• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
11 April 2020, 08:30:12 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


หัวเข็ม Ortofon MC15 Super Mk II

Started by Paiboon Pokpoon, 19 August 2004, 01:27:44 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Paiboon Pokpoon

19 August 2004, 01:27:44 am Last Edit: 19 August 2004, 07:01:30 am by Paiboon Pokpoon
ทุกวันนี้ ด้วยงบประมาณเพียงแค่ไม่เกิน 7,000 บาท ท่านคิดว่าจะหาหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงแบบเอ็มซีเอาท์พุทต่ำที่ให้เสียงดี ๆ ยี่ห้อใดและรุ่นใดมาเล่นได้บ้างในบ้านเมืองเรา?

แม้แต่ Benz MC20E2 เองซึ่งมีชื่อมานานแล้ว (แต่หนังสือเครื่องเสียงของไทยฉบับหนึ่งเพิ่งนำมารีวิว) และถือเป็นหัวเข็มระดับเบสท์บายในราคาห้าพันกว่าบาทนั้นก็ยังเป็นหัวเข็ม MC High Output ส่วนหัวเข็ม High Output อีกเจ้าหนึ่งคือ Sumiko Blue Point ซึ่งเคยครองแชมป์หัวเข็มเสียงดีราคาไม่แพงนั้น บัดนี้ก็ได้วิวัฒน์ตนเองมาถึงเจเนอเรชั่นล่าสุด คือ Blue Point No. 2 ซึ่งมีราคาไม่เป็นมิตรต่อกระเป๋าของนักเล่นอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อีกต่อไปแล้ว (หมื่นกว่าบาท) และมันก็ยังเป็นแค่หัวเข็ม MC High Output อยู่ดี

ที่ผมเน้นว่าต้องเป็นหัวเข็ม MC Low Output นั้น ก็เนื่องเพราะหัวเข็มชนิดนี้ให้เสียงที่ละเอียดประณีตโดยเฉพาะในย่านกลาง-แหลม และมีโทนัลบาล้านซ์ตลอดจนการแยกมิติสเตริโอชัดเจนดีกว่าหัวเข็ม MC High Output ซึ่งยังถือว่าเป็นลูกผสมระหว่าง MM และ MC อยู่ดี แต่หัวเข็ม MC Low Output จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ต้องหาภาคขยายสัญญาณหัวเข็ม (phono preamp) หรือเฮดแอมป์หรือ step-up transformer ซึ่งมีกำลังขยายที่แรงพอมาใช้งานในการขยายสัญญาณหัวเข็มก่อนจะต่อเข้าภาคไลน์แอมป์ทั่วไป ดังนั้น การคิดจะเล่นหัวเข็มเอ็มซีเอาท์พุทต่ำสักหัว หากไม่มีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องรองรับอยู่อย่างเพียงพอ ท่านจะต้องทุ่มงบประมาณอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่เล่นแอมป์หลอด ภาคขยายโฟโนเอ็มซีโลว์เอาท์พุทหลอดดี ๆ นั้นหายาก ผลิตยาก และที่สำคัญคือราคามักจะแพงมากด้วย

หากงบประมาณจำนวนแค่ไม่เกิน 7,000 บาททำให้ท่านหมดปัญญาไม่อาจหาหัวเข็ม MC Low Output ดี ๆ มาเล่นได้ ผมเห็นว่าในความมืดนั้นก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง ด้วยราคาขายประมาณ 6,500 บาท (เมื่อราวปี 2543) Ortofon MC15 Super Mk II จึงเป็นหัวเข็มเอ็มซีที่ท่านไม่อาจมองข้ามได้ โปรดอย่าให้ตัวบอดี้สีดำล้วนที่แสนจะเชยของหัวเข็มรุ่นนี้ (ซึ่งทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า “Noryl”) หลอกตาและพรากเสียงที่ดีของมันไปจากหูของท่านได้ เพราะในอดีตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ Ortofon MC15 Super Mk II เป็น “ม้ามืด” ที่เข้าวินชนะใจนักวิจารณ์ของนิตยสารเครื่องเสียงชั้นนำในต่างประเทศหลายฉบับมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารของอเมริกาหรือทางฝั่งอังกฤษ เช่น Stereophile, Hi-Fi Choice หรือ Hi-Fi World ก็ตาม นิตยสารเหล่านี้ต่างจัดเรทติ้งให้ Ortofon MC15 Super Mk II อยู่ในระดับ Best Buy หรือ Great Performer at a Budget Price ด้วยกันทั้งสิ้น

ด้วยราคาขายที่ US$ 225 ในสหรัฐอเมริกา หรือ 150 ปอนด์สเตอร์ลิงในอังกฤษ แต่ราคาขายจากตัวแทนจำหน่ายโดยถูกต้องในประเทศไทยเพียงแค่ 6,500 บาทเท่านั้น ผู้ซื้อจะยิ่งรู้สึกคุ้มขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณเมื่อทราบว่า MC15 Super II เป็นหัวเข็มที่มีทรวดทรงออกแบบมาดีมากตามแบบฉบับของออร์โตฟอน ตัวเรือนหรือเปลือกนอกทำจากวัสดุผสมที่เรียกว่า Noryl ตามที่ผมได้เรียนให้ทราบแล้ว ซึ่ง Noryl นี้ผู้ผลิตแจ้งว่ามีคุณสมบัติในการต้านและขจัดความถี่เรโซแนนซ์ที่จะบังเกิดขึ้นกับหัวเข็มในขณะเล่นได้เป็นอย่างดี

นอกจากความพิเศษของวัสดุที่ใช้ทำหัวเข็มรุ่นนี้แล้ว สเป็คที่สำคัญอื่น ๆ ของหัวเข็มรุ่นนี้ก็คือ มีน้ำหนัก 7 กรัม, ให้ค่าเอาท์พุท 0.34 mV, ปลายเข็มหรือสไตลัสเป็นแบบ Super Fine Line (ซึ่งเหนือกว่าแบบ elliptical ธรรมดาทั่ว ๆ ไป), ก้านเข็มทำด้วยอลูมิเนียม มีค่าคอมไพลแอนซ์ (หรือค่าความยืดหยุ่นของก้านเข็ม) 15 cu, ค่า vertical tracking angle อยู่ที่ 20 องศา (ซึ่งนับว่าเป็นมุมที่ได้มาตรฐานมาก), ช่วงตอบสนองความถี่อยู่ระหว่าง 20-24000 เฮิร์ตซ์, ค่าโหลดอิมพีแดนซ์มากกว่า 20 Ohms ขึ้นไป (แนะนำให้ตั้งค่าอยู่ระหว่าง 50-200 Ohms) และให้ตั้งค่าแรงกดได้ที่ระหว่าง 2.0-2.4 กรัม (แนะนำให้ตั้งค่าแรงกดไว้ที่ 2.2 กรัม)

นอกเหนือจากสเป็คดังกล่าว โดยส่วนตัวผมชื่นชอบการออกแบบหัวเข็มของ Ortofon โดยเฉพาะในซีรี่ย์ส MC นี้ ซึ่งมีทรวดทรงที่สะโอดสะอง ตัวเรือนเป็นทรงสี่เหลี่ยมหน้าแคบแต่มีบอดี้ค่อนข้างยาว เมื่อติดตั้งเข้ากับเฮดเชลล์ของอาร์ม Dynavector DV-505 ที่อยู่บนเทิร์นเทเบิ้ล Audio Linear TD-4001 ของผมแล้ว ผมรู้สึกว่าหัวเข็มแนบสนิทกับเฮดเชลล์เป็นอย่างดี และเมื่อทดลองวางหัวเข็มให้ปลายเข็มแตะอยู่บนผิวแผ่นเสียงด้านที่โล่งเป็นมันเพื่อสังเกตการตั้งฉากของปลายเข็มกับร่องเสียงหรือตรวจค่าอะซิมุธอย่างคร่าว ๆ แล้ว พบว่าตัวเรือนและปลายเข็มสามารถตั้งได้ฉากกับพื้นผิวแผ่นเสียงโดยที่มิต้องพะวงกับการปรับแต่งค่าอะซิมุธแต่อย่างใดเลย และสมมติฐานข้อนี้ยังเป็นจริงอยู่หลังจากที่ผมได้ปรับแต่งและไฟน์จูนหัวเข็มตัวนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

เซ็ตอัพและทดลองฟัง Ortofon MC15 Super Mk II

ผมติดตั้ง MC15 Super Mk II เข้ากับอาร์ม Dynavector DV-505 ซึ่งมีเฮดเชลล์สามารถถอดเข้าออกได้ ทำให้สะดวกในการติดตั้งขึ้นอีกอักโข แล้วจึงตั้งค่าน้ำหนักแรงกดที่แนะนำตามสเป็ค คือ 2.2 กรัม, ปรับตั้ง Alignment องศาของหัวเข็มด้วย Cartridge Mounting Template จากโรงงานของ Dynavector เอง, ปรับมุม VTA ให้ถูกต้องโดยให้อาร์มขนานกับผิวแผ่นเสียง และปรับค่าแอนติสเกตติ้งโดยแขวนลูกตุ้ม Inside Force Canceller Weight ไว้ ณ ตำแหน่งที่สัมพันธ์หรือใกล้เคียงกับค่าแรงกดหัวเข็มที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี พร้อมที่จะฟังได้  

และที่จะอดกล่าวไว้ ณ ที่นี้ไม่ได้เลยก็คือความมหัศจรรย์ของอาร์ม Dynavector DV-505 ในฐานะที่มันเป็น Precision Audio Device กล่าวคือ แม้ว่าอาร์มตัวนี้จะไม่สามารถเอื้อให้มีการปรับค่า Azimuth ของหัวเข็มได้ แต่ถ้าหากได้ติดตั้งอาร์มเข้ากับ Plinth ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยถูกต้องและปรับระดับน้ำให้ตัวเครื่องขนานกับพื้นผิวโลกเป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องค่าอะซิมุธของหัวเข็มเลย คือ ไม่ต้องกลัวว่าปลายเข็มจะไม่ตั้งฉากกับพื้นผิวแผ่นเสียง เพราะผมได้ลองสังเกตส่องดูจากด้านหน้าเรือนเข็มแล้ว พบว่าปลายเข็มมันตั้งได้ฉากกับผิวแผ่นเที่ยงตรงดีแท้ และการพิสูจน์โดยการทดลองฟังเพลงต่าง ๆ จากแผ่นโมโนหรือแผ่นเสียงที่ฟังบ่อย ๆ จนคุ้นเคย พบว่าการแยกแยะช่องมิติสเตริโอทำได้ดีทีเดียวครับ คือมีความสมดุลทั้งซ้ายขวา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเทคนิคการบันทึกเสียงของแผ่นนั้น ๆ ด้วย

สำหรับภาคขยายสัญญาณหัวเข็ม ผมใช้ Lehmann Audio Black Cube รุ่นธรรมดา โดยในเบื้องต้นผมตั้งค่าโหลดอิมพีแดนซ์ไว้ที่ MC: 47 kOhms เพื่อขยายสัญญาณจาก MC15 Super II ซึ่งเมื่อแรกที่หัวเข็มสัมผัสร่องเสียงร่องแรกของแผ่น Breaking Silence ของ Janis Ian และผมเร่งวอลลุ่มของแอมป์ไปที่ประมาณเก้านาฬิกา เสียงที่ได้ยินจากลำโพงก็ดังลั่นห้องแล้ว นับว่าหัวเข็มรุ่นนี้ให้เอาท์พุทค่อนข้างสูง บวกกับเกนขยายของภาค MC บน Black Cube อีก 61 dB แค่นี้ก็มากเกินพอแล้วครับ แต่ผมสังเกตว่าเสียงเบสส์หรือเสียงย่านความถี่ต่ำนั้นฟังดูออกจะบูม แข็งหรือท่วมท้นไปเล็กน้อย ประกอบกับหัวเข็มตัวนี้ยังไม่พ้นระยะเบรคอิน ผมจึงเปิดเครื่องเล่นบริหารหัวเข็มมันไปเรื่อย ๆ โดยฟังแผ่นเสียงแผ่นแล้วแผ่นเล่า และตั้งค่า Load Impedance ใหม่ให้อยู่ที่ 100 Ohms ซึ่งอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตแนะนำมา นอกจากนี้ ผมไม่ทราบว่าหัวเข็มรุ่นนี้มีระยะเบรกอินเท่าไร ดังนั้น การเปิดแผ่นฟังไปเรื่อย ๆ โดยไม่ซีเรียสในระยะแรกจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

สิ่งที่ผมประทับใจมากกับหัวเข็ม MC15 Super II นี้คือสมดุลเสียงที่เป็นกลางหรือความเรียบแฟลทตลอดย่านความถี่ จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง มันสามารถรักษาโทนัลบาล้านซ์ได้เป็นอย่างดี การแยกแยะมิติสเตริโอยอดเยี่ยมและถูกต้องสมกับคำขวัญข้างกล่องบรรจุหัวเข็มของ Ortofon คือ “The Sound of Accuracy” หากท่านต้องการหัวเข็มที่ให้จังหวะจะโคนของดนตรีที่ถูกต้องและมีพละกำลังจัดการกับช่วงทรานเชี้ยนซ์ที่รุนแรง เช่น เสียงกลองทิมปานีและแตรฮอร์นที่โหมกระหน่ำของดนตรีจากวงออร์เคสตร้า (ดังจะเห็นได้บทเพลง Tam O’ Shanter จากแผ่น Witches’ Brew/Alexander Gibson ของ Living Stereo Reissued by Classic Records หรือ Lt. Kije ซึ่งอำนวยเพลงโดย Reiner/CSO ในแผ่น Living Stereo/Classic Records) เสียงไวโอลินมีความลื่นไหลสมจริง (จากแผ่น Brahms: Violin Concerto โดย Reiner/Heifetz; Living Stereo/Classic Records) โดยเฉพาะเสียงกีตาร์โปร่งนั้นโดดเด่น คมชัดน่าฟังมาก (แผ่น Breaking Silence แทร็คที่ 4 และแผ่น Simple Dream ของ Linda Ronstadt) กับแผ่น Sheffield Labs “Let It Go” ของ Clair Marlo นั้น หัวเข็มนี้ให้เสียงที่แฟลทจนเกือบจะดูบอบบางไปหน่อย แต่น้ำเสียงของ Marlo ที่ขับขานออกมานั้นยังดูมีหางเสียงที่ทอดไปไกลและเจือความหวานไหวตามธรรมชาติ ฟังแล้วได้อารมณ์ดื่มด่ำเพลิดเพลินดีมาก การให้รายละเอียดและการแยกมิติสเตริโอนั้นทำได้ดีเยี่ยม แม้กระทั่งเพลงในแบบ Electronic Fusion Jazz จากแผ่น James Newton Howard and Friends ฟังแล้วก็ยังได้ความมันในอารมณ์ตั้งแต่แทร็คแรกจนแทบอยากขยับเท้าให้จังหวะตาม เพราะหัวเข็มรุ่นนี้สามารถอัดฉีดไดนามิคได้อย่างเหลือล้น เสียงกลอง เพอร์คัสชั่นและเบสส์กระหน่ำและกระแทกกระทั้นสะใจดีจริง ๆ แต่ในความมีพละกำลังนั้นท่านอาจจะฟังดูแล้วเสียงมันไม่ค่อยพุ่งเข้ามาหาตัวเรา หากแต่คล้ายกับว่ามันจะมีลักษณะที่ laid back และจำกัดอาณาบริเวณอยู่แถว ๆ ลำโพงที่อยู่ข้างหน้าผู้ฟัง คือ เสียงมันไม่ค่อยเดินหน้าเข้ามาหาเรา หากได้เสียงที่ close up มากกว่านี้ หัวเข็มตัวนี้จะวิเศษมากเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไป คือเรียกว่าถูกเหมือนได้เปล่าเลยทีเดียว ลักษณะของเสียงที่เป็นจุดด้อยอีกประการหนึ่งคือ มันจะให้เสียงที่เข้มหรือ dark และแห้ง (dry) แต่ไม่แข็งหรือห้วนให้ระคายหูนะครับ

โดยสรุป ใครที่ชอบหัวเข็มที่ให้โทนเสียงแนวสว่าง เสียงเปิดพุ่งมาข้างหน้า (Forward) และหางเสียงชุ่มฉ่ำกังวานคงจะไม่ชอบหัวเข็มรุ่นนี้ แต่ถ้าใครชอบเสียงที่มีรายละเอียด เป็นกลาง สมจริง เรียบแฟลตแต่ไม่แข็งกระด้าง (บางครั้งดูเหมือนบอบบางไปหน่อย) เสียงแหลมทอดไปได้ไกลแต่ไม่พร่าหรือระคายหู ให้ดนตรีที่มีจังหวะจะโคนถูกต้องแม่นยำ แรงปะทะอัดฉีดดี ไม่เน้นเสียงเบสส์ที่บูมเป็นลูก ๆ แต่เที่ยงตรงพอดิบพอดีไม่ทะลักหู หัวเข็มรุ่นนี้คือคำตอบที่ดีเยี่ยมสำหรับท่านในงบประมาณที่เรียกเต็มปากได้เลยว่า เป็น “Hi-Fi Best Buy หรือ Hi-end Bargain All-rounder” อีกรุ่นหนึ่ง (ในจำนวนหัวเข็มเอ็มซีระดับราคานี้ที่มีเหลืออยู่น้อยเต็มทน) และถือเป็น Large-scale Performer ซึ่งสามารถเล่นได้กับดนตรีแทบทุกแนวทีเดียวเชียวครับ ตั้งแต่ Pop, Country, Jazz เรื่อยไปจนถึง Classical หัวเข็มรุ่นนี้ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างขยันขันแข็ง ไม่มีตกหล่นแต่อย่างใด

ขอแนะนำเจ้าตัวดำเสียงแจ๋วตัวนี้ให้อยู่ในทำเนียบหัวเข็มชั้นดีราคาประหยัดของท่านด้วยความเต็มใจที่สุดครับ

อุปกรณ์ร่วมทดสอบ

Audio Linear TD 4001 Turntable + Dynavector DV-505 Tonearm   
Lehmann Audio Black Cube Phono Stage
Harman/Kardon HK670 Integrated Amplifier
Wharfedale EM93 Bookshelf Loudspeakers
Interconnects from Phono Stage to Amplifier: van den Hul D 102 Mk III Hybrid
Loudspeakers Cables: Supra Ply 3.4 (Bi-wired)
Audio Arts Sovereign VI Speakers Stand
Paiboon P.

Paiboon Pokpoon

แนบรูปภาพประกอบมาให้ดูด้วยครับ
Paiboon P.

poj

ขอบคุณมากครับ สำหรับรีวิวดีๆอย่างนี้  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

paganini

เยียมมากครับ  :aktion033:  

meng

เยี่ยมครับ :daumenpos:  ขอบคุณมากครับ
แล้วจะรออ่านรีวิวใหม่ๆอีกครับ :D  

Witti

ยอดเยี่ยมครับ  :aktion033:
ขอบคุณมากครับ
พี่ Paiboon Pokpoon เขียนบทความ รีวิว ลงหนังสือด้วยใช่ไหมครับเนี่ย  :D  

Paiboon Pokpoon

ขอบคุณครับ (ข้าน้อยมิบังอาจ)

ผมเป็นนักเขียนที่เสียตังค์ และไม่เคยได้รับตังค์ค่าจ้างจากหนังสือเล่มไหนครับ (ฮา) การที่นำเครื่องหรืออุปกรณ์มาลงวิจารณ์ให้ได้อ่านกันนี้ก็เพราะเห็นแล้วว่ามันสมควรที่จะได้รับการกล่าวขวัญถึงและมีดีให้ไปลอง "เล่น" จริง ๆ อะไรดีอะไรไม่ดีก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้าประสานักวิจารณ์ใต้ดินไร้สังกัดครับ
:)  
Paiboon P.

DRC

เยี่ยมจริงๆครับ  อ่านแล้วเหมือนได้รู้จักทั้งประวัติ+น้ำเสียงเลยครับ  ขอบคุณมากๆครับสำหรับรีวิวดีๆครับ :aktion033:  
หวังว่าซักวันหนึ่ง จะหยุดเล่นเครื่องเสียงซะที

จ๊อด ฟุลเรนจ์

:daumenpos:  :daumenpos:  :daumenpos:

โชคดีที่ผมยังไม่ได้ริอ่านเล่นแผ่นเสียง....

(แต่ไม่ช้านานนี้คงต้องเล่นแน่ๆ) :)

ไม่อย่างงั้นเสียตังค์แน่ๆ... :D  
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

pong

เยี่ยมครับ อ่านแล้วน่าเล่นนะครับ แต่ผมเล่นไม่ได้ ไม่มี step-up
\"Life down to 20 Hz\"

mark

ข้าน้อยเกรงว่า ข้าน้อยจะเสียกะตังค์ เป็นแน่แท้
ว่าแต่ใครเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือครับ ?

ขอบคุณคุณ Paiboon สำหรับ review ที่ยอดเยี่ยมครับ

poj

คิดว่าน่าจะเป็น KS&sons ครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

sumet sakpongsing

ผมสอบถามที่ Ks&son ไม่ของรุ่นนี้แล้ว  เลยค้นหาในเว็บ needledoctor ราคา 179 เหรียญ ค่าขนส่งเล่นไป 27 เหรียญ ค่าขนส่งเล่นหนักเลย  คิดอยู่นานตัดสินเอามาลองเล่นกับ Project tube box  เพราได้มาเมื่อก่อนปีใหม่เอง   ยังไม่เคยเล่นแบบ lowoutput   สักที เล่นทำฝันให้เป็นจริงสักที  เห็นคุณไพบูลย์comment ไว้นานแล้ว
    อีกอย่างก็ฟัง MC high out มากหลายปีแล้ว  
    ผมเช็ดดูหัวเข็มประเภท low output ทำไม่ให้น้ำหนักกดหัวเข็มเกิน 2 กรัมทั้งนั้น
น่าหวาดแทนแผ่นเสียงเจ็บตัวจริงเลย  

    ผมอ่านข้อความที่คุณไพบูลย์เขียนมา   มีอยู่ตอนหนึ่งคือ  เขียนว่าทดสอบปรีโฟโน
MC  ที่ 47 kohm บอกว่าเสียงดังดี   47 kohm  ผมว่าต้องพิมพ์ผิดแน่นอน เพราะค่านี้มีเป็นโหลดของหัว MM ยังไงก็แก้ไขบอกหน่อยว่าใช้ค่าเท่าไรครับ  ผมได้หัวเข็มมาจะได้ลองเล่นตามที่ไพบูลย์พูดไว้บ้าง  ครับ

DRC

Quoteผมอ่านข้อความที่คุณไพบูลย์เขียนมา   มีอยู่ตอนหนึ่งคือ  เขียนว่าทดสอบปรีโฟโน
MC  ที่ 47 kohm บอกว่าเสียงดังดี   47 kohm  ผมว่าต้องพิมพ์ผิดแน่นอน เพราะค่านี้มีเป็นโหลดของหัว MM ยังไงก็แก้ไขบอกหน่อยว่าใช้ค่าเท่าไรครับ  ผมได้หัวเข็มมาจะได้ลองเล่นตามที่ไพบูลย์พูดไว้บ้าง  ครับ

คือมีโอกาสใช้ทั้ง MC 15 super mk2 และ Black cube จึงพอเข้าใจที่คุณไพบูลย์เขียนครับ  คือปรีโฟโนตัวนี้ที่ MM มันจะอัตโนมัตที่ 47K ohms เวลาที่เราโยกสวิทซ์ไปที่Gain 61 dB(mc)  ค่าimpedance มันจะยังอยู่ที่ 47K ohms ครับ เราก็ยังฟังได้ครับและบางคนอาจจะชอบที่ตำแหน่งนี้ด้วยครับคือเสียงมันจะมนๆหน่อย แล้วต่อไปเราก็โยกสวิทซ์ไปที่ 470,100,80 ohms ได้ครับ เพื่อลองฟังเสียงของมันเทียบกันครับ  

เท่าที่อ่าน คุณไพบูลย์ใช้ค่า 470 K ตอนแรก และเล่นจนน่าจะพ้นเบิร์นแล้วก็กลับมาฟังที่ 100 ohm และใช้ค่านี้ในการฟัง+รายงานผลครับ

เท่าที่ผมลองใช้หัวนี้ผมก็ตั้งที่ 100 ohmครับ ก่อนจะให้คนอื่นไปใช้ต่อครับ
หวังว่าซักวันหนึ่ง จะหยุดเล่นเครื่องเสียงซะที

Paiboon Pokpoon

สวัสดีปีใหม่ครับ...

MC 47 kOhms ที่ผมเขียนไว้น่ะถูกต้องแล้วครับ เพราะนี่เป็นค่าหนึ่งที่ปรีโฟโน Lehmann Blackcube กำหนดให้ set ได้สำหรับหัวเข็ม MC Low Output (ถ้าจำไม่ผิด Blackcube กำหนดให้ปรับเกนได้ 5 ค่าเพื่อให้เหมาะกับ load impedance ตามสเป็คของแต่ละหัวเข็ม ได้แก่ MC 47 kOhms, MC 80 Ohms, MC 100 Ohms, MC 470 Ohms และ MC custom configuration คือให้ผู้ใช้กำหนดค่าได้เองตามความต้องการส่วนตัวโดยบัดกรีใส่ตัว load resistor เข้าไปเอง ส่วน MM นั้นมันเป็นค่า default คือเป็น 47 kOhms โดยอัตโนมัติอยู่แล้วตามที่คุณ DRC ว่าไว้ โดยเราไม่ต้องไปโยกปรับสวิตช์ DIP อะไรสักตำแหน่งที่ใต้ท้องเครื่องเลย (ดูตามคู่มือที่มากับเครื่อง)

MC 47 kOhms ให้เสียงเบสส์บวมใหญ่และหนักแน่นไปหน่อย ฟังดูออกจะมน ๆ เบลอ ๆ อย่างที่คุณ DRC บอกไว้นั่นแหละครับ ที่จริง load impedance ที่ recommended ให้ MC15 Super II อยู่ที่ 50-200 Ohms (200 Ohms recommended) ดังนั้น หากไม่มีค่า load impedance ของปรีโฟโนที่ 200 Ohms จะเซ็ตไว้ที่ 100 Ohms ก็อยู่ในพิสัยที่แนะนำไว้ครับ

แต่ถ้าใครที่มีรสนิยมชอบค่า 47 kOhms หรือไม่มีทางเลือกค่าอื่นในการเซ็ต หัวเข็มอันนี้มันก็ยังฟังได้อยู่ดี แต่เสียงเบสส์ออกจะดูอวบหนาและเสียงแหลมมีประกายมากไปหน่อยก็แค่นั้นเองครับ

ตอนนี้ผมกำลังจะติดตั้งและลองเล่นหัวเข็มตัวเจ็บอีกตัวหนึ่ง คือ Dynavector DV 10x5 อยู่ครับ ฟังเองแล้วได้ความยังไง จะมาเขียนรีวิวให้อ่านกันครับ...

รับรองว่าไม่ลอกเลียนนาย Art Dudley ที่รีวิวหัวเข็มรุ่นนี้ไว้ใน Stereophile แน่นอน    
Paiboon P.

sumet sakpongsing

ขอบคุณทั้งสองท่านที่ชี้แจง ผมไม่เคยเล่น Low output เลยติดกรอบอะไรอยู่บ้าง  
  ถ้าหัวเข็ม MC 15 ที่ผมสั่งมาแล้ว  เวลาเล่นถ้าผมไม่ปรับปรีโฟโน Project tube box ไปที่ MC ให้มันยังคงเป็น MM  Load impedance 47 K  เสียงมันจะดังไหมครับ

  คือผมเข้าใจเรื่อง Load impedance หัวเข็มอย่างนี้ครับ  ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกไหม คือ
หัวเข็ม MM มันจะให้กระแส output สูงกว่าหัว MC มาก จึงต้องใช้ Load impedance 47 K  เมื่อใช้ MC ซึ่งจะให้กระแสออกมาน้อยมาก จึงต้องการ Load impedance ต่ำๆ เพื่อให้มีกระแสเพียงพอในการ input ปรีโฟโน

   

DRC

คืองี้ครับ ภาคขยายหัวเข็มแบบ MM,MC ที่ต่างกันอย่างชัดเจนที่สุดคือ อัตราการขยายสัญญาณ(gain)ครับ ภาคขายMM มักจะขยายสัญญาณ 40+/-dB ครับ  แต่ถ้าใช้ภาคนี้ไปขยายสัญญาณจากหัว MC Low output มันขยายได้ไม่พอครับ ดังนั้นมันแทบจะไม่มีเสียงเลยครับ ภาคขยาย MC low มักจะต้องขยายสัญญาณเฉียด 60 dB ขึ้นไปครับ

ดังนั้นถ้าใช้ MC low ต้องเลือกที่ภาคขยายMCเท่านั้นครับ  แต่ถ้าเป็นMC high ก็ขึ้นกับว่ามัน high แค่ใหน ดังนั้นสามารถลองใช้ทั้งสองแบบเทียบกันดูได้ครับว่าชอบภาคขยายแบบใหน

ส่วนการเลือก input imp มันจะมีผลต่อดุลเสียงที่ได้รับครับ ไม่เกี่ยวกับความดังครับ
หวังว่าซักวันหนึ่ง จะหยุดเล่นเครื่องเสียงซะที

sumet sakpongsing

Dip สวิทซ์ที่ปรับใต้ท้องเครื่องไม่ใช่ เพื่อเปลี่ยนรีซีสเตอร์ที่เป็น Load impedance( 100 ,  200  ,  500  ) อย่างเดียวใช่ไหม   แต่มันเปลี่ยนอัตราขยาย(gain)
 
 




DRC

ครับ ที่ใต้ท้องเครื่องมีDip สวิทซ์ ให้ปรับ  ถ้าทั้งหมดยกลงจะเป็น Gain=40dB(ซึ่งคือขยายสัญญาณเทียบเท่าหัวMM)และ  imp=47k ถ้าโยกสวิทซ์ตัวแรกขึ้นจะเป็นการปรับ Gain ขยายเท่านั้นเป็น61dBซึ่งเหมาะกับหัวMC lowและแน่นอนimp=47k เหมือนเดิม  ถ้าโยกสวิทซ์ตัวที่สองขึ้นจะทำให้imp=470 และถ้าต้องการimpค่าอื่นๆก็ดูว่าคู่มือแนะนำให้โยกยังไงครับ
รวมแล้วสวิทซ์ตัวแรกเป็นตัวที่ทำหน้าที่เลือก Gain ขยายครับว่าจะเอา 40 หรือ 61 dB ครับ ซึ่งจะไม่มีตัวหนังสือบอกว่า MM,MC แต่ให้คนที่ใช้เข้าใจเอาเองครับ  เท่าที่เคยเห็น ปรีโฟโนที่มีMM,MC และปรับค่าต่างๆได้ก็จะไม่บอกตำแหน่งMM,MC ไว้ครับ ให้คนที่ใช้ทำความเข้าใจเรื่อง Gainเอาเองครับ  
หวังว่าซักวันหนึ่ง จะหยุดเล่นเครื่องเสียงซะที

Paiboon Pokpoon

ขออธิบายต่อ เท่าที่ทราบมาจากพระอาจารย์คุณหมอไกรฤกษ์ของผมนะครับ

โดยทั่วไป ปรีแอมป์บางยี่ห้อที่มีอินพุทโฟโน MC นั้นมักจะกำหนดค่า load impedance ไว้มาตรฐานตายตัวอยู่ที่ 47 กิโลโอห์ม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีหัวเข็มที่แนะนำค่า load impedance ไว้ที่ 17, 50, 80, 100, 1000 ฯลฯ โอห์ม ก็สามารถเล่นกับมันได้ครับ สรุปคือ ถ้าโหลดสูงกว่า ก็โอเค แต่ถ้าโหลดต่ำกว่า จะขับเสียงของหัวเข็มตัวนั้นไม่ค่อยออกครับ และสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เกนขยายของปรีแอมป์ตัวนั้นมันพอหรือไม่? อย่างที่คุณ DRC ว่าไว้คือ ถ้าเกนขยายของปรีแอมป์ตัวนั้นคือ 60 dB ขึ้นไปก็หายห่วง แม้แต่เกนขยายที่ 50 dB กว่า ๆ ก็ยังโอเคสำหรับบางหัวเข็มที่เอาท์พุทแรงพอ แต่ถ้าไปเจอหัวเข็ม MC ที่เอาท์พุทต่ำมาก ๆ อย่างเช่น Dynavector Karat 17D2, Denon DL304 โอกาส "แป้ก" ก็มีเหมือนกัน เพราะปรีแอมป์มันจะขับไม่ออก แม้จะเร่งวอลลุ่มแรงแค่ไหน เสียงมันก็จะออกบาง ๆ ไม่เต็มอิ่ม นอกจากนี้ ปรีโฟโนไฮเอนด์บางตัวยังให้ปรับค่า load capacitance ได้อีกด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นความยุ่งยากของนักเล่นพอสมควร แต่ก็ช่างเถอะ... ปรับได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นที่ว่าเหมาะสมที่สุดครับ

ผมเคยอ่านรีวิว Pro-ject Phono Box (ราคา 40 เหรียญสรอ.) ของนิตยสาร Hi-Fi News ของอังกฤษแล้ว ปรีโฟโนตัวนี้เล่นกับหัวเข็ม MC ได้ แต่ผมไม่ทราบว่าสามารถปรับ load impedance ได้หรือเปล่า หรือว่ามีแค่ค่าเดียว คือ 47 กิโลโอห์ม แต่ที่แน่ ๆ คือ ผู้ทดสอบได้ลองเล่นปรีโฟโนตัวนี้กับหัวเข็ม Ortofon MC15 Super แล้วประทับใจมาก เพราะมันขับออกครับ

ดังนั้น ผมจึงอนุมานเอาว่าปรีโฟโน Pro-ject รุ่นที่คุณสุเมธมีอยู่น่าจะเกินพอที่จะรับมือกับหัวเข็มรุ่นนี้ได้ครับ
Paiboon P.