้าง

อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนปัญญาของตัวเองจนยอมให้ถูกจูงจมูก ชี้นำความคิดเอาอย่างตื้นๆ เพียงเพราะคิดว่า เขาทำตัวอย่างนั้นๆ แล้ว ก็เชื่อได้สนิทใจ

อายลูกหลานมันนะก๊าบบบบ

ฮา

:dribble:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 01:12:08 am
"อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนปัญญาของตัวเองจนยอมให้ถูกจูงจมูก ชี้นำความคิดเอาอย่างตื้นๆ เพียงเพราะคิดว่า เขาทำตัวอย่างนั้นๆ แล้ว ก็เชื่อได้สนิทใจ"



หึๆ อุตส่าห์ไปลากเอากิโยตินจากชองเซลิเซ่ เอามาซักค้านกระผม

ที่ไหนได้ มาจบเห่เอาตอนเฮียจารย์สรุปนี่เอง  :supergrin:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 01:40:23 am
Quote from: Hexaphonic on 08  June  2016, 01:12:08 amหึๆ อุตส่าห์ไปลากเอากิโยตินจากชองเซลิเซ่ เอามาซักค้านกระผม


โรคเดิม...อ่านหนังสือไม่แตก

ผมไม่ได้ค้านคุณ เพราะคุณไม่มีอะไรให้ค้าน
แต่สงสารที่หลงงับข้อเขียนสั่วๆ ของนักวิชาการฟันน้ำนมมาใช้

ในโพสต์ที่แล้ว ก็บอกอยู่ ว่าทำไมต้องไปอ้างเขา เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง

--------------
ทีนี้มาดูแนวคิดและคุณภาพของดุลยภาคกันหน่อย

ข้อเขียนของเขา นำเสนอออกมาได้อย่างเบลอ เหมือนเมาหมัด เป้าของเขาคือการประนามฝ่ายขวาว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อจะอวดว่ามีวิชา ก็เลยอ้างฝรั่งเป็นเครื่องรางประจำบท ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเสนอเลย

เขาสรุปตามฝรั่งว่า " หากกลุ่มพลังฝ่ายขวา รู้สึกว่าสถานภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายตน มิได้ถูกคุกคามมากนักจากขบวนเคลื่อนไหวปฏิวัติฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามักมีแนวโน้มที่จะยอมรับหรืออดทนอดกลั้นต่อการพัฒนาประชาธิปไตย" แล้วพอฝ่ายขวารู้สึกว่า อำนาจและทรัพย์สินของตนกำลังจะเสียหาย ก็ชักชวนทหารให้ออกมายึดอำนาจ ฟังแล้วมันก็คือความคิดระดับตู่-เต้น ที่มวลชนเสื้อแดงซึมซาบกันไม่เห็นต้องต้องอ้างฝาหรั่งเลย

แล้วที่จริง ความคิดของฝรั่งมันใช้กับเมืองไทยได้ใหม
ตอบว่า ไม่ได้ครับ

ในประเทศนี้ การเป็นซ้ายกับขวา ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติหรือเป็นผลของพัฒนาการภายใน มันเป็นของสั่งเข้าล้วนๆ และการตีกันในครั้งแรกๆ ก็เพราะนายใหญ่จากนอกประเทศสั่ง มวลชนไม่เกี่ยว ชนชั้นก็ไม่เกี่ยว

ในประเทศนี้ มีแต่ขวากับขวากว่า ไม่มีซ้าย

หลังเดือนตุลาคม 2514 หรือว่ากันตรงๆ ก็เมื่อศูนย์นิสิตฯ ถูกยุวชนคอมมิวนิสต์ยึดครองในปี 2518-19 นั่นแหละครับ ที่ฝ่ายซ้ายเปิดหน้าออกมาชัดๆ กลายเป็นสงครามตัวแทน คือ CIA กับกรมน.ฝ่ายหนึ่ง ทำการกำจัดอิทธิพลแดงในหมู่นักศึกษากับแนวร่วม จนกระทั่งมีการฆ่าหมู่ 6 ตุลา ประเทศก็เข้าสู่สถานะการณ์สู้รบซ้าย/ขวาอย่างเปิดเผย รัฐบาลขวาจัดพยายามจัดการฝ่ายตรงข้าม คือกองกำลังติดอาวุธในชนบทแต่ไม่สำเร็จ ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้นักศึกษาหลายพันคนหนีตายเข้าไปร่วม และมีแนวร่วมในเมืองอีกหลายหมื่นสนับสนุน ก็พอกัน ไม่สามารถชิงความได้เปรียบที่จะขยายแนวร่วมออกไป

จะว่าไป พวกนักศึกษาที่เข้าป่า ก็เป็นแค่เด็กฝึกงานที่เจ้าของพรรค คือเวียตนามเหนือไม่ค่อยอยากได้สักเท่าไหร่ แทบทุกคนเป็นวีรชนเอกชน นำความแตกแยกครั้งใหญ่ จนพคท.ล่มสลายในอีกไม่นาน ซะงั้น

การประทะนี้ ไม่ได้เป็นไปตามสมมติฐานของดุลยภาคที่ว่า ฝ่ายขวากลัวเสียอำนาจและทรัพย์สินอะไรเทือกนั้นเลย ฝ่ายซ้ายไม่มีกำลังแม้แต่น้อยนิดที่จะทำอย่างนั้น ฝ่ายที่จะทำได้กลับเป็นแดงนอกประเทศ ซึ่งกำลังไล่ต้อนสหรัฐอย่างหมดรูปในเวียตนาม และทำสำเร็จเมื่อ 30 เมษายน 2518 ก่อให้เกิดความหวาดกลัวว่า ประเทศไทยจะถูกยึดครองต่อมา นี่คือสงครามจากภายนอก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพัฒนาการฝันเฟื่องของดุลยภาคแม้แต่น้อย

มันคือสงครามอาณานิคมของโซเวียตและสหรัฐ เท่านั้นเอง

สรุปตรงนี้ก่อนว่า การอ้างสเปนของดุลยภาค เป็นเรื่องเฝคอย่างที่สุด ที่จริงไอเดียปรีมีถีบของตู่เต้นนั้น เข้าใจได้ชัดเจน ไม่ต้องเอาผ้าคลุมวิชาการไปห่อ เว้นแต่นักวิชาการอยากจะชิงเครดิตไปเสียเอง อันนั้นก็จนใจ

ฮา

ซาหรุปว่า เป็นบทความชักว่าวไอเดียชิ้นนึง แค่นั้น....
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 01:51:43 am
ผมเอง มีเพื่อนเป็นซ้ายมากกว่าขวา จึงออกจะรู้สันดานคนพวกนี้ หลายคนเป็นมันสมองของเสื้อแดง ...เอ่อ หมายถึงพ่อของเสื้อแดงที่อยู่แดนไกลน่ะครับ

พวกนี้เป็นซ้ายปลอม ตีหม้อเล่นพนันและกดขี่คนอื่นเสมอ ถ้าได้โอกาส ประพฤติตัวไม่ต่างจากพวกสวะฝ่ายขวา ซึ่งผมก็รู้จักหลายคนเหมือนกัน

สรุปว่า ห่วยพอกัน

คนนอกอาจจะมองว่า เป็นการปะทะกันทางการเมืองระหว่างผลประโยชน์ทางชนชั้น ผมกลับเห็นว่า นี่คือการสำเร็จความไคร่ทางอุดมการณ์ของคนที่รบแพ้ในสงครามมวลชน 2519 จนกระทั้งเกิดสัตว์ประหลาดกลุ่มใหม่

ปราชญ์อย่างนิธิ พูดภาษาเดียวกับโกตี๋
เจ๋ง ดอกหีต เก่ง ทารุณ ได้ปกครองบ้านเมือง
ขวาจัดสมสู่กับซ้ายจัด ร่วมรับใช้นายทุนคนเดียวกัน
แดงตายเป็นบาป เหลืองตายเป็นกรรม
ทหารยึดอำนาจ ชาวบ้านชอบ

ฯลฯ

พวกนี้ ไม่มีในตำราเล่มใหนเลย
เกิดที่นี่ที่เดียว ขอรับประกัน
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 01:55:43 am
ฟังไป อ้วกไป

http://www.youtube.com/watch?v=hmVdORWeqH8
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 08 June 2016, 03:19:08 am
Quote from: Hexaphonic on 06  June  2016, 02:08:19 pm
Quote from: sw on 05  February  2016, 04:53:50 pm
ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น



ทันทีที่ผมเห็นคคห.ของเฮียหวัง ผมอึ้งไปหลายวินาทีเรยอ่ะ
ตัวเองพยายามหาถ้อยคำมาหักล้าง แต่ในกบาลของผมมันมีแต่ hate speech
จึงจำเปนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินให้กับตัวเองโดยด่วน

ทั้งๆที่มันก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ว่าเหตุการณ์บ้าๆบอๆทั้งหลาย
พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาเองเพื่อหาเหตุแห่งความชอบธรรมที่จะก่อการ

ซึ่งโดยปกติมันทำไม่ได้น่ะ

ผมไปเห็นมิตรสหายท่านหนึ่ง เขาอธิบายไว้อย่างนี้ครับ . . .


รู้สึกภูมิใจจริงๆครับ ที่เฮียเฮกอ้างถึงข้อความของผม...
ก็แหม.....ทั้งบทความและผู้คนที่เฮียเอามาอ้างถึง นี่ล้วนแต่ระดับโลกทั้งนั้นเลย

หลักฐานเชิงประจักษ์คืออะไรครับ ที่ว่าพวกนายกประยุทธ์สร้างมันขึ้นมาเพื่อหาเหตุน่ะ

ผมต้องขอเอ่ยชื่อนายกประยุทธ์ เพราะว่าถ้าพูดว่าทหาร ก็กลายเป็นเหมารวมไปหมด
นายทหารแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ไม่ได้เป็นพวก

ตอนคสช.ประกาศรักษาความสงบ ก็ไม่มีขวา ไม่มีซ้าย
มีแต่พวกโกงชาติกินเมืองนำโดยทักษิณ กับประชาชนที่รู้ทัน เขาออกมาป้องกันบ้านเมืองของตัวเอง
แล้วที่ ผบ.ประยุทธ์ลงมือทำ ก็เพราะถ้าไม่ทำก็เกิดเหตุคนไทยรบกันเองแล้ว

ปีนี้ พศ.2559 มันคนละยุค คนละประเทศ กับที่เฮียเฮกอ้างถึง เหตุการณ์ไม่เหมือนกัน
มีคล้ายอย่างเดียวคือฝ่ายที่เฮียเข้าใจว่าเป็นซ้าย เลือกใช้สีแดงเหมือนกับยุคนั้น

ทำไมเขาใช้สีแดง ก็เพื่อให้คนอย่างเฮียเฮกเข้าใจว่าเขาเป็นซ้ายเหมือนยุคนั้นนะสิ ที่ต่อสู้เพื่อชนชั้นล่าง
แล้วก็ได้ผลมากๆ ระดับอาจารย์ธรรมศาสตร์ นักข่าว ก็ยังหลงเชื่อ (หรือได้ผลประโยชน์ อันนี้ผมไม่รู้)
แต่ว่าคนชั้นล่างจริงๆ และคนที่ไม่เคยติดตามการบ้านการเมือง เขาหลงเชื่อไปเรียบร้อย

ที่จริงคนเสื้อแดงนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เสื้อเหลืองนะครับ
ไม่ใช่เกิดจากโดนกดขี่หรือด้อยโอกาสทางสังคม
คนละเหตุกันเลย เอาประวัติศาสตร์ที่ไหนมาใช้ก็ไม่ได้เลยครับ


ขอบคุณอาจารย์พีมากๆเลยครับ ที่มาช่วยอธิบายอย่างอดทน  :bowdown:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 05:17:47 am
เฮ่อ...อ่านด้วยความอดทนอย่างสูงครับ ถึงแม้จะเมาก็ตาม...ฮา

ทีแรกก็ว่า
"ทหารทุกคนไม่ได้เหมือนกันครับ ไม่ได้เปนพวก"

พอไม่กี่ประโยคต่อมากลับบอกว่า
"แต่ว่าคนคนชั้นล่างจริงๆและคนที่ไม่เคยติดตามการบ้านการเมือง เขาหลงเชื่อไปเรียบร้อย"

ความเห็นของเฮียหวัง ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมเลย
แต่เอาเถอะครับ จะเปนแบบนี้ก็ได้ ผมรับได้ทั้งหมด




ในกบาลขี้เลื่อยของผมน่ะ
เสื้อเหลือง เสื้อแดง  ฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย อะไรประมาณนี้
ผมผ่านเลยไปแล้วครับ

ตอนนี้ผมมีแต่มองแบบนี้ครับ
คือมองว่าการกระทำของใครหรือแนวคิดอะไรก็ตาม
มันเป็นภาวะแบบก่อนสมัยใหม่ หรือเปนภาวะแบบสมัยใหม่?

ฉะนั้นกับเรื่องของความอดทนกับความคิดเห็นของใครๆที่เปนแบบก่อนสมัยใหม่ ผมก็สบายๆครับ
คือสำหรับผม มันเหมือนเปน "อากาศธาตุ" น่ะครับ  :supergrin:


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 08:01:09 am
การเมืองฝ่ายขวากับผลลัพธ์ประชาธิปไตยในไทยและสเปน

ฝ่ายขวา (Rightist/Right Wing) คืออะไร ยังคงซ่อนนัยตีความที่ซับซ้อนในทางการเมือง หากแต่ก็พอบ่งชี้ได้ว่า ฝ่ายขวา อาจหมายถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งเชื่อว่าการปกครองโดยกระจายอำนาจแบบเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นกลุ่มฝ่ายขวาจึงมักเห็นพ้องต้องกันว่าการบริหารปกครองรัฐ ควรจะเป็นเรื่องของชนชั้นนำและอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หากยึดตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการแบ่งพื้นที่นั่งประชุมในสภาสมัชชาแห่งชาติ ออกเป็นสองปีก คือ ปีกซ้ายซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชนชั้นกรรมกร ชาวนา และ ชาวไร่ กับ ปีกขวาที่เต็มไปด้วยตัวแทนฝ่ายขุนนาง ทหาร และนักบวช จนกลายเป็นที่มีของศัพท์เทคนิครัฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเมืองเอียงซ้าย-เอนขวา ก็พอจะพบนิยามหรือคำอธิบายเกี่ยวกับกลุ่มพลังฝ่ายขวาที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่บ้าง

สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถาม คือ โลกทัศน์ พฤติกรรม ความพึงพอใจในสถานภาพ
หรือการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวามีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งในแง่ของ Case Studies อาจถือว่า ไทย กับ สเปน คือ คู่เปรียบเทียบที่มีนัยสำคัญในทางรัฐศาสตร์

ในงานเขียนเรื่อง "The Source of Democratic Consolidation" (2002) ของ Gerald Alexander ได้ประดิษฐ์กลไกความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Mechanism)
โดยตั้งสมมุติฐานว่าความพึงพอใจของฝ่ายขวา (Rightist Preference) ทั้งความปลอดภัยในรายได้ทรัพย์สินและความมั่นคงเชิงกายภาพใต้สภาวะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อรูปแบบการปกครองและการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย โดย Alexander ได้เลือกสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1930 กับช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลังระบอบฟรังโกในปี ค.ศ. 1978 เป็นกรณีศึกษาหลัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Alexander มองว่า หากกลุ่มพลังฝ่ายขวา รู้สึกว่าสถานภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายตน มิได้ถูกคุกคามมากนักจากขบวนเคลื่อนไหวปฏิวัติฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามักมีแนวโน้มที่จะยอมรับหรืออดทนอดกลั้นต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่หลักประกันผลประโยชน์ได้สูญสลายลงพร้อมถูกแทนที่ด้วยความเสี่ยงในลักษณะที่ว่าฐานอำนาจชนชั้นนำฝ่ายขวาหรือฐานรายได้ทรัพย์สินประชาชนฝ่ายขวาย่อมถูกคุกคามจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอันเป็นผลจากการก่อหวอดปฏิวัติของฝ่ายซ้าย กลุ่มพลังฝ่ายขวาก็ย่อมเลือกที่จะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมหรือชักชวนให้ทหารออกมาทำรัฐประหารเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

จากกรณีดังกล่าว จึงน่าคิดต่อว่า เกิดอะไรขึ้นกับพฤติกรรมและการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองของฝ่ายขวาในรัฐไทย หรือการปรับตัวทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายขวา มีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสยาม/ไทย

ประเด็นที่น่าคิด คือ เหตุการณ์ที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ (Critical Juncture) ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยไทย มักเต็มไปด้วยฉากทัศน์ที่ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา โดยการปรับตัวหรือการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายขวา มักนำไปสู่การทำรัฐประหาร หรือการฟื้นคืนชีพขึ้นมาของระบอบอำนาจนิยม ตัวอย่างสำคัญ คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่การปะทะทางการเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา
นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมสภาวะถ้อยหลังของกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย

ส่วนกรณีคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง หรือ ตัวแสดงทางการเมืองที่มีทั้งกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ขุนนางและนักบวช ก็อาจมีนัยยะหลายๆอย่างที่ซ่อนชนวนความขัดแย้งเชิงจุดยืน ความคิดและอุดมการณ์แบบซ้าย-ขวา ในลักษณะที่ค่อนข้างซับซ้อน ขณะที่ เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยไทย เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากฝ่ายขวายังคงประเมินว่าสถานภาพและผลประโยชน์ตนอาจต้องสูญสลายลงไปในพริบตา (ถ้าฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง) ความเสี่ยงในการทำรัฐประหารหรือการคงอยู่ของระบอบอำนาจนิยม/อนุรักษ์นิยม ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไปบนเส้นทางพัฒนาประชาธิปไตย


โม้ซะยาว ถอดความได้ประโยคเดียว
พวกขวากลัวซ้ายครองเมืองแล้วตัวเองเสียประโยชน์ เลยหนุนให้ทหารยึดอำนาจ
คงว่างมาก ถึงบันจงเรียงความอย่างน้ำท่วมทุ่ง มีผักบุ้งต้นเดียว

ที่น่าสมเพชคือ มันเป็นสมมติฐานที่ผิด และไร้เดียงสามาก
การเมืองของไทย ไม่มีฝ่ายซ้าย ที่เคยมีคือปู่แคล้ว นรปติ ก็ไปสวรรค์เสียแล้ว พันเอก สมคิด ศรีสังคมก็อายุร้อยกว่า ดังนี้ ฝ่ายซ้ายจะครองเมืองได้อย่างไร

และถ้าถือว่าทหารยึดอำนาจจากฝ่ายซ้าย ก็แปลว่า พลเอกชาติชาย ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ เป็นฝ่ายซ้ายอย่างนั้นหรือ ...โอ้ว แม่จ้าวววว นี่มันทฤษฎีการเมืองรุ่นใหนฟะ มั่วสาดดดด
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 02:44:45 pm
อ๋อ ฝั่งที่เฮียจารย์สมาทานอยู่ไม่มั่วเลย งั้นดิ?  -_-

ทฤษฎีขวา-ซ้าย ใช้ไม่ได้
แนวคิดอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม ก็ใช้ไม่ได้
สังคมไทยไม่เหมือนสังคมไหนๆ จะเอามาใช้กับคนไทยไม่ได้  >:(

ถ้ายังงั้นคงต้องอธิบายเหตุการณ์ในรัฐไทย
ด้วยเรื่อง "รามเกียรติ์" แล้วล่ะ

คคห.ของผม ผมว่า "รัฐไทยเปนรัฐนาฏกรรมรามเกียรติ์" น่ะครับ
Scenario-เหตุการณ์ทางการเมืองไทย-เอามาเทียบกับฉากในรามเกียรติ์ได้เป๊ะๆ เช่น..
โครงการบริหารจัดการน้ำของพวกเผาไทย = กุมภกรรณทดน้ำ


หากคิดในกรอบนี้ ก็จะเห็นว่ารัฐไทยคือสมรภูมิรบระหว่าง
กรุงอโยธยา(ฝ่ายเทพ) กับกรุงลงกา(ฝ่ายยักษ์) นั่นเอง
อันนี้โอเคไหม?  :wacko:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: sw on 08 June 2016, 03:57:46 pm
Quote from: Hexaphonic on 08  June  2016, 02:44:45 pm
อ๋อ ฝั่งที่เฮียจารย์สมาทานอยู่ไม่มั่วเลย งั้นดิ?  -_-

ทฤษฎีขวา-ซ้าย ใช้ไม่ได้
แนวคิดอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม ก็ใช้ไม่ได้
สังคมไทยไม่เหมือนสังคมไหนๆ จะเอามาใช้กับคนไทยไม่ได้  >:(

ถ้ายังงั้นคงต้องอธิบายเหตุการณ์ในรัฐไทย
ด้วยเรื่อง "รามเกียรติ์" แล้วล่ะ


ก็เมื่อวานเฮียจะอธิบายด้วยทฤษฎี "ก่อนสมัยใหม่ กับหลังสมัยใหม่"

วันนี้เฮียพาไปอ่านรามเกียรติ์อีกแระ  :lol:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 04:29:26 pm
เอ๊ะ เฮียหวังนี่ยังไง  >:(

ผมเคยบอกแล้วไงว่า อารยธรรมมนุษย์ในตอนนี้ ยังไปไม่ถึงสภาวะหลังสมัยใหม่นะครับ

ฉะนั้นจะเอาสภาวะหลังสมัยใหม่ มาอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ตอนนี้ไม่ได้หรอก

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 05:30:58 pm
ทฤษฎีจิ้งจกครับ
เปลี่ยนสีได้ทุกโพสต์ ไม่มีสาระอะไรพอที่จะคุยด้วยได้ แค่อยากจะอวดว่า อ่านแยะ แค่นั้น

เอาข้อความของคนที่ถูกจริตมาลง พอโดนแฉว่ามั่ว รู้ไม่จริง ก็ทิ้งซะ  :clown:
หันไปคว้าอันใหม่มา รอทิ้งเป็นอันดับต่อไป
ผมไม่อยากจะเสวนาดอก แต่มาทิ่มคนกันเองอย่างเฮียหวัง ก็ต้องจัดซะดอก

:jab:

ได้ผล จากสเปนไปรามเกียรติ์โน่นเลย ไม่วายตัดเสื้อให้สังคมใส่อีกนั่นแหละ
ใหนว่าเลยอะไรพวกนี้ไปแล้วนี่นา ทำไมยังกอดทฤษฎียังกะกอดขวดนมเลย

ปัญญายุคหลังสมัยใหม่นี่ ไม่มีทฤษฎีครอบโลกแล้ว
เฮียเขาคงยังอ่านไปไม่ถึง :dribble:

อือ หรือจะเป็นปลาไหล เอ๊ ตัวอะไรนะ ที่ไปทั้งน้ำขุ่นๆ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 05:58:27 pm
ส่วนเรื่อง "หลังสมัยใหม่" ที่เฮียเขาเทิดทูนน่ะ
อาจารย์จิ๋วถกเถียงมาตั้งแต่สมัยที่ Charl Jencks ออกหนังสือใหม่ๆ ว่ามันมีสิ่งนี้หรือไม่ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักกันซักเท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกที่บอกว่า "สมัยใหม่" ล่มสลายแล้ว หมดฟังก์ชั่นแล้ว จากการทำลายโครงการ pruitt-igoe ที่เซ็นต์หลุยส์ และความล้มเหลวของเลอกอร์บูซีเยที่ chandigarh

(http://25.media.tumblr.com/tumblr_mak9e1C4AW1qe0nlvo1_1280.jpg)
(http://vinayakbharne.com/wp-content/uploads/2013/10/CorbusiersRuin.jpg)

ผลสรุปก็คือ อาจจะจริง หรืออาจจะไม่จริง
มันก็แค่ชื่อเรียก และบางส่วนก็เป็นสไตล์ส่วนตัว ที่อยากจะขยายแทรกซึมใส่คนอื่น

แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือ เราไม่สามารถจับยัดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในสังคมอื่น
นอกจากจะผิดฝาผิดตัวแล้ว มันยังเป็นความน่าอายชั่วกาลนาน

เหมือนพวกนักออกความเห็นที่เฮียเฮ๊กซ่าเทิดทูนนั่นแหละ
ภาษาไทยยังไม่ชำนาญ ดันมาเขียนอะไรบื้อๆ ให้คนไทยอ่านซะอีก
ขยะดีๆ นี่เอง
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 06:56:37 pm
สภาวะก่อนสมัยใหม่
เริ่มตั้งแต่ มนุษย์กลุ่มแรกๆที่เริ่มมีการสื่อสารด้วยระบบภาษา
ลากยาวมาจนถึงก่อนปรากฎการณ์เคลื่อนย้ายองค์อำนาจเทวสิทธิ์

พอสังคมไหนมีกระบวนการเคลื่อนองค์อำนาจเทวสิทธิ์จากเบื้องบน(เทวนิยม)
ลงมาสู่เบื้องล่าง(มนุษยนิยม) สังคมนั้นก็จะเปลี่ยนจากสภาวะก่อนสมัยใหม่ ไปสู่สภาวะสมัยใหม่
การเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะสมัยใหม่ มันจะเกิดกับรัฐแต่ละรัฐ

แต่การเปลี่ยนจิตสำนึกไปสู่สภาวะหลังสมัยใหม่
มันจะเปนอะไรที่ต่างออกไปเลย คือผมคิดว่าถ้ามันมีสภาวะหลังสมัยใหม่จริงๆนะ
มันจะต้องเกิดปรากฏการณ์ที่ "เปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษยชาติทั้งหมด"
จะไม่ใช่แค่เกิดการเปลี่ยนแปลงในบางรัฐบางสังคม แบบสภาวะสมัยใหม่

และการเปลี่ยนผ่านจิตสำนึก มันจะคู่ขนานกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
การค้นพบ กลศาสตร์นิวตัน ควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ส่งผลต่อการเปลี่ยนจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ไปสู่แบบสมัยใหม่

ดังนั้นในการเปลี่ยนจิตสำนึกแบบสมัยใหม่ ไปสู่แบบหลังสมัยใหม่
มันจะต้องเกี่ยวกับการไขปริศนาทางฟิสิกส์ เรื่องกาลเวลา แรงโน้มถ่วง

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 07:10:54 pm
สรุปว่า พี่ท่านจะคุยถึงปัญหาโลก หลังพวกเราตายหมดแล้ว  :clown:

เออ


เพ้อเจ้อดีแท้

:dribble:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 10:19:08 pm
Quote from: pee on 08  June  2016, 07:10:54 pm
สรุปว่า พี่ท่านจะคุยถึงปัญหาโลก หลังพวกเราตายหมดแล้ว  :clown:

เออ


เพ้อเจ้อดีแท้

:dribble:



ก็ใช่ไง อันนั้นมันไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ไง
แต่ถ้าจะพูดถึงโพสต์โมเดิร์น มันก็ต้องแนวนี้ล่ะ
ซึ่งผมว่าแม้แต่จารย์จิ๋วก็คิดไม่ถึงหรอก แนวคิดผมล้ำกว่าครับ  :ahha:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 08 June 2016, 11:07:31 pm
Quote from: pee on 08  June  2016, 05:30:58 pm
ทฤษฎีจิ้งจกครับ
เปลี่ยนสีได้ทุกโพสต์ ไม่มีสาระอะไรพอที่จะคุยด้วยได้ แค่อยากจะอวดว่า อ่านแยะ แค่นั้น

เอาข้อความของคนที่ถูกจริตมาลง พอโดนแฉว่ามั่ว รู้ไม่จริง ก็ทิ้งซะ  :clown:
หันไปคว้าอันใหม่มา รอทิ้งเป็นอันดับต่อไป
ผมไม่อยากจะเสวนาดอก แต่มาทิ่มคนกันเองอย่างเฮียหวัง ก็ต้องจัดซะดอก

:jab:

ได้ผล จากสเปนไปรามเกียรติ์โน่นเลย ไม่วายตัดเสื้อให้สังคมใส่อีกนั่นแหละ
ใหนว่าเลยอะไรพวกนี้ไปแล้วนี่นา ทำไมยังกอดทฤษฎียังกะกอดขวดนมเลย

ปัญญายุคหลังสมัยใหม่นี่ ไม่มีทฤษฎีครอบโลกแล้ว
เฮียเขาคงยังอ่านไปไม่ถึง :dribble:

อือ หรือจะเป็นปลาไหล เอ๊ ตัวอะไรนะ ที่ไปทั้งน้ำขุ่นๆ




ศิษย์พี่ โปรดรักษาสุขภาพด้วย  :bowdown:
(เด๋วเฮียจารย์ก็จะตอกกลับว่า "ใครเปนศิษย์พี่เมง" 55)

แบบว่าไม่ต้องไล่ตามจิกตามรีพลายผมตัลหลอดก็ล่ายนาครับ
เล่นกับหมาเด๋วหมาเลียปากนะครับ

ส่วนตัวผมเปนพวก "กลับเฟส"
คือชอบเล่นกับป๋า,ป๋าเลียหมาก น่ะครับ  :supergrin:

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: pee on 08 June 2016, 11:10:16 pm
เก่งแบบนี้ ที่เว็บตาสว่าง มีแยะ

:clown:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 10 June 2016, 06:18:27 am
Quote from: pee on 08  June  2016, 05:30:58 pm
ทฤษฎีจิ้งจกครับ
เปลี่ยนสีได้ทุกโพสต์ ไม่มีสาระอะไรพอที่จะคุยด้วยได้ แค่อยากจะอวดว่า อ่านแยะ แค่นั้น



ผมอ่านไม่แยะหรอกครับ และที่โพสต์มาตลอดนี่ ไม่ใช่การอวดนะครับ
ผมอวดในสิ่งที่คนอื่นอ่านโพสต์ของผมไม่รู้เรื่องเนี่ยนะ?  :rof:

ขอย้ำว่าผมอ่านไม่แยะหรอกครับ
แต่ซื้อหนังสือแยะอยู่นะ ถ้าเทียบกับมาตรฐานของคนไทย
ตีเปนเงิน ก็ประมาณแสนห้าในรอบ 12ปี
หลายตังค์มั้ย? ก็หลายอยู่ แต่โลกนี้มันไม่มีอะไรฟรีอยู่แล้ว

จะว่าไปแล้ว กิจกรรมของเราๆท่านๆที่ล้างผลาญหมดไปยิ่งกว่านี้ ก็ยังมี ใช่ป่ะ?
ไม่เสียอันนี้ ก็ไปหมดกับอันโน้นอยู่ดี ก็ถือว่าซื้อวิชาล่ะกัน

ซื้อมาบางทีก็ไม่ค่อยได้อ่าน หรืออ่านไม่จบเล่ม
เด๋วนี้ผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือแล้วครับ
มันหมดอยากที่จะหาความรู้น่ะ เด๋วนี้พอเห็นหนังสือออกใหม่ที่อยู่ในความสนใจ ก็หยิบมาดู
แต่อีกใจหนึ่ง มันรู้สึกอิ่มตัว ขี้เกียจอ่านแระ ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น ช่างหัวเนื้อหาในหนังสือมันเถอะ


เอ่อ..2-3วันก่อน ผมเพิ่งไปซื้อมาดองอีกจำนวนหนึ่ง  :D


ปล.แนวคิดหลายอย่างๆ ผมไม่ได้จากการอ่านหรอก
แต่ได้จากการเจริญกายานุปัสนากรรมฐานจ๊อกกิ้งน่ะครับ
แต่สิ่งที่ได้จากการอ่าน อาจจะเป็นเชื้อไฟไป ต่อ-ยอด อีกทีหนึ่ง

Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Karin Preeda on 10 June 2016, 02:33:02 pm
การวิ่งนี่ก็ช่วยให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่างเหมือนกันครับ เมื่อก่อนวิ่งไป ฟังเพลงไปให้เพลินๆ หลังๆเลิกฟังเพราะพบว่าวิ่งไปเรื่อยๆ คิดอะไรไปเรื่อยๆมันได้มากกว่าวิ่งแล้วฟังเพลงอีก  :thumbup:
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 17 May 2017, 04:28:04 pm
Quote from: sw on 08  June  2016, 03:57:46 pm
Quote from: Hexaphonic on 08  June  2016, 02:44:45 pm
อ๋อ ฝั่งที่เฮียจารย์สมาทานอยู่ไม่มั่วเลย งั้นดิ?  -_-

ทฤษฎีขวา-ซ้าย ใช้ไม่ได้
แนวคิดอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม ก็ใช้ไม่ได้
สังคมไทยไม่เหมือนสังคมไหนๆ จะเอามาใช้กับคนไทยไม่ได้  >:(

ถ้ายังงั้นคงต้องอธิบายเหตุการณ์ในรัฐไทย
ด้วยเรื่อง "รามเกียรติ์" แล้วล่ะ



ก็เมื่อวานเฮียจะอธิบายด้วยทฤษฎี "ก่อนสมัยใหม่ กับหลังสมัยใหม่"

วันนี้เฮียพาไปอ่านรามเกียรติ์อีกแระ  :lol:



ผมคิดว่าเฮียหวังก็จัดเป็น "พลเมืองกัมมันตะ (active-citizen)" ที่สนใจการบ้านการเมืองไทยอยู่มากนะ
แต่เฮียพลาดมากๆ ที่ไม่เข้าใจเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งจะทำให้มุมมมองต่อการเมืองไทยของเฮีย ผิดพลาดไปหมด
และนั่นหมายความว่า ความกระตือรือร้นกัมมันตะของเฮียจะกลายเป็นเรื่องที่.... "เสียของ"


(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_2512.png)

(http://i1157.photobucket.com/albums/p596/hexaphonic2/IMG_2513.png)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 February 2018, 03:55:44 am
(http://www.mx7.com/i/120/bgeYAH.png)



เห็นขบวนแห่ล้อการเมืองอันนี้
ทีมงานอุปมา "นนทก"ว่าเป็นคสช.
ผมคิดว่าเค้าอุปมาแบบ "ผิดฝาผิดตัว" นะครับ
น้องๆเค้า "อ่านหนังสือไม่แตก" น่ะครับ
และผมคิดว่ายังมีคนไทยอีกมาก...ที่ตีความวรรณกรรมนี้ไม่แตก

หากจะยกเอาวรรณรรมนี้มาสวมทับลงในการเมืองไทยแล้วล่ะก็...
ถ้างั้น "นนทกแห่งการเมืองไทย" คือใครล่ะ?

ตัวอย่างที่ผ่านมาก็เช่น ทักษิณหรือปรีดี ไงล่ะครับ อิๆ
ปรีดีคือนนทกในเจเนอเรชั่นที่แล้ว
ทักษิณคือนนทกในเจเนอเรชั่นนี้ 555
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: poj on 04 February 2018, 06:27:34 pm
ต่างกันตรง ปรีดี ไม่มีข้อครหา เรื่องการโกงกิน คอรัปชัน ครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 06 February 2018, 10:48:43 pm
มีโกงกินก็แต่ยิ่งลักทักสิน ส่วนคนอื่นๆเค้าคืนส่วนต่างไปหมดแล้ว 555
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 21 August 2018, 06:00:48 am
(http://up.gunhotnews.com/?img=271534779987.png)

ผมไปเที่ยวปท.แอฟริกาใต้มาครับ

12-19 AUG 2018 : Suvarnabhumi Airport - Doha - Cape Town - West Coast Ostrich Farm - Table Mountain - Radisson Blu Waterfront - Maiden Cove Beach - Penguin Village - The Boulders - Cape of Good Hope - Groot Constantia -  Cape Town Airport - Johannesburg - Bakubung Bush Lodge - Pilanesberg National Park - Sun City - Lion Park - Carnivore Restaurant - Pretoria - Johannesburg - Doha - Suvarnabhumi Airport(สนามบินปลายทาง) ใช้เวลาบินไป-กลับ 32 ชั่วโมง บินในปท.อีก 2 ชั่วโมง

นี่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการต่อสู้ของชาวบัวร์ (ชาวดัชต์ที่อาศัยในแอฟริกาใต้) ตั้งอยู่ ณ เมืองพรีทอเรีย
ชึ่งในที่สุดชาวบัวร์ก็พ่ายแพ้ต่อจักรวรรดิอังกฤษ
ขณะนั้นจักรวรรดิดัตช์ฮอลันดาเองก็อ่อนแอเกินกว่าจะต้านอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ

กลับมาถึงบ้านจึงพอจะปะติดปะต่อลำดับเรื่องราวได้ ดังนี้...

ลำดับไทม์ไลน์

0.5 อารยธรรมอาหรับเริ่มปิดตัวเอง โลกอาหรับมีฉันทามติว่า "ความรู้ทางโลกคือความบาป"
โลกอาหรับหยุดพัฒนาวิทยาการต่างๆ พันธกิจหลักคือ "มุ่งเดินทางไปเฝ้าพระเจ้า"
นักวิชาการอาหรับบางส่วนลักลอบเอาพิมพ์เขียวสหวิทยาการไปเก็บซ่อนไว้ที่คาบสมุทรไอบีเรีย (โปรตุเกส สเปน)

1.โปรตุเกส ได้องค์ความรู้การเดินเรือจากอารยธรรมอาหรับ
ใช้วิชาเดินเรือไปสำรวจโลก ออกไปตักตวงทรัพยากรจากโลกล้าหลัง

2.สเปน ต่อยอดออกไปอีก กอบโกยทรัพยากรจนมั่งคั่งกว่าโปรตุเกส

3.ฮอลันดา มีการคิดค้นระบบระดมทุน ทำให้ระดมทุนได้มาก เกิดตลาดหุ้น
จักรวรรดิฮอลันดาจึงมีทุนสร้างกองเรือเอาชนะสเปนได้ แต่ต่อมาเกิดฟองสบู่ตลาดหุ้นที่อัมสเตอร์ดัม
เศรษฐกิจฮอลันดาตกต่ำจากเคสปั่นราคาหุ้นดอกทิวลิปดำ

4.อังกฤษ เกิดการปฏิวัติทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง..รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม..
ก่อนชาติอื่นๆ อังกฤษจึงมีต้นทุน-โนว์ฮาวชนะชาติฝรั่งล่าอาณานิคมอื่นๆ

5.ฝรั่งเศส ปฏิวัติทางการเมืองสำเร็จ แต่ช้ากว่าอังกฤษ จึงสู้อังกฤษไม่ได้

6.อังกฤษ หมดตูดจากสงครามโลกครั้งที่ 1+2

6.5 เยอรมัน คือตัวการที่ทำให้ชาติตะวันตกที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมทั้งหมด
(โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ) หมดตูด! (เยอรมันคือตัวการก่อสงครามโลกครั้งที่ 1+2)

7.อเมริกา ได้ผลพวงจากการปฏิวัติทางสังคมของอังกฤษและยุโรปมาต่อยอดขึ้นไปอีก
..การเลิกทาส ระบบสายพานการผลิต ตลาดทุน..(พลเมืองแกนนำสังคมอเมริกันมาจากเกาะอังกฤษ)
ประกอบกับในบรรดาประเทศตะวันตกด้วยกัน อเมริกาเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1+2 น้อยที่สุด
อเมริกาจึงกลายเป็นเจ้าโลกอย่างที่เห็น

ดังนี้ การไปเที่ยวจึงเหมือนกับการอ่านหนังสือในอีกรูปแบบหนึ่ง
มันช่วยต่อภาพจิ๊กซอจากการอ่านให้สมบูรณ์
บางทีการอ่านหนังสือโดยไม่เห็นของจริง คงจะยากที่จะเข้าใจ


Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 23 August 2018, 04:59:24 am
น่าอ่านมากๆ

http://gmlive.com/interview-Yuval-Noah-Harari-about-sapiens-book

ลองอ่านตัวอย่าง โดยการสไลด์หน้าปก

http://online.anyflip.com/dkap/dibc/mobile/index.html
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: jon che on 23 August 2018, 06:31:00 am
ปีที่แล้ว ดร.นิเวศน์ ณ VI ก็แนะนำหนังสือเล่มนี้ไว้ในหลายโอกาส ผู้แต่งเขียนไว้อีกเล่มคือ Homo Deus: A Brief History of Tomorrow เห็นขายออนไลน์ในเมืองไทย 2 เล่มไม่ถึงเก้าร้อยครับ (คืนได้ใน 7 วัน)
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 23 August 2018, 11:45:39 am
Quote from: jon che on 23  August  2018, 06:31:00 am
ปีที่แล้ว ดร.นิเวศน์ ณ VI ก็แนะนำหนังสือเล่มนี้ไว้ในหลายโอกาส ผู้แต่งเขียนไว้อีกเล่มคือ Homo Deus: A Brief History of Tomorrow เห็นขายออนไลน์ในเมืองไทย 2 เล่มไม่ถึงเก้าร้อยครับ (คืนได้ใน 7 วัน)


ผมเคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ว่า

เมื่อมนุษยชาติไขปริศนา,ถอดรหัส "ทฤษฎีรวมแรง (Unify Theory)" ได้สำเร็จ
นั่นแหละครับที่อารยธรรมมนุษยชาติจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่
เมื่อนั้นมนุษย์โฮโมซาเปี้ยนส์จะกลายเป็น "อภิมนุษย์"

1 ในแรงทางฟิสิกส์ทั้ง 4 ที่มนุษย์ยังไขปริศนาไม่ออกคือ "แรงโน้มถ่วง"
ผมคิดว่าแรงโน้มถ่วงนี้ คือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างวัตถุ 2 อัน
มันมีทั้งระดับมหภาค (ระหว่างดวงดาว) จนถึงระดับจุลภาค (อะตอม)
มีทั้งที่เป็นรูปธรรม (วัตถุ) และนามธรรม (จิต)

ผมคิดว่าหากไขปริศนาแรงโน้มถ่วงได้สำเร็จ
มันอาจจะเกี่ยวกับการแยกธาตุ แปรธาตุ
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะในทางธรรมของปัจเจกด้วย (การหมกจมในอาสวะ กิเลสอนุสัยต่างๆ)
ถึงตอนนั้น การบรรลุโพธิญาณอาจจะไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยอีกต่อไป
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 04 July 2019, 04:08:36 pm
(https://www.mx7.com/i/069/yd2ezC.png) (https://www.mx7.com/view2/BtFvIcvI0AR2cgSz)

เอนกเขียนเล่มนี้ขอบอกว่า น่าผิดหวังสำหรับการที่เคยคุยว่า "อ่านสามก๊กจบตั้งแต่สมัยเรียนประถม"
เหนื่อยไหมเอนก ที่พยายามสร้างวาทกรรม พยายามดีเฟนด์ให้เผด็จการไทย

สังคมตะวันตกเขาเกิดปรากฏการณ์ "ถ่ายโอนองค์อำนาจเทวสิทธิ์" จากตัวบุคคล-คณะบุคคล เกิดปรากฏการณ์ถ่ายโอนอำนาจในการตัดสินชีวิตของตนเอง(ระดับปัจเจก)-อำนาจรัฏฐาธิปัตย์(ระดับมวลชน) จากที่เคยอยู่ในความครอบครองของชนชั้นปกครอง,นักบวช มาสู่มวลสามัญมหาชน สังคมตะวันตกทำสำเร็จมาเป็นร้อยปีแล้ว ทำให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่(แนวดิ่ง รวมศูนย์) ไปสู่จิตสำนึกแบบสมัยใหม่(จิตสำนึกแนวระนาบ จิตสำนึกสาธารณะ)

และนี่ทำให้สังคมตะวันตกก้าวหน้ากว่าสังคมเอเชีย(ส่วนใหญ่) ก้าวหน้ากว่าสังคมแอฟริกา ลาติน...ซึ่งถ้าเอเชีย แอฟริกา ลาตินถ่ายโอนองค์อำนาจสิทธิ์ขาดมาสู่สามัญชนได้สำเร็จ ก็จะสามารถเจริญทัดเทียมกับสังคมตะวันตกได้เช่นกัน

ส่วนจีนนั้นรุ่มรวยวิทยาการมานมนานก็จริง แต่เป็นสังคมปิดกั้นความคิดเสรีภาพ รวมศูนย์อำนาจ โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชื่อว่ารวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียยิ่งกว่าราชวงศ์ใดๆที่รัฐจีนเคยมีมาในอดีตเสียอีก เติ้งเสี่ยวผิงก็คือจักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์คอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง สีจิ้นผิงได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิ(ในทางพฤตินัย) ที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จมากที่สุดเท่าที่รัฐจีนเคยมีจักรพรรดิกันเลย รัฐจีนจึงเป็นสังคมบิดเบือนความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ละเมิดดุลยภาพแห่งเต๋า(ทั้งที่แผ่นดินจีนเองคือต้นกำเนิดเต๋าด้วยซ้ำ) รัฐจีนซุกปัญหาไว้ใต้พรม เหมือนระเบิดเวลาที่รอหายนะในอนาคต ไม่ยั่งยืนหรอก

สนิมเกิดแต่เนื้อในตน ศัตรูอันดับ 1 ของรัฐจีนไม่ใช่ชาติตะวันตกหรอก
แต่คือการกดขี่ประชาชนตัวเอง ฮ่องกงนี่แหละจะเป็นโดมิโน่ตัวแรก


ส่วนอารยธรรมอิสลามนั้น ในอดีตเคยเจริญก้าวหน้าทางสหวิทยาการก็จริง ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เคมีฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรมวิศวกรรมโครงสร้าง ชลประทาน
แต่มียุคสมัยหนึ่งที่บรรดาอนุศาสนาจารย์มุสลิมมีความเห็นว่าความรู้ทางโลกย์ถือเป็นความบาป
มันทำให้ชาวมุสลิมเสียเวลาเนิ่นช้าในการเดินทางไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้า
อีกทั้งมันคือการลบหลู่ท้าทายต่อองค์อัลเลาะห์ (ความอวดดีของมนุษย์)
พวกท่านจึงลงฉันทามติว่า ให้หยุดการศึกษาวิชาการทางโลกย์และทำลายงานวิชาการต่างๆทิ้งเสีย
แต่ด้วยปัญญาชนมุสลิมเกิดความเสียดายในงานวิชาการ จึงลักลอบขนถ่ายงานวิชาการจำนวนมากไปซุกซ่อนที่แผ่นดินยุโรป
ยุโรปตะวันตกจึงได้องค์ความรู้จากอารยธรรมอิสลามไปต่อยอดแบบก้าวกระโดด
เมื่ออารยธรรมอิสลามมีฉันทามติว่า การไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าคือภารกิจอันสูงสุด ภารกิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี
ก็เท่ากับว่าอารยธรรมอิสลามยืนกรานที่จะมีจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ตลอดไป
นั่นคือ "การปิดประตูขังตัวเอง" ของอารยธรรมอิสลามไปโดยปริยาย.
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: poj on 05 July 2019, 06:31:59 pm
ผมคิดว่า จีน จะยังคงอยู่แบบนี้ได้อีกนานครับ  เพราะยังไง พรรคคอมมิวนิสต์ ก็น่าจะปกครองได้อย่างมั่นคงต่อไป
ส่วน ฮ่องกง ก็คงอยู่ในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ  คือ ประท้วงเป็นระยะ  แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรแตกหักครับ
Title: Re: หนังสือใกล้มือ..
Post by: Hexaphonic on 05 July 2019, 10:31:03 pm
http://www.sookjai.com/index.php?topic=36136.0

เวลาเท่าไหร่ที่ถือว่านานสำหรับการรวบอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน?
50 ปี 100 ปี รัฐจีนอาจจะเป็นอย่างตอนนี้ไปเรื่อยๆ
ในชั่วชีวิตเราอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่เกิดกับรัฐจีนอย่างในศตวรรษที่แล้ว

แต่มันก็ไม่แน่หรอกนะครับ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้
ยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนละเมิดมรรคาแห่งเต๋าด้วย
ซึ่งนี่จะทำให้รัฐจีนไม่สามารถคงสภาพอำนาจอย่างนี้ไปได้ยาวนาน