• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
09 March 2021, 09:41:52 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


อ่านนิตยสารอะไรกันบ้างครับ

Started by Cherokee, 20 June 2005, 09:22:28 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

อาจารย์ฮกหลง

ผมไม่เคยเห็น jazz seen เลยครับ ออกมานานยังครับเนี่ย  

udomdog

Quoteคำให้การของวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผมเสียดายที่ปิด a day weekly

เรื่อง aday weekly ปิดตัวนี่มีการพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ดและ blog ไว้อย่างน่าสนใจอยู่หลายอันด้วยกันครับ ... ใครว่างๆ ลองแวะเข้าไปอ่านกันได้ครับ

NEWMAKER
Prachathai.com
Pantip.com

อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องปิดหนังสือ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงแจ้งเตือนเกี่ยวกับนิตยสารแนวสุขนิยม (a day และ summer) ครับ อ่านรายละเอียด ที่นี่ครับ

ตอบ อ.ฮกหลงฯ
Jazz Seen นี่ออกมาได้สามเล่มแล้วล่ะครับ ... เป็นนิตยสารรายสองเดือน ... งานเปิดตัวมีการนำวงแจ๊สของไทยเรามาแสดงด้วยอ่ะ :flirt:  
อัพเดทข่าวภาพยนตร์จากทั่วโลกได้ที่นี่จ้า \\^o^// PopcornMag.Com
Udomdog's Blog ขอเกาะกระแสกับเขาหน่อยน่ะ >_<

KoPoK

- Open (ลาพักร้อน)
- A Day Weekly (ลาพักร้อน)
- สารคดี
- Take off
- มติชน สุดสัปดาห์
- Seventeen

ตอนนี้เลยอ่านอยู่แค่ 4 เล่มเลยค่ะ ^^'

:angel:  
"In our life there is a single color, as on an artist`s palette, which provides the meaning of life and art. It is the color of love." : Marc Chagall


My Blog

poj

ประเภทใหญ่ๆที่ผมอ่านจะมี

- พวก เครื่องเสียง Home theater
Stereophile , Absolute Sound, Perfect vision , audiophile

- พวกสารคดี
สารคดี National geographic
พวกนี้เลือกซื้อเป็นบางเล่ม

-พวกหนังสือบ้าน
ผมชอบดูแล้วฝันครับ  อยากมีบ้านดีๆสักหลัง  อันนี้เลือกซื้อเป็นเล่มๆที่มีแบบบ้าน modern สวยๆครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

lapath

Hifi/Hometheater
Physical copy
1.  Stereophile - my bible.
2.  Home Theater Magazine - a replacement of ultimate AV magazine.  I will not extend my subscription when it's over next year.
3.  Audiophile - only get it when I like the content.
Web
www.ultimateavmag.com - make sure you type the name correctly; otherwise, you may be in 'different' genre of website.  A transition from hardcopy magazine under Stereophile group into web only magazine.

Business/news
Physical
1.  BusinessWeek - US leading weekly publication that is closely read on Wall Street.
2.  The Economist - more on economy, very british in term of tone and writing.  May suit person who wants to see the view of the world that is not 'american'
Web
1.  Matichon Weekly - The content is getting weaker these days but still is still interesting
2.  Nation Weekend - More analysis but I think the comment is rather on the liberal side like what people claims about public broadcasting (PBS/NPR) in the US.

Home related/various
Physical copy
1.  Consumer Report's - not-for-profit publication testing various products
2.  Real Simple - Bits and pieces of everything in your home, lots of woman related material but I find some trick on cooking/home organizing interesting.  Bought only when I find the issue interesting.
3.  Fine Cooking - provides professional technics in cooking things that you could do at home.  If you like western food that tastes more western than what one could have in Thailand, this may be a good way out.
4.  Cooking Light - Provide a lighter version of cholesterol clogging favorite foods.
Web - generally updating me on what's going on in the food scene in Thailand
1.  @Taste under the nation group
2.  www.mcdang.com - Web tends to be erratically updated these days.  Good for knowing what's in though I believe you are a better judge.
3.  มติชน -กิน-เที่ยว - I 'was' a big fan of คอลัมน์เชลล์ชวนชิม since it published in a defunct weekly magazine and move to มติชน group.  However, now I read it with caution.  I guess the availability of material may not be that much any more in Thailand.  Also, คอลัมน์ตามรอยพ่อไปชิม but to a much lesser extent.

I couldn't recall quite a few that I buy when I like the content.
Yeah we knew we had to leave this town
But we never knew when and we never knew how

จ๊อด ฟุลเรนจ์

ตอนนี้เป็นสมาชิกอยู่ฉบับเดียวคือ ThaiDriver (หนังสือรถ) คิดว่าคงเป็นไปจนกว่าจะล้มหายกันไปข้าง  
เพราะดันเป็นสมาชิกคนแรก หมายเลข 001 ของเขา เลยเสียดายเบอร์สมาชิก (มีเพื่อนเคยขอซื้อนะเนี่ย เบอร์นี้...:D)

อีกเล่มคือมติชนสุดสัปดาห์ ซื้อบ่อยมาก แต่ไม่ถึงกับทุกฉบับ

หนังสือพิมพ์ อ่านน้อยมาก อาศัยฟังสรุปข่าว ตอนเช้าๆทางวิทยุ อสมท.ก็พอแล้ว

ออดิโอไฟล์ เคยเป็นสมาชิกก็เลิก แถมเลิกซื้อแล้ว บอกตรงๆว่าเดี๋ยวนี้น่าอ่านน้อยลง

พยายามลดนิตยสาร เพราะใจหายเวลาต้องขนทิ้งหรื่อชั่งกิโลขายถูกๆ จะเก็บก็เปลืองที่ เนื้อหาบางอย่างก็ล้าสมัย   เลยตัดสินใจเก็บเฉพาะ หนังสือเล่มอย่างเดียว

กรณีอะเดย์วีคลี่ ไม่แปลกใจที่เจ๊ง แต่ไม่นึกว่าจะเลิกเพราะความขัดแย้งแบบนั้น น่าเสียดายเหมือนกัน
ใครชอบ การเมืองนอกกระแสแบบฮาร์ดคอร์ ผมขอแนะนำ "ฟ้าเดียวกัน" รายสามเดือน ของพวกแกงค์ เอ็นจีโอ + ขาประจำ + สนพ.คบไฟ + มูลนิธิโกมลคีมทอง  
ถ้าป็นสมัยสักยี่สิบปีก่อน ผมคงอ่านทุกบรรทัด  เดี๋ยวนี้แค่เปิดผ่านๆ(พี่สาวผมซื้อ)ดูหัวเรื่องเท่านั้นเอง :D  
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

จ๊อด ฟุลเรนจ์

ปล.  ลายเซ็นเจ้าของเว็บเราช่วงนี้ เหมือนกะ "ติดหญิง"เลยแฮะ :D  :lol:  
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

poj

Quoteปล.  ลายเซ็นเจ้าของเว็บเราช่วงนี้ เหมือนกะ "ติดหญิง"เลยแฮะ :D  :lol:

เปล๊า...  เป็นเนื้อเพลง Got to get you into my life ของ The Beatles ต่างหาก  เป็นการฉลองไปดู Concert Paul เดิน ตค. นี้  ผมก็จะเขียนเนื้อเพลงเป็นลายเซ็นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามารมณ์เท่านั้นเอง   :D  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

meng

Quote
Quoteปล.  ลายเซ็นเจ้าของเว็บเราช่วงนี้ เหมือนกะ "ติดหญิง"เลยแฮะ :D  :lol:

เปล๊า...  เป็นเนื้อเพลง Got to get you into my life ของ The Beatles ต่างหาก  เป็นการฉลองไปดู Concert Paul เดิน ตค. นี้  ผมก็จะเขียนเนื้อเพลงเป็นลายเซ็นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามารมณ์เท่านั้นเอง   :D

ผมว่าคุณพจน์ช่วงนี้คงนอนฝันถึงพอลบ่อยๆแน่เลย  :lol:  

supada

โอ้โห อ่านกันหลากหลายมากเลยค่ะ  :aktion033:
ของเราคล้ายๆ ดมด็อกเลย

+ Bioscope
+ Pulp
+ Open (...)
+ Jazz Seen
+ Hook
+ Supersweet คล้ายๆกับ GT สมัยพี่ซี้ด นรเศรษฐ์ แต่เนื้อหาเบากว่าของพี่ซี้ดหน่อย
+ MTV Trax ต้องอัพเดทพวกเพลงป๊อปวัยรุ่นกันบ้าง  :blush:

ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเลย เสียดายจัง เวลามันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้แฮะ  :mellow:
โห พี่อาร์ม อ่านหนังสือหลากหลายมากเลยพี่  :aktion033: ของเรามีแตจ่พวกหนัง+เพลงเท่านั้นเอง ต้องอัพเดทตัวเองในเรื่องอื่นๆ บ้างซะเเร้ววว  :P  
"The more mediocre your music is, the more accessible it is to a larger number of people in the United States." ~ Frank Zappa ~

udomdog

นอกเรื่องนิดนึงนะครับ แต่ยังเกี่ยวกับนิตยสารอยู่นั่นคือเรื่องการปิด aday weekly นั้นสัปดาห์ที่แล้วคุณวงศ์ทนง ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในจุดประกายวรรณกรรมนั้น (อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่ครับ) สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณอธิคมก็ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกลงในคอลัมน์เดียวกันนี้ไว้ดังนี้ครับ

จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 16 ฉบับที่
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2548

ปากคำ 7 ประการจาก 'อธิคม คุณาวุฒิ' กรณี a day weekly หยุดพักร้อน

ชื่อเรื่อง...

บายไลน์.... อธิคม คุณาวุฒิ : ผู้ให้ปากคำ

----------------------------------------

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่ติดตาม 'จุดประกายวรรณกรรม' และท่านนักอ่านทั่วไป รวมถึงท่านผู้สนใจข่าวสารในแวดวงวรรณกรรมและสื่อสิ่งพิมพ์ทุกท่าน

หากผู้อ่านท่านใดได้อ่านบทสัมภาษณ์ 'คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์' ใน 'จุดประกายวรรณกรรม' ฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา คงพอคาดเดาและเข้าใจว่า เหตุใดผมจึงจำเป็นต้องรบกวนพื้นที่อันมีค่าในหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมได้ขออนุญาตปฏิเสธความปรารถนาดี จากพี่น้องมิตรสหาย ในแวดวงสื่อมวลชน หลายต่อหลายคน ที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อรับทราบเหตุผลและข้อเท็จจริงในการปิดนิตยสาร a day weekly นับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ถึงอย่างนั้นก็ดี ใช่ว่าวัตถุประสงค์หลักของจดหมายฉบับนี้ จะเป็นไปเพื่อต้องการรักษาภาพพจน์บทบาทความแตกต่างระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย หรือโจทก์กับจำเลยทางสังคม หรือกระทั่งจงใจผลักภาระความผิดบาปไปให้ใครคนใดคนหนึ่งรับเหมาแต่เพียงผู้เดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัว 'คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์' นั้น ถึงอย่างไรก็ต้องพูดกันอย่างเคารพข้อเท็จจริงว่า ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง... เขาเป็นผู้เปิดโอกาส ในการทำงานแก่ผม และทีมงาน อนุญาตให้เราผลิตนิตยสารชนิดหนึ่งขึ้นในประเทศนี้ ส่วนตัวผมเองก็ได้เรียนรู้วิธีทำธุรกิจและเทคนิคการทำสื่อสิ่งพิมพ์จากเขา ซึ่งทั้ง 'วิธีคิดทางธุรกิจ' และ 'เทคนิคการทำสื่อ' นั้น ต้องนับเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของคุณวงศ์ทนงอย่างแท้จริง แม้ว่าในภายหลัง คุณวงศ์ทนง จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง อย่างรุนแรง ที่ไม่สามารถโน้มน้าวให้ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองและเลื่อนไหลคล้อยตามไปกับสิ่งที่เขาเชื่อและเป็น

เหตุผลประการสำคัญที่ผมจำเป็นต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ก็คือ ผมเกรงว่าหลักคิดและระบบการให้คำอธิบายหลายๆ ประเด็นในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว อาจทำให้คนรุ่นใหม่ อีกจำนวนไม่น้อยซึ่งมีความใฝ่ฝันอยากเข้ามาทำงานในวิชาชีพนี้ เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อหลักคิดพื้นฐานในการทำงาน กระทั่งอาจกระทบ ต่อเนื่องไปถึงความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งถึงที่สุดแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องใดๆ กับวิชาชีพสื่อมวลชน - ก็ได้

ดังนั้นผมขออนุญาตอธิบายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลในย่อหน้าข้างต้น ดังนี้

1.โครงสร้างเนื้อหาของ a day weekly มีปัญหา หนักเกินไป เครียดเกินไป บางคอลัมน์ล้าสมัยไม่หลากหลาย กลายเป็นสาเหตุให้ยอดขายตกต่ำ

นี่เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากพูดถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนไปถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่ฝันอยากทำหนังสือ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า 'กระบวนการทำงาน'

ก่อนที่นิตยสาร a day weekly จะปรากฏตัวบนแผงฉบับแรก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 ผมและทีมงานใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน เพื่อเตรียมทำนิตยสาร วิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ซึ่งไม่มีโครงสร้างองค์กรที่มีลักษณะขององค์กรข่าวรองรับ เฉกเช่นขนบทั่วไปของการทำนิตยสารประเภทนี้ ซึ่งมักจะมีทรัพยากรข่าวเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะถือเป็นข้อตกลงในการทำงานที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องเรียกร้องจากตัวเองให้มากคือการทำงานหนักและสร้างทีม ให้เดินไปสู่ธงอันเดียวกัน ผมและทีมงานระดับซีเนียร์จำเป็นต้องใช้เครือข่ายความสัมพันธ์เดิม ในนามของพี่น้องมิตรสหาย ทั้งในแวดวงข่าว และคนทำหนังสือเขียนหนังสือเป็นต้นทุนหลัก ขณะที่ทีมงานชุดใหม่ใช้ 'หัวใจ' เป็นต้นทุนในการทำงานที่หนักกว่ามาตรฐานทั่วไป

ก่อนที่จะมีการสรุปโครงสร้างเนื้อหาเพื่อลงมือทำงานจริง ผมนำเค้าโครงเนื้อหาทั้งหมด รายละเอียดและทิศทางของพื้นที่แต่ละคอลัมน์ เดินไปปรึกษา บรรณาธิการอำนวยการอยู่หลายต่อหลายครั้ง ผ่านการปรับปรุงท้วงติง โยกย้าย ตอบรับ และปฏิเสธเนื้อหาบางคอลัมน์ก็หลายหน จนกระทั่ง กลายเป็นคำพูดขำๆ ว่า...ถามบ่อยเพราะกลัววงศ์ทนงไม่ชอบ

ประเด็นก็คือ มันไม่ใช่ความกังวลว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แต่การขอความเห็นทั้งหมดถือเป็น 'ข้อตกลงร่วมกัน' ว่าเราจะทำหนังสือที่มีทิศทางเนื้อหาแบบนี้ มีรายละเอียดคอลัมน์ดังต่อไปนี้ เป็นข้อตกลงร่วมที่ผู้ดูแลนโยบายและผู้รับผิดชอบเนื้องาน ตกลงรับรู้ในเรื่องเดียวกัน คำว่าอิสรภาพในการทำงานนั้นอาจฟังหวานหูและดูดี แต่อิสรภาพในการทำงานนั้นจะไม่เป็นจริงเลย หากมันไม่ถูกกำกับด้วยพันธะและข้อตกลงร่วม

โดยแก่นแกนของประเด็นนี้ก็คือ แม้ต้นทุนชีวิตที่ผ่านมาของผมจะมีต้นแบบบรรณาธิการประเภทหนึ่งอยู่ในใจ เป็นบรรณาธิการที่มีบุคลิก หลักคิด และหลักการทำงาน เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน แต่สิ่งที่ผมกล่าวย้ำเสมอเกือบทุกครั้งที่มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนหนุ่มสาวที่รักและฝันอยากทำงานหนังสือ นั่นคือผมเลิกเชื่อมานานแล้วว่า การเป็นบรรณาธิการหมายถึงการทำงานแบบ 'วัน แมน โชว์' เพราะนอกเหนือจากจะไม่เป็นจริงในโลกของการทำงานแล้ว การคิดเช่นนั้นยังอาจนับได้ว่าเป็นความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง

สิ่งที่เราพึงกระทำก็คือแชร์ความฝันกับคนอื่นๆ แล้วสร้างข้อตกลงร่วมกันว่าจะเดินไปในทิศทางเช่นใด...จากนั้นค่อยยืดอกรับผิดชอบสิ่งที่จะตามมาร่วมกัน ไม่ว่ามันจะมาในรูปความสำเร็จหรือล้มเหลว คำสรรเสริญหรือเสียงด่าทอก็ตาม

2.เนื่องจากโครงสร้างเนื้อหามีปัญหา บวกกับการออกแบบที่ไม่ลงตัว ราคาขายที่แพงกว่าเล่มอื่น เป็นเหตุให้ต้องมีการปรับหนังสือที่เรียกว่า minor change ซึ่งตัวบรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการข่าวก็มีความสุขดีกับคอนเทนท์ใหม่

ประเด็นนี้เกี่ยวพันไปถึงหลักคิดเกี่ยวกับการทำงานที่เรียกว่าขอบเขตเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ หรือที่เรียกกันว่า job description

ข้อตกลงแรกก่อนที่ผมจะทำงานก็คือ ผมขอมีหน้าที่กำกับและดูแลทิศทางเนื้อหาเพื่อผลิตหนังสือออกมาให้ตรงตามกำหนดทุกสัปดาห์ ส่วนบรรณาธิการ อำนวยการทำหน้าที่ดูแล ธุรกิจการตลาด การกำหนดราคา การประชาสัมพันธ์ รวมถึงการเลือกกระดาษ การออกแบบรูปเล่มหรือ art direction ของหนังสือทั้งหมด นี่เป็นข้อตกลงภายใต้การยอมรับข้อเท็จจริงว่าใครถนัดและมีความสุขกับการทำงานด้านใด

เป็นธรรมดาว่าเมื่อนิตยสารวางแผงได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องมีการประเมินผลงานและวิพากษ์วิจารณ์กันเองในกลุ่มผู้ทำงาน ด้านหนึ่งผมและกองบรรณาธิการก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังจากผู้อ่าน รวมถึงความคาดหวังจากผู้ดูแลนโยบายระดับองค์กร แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อเรียกร้องที่ผมและบรรณาธิการข่าวคือ 'คุณชูวัส ฤกษ์ศิริสุข' ร้องขอกันมาตลอดก็คือการออกแบบรูปเล่มให้ดีกว่าเดิม

คำที่ผมใช้ทั้งการเขียนและให้สัมภาษณ์บ่อยๆ เกี่ยวกับประเด็นการปรับโฉมใหม่ก็คือ มันเป็นการ 'ปรับภูมิทัศน์' ของหนังสือหลังจากยุคของการ 'ถากถางพื้นที่' ผ่านพ้นไปแล้ว คำพูดนี้ไม่ใช่การตีโวหารเพื่อให้ดูดีหรือเอาตัวรอดจากการไล่ต้อนจับผิดจากผู้คนที่กระหายความอื้อฉาว

ผมยอมรับว่าเนื้อหาและรูปเล่มของ a day weekly ในช่วงแรกนั้นหนัก แต่นั่นคือสิ่งที่เราคิดและวางแผนกันไว้อยู่แล้ว เพราะหากเราไม่มีความกล้าหาญและความชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่ต้น เราก็จะไม่มีพื้นที่ยืนที่ชัดเจน ภารกิจการถากถางพื้นที่ก็ย่อมล้มเหลว

แต่เมื่อเราสามารถกำหนดขอบเขตอาณาบริเวณของตัวเองได้แล้ว ผมไม่เคยดื้อดึงหรือปฏิเสธที่จะปลูกดอกไม้ ขุดสระน้ำ ตัดทอนความรกเรื้อรุงรัง เพื่อสร้างสุนทรียะในการอยู่อาศัย หรือพูดอีกแง่หนึ่งคือสุนทรียะในการอ่าน รวมไปถึงการแตกแขนงความสนใจไปหากลุ่มผู้อ่านที่หลากหลายขึ้น นี่คือที่มาของคำว่าการปรับภูมิทัศน์

พูดให้ง่ายขึ้น การอ้างถึงความแฮปปี้ของผมและคุณชูวัสในการปรับโฉมใหม่นั้น เป็นสิ่งถูกต้อง เพราะ

หนึ่ง ผมและชูวัสเรียกร้องให้มีการปรับหน้าตาและรูปเล่มมานานแล้ว เมื่อมีการลงมือปรับจริง เราย่อมยินดี เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับว่าการออกแบบรูปเล่มครั้งแรกมีปัญหา การที่ใครสักคนสามารถยอมรับและปรับเปลี่ยนความมั่นใจที่มีอยู่เดิม....อย่างน้อยก็ต้องถือว่าพอพูดจากันได้

สอง ผมและบรรณาธิการข่าวพิจารณาร่วมกันแล้วว่า ข้อเสนอเรื่องการตัดและเพิ่มคอลัมน์การปรับโฉมนั้น ถึงแม้เราจะต้องออกปากยกเลิกบางคอลัมน์กับผู้เขียนซึ่งหลายคนก็เป็นมิตรสหายที่รักใคร่และปรารถนาดีกับเรามาโดยตลอด นั่นย่อมเป็นเรื่องยากลำบากใจมาก แต่ถึงที่สุดแล้วน้ำหนักในการปรับครั้งนี้ก็มิได้เปลี่ยนแปลงหรือแตะต้องเนื้อหาที่เป็นโครงสร้างหลักของหนังสือ พูดง่ายๆ คือกระดูกสันหลังของหนังสือยังอยู่ครบ และที่สำคัญคือเป็นกระดูกสันหลังที่เราตั้งโครงเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น กล่าวอย่างถึงที่สุด กระทั่งคำว่า minor change เองก็เป็นคำที่ผมหยิบเอามาใช้โดยเปรียบกับการปรับโฉมในรถยนต์ ซึ่งเป็นการปรับภายใต้โครงสร้างอันเดิม มิใช่การรื้อถอนเปลี่ยนแปลงส่วนที่โครงแม่แบบ

3.เอเยนซีถอนโฆษณา เพราะเราไม่ได้เป็นแบบ TIMES หรือ NEWSWEEK

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อคือ ลักษณะพื้นฐานของโครงสร้างความเป็นองค์กรข่าว job description และการพูดความจริง

เอาเรื่องขอบเขตเนื้องานเป็นอันดับแรก ข้อนี้ผมยอมรับว่าอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะผมกันตัวเองโดยยื่นเงื่อนไขตั้งแต่ต้นว่า ผมขอไม่ไปข้องเกี่ยวกับการขายโฆษณา การทำประชาสัมพันธ์ เหตุผลไม่ใช่เพราะผมยโสหรือหมิ่นแคลนคนที่ทำงานหน้าที่นี้ แต่ผมพิจารณาจากเหตุผลพื้นฐาน 3 ข้อคือ หนึ่ง ผมไม่ถนัดและไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานด้านนี้ สอง ผมไม่มีแรงบันดาลใจที่จะอดทนเพื่อเรียนรู้ และสาม ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่สุด ผมถูกฝึกและโตมากับวัฒนธรรมของคนทำงานสื่อที่จำเป็นต้องวางระยะห่างกับธุรกิจโฆษณา ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เพื่อรักษาความตรงไปตรงมาในการคิดและการเขียน

นั่นจึงอาจเป็นช่องว่างและเป็นข้อผิดพลาดที่ผมปล่อยให้มีการเอ่ยอ้างสรรพคุณดังกล่าว ไม่ว่าการจะเป็น TIMES หรือ NEWSWEEK รวมไปถึงการเป็นนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ที่มีเนื้อหา 'คม' มาก ทั้งหลายทั้งปวงนั้น น่าเสียดายว่าผมมารับรู้ภายหลังจากที่มีการคิดคำโฆษณาและถูกนำไปใช้แล้วทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนครับ มันเป็นข้อผิดพลาดประการหนึ่งซึ่งผมเองย่อมมีส่วนรับผิดชอบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

เงื่อนไขต่อมา กล่าวสำหรับนิตยสารอย่าง TIMES หรือ NEWSWEEK แม้ว่าในหลายๆ ครั้งผมอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับจุดยืนทางทัศนะ หรือความสนใจการให้น้ำหนักกับข่าวที่สื่อยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้ความสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อและเคารพก็คือหนังสือที่เราเห็นออกมาเป็นรูปเล่มอย่าง TIMES หรือ NEWSWEEK เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ เบื้องล่างลงไปจากนั้นคือเครือข่ายองค์กรข่าวอันใหญ่โตมโหฬารมีเครือข่ายทั่วโลก สามารถชี้นิ้วเรียกข่าวได้จากทุกตารางนิ้วบนผืนโลก ประกอบไปด้วยทุน เครือข่ายอำนาจ และต้นทุนทางวัฒนธรรมของบุคลากรซึ่งหล่อหลอมมาจากองค์กรข่าวที่แข็งแรงใหญ่โต ผ่านการสั่งสมบ่มเพาะมานานหลายสิบปี

เงื่อนไขสุดท้าย การพูดความจริง...ผมเคยได้ยินมาอยู่บ้างว่า ประเพณีในการพูดจากับเอเยนซีนั้นจำเป็นต้องโน้มน้าวแสดงสรรพคุณ ปั่นมูลค่าตัวเองให้เกินเลยข้อเท็จอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่ามันคงเป็นการดูถูกสติปัญญาของคนที่ทำงานในเอเยนซีเกินไป หากปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเคลิ้มเชื่อในคำใหญ่คำโต โดยไม่มีการพิจารณาหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนความเชื่อนั้น

4.การแยกประเภทและคุณลักษณะของคนทำหนังสือ โดยใช้เกณฑ์ในการวัดว่าใครทำหนังสือขายเดี่ยวๆ ใครทำหนังสือแถมเป็นแทบลอยด์แจกกับหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งหากมีที่มาจากแบบหลังจะไม่มีวันเข้าใจธุรกิจการทำสื่อสิ่งพิมพ์

เรียนยืนยันว่า ประเด็นนี้มิได้มีผลอะไรใดๆ ต่อ 'ข้างใน' ผมแม้แต่น้อย เนื่องจากผมเองไม่เคยมีปมด้อย หรือกระทั่งไม่เคยรู้สึกว่าหน้าที่สุดท้ายก่อนจะไปเป็นบรรณาธิการ a day weekly คือการเป็นบรรณาธิการเซคชั่น 'จุดประกาย-เสาร์สวัสดี' ซึ่งเป็นแทบลอยด์ที่แถมแนบมากับหนังสือพิมพ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' นั้น จะเป็นภารกิจที่ต่ำต้อยด้อยค่าไปกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นๆ บนแผงหนังสือ...คงต้องขออภัยท่านผู้อ่านบางท่าน หากคำอธิบายและคำยืนยันลักษณะนี้จะทำให้ผมดูเย่อหยิ่งชวนให้ชิงชังหมั่นไส้ แต่ผมจำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นนี้ เพราะมันเป็นกรณีตัวอย่างที่อธิบายให้เห็นถึงฐานรากทางความคิดของคนทำหนังสือได้ค่อนข้างชัดเจน

ผมขออนุญาตกล่าวข้ามว่าการใช้มาตรฐานไม้บรรทัดเช่นนี้มาแบ่งประเภทคนทำงาน จะถือเป็นความหยาบคายต่อผู้ประกอบวิชาชีพในวงการนี้คนอื่นๆ หรือไม่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ใน 'จุดประกายวรรณกรรม') เพราะถ้าเช่นนั้นผมหรือใครก็ตามก็คงสามารถย้อนกลับได้ว่า คุณวงศ์ทนงเองก็ไม่เคยอยู่ในสมรภูมิทำหนังสือข่าวที่ต้องปะทะสังสรรค์กับผู้คนที่ครุ่นคิดเอาจริงเอาจังกับบ้านเมืองมาก่อน...ซึ่งหากพูดแบบนี้ก็จะเป็นการกล่าวหากันไม่รู้จบ

แต่เหตุที่จำเป็นต้องคลี่คลายประเด็นนี้ เนื่องจากผมคิดว่าอาจมีเนื้อหาบางอย่างเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในแวดวงนักอ่านนักเขียน รวมไปถึงคนหนุ่มสาวที่กำลังเดินเข้ามาสู่วิชาชีพนี้ นั่นก็คือ...อะไรคือสิ่งที่เราพึงระลึกยึดเหนี่ยวเป็นเบื้องต้นในการประกอบวิชาชีพนี้

ณ เวลานี้หากให้ผมเดาย้อนหลังหาเหตุผลที่คุณวงศ์ทนงชวนผมไปทำนิตยสาร a day weekly ผมคงไม่สามารถนึกหาเหตุผลอื่นได้ นอกเสียจากว่าเขาเคยเห็นงานที่ผมทำใน 'จุดประกาย-เสาร์สวัสดี' มาก่อน หลักคิด จุดยืน ทิศทางความสนใจของผมเกี่ยวกับวิชาชีพนี้เป็นเช่นไร ผมเชื่อว่าน่าจะได้ผ่านการพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลมาบ้าง

กระทั่งมีการเอ่ยเป็นคำพูดชัดเจนถึงเงื่อนไขการทำงานและข้อเท็จจริงทางธุรกิจตั้งแต่เบื้องต้นกันว่า นิตยสารเล่มนี้จำเป็นจะต้องไม่มีโฆษณาแฝง ไม่มีการขายโฆษณาผ่านหน้าปกเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข่าวและบทวิเคราะห์ จำเป็นต้องแบ่งแยกข้อแตกต่างระหว่างเนื้อหากับโฆษณาอย่างชัดเจน ผมและกองบรรณาธิการทำเนื้อหาอย่างเดียวโดยไม่ต้องข้องแวะกับเรื่องการตลาด ไล่รวมไปถึงคำสัญญาที่ฟังดูไพเราะ แต่สำหรับผมเป็นเรื่องซีเรียส และถือเป็นข้อตกลงทางวาจาที่ไม่ว่าจะเป็นลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิงต่างจำเป็นต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

ต่อคำถามที่ว่า ผมและกองบรรณาธิการไม่เคยเข้าใจธุรกิจ กระทั่งราวกับว่าไม่เคยให้ความช่วยเหลือธุรกิจขององค์กรในโลกแห่งความเป็นจริงของสื่อสิ่งพิมพ์เลย ใช่หรือไม่

คำกล่าวหานี้ตอบอย่างสุภาพๆ ได้ว่า - ไม่ใช่ครับ

การเกิดขึ้นของมินิบุ๊คซึ่งผู้อ่านส่วนใหญ่ให้เสียงตอบรับมาค่อนข้างดีนั้น ต้องยกเครดิตแนวความคิดนี้ให้กับคุณวงศ์ทนงในฐานะบรรณาธิการอำนวยการ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มความคิดในการทำหนังสือแถม รวมถึงทำของพรีเมียมในรูปแบบต่างๆ แต่ในรายละเอียดของการทำงานแล้ว ผมและตัวบรรณาธิการข่าวจำเป็นต้องเข้าไปร่วมประชุมเสนอแนวความคิด แจกจ่ายงานให้คอลัมนิสต์และคนทำงานในกองบรรณาธิการเป็นผู้ผลิตเนื้อหา รวมไปถึงพนักงานส่วนอื่นๆ ทั้งพิสูจน์อักษร คนออกแบบจัดหน้า และเรียงพิมพ์

นั่นเป็นที่มาของมินิบุ๊คหลายเล่มไม่ว่าจะเป็น ซาปาติสตา, พจนานุกรมฉบับทักษิณ, 100 ปี กุหลาบ สายประดิษฐ์, ข้อเท็จจริงที่ตากใบ-กรือเซะ ฯลฯ รวมถึงมินิบุ๊คบางเล่มที่ผมและกองบรรณาธิการใช้ความสัมพันธ์และความยอมรับนับถือส่วนตัวรับจ้างผลิต เพื่อดึงเงินเข้าองค์กร...มากเป็นหลักล้านบ้างน้อยแค่หลักแสนบ้าง เท่าที่เรามีกำลังและเงื่อนไขความถูกต้องชอบธรรมทางวัฒนธรรมของนิตยสารข่าวอนุญาตให้ทำได้

งานกิจกรรมส่งเสริมการขายเองนั้น ต้องยกเครดิตให้ฝ่ายการตลาดในฐานะผู้เริ่มต้น แต่ก็เช่นกัน ในแง่รายละเอียดการทำงานแล้ว กองบรรณาธิการก็ยังต้องเข้าไปลงแรงข้องเกี่ยวอยู่ดี อย่างน้อยก็เพื่อกำกับทิศทางเนื้อหาของงานให้กลมกลืนกับเนื้อหาทิศทางของหนังสือ

งานส่วนที่งอกขึ้นมาจากข้อตกลงเดิมนี้ แม้จะทำให้ผมต้องตอบคำถามผ่านน้ำเสียงอ่อนล้าของคนทำงานหลายคน แต่ถึงที่สุดก็ต้องก็ต้องเอ่ยปากขอแรงกัน บนความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เราทำออกไปน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายบ้าง นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงการผ่อนปรนและเพิ่มเติมเนื้อหาบางคอลัมน์โดยหวังว่าจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนมาลงโฆษณาในตำแหน่งที่เหมาะสมชัดเจน ซึ่งแน่นอน ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขสำคัญว่า อย่างน้อยสิ่งที่ทำออกไปนั้นควรจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อหาหนังสือ รักษาพันธกิจความเคารพต่อผู้อ่าน และไม่ขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของคนทำเกินไปนัก

หากความโง่เขลาที่ทำไปทั้งหมดนี้ ไม่อาจนับได้ว่าเป็นการลงแรงร่วมมือของคนในองค์กรเพื่ออยู่ในโลกความเป็นจริงทางธุรกิจ ผมเองก็จนปัญญาที่จะหาคำจำกัดความอื่นว่า...ควรจะเรียกมันว่าอะไร

กุญแจของเรื่องนี้อาจไม่ใช่อะไรอื่นเลย แต่เป็นความเชื่อและการเลือกไม้บรรทัดมาเป็นมาตรฐานชี้วัดที่แตกต่างกัน ซึ่งอย่างน้อยคุณวงศ์ทนงก็แสดงความความชัดเจนไปแล้ว

5.บทบรรณาธิการของผม เป็นการกระทำที่เสียมารยาทต่อองค์กรจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

คำพูดที่ไพเราะจากผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กร ผ่านรูปแบบถ้อยคำขออนุญาตตีพิมพ์โฆษณาให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับหนังสือนั้น....ฟังดูปรานีและอ่อนโยนทีเดียว แต่โดยเนื้อหาตรงไปตรงมาแล้วมันคือการตัดสินใจล่วงหน้า คำขออนุญาตที่ฟังไพเราะเสนาะหู แปลตรงไปตรงมาก็คือการบอกกล่าวให้ทำ ไม่มีทางเลือกและไม่มีช่องทางต่อรองมากกว่านั้น

ภายหลังรับนโยบาย ผมเดินเข้ามาที่โต๊ะกลางกองบรรณาธิการ มองหน้าน้องทุกคน เห็นแต่ละคนต่างคร่ำเคร่งตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดและฝันในการทำหนังสือดีๆ ผมบอกคุณชูวัสว่าเราสองคนไปสนองนโยบายด้วยกัน...อย่าให้น้องคนอื่นต้องมาทำแทน พวกเขายังไม่มีภูมิต้านทานพอที่จะรับเรื่องทำนองนี้ ชั่วระยะเวลาในวิชาชีพที่เขาอยู่กับเรา พวกเขาสมควรได้ทำในสิ่งที่คิดและเชื่อ

กับคนที่ซีเรียสเรื่องการขายของผมถึงกับโน้มน้าวด้วยถ้อยคำเลวร้ายด้วยซ้ำว่า คำเชยๆ ประเภทเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือ และจรรยาบรรณนั้น เอาเข้าจริงแล้วมันมี 'มูลค่า' และ 'ขายได้' หากเราอดทนรักษามันไว้ แล้วใช้มันให้เป็น ดอกผลมันจะยั่งยืนกว่าการด่วนลนลานขายตัวเองอย่างไม่มีราคาด้วยซ้ำ...แต่ก็ไม่เป็นผล ถึงวันนี้ผมยังเสียดายคำพูดและละอายที่เอ่ยเช่นนั้นออกไป

ในสายตาผู้บริหาร บทบรรณาธิการชิ้นนั้นอาจผิดมารยาทอย่างรุนแรง แต่มันคือพื้นที่เดียวที่ผมและกองบรรณาธิการจำเป็นต้องยืนหยัดรักษาเอาไว้ ถ้ามือข้างหนึ่งขององค์กรมีเหตุผลด้านการตลาดและการค้าขาย มืออีกข้างซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของกองบรรณาธิการก็จำเป็นต้องแสดงจุดยืนหรืออย่างน้อยก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกความคิดความเชื่อของเรา เพื่อนิยามตัวเองกับโลก เพราะถ้าให้เลือกระหว่างการผิดมารยาทต่อผู้อ่านและสูญเสียความเคารพตัวเอง กับการผิดมารยาทต่อองค์กร ผมเสียใจอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องเลือกอย่างหลัง

6.เหตุผลในการปิดหนังสือ หนึ่ง ทัศนคติของบรรณาธิการบริหารที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้แม้แต่วันเดียว สอง เหตุผลของตัวเลขทางธุรกิจ

กล่าวสำหรับเหตุผลทางธุรกิจนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาของระบบเหตุผลในการให้คำอธิบาย หรือเป็นข้อจำกัดเชิงทักษะของผู้เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ เพราะหากผมหรือใครก็ตามจำเป็นต้องเชื่อตามถ้อยคำในบทสัมภาษณ์นั้น ก็จะพบว่าเริ่มแรกหนังสือเปิดตัวได้ดี ก่อนที่ยอดจะตกลงมาจนมีปรากฏการณ์ว่าในจำนวนนั้นมีอยู่ 1 เล่ม ที่ยอดลดลงไปอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากนั้นเมื่อมีการปรับเนื้อหาและรูปเล่มใหม่ ยอดขายก็กลับไปอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์อีกครั้ง ซึ่งหากเรียบเรียงตามตรรกะนี้ก็หมายความว่าหนังสือกำลังมีอนาคต ซึ่งฟังดูแล้วเป็นตรรกะที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้กับคำว่าปิดตัวด้วยเหตุผลทางธุรกิจ...นอกเสียจากมีเหตุผลหรือข้อมูลอื่นที่ไม่อยากจะพูดถึง

แต่หาก 'เหตุผล' และ 'ข้อมูล' อื่นที่ไม่อยากจะพูดนั้น มันถูกแปรรูปและชี้เป้ามาที่ตัวผมซึ่งเป็นบรรณาธิการบริหาร โทษฐานที่มีทัศนคติไม่น่าข้องแวะหรือทำงานร่วมแม้แต่วันเดียวนั้น....ข้อนี้ผมถือว่าชัดเจนและไม่มีอะไรต้องสงสัย

ในแง่ปัจเจกบุคคลต่อปัจเจกบุคคล ผมคิดว่าพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์นั้น เปิดเงื่อนไขและอนุญาตให้เราชิงชังรังเกียจกันและกันได้เสมอๆ เมื่อไม่มีความสุขในการคบหาหรืออยู่ร่วม วิธีจัดการความรู้สึกชนิดนี้ สามารถทำได้ตั้งแต่เดินออกห่าง จนถึงวิธีการป่าเถื่อนต่อยตี ปะทะ ฆ่าฟัน หรือกระทั่งลอบทำร้ายกัน ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ทั้งสิ้น กระทั่งเป็นเรื่องที่พึงเข้าใจได้ด้วยซ้ำ...นี่คือพูดในเงื่อนไขที่ว่าเราไม่เอาเรื่องถูกผิดดีชั่วเข้ามาจับ

แต่ในแง่การตัดสินใจระดับนโยบายองค์กร ลำพังความขัดแย้งในเชิงทัศนคติกับบรรณาธิการบริหาร ซึ่งมีขั้นอำนาจต่ำกว่าในสายงานบังคับบัญชา ปัญหานี้หากใช้วุฒิภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์เข้าจัดการแก้ไข ย่อมมีทางเลือกในการจัดการในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ปลดย้ายจนถึงเลิกจ้างบรรณาธิการคนนั้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องผละละทิ้งกลุ่มผู้อ่านด้วยการปิดตัวหนังสือ รวมถึงการตัดสินใจลอยแพพนักงานอีกกว่า 16 ชีวิต

นอกเสียจากว่ากลุ่มผู้อ่านและพนักงานเหล่านั้น จะถูกแปรรูปเป็นส่วนหนึ่งของน้ำหนักและเครื่องมือในการผลักภาระบาปทั้งหมดพุ่งไปให้บรรณาธิการแบกรับแต่เพียงผู้เดียว

และหากเป็นเช่นนี้ นี่ย่อมมิใช่ปัญหาของคนทำหนังสือ แต่เป็นปัญหาของความเชื่อและการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

7."เรามีศาสดาคนละองค์ เราเป็นคนละสายพันธุ์"

นี่คือข้อสรุปที่ถูกต้อง ชัดเจน และผมถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกจัดหมวดหมู่เช่นนี้

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่ผมจะตัดสินใจร่วมงานกับคุณวงศ์ทนง ความแตกต่างข้อนี้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผมคิดหนัก และต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่จะได้ทำกับสิ่งที่จะต้องสูญเสียอยู่นาน...

พูดแล้วก็พูดให้หมด กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่ปรารถนาดีและห่วงใยผมหลายต่อหลายท่าน ยังออกปากเตือนเรื่องนี้...เตือนถึงขั้นว่าทำงานร่วมกันอาจเป็นไปได้ แต่พึงตระหนักและระมัดระวังตัวเสมอว่าบุคคลผู้นี้ มิอาจนับเป็นมิตรสหายในความหมายที่เคร่งครัด

ความดื้อดึงของผมก็คือ ผมเชื่อว่าเราต่างก็ต้องหายใจอยู่บนโลกที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ หน้าที่ของเราคือพึงสร้างพื้นที่ว่างข้างในใจไว้เผื่อเสมอ เพราะมันจะเป็นพื้นที่สำหรับบริหารจัดการและดูดซับแรงปะทะจากความแตกต่างเหล่านั้น พื้นที่ว่างชนิดนี้คือที่มาของคำว่า 'ขนาดของหัวใจ' และหากเป็นไปได้ก็พึงเคารพข้อแตกต่าง ตราบเท่าที่มันยังไม่ล่วงละเมิดกติกาของกันและกัน นี่คือหลักคิดเบื้องต้นที่ผมตัดสินใจเลือกทำนิตยสารเล่มนี้

หลักคิดประการต่อมาก็คือ ผมเคารพว่าแต่ละคนต่างก็มีความถนัดในเชิงทักษะของตัวเอง ซึ่งหากสามารถผสมผสานข้อดีของทั้งสองฝ่ายได้ ไม่เพียงเราจะได้ทำสื่อสิ่งพิมพ์ดีๆ เพื่อสื่อสารกับผู้คน สื่อสารกับสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบธรรม หากอีกด้านหนึ่งมันยังเป็นการพิสูจน์ความจริงพื้นฐานที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง นั่นคือมนุษย์ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายสายพันธุ์ หลากหลายความเชื่อก็จริง แต่สามารถอยู่ร่วมและจับมือกันผลักดันงานที่ดีได้

เพราะหากเราไม่เชื่อเช่นนั้น ประวัติศาสตร์หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาก็สอนแล้วว่ามันมักจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมเสมอ...เพราะ 'นาซี' เชื่อว่าสายเลือดของตัวเองแตกต่างจากผู้คนสายพันธุ์อื่น ตัดสินว่าผู้คนเหล่านั้นมีสายเลือดสกปรก จึงนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งมโหฬาร...เพราะชนเผ่าฮูตูและเผ่าตุ๊ดซี่เชื่อว่า พวกเขาแตกต่างทางสายพันธุ์จนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ จึงต้องมีการเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ครั้งใหญ่ในรวันดา...กระทั่งในเมืองไทยเอง เพราะเรารู้สึกว่าแตกต่างกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมใช่ไหม จึงต้องเข่นฆ่ากันและกันไม่รู้จบที่ภาคใต้

หากข้อสรุปเบื้องต้น มิใช่การประดิษฐ์ถ้อยคำเท่ๆ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบของคนที่ถูกเรียกว่าเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เขาคิดและรู้สึกเช่นนี้จริงๆ ...ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน น่าเศร้ามากเสียยิ่งกว่าการปิดหนังสือเล่มเดียวด้วยซ้ำ 0

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/2005...n_17783367.html
อัพเดทข่าวภาพยนตร์จากทั่วโลกได้ที่นี่จ้า \\^o^// PopcornMag.Com
Udomdog's Blog ขอเกาะกระแสกับเขาหน่อยน่ะ >_<

Karin Preeda

Quoteผมไม่เคยเห็น jazz seen เลยครับ ออกมานานยังครับเนี่ย


นานแล้วครับ หนังสือเองก็หายาก ผมซื้อเล่ม 1 มาอ่าน เล่มสองไม่เคยเห็น เล่ม 3 ไปเจอที่แผงหนังสือต่างจังหวัดที่มีแต่หนังสือของเดือนก่อนหน้านั้น

เล่ม 4 ยังไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสเจอหรือเปล่า  :P  

Night Owl

โอ.....นี่มันยิ่งกว่าฉากดวลระหว่างอนาคินกับโอบีวันอีกนะเนี่ย


ในฐานะผู้อ่านคนหนึ่ง
บอกตรงๆว่าเสียความรู้สึกไม่น้อย
กับการปิดตัวเองแบบไม่สง่างามเช่นนี้
ยิ่งแรกที่รู้ถึงเบื้องหลัง  ยิ่งรู้สึกแย่
มันเหมือนกับเขาเห็นผู้อ่านเป็นอะไรกัน
ช่างไม่ควรค่ากับความศรัทธาที่ผู้อ่านมีให้เลย


แต่งานนี้ดิฉันขอยืนข้างคุณอธิคมนะ
และดีใจที่ยังมีสื่อที่มีหัวใจแบบนี้หลงเหลืออยู่บ้าง
รวมทั้งที่ไม่ชอบลีลาการทับถม  หมิ่นแคลนผู้คนของคู่กรณีที่เปิดฉากก่อนด้วย


จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้
น่าจะทำให้คุณวงศ์ทนงนั่งไม่ติดอีกรอบเหมือนกับคราวบทบรรณาธิการเจ้าปัญหานะแหละ

nattapong

ไปกันเรื่อย ไม่ค่อยชอบเห็นคนทะเลาะกันครับ อ่าน ๆ แล้วก็เศร้า
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

nattapong

แล้วไอ้เจ้าบทบรรณาธิการตัวปัญหาคืออะไรง่ะ เอามาลงให้ดูหน่อยได้ไหมครับ งง
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

nattapong

โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นว่า Times หรือ Newsweek จะมีเนื้อหาที่หนักตรงไหนเลย อ่าน ๆ แล้ว ออกจะเป็นการสรุปรวมเสียมากกว่า ซึ่งทำให้ผมอ่านบ้างบางครั้งที่มีข่าวกรณีที่สนใจ ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเนื้อหามันหนักไป เครียดไป มันไม่น่าจะเป็นข้ออ้างถ้าเป้าหมายของหนังสือไปสู่แนวนั้น

แต่ผมเองก็ไม่เคยจะอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวก็เลยไม่สามารถหาข้อสรุปได้ด้วยตัวเอง ใครบ้างที่เป็นแฟนพอจะมาสรุปตัวเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวได้บ้างครับ แต่ตามความเห็นว่าฐานผู้ซื้อของ A Day นั้น จะมาเป็นผู้ซื้อของ A Day Weekly มันก็ออกจะแปลก ๆ เพราะ content มันคนละเรื่องกัน

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านอะไรที่สรุปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามข่าวในเมืองไทยอย่างเดียวยังไม่สามารถดึงความสนใจผมได้มากนักครับ ก็เลยไม่มีโอกาสจะอ่าน หรือเปรียบเทียบกับวารสารอื่น ๆ ที่มีอยู่

ขนาดเรื่องในภาคใต้ผมยังซื้อ Times มาอ่านเลย ไม่รู้ทำไมว่าผมไม่ค่อยเชื่อถือมีเดียในประเทศเท่าที่ควรครับ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

supada

เฮ่อ ไม่น่ามาเกิดวิวาทะผ่านสื่อแบบนี้เลยอ่ะ  :(  
"The more mediocre your music is, the more accessible it is to a larger number of people in the United States." ~ Frank Zappa ~

udomdog

Quoteเล่ม 4 ยังไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสเจอหรือเปล่า� :P

สมัครสมาชิกเลยค้าบคุณ karin ... รับรองไม่พลาดซักเล่มแน่ๆ อ่ะ :blush:

Quoteแล้วไอ้เจ้าบทบรรณาธิการตัวปัญหาคืออะไรง่ะ เอามาลงให้ดูหน่อยได้ไหมครับ งง

ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็น aday weekly เล่มที่หน้าปกลงรูปคุณตัน (เจ้าของโออิชิ) นั่นล่ะครับ ไว้ขอกลับบ้านไปค้นดูก่อนนะครับ ถ้าเจอจะพิมพ์มาลงให้ได้อ่านกันครับ ... เท่าที่ผมอ่าน aday weekly มาตั้งแต่ฉบับแรกๆ แม้จะไม่ได้ติดตามทุกฉบับก็ตาม ผมเห็นว่านิตยสารฉบับนี้มุ่งเน้นการวิพากย์เชิงสังเคราะห์ และการตั้งคำถามกับผู้อ่านถึงนโยบายรัฐ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและนอกประเทศได้อย่างน่าสนใจครับ เพราะบางเรื่องนี่ผมไม่เห็นในหัวหนังสือแนวนี้เลย เช่น วิกฤตในอาร์เจนตินา เป็นต้นครับ
อัพเดทข่าวภาพยนตร์จากทั่วโลกได้ที่นี่จ้า \\^o^// PopcornMag.Com
Udomdog's Blog ขอเกาะกระแสกับเขาหน่อยน่ะ >_<

Night Owl

มันเป็นการยกเรื่องวิวัฒนาการของปลาบึกมาอ้างอิง
ซึ่งเคยเป็นเรื่องสั้นของคุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
ตอนที่อ่านก็ชอบมากนะ  มันโดนเลยละ
ยิ่งเมื่อได้กลับไปอ่านอีกรอบหลังจากเรื่องราวถูกเปิดเผย
โห.....นี่มันตีขนดหางคู่กรณีเลยนะเนี่ย
ไว้จะพิมพ์มาให้อ่านละกัน
แต่น้องอุดมแกอาจจะไวกว่านะ :D


รู้แต่ว่าใครอย่าได้ไปมีเรื่องกับบรรดานักเขียนเลยนะ
ก็ดูลีลาเฉือดคู่ต่อสู้ของแต่ละท่านซิ
ไอ้ที่เขาว่า แค้นจนกระอักเป็นเลือดนี่
เห็นท่าจะจริงแฮะ


supada

เศร้าจัง อยากเห็นคุณอธิคมทำหนังสืออีกเร็วๆ จัง  :(  
"The more mediocre your music is, the more accessible it is to a larger number of people in the United States." ~ Frank Zappa ~