• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
13 December 2019, 05:47:32 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ข้อแตกต่างของเสียงระหว่าง SE กับ PP เป็นอย่างไร

Started by Xex, 13 March 2002, 02:26:39 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Xex

ผมเริ่ม สับสน และสงสัย ว่า Single end Class A กับ Push pull Class A ให้เสียงที่แตกต่างกันอย่างไรครับ สมมุติ เรากำหนดให้ อะไรก็ส่วนใหญ่คล้ายๆกัน ต่างกันก็ตรงจัดวงจร สมมุติเราไม่มองเรื่องกำลัง แบบไหนจะให้เสียงอย่างไหน แล้ว ท่านชอบแบบไหนกันบ้างครับ

poj

ไม่มีคนตอบ  งั้นผมตอบแล้วกัน
ปกติ แอมป์ Class A จะเป็น single-ended ครับ
ส่วน push pull นั้น จะเป็น class B
ดังนั้น push pull เป็น class A นั้น ไม่มีนะครับ

แอมป์ Class B นั้น จะแบ่งสัญญานออกเป็น positive และ negative phase  แล้วใช้ transistor ขยายสัญญานของแต่ละส่วน เขาจึงเรียกว่า push-pull

แอมป์ class A นั้น ภาคขยายจะขยายสัญญานทั้ง positive และ negative phase  ดังนั้น มันจึงกินกระแสมากกว่า แอมป์ push-pull  ทำให้เกิดความร้อนมาก แต่ได้กำลังออกมาน้อย แต่สัญญานเสียงจะผิดเพี้ยนน้อยกว่า เพราะไม่มีการแบ่งส่วนขยาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหา crossover distortion ได้

แอมป์ class A/B นั้น แอมป์จะทำงานเป็นแบบ class A ที่วัตต์ต่ำๆก่อน แต่หากต้องขับแรงขึ้น ก็จะสวิทช์ไปทำงานเป็น class B แทน

แอมป์ single-ended class A นั้น จะทำงานแบบ Class B ไม่ได้ เพราะมันไม่มี phase splitter ครับ

โดยหลักการ แอมป์ class A จะให้เสียงดีกว่าแอมป์ push-pull ครับ เพราะสัญญานผิดเพี้ยนน้อยกว่า  แต่ประสบการณ์ตรงของผมยังน้อยมากกับแอมป์ SET น้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้จากตัวเอง  ผมเคยฟัง และชอบมันมากเลย  แต่ซื้อไม่ไหว มันแพงครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Karin Preeda

แก้ไขครับ จริงๆแล้ว Pushpull ก็มีเป็น class A ได้ครับ �การทำงานของ Pushpull Class A ก็อย่างที่คุณพจน์อธิบายในเรื่อง Single ended นั่นละครับ คืออุปกรณ์ขยายกำลัง (Transistor หรือ หลอด ก็ได้) ทำงานทั้งบวกและลบ ผลลัพท์ก็มารวมกันที่ Output transformer สำหรับหลอด หรือถ้าเป็น transistor ก็รวมกันตรงๆได้เลย ผลลัพท์ที่ได้ต่างจาก Class AB หรือ B ยังไงนี่ผมจะลองยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ

สมมติว่าหลอดทำงานที่ class A single ended สามารถขยายสัญญาณได้ตั้งแต่ -10V ถึง +10V จะได้ output เป็น X watt

คราวนี้เอามาใช้เป็น Class A pushpull เมื่อผลลัพธ์รวมกัน ก็จะได้ -20V ถึง +20V

ถ้าเป็น Class AB คือขยายด้านนึงได้เกินครึ่ง cycle ส่วนอีกด้านได้เต็ม cycle (-5V ถึง +15V และ -15V กับ +5V ) พอมารวมกันก็จะเป็น -20V จนถึง +20V

คราวนี้เป็น Class B ซึ่งขยายได้แค่ครึ่ง Cycle เท่านั้น (0V ถึง 20V และ -20V ถึง 0V) ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็น -20V ถึง +20V เช่นกัน

คราวนี้ทำไมเราถึงเห็น poweramp �Class AB และ B มีกำลังมากกว่า class A เสมอ อันนี้เป็นเพราะประสิทธิภาพครับ เพราะจะเห็นว่า Class AB และ B นั้นที่ช่วงที่ output device ไม่ต้องทำงานด้วย เพราะฉนั้น เมื่อทำงานใน class AB และ B ก็สามารถจะใช้ขยายสัญญาณที่เกิน 20V ก็ได้ เช่น ผมสามารถให้มันทำงานใน class ฺB ที่ 0 ถึง 40V ในด้านบวก และ -40 ถึง 0V ในด้านลบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมากกว่าตัวอย่างข้างต้นเยอะมาก

เค้าว่ากันว่า(ผมเน้นว่าเค้า)เป็นเพราะ pushpull design ทุกชนิด จะ cancel harmonic distortion ที่เป็นคู่ ในขณะที่ single ended จะทิ้งเอาไว้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ single ended ฟังรื่นหูกว่าครับ

poj

อ้อ.. ครับผม  ขอบคุณครับที่แก้ข้อมูลให้ :)
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Xex

ผมเองว่าจะแย้งท่านประธานอยู่เหมือนกันว่า Push pull ก็เป็น  Class A ได้  แต่ ผมยังไม่แน่น ก็เลยยังไม่กล้า หง่ะ แฮ่ ตกใจเหมือนกัน เพราะผมเองก็ใช้ Pushpull อยู่ เขาก็บอกชัดเจนว่าเป็น Class A
อืม ตรงนี่น่าสนใจ ที่ว่า Single end ไม่ cancel distorrion ้hamonic คู่ ตรงนี้หรือเปล่าที่ บางที่การวัดค่า THD % ของ หลอดจะสูงกว่า Solid state เนื่องจากมันมี Distortion ตรงนี้มา
งั้นถ้าผมสรุป ของ เสียงสองแบบก็คือ
1. Pushpull ได้กำลังมากกว่า แต่ เสียง ไม่รื่นหูกว่า
2. SE รื่นหู แต่กำลังน้อย
มีอีกข้อที่ผมอ่านมาแต่ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน
เจ้า Pushpull นี่ เขาจะชอบมี NFB (เขาเรียกกันอย่างนี้ไหม ที่เรียกว่า negative feed back) เจ้าตัวนี้เองที่ส่งผลให้รายละเอียดบางตัวหายไป จริงหรือเปล่าครับ? แล้วเขายังบอกอีกว่า(ผมเองก็จำไม่ได้ว่าใครบอก คุยมาเยอะ) เจ้า Pushpull ให้ rang ความถี่ที่ไกลกว่า เช่นอาจยาวไปถึง 50KHz จริงอยู่ว่าเราอาจจะไม่ได้ยิน แต่มันมีผลทางการฟังจริงไหมครับ แล้วเขาเปรียบเทียบ SE ว่า ให้ได้ แค่ช่วง หูได้ยินเท่านั้น แต่รายละเอียดจะเยอะกว่า (ผมไม่รู้ว่ามันไปเข้าประเด็น DIY ไหม )

poj

แย้งได้  แย้งมาเถอะ  ถ้าผมคิดว่าผมถูก  ผมจะเถียงต่อ
แต่ถ้าหากผมกลับไปเช็คข้อมูล พบว่าผมผิด ผมก็ยอมรับข้อมูลใหม่  ก็แค่นั้นเองครับ  :)

เท่าที่ทราบ แอมป์บางบตัวออกแบบเป็น zero negative feedback ก็มีครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Karin Preeda

Pushpull หรือ Single Ended จะมีหรือไม่มี feedback ก็ได้ครับ เพราะ feedback เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการออกแบบเท่านั้นเอง

หลักการของ negative feedback คือนำสัญญาณจาก output ส่วนหนึ่งมาป้อนกลับเข้าไปที่ input ในส่วนที่มี phase ตรงข้ามกัน ผลลัพธ์ก็คือ อัตราขยายโดยรวมจะลดลง  แต่ความเป็นเชิงเส้น (linear) มากขึ้น

หลอดบางชนิดก็ linear มาก พวกนี้เกือบไม่ต้องใช้ NFB เลย บางหลอดก็ต้องใช้ ส่วน Transistor นี่ไม่ค่อย linear เท่าไหร่ เลยต้องใช้ NFB ช่วยบ้าง

Art

ขอเป็นฝ่ายค้านด้วยคนครับ
ไม่เกี่ยวกันเลยว่า PP ตอบสนองกว้างกว่า หรือ SE ตอบสนองแคบกว่าและรายละเอียดเยอะกว่า มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายตัวครับ ไม่ควรสรุปสั้นๆ เช่นนี้

ยกตัวอย่างคุณทำ PP 2A3 แต่ใช้หม้อแปลงที่ตอบสนองได้ 15kHz แต่คุณทำ SE 2A3 โดยใช้หม้อแปลง OPT ที่ตอบสนองได้ถึง 50kHz คุณว่ากรณีนี้มันจะเข้าข่ายข้อสรุปที่คุณอ่านมาหรือไม่ครับ :D
แต่พอจะบอกได้ว่า การทำ OPT PP ให้ตอบสนองได้ถึง 50kHz นั้น ทำได้ง่ายกว่า OPT SE มากครับ ถ้างั้นสรุปต่อจากประเด็นที่คุณอ่านมา ว่า SE นั้น มักจะทำชุ่ยกว่า PP ได้ไม๊ครับ มันจึงตอบสนองได้แคบกว่า แล้วทำไมขายแพงกว่าล่ะ :p เวลาทำก็ชุ่ยกว่า ผมจึงสรุปว่ามันเป็นแค่โฆษณาน่ะครับไม่ใช่ข้อเท็จจริง :donot:
และไม่เกี่ยวกับเรื่องรายละเอียดด้วยครับ ลองดูแนวคิดของผมนะครับ ผมจะคิดว่าสัญญาณที่ออกจากหัวเข็ม หรือแผ่น CD นั้น เป็น 100% ของความสมบูรณ์ครับ คือเหมือนกับที่ออกมาจาก Studio การที่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม ทำให้รายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้นได้ มันก็ไม่ใช่ของแท้ใช่ไม๊ครับ ประเด็นมันน่าจะอยู่ที่ว่าอุปกรณ์หรือระบบที่เราใช้นั้น จะสามารถรักษาความสมบูรณ์ของ 100% นั้นไว้ได้แค่ไหนต่างหาก ไม่ใช่การทำให้เป็น 101% อย่างที่เรามักจะอ่านเจอในคำวิจารณ์ต่างๆ (เดี๋ยวนี้ยังมีประโยคทำนองนี้รึเปล่าครับ :D) ระบบที่รายละเอียดเสียงมากกว่า ก็แสดงว่าใกล้ 100% มากกว่าตัวที่รายละเอียดน้อยกว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรในแนวคิดนี้ก็มาถกกันได้ครับ

ประเด็น SE รื่นหู แต่กำลังน้อยนั้นก็ค้านครับ SE ไม่จำเป็นต้องกำลังน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่ที่เราๆ เห็นมันน้อยเท่านั้นเองครับ ในวงการที่ผมเห็นมา SE 300W ก็มีครับ (rms ด้วย) แต่หลอดใหญ่เท่าขาผู้ใหญ่นะครับ

อีกประเด็นที่ค้านครับ (ค้านจริงวุ้ย :waffen017: ) คือประเด็นที่ว่าความถี่สูงที่หูไม่ได้ยิน มีผลต่อการรับฟัง ข้อนี้น่าจะเรียกว่าเป็นความเชื่อครับ เพราะถ้าแม้แต่ผู้ที่กล่าวประโยคนี้ ยังไม่ได้ยิน แล้วเค้ารู้ได้ยังไงว่ามันมีอยู่ (นี่ไง หนังสือเค้าว่ายังงี้ง่ะ :p) ถ้ามันมีอยู่มันต้องทำให้เค้ารู้สึกได้ และความรู้สึกน่าจะบรรยายได้นี่ครับ

ทีนี้ไม่ค้านแล้วครับ ใช่ครับ วงจรหลอดนั้นมี Distortion ทางตัวเลขสูงกว่า Solid state มากครับ ต่างกันเป็น 100 เท่า แต่คนที่ชอบหลอดก็คือพวกที่ชอบเจ้าความเพี้ยนพวกนี้แหล่ะครับ :)
Art