• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
09 March 2021, 10:05:27 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


อ่านนิตยสารอะไรกันบ้างครับ

Started by Cherokee, 20 June 2005, 09:22:28 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Cherokee

มาหาเรื่องชวนคุยดีกว่า เพื่อนๆ อ่านหนังสือหรือนิตยสารอะไรบ้างครับ ช่วงนี้ผมซื้อหลายเล่มทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่านเท่าไร แต่เดี๋ยวนี้มีนิตยสารออกใหม่เพิ่มขึ้นหลายฉบับ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เป็นหนังสือแฟชัน หรือหนังสือผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่

1. Jazz Scene เพิ่งออกได้ 3 เล่มทุกสองเดือน เป็นนิตยสารเกี่ยวกับแจ๊สเล่มแรกของไทย  
2. Young at Heart ของคุณนคร วีระประวัติ เป็นหนังสือแนว retro ตามกระแสย้อนยุค มีนักเขียนชื่อดังมากมายร่วมเขียนในเล่มนี้ เช่น อาจินต์ ปัญจพรรค์ ทิวา สาระจูฑะ มาโนช พุฒตาล นฤทธิ์ พันธุเมธา  อุฬาร เนื่องจำนงค์ พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวดนตรี ภาพยนตร์ในอดีต ทั้งไทยและเทศ
3. Audiophile อันนี้ซื้อเพราะบอร์ดนี้ครับ แต่รู้สึกอ่านไม่ค่อยคุ้มเลย ดูแต่พวก software เป็นหลัก
4. My Maths เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อให้คนทั่วไปรับทราบเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ คนทำตั้งใจทำมาก อยากให้ขายดีๆ จะได้มีกำลังใจทำ

เพื่อนๆ ล่ะครับ มาเล่าสู่กันฟังบ้าง ของไทยหรือต่างประเทศก็ได้  
 

udomdog

อ่านอยู่ดังนี้ขอรับ (มีทั้งซื้อเองและอ่านของคนอื่นง่ะ :P )

1. bioscope อ่านเป็นประจำเพราะตัวเองชอบดูหนังอยู่แล้น แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาไปดูหนังเลยอ่ะ เล่มนี้จะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับงานต่างๆ ของภาพยนตร์ เช่น การเขียนบท, การใช้กล้อง DV, เทคนิคของ Animation เป็นต้น รวมถึงข่าวคราวในวงการหนังสั้นและหนังตลาดและไม่ตลาดด้วย
2. Pulp! เหตุผลเดียวกันกับข้างบน แต่เล่มนี้จะเน้นบทความที่เกี่ยวข้องกับหนัง รวมถึงแนะนำหนังคัลต์ (Cult) แปลกๆ อีกด้วย ส่วนบทความเกี่ยวกับงานของภาพยนตร์นั้นไม่เน้นเท่าไรครับ
3. Open (อยากให้กลับมาวางแผงใหม่เร็วๆ  :hb: เพราะเป็นหนังสือเนื้อหาหนักๆ ที่ผมอ่านได้จนจบเล่ม และอยากอ่านเล่มต่อไปเร็วๆ)
4. เนชั่นสุดสัปดาห์ + มติชนสุดสัปดาห์ (อ่านของน้องชาย) ไว้อัพเดทเรื่องทั่วๆ ไปทั้งการเมือง, กีฬา, บันเทิง, หนังสือ อ่ะครับ
5. Underground Bulletin - วารสารหนังสือใต้ดิน เป็นของค่ายที่เปิดร้าน Underground ตรงสยามสแควร์ (ตอนนี้ปิดร้านไปแล้ว) มีบทความวิเคราะห์เหตุการณ์ในช่วงนั้นๆ รวมถึงการแนะนำหนังสือที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีที่วางบนชั้นหนังสือ (ที่มีแต่หนังสือคนดังแฉแหลก :ranting: )

นึกออกประมาณนี้ล่ะครับ .... แหะ ๆ :D  
อัพเดทข่าวภาพยนตร์จากทั่วโลกได้ที่นี่จ้า \\^o^// PopcornMag.Com
Udomdog's Blog ขอเกาะกระแสกับเขาหน่อยน่ะ >_<

meng

Quote
3. Audiophile อันนี้ซื้อเพราะบอร์ดนี้ครับ แต่รู้สึกอ่านไม่ค่อยคุ้มเลย ดูแต่พวก software เป็นหลัก

 :D  55 ผมเป็นสมาชิกอยู่ ปกติผมจะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเท่าไหรครับ และนิตยสารนี้ก็เหมือนกันผมจะอ่านแต่ system of the month และดูโฆษณา บางครั้งก็บทความเกร็ดเล็กๆน้อยๆหน้าหลังๆเท่านั้นแหละครับ

เดี๋ยวนี้สายตาไม่ค่อยดีแล้ว อ่านมากจะปวดตาเลยทำให้ยิ่งอ่านน้อยลงไปอีกครับ :P  

Karin Preeda

ที่ซื้อก็มี

Jazz Seen หรือ Jazz Scene ครับ? ไม่แน่ใจเหมือนกัน
สารคดี
National Geographic
มติชนสุดฯ
Audiophile

นิตยาสารทั่วๆไปครับ ถ้าได้อ่านฟรี มีอะไรมาก็อ่านหมด Stars Gossip ยังอ่านเลย  :D

แล้วก็มี subcription ของหนังสือต่างประเทศ 1-2 เล่มครับ

Cherokee

QuoteJazz Seen หรือ Jazz Scene ครับ? ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เช็คดูแล้วครับ ต้อง Jazz Seen อย่างที่ว่าจริงๆ แต่หลายคนบ่นว่าเป็น Jazz Unseen เพราะหาซื้อยาก :)  

udomdog

เอ้อ ... ลืม Jazz Seen ไปได้ไงเนี่ย เราก็สมัครสมาชิกไว้เหมือนกันนิ อิอิ :P  
อัพเดทข่าวภาพยนตร์จากทั่วโลกได้ที่นี่จ้า \\^o^// PopcornMag.Com
Udomdog's Blog ขอเกาะกระแสกับเขาหน่อยน่ะ >_<

Dr. John Nach

- COLORS  
http://www.colorsmagazine.com

I like the scopes what they chose to present na krup.. It's interesting and the important is.. nice images.. This magazine will choose one concept to present all in difference angle on one issue reminding me same as one good magazine from Thailand: Sa-rak-ca-dee.  I don't know now it still on business..?

- Lenswork (for crazy B&W, 4x5)

For the stereophile book normally, I don't buy krup.  because all way changes so fast for each model.. just stop by and read at the book stack krup.  
:blush:  
Going in the direction that you're believe, living in the life that you're imagine..

Pinit

- A Day Weekly -- ปิดตัวไปแล้วนะครับ .. เฮ้ออออออ
- มติชนสุดสัปดาห์ ..  ถ้าหากไม่พลาดน่ะ จะอ่านประจำ

แค่ สองเล่มนี้จริงๆครับ .. ที่จริงอยากซื้อหลายเล่ม แต่ไม่อยากเก็บ ไม่มีพื้นที่ เฮ้อ
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

outto

- PC magazine
- Runner's world
- Stereophile
- Perfect sound forever, http://www.perfectsoundforever.com/v/2004111/author/5
 or the original from The vinyl Anachronist.  Not sure how I first got it: http://www.furious.com/perfect/vinylanachronist.html

Karin Preeda

Quote- A Day Weekly -- ปิดตัวไปแล้วนะครับ .. เฮ้ออออออ


ไม่แปลกหรอกครับที่ปิดตัวไปแล้ว ทำหนังสือมาได้ยังไง(ว๊ะ) ไม่มีโฆษณาเลย จริงๆแล้วผมก็ชอบ A Day Weekly นะครับ แต่ไม่ได้ซื้อทุกเล่ม

Night Owl

Quote
Quote- A Day Weekly -- ปิดตัวไปแล้วนะครับ .. เฮ้ออออออ


ไม่แปลกหรอกครับที่ปิดตัวไปแล้ว ทำหนังสือมาได้ยังไง(ว๊ะ) ไม่มีโฆษณาเลย จริงๆแล้วผมก็ชอบ A Day Weekly นะครับ แต่ไม่ได้ซื้อทุกเล่ม

จริงๆที่ต้องไปปิดไปอย่างกระทันหัน
ชนิดที่ไม่ทันได้ร่ำลาผู้อ่านเลยเลย
ก็เพราะหัวหอก2คนอย่างคุณวงศ์ทนงและคุณอธิคมมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถึงขั้นแตกหักกันไปเลย
แต่ในส่วนที่ขาดทุนนั้นยังถือเป็นประเด็นรอง
นี่ได้ข่าวว่าคุณวงศ์ทนงแกออกมาซัดคุณอธิคมไปหนึ่งดาบแล้วในจุดประกายวรรณกรรมเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา
ดิฉันเองก็เป็นสมาชิกอยู่ตั้งแต่หนังสือออกแรกๆเลย  เหลืออีก 2 ฉบับก็จะครบอายุพอดี
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วฝ่ายสมาชิกพึ่งจะโทรมาหาบอกว่าหนังสือเราปิดแล้วนะคะ
ดิฉันก็ได้แต่อ้อคะ  ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะทราบก่อนหน้าแล้ว
เธอก็เลยถามต่อว่าจอยากะรับนิตยสารในเครืออะไรแทนดีคะ
ตอบไปแบบไม่ต้องคิดเลยว่า Hamburger คะ
เพราะเป็นอีกเล่มที่อ่านประจำเหมือนกัน


นี่เป็นนิตยสารฉบับที่ 2 ในรอบปีนี้ที่เป็นสมาชิกอยู่
แล้วต้องมีอันเป็นไป ฉบับแรกคือ Open นั่นเอง
ฉบับนี้ดิฉันยังมีอายุสมาชิกเหลืออยู่เกือบ 4 ปีด้วยซ้ำ
เพราะอยากจะช่วยเขาตอนที่หนังสือต้องอยู่ด้วยตัวเองหลังจากที่แยกตัวออกมาจากเครือ GM
เศร้าใจจริงๆ :(
นี่ใจคอ.....หนังสือดีๆนี่มันจะไม่มีพื้นที่ในประเทศนี้หรืออย่างไรนะ
แล้วจะมีอะไรให้เหลืออ่านอีกเนี่ย  
พวกนิตยสารเชิงวิเคราะห์แบบฟันไม่เลี้ยงอย่างเนี่ย....เวรกรรมของคนไทย :angry:



สรุปนิตยสารที่อ่านประจำอยู่ตอนนี้

1. ผู้จัดการรายเดือน  อันนี้ก็เป็นสมาชิกเหมือนกันและอ่านมาอย่างยาวนาน  จะว่าไปดิฉันค่อนข้างผูกพันกับสิ่งพิมพ์ของเครือนี้นะ  แม้ว่าหลังๆจะเกิดอาการเสื่อมศรัทธากับจุดยืนที่เปลี่ยนไปมาตามกระแสของคุณสนธิไปบ้างก็ตาม  แต่ถ้านับในเรื่องข้อมูลแล้วก็ถือว่าแลกกันไปแล้วกัน   เล่มนี้นี่มีระบบการกระตุ้นเตือนสมาชิกที่กำลังจะหมดอายุได้เยี่ยมมากแต่ยังอยู่ในกรอบ  ไม่รุ่มร่ามแต่อย่างใด

2. Hamburger  เป็นหนังสือแนวดูหนัง-ฟังเพลงของเด็กแนวทั้งหลาย ที่ผู้ใหญ่อย่างดิฉันอ่านแล้วรู้สึกได้เนื้อหาและเพลิดเพลินดีมาก  ชนิดที่ไม่ต้องวางลงกลางคัน  และทำให้ตามกระแสเด็กๆทันด้วย  เพราะความที่เป็นรายปักษ์ทำให้ช่วยอัพเดทข้อมูลข่าวสารได้เร็วมาก

3.GM  อันนี้ชอบอ่านบทสัมภาษณ์, สกู๊ป และบทความของพวกนักเขียนที่ตามอยู่

4. สารคดี  เล่มนี้นี่คงไม่ต้องเอ่ยให้มากความ แค่ซื้อมาเก็บเฉยๆโดยไม่ต้องอ่านยังคุ้มเลย

5. Jazz Seen จริงๆแล้วดิฉันเลิกซื้อหนังสือแนวดนตรีไปนานแล้ว  แต่เล่มนี้นี่ถือว่าขอสนับสนุนให้กับความตั้งใจของทีมงานและเพื่อวงการละกัน  ชอบคะพวกบ้าๆแบบสุดโต่งแบบนี้  ต้องช่วยกันหน่อย

6. นิตยสารแนวการตลาดทั้งหลาย  อย่าง  Corporate, BrandAge, Marketeer,Positioning , Business.Com บางฉบับเมื่อก่อนเคยซื้อทุกเล่ม  แต่หลังๆพบว่าตัวเองไม่ค่อยมีเวลาอ่านเท่าไร  เลยเลือกซื้อเล่มที่มีเนื้อหาที่สนใจจริงๆดีกว่า

7. แนวสุขภาพและอาหารการกินอย่าง  หมอชาวบ้าน, อาหารและสุขภาพ , ครัว ( เล่มนี้ชอบมากๆทั้งเนื้อหาเชิงคอนเซ็ปท์ด้วยข้อมูลในเชิงวัฒนธรรม  และการถ่ายภาพที่เข้าขั้น)  กลุ่มนี้เลือกซื้อตามเนื้อหาที่สนใจเช่นกัน


นิตยสารที่เลิกซื้อไปอย่างสิ้นเชิงคือ นิตยสารผู้หญิงทั้งหลาย ซึ่งปกติก็จะไม่ค่อยได้อ่านอยู่แล้ว ยกเว้นเวลาไปตัดผม  ยิ่งมายุคนี้นี่เลิกพูดกันไปเลย  มีแต่ aditorial แฝงทุกหัว แย่จริงๆ ถือเป็นยุคมืดของสิ่งพิมพ์เมืองไทยจริงๆ

เมื่อก่อนเคยได้ชื่อว่าใช้จ่ายในด้านนี้เยอะมาก  แต่หลังๆเปลี่ยนนโยบายใหม่  จากที่เคยเป็นพวกบ้าข้อมูลข่าวสารชนิดเกาะติด  ก็เริ่มปล่อยๆวางว่า  เฮ๊ย....เราไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างในโลกหรอก  เวลาในโลกก็เหลือไม่ค่อยจะเยอะแล้ว ( ฮา.......)  เพราะฉะนั้นเลือกๆอ่านเถอะ  ลำพังแค่อ่านในอินเตอร์เนทก็ไม่ค่อยจะทันแล้ว   เลยชักเริ่มรู้สึกเสียดายเงินบ้างแล้วที่ซื้อมาแล้วบางทีแทบไม่ได้อ่านเลย

แต่การไปสำรวจแผงหนังสือทุกอาทิตย์ยังเป็นสิ่งที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ  และจะพลิกดูหมดทุกแนว  โดยเฉพาะแนวคิกขุ   วัยหวานทั้งหลายเพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค้าขายโดยตรงอยู่แล้ว

ไอ้พวกแนวซุบซิบวงการบันเทิงและปาปาราสซี่รายสัปดาห์อย่างพวกมายาแชนแนล   ทีวีพูลอะไรเทือกนี้ ดิฉันก็ชอบไปยืนอ่านพาดหัวเวลาไปซื้อของที่ 7-11 ก็เพลินไปอีกแบบนะจะว่าไป  เกิดเป็นคนดังนี่ก็เวรกรรมเหมือนกันนะ

santi

ผมอ่านบ้านและสวน, WHAT HI-FI, Audiophile, PC Mag., M.I.S. Asia
แต่พักหลังนี่ไม่ได้ซื้อแล้วครับ ไม่มีที่เก็บ ทำใจยากตอนที่ต้องชั่งกิโลขาย และเดี๋ยวนี้หลายๆอย่างก็สามารถหาได้ใน internet ตอนนี้จะซื้อเฉพาะเป็นครั้งคราวไป ยกเว้น M.I.S. Asia ที่ยังได้รับฟรีอยู่ครับ

Karin Preeda

Quote4. สารคดี เล่มนี้นี่คงไม่ต้องเอ่ยให้มากความ แค่ซื้อมาเก็บเฉยๆโดยไม่ต้องอ่านยังคุ้มเลย


ผมเคยเสนอให้ทางสารคดีทำ CDROM archive ตั้งแต่เล่ม 1 เพราะอยากจะบริจาคหนังสือที่ซื้อมาให้กับทางโรงเรียนต่างจังหวัด แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เสียดายเหมือนกันครับ

Quoteแล้วจะมีอะไรให้เหลืออ่านอีกเนี่ย
พวกนิตยสารเชิงวิเคราะห์แบบฟันไม่เลี้ยงอย่างเนี่ย....เวรกรรมของคนไทย


ไม่ทราบมีใครเคยอ่าน Filmview บ้างครับ เมื่อก่อนนี่ชอบอ่านมาก เพื่อนผมก็เป็นสมาชิก แล้วก็ปิดตัวไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

จะว่าไปแล้วหนังสือหัวนอกเข้ามานี่ทำให้หนังสือไทยปรับปรุงรูปแบบได้น่าสนใจยิ่งขึ้น แต่ที่แย่ก็คือเนื้อหายังเหมือนเดิม อาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เคยอ่านบทความที่คุณปราบดาบ่นเรื่องเนื้อหาของนิตยสารที่ลอกมาจาก Internet ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาไปแล้ว ผมก็เห็นด้วย แต่จะมีซักที่รายที่ตั้งใจจะปรับปรุงเนื้อหาให้ดีขึ้นจริงๆ เพราะยอดขายหนังสือมันมีผลต่อรายได้จากผู้ลงโฆษณา ความรับผิดชอบมันก็เลยลดลง

Pinit

Quoteสรุปนิตยสารที่อ่านประจำอยู่ตอนนี้


แหม ลุ้นตัวโก่งเลยนะ ว่าจะมี ขวัญเรือน , แพรว , ดิฉัน ในลิสต์อ่ะเปล่า  :aktion033:  โดยเฉพาะขวัญเรือนนี่ ผมว่า ทำมาได้ยืนยาวมาก

วันก่อนคุยกับเพื่อน(หญิง) คนหนึ่ง เธอบอกว่า อ่าน คู่สร้างคู่สม ผมบอกว่า นั่นเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมเลยนะ  :rolleyes:  เพราะมีความรู้ระดับชาวบ้านหลากหลาย ส่วนเรื่องแบบ "เนื้อคู่" อะไรก็มีให้อ่าน ก็เลยกลายเป็นนิตยสารที่ติดอันดับขายดี มีคนนิยม .. ผมก็อ่านเหมือนกัน แต่ไม่ได้ซื้อประจำ

สมัยก่อนผมเคยอ่าน รีดเดอร์ ไดเจสท์ อยู่พักใหญ่ๆนะครับ แม้แต่ในปัจจุบัน เล่มเก่าๆก็ยังอ่านอยู่ แต่เล่มใหม่ๆนี่ ไม่ค่อยเห็นตามแผง   :wacko:

สมัยวัยรุ่นนี่ผมเคยอ่าน  ศาลาคนเศร้า ด้วยนะครับ เหมือนอ่านเรื่องสั้นประเภทจบในตอนดี ลองฟังคนอื่นเขาระบายสีชีวิตเขาลงมาให้ฟัง .. อ่านเสร็จแล้ว ตอนกลางคืน ก็นอนฟังวิทยุ รายการอะไรจำไม่ได้แล้ว.. ที่จะมีคนส่งกลอนไป..  โฆษกพูดเสียงทุ้มๆ กึ่งแอคโค่...  จากเธอไปแสนเหงาฉันเศร้าจิต นั่งครวญคิดวันเคยชิดสนิทสนม แต่วันนี้ไกลห่างใจระทม เสร็จแล้วก็มี.. การขอเพลงให้กัน ..เพลงนี้น้องแหม่มขอมอบแทนความคิดถึงแด่พี่สันติ

เรื่องไม่มีที่เก็บหนังสือ สำหรับหนังสือรายสัปดาห์ อย่าง มติชน ผมซื้อวันศุกร์ ตีลังกา นั่ง นอน อ่านเสาร์ อาทิตย์ แล้ววันจันทร์ก็เอามาไว้ที่ทำงาน.. ใครอยากอ่านต่อก็ตามสบาย.. เล่มมันใหญ่เก็บลำบาก



Quoteนี่ใจคอ.....หนังสือดีๆนี่มันจะไม่มีพื้นที่ในประเทศนี้หรืออย่างไรนะ
แล้วจะมีอะไรให้เหลืออ่านอีกเนี่ย
พวกนิตยสารเชิงวิเคราะห์แบบฟันไม่เลี้ยงอย่างเนี่ย....เวรกรรมของคนไทย


อยากให้มีหนังสือรูปเล่มแบบ A Day Weekly เนื้อหาแบบ A Day weekly นะครับ คือ พอเขาปรับเป็นเล่มเล็ก แบบ Time กระดาษปรุ๊ฟ . เนื้อหาน่าสนใจ เล่มก็น่าเก็บ..
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

Cherokee

Quoteจากเธอไปแสนเหงาฉันเศร้าจิต นั่งครวญคิดวันเคยชิดสนิทสนม แต่วันนี้ไกลห่างใจระทม


อ้าว แล้ววรรคสุดท้ายว่าไงล่ะครับ กำลังได้อารมณ์  คุณพินิจแต่งต่อเลย

apipol

ไม่ได้อ่านเลยอ้ะครับ แบบว่าเสียดายกะตังค์ง่ะ 5555 :D  
ยังเล่นเครื่องชุดเดิม อยู่ครับ มันแข็งแรงจริงดึจริงๆ :)

Night Owl

คำให้การของวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผมเสียดายที่ปิด a day weekly


ชื่อเรื่อง...

บายไลน์... พรชัย จันทโสก : บทสัมภาษณ์

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

-----------------------------------

ดูเหมือนจะเป็นข่าวร้อนแรงทีเดียว สำหรับการปิดตัวลงอย่างกะทันหันเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดของ a day weekly นิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ที่สร้างกระแสให้คนพูดถึงมากที่สุด...ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา

a day weekly ฉบับที่ 1 เปิดตัวได้อย่างงดงามบนแผงหนังสือเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 ท่ามกลางการตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มผู้อ่านรุ่นใหม่ ทำให้ยอดจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์สูงถึง 85% แม้ว่าต่อมายอดขายจะลดลงตามลำดับ และตัวนิตยสารก็ได้รับเสียงวิจารณ์ทั้งดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป แต่คณะผู้จัดทำก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในด้านเนื้อหาของนิตยสาร หรือการทำการตลาดอย่างเข้มข้น จนยอดขายกลับคืนมาจนเกือบจะอยู่ในระดับเดิมอีกครั้ง แต่แล้ว ข่าวการปิดตัวแบบสายฟ้าแลบของ a day weekly ก็เกิดขึ้น ทิ้งความสงสัยให้แก่แฟนนักอ่าน รวมทั้งผู้คนมากมายในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์

ท่ามกลางกระแสข่าวต่างๆ นานาในหน้าหนังสือพิมพ์และอินเทอร์เน็ต สื่อมวลชนจำนวนมากมุ่งไปหา วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้บริหารบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ซึ่งมีอีกตำแหน่งเป็นบรรณาธิการอำนวยการ a day weekly และดูคล้ายว่าจะเป็น ‘จำเลย’ ในเรื่องนี้ เพื่อขอทราบเหตุผลที่แท้จริงจากเขา แต่วงศ์ทนงก็ตอบปฏิเสธไปทั้งหมด อาจด้วยนิสัยไม่ชอบต่อล้อต่อเถียงอย่างที่เขาเป็น ดังเช่นกรณี ‘รสนิยมสาธารณ์’ ซึ่งนิตยสาร a day เคยถูกตั้งข้อหาจนเป็นที่ฮือฮาในสมัยที่เริ่มเปิดตัวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทว่าในท้ายที่สุด วงศ์ทนงก็ยอมเปิดใจกับ ‘จุดประกายวรรณกรรม’ ซึ่งถือเป็นการพูดต่อสาธารณะ ‘ครั้งแรก’ และ ‘ครั้งเดียว’ ด้วยเหตุผลสำคัญดังที่เขาบอก คือ ต้องการกล่าวลาอย่างเป็นทางการต่อผู้อ่าน a day weekly ที่ให้การสนับสนุนนิตยสารเล่มนี้ด้วยดีเสมอมา

และต่อไปนี้คือคำให้การ ‘ครั้งสุดท้าย’ ของคนทำหนังสือที่ชื่อ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์



0อยากให้ช่วยชี้แจงถึงสาเหตุการปิดตัวอย่างไม่คาดฝันของ a day weekly


เหตุผลมี 2 ข้อ ข้อแรกเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ข้อที่สองเป็นเหตุผลในเรื่องทัศนคติที่ไม่ตรงกันระหว่างบริษัท หรืออีกนัยหนึ่งก็คือตัวผมกับบรรณาธิการบริหาร


0ทำไมหลังปิดตัวหนังสือจึงปฏิเสธการให้สัมภาษณ์สื่อ?


ที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์ ก็เนื่องจากว่าเราอยู่ในวงการหนังสือมานาน ที่ผ่านมาเราได้เห็นตัวอย่างมากมาย ที่พอหนังสือเล่มหนึ่งปิดตัวลงแล้วคนทำก็ออกมาว่าร้ายกัน สาดโคลนใส่กัน ผมรู้สึกว่ามันเป็นสภาพที่น่าหดหู่ใจ เลยบอกกับตัวเองไว้ว่าถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น เราจะไม่เป็นอย่างนั้นเด็ดขาด หรือแม้แต่การด่าทอกันอย่างรุนแรงในเวบบอร์ดต่างๆ ซึ่งมีคนมาเล่าให้ฟัง ผมก็ไม่เข้าไปอ่าน เพราะไม่อยากเสียใจ ไม่อยากอารมณ์เสียกับข้อมูลที่ไม่จริงหรือข้อมูลด้านเดียวที่เขาเอามาพูด เลยตัดสินใจว่าเงียบๆ ไปดีกว่า เดี๋ยวก็มีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่ามากลบ ให้เวลาเป็นตัวอธิบายว่าความจริงคืออะไร ที่แท้แล้วเราเป็นอย่างไร เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง a day เคยโดนข้อหาว่าเป็นหนังสือสุขนิยม แต่ในที่สุด มันก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามันเป็นหนังสือที่ดีพอสมควรเล่มหนึ่ง ขนาดที่นิตยสาร ‘สารคดี’ ยังยอมรับว่า a day เป็นการนำเสนอสารคดีในอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างสรรค์

แต่สำหรับการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ คนที่ผมอยากจะสื่อสารไปถึงมากที่สุดคือผู้อ่านที่สนับสนุน a day weekly มาตลอด อันที่จริงตามมารยาทเราควรจะกล่าวลาในหนังสือ แต่สถานการณ์ขณะนั้นไม่อำนวย เลยคิดว่าให้สัมภาษณ์บ้างก็ดี อย่างน้อยก็อาจทำให้คนที่กำลังเข้าใจเราผิดพอจะเข้าใจเรามากขึ้น


0จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นกับหนังสือเล่มนี้ทั้งๆ ที่เปิดตัวได้แรงมาก?


a day weekly เล่มแรกเปิดตัวด้วยยอดจำหน่าย 85% ซึ่งเป็นยอดที่สูงมาก ผมคิดว่าที่มันขายได้มาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเครดิตของ a day ที่สร้างฐานผู้อ่านไว้จำนวนหนึ่ง กับอีกเหตุผลน่าจะมาจากการมีทีมงานที่น่าสนใจ ตั้งแต่ตัวบรรณาธิการ (อธิคม คุณาวุฒิ) หรือทีมงานและคอลัมนิสต์ซึ่งพอจะมีแฟนๆ ติดตามผลงานอยู่ รวมไปถึงการใช้สื่อต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ยอดขายเปิดตัวดี แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ นับจากเล่มแรก หลังจากนั้นยอดจำหน่าย a day weekly กลับตกเรื่อยๆ ตกลงทุกเดือนๆ จนกระทั่งถึงจุดที่มียอดจำหน่ายเพียง 20% นั่นทำให้ผมในฐานะที่ดูแลหนังสือเล่มนี้อยู่เห็นว่าปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งก็คือการทำ Minor Change ปรับเปลี่ยนทั้งหมด ตั้งแต่รูปเล่ม เนื้อหา การออกแบบ ทำของแถม ทำกิจกรรมเสริม จนกระทั่งยอดจำหน่ายเริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราทำไปถูกทาง


0มองจากกระแสการตอบรับแล้วหนังสือน่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง?


ทีแรกเราก็คาดหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะก่อนจะทำ a day weekly ไม่ใช่ว่าเรานึกอยากทำก็ลุกขึ้นมาทำเลย แต่เรามีการวางแผน ทำข้อมูล รีเสิร์ชกันอย่างรอบคอบ ทีนี้ตามแผน ยอดจำหน่ายที่ตั้งไว้ถ้าไม่ไปสะดุดเสียก่อน คงอยู่ได้อีกยาวนานเลย แต่พอยอดตกลงมาเรื่อยๆ จนถึง 20% มันกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบทุกอย่างไปหมด ถามว่าทำไมผมถึงปล่อยไว้จนมันตกขนาดนี้ ก็เพราะผมมีเหตุผลส่วนตัวของผม คือ ก่อนที่จะชวนคุณอธิคมมาทำ ผมตกลงกับเขาไว้แล้วว่าจะให้อิสระให้เขาได้คิดเต็มที่ เชิญทำให้สบายใจ ผมจะไม่ก้าวก่ายแทรกแซง เพราะผมเคยเป็น บก.มาก่อน ผมรู้ว่าคนทำงานก็อยากได้ความอิสระ ผมก็ถอยตัวเองมาดูอยู่ห่างๆ แล้วไปให้เวลากับเรื่องการตลาดและโฆษณาซึ่งเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการอยู่รอดของหนังสือ ซึ่งถ้าทำตามโมเดลที่วางไว้เราจะไปได้สบายเลย ยอดเปิดตัว a day weekly ที่ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นยอดขายที่ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ไว้ เรียกว่าตรงเป้า รวมทั้งรายได้จากค่าโฆษณาที่เราได้โฆษณายาวหลายชิ้น เหล่านี้สามารถ cover รายจ่ายทั้งหมดได้ แต่แล้วต่อมายอดจำหน่ายหนังสือกลับตกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่เป็นจุดพลิกผัน ทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่แทนที่จะเดินหน้าต่อไป


0วิเคราะห์ได้ไหมว่ายอดหนังสือดิ่งลงเพราะสาเหตุอะไร?


ต้องยอมรับว่าคอนเทนท์ของ a day weekly มีปัญหา นี่คือสาเหตุสำคัญ เนื้อหาโดยรวมของ a day weekly หนักเกินไป เครียดเกินไป อัดแน่นเกินไป วิธีการนำเสนอเสพรับยาก คอลัมน์ต่างๆ ไม่หลากหลาย บางคอลัมน์มีลักษณะซ้ำซ้อนกัน บางคอลัมน์ล้าสมัย ไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของผู้อ่าน ส่วนเหตุผลอื่นๆ คือเรื่องการออกแบบที่ไม่ลงตัว และเรื่องราคาที่สูงกว่านิตยสารประเภทเดียวกัน ทำให้ผู้อ่านส่วนหนึ่งรู้สึกว่าแพง ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนจากผู้อ่านและพี่น้องเพื่อนฝูงในวงการ ซึ่งผมฟังแล้วก็เห็นว่าจริง พูดไปแล้วผมยังนึกอาย เพราะก่อน a day weekly จะออก ผมไปขายโฆษณา เล่าคอนเซปต์ว่าเราจะเป็น 'TIME' เป็น ‘NEWSWEEK’ เมืองไทย เอเยนซีก็ซื้อ แต่พอหนังสือออกมาแล้วมันไม่เหมือนกับสิ่งที่เราไปโม้ไว้ โฆษณาเขาก็ขอถอน


0สัญญาโฆษณาไม่สามารถผูกมัดได้เลยหรือ?


สัญญาทางโฆษณาหลายๆ อันไม่ได้แน่นหนาหรอกครับ สามารถยกเลิกปรับเปลี่ยนได้เสมอ โฆษณาหลักหลายตัวที่เคยสนับสนุนเราก่อนเปิดตัว พอถึงจุดหนึ่ง พบว่าหนังสือไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคุยกันไว้ เขาก็ถอน รวมไปถึงผู้อ่านที่คาดหวังว่า a day weekly จะเป็นหนังสือวิเคราะห์ข่าวแนวใหม่อย่างที่เราเคยประกาศตัว พอไม่เป็นอย่างที่คิดเขาก็เลิกอ่าน เพราะฉะนั้นสาเหตุหลักของเรื่องนี้คือ คอนเทนท์ของ a day weekly มีปัญหาแน่นอน ที่ผมพูดอย่างนี้ได้ก็เพราะหลังจากมีการปรับ Minor Change แล้ว ชัดเจนว่ายอดขายกลับมาสูงขึ้นจริงๆ a day weekly เล่มหลังๆ ก่อนที่จะปิดตัวยอดกลับมาอยู่ที่ 70% ข้อมูลตัวเลขนี้ไปขอคำยืนยันจาก บก.ได้ เพราะผมให้เขาดูตลอด


0เคยคิดไว้ก่อนหน้านี้หรือเปล่าว่า a day weekly จะต้องปิดตัวเองเร็วขนาดนี้?


ผมทำหนังสือเล่มไหน ผมไม่เคยคิดที่จะปิดหรอกครับ ผมอยากทำให้มันอยู่ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ความคิดที่จะปิด a day weekly ไม่เคยมีอยู่ในหัว ผมนี่โคตรจะทุ่มเทเลยนะ คนใกล้ชิดจะรู้ว่าตั้งแต่ผมทำ a day weekly ผมทิ้งหนังสือเล่มอื่นในเครือหมดเลย a day กับ HAMBURGER นี่ผมไม่ดูเลย ให้บรรณาธิการแต่ละเล่มเขาดูกันเอง ผมถึงขนาดย้ายไปอยู่บ้าน a day weekly เพื่อที่จะได้ดูแลทีมงานอย่างใกล้ชิด คอยอำนวยความสะดวกให้พวกเขามีความสุขกับการทำงานมากที่สุด ขาดเหลืออะไรบอก ผมจัดการให้ ผมมีความหวังกับหนังสือเล่มนี้เสมอ แต่สุดท้ายเมื่อมาพบกับทัศนคติบางอย่างของบรรณาธิการ ซึ่งเป็นทัศนคติที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับองค์กร มันทำให้ผมต้องตัดสินใจว่าเราคงทำงานร่วมกันต่อไปลำบาก


0'ทัศนคติที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง'หมายถึงด้านไหน?


การปรับเนื้อหาไม่ใช่ปัญหาแน่นอน เพราะก่อนที่ผมจะเสนอให้ปรับ เราได้พูดคุยกันอย่างเข้าใจแล้ว และคุณอธิคมกับคุณชูวัส (ฤกษ์ศิริสุข-บรรณาธิการข่าว) ก็บอกเองด้วยซ้ำว่าอยากให้ผมเข้ามาช่วย ซึ่งพอปรับออกมาแล้วเราก็แฮปปี้กับคอนเทนท์ใหม่ด้วยกันทุกฝ่าย แล้วเสียงตอบรับ เสียงสะท้อนก็ดีขึ้นจริงๆ เรากลับมามีความหวังกันอีกครั้ง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีการแสดงความคิดเห็นที่เป็นแง่ลบต่อองค์กรในบทบรรณาธิการ ทั้งที่เรื่องที่ว่า ก่อนจะทำลงไปได้ตกลงเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงทำ ได้พูดคุยทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจนแล้ว แต่ก็ปรากฏว่ายังมีการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้อีก เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นการผิดมารยาท เป็นการไม่เคารพกัน เป็นการไม่ให้เกียรติกันอย่างรุนแรง เมื่อผมอยู่ในสถานะที่ต้องดูแลบริษัท ผมคิดว่าผมไม่สามารถนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ ผมต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ซึ่งสุดท้ายผมก็เลือกที่จะตัดสินใจอย่างนี้

สรุปก็คือ เรื่องเงินทุนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เรามีทุนพอที่จะทำ a day weekly ต่อไปได้อีกสองปีโดยไม่ลำบากมากนัก แต่เรื่องทัศนคติของบรรณาธิการ เป็นทัศนคติชนิดที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้แม้แต่วันเดียว


0ไม่รู้สึกเสียดายหรือ?


ใครที่บอกว่าเสียใจ เสียดายกับการปิดตัวของ a day weekly ผมอยากบอกว่าคุณเสียใจไม่เท่าครึ่งหนึ่งที่ผมเสียใจหรอกครับ


0 ความฝันอยากให้เหมือน 'Time Magazine' และต่อยอดเป็นหนังสือพิมพ์รายวันอย่างที่เคยฝันไว้ต้องสะดุดลงตามไปด้วยหรือเปล่า?


เราเคยฝันไว้ตามขั้นตอนอย่างนั้น แต่ถึงเวลานี้ต้องยอมรับความจริงว่ามันจบลงแล้ว เราพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง แล้วก็ได้รับบทเรียนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนิตยสารที่เราไม่เคยคุ้นมาก่อน นั่นคือนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ ซึ่งเมื่อเทียบกับนิตยสารรุ่นพี่อย่าง 'สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์' 'มติชนสุดสัปดาห์' หรือ'เนชั่นสุดสัปดาห์' แล้วต้องถือว่า a day weekly ห่างชั้นกว่ามาก ไม่ว่าจะในเรื่องความครบเครื่องของเนื้อหาหรือชั่วโมงบินของคนทำ หนังสือวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ไม่ใช่ทำง่ายๆ อย่างที่ใครคิดหรืออย่างที่เราเคยคิดเลย


0แต่ถือว่าทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องหนักๆมากขึ้นได้?


นั่นคือเรื่องหนึ่งที่ผมถือว่าเป็นไปตามที่ตั้งใจ ทีแรกที่ทำ a day weekly บอกตรงๆ ว่าเราไม่คิดจะไปแข่งกับเล่มที่มีอยู่เดิมหรอกครับ เนื่องจากเรารู้ว่าแข่งไปก็สู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เรามุ่งหวังคือคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ นักศึกษาที่ไม่เคยสนใจอ่านนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ แต่เราอยากให้เขาเลือกเราเป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์เล่มแรกในชีวิตที่เขาจะซื้อ เราหวังที่คนกลุ่มนี้ โอเคว่าคนที่เคยซื้อเล่มประจำ เราเชื่อว่ามีบางส่วนอาจเลือกที่จะซื้อ a day weekly เป็นฉบับที่สอง แต่ตรงนั้นเราไม่ได้หวังเยอะ เพราะนิตยสารแต่ละเล่มเขามีแฟนเหนียวแน่นอยู่แล้ว มีอายุยาวนาน สะสมความนิยมมามากแล้ว เราจึงหันไปมองที่ผู้อ่านกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่เคยอ่านนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ ก็ปรากฏว่าเราทำได้พอสมควร เพราะเราทำโพลล์สำรวจผู้อ่านอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ข้อมูลว่าผู้อ่านเกือบ 70% เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และเป็นคนเริ่มวัยทำงาน ซึ่งตรงกับที่เราตั้งไว้ แม้ว่าจำนวนที่ว่าจะยังไม่มากนัก แต่เราก็เชื่อว่าของอย่างนี้ต้องใช้เวลา


0ได้บทเรียนอะไรบ้างจากการทำหนังสือเล่มนี้?


ผมเริ่มต้นทำหนังสือโดยการทำร่วมกับคนคอเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน มีรสนิยมคล้ายกัน มีอุดมการณ์ มีทัศนคติที่ไปในทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาจึงทำให้ทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอทำ a day weekly ผมกับตัว บก. คนเขาพูดกันด้วยซ้ำว่าอยู่คนละขั้ว แต่เราสองคนคุยกันแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือผมอยากทำหนังสือในเชิงสาระที่หนักขึ้น ผมอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมือง สนใจความเป็นไปของโลก เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมในเชิงลึกมากขึ้นกว่าเรื่องฉาบฉวยในชีวิตประจำวันที่เขาเสพรับเป็นประจำจากสื่อต่างๆ ในขณะที่คุณอธิคมก็มีเป้าหมายเดียวกัน เขามาสายข่าวซึ่งเขาถนัด แต่เขารู้ว่าแนวแบบเขามันจำกัด เขาก็อยากทำหนังสือเล่มหนึ่งที่มีความ Popular มีผู้อ่านในวงกว้างมากขึ้นกว่าที่เขาเคยทำ เพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะผสมผสานกัน พยายามที่จะประนีประนอมเข้าด้วยกันเสมอมาทั้งคู่ เพื่อทำเป้าหมายที่เราหวังไว้ให้สำเร็จ


0แต่น่าจะมีเส้นที่ปรับให้แชร์ความคิดกันได้?


ผมคิดว่าเราทั้งคู่พยายามกันมาตลอด แต่ที่สุดแล้ว ความจริงมันก็คือความจริง ความจริงที่ว่าคือ เราไม่เหมือนกันเอาเสียเลย ผมยังบอกกับเขาเองในวันสุดท้ายเลยว่า "เฮ้ย! เรามีศาสดาคนละองค์ เราเป็นคนคนละชนิดกันว่ะ" ไม่ได้หมายถึงใครดีกว่าหรือเลวกว่า แต่เราคิดกันคนละอย่าง เราเชื่อกันคนละอย่าง เพราะฉะนั้นมันยากมากที่จะทำงานร่วมกัน เหมือนนักบอลสองคนที่เล่นบอลคนละสไตล์ แล้วต้องมาเล่นทีมเดียวกัน มันก็ไม่เข้าขากัน พยายามปรับตัวก็แล้ว แต่ในที่สุดความไม่เข้าขากันมันก็ปรากฏชัดขึ้นมา

แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอุดมการณ์หลักของเราสองคน รวมถึงทีมงาน a day weekly ทุกคนตรงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เรามุ่งหวังจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณค่าสาระ มุ่งหวังที่จะถ่ายทอดความคิดความอ่านแก่ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจในเรื่องสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ซึ่งผมคิดว่าเราทำได้สำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างที่บอกว่าผมรู้สึกเสียดายที่หนังสือต้องปิดตัวไป แต่ผมไม่เคยนึกเสียดายเลยที่ผมได้ทำ a day weekly หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมรัก และภูมิใจที่ได้ร่วมกันกับทีมงานสร้างมันขึ้นมา


0ไม่มีทางประนีประนอมกันได้เลยหรือ?


เป็นเรื่องยาก แทบไม่มีทางเป็นไปได้... (นิ่งคิด) ถ้าเอาเฉพาะในเรื่องรายละเอียดไม่ตรงกันเสียแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องหยาบๆ เลย


0โดยศักยภาพของตัวคุณเองน่าจะเป็นบรรณาธิการได้โดยไม่ต้องใช้วิธีปิดตัวหนังสือ?


ไม่จริงหรอกครับ ผมพอประเมินตัวเองออกว่าผมเป็น บก.นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ไม่ได้ ผมไม่มีความสามารถเพียงพอ ว่าไปแล้วผมไม่ได้เป็นคนชนิดที่จะต้องอ่านหนังสือพิมพ์รายวันทุกวัน วันละหลายฉบับ หรือจะต้องตื่นมาดูรายการข่าวทุกเช้า ผมไม่ได้ใส่ใจกับ current ทุก current ผมมีความสนใจข่าวแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเป็นบรรณาธิการหนังสือข่าวได้ อีกอย่างผมรู้ตัวดีว่าธรรมชาติของผมไม่ใช่เป็นคนรายวัน เพราะฉะนั้นให้คนที่มีธรรมชาติเป็นรายวันมาทำดีกว่า ทีมงานหลักของ a day weekly ทุกคนเขามีธรรมชาติของการเป็นคนรายวัน ผ่านประสบการณ์การทำหนังสือพิมพ์รายวันมาแล้ว ผ่านประสบการณ์ในด้านข่าวมาแล้ว ผมคิดว่าเขาทำได้ดีกว่าผมแน่นอน แต่ว่าเขาอาจจะขาดความเข้าใจในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจสิ่งพิมพ์ซึ่งผมเชื่อว่าผมรู้จักมันดีกว่าเขา


0กรณีนี้แสดงให้เห็นความจริงอีกอย่างหนึ่งว่าเมื่อทำหนังสือดีๆ มักจะขายไม่ได้?


ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายที่ว่า การทำหนังสือที่มีเนื้อหาสาระดีๆ นั้นไม่ยากหรอก คุณรู้ว่าอะไรดีคุณก็ใส่ลงไปสิ ส่วนการทำหนังสือสักเล่มให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผมก็ว่าง่าย มันมีสูตรเละๆ ห่วยๆ ให้คุณหยิบไปใช้ทำได้ทันที แต่สิ่งที่ยากที่สุดแล้วก็เหนื่อยสาหัสที่สุดก็คือ การทำหนังสือดีๆ สักเล่มที่มันขายได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาพวกเราได้พยายามพิสูจน์ตัวเองกับ a day กับ HAMBURGER หรือแม้กระทั่งกับ Knock Knock! ผมมั่นใจและไม่อายกับหนังสือทุกเล่มที่เราทำออกมา ผมมั่นใจว่า a day เป็นหนังสือวัยรุ่นที่ดี มั่นใจว่า HAMBURGER เป็นหนังสือบันเทิงที่ดี แล้วที่สำคัญหนังสือทั้งสองเล่มขายดีด้วย นั่นก็เพราะว่าเรารู้จักสมดุลตรงนี้ ในขณะที่คนทำ a day weekly อาจจะไม่เข้าใจถึงสมดุลที่ว่า เนื่องจากเขาไม่เคยทำหนังสือที่ขายแบบเดี่ยวๆ มาก่อน เขาเคยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เป็นพนักงานคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เป็น บก.ส่วนแทบลอยด์ที่แถมมากับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่มีทางรู้ว่ากระบวนการการทำหนังสือทั้งเล่มออกไปขายมันต้องประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง พอมาทำหนังสือที่ขายเดี่ยวๆ ต้องพึ่งพาตัวเองล้วนๆ ไม่มีตัวช่วยอย่างอื่น เขาก็เลยไม่เข้าใจ ต้องฝืนทำมันไป อันที่จริงผมเชื่อว่าเขาก็พยายามที่จะเข้าใจนะ แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ไม่เข้าใจ (หัวเราะแบบขมขื่น)


0แต่ก็น่าจะโดนใจพวกฮาร์ดคอร์เหมือนกันนะ?


ฮาร์ดคอร์มันน้อย คนที่ชอบอ่านอะไรฮาร์ดคอร์ในประเทศนี้มีไม่ถึง 5% ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้หนังสือเล่มหนึ่งอยู่ต่อไปได้หรอกครับ ไม่อย่างนั้น open ก็คงไม่ปิดหรอก ในความคิดของผม open เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง และผมก็เชื่อว่าผู้อ่านฮาร์ดคอร์ชอบ แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้อ่านฮาร์ดคอร์ที่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของความคิดเห็น ชอบที่จะแสดงความคิดเห็นรุนแรง ผมอยากขอให้เข้าอกเข้าใจคนอื่นๆ บ้าง อย่าปักใจเชื่อว่าความคิดคุณมันถูกต้องทั้งหมด เพราะบางทีผมได้รับเสียงสะท้อนจากผู้อ่านประเภทนี้บางคนที่ติมา ด่ามาแล้ว โอ้โฮ...แทบจะอยากเลิกทำหนังสือเดี๋ยวนั้นเลย ได้ฟังแล้วเหนื่อยใจ ที่สำคัญ ผู้อ่านประเภทนี้พูดเก่ง เสียงดัง ช่างติ ชอบแดกดัน แต่พอออกความเห็นมาแล้วรู้เลยว่าเขาแคบ เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ว่าการทำหนังสือเล่มหนึ่งมันต้องประกอบด้วยอะไรมากมายมากกว่าเนื้อหาฮาร์ดคอร์แบบที่เขาชอบ


0การปิดตัวของ a day weekly จะส่งผลอะไรกับเดย์ โพเอทส์บ้าง?


ถ้าในด้านธุรกิจก็ถือว่าส่งผลในด้านบวก เพราะ a day weekly อย่างที่บอกคือต้องรอเบรกอีเวนท์อีกสองปี หมายความว่าเราต้องลงทุนอีกสองปี ต้องแบกภาระขาดทุนต่อไปอีกสองปีถึงจะไปสู่จุดคุ้มทุน นั่นเท่ากับว่าภายในสองปีนี้ ผมต้องเอารายได้จากหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ว่าจะเป็น a day และ HAMBURGER หรือว่า Knock Knock! มาโปะรายจ่ายของ a day weekly ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไป และในเชิงการบริหารแล้วมันก็ไม่ถูกต้องหรอกที่บริษัทจะต้องเอารายได้ทั้งบริษัทมาแบกหนังสือเล่มหนึ่งไว้ พูดตรงๆ ผมรู้สึกเกรงใจพนักงานหนังสือเล่มอื่นๆ มากเลย ที่ปีที่ผ่านมาเขาได้โบนัสน้อย ทั้งที่เขาทำผลงานไว้ได้ดี แต่อย่างที่บอก เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับการปิด a day weekly เราเตรียมพร้อมเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่คิดจะทำแล้ว

ส่วนในด้านส่วนตัว ผมก็ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังสือเจ๊งเพิ่มขึ้นอีกเล่มหนึ่งจารึกไว้ในประวัติการทำงาน นอกเหนือจาก Trendy Man


0เหตุผลตอนนั้นเป็นเพราะอะไร?


ตอนนั้นเศรษฐกิจฟองสบู่แตก แต่ผมไม่เข้าใจที่บริษัทอธิบายเหตุผลหรอก ผมโกรธบริษัท ด่าทอผู้บริหารอยู่ในใจ ตอนนั้นมัน Angry Young Man น่ะ ไม่เข้าใจเหตุผลของคนเป็นนายทุน ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าทำหนังสือเล่มหนึ่งมันประกอบด้วยอย่างอื่นมากมาย นอกจากการทำเนื้อหาและอาร์ตเวิร์คที่คุณจับต้องมันอยู่ หนังสือเล่มหนึ่งมันมีการลงทุนมหาศาล มันมีรายจ่ายมากมายที่คนมองไม่เห็น วันที่ผมตัดสินใจปิด a day weekly ผมรู้สึกว่าผมโคตรจะเข้าใจผู้บริหารอมรินทร์เลย ที่ตัดสินใจปิด Trendy Man เกิดมาไม่เคยรู้สึกลึกซึ้งถึงหัวอกของนายทุนเท่านี้มาก่อน ผมอยากจะพูดแทนนายทุนสิ่งพิมพ์ทั่วประเทศเลยนะ ว่าคนที่ตัดสินใจมาทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่คนเลวหรอกครับ ไม่มากก็น้อยผมเชื่อว่าลึกๆ เขาต้องมีความคิดความอ่านที่ดีต่อผู้คนและสังคมอยู่ ถึงเลือกที่จะมาทำธุรกิจหนังสือซึ่งกำไรไม่เยอะ แต่ลงทุนสูง มีความเสี่ยง มีความผกผันไม่แน่นอนในเรื่องต่างๆ มากมาย ถ้าใครอยากรวยจริงๆ เขาไม่มาทำหนังสือหรอก ประเทศนี้มีธุรกิจกเฬวรากมากมายที่ทำแล้วรวยกว่าทำหนังสือ


0ความรู้สึกต่างกันไหมระหว่างการปิดตัวของ Trendy Man กับ a day weekly?


ต่างครับ เพราะสถานภาพมันคนละอย่าง ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการ มีหน้าที่รับจ้างทำหนังสือ ทำครบ 30 วันก็รับเงินเดือนไป พอวันหนึ่งที่ผู้บริหารบอกว่าหนังสือต้องปิดตัวนะ บริษัทแบกรับภาระไม่ไหว ผมก็ไม่เข้าใจสิ เถียงว่าบริษัทรวยจะแย่ หนังสือเล่มเดียวแค่นี้ทำไมไม่ช่วยประคองมันไว้ หนังสือที่พวกเราทำมันดีจะตาย แต่พอวันหนึ่งที่ต้องเป็นคนบอกปิดหนังสือ ผมเข้าใจเลยว่า โอ้โห...ในเวลานั้นมันมีเรื่องต่างๆ อีกมากมายที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจและการรับรู้ของเรา แต่พูดถึงเรื่องความเสียใจไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก

คนจำนวนมากไม่รู้หรอกครับ ว่าการเป็นนายทุนนี่มันมีกรรมนะ มันง่ายมากที่คุณจะถูกมองว่าเป็นตัวร้าย เขี้ยวลากดิน เห็นแก่ได้ หน้าเงิน คนจำนวนมากมีภาพจำต่อนายทุนอย่างนั้น ยอมรับว่าผมเองก็เคยมี พอวันหนึ่งที่มาเป็นนายทุนบ้าง ผมก็พยายามจะเป็นนายทุนที่ดี แม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็จะไม่ให้ใครมาว่าได้ว่าเราเป็นนายทุนที่เลว


0ตอนนี้วางแผนไว้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อไป?


ตอนนี้ก็ถือว่าผมว่างงาน เพราะว่าที่ผ่านมางานหลักของผมคือทำ a day weekly ซึ่งตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ทำ a day weekly ผมก็มีความสุขนะ ถึงแม้ว่าบางวันจะได้นอนตอนเช้า ต้องค้างคืนที่บริษัท 5 วัน 5 คืน ไม่ได้กลับบ้านเป็นเดือน แม้จะต้องเหนื่อยต้องเครียด แต่ผมก็มีความสึกอยู่ลึกๆ แม้กระทั่งการเขียนคอลัมน์ 'มากกว่านั้น' ในหน้าสุดท้ายของ a day weekly ผมก็มีความสุขมาก แค่ปรู๊ฟออกมาผมก็นั่งอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยนึกเสียใจที่พวกเราช่วยกันทำหนังสือเล่มนี้ออกมา ถึงตอนนี้ผมก็ยังคงพูดได้เต็มปากว่า a day weekly เป็นหนังสือข่าวรายสัปดาห์ที่ดีเล่มหนึ่ง

พอไม่มี a day weekly แล้ว ผมคุยกับปิงปอง (นิติพัฒน์ สุขสวย-ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท) ว่าต่อจากนี้ไป เราคงใช้เวลาดูแลนิตยสารในเครือที่เรามีอยู่ให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราทิ้งเล่มอื่นไปเลยเพื่อมาดู a day weekly ส่วนการทำหนังสือเล่มใหม่ตอนนี้ยังไม่คิดครับ ปีหน้าค่อยว่ากันอีกที


0สมมติว่ามีเสียงเรียกร้องจากผู้อ่านอยากให้ a day weekly กลับมาอีกล่ะ?


อืม...ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลยนะ (นิ่งคิด) ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้อ่าน ว่าอยู่ดีๆ หนังสือที่เราติดตามอ่านมาตลอดทุกสัปดาห์ จู่ๆ วันหนึ่งหายไป มันเป็นเรื่องที่เสียใจเหมือนกัน ซึ่งผมก็ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เสียความรู้สึก บางคนอาจไม่เข้าใจหรือได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องแล้วพาลเข้าใจผิดในตัวผมหรือตัวบริษัท นั่นเป็นเหตุผลที่ผมให้สัมภาษณ์คราวนี้ ซึ่งต้องย้ำว่าผมไม่ต้องการที่จะว่าร้ายใคร เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดเราก็เคยทำงานร่วมกันมา วงการหนังสือมันไม่กว้างไปกว่าที่จะไม่เจอหน้ากันอีกหรอก ผมเชื่อว่าอย่างไรเราก็ยังเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติน้ำหมึกกันอยู่ เพียงแต่ว่าด้วยวัยเท่านี้ ประสบการณ์เท่านี้และสถานการณ์อย่างนี้ เราอาจจะไม่เข้าใจกันหรือว่าเข้ากันไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นเหตุผลที่ถึงกับต้องบาดหมางกันตลอดชีวิต

กับทีมงาน a day weekly แต่ละคน จากที่ได้คลุกคลีกันมาตลอดหนึ่งปี ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีความรู้ความสามารถ มีความเก่งและยังมีไฟ ผมเชื่อว่าแต่ละคนจะสามารถเดินไปตามเส้นทางของเขา จะสามารถสร้างผลงานที่ดีออกมาได้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำ a day weekly มีจิตสำนึกที่ดี แม้ว่าเราอาจจะคิดต่างกันหรือไม่ลงรอยกันในบางเรื่อง แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นเสมอมาคือ พวกเราคือกลุ่มคนสื่อสารมวลชนกลุ่มหนึ่งที่รักในวิชาชีพและปรารถนาดีต่อสังคม 0








อาจารย์ฮกหลง

A day weekly ปิดตัว!!! เวลาผมบอกใครต่อใครว่าทำหนังสือดี ๆ มีสาระให้วัยรุ่นอ่าน ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ดูอย่าง a day weekly สิ เขาทำมาได้แล้ว ผมเองไม่ใช่แฟนประจำหรอกครับ แต่เป็นผู้อ่านขาจรที่มอบหัวใจให้ไปเต็ม ๆ แล้ว....อกหักเลยผม

Cherokee

อ่านบทความที่คุณ Night Owl นำมาฝากแล้วก็เห็นด้วยครับที่ว่าเป็นการยากที่จะทำหนังสือดีๆ มีคุณภาพและให้ขายได้ดี ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีเลาว่างมานั่งอ่านหนังสือหรือนิตยสารเป็นเรื่องเป็นราวนานๆ ปกติมักอ่านตอนมีเวลาว่างนิดหน่อย (เช่นในห้องน้ำ  :P)  เมื่อก่อนก็ซื้อมติชนสุดสัปดาห์อ่าน แต่หลังๆ อ่านเล่มนี้ยังไม่จบเลย เล่มของสัปดาห์ถัดไปออกมาอีกแล้ว พออ่านไม่ทันเยอะๆ ก็เลิกซื้อไปโดยปริยาย

มาช่วงนี้อีกครั้งที่ผมซื้อนิตยสารหลายเล่มทั้งๆ ที่ก็อ่านไม่จบเหมือนเดิม แต่เห็นว่านิตยสารเหล่านี้เป็นหนังสือที่ดี ทำขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรู้กับคนทั่วไป และน่าจะขายยากอยู่ เลยช่วยอุดหนุนเท่าที่จะทำได้ ก็ได้แต่หวังว่านิตยสารเหล่านี้จะสามารถสร้างกลุ่มผู้อ่านได้และขยายวงออกไป แต่ละเล่มที่ซื้อนี่ (ยกเว้น Audiophile) ออกมายังไม่ถึงปีทั้งนั้น ก็ได้แต่หวังล่ะครับว่ากระแสการอ่านจะเกิดขึ้นในบ้านเรา
   

nattapong

อืมมันดูเครียดกันจริง ๆ

มาดูกันบ้างดีกว่าว่าผมเองอ่านอะไรกันบ้าง

เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้ไม่มีได้เป็นสมาชิกอะไรเลยครับ

ที่เคยเป็นอยู่ก็มี

Anywhere
Cuisine

และไม่ได้เป็นสมาชิกแต่อ่านทุกฉบับ ซื้อแค่บางฉบับคือ

Ele Decor
Room
Art4D
Jazz Seen ตอนนี้มีทุกฉบับแล้วครับ

ที่ไม่ได้อ่านทุกฉบับแต่ซื้อเรื่อย ๆ ตามความน่าสนใจ

Interior Design
Smart Money
Fast Company
Dwell
Wallpaper
a Day
National Geographic
B&W
iDesign
Business Weeks
Time

พวกนี้นาน ๆ ซื้อที แต่เปิดดูเรื่อย ๆ ไม่ได้อ่านเกินสารบัญเท่าไรนัก

หนังสือเครื่องเสียงทั้งหลาย
Jazziz
Acoustic Guitar
Harvard Business Review

ส่วนพวกนี้เคยเป็นสมาชิกอยู่ในช่วงที่เล่นกีฬาดังกล่าว
Velo News
Bicycling
Mountain Bike
Rock Climbing
Triathlete
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ