Author Topic: ความฉลาด 7 ประการของ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์  (Read 4399 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Pinit

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 899
เป็นเรื่องนานมาแล้วครับ ผมบังเอิญได้อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ 2-3 บทความ มันกระตุ้นต่อมอยากโพสต์เหลือเกิน  วันนี้เอาบทนำไปก่อน


โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ( Howard Gardner )  ศาตราจารย์ด้านจิตวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวว่า คนเรามี ‘ความฉลาด’ อย่างน้อย 7 ประการอยู่ในตัว ประเด็นคือ แต่ละคนมีทั้ง 7 อย่างในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน  

ผมบังเอิญเชื่อครับ ..  มันก็น่าจะจริงนะ

ประการแรก คือ ความฉลาดทางภาษา ( language ) ซึ่งเป็นความสามารถที่คนทุกวัฒนธรรมมี แต่ถ้าหากเป็นพวกกวี นักเขียนบทละคร บรรณาธิการ และนักพูดในที่สาธารณะ พวกนี้ จะมีความสามารถด้านนี้เป็นพิเศษ เคยอ่านกลอนของ อังคาร หรือ เนาวรัตน์ คงเข้าใจนะครับ ศิลปินอะไร แต่งได้หยดย้อย ประการที่สอง คือ ความฉลาดทางตรรก-คณิตศาสตร์ ( logical-mathematical intelligence ) ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างก็มีเช่นกัน แต่ไม่เท่ากัน อะแฮ่ม อันนี้เคยเจอด้วยตัวเองครับ ผม(เคย) คิดว่าผมเก่งคณิตศาสตร์พอควรนะครับ  แต่พอมาเรียนในชั้นสูง ผมรู้ขีดจำกัดทางคณิตศาสตร์ของตัวเอง-(รู้ว่าที่จริงเราไม่ฉลาดเลย)  ยิ่งเวลาเจอพวก Genius มา Solve สมการต่างๆให้ดู .. เรารู้เลยว่า พวกเก่งจริงเป็นอย่างไร ว่ากันว่า พวกเก่งคณิตศาสตร์นี่ มักจะทำงานที่ยากๆ  สลับซับซ้อน ใช้สมองเยอะๆได้ดี หมอ วิศวกร แม้กระทั่งนักบริหารที่เก่งๆ ก็ต้องเก่งคณิตศาสตร์ มองตัวเลขปร๊าดเดียว สมองประมวลผลได้เลย ประการที่สาม คือ ความสามารถในการกำหนดพื้นที่และทิศทาง ( spatial orientation )  ซึ่งช่วยให้คนเราเดินทางข้ามมหาสมุทรหรืออ่านแผนที่ได้ และเดินกลับไปยังรถที่ตัวเองจอดได้ พรสวรรค์ข้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับอาชีพบางอย่าง เช่น ประติมากร สถาปนิก หรือนักเขียนแผนที่  ประการที่สี่ คือ ความฉลาดในด้านการใช้งาน-กลไกลทางร่างกาย ( physical-kinaesthetic ) โดยทั่วไป ความฉลาดนี้ ช่วยเราให้สามารถจดจำความเคลื่อนไหวต่างๆได้ คุณสมบัติบางอย่าง เช่น ว่ายน้ำ หรือ ขี่จักรยาน ใครที่ทำได้ก็จะทำได้ตลอดไป  ความฉลาดข้อนี้  บรรดา นักกีฬา นักกายกรรม จะมีมากเป็นพิเศษ คนบางคนทำอะไรไม่เป็นเลย นอกจากเล่นกีฬา  จะว่าเป็นพรสวรรค์ก็ใช่ (แต่อ่านพบว่า คนมีพรสวรรค์หลายคน ที่ค้นพบตัวเอง ก็พยายามพัฒนาให้ข้อเด่นตัวเอง ดีขึ้นไปอีก เช่น การฝึกซ้อม การฝึกเทคนิค)  ประการที่ 5  คือ ความฉลาดทางดนตรี ( musical intelligence ) คนเราทุกคนมีศักยภาพในการเป็นนักดนตรี สามารถผันทำนองเสียง ประสานเสียง และจังหวะให้กลายเป็นดนตรีได้  แต่ จำ "พ่อศร" ใน โหมโรงได้มั้ยครับ ตอนที่ไปเล่นพนัก เคาะระนาด เคาะสองลูก ก็จำได้ .. แถมยังเล่นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ ตะโพน ซอ ระนาด ฆ้อง .... แบบนั้นเรียก อัจฉริยะด้านดนตรีนะครับ

อีก 2 ความฉลาด ประการที่ 6 คือ ความฉลาดทางด้านมนุษยสัมพันธ์ พวกนักล๊อบบี้ ผู้นำกิจกรรมต่างๆ  ประการที่ 7 คือ ความฉลาดในการรู้เท่าทันและเข้าใจตัวเอง  อันนี้ อธิบายว่า อย่าง สิทธัตถะ , เชอเกียม ตรุงปะ , กฤษณะ มูรติ , ฯลฯ น่าจะมีเยอะ


ประเด็นแรกที่ผมอ่านจากหนังสือก็คือ ...  มีคนเขียนไปถาม ประภาส (พี่จิกของน้องๆ) ว่า ทำไมหลานอ่านหนังสือเท่าไรก็เรียนไม่เก่ง ประภาสเขียนทำนองว่า "คนถามเข้าใจเรื่องความฉลาดคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า" เพราะความฉลาดนั้น แบ่งตาม การ์ดเนอร์  ก็ได้ตั้ง 7 อย่างนะ ..  อะแฮ่ม จริงๆก็ไม่คลาดเคลื่อนหรอก แต่ว่าด้วยค่านิยมของสังคม บ้านเรา การเรียนเก่ง มักหมายถึงการเก่งด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ เป็นหลัก อาจจะเพราะคาดหวังว่า เด็กๆโตขึ้นต้องเป็นหมอ เป็นวิศวกรกันนั่นแล... ความห่วงใยของพ่อแม่มิใช่เรื่องผิด


แต่ว่าปัจจุบัน พ่อแม่รุ่นใหม่ที่เข้าใจเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น จะเห็นว่า พ่อแม่บางคนให้ลูกไปเรียนดนตรี ให้ไปฝึกซ้อมกีฬา (รวมถึง เต้นเชียร์ลีดเดอร์ ด้วยหรือเปล่า??? เห็นไปกันเยอะ ..)  พ่อแม่บางคน เลือกให้ลูกเรียนพิเศษ วิชาวาดเขียน

ผมเชื่อว่า ถ้าค้นหาว่า แต่ละคน "เด่น" ด้านไหน ก็อาจจะช่วยพัฒนาศักยภาพของคนๆนั้นได้ พ่อแม่บางคนที่ผมพบมาในชีวิต ลูกชายถูกรีไทร์ เขาบอกเลย "ทำไม อาจารย์ก็คนเดียวกัน หนังสือก็เล่มเดียวกัน ทำไมคนอื่นเขาสอบได้เกรดดีๆ "

สิ่งหนึ่งที่ผมเคยอ่าน แล้วก็คิดว่า มันน่าจะใช่ .. แค่ คิดว่ามันน่าจะใช่เท่านั้นนะครับ เคยอ่านว่า เด็กที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง มักจะเรียนวิชาอื่นๆที่เหลือ เก่ง เช่น อังกฤษ ภาษาไทย ฯลฯ หรือสูงมาระดับมัธยมหน่อย ก็พวก วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ... ตรงนี้ ผมคิดว่าน่าจะใช่.. มันอาจจะมีกลไกอะไรในสมองสักอย่าง ที่เชื่อมโยงเอาความเข้าใจเรื่องโน้น เรื่องนี้ มารวมกัน

 
« Last Edit: 16 December 2005, 12:28:20 PM by Pinit »
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

Offline nattapong

  • moderators
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3581
  • Gender: Male
ผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยครับ และไม่จำเป็นว่าจะมีข้อจำกัดในข้อใดข้อหนึ่งด้วย และในขณะเดียวกันผมคิดว่าหลาย ๆ ข้อจะสามารถพัฒนาได้ครับ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

Offline sakorn

  • donor
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 781
    • http://
เห็นด้วยและรู้สึกอ่้านสนุกมากครับ ขอบคุณมากๆครับสำหรับบทความแจ๋วๆ อ้อสงสัยอย่างว่า พวกนักการเมืองแบบ ไทยลักไทย ในประเทศสารขัณธ์นี่ฉลาดด้านไหนเป็นพิเศษครับเนี่ย เห็นคณิตศาสตร์ก็ไม่ค่อยเก่ง คิดเป็นแต่เปอร์เซ็นต์ อย่างอื่นไม่ค่อยคล่องกัน 5555 :P  

Offline jtr

  • Јεdι Τhε Яεturnεr
  • donor
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2905
  • Gender: Male
  • Яeturn To Forever
Quote
เด็กที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง มักจะเรียนวิชาอื่นๆที่เหลือ เก่ง
อันนี้ ต้องให้ท่าน เชอโรกี มายืนยันครับ

แต่ผมไม่เชื่อที่ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ว่าความฉลาดมี 7 ประการนะ
แหม พินิจเธอช่างตั้งกระทู้ มาดักเสียจริงเลย

ความฉลาดในความเห็นอันต่ำต้อยของผม
ไม่สำคัญในการ"แยกแยะ" หรือจัด"สัดส่วน" ให้สมดุล แต่อย่างใด

ความฉลาดที่แท้จริง คือ การแทงทะลุแจ้ง"สัจจะ"ใน"ธรรมะ"ชาติ

ในระดับโลกียะ-
ความฉลาดหรือปัญญา ที่ไม่ไปเอาเปรียบ เบียดเบียนผู้อื่นหรือตนเอง นับว่ายอดยิ่ง

ในระดับโลกุตระ-
มีปัญญาอย่างเดียว เปรียบเหมือน ลิง(เห้งเจีย)
มีศีล(ข้อละเว้น)อย่างเดียว เปรียบเหมือน หมู(ตือโป้ยก่าย)
มีสมาธิอย่างเดียว เปรียบเหมือน พรายน้ำ(ซัวเจ๋ง)
มีความเพียร(ศรัทธา)อย่างเดียว  เปรียบเหมือน พระภิกษุ(ถังซำจั๋ง)
แม้กระนั้น สำเร็จผลมาแล้ว ยังจมหายไปกับทะเลขากลับ(ไซอิ๋ว)

โอ้..โลกนี้ หากมีแค่ความฉลาดเพียงอย่างเดียว
มันไม่สามารถให้ชีวิตมนุษย์ "หลุดพ้น"ได้อย่าง"ถาวร"ดอก..

แต่การที่มาเผยแพร่ข้อคิดต่างๆ ทั้งเรื่องเครื่องเสียง เพลง หนังสือ ฯลฯ
อย่างที่เพื่อนๆทุกท่านทำอยู่ในเว็บนี้...
ก็ทำให้"เต่า"อย่างผม ได้พอเห็นแสงสว่างรำไรเหนือผิวน้ำได้บ้าง

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ

 :jedi:  
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Offline Pinit

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 899
ว่าจะไม่วกการเมืองนะเนี่ยย
Quote
พวกนักการเมืองแบบ ไทยลักไทย ในประเทศสารขัณธ์นี่ฉลาดด้านไหนเป็นพิเศษครับเนี่ย เห็นคณิตศาสตร์ก็ไม่ค่อยเก่ง คิดเป็นแต่เปอร์เซ็นต์ อย่างอื่นไม่ค่อยคล่องกัน
ผมว่าเขาเก่งนะครับ :(  แต่เก่งแบบไม่มีคุณธรรม ... ครูบาอาจารย์ระดับนักปราชญ์ ถึงได้สอนว่า ถ้ามีปัญญาแล้วต้องมีคุณธรรมควบคู่ด้วย  .. นักการเมืองบ้านเรา ประเภท ดีดลูกคิดรางแก้วทั้งนั้นแหละ .. ดูตัวอย่าง 1 ตัวอย่าง สูตรที่พวกเขามาแตกอนุพันธุ์ใหม่ ในการดำเนินคอรัปชั่นที่ถูกเผยโดยคุณหญิงจารุวรรณสิ ครับ โครงการใหญ่เกิน ตำแหน่งอนุมัติตาม กม. หรือ? ไม่ยาก ก็แยกออกเป็นส่วนๆ ให้ไม่เกิน แล้วให้ คนใน ตำแหน่งนั้น คนเดียวล่ะ อนุมัติ  แยกออกเป็น 5 ส่วน 10 ส่วน  ..  

นักการเมือง นักวิชาการ ผสานกำลังกัน รวมเอาความฉลาดมาใช้ นักกฎหมายที่ดีก็ต้อง "หา" ช่องโหว่ในกฎหมาย ..  โดยมิต้องคำนึงถึงคุณธรรม....
« Last Edit: 24 December 2005, 11:11:03 AM by Pinit »
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

Offline Pinit

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 899
ในชั้นเรียนมัธยม หลายๆคนคงเคยมีเพื่อนที่เก่งทั้งวิชาการและกีฬา น่าทึ่งเอาการนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าในโรงเรียนมัธยม ถ้าไม่เรียนก็ต้องเล่น ชีวิตประจำวันมีแค่ 2 อย่าง แต่แล้ว อาจารย์ก็มักจะมาจับเอาพวกเก่งทั้งวิชาการและกีฬา ให้เหลือเพียง เรียนอย่างเดียว

ครั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็สังเกตอีกว่า นอกจากเรื่องวิชาการที่ต่างคนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว ก็จะมีอีกบางกลุ่มไปทำกิจกรรม เป็นที่น่าสังเกตว่า บรรดาประธานชมรม หรือพวกแกนนำ มักจะมีอนาคตดีทั้งทางธุรกิจและการเมือง เพราะอาชีพเหล่านั้นต้องการ ความเข้าใจทางด้านมนุษยสัมพันธ์ สูง และเป็นไปได้ว่า คนเหล่านั้น ค้นพบความสามารถของตัวเองตั้งแต่เรียนหนังสือ


ขอมาต่อที่บทความของ เอื้อ อัญชลี สามก๊ก ฉบับคนกันเอง ในมติชน เรื่องตอนที่ชื่อว่า เบ้าหลอม พูดถึง มังกรหยก

ฉายาขงเบ้งหญิงที่อึ้งย้งได้มานั้น  เป็นความฉลาดของเชาว์ปัญญาทางด้านภาษาและการใช้เหตุผลเหมือนกับขงเบ้ง นางจึงเข้าใจหลักวิชาการต่างๆ ได้ง่าย รู้จักพลิกแพลง และวางอุบายเป็นลำดับขั้น
ปัจจุบันวิชาความรู้ต่างๆ แพร่หลายและเข้าถึงง่าย ตามคุณลักษณะของสังคมข้อมูลข่าวสาร แต่ความสามารถของผู้คนในการพิเคราะห์ข่าวสารและการประมวลข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงกลับถดถอย กลายเป็นเรื่องของการบริโภคภาพลักษณ์ภายนอกของความรู้ที่จับต้องและมองเห็นได้มากกว่าจะเกิดปัญญาขึ้นภายในตนเอง นั่นเป็นผลมาจากการศึกษาที่เน้นพัฒนาเชาว์ปัญญาเพียงด้านเดียว ทั้งที่องค์รวมของภูมิปัญญานั้นประกอบด้วยความสามารถไม่น้อยกว่า 7 ด้าน

 


อ่านบทความดังกล่าวแล้ว รู้สึกเชื่อมโยงไปที่บทนำ เรื่อง ความฉลาด 7 ประการที่ผมโยงไว้ อีกทั้งรู้สึกว่า น่าจะใช่ :unsure:  เหมือนที่ครูมักบอกว่า สอนให้รู้น่ะได้ แต่สอนให้คิด ไม่ง่ายเหมือนกัน
« Last Edit: 24 December 2005, 11:07:15 AM by Pinit »
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

Offline Pinit

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 899
สำหรับประเทศสารขัณฑ์นี้ จากการรับรู้ข่าวสารในหนังสือพิมพ์ ทำให้ผมคิดว่า ความฉลาดด้านการคอรัปชั่น อาจจะบางที ต้องนับเป็นความฉลาดด้านหนึ่งเช่นกัน อ่ะอ่ะ ทำเป็นเสียดสี

พูดถึงคนที่เก่งหลายด้าน ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Master and commander ครับ ฉากเรือรบถล่มกัน ถ้ามีโฮมเธียเตอร์ดีๆ มันสนั่นหวั่นไหวมากๆเลยครับ เสียงปืน เสียงระเบิด  :aktion033:  เอ้ ไม่ใช่ๆ  กัปตันครับ กัปตัน อูเบรย์ กัปตันของเรือฝั่งอังกฤษ ห้วงที่ผ่อนคลายบนเรือ แกเอาไวโอลินมาเล่นดูเอ็ทกับหมอประจำเรือที่เล่นเซลโล หนังเรื่องนี้เพลงประกอบเพราะมากๆ ครับ!  แต่เวลารบ แกจะใช้วิชาการทั้งหมด ซึ่งอยู่ในระดับเชี่ยวชาญทีเดียว เพื่อยึดเรือของฝรั่งเศสให้ได้ แสดงถึงความสามารถอย่างน้อย 2 ด้านแล้ว.. ด้านดนตรี กับ ด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ นอกจากนี้แกยังมีความฉลาดในการ มนุษยสัมพันธ์ด้วย จะเห็นจากวิธีการที่แกพูดหรือกระทำกับลูกน้องนั่นเอง ทุกๆคนยอมรับเลยว่าแกเป็น master จริงๆ

เคยเปิดอ่าน หนังสือ Howto บริหารธุรกิจ หลายเล่มๆ ก็เน้นให้นักบริหารเองต้องฉลาดหลายๆด้านเช่นกัน..

ยกตัวอย่าง  นักประพันธ์เพลงคลาสสิกบ้าง คนหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างของคนที่มีความฉลาดหลายๆด้านได้ก็คือ โบโรดิน Alexander Bodorin ใครที่อ่านประวัติแก ก็คงทึ่งเหมือนผม ..... ว่ากันว่า  สมัยเด็ก โบโรดินเป็นคนฉลาดทั้งด้านอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ใช้เวลาไม่มากก็เรียนรู้เรื่องหมดแล้ว ส่วนในด้านดนตรี โบโรดิน เล่นได้ทั้ง ปี่โอโบ้ เปียโน เซลโล อายุ 11 ปี ก็สามารถดูเอ็ทกับเพื่อนที่เล่นไวโอลินได้แล้ว!

แล้วโบโรดินก็ประพันธ์ ซิมโฟนีหมายเลข 2 ได้รับชื่อเสียงในฐานะ composer?????  :daumenpos:  :daumenpos:

เปล่าครับ! โบโรดินไปเรียนหมอ จบหมอ และเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง บางประวัติบอกว่า แกเป็นศาสตราจารย์แพทย์ แต่บางประวัติบอกว่า แกดันสนใจด้านเคมี ก็เลยเป็นผู้เชียวชาญ อาจารย์ด้านเคมีอีกคนหนึ่ง!

ระหว่างที่แกทำอะไรต่อมีอะไรมากมายในเรื่องอาชีพหมอของแก แกก็ใช้เวลาว่างในการเขียนงานสำหรับวงแชมเบอร์บ้าง ออร์เคสตร้าบ้าง .. ทำแบบคนไม่เคยเรียนในระบบแต่มีพรสวรรค์..  ริมสกี้ คอร์สคอร์ฟ (คนที่มาแต่ง Prince Ignor ของโบโรดินให้จบ--นี่เขาคู่ซี้กัน) เคยบันทึกไว้ว่า แฟลตที่โบโรดินอยู่นี่ อยู่ถัดจากห้องแล็บของโบโรดิน วันๆ โบโรดินก็ง่วนอยู่ในห้องแล็บนั่นแหละ แต่พอว่างก็จะกลับไปแฟล๊ต ไปเล่นดนตรีกับริมสกี้..ครั้นแล้วแกก็จะกลับมาที่แล็บอีก ถ้าหากแกทดลองอะไรค้างไว้ เผื่อว่าอุปกรณ์-สารมันจะไม่ระเบิด หรือไหม้ซะหมด

ว่ากันว่า แกเป็นคนที่มีคนรักมากมาย เป็นหมอที่คนไข้วางใจ เป็นเจ้าบ้านใจดี เลี้ยงคนเยอะเยอะ  นี่อาจจะเป็นความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ของแกอีกด้าน
« Last Edit: 24 December 2005, 11:12:24 AM by Pinit »
สร้างความจรรโลงใจ ให้ความสุนทรีย์ ชักชวนให้ตระหนักถึงคุณงามความดี .. นี่จึงเป็นศิลปะ

Offline nattapong

  • moderators
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3581
  • Gender: Male
เช่นเดียวกันครับผมเองก็มีความเชื่อว่าในยุคปัจจุบันที่อะไร ๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้การเป็น expert เพียงด้านเดียวอย่างที่เคยเป็นนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว การที่เป็นคนที่เชี่ยวชาญหรือเก่งในหลาย ๆ ด้านนั้นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น มีบทความหลาย ๆ บทความที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคำว่าบูรณาการ ซึ่งหมายถึงรวม expert ในหลาย ๆ ด้านมาทำงานด้วยกัน multi-discipline ที่รวมความรู้หลาย ๆ ด้านอยู่ในคนเดียวกัน เป็นต้นครับ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ