• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
05 March 2021, 04:52:06 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


เงิน ทอง ต้องรู้

Started by nattapong, 10 June 2005, 04:22:20 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

nattapong

เรื่องแรก 'จอมทรัพย์ โลจายะ' หาเงิน...เก็บ...ใช้...ให้บาลานซ์

ทุกวันนี้ผมว่าคนรุ่นใหม่มองเรื่องนี้เยอะ คือหาเงินได้แล้วเก็บและใช้ไปด้วย บาลานซ์ไลฟ์ให้ได้ ไม่ใช่ว่าเก็บออมอย่างเดียว ด้วยรากฐานชีวิตที่ถูกปลูกฝังจากผู้เป็นแม่ ว่าให้หมั่นทำมาหากินและเก็บออม 'จอมทรัพย์ โลจายะ' กรรมการผู้จัดการ บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จึงเดินตามเส้นทางแห่งความมั่งคั่งที่ถูกสั่งสอนมา
จอมทรัพย์เล่าให้ฟังว่า ชีวิตเขาเริ่มจากการลงทุนก่อนการออมซะอีก ในวัยเด็กที่อายุเพียงไม่กี่ขวบเขาก็เริ่มลงทุนในธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึง
'ตอนนั้นผมอยู่ประถม 1 เวลาไปโรงเรียนจะมีกระติกน้ำ ผมชงนมไปเพราะคุณแม่อยากให้กินนมจะได้ตัวสูงๆ แต่ผมไม่ชอบกินนม ผมเลยเอานมไปขายเพื่อนเป็นถ้วยๆ ละบาท ตอนนั้นนมโฟร์โมสต์ขายกล่องละ 3 บาท แต่เพื่อนอยากกินของผม ก็ได้สตางค์ไปซื้อขนมกิน'
จากประถม 1 ที่ขายนม พอขยับขึ้นไปอยู่ชั้นประถม 2 เขาเริ่มขายแสตมป์ หลังจากประถม 4 เขาได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ชีวิตยังได้วนเวียนอยู่กับการค้าขายและลงทุน
'คุณแม่เปิดคอนวีเนียน สโตร์ ก็ให้ผมไปลองเป็นแคชเชียร์ และเปิดร้านอาหาร ผมกับพี่ชายทำงานให้ร้านอาหารก็ได้เงินเดือน เริ่มเก็บเงิน คุณแม่สอนให้ทำงานหาเงินตลอด
พอเริ่มอยู่มหาวิทยาลัยผมเริ่มไปทำงานกับบริษัทด้านเรียลเอสเตท ตอนนั้นเริ่มลงทุนเป็นของตัวเอง ดูว่าอะไรที่เขาขายทอดตลาดก็ซื้อมาขายหรือให้เช่า'
จอมทรัพย์ยอมรับว่าสมัยเด็กยังไม่เริ่มเก็บออม แต่มาเริ่มออมจริงๆ ตอนอยู่มัธยมปลาย เขาบอกว่าครอบครัวโลจายะโตมาแบบเน้นหาเงินเป็นหลัก หลังจากหามาได้แล้วจึงเก็บและใช้ อยากใช้อะไรก็ใช้แต่ใช้ในขอบเขต ไม่ได้แบ่งว่าจะใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ เน้นให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุข ซื้อของให้คนในครอบครัวบ้าง แต่ก็ไม่ลืมออมและไม่ได้ใช้สุรุ่ยสุร่าย
ในแง่ของการลงทุน จอมทรัพย์ยึดหลัก 'คอนเซอร์เวย์ทีฟ' เป็นหลัก
เขาให้ความเห็นถึงการลงทุนโดยตรงในบริษัทซุปเปอร์บล๊อก ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพราะนั่นเป็นการตัดสินใจลงทุน หลังจากมองเห็นแล้วว่าบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดีถึงได้กล้าลงทุน โดยเราถือหุ้นก่อน IPO ประมาณ 94% แต่หลังจากทำ IPO เสร็จน่าจะถือ 60% เพราะเราขายประชาชน 30%
'เราไม่ได้เป็นคนเปิดบริษัท เพราะซุปเปอร์บล๊อกเปิดมา 10 ปีแล้ว ถ้าจะให้ลงทุนตั้งแต่ต้นอาจจะเสี่ยงเกินเพราะต้องไปหาฐานลูกค้า ตอนลงทุนเราจึงดูรายละเอียดมูลหนี้ รายได้ทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการลงทุนใหม่ เราคำนวณตัวเลขทุกอย่างดูแล้วมองว่ามีอนาคตดีมีศักยภาพการเติบโตของพวกวัสดุอิฐมวลเบาและวัสดุก่อสร้าง พวกนี้มีความต้องการค่อนข้างสูงมาก'
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น จอมทรัพย์ไม่ค่อยชอบลงทุนด้านนี้เท่าไหร่นัก เขาออกตัวว่าเป็นคน 'หัวโบราณ' และ 'ระมัดระวัง' จึงไม่ค่อยชอบเรื่องเสี่ยงมากเกินไป โดยเขาถือคติว่าถ้าจะเสียหายจากการตัดสินใจของตัวเอง ยังดีกว่าเสียหายเพราะคนอื่นตัดสินใจให้
'ถ้าเป็นการลงทุนในหุ้น ผมจะเลือกซื้อเอง เพราะผมอยากเป็นคนตัดสินใจเอง มันแล้วแต่ละคน ความชอบไม่เหมือนกัน ผมก็จะดูว่าตัวนี้ชอบ แนวโน้มเติบโตดีก็ซื้อ แต่ผมเป็นนักลงทุนระยะยาว เพราะไม่มีเวลาเฝ้าจอหุ้น และมองว่าการลงทุนระยะสั้นความเสี่ยงสูงเกินไป ตามสถิติที่ผมดูคือ การซื้อเข้าออกหลายหนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลือกซื้อหุ้นตัวดีๆ แล้วซื้อขายปีละ 2 หนกำไรดีกว่า'


ทุกวันนี้นอกจากเงินที่ลงทุนโดยตรงในบริษัทซุปเปอร์บล๊อกแล้ว ส่วนใหญ่เขาจะจัดสรรไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่แน่นอนและน่าพอใจกว่า ขณะเดียวกัน ก็จัดสรรเงินลงทุนในกองทุนบ้าง โดยล่าสุดเขาเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนหุ้นระยะยาว เพราะเห็นว่าได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในระยะยาวจะดีแน่นอน
แต่ไม่ว่าจะออมหรือลงทุนอะไร เขาจะยึดหลักที่ว่า ต้องระมัดระวัง อย่าให้เงินที่เราเก็บต้องเสียไป บางช่องทางลงทุนอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยหน่อย แต่ขอให้ไม่เสียหายเป็นใช้ได้ 'ให้เพิ่มทีละนิด เป็นน้ำซึมบ่อทราย ดีกว่าลงทุนอะไรแล้วเสียหายเยอะ'

จอมทรัพย์ยอมรับว่าโชคดีที่เขามีพื้นฐานด้านการเรียนเศรษฐศาสตร์มา ทำให้พอมองเห็นแนวโน้มธุรกิจและภาพรวมของเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนในช่องทางต่างๆ
'ตอนเด็กเรียนเศรษฐศาสตร์ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร แต่ปัจจุบนผมถือว่าโชคดีมากที่เรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะช่วยให้เรามองเศรษฐกิจของประเทศได้ ว่ามีวัฏจักรยังไง จะมีวิกฤติเกิดขึ้นมั้ย หรือมีแนวโน้มจะบูมหรือเปล่า ทำให้มุมมองทางธุรกิจเรามองได้กว้างขึ้น'
เหนืออื่นใด การที่ได้แรงปลูกฝังจากครอบครัวว่า ชีวิตคนเราการเก็บออมเป็นสิ่งสำคัญ แต่การหาเงินสำคัญที่สุด เพราะทุกอย่างจะเริ่มจากการหาเงิน ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่มีเงินออม ส่วนแนวคิดการออมเงินที่ถูกปลูกฝังมาคือ อย่าออมมากเกินไป เพราะชีวิตคนเราไม่ได้อยู่กันนานขนาดนั้น อะไรที่มีความสุขและอยากได้ก็เอ็นจอยตัวเองได้ ไม่ใช่มุ่งมั่นเก็บออมอย่างเดียว

'ทุกวันนี้ผมว่าคนรุ่นใหม่มองเรื่องนี้เยอะ คือหาเงินได้แล้วเก็บและใช้ไปด้วย บาลานซ์ไลฟ์ให้ได้ ไม่ใช่ว่าเก็บออมอย่างเดียว อย่างครอบครัวผมปีหนึ่งไปเที่ยวปีละ 2 หน แต่ตรงส่วนนี้ทุกครั้งที่เที่ยวเราก็เอาเงินออมออกมาใช้บ้าง เพราะมันเป็นความสุขชนิดหนึ่งที่เราได้เที่ยว พอเราได้เที่ยวก็จะมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น'
ทุกวันนี้แบบแผนชีวิตของจอมทรัพย์จึงไม่ได้เก็บออม 100% แต่หาเงิน เก็บ และใช้อย่างสมดุลที่สุด


ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

nattapong

เรื่องที่สอง เงิน..ทอง..ต้องรู้..บทเรียนก่อนวิวาห์
คู่รักหนุ่ม-สาวหลายคู่ วาดฝันในเรื่องชีวิตรักไว้อย่างสวยหรู ได้พบคนที่ถูกใจ ได้จัดงานแต่งงาน สวมชุดเจ้าสาว-เจ้าบ่าวที่สุดสวยและสุดหล่อ ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมีลูกไว้ให้ชื่นใจ แน่นอนหลายคู่คงคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ ไว้บ้าง แต่คงไม่ได้หยิบยกขึ้นมาคุยกันอย่างจริงจัง เพราะยามนั้นต่างคนก็ต่างพยายามสงวนท่าที มีแต่สิ่งดีๆ แสดงออกมาให้แก่กันและกัน ใครจะมาพูดเรื่องรายได้รายจ่ายให้เสียอารมณ์
อยากจะบอกคู่รักทุกคู่ว่า เรื่องเงินทองเป็นเรื่องสำคัญ ควรคุยกันให้เรียบร้อยก่อนแต่ง การพูดคุยเรื่องเงินสำหรับคู่รักไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามหากไม่คุยกันให้เรียบร้อย อาจเกิดความเสียหายในอนาคตได้
เอาล่ะแล้ว คู่รักจะคุยกันเรื่องเงินได้อย่างไร การจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องตัดสินใจร่วมกัน ศึกษาซึ่งกันและกันในเรื่องการบริหารเงิน จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตคู่ ก่อนตัดสินใจแต่งงานควรเรียนรู้เรื่องเงินอย่างไรบ้าง
เริ่มต้นด้วยการหยั่งความรู้สึกของคนรักว่า คิดอย่างไรกับเรื่องเงิน อาจตั้งคำถามง่ายๆ ถามคนรัก เช่น ตอนเด็กๆ อยากได้อะไรไม่ว่าของเล่น หรือของใช้ก็ได้ทุกอย่าง หรืออยากได้แต่ไม่เคยได้ เพื่อดูว่าเงินมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในครอบครัว
คุยเรื่องความคิดหรือทัศนคติเกี่ยวกับเงิน ว่า ณ วันนี้ รู้สึกอย่างไรกับเงิน เช่น กลัวจนหรือไม่ และต้องมีแค่ไหนถึงจะคิดว่ารวย หรือว่าขอแค่มีพอกินพอใช้ไปวันหนึ่งๆ
สำหรับเขาแล้ว แค่ไหนเรียกว่าแพงเกินไป เช่น ซื้อของราคา 500 บาทก็ถือว่าแพงแล้ว หากเป็นของฟุ่มเฟือย หากเป็นของจำเป็นแม้ราคาเป็นพันก็ซื้อได้ หรือหากเป็นเรื่องอาหารการกินเท่าไรก็ไม่ว่า
คุยกันเรื่องแผนการเก็บออมเงิน ฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแลและจะเก็บเท่าไร เช่น เปิดบัญชีกลางร่วมกัน หรือ ต่างคนต่างมีบัญชีส่วนตัวเป็นอิสระจากกัน เรื่องนี้ถึงแม้จะดูจริงจังและบาดอารมณ์ไปหน่อยแต่ก็ต้องพูด ทางออกที่ดีควรพบกันครึ่งทาง คือมีทั้งบัญชีร่วมกันและมีบัญชีส่วนตัวด้วย
ตกลงกันให้ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น สามีรับผิดชอบค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าคนทำงานบ้าน ส่วนภรรยารับผิดชอบค่ากับข้าว หรือรับผิดชอบร่วมกันกรณีการผ่อนบ้าน ฯลฯ
ดูว่ามีเอกสารใดบ้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงภายหลังการแต่งงาน เช่น กรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ต่างฝ่ายต่างมีมาก่อนแล้วจะเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์หรือไม่ หรือกรณีฝ่ายใดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีบ้านอยู่แล้ว และใช้บ้านหลังนั้นเป็นเรือนหอ จะเพิ่มชื่อภรรยา/สามีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยหรือไม่
กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้าสู่ประตูวิวาห์พร้อมด้วยภาระหนี้สิน ควรแจ้งกันให้ชัดเจนและคุยกันให้เรียบร้อยว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย
กรณีที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีภาระต้องส่งเสียเงินทองให้ พ่อ-แม่หรือน้อง ควรแจ้งกันให้ชัดเจนว่า จัดการด้านการเงินร่วมกันอย่างไร
นี่เป็นตัวอย่างโดยสังเขปที่คู่รักทุกคู่ควรคุยกันเรื่องเงินให้เรียบร้อยก่อนจะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เรื่องเงินมาเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ของเราในอนาคต คราวหน้ามาดูกันว่าหลังจากแต่งงานไปแล้ว วิธีการจัดการเรื่องเงินของชีวิตคู่จะทำอย่างไร  
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

nattapong

เรื่องที่สาม "Management by Objective"
แต่ก่อนคิดว่ายิ่งมีลูกยิ่งต้องเก็บเงินไว้สำหรับภาระเลี้ยงดูลูก ไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อน แต่พอคิดได้อย่างนี้ทำให้เราวางแผนออมระยะยาวเพื่อความสุขในวัยหลังเกษียณมากขึ้น

"การเป็นหนี้เป็นทุกข์ที่สุดในโลก ฉะนั้น การไม่มีหนี้เป็นจึงลาภอันประเสริฐ เพราะถูกสอนมาอย่างนี้ ก็เลยพยายามจ่ายหนี้ที่มีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"
ข้อคิดจาก "โสภาวดี จันทร์ถาวร" กรรมการผู้จัดการ บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่น ที่ประกาศเป็นศัตรูกับหนี้อย่างชัดเจน ชีวิตของเธอในวันนี้จึงเร่งกำจัดทุกอย่างที่ทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อบ้านหรือเงินที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม
เธอเล่าถึงแบบแผนการใช้เงินประสาคนมีครอบครัวว่า หลังจากแต่งงานเมื่อไม่มีลูกก็ไม่ต้องมีเรื่องห่วง เพราะไม่มีภาระอะไร เมื่อมีเงินก็ออมและลงทุนไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่น ทำให้เธอเปลี่ยนทัศนคติเป็น "ยิ่งไม่มีลูกยิ่งต้องเก็บออม" เพราะในบั้นปลายของชีวิตอาจไม่มีใครดูแล
"แต่ก่อนคิดว่ายิ่งมีลูกยิ่งต้องเก็บเงินไว้สำหรับภาระเลี้ยงดูลูก ไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อน แต่พอคิดได้อย่างนี้ทำให้เราวางแผนออมระยะยาวเพื่อความสุขในวัยหลังเกษียณมากขึ้น ทั้งทำประกันและออมด้านอื่น ในเวลาเดียวกันก็มองว่าภายใต้ที่เงินเฟ้อขึ้น ดอกเบี้ยก็ต่ำ ก็เลยคิดว่าถ้าเราเอาเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะดีกว่า"
แทนที่จะมุ่งมั่นเก็บออมเพียงอย่างเดียว วันนี้โสภาวดีจึงจัดสรรเงินบางส่วนไว้เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะเธอเชื่อว่า อนาคตน่าจะสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการออมเงินธรรมดาๆ ก็ได้
"มาคิดว่า ที่ผ่านมาเราออมหรือลงทุนอะไรไปบ้าง ก็พบว่าเราลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์เสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมากินสัดส่วนเกินกว่า 50% ของเงินที่ได้มาทั้งหมด เป็นความชอบของเรา อาจจะเป็นเพราะเชื่อว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แม้เราจะไม่ได้ให้ใครเช่า แต่ในอนาคตราคามันเพิ่มขึ้นแน่นอน"
เอาเข้าจริงๆ แล้วโสภาวดียึดแนวทางบริหารเงินแบบ "Management by Objective"
"คือถ้าวัตถุประสงค์มันใช่ จะใช้ก็ใช้ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็ต้องทำ อะไรที่มีประโยชน์กับตัวเองในอนาคตก็ทำ"
โสภาวดีเล่าถึงประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้น ว่า เธอจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนระยะยาว นอกจากหุ้นพื้นฐานดีทั่วไปแล้ว เธอยังชื่นชอบหุ้นปันผล และหุ้นไอพีโอ แต่ไม่ค่อยมีหุ้นเก็งกำไรอยู่ในพอร์ต เพราะไม่มีเวลาติดตามความเคลื่อนไหวของภาวะตลาดมากนัก
"สมัยลงทุนใหม่ๆ ตอนเป็นเด็กก็มักจะลงทุนในหุ้นที่มีความหวือหวาค่อนข้างมาก จนกระทั่งช่วงปิด 56 ไฟแนนซ์ ก็เจ็บตัวนิดหน่อย บางทีก็รู้สึกเหมือนกันว่า เวลาตกทำไมเราไม่คัทลอส ในที่สุดก็ไม่ได้กลับมา แต่หลังจากเจ็บตัว เวลาลงทุนก็ลงจะเลือกหุ้นพื้นฐานดี เน้นหุ้นปันผลเป็นหลัก"
วิธีการลงทุนในตลาดหุ้นของโสภาวดี เน้นติดตามข่าวสารข้อมูลด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ และอ่านบทวิเคราะห์แล้วเธอคิดว่าตรงนี้จะช่วยกรองความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง เรียกว่าถ้าไม่ใช่นักลงทุนประเภทซื้อเช้าขายเย็นแค่นี้ก็คงช่วยได้
นอกจากลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว โสภาวดียังจัดสรรเงินบางส่วนลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะพวกกองทุนหุ้นระยะยาวและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่เธอเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่น่าจะดี เพราะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้
"การลงทุนในกองทุนมีข้อดีคือ บางทีเราไม่มีเวลาไปตามหุ้นแต่ละตัวก็ให้มืออาชีพบริหารให้ แต่จะเห็นได้ว่ากองทุนเขาไซส์ใหญ่ บางทีเขาได้หุ้นดีๆ เข้าพอร์ต และมีอำนาจการต่อรองสูง และบางครั้งก็มีเงินปันผลกลับมาเช่นเดียวกัน"
ขณะเดียวกัน การออมและลงทุนผ่านประกันชีวิต ทอง จิวเวลรี่ และเงินดอลลาร์ ล้วนเป็นช่องทางที่โสภาวดีให้ความสนใจแทบทั้งสิ้น
"ค่อนข้างให้ความสำคัญค่อนข้างเยอะกับการประกันชีวิต เพราะเป็นคนเชื่อมั่นในประกัน เมื่อก่อนจะจัดสรรเงินประมาณ 25% ของพอร์ตลงทุน ก็ถือว่าเยอะ ส่วนทองกับดอลลาร์เคยดูไว้เหมือนกัน ว่าจะซื้อเก็บเอาไว้ เคยคิด แต่ช่วงนั้นคิดแล้วไม่ได้ทำ บางทีช่วงชีวิตเรามันหลุดอะไรบ้าง ก็ยังลังเลอยู่ที่จะเข้า คงดูอีกที แต่จิวเวลรี่ถือว่าลงทุนไปบ้าง เพราะซื้อง่ายขายคล่อง ที่ดินอนาคตดีก็จริง แต่เวลาขายไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นจิวเวลรี่ขายง่าย มูลค่าไม่ตก ใช้เป็นเครื่องประดับก็ได้"
โสภาวดีย้ำว่าไม่ว่าจะเลือกลงทุนหรือออมในช่องทางใดก็ตาม ต้องมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่มั่นคง และมีผลตอบแทนในอนาคตเกิดขึ้นแน่นอน
ในแง่ของการจับจ่ายใช้เงิน โสภาวดียอมรับว่าเป็นคนที่มีวินัยในการใช้เงินพอสมควร ค่อนข้างมีระเบียบ ไม่ได้ซื้อของเล่นๆ คือ ซื้อแล้วต้องได้ใช้จริง
"สมมติว่าเราใช้เงิน ก็ใช้ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้ เช่น จะซื้อเครื่องสำอาง แต่ก่อนอยากซื้อก็ซื้อ แต่เดี๋ยวนี้จะซื้อก็ต่อเมื่อมันหมด ไม่ใช่ซื้อมาตั้งไว้ เห็นทีไรซื้อทุกครั้ง แต่มาคิดได้ว่าซื้อเมื่อมีวัตถุประสงค์ต้องใช้ดีกว่า พอโตขึ้นมีครอบครัวและอายุมากขึ้น เรามีความเป็นเด็กน้อยลง หรือเมื่อก่อนรองเท้าซื้อมากอง 50-60 คู่ แล้วก็ไม่ได้ใช้ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากเก็บเงินไว้กับตัว เพราะเมื่อไหร่ที่เห็นของแล้วอยากได้ ก็จะซื้อทันที ฉะนั้น การที่ไม่เก็บเงินไว้กับตัวก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าเราเอาเงินไปลงทุนซะ ก็เหมือนสร้างวินัยให้ตัวเอง"
ไม่เพียงห่วงใยตัวเองและครอบครัวเท่านั้น แต่ในฐานะที่เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท จึงได้นำเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาใช้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการออมให้กับพนักงาน เพราะนอกจากเขาได้ออมเงินเองแล้ว บริษัทยังช่วยสมทบให้ด้วย ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเขาต่อไปในอนาคต
"เป็นครั้งแรกที่ 124 ได้นำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาใช้ นอกจากนี้ ก็ยังมีการประกันชีวิตเพิ่มเติมให้กับพนักงานด้วย นอกเหนือจากการประกันสุขภาพ"
เรื่องราวของโสภาวดีอาจเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง สำหรับคนที่มีวิถีการออม ลงทุน และใช้เงินอย่างมีระเบียบแบบแผน
โสภาวดี จันทร์ถาวร รายงานโดย นายสามัญฯ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

niko

โดยส่วนตัว ชอบควบคุมและบริหารเรื่องการเงินของตัวเองมากที่สุด ถ้าพลาดก็โทษตัวเองไปเต็มๆ

เชื่อในเรื่องการกระจายความเสี่ยงและความสมดุลของการลงทุน

หากเมื่อใดรู้สึกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะเน้นการรักษาสภาพคล่องให้มากๆไว้ เพราะถ้าขาดรายได้ขึ้นมา จะได้ไม่ลำบากต้องไปรบกวนคนอื่น

ชอบซื้อของดีๆ ที่ต้องการจะใช้จริงๆ ส่วนคนที่บ้าน ชอบซื้อก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาไปทำอะไร ซึ่งทำให้ห้องใต้ดิน เต็มไปด้วยของที่ไม่ได้ใช้

พูดถึงเรื่องกองทุนสะสมของพนักงาน ไม่ทราบว่าเป็นพวก Pension หรือ 401K.

ถ้า Pension นี่ เวลาบริษัทมีปัญหา พนักงานก็จะร้อนๆ หนาวๆ เผลอๆ อาจจะซวยไปด้วย เหมือนกรณีของ Enron คือบริษัทเจ็ง พนักงานก็แทบจะเจ๊าโหล่วตามไปด้วย คือจากที่เคยคาดว่าจะมีเงินเยอะๆ ก็จะได้รับเพียงเงินขั้นต่ำมากๆ ที่แทบจะไม่พอใช้

ตอนนี้ ฟอร์ท จี เอ็ม ก็ค่อนข้างจะมีปัญหาเยอะ พนักงานทั้งที่ยังทำงานอยู่และเกษียณแล้ว ต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากับบริษัท ตัดค่าใช้จ่าย โดยพนักงานจะต้องคิดว่า จะยอมลดผลประโยชน์ที่เคยคิดว่าจะได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล เงินหลังเกษียณ สวัสดิการอื่นๆต่างๆ ลงได้ไหม เพื่อจะได้ช่วยประคับประคองบริษัทให้ไปรอด เพราะถ้าไม่ยอม บริษัทอาจจะเจ๊ง และจะเจ๊าโหล่วกันไปหมด จะยอมเสียส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนมากกันไหม คิดดู แค่ค่าประกันสุขภาพ บริษัทก็ต้องจ่ายประมาณ 26 เหรียญต่อคนงานหนึ่งคน ต่อหนึ่งชั่วโมงแล้ว ค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกล่ะ สมัยก่อน ใครทำงานที่บิ๊กทรีนี่ ชีวิตมั่นคงมาก แต่ตอนนี้ ก็เปลี่ยนไปแล้ว

ซึ่งแน่นอน ไอ้ที่เคยวางแผนชีวิตว่า พอเกษียณแล้ว จะได้เงินจาก  Pension  สัก 3,000 เหรียญ เงินจาก Social security สัก 2,000 เหรียญ ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ต้องห่วง แค่จ่าย Co Pay สัก 10 เหรียญ ไม่เห็นต้องเก็บเงินเลย ใช้ได้เต็มที่ ยามแก่ก็จะได้เงินพวกนี้มาใช้ มันก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่มีเงินออม อาจจะลำบาก ต้องออกมาหางานทำตอนแก่ ไลฟ์สไตล์ก็ต้องลดลง เปลี่ยนไป

ทุกคนที่ยังทำงานอยู่ ต้องมานั่งวางแผนการเงินกันใหม่เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในยามแก่ เพราะ เงิน 3,000 ที่คาดว่าจะได้ อาจจะเหลือแค่ 1,000 หรือ 2,000 เหรียญ หรือไม่ได้เลย เงินประกันสังคม ถ้าเป็นคนเกิดรุ่นปี 60 ขึ้นไป อาจจะต้องคิดว่า มันคงไม่เหลือถึงเรา เพราะ ไอ้ที่ส่งๆไป เขาเอาไปใช้เลี้ยงคนแก่ยุคปัจจุบัน พอตัวเราแก่บ้าง เด็กรุ่นหลังมีน้อย หรือมีแต่ไม่ยอมทำงานส่วนหนึ่ง ก็เลยมีคนทำงานส่งเงินเข้ากองทุนนี้ น้อยลง ไม่พอเอามาเลี้ยงเรา ดังนั้น กองทุนมีแนวโน้มว่าจะหมดตัวในปีประมาณเท่านี้ เท่านี้ (ซึ่งบังเอิญก็เป็นช่วนที่เราต้องการใช้เงินพอดี ถ้าเราอายุยืนพอ)

เพราะฉนั้นเก็บเงินเอง บริหารเอง แล้วถ้าโชคดี ได้เงินจากกองทุนพวกนั้น ก็ถือว่าเราโชคดี มีเงินใช้มากๆ ยามแก่ ถ้าโชคร้าย ไม่ได้ ก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่หวังพึ่งพาเงินก้อนนั้นมาแต่ต้น

เงินประกันชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าเป็นคนโสด หรือไม่มีภาระ ก็ไม่เห็นจะต้องซื้อ เราตายแล้ว จะให้ใครรับประโยชน์หรือ ดังนั้น เอาเงินไปซื้อประกันสุขภาพที่ดีๆไว้ดีกว่า ให้เน้นดูว่า เวลาเจ็บหนักๆ
ต้องอยู่โรงพยาบาลนานๆ  ต้องใช้เงินเป็นล้านๆ เขากำหนดเพดานการจ่ายเงินไว้แค่ไหน มีข้อยกเว้นไม่จ่ายโรคอะไรบ้าง เราเข้าข่ายถูกยกเว้นไหม พยายามจ่ายเงินขั้นต้นเองให้มากๆเข้าไว้ เพื่อเบี้ยประกันจะได้ต่ำลง เพราะไอ้เงิน พัน เงิน หมื่น เงิน แสน ต้นๆนี่ เราน่าจะจ่ายกันไหว แต่ไอ้ค่ารักษาที่มากกว่านั้นสิ ที่เราต้องการให้ประกันสุขภาพเข้ามามีบทบาท

อีกเรื่องหนึ่งที่รุ่นเราควรต้องคิดถึง ก็คือ Disability insurance และ  Long term care insurance ต่อไป เมืองไทยคงมีประกันตัวพวกนี้ เข้ามาขาย

แต่ก่อนเคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนนี้ คนที่รู้จัก อย่างน้อย 5 คน ต้องใช้  Disability insurance ต้องพิการ ใช้รถเข็น ช่วยตัวเองได้น้อยมาก ทั้งๆที่ยังอยู่ในวัยต้น 40 ปี หรือกรณีคนแก่ ไม่ว่าจะมีลูกหลาน หรือไม่มี ถ้าแก่มาก หรือป่วยมาก (เช่น อัลไซเมอร์) ก็ไม่แคล้ว คงต้องพึ่ง Long term care insurance  เพราะเราคงไม่อยากเป็นภาระให้กับคนอื่น อีกอย่าง ลูกหลาน เขาก็ต้องทำมาหากิน มีชีวิตของเขา คงไม่มีเวลามาดูแลเราได้มาก

เพราะฉนั้น พวกเราก็น่าจะต้องตั้งเป้าหมาย แบ่งเงินเป็นกองๆ กองหนึ่ง ก็เปรียบเหมือน  Disability insurance และ  Long term care insurance ของตัวเราเอง ซึ่งจะต้องกันไว้ใช้ ถ้าหากจำเป็น

อีก กองหนึ่ง ก็ออมไว้ใช้ในยามที่เราแก่ เกษียณแล้ว จะได้ไม่ลำบาก

อีก กองหนึ่ง ก็ออมไว้เผื่อมีเหตุต้องตกงานหรือทำมาหากินไม่ได้ จะได้มีเงินใช้ในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการหางานหรือเริ่มทำมาหากินได้ใหม่

อีก กองหนึ่ง ก็เป็นพวกค่าใช้จ่ายประจำในชีวิต จิปาถะ ที่เราต้องจ่ายแน่ๆทุกเดือน

ที่เหลือ ก็สามารถใช้เป็นงบ ตามใจฉัน สามารถใช้เพื่อหาความสุขใส่ตัวได้

เรื่องที่ดิน ก็เหมือนกัน มีขึ้น ก็มีตก มีรอบของมัน ไม่ใช่ว่าจะขึ้นได้ตลอดไป ตัวอย่างก็มีให้เห็น ในโตเกียว ปี 90 ถึงปัจจุบัน แอล เอ ช่วง 70, 80  ฮ่องกง ช่วง ปลาย 80  ฮาวาย ช่วง 90 ตอนต้น หากจะลงทุน สายป่านต้องยาวพอ เพราะข้อสำคัญ ที่ดินไม่มีสภาพคล่อง เปลี่ยนเป็นเงินได้ช้า (ถ้าขายในช่วงที่ตลาดซบเซา)และถึงขายได้ ก็อาจจะขาดทุน เพราะฉนั้น หากจะลงทุนในที่ดิน ก็อย่ากู้จนเกินตัว หรือถึงไม่กู้ ก็อย่าใส่น้ำหนักในที่ดินจนมากเกินไปนัก ต้องกระจายความเสี่ยง บ้านหลังแรก เป็นสิ่งที่ควรมี แต่ก็ควรเลือกให้พอดีกับสภาวะทางการเงินของตัวเรา PMI ไม่ต้องซื้อ ให้ดาวน์ให้มากพอที่จะไม่ต้องจ่าย PMI เพราะเป็นเงินที่เสียไปเปล่าๆ โดยไม่มีประโยชน์ ส่วนที่ดินชิ้นต่อๆไป ก็อาจจลงทุนได้บ้าง แต่อย่าให้มีน้ำหนักมากเกินไปนัก

สังเกตุว่า คนในเมืองไทย(โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ) นิยมลงทุนในที่ดินกันมาก เพราะมีความเชื่อว่า ราคาไม่ตก และจะมีแต่กำไร ซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไร และไม่อยากจะเป็นพวก House poor ด้วย คือมีบ้านหรู ที่ดินเพียบ แต่ถังแตก เพราะเงินไปอยู่ในอสังหาริมทรัพย์หมด

มีกินมีใช้ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ดี ไม่เห็นจะต้องไปแข่งขันกับใคร ถ้ารู้จักพอ ก็น่าจะรวยแล้ว

ไม่งั้นแค่ไหนล่ะ ถึงจะเรียกว่ารวย รวยแล้วก็ต้องรู้สึกดีกับตัวเองด้วยว่า เราหามาโดยสุจริต ไม่ได้ไปคดโกงใครเขามา

lapath

Quoteพูดถึงเรื่องกองทุนสะสมของพนักงาน ไม่ทราบว่าเป็นพวก Pension หรือ 401K.

I think it's more like pension in most companies in Thailand.

Quoteตอนนี้ ฟอร์ท จี เอ็ม ก็ค่อนข้างจะมีปัญหาเยอะ พนักงานทั้งที่ยังทำงานอยู่และเกษียณแล้ว ต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากับบริษัท ตัดค่าใช้จ่าย

In a way, the relatively generous nature of the pension system of the big auto company creates a part of the problem and resulted in the high fixed cost vs. non union Japanese auto...  As long as they could really sell their car, it's fine.  However, when they couldn't, then a little means a lot.

Quoteเงินประกันชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าเป็นคนโสด หรือไม่มีภาระ ก็ไม่เห็นจะต้องซื้อ เราตายแล้ว จะให้ใครรับประโยชน์หรือ ดังนั้น เอาเงินไปซื้อประกันสุขภาพที่ดีๆไว้ดีกว่า ให้เน้นดูว่า เวลาเจ็บหนักๆ
ต้องอยู่โรงพยาบาลนานๆ  ต้องใช้เงินเป็นล้านๆ เขากำหนดเพดานการจ่ายเงินไว้แค่ไหน มีข้อยกเว้นไม่จ่ายโรคอะไรบ้าง เราเข้าข่ายถูกยกเว้นไหม พยายามจ่ายเงินขั้นต้นเองให้มากๆเข้าไว้ เพื่อเบี้ยประกันจะได้ต่ำลง เพราะไอ้เงิน พัน เงิน หมื่น เงิน แสน ต้นๆนี่ เราน่าจะจ่ายกันไหว แต่ไอ้ค่ารักษาที่มากกว่านั้นสิ ที่เราต้องการให้ประกันสุขภาพเข้ามามีบทบาท

Totally agree with this point krub.  I saw lots of single were motivated by their friends who are insurance agent to do this for a long time and, I believe, it will continue.

I was about to say that the insurance that comes with investment part is also another thing to avoid if you want to buy insurance due to lots of hidden cost vs direct investment.  However, market in Thailand is very inefficient that the cost charged by mutual funds, the other investment options, is extremely high (you see 2+% fee as a norm while index fund will charge you 0.75% for fee vs. 0.18% for the world renowned Vanguard index fund)  Also, front load sales charge of 5% seemed to be prevalent in Thailand too...

Quoteอีกเรื่องหนึ่งที่รุ่นเราควรต้องคิดถึง ก็คือ Disability insurance และ  Long term care insurance ต่อไป เมืองไทยคงมีประกันตัวพวกนี้ เข้ามาขาย

I find it difficult to find these types of insurance, not just in Thailand, but in this part of world.  If you found one, the plan is not quite comprehensive and really expensive for what it offers.

Quoteอีกอย่าง ลูกหลาน เขาก็ต้องทำมาหากิน มีชีวิตของเขา คงไม่มีเวลามาดูแลเราได้มาก

I think the reason the disability insurance is so difficult to find is this point as most expected their kids to take care of them when they are old.  Don't laugh, I know a relatively young couple who graduates from the US but will not allow their kid to go the US as they are scared their kid will not take care of them when they're old... They also plan to have kid too.!

Quoteอีก กองหนึ่ง ก็ออมไว้ใช้ในยามที่เราแก่ เกษียณแล้ว จะได้ไม่ลำบาก

อีก กองหนึ่ง ก็ออมไว้เผื่อมีเหตุต้องตกงานหรือทำมาหากินไม่ได้ จะได้มีเงินใช้ในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการหางานหรือเริ่มทำมาหากินได้ใหม่

อีก กองหนึ่ง ก็เป็นพวกค่าใช้จ่ายประจำในชีวิต จิปาถะ ที่เราต้องจ่ายแน่ๆทุกเดือน

ที่เหลือ ก็สามารถใช้เป็นงบ ตามใจฉัน สามารถใช้เพื่อหาความสุขใส่ตัวได้

Simple but great plan krub :daumenpos:

Quoteสังเกตุว่า คนในเมืองไทย(โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ) นิยมลงทุนในที่ดินกันมาก เพราะมีความเชื่อว่า ราคาไม่ตก และจะมีแต่กำไร ซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไร และไม่อยากจะเป็นพวก House poor ด้วย คือมีบ้านหรู ที่ดินเพียบ แต่ถังแตก เพราะเงินไปอยู่ในอสังหาริมทรัพย์หมด

Oh! Right on krub, Khun Niko.  I don't agree too but they have never been to a prolonged property market slump.  The longest one is probably right after Asian Financial Crisis and now they make it all back and more...  So trying to tell them not to do this is like telling people that the world is flat.

Also, the reasonble option on long term investment in Thailand is rather limited, making property comparatively attractive even though it is not quite.
Yeah we knew we had to leave this town
But we never knew when and we never knew how

niko

QuoteIn a way, the relatively generous nature of the pension system of the big auto company creates a part of the problem and resulted in the high fixed cost vs. non union Japanese auto...  As long as they could really sell their car, it's fine.  However, when they couldn't, then a little means a lot.


ของญี่ปุ่นจะอยู่ในความควบคุมของรัฐค่ะ คือพนักงานและบริษัทต้องร่วมกันส่ง ถึงจะออกจากงาน เปลี่ยนบริษัท ก็ยังส่งไปที่กองทุนนี้ บริษัทจะอยู่หรือไป กองทุนก็จะยังอยู่ ยกเว้น รัฐเจ๊ง ก็อีกเรื่องหนึ่ง อีกอย่าง ระบบประกันสุขภาพและการดูแลคนแก่ของญี่ปุ่น ค่อนข้างดีค่ะ เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล เรามีหน้าที่จ่ายเงินถึงระดับหนึ่ง (มากกว่า 30 บาทแน่นอน) ที่เหลือรัฐจ่ายให้ค่ะ

ของอเมริกานี่ จะขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆ ถ้าบริษัทอยู่ เงินอยู่ ถ้าบริษัทเจ๊ง เงินสูญ อาจจะมีเงินจากภาครัฐเข้ามาทดแทนบางส่วน แต่เป็นเงินขั้นต่ำ ส่วนประกันสุขภาพ หากไม่ได้รับจากบริษัท ก็จะต้องซื้อเอง ตกปีละ หมื่นกว่า ถึงสองหมื่นดอลล่าร์ ทีเดียว

Vanguard นี่ ถึงจะอยู่เมืองไทย ก็เปิดพอร์ตได้นะคะ น่าลงทุน ดิฉันก็ลงทุนกับบริษัทนี้อยู่

lapath

QuoteVanguard นี่ ถึงจะอยู่เมืองไทย ก็เปิดพอร์ตได้นะคะ น่าลงทุน ดิฉันก็ลงทุนกับบริษัทนี้อยู่

I have not yet investigated on this point.  I just heard that its tax rate may be a main hurdle for investing in the US, ie stripped out the gain you may get from such investment.

The international division of Vanguard is run out of the UK/Ireland and required a minimum investment of US$100,000, I believe.

Anything that goes to UK seemed to be suddenly more expensive without a real good reason.  US wine is one example.  Major US wines in Hong Kong like Columbia Crest and Kendal Jackson was price at least double of what retail in the US.  It is distributed through int'l division/agent of such winery that were mostly based in the UK... :angry:  
Yeah we knew we had to leave this town
But we never knew when and we never knew how

niko

QuoteI have not yet investigated on this point.  I just heard that its tax rate may be a main hurdle for investing in the US, ie stripped out the gain you may get from such investment.

The international division of Vanguard is run out of the UK/Ireland and required a minimum investment of US$100,000, I believe.


คิดว่า คุณน่าจะเปิดพอร์ตที่อเมริกาได้โดยตรง

ส่วนเรื่องภาษี ก็เลือกกองทุนที่ประหยัดภาษี เช่น Index fund ทั้งหลาย หรือกองทุนที่เขาระบุว่าประหยัดภาษี ซึ่งมีหลายตัว ลองดูนะคะ