• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
02 December 2020, 01:54:44 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ปฎิทินคอนเสิร์ทไทย-เทศ

Started by Night Owl, 28 March 2002, 09:42:33 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

trens

เสียดายที่ไม่ได้เจอ นั่งฟังที่ชั้นสองครึ่ง
ผิดหวังคล้ายๆกันครับ
บราห์ม เปียโนดี แต่วงไม่ทันโดยเฉพาะท่อน1 ท่อนที่เหลือพอฟังได้
บี5ก้อเหมือนกันท่อนแรกแย่มากท่อนหลังพอได้

ข้อผิดพลาดมาจากคอนดักเตอร์ ทำสับสนในท่อนแรกของทั้งสองเพลงเฮ้อ และ กลุ่มไวโอลินที่ไม่ค่อยทัน เสียงเลยออกมามั่วๆชอบกล
กลุ่ม เบส เชลโล่ ไวโอล่า เฟรนฮอร์น วู๊ดวิน ผมว่าดีกว่าเดิม
ทรัมเป็ตแย่อย่างเดิม ไวโอลินแย่ลงกว่าเดิม

คงมีคอมเม้นท์เท่านี้
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

jtr

ผมมั่ง

คนที่ไปดู ก็คงจะไปเพราะน้าซิมฯคนเดียวนะครับผมว่า
เพราะแขกฝรั่งไทยจีนเยอะผิดปรกติ

สรุปว่า น้าซิมฯ ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ลีลา ทำเอาหลังหลัง กลายเป็นเด็กอนุบาล
หยั้งตอนจบ โน้ตสุดท้าย น้าแกกระโดด กดลิ่มปิอาโน ยืนกระแทกเต็มแรง ได้ใจเด็กขาร็อคไปเต็มๆ
ส่วนลูกนิ้ว ผมฟังออกแค่ว่า ละเอียด คม ไม่สับสน สบายหูมากๆ

ส่วนวงดุริยางค์บีเอสโอ ถ้าเทียบกับเมื่อปีก่อนๆ (ตั้งแต่สมัยพระพี่นางฯ)
นับว่าเห็นแต่ร่องรอยของความทรุดโทรมครับ
ชัดๆ ก็คือ แผงไวโอลิน ทั้งแถว1และแถว2 ไม่เหมือนเดิม ด้อยลงเยอะ ผู้เล่นมีแต่เด็กๆ
ดีที่ แผงด้านขวา กลุ่มจังหวะ เชลโล่ และเบส ยังเอาอยู่ครับ

เรื่องเพลง คงไม่ต้องพูดถึง เพราะการไปดูคอนเสิรตคราวนี้ของผม ไปดู"คน"นั่นเองครับ

ปล. มีไหมในโลกนี้ โรงมหรสพ ที่ให้คนดูไปจอดรถอีกฝั่งถนน แล้ววิ่งข้ามตัดหน้ารถยนต์ 100 กม./ชม. เซ็งเป็ด ไทยแลนเด้อ
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Genzo

เรื่องข้ามถนนนี่ก็สุดยอด ยังสงสัยว่าทำไมไม่มีใครคิดได้ว่าน่าจะหาตำรวจ หรืออย่างน้อยก็วินมอไซค์มาช่วยโบกรถหน่อย ยิ่งตอนเลิกมืดมากๆข้ามไม่ดี โดนสอยเอาง่ายๆเลย คนมาดูหลายๆคนก็อายุเยอะแล้วจะให้วิ่งข้ามไป ก็เป็นที่ทุลักทุเล

เห็นเป็นมาหลายงานแล้ว  คงจะเป็นต่อไปเรื่อยๆจนกว่าตึกจอดรถจะสร้างเสร็จ :wallbash:
สุวิชาโน ภวํ โหติ

prisna

บทวิจารณ์คอนเสิร์ตนี้ครับ (ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ)


รีวิวคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก ที่จัดให้เป็น "ครั้งสำคัญ" แห่งปี 2015 เลยก็ว่าได้

ศิลปินเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะ เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ

โดย : บวรพงศ์ ศุภโสภณ

           ในช่วงเวลาราว 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ วงบีเอสโอ (Bangkok Symphony Orchestra) ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) หรือวาทยกรประจำ ที่บางครั้งก็เรียกกันว่า วาทยกรหลัก (Principal Conductor) รายการแสดงคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกในแต่ละปีลดน้อยลงมาก แต่กลยุทธ์หนึ่งในการดำเนินนโยบายการแสดงในช่วงเวลาที่ปราศจากวาทยกรประจำนี้ คือการเชิญศิลปินเดี่ยว (Soloist) ที่โด่งดังในระดับนานาชาติมาร่วมแสดง ซึ่งก็สามารถเรียกความสนใจจากแฟนๆ เพลงคลาสสิกได้อย่างมาก

ศิลปินเดี่ยวเหล่านี้จะมาสำแดงฝีมือในบทเพลงคอนแชร์โตชิ้นใหญ่ๆ แบบยุคโรแมนติกอย่างเต็มที่ โดยจะมีบทเพลงโหมโรง (Overture) และบทเพลงซิมโฟนี (Symphony) ในรายการที่ดูเสมือนเป็น "ของแถม" ที่ทำหน้าที่เพียงเพื่อมาเติมเต็มรายการคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้เต็มรูปแบบ และเหล่าศิลปินดังที่มาร่วมงานกับBSO เหล่านี้ก็จะมีวาทยกรที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยโด่งดังนัก มาร่วมปรับวงอำนวยเพลงในแต่ละคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้ล่วงผ่านไปได้

และคอนเสิร์ตของวง BSO ในค่ำวันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบแนวทางที่กล่าวมานี้ หากแต่ศิลปินเดี่ยวเปียโนที่มาร่วมงานกับวง BSO ในครั้งนี้ เป็นศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง, ประสบการณ์และผลงานอ้างอิงในระดับโลกอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน (KrystianZimerman) ซึ่งวาทยกรที่มาร่วมงานกับ ซิเมอร์มาน ในครั้งนี้ คือ ชาร์ลส โอลิเวียริ มันโร (Charles Olivieri-Munroe) ที่พวกเราคงไม่คุ้นชื่อเขากันนัก

หากแต่เมื่อเราได้ฟังการบรรเลงในรายการคอนเสิร์ตนี้ทั้งหมดแล้ว ทำให้เราต้องกลับไปพลิกสูจิบัตรเพื่อตรวจดูประวัติ-ประสบการณ์และผลงานของเขา จึงทำให้สิ้นข้อกังขาใดๆ ทั้งปวงว่า เหตุใดภายใต้เงื่อนไขระยะเวลาการฝึกซ้อมที่เท่าๆ กันกับวาทยกรรับเชิญคนอื่นๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา เหตุใดเขาจึงสามารถสร้างมาตรฐานของวง BSO ให้โดดเด่นกว่าอย่างมากจนสังเกตความแตกต่างได้ชัดเจนและสามารถปลุก "เสน่ห์อันลึกลับ"ในวง BSO ให้ปรากฏขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สิ่งนี้ห่างหายไปพร้อมๆ กับการพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีคนล่าสุด ฮิโคทาโร ยาซากิ (HikotaroYazaki) เมื่อหลายปีก่อน

ผมเองเคยเขียนคำนิยมไว้ในวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการก่อตั้งวง BSO ในปีพ.ศ.2555 ว่า วง BSO มีสิ่งที่เรียกว่า "เสน่ห์อันลึกลับ" ซึ่งเมื่อใดที่วงดนตรีนี้อยู่ในสภาพความพร้อม(ฟิต)สูงสุด พวกเขาจะสามารถสื่อสารถึงอารมณ์, ความรู้สึกทางดนตรีได้อย่างชัดเจนและออกรสชาติ อย่างที่แม้วงออร์เคสตราระดับโลกบางวงที่เคยมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ก็ไม่สามารถแสดงเสน่ห์ทางดนตรี(อันลึกลับ)เช่นว่านี้ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นที่ยอมรับและออกปากกันอยู่เสมอๆ สำหรับศิลปินและวาทยกรรับเชิญหลายคนที่เคยร่วมงานกับ BSO ที่ผ่านมา และเสน่ห์อันลึกลับที่ว่านี้ก็ได้เผยตัวออกมาอย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งภายใต้การอำนวยเพลงของ โอลิเวียริ-มันโรในคอนเสิร์ตครั้งนี้

นับแต่บทโหมโรงเปิดรายการ La Clamenza di Tito ของ โมซาร์ท (W.A.Mozart) ซึ่งโอลิเวียริ-มันโร เลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วมาก ในลีลาอันหนักแน่น ด้วยสำนวนภาษาทางดนตรีอันห้วน,สั้น,กระชับ แฝงลักษณะการบรรเลงที่เน้นย้ำหนักแน่นราวกับพายุแบบที่เรียกว่า "Storm & Stress" แบบดนตรีสมัยคลาสสิก เขาสามารถทำให้บทโหมโรงเปิดรายการสั้นๆ เพลงนี้ แสดงรายละเอียดที่เนี้ยบ,ประณีต,เรียบร้อยและทรงพลังอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นการเปิดรายการอย่างน่าทึ่ง,แตกต่างแบบที่เราไม่ได้สัมผัสเสน่ห์แบบนี้จาก BSO ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มันเริ่มบ่งบอกถึงเรื่องการประกันคุณภาพว่า นี่ถ้าเขาไม่แน่จริง นักเปียโนอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน คงไม่ไว้ใจเลือกเขาเป็นวาทยกรคู่ใจในการออกตระเวณทัวร์กับวงออร์เคสตราอย่าง BSO นี้เป็นแน่

การบรรเลงบทเพลงเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข1, ผลงานลำดับที่15ของ โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms)โดย ซิเมอร์มานในครั้งนี้ มิใช่เป็นเพียงการขายดาราดังเหมือนเช่นบางครั้งที่ผ่านมา คริสเตียน ซิเมอร์มาน พิสูจน์ตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาไม่มีอัตตาแห่ง "แบรนด์เนมระดับโลก" ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่ออยู่บนเวทีการแสดงเขาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับใช้ดนตรีคนหนึ่งเท่านั้น

บทเพลงนี้มีช่วงท่อนนำโดยวงออร์เคสตราที่ยาวมาก ซิเมอร์มานนั่งเอียงตัวหันหน้าฟังการบรรเลงของBSO อย่างใจจดใจจ่อเสมือนเป็นผู้ฟังดนตรีคนหนึ่ง บรามส์กำหนดให้เปียโนบรรเลงสวมเข้ามาในช่วงที่ดนตรีไม่ได้นำเสนอใจความหลัก(Theme)ทางดนตรี ซิเมอร์มานเริ่มบรรเลงเปียโนอย่างแจ่มใส,กังวานและอ่อนหวาน สัมผัสได้ว่า นี่คือหนึ่งในนักเปียโนที่สามารถสร้างเฉดสีทางเสียง (Tone Colour) ให้ถ่ายทอดผ่านเปียโนได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าวิธีการกำเนิดเสียงของเปียโนมิใช่การเคาะ-กระทบอย่างที่มันเป็นอยู่

ตลอดการแสดงซิเมอร์มานมีกริยาอาการโยกตัวน้อยๆ และหันหน้าเข้าหาวงเกือบตลอดเวลา จิตใจและสมาธิของเขาเกาะเกี่ยวกับการบรรเลงของ BSO อย่างเหนียวแน่น และวง BSO ก็สำแดงหัวใจศิลปินดนตรีได้อย่างน่ายกย่อง พวกเขามิใช่วงดนตรีที่ทำหน้าที่เพียงบรรเลงคลอให้กับศิลปินระดับโลก หากแต่พวกเขาคือศิลปินที่ร่วมแสดงบทเพลงกับซิเมอร์มานได้อย่างเคียงบ่า-เคียงไหล่ราวกับเป็นวงดนตรีประจำตัวซิเมอร์มานที่เข้าขาและรู้ใจกันดีมานานหลายปี ซึ่งตรงนี้เราจะมองข้ามความสามารถของโอลิเวียริ-มันโรวาทยกรรับเชิญในครั้งนี้ไปไม่ได้เลย

ปรากฏการณ์การสื่อสารทางจิตผ่านการแสดงของ ซิเมอร์มาน กับวง BSO เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนน่าศึกษา มันเกิดขึ้นในช่วงเสี้ยววินาทีในจุดสำคัญๆหลายครั้ง ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ เมื่อโอลิเวียริ-มันโร มาปรับวง BSO จนมีพื้นฐานรายละเอียดที่ดีพอแล้ว เมื่อถึงเวลาการแสดงจริง ซิเมอร์มานสามารถให้คิวเล็กๆ ในชั่วเสี้ยวลมหายใจผ่านไปยังวาทยกร และวาทยกรก็จะให้คิวกับนักดนตรีต่ออีกทอด นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูอาจจะสับสนและน่าจะยุ่งยาก หากแต่สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในการบรรเลง มันเกิดอย่างรวดเร็ว, ฉับไวและลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นประสบการณ์ทางดนตรีอันแปลกใหม่

ซิเมอร์มานคือผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรีอย่างแท้จริง เมื่อเราชมบทเพลงนี้จากการบรรเลงจริงแล้ว เราจะประจักษ์ชัดได้ว่า ในบทเพลงนี้ บรามส์ได้จัดวางดุลยภาพทางดนตรีระหว่างแนวเดี่ยวเปียโนและวงออร์เคสตราเอาไว้อย่างทัดเทียมกันประดุจบทเพลงซิมโฟนี อีกทั้งสอดแทรกการบรรเลงในลักษณะเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) ระหว่างเปียโนกับเครื่องดนตรีกลุ่มต่างๆ ในวงเอาไว้อย่างกลมกล่อม มากมายหลายจุด และซิเมอร์มานก็ดูจะเป็นคนรักดนตรีเชมเบอร์มิวสิกเอามากๆ ในยามที่ถึงจุดซึ่งเป็นการบรรเลงแบบเชมเบอร์ฯนี้ เขาจะหันไป, โน้มตัวเข้าหานักดนตรีกลุ่มนั้นๆ ด้วยภาษากายอันอ่อนน้อม ราวกับจะพูดขอร้องว่า "ประโยคดนตรีนี้ คุณกับผมต้องช่วยกันสร้างมันนะ" มันเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประโยคเพลงที่เขาร่วมบรรเลง (โมทิฟขั้นคู่4) ร่วมกับกลุ่มเฟรนช์ฮอร์น,การบรรเลงร่วมกับกลุ่มเครื่องลมไม้และการบรรเลงคู่กับนักไวโอลินหัวหน้าวงที่เขาพยักหน้าร่วมกันราวกับเป็นเพลงเดี่ยวโซนาตา(Sonata)

ความเนี้ยบ,เรียบร้อยและละมุนละไมในเฉดสีทางดนตรีต่างๆที่วง BSO และซิเมอร์มานได้ "ร่วมกัน"แสดงออกอย่างน่าชื่นชมในสองท่อนแรก อาจทำให้เราคาดไปได้ว่า ซิเมอร์มานคงไม่ฟิตดีพอหรือ หมดไฟทางดนตรีอันร้อนแรงไปแล้ว จึงเลือกคอนแชร์โตที่แฝงด้วยลักษณะซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกชิ้นนี้มาแสดง แต่เมื่อมาถึงท่อนสุดท้ายซิเมอร์มานก็ทั้ง "ปล่อยของ" และ "ไว้ลาย" แบรนด์เนมระดับโลกอย่างสมชื่อซิเมอร์มานที่เราคาดหวังกันอย่างแท้จริง เขาเลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วกว่าที่เราได้เคยคุ้นชินกันในการฟังจากแผ่นซีดี เป็นการบรรเลงที่ร้อนแรงและดุดันด้วยพลังทางดนตรีแบบคนหนุ่ม และBSO ก็สามารถรับมือกับซิเมอร์มานได้อย่างทัดเทียมกันทางดนตรี

แนวทำนองที่ 2 ซึ่งโดยปกติเรามักจะชินกับการถูกตีความให้เป็นการบรรเลงในลีลาก้าวเดินอย่างองอาจ แต่ในครั้งนี้ซิเมอร์มานหยิบมาปั้นใหม่ ให้ฟังดูยืดหยุ่นในลีลาแบบดนตรีแร็พโซดี (Rhapsody) ทั้งซิเมอร์มานและวง BSO สามารถเปลี่ยนเฉดสีทางดนตรี,เปลี่ยนอารมณ์ไปได้อย่างหลากหลาย ในช่วงที่ดนตรีนำเสนอใจความทางดนตรี (Theme) ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า เอกภาพ (Unity) ทางดนตรีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางดนตรี (Ensemble) ในระหว่างสามองค์ประกอบอย่างทัดเทียมกัน คือทั้งวงBSO,ผู้อำนวยเพลงและศิลปินเดี่ยว

ในช่วงปรบมือยาวแสดงความชื่นชมหลังเพลงจบ ซิเมอร์มานและวาทยกรเดินออกมาร่วมกันชี้มือไปยังนักดนตรีกลุ่มต่างๆ ที่ได้ร่วมบรรเลงประโยคเพลงสำคัญๆให้ลุกขึ้นยืนรับเสียงปรบมือนั้นจากผู้ชม เพื่อเน้นย้ำว่า ความเป็นซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกอันงดงามที่ท่านฟังจบลงไปนั้นบุคลากรเหล่านี้คือ "เพื่อนผู้ร่วมงาน" อันสำคัญของผมอย่างแท้จริง การให้เกียรติ,อ่อนน้อมและปราศจากอหังการของศิลปินใหญ่ผู้มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์อันเป็นสามัญ ทำทุกอย่างบนเวทีด้วยการรับใช้ศิลปดนตรีอย่างอ่อนน้อม นี่คือบทเรียนและประสบการณ์ที่ศิลปินเปียโนระดับโลกผู้นี้ให้ไว้กับเรา

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ชมหลายคนที่เดินทางกลับบ้านหลังการแสดงของซิเมอร์มานในครึ่งแรกจบลง เพราะซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน(Ludwig van Beethoven) ที่บรรเลงปิดท้ายรายการในครึ่งหลัง มิใช่เป็นเพียง "ของแถม" เสมือนกับการแสดงของBSO ในหลายครั้งที่ผ่านมา โอลิเวียริ-มันโรแสดงให้เห็นว่านี่ถึงเวลาของพวกคุณ (BSO) กับผมอย่างเต็มที่แล้ว

พวกเรา(ผู้ฟังดนตรี)คุ้นเคยกับตำนาน-เรื่อราวเบื้องหลังเสียงดนตรี(Program Music)ในบทเพลงนี้กันมาอย่างยาวนาน จนถึงขั้นตั้งชื่อเฉพาะให้กับบทเพลงนี้อย่างดิบดีว่าเป็น "ซิมโฟนีแห่งโชคชะตา" (Fate Symphony) กล่าวกันว่านี่คือการสะท้อนถึงภาวะแห่งการต่อสู้ของชะตากรรมที่มาเคาะประตูชีวิตของเบโธเฟน ตามโมทิฟ (Motif) ดนตรีหลัก " สั้น-สั้น-สั้น-ยาว " ของบทเพลง และถ้าใครที่ชื่นชอบกับการตีความซิมโฟนีบทนี้ที่ผูกโยงกับเรื่องราวชะตากรรมของเบโธเฟนก็คงชื่นชอบกับการบรรเลงในแนวทางของ อ็อตโต เคลมเพอเรอร์ (Otto Klemperer) กับวงฟิลฮาร์โมเนียออร์เคสตรา (Philharmonia Orchestra) ซึ่งหาฟังได้จากแผ่นเสียง EMI ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2502 ซึ่งแสดงนัยทางความคิดเรื่องชะตากรรมที่เชื่อมโยงกับซิมโฟนีบทนี้อย่างเหนียวแน่น (ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ชื่นชอบและยึดถือเป็นแบบอย่างมายาวนาน)

แต่ก็นั่นแหละ งานดนตรีหรือศิลปะที่ดี ไม่เคยจำกัดตัวเองไว้กับแนวทางความคิดในการตีความอันจำกัดเพียงแบบใดแบบหนึ่งเพียงประการเดียว ซิมโฟนีบทนี้ก็เช่นเดียวกัน นิโคเลาซ์ อาร์นองกู (Nikolaus Harnoncourt) วาทยกรสุดยอดนักคิด-นักปรัชญาร่วมสมัยกล่าวถึงบทเพลงนี้ว่า มันคือการแสดงออกถึงความคิดทางการเมือง,การตื่นตัวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพของคนในยุคนั้น เขายืนกรานว่าโมทิฟ 4 พยางค์ที่เปิดการบรรเลงอย่างหนักแน่นนั้นคือ การตะโกนก้อง,การปราศรัยทางการเมืองในยุคแห่งการตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ มันไม่ใช่เรื่องของชะตากรรม หรือการต่อสู้กับภาวะหูหนวกใดๆ ของเบโธเฟนทั้งสิ้น

และถ้าเราได้ฟังงานบันทีกเสียงของเขาร่วมกับวง The Chamber Orchestra of Europe ก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันช่างแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับอ็อตโต เคลมเพอเรอร์อย่างสุดขั้ว (แม้จะมาจากสกอร์ดนตรีฉบับเดียวกัน) ผมเองไม่มีโอกาสพูดคุยกับ โอลิเวียริ-มันโรเป็นการส่วนตัว แต่จากการฟังเขากำกับวง BSOในครั้งนี้แล้ว เขามีแนวทางที่โน้มเอียงไปในแบบของ นิโคเลาซ์ อาร์นองกูมากกว่าจะไปในทางของอ็อตโต เคลมเพอเรอร์ อย่างแน่นอน รูปทรงทางดนตรีที่แน่นกระชับ,สำนวนภาษาดนตรีที่สั้นละเน้นย้ำจนอาจฟังดูถึงกับห้วนไปบ้าง ไม่มีแนวคิดเรื่องหูหนวก,ชะตากรรมใดๆ,

ท่อนที่ 3 ที่ศิลปินดนตรีเกือบทั้งโลกตีความตรงกันว่า มันคือปีศาจแห่งชะตากรรมที่ตามหลอกหลอนนั้น เขากลับปรับมันให้ออกมาเป็นสแกร์โซ(Scherzo) ที่แฝงอารมณ์ขันได้อย่างน่าทึ่ง (ซึ่งนี่ก็เป็นไปตามความหมายของคำว่า Scherzo ที่หมายถึงอามณ์ขันอย่างแท้จริง!) ช่วงการไล่ล้ออันซับซ้อน(Fugue) ในท่อนที่3 เขาปรับจังหวะให้เร็วและห้วนจนน่ากลัว แต่กลุ่มเครื่องสายเสียงต่ำของ BSO ก็สามารถบรรเลงออกมาได้อย่างคมชัด,ดุดัน,กระชับและพร้อมเพรียงกันได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ ครั้งก่อนๆ ที่ BSO บรรเลงบทเพลงนี้ ในช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่แสดงความอ่อนด้อยไม่พร้อมเพรียงกัน แม้ว่าจะมีการกำหนดจังหวะการบรรเลงให้ช้ามากกว่านี้ก็ตามที

หลายๆ คอนเสิร์ตที่ผ่านมาในยุคสมัยที่ BSO ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการทางดนตรีนี้ การดึงเอาฮีโร่ทางดนตรี มาสร้างจุดขายทางดนตรีก็มิใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่น่าจะต้องมาตำหนิกัน หากแต่พวกเขาเหล่านั้นยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ทางดนตรีเป็นศิลปินระดับโลกที่อาจจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวนคืนสู่สามัญเฉกเช่น คริสเตียน ซิเมอร์มานในครั้งนี้ ที่เขามิได้เพียงแค่มาเฉิดฉายความเป็นเลิศทางดนตรีอันเจิดจ้า (โดยมีวงBSOเป็นเพียงตัวประกอบ) แล้วก็บินไปเฉิดฉายในเวทีอื่นๆ ต่อไป

ซิเมอร์มานเป็นศิลปินที่ก้าวไกลจนหวนคืนสู่สามัญแล้ว เขาแสดงให้เห็นในครั้งนี้แล้วว่าเขาเดินทางมาในฐานะผู้แสดงดนตรีที่เป็นแขกรับเชิญคนหนึ่ง แขกรับเชิญที่มา "ร่วมงาน"กับBSO ในฐานะศิลปินที่เคียงบ่า-เคียงไหล่ร่วมกันทำงาน "รับใช้ดนตรี"ไปด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันทั้งในความเป็นศิลปินและเท่าเทียมกันในฐานะแห่งความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมกัน และอย่างน้อยที่สุด ณ วันนี้ BSO ก็น่าจะสบายใจได้แล้วว่า "เสน่ห์ทางดนตรีอันลึกลับ"ของพวกเขายังมิได้สูญหายไปไหน หากแต่มันจะรอคอยการเผยตัวออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ในยามที่ได้มาพบเจอกับ "ผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรี" ที่เป็นของจริง ที่จะมาร่วมงานสื่อสารทางดนตรีร่วมกันด้วยจิตอันอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อศิลปะอย่างแท้จริง โดยปราศจากอัตตาหรืออหังการด้านแบรนด์เนมระดับโลกอันเป็นเปลือกนอกใดๆ ทั้งปวง

คริสเตียน ซิเมอร์มาน และ ชารล์ส โอลิเวียริ-มันโร ได้แสดงและพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วจากการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้

..................................

หมายเหตุ : บทวิจารณ์นี้ มีชื่อเต็มว่า "เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ เมื่อนั้นศิลปินจึงจะสามารถรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะอย่างแท้จริง"




"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

pee

แกคงดูคอนเสิร์ตคนละรายการกับที่พวกเราดู


ฮา

ผมไม่ชอบแนวทางวิจารณ์ดนตรีของสำนักเจตนาอิสม์นี้เลย
เป็นโวหารมากกว่าสาระ อ่านแล้วเอียนมวากกก

:thumbdown:

trens

ถ้าวิจารณ์ออกมาได้แบบนี้ ก็น่าเศร้าใจ
การพัฒนาจะไม่เกิดหากอวยกันจนเกินงาม และหลงลืมข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การปรับปรุง
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

pee

พูดถึงการวิจารณ์แล้วก็อดที่จะพูดให้จบความในใจมิได้

สกว. เป็นหน่วยงานล้างผลาญภาษีที่น่าอดสูทางวิชาการแหล่งสำคัญ
ตอนที่ให้เงินวิทยากร เชียงกูรไปทำวิจัย 100 หนังสือดี....ไม่รู้ว่าจ่ายไปเท่าไหร่
น่าขันทีทันที่ที่ประกาศรายชื่ออกมา พบว่า 97 เล่ม มีอยู่ในตู้หนังสือของส.. พลายน้อยเรียบร้อยแล้ว มีมาก่อนวิทยากรหัดทำวิจัยด้วยซ้ำ

เลยสงสัยว่า จ่ายเงินไปทำไม

อีกกรณีนึง เป็นของยุค ศรีอารยะ รับทุนมาวิจัยอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ตีพิมพ์ในมติชน สุดฯ
ในเล่มเดียวกัน ก็มีคอลัมน์ประจำของยุค เขียนเรื่องทำนองเดียวกันอยู่แล้ว...อ้าว
แล้วทำไมต้องรับเงินวิจัยวะครับ ก็รับค่าเขียนจากพี่ช้างอยู่ตลอดอยู่แล้ว

กรณีวิจารณ์ดนตรีก็เหมือนกัน
สกว.ให้ทุนอาจารย์เจตนามาทำวิจัย แกก็เริ่มด้วยการเชิญหลายๆ คนไปประชุม แล้วแกก็เดินหน้าเอาเด็กของแกทำวิจัย ....เออ แล้วไปเชิญเขามาทำไม

ในที่สุดก็ทำเป็นเว็บออกมา
http://www.thaicritic.com/

คำถามก็คือ วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ประเทศใหนครับ ที่ต้องเอาเงินรัฐบาลจ้าง
วัฒนธรรมการวิจารณ์มันเป็นเรื่องของการขายปัญญา โดยมีคนอ่านเป็นคนตัดสิน ต้องเขียนเพื่อให้คนอ่านยกระดับ ไม่ใช่เขียนเพื่อต่อทุนวิจัย ต้องเอาตีนถีบปากกัดเพื่อผลิตงาน ไม่ใช่กุมเป้าแลบลิ้น เลียเงินออกมา

ประเทศไทยมีเวทีวิจารณ์มากมายมานาน ไม่จำเป็นต้องเอาเงินสกว. ไปสร้าง วารสารวิชาการมีทุกมหาวิทยาลัย นสพ นิตยสารทุกฉบับ ก็ตีพิมพ์ให้ ไม่มีการปิดกั้น ยิ่งเดี๋ยวนี้ มีอินตะระเน็ต เวทีก็ยิ่งกว้างขวาง ไม่มีขอบเขต

แต่ดูความแห้งแล้งทางวิจารณ์ในเว็บข้างบนสิ

สมัยก่อน อาจารย์เจตนา ผลิตงานชั้นเยี่ยมออกมา โดยไม่ต้องมีสกว. แต่พอมีแล้ว ผมว่างานแกตกต่ำน่าใจหายจริงๆ แทนที่จะเป็นอิสระเพราะไม่ต้องพึ่งใคร กลายเป็นเอาเงินหลวงมาจ้างเด็กฝึกงานเขียนเรียงความ


น่าอนาถ


pee



ดูการตีความ B5 ของอานองกูร์ ที่พี่ข้างบนเขายกย่องหน่อย
มันอ่อนยวบเพราะอานองกูร์ชอบความโปร่งใสของดนตรีบาโร๊ค
แต่ถามว่า ปู่บีแกชอบหรือเปล่า

พี่ข้างบนเขาถามแค่เคลมเปอรเรอร์
ทำไมไม่ถามไปถึงลิสต์ วากเนอร์ บราหมส์
ไม่ไปถาม ริฆาร์ด สะเตร้าส์ ทอสกานีนี่ ไวน์การ์ดเนอร์ มิงเกิลเบอร์ก...ฯลฯ

พวกนี้โง่กว่าอานองกูร์รึงัยเพ่



sw

 :rolleyes: ปู่บีกลายเป็นโยฮันสเตร๊าส์ไปซะแร้ว

Genzo

จาก A CRITICAL STUDY OF THE SYMPHONIES OF BEETHOVEN ของ Hector Berlioz ครับ

http://www.hberlioz.com/Predecessors/beethsym.htm#sym5

    This, without doubt the most famous of the symphonies, is also in our opinion the first in which Beethoven gave wings to his vast imagination without being guided by or relying on any external source of inspiration. In the first, second and fourth symphonies, he has more or less enlarged already existing forms, suffusing them with all the poetry his youthful vigour was capable of adding in terms of brilliant and passionate inspiration. In the third (the Eroica) the forms are admittedly broadened and the musical thought rises to great heights, yet there is no mistaking the influence of one of those divine poets whom the great artist had long worshipped in his heart. Beethoven, faithful to the precept of Horace:

regularly read Homer, and in his magnificent musical epic, inspired, it is said rightly or wrongly, by a contemporary hero, the memories of the ancient Iliad self-evidently play a wonderfully beautiful part.

    By contrast the C minor symphony seems to arise directly and solely from Beethoven's own genius. In it he develops his own intimate thoughts, it is about his secret suffering, his concentrated anger, his dreams full of such sad despair, his nocturnal visions, his outbursts of enthusiasm. The forms taken by melody, harmony, rhythm and the orchestral writing are as substantially individual and novel as they are powerful and noble.

    The first movement depicts those turbulent feelings which move a great soul seized with despair - not the calm and concentrated despair which has an air of resignation, nor the sombre and silent despair of Romeo learning of the death of Juliet, but rather the terrifying fury of Othello when he hears from the mouth of Iago the poisonous calumnies which convince him of Desdemona's crime. At times the mood is one of frenzied delirium which breaks out in terrifying cries, at others one of exaggerated despair which can express nothing but regret and self-pity. Listen to those orchestral hiccoughs, the chords exchanged between wind and strings which grow fainter as they come and go, like the painful breathing of a dying man, then give way to a violent gesture, where the orchestra seems to rise again revived by a flash of anger. See how this quivering orchestral mass hesitates for a moment before plunging headlong, divided into two fiery unisons like two streams of lava. Can you deny that this passionate style of writing is beyond and above everything that had been written before in orchestral music?

    There is a striking example in this movement of the effect produced by the occasionally excessive doubling of parts and of the raw character of the chord of a fourth on the supertonic, in other words the second inversion of the dominant. It occurs frequently without preparation or resolution, and once even without the leading note and on a pause: the low D is in all the string voices, while there is a bare and dissonant G on top in some wind parts.

    The character of the adagio is rather reminiscent of the allegretto in A minor of the seventh symphony and of the slow movement in E flat of the fourth. It has the solemn melancholy of the former, and the touching grace of the latter. The theme played first by the cellos and violas in unison, with a simple pizzicato accompaniment in the double basses, is followed by a passage for wind instruments which keeps returning in identical form and in the same key from beginning to end of the movement, whatever the successive changes undergone by the first theme. This persistent repetition of the identical phrase, constantly repeated with the same simple and deep sadness, gradually stirs in the mind of the listener an indescribable feeling, without doubt the most intense of its kind that we have experienced. Among the most daring harmonic effects in this sublime elegy we may mention: 10 the high note held by flutes and clarinets on the dominant E flat while the strings are active lower down and progress through the chord of the sixth, D flat, F, B flat, which has no connection with the high pedal note; 20 the episodic passage played by a flute, an oboe and two clarinets in contrary motion, which occasionally results in unprepared dissonances of the second, between the leading note G and F, the major sixth of A flat. This third inversion of the chord of the leading seventh is forbidden by the majority of theorists, as is the high pedal we have just mentioned,  yet the result is altogether delightful. There is also at the last entry of the first theme a canon in unison at an interval of one bar, between the violins and flutes, the clarinets and bassoons, which would give added interest to the melody treated in this way if the imitation by the wind instruments could be heard; unfortunately the whole orchestra is playing loud at the same moment and makes it almost inaudible.

    The scherzo is a strange composition. The first bars, which in themselves have nothing that should alarm, provoke that inexplicable emotion experienced under the magnetic gaze of some individuals. Everything here is mysterious and sombre; the orchestral effects, all more or less sinister in character, seem to belong to the world of thought of the famous scene of Blacksberg in Goethe's Faust. The prevailing dynamics are piano and mezzo forte. The central section (the trio) is taken up by a passage for the basses, bowed with full vigour, the ponderous roughness of which rattles the feet of the music stands and sounds rather like the antics of an exhilarated elephant... But the monster moves away, and the sound of its wild frolics gradually fades. The theme of the scherzo reappears pizzicato; gradually silence is established, and only a few lightly plucked notes are heard from the violins together with the strange clicking sounds produced by the high A flat of the bassoons clashing with G, the octave of the tonic of the dominant minor ninth. The strings then break the sequence and settle gently on a bowed chord of A flat on which they doze off. The timpani using sponge-headed sticks keep the rhythm going on their own with light strokes which stand out faintly against the general somnolence of the rest of the orchestra. These timpani notes are Cs; the piece is in C minor, but the chord of A flat, long held by the other instruments, seems to be introducing a different key; for its part the solitary pulsing of the timpani on C tends to preserve the feeling of the original key. The ear hesitates... where will this harmonic mystery end?... and then the soft throbbing of the timpani gradually increase in volume, joined by the violins which have started to move again, changing the harmony. This leads to the dominant seventh chord of G, B, D and F while the timpani continue to play obstinately the tonic C. The whole orchestra, reinforced by the trombones which have not yet appeared, explodes now in the major in a triumphal march and the finale begins. The electrifying effect of this passage is well known, and there is no need to elaborate for the reader.

    Critics have nevertheless sought to diminish the composer's merit by asserting that he had merely resorted to a commonplace device in making the brilliance of the major mode follow the darkness of a pianissimo in a minor key, that the triumphal theme was lacking in originality, and that interest flagged as the movement progressed instead of increasing. We would answer: is it because the transition from piano to forte, and from minor to major, are known devices that there is less genius in creating such a work?... How many other composers have not tried to achieve this same effect? And how can their efforts compare with the gigantic hymn of victory, in which the soul of the poet musician, liberated from earthly shackles and suffering, seems to soar radiantly to heaven?... It is true that the first four bars of the march are not of striking originality; but there is a limit to what can be done with the genre of the fanfare, and we do not believe it possible to invent new types of fanfare without giving up completely its simple, grandiose and festive character. Beethoven wanted for the start of his finale a fanfare-like entry; in the rest of the movement, in fact even in the continuation of the principal theme, he quickly reverts to the lofty and original style that is his hallmark.

    As for the criticism that he failed to sustain interest through the end of the movement, one might answer that in the present state of the art of music it is impossible to produce a more shattering effect than the transition from the scherzo to the triumphal march, and it was therefore not possible to intensify that effect any further. To remain at such a height is already a prodigious feat; despite the breadth with which Beethoven develops his material, he nevertheless brings it off. But this consistency of level from the beginning to the end is enough to give the impression of a fall-off; so great has been the initial impact on the listener, whose emotional response has been raised to the highest pitch, that it is all the more difficult to sustain it subsequently at the same level. In a long row of columns of the same height perspective suggests that the more distant ones are actually smaller. It could be that our inadequate constitutions would adapt better to a more laconic ending such as Gluck's Our general is calling you back: the audience would thus not have the time to cool down, and the symphony would be over before fatigue prevented the audience from following in the composer's footsteps. But this remark only applies so to speak to the way the work is presented; it does not disqualify this finale from being in itself of a magnificence and richness next to which very few pieces could stand comparison without being obliterated.
สุวิชาโน ภวํ โหติ

klao

ไม่ได้ฟัง Mahler สด ๆ มานาน เดือนนี้ กะว่าจะไปฟัง Thailand Philharmonic ซะหน่อย ถือโอกาสไปเยี่ยมชมหอใหม่ ของ ม.มหิดล ที่ศาลายา เป็นครั้งแรกของผมด้วยครับ

Concerts:

17 July 2015 / 7.00 p.m. (Pre-Concert Talk  6.15 p.m.) / Prince Mahidol Hall
18 July 2015 / 4.00 p.m. (Pre-Concert Talk  3.15 p.m.) / Prince Mahidol Hall
Conductor: Gudni  A. Emilsson

Soloist: Tomas Strasil, Cello

Program:

James J. Ogburn: Escaping (World Premiere)
Bohuslav Martinu: Cello Concerto No.1 H 196
Gustav Mahler: Symphony No.4 in G Major

klao

และช่วงปลายเดือนด้วยครับ

Concerts:

24 July 2015 / 7.00 p.m.  (Pre-Concert Talk  6.15 p.m.) / Prince Mahidol Hall
25 July 2015 / 4.00 p.m.  (Pre-Concert Talk 3.15 p.m.) / Prince Mahidol Hall
Conductor: Alfonso Scarano

Soloist:  Paul Cesarczyk, Guitar

Program:

Thai Traditional Music
Heitor Villa Lobos: Guitar Concerto
Gustav Mahler: Symphony No.5

รายละเอียดโปรดเข้าไปดูที่ http://www.thailandphil.com/

dht_tubes

น่าสนใจ ขอบคุณคุณเกล้ามากครับ เอาโปรแกรมมายั่วอีกแระ 555
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

pee

Quote from: dht_tubes on 08  July  2015, 10:37:46 pm
น่าสนใจ ขอบคุณคุณเกล้ามากครับ เอาโปรแกรมมายั่วอีกแระ 555


ไปกันมั้ย
ผมสน เบอร์ 4 ครับ

klao

Quote from: pee on 09  July  2015, 03:36:26 am
Quote from: dht_tubes on 08  July  2015, 10:37:46 pm
น่าสนใจ ขอบคุณคุณเกล้ามากครับ เอาโปรแกรมมายั่วอีกแระ 555


ไปกันมั้ย
ผมสน เบอร์ 4 ครับ


เบอร์ 4 ผมคงจะไปฟังได้เย็นวันศุกร์ที่ 17 นะครับผม..แต่ยังไม่ได้จองตั๋วเบย

pee

Quote from: klao on 09  July  2015, 04:42:22 am
..แต่ยังไม่ได้จองตั๋วเบย


เขาแจ้งไว้แบบนี้ แปลว่า ไปถึงค่อยจ่ายใช่ป่าวครับ

Tickets Price: 500, 300 Baht (100 Baht for students up to bachelor's degree)
For ticket reservations: please call 02-849-6565/6, Ext. 6603, 6609 or mshall@mahidol.ac.th

dht_tubes

โดยปรกติ ตั๋วจะไม่ค่อยเต็มนะครับ ถ้าไม่ใช่คนดังๆมา

เด่วผมเช็คให้พี่ พอดีน้องผมเค้าพอรู้จักคับ พี่พีสะดวกวันไหนครับ
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

pee

Quote from: dht_tubes on 09  July  2015, 07:16:04 pm
เด่วผมเช็คให้พี่ พอดีน้องผมเค้าพอรู้จักคับ พี่พีสะดวกวันไหนครับ


อยากดูวันเสาร์ เพราะเล่นบ่ายสามจ้า

klao

Quote from: dht_tubes on 09  July  2015, 07:16:04 pm
โดยปรกติ ตั๋วจะไม่ค่อยเต็มนะครับ ถ้าไม่ใช่คนดังๆมา


เย็นเมื่อวาน (ศุกร์) ผมออกจากในใจกลางเมือง ช่วง 4 โมงปลาย ๆ ทว่าด้วยไม่ชำนาญทางไปศาลายา จึงไปถึงสายกว่า 1 ทุ่มนิดนึงครับ ตอนเข้าไปซื้อตั๋ว เขาก็กำลังจะเริ่มบรรเลงพอดี (เลยพลาดเพลงแรกที่เป็น world premier อะไรนั่น) ได้ที่นั่งกลางสุด (เก้าอี 18-19) ของแถว J ซึ่งเป็นแถวแรกของ section ที่ 2 ครับ...ผู้ชมหรอมแหรม เดาว่าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน-นักศึกษา และก็ญาติมิตรของเหล่านักดนตรี กับ staff

ก็เข้าใจนะครับ ว่าถ้าเริ่มการแสดงดึกกว่านี้ คงมี คชจ. OT ของราชการ แต่ศาลายานี่มันไกลอยู่นะฮะ โดยเฉพาะเมื่อเป็นช่วงเย็น-ค่ำของวันศุกร์ ถ้าจะให้คนไปดูได้เยอะกว่านี้ TPO น่าจะพิจารณาจัดงานเป็น คืนวันเสาร์ (ค่ำกว่าเดิมอีกนิดคือ 1 ทุ่มครึ่ง) และบ่ายวันอาทิคย์ (4 โมงเหมือนเดิม) แทนหัวค่ำวันศุกร์และบ่ายวันเสาร์

Mahler 4 ถือว่าเล่นได้ผ่านครับ conductor และ overall ผมให้คะแนน 6 ปลาย ๆ เต็ม 10 ละกัน คือจืดไปนิด; horn มีเข้าช้าบ้าง เพี้ยน ๆ แปล่ง ๆ ไปบ้าง; อ.สิทธิชัย ที่เป็น leader ก็เล่น part เด่นของ violin ได้ดีครับ; ส่วนนักร้อง คงตื่นเต้นหรือเกร๊งเล็กน้อยกระมัง ช่วงต้น อาจมีร้องเร็วไป คร่อม ๆ จังหวะไปหน่อยฮะ หวังว่ารอบบ่ายวันเสาร์ ทุก section คงจะทำได้ดีขึ้น : )

พริ้นซ์ มหิดล ฮอลล์ ก็สวยดีนะครับ แต่ผมไม่ค่อยชอบเสียงนักฮะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหูผมเริ่มเสื่อม หรือว่าคุ้นกับหอใหญ่ที่ศูนย์วัฒนธรรม ที่ฟังมาเกือบตลอด 20 กว่าปี

แฟนผมก็บอกเหมือนกันว่า เสียงที่นี่ มันไม่ค่อยชัด ผมยิ่งฟัง ยิ่งมีความรู้สึกว่าฮอลล์มันให้เสียงที่ diffuse ไปหน่อยครับ ไม่แน่ใจว่าที่นั่งหลัง ๆ ไปจากผมจะเสียงดีกว่ามั้ย แต่ คหสค. ผมว่าหอใหญ่ฯ ให้ dynamic range, projection, และ articulation ที่ดีกว่าครับ

klao

พุร่งนี้ อังคารที่ 21 ก.ค. 58 ที่หอใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรม ตอน 2 ทุ่ม มีนี่ครับ

http://bangkoksymphony.org/V5/page1/Performances/Performance%202015/RW.html

Raphael Wallfisch plays Elgar
Bangkok Symphony Orchestra
Martin Yates, Conductor
Raphael Wallfisch, Cello

Programme:

Elgar
Pomp and Circumstance, Military Marches, Op. 39
Cello Concerto in E minor, Op. 85

Dvořák
Symphony No. 9 in E minor, Op. 95 (From the New World)