• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
21 May 2019, 01:08:16 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


หูหาเรื่อง

Started by pee, 07 September 2006, 09:43:08 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

K. PJ

20 September 2006, 11:53:54 pm #40 Last Edit: 26 September 2006, 04:39:52 am by K. PJ
อาเธอร์ ชนาเบล  คนนี้เล่นเปียโนใช่หรือเปล่าครับ? ผมอ่านที่คุณ Pee เขียนมาอย่างละเอียดเลยครับ และพอแกะออกมาได้เท่านี้อ่ะครับ :wavey:

Quoteเอา link มาฝากครับ ผมเพิ่งมีสองแผ่นเอง
http://www.andromeda.at/mus/mil/aufn_4_e.html
ขอขอบคุณครับ คุณ Outto  :bowdown: ที่เอาเวบนี้มาให้ดู ทำให้ผมหามาได้เพิ่มมาอีกสองแผ่นครับ

pee

ดีใจที่ทำให้คนรักเพลงชอบฟังมากขึ้น แต่คนชอบซื้ออาจจะเหนื่อยหน่อย ยังไงก็อย่าเผลอใจมากเกินจำเป็นนะครับ
แปลกอย่างหนึ่งก็คือในตลาดประมูล แผ่นไวโอลิน ราคาออกจะสูงกว่าเพื่อน คงเพราะเวลาติดแล้วนี่ ต้องด๊วบมากกว่าอย่างอื่นๆกระมัง...5555

ขออภัยที่ทำให้สับสนเรื่องเหรทติ้ง อย่าไปสนใจมากเลยครับ เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว ยังดีที่ในตลาดเมืองไทยไม่มีของให้เล่น ไม่งั้นผมโดนข้อหาปั่นหุ้นแง็มเลย

รอหน่อยนะครับ กำลังทำบัญชีของชอบมาเสนอ....เอ แต่ผมไม่ได้พูดถึงชนาเบลเลยนี่นา พี่ท่านไปงัดมาแต่ใหนกัน คนนี้เขาเป็นมือเปียนโนจอมสร้างลูกศิษย์ สมัยหลังสงครามโลก แทบทั้งนั้นต้องไปเรียนกับแก ถึงจะออกศึกได้
ลูกศิษย์คนที่แกสร้างได้เจ๋งสุดก็คือ คลิฟเฟิร์ด เกอร์ซอง อันดับหนึ่งของอังกฤษ คนเดียวที่ไม่เคยลงชื่อในสัญญาอัดเสียง แต่ไม่เคยเปลี่ยนสังกัด เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของค่ายเดคค่าเขา แล้วแกก็ใจเหี้ยมจริงๆครับ อัดเสียงเสร็จ อย่างยอดเยี่ยมเลย แกฟังตอนเล่นกลับแล้วบอกว่า ผมยังเล่นได้ดีกว่านี้ว่ะ ขอไม่ผลิต วงแตกสิครับ ลงทุนไปตั้งแยะแล้ว แถมคอนดัคเตอร์ก็เบอร์ใหญ่ด้วย เบ็นยามิน บริตเต้น แสดงว่าเกอร์ซองนี่มีอิทธิพลมากจริงๆ
หาแผ่นของเขาได้เมื่อไหร่ ให้ซื้อไว้ 2 ชุดนะครับ คุณจะไม่มีวันได้ยินสำเนียงเปียนโนที่งามดังเพชรแวววาวเท่านี้มาก่อน
โดยเฉพาะในบราห์มส โอปุสที่ 5 และโซนาตา 3 เบอร์ท้ายของชูเบิรต

K. PJ

Quoteคนแรกที่เล่น 32 เบอร์จนครบคือตำนานที่ชื่อ อาเธอร์ ชนาเบล นั่นหลังจากศึกษามายี่สิบกว่าปี แกทำไว้เพราะแกถือเป็นบทศึกษาครับ ทำด้วยความรักเคารพในต้นฉบับกลายเป็นแม่แบบให้ทุกคนต่อมา(อีกสามสี่สิบคน) เอาอย่าง

หากพิจารณาจากงานของชนาเบล โซนาตา 32 เบอร์ชุดนี้ เป็นมากกว่าเพลง มันเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ประมาณว่า เกิดมาก็ต้องไปให้ถึงจุดนี้ หาไม่ก็อย่าเกิดมาเป็นนักเปียนโนเลย งานระดับนี้ เขาจึงไม่แสดงพร่ำเพรื่อ ครั้งเดียวก็มากเกิน
ผมอ่านตรงนี้มาครับพี่ท่าน ท่านเผยออกมาเพียงเล็กน้อย ผมยังไม่หายอยากอ่ะ อยากรู้จักคนอื่นที่เจ๋งๆ อีก

K. PJ

Quoteรอหน่อยนะครับ กำลังทำบัญชีของชอบมาเสนอ....เอ แต่ผมไม่ได้พูดถึงชนาเบลเลยนี่นา

ผมเอา Pianist เท่าที่ผมค้นแผ่นได้มาให้พิจารณาก่อนนะครับ Ludwig Haffman, Vladimir Krainev, Walter Klien, John Lill, Gunnar Sern, Denis Mathews, Philippe Entremout, Gina Bachauer, Igor Zhukov, Alexei Nasedkin, Vladimir Sofonitsky, Sviatoslav Richter, Wilhelm Kempff พอจะมีเข้าตากรรมการบ้างไหมครับ สองคนหลังนี้มีหลายแผ่นอยู่เหมือนกันครับ รีบๆ ค้นน่าจะยังมีอีกครับ ได้กลับบ้านอยุธยา แต่ต้องรีบกลับ กทม ยังไม่มีโอกาสฟังเพลง Symphony เพื่อรายงานต่อเลยครับ

K. PJ

คุณ Pee ได้กรุณาเพิ่มโลกทัศน์ให้ผมในวันนี้ให้กว้างขึ้นอีกเยอะเลยละครับ ทั้งเสียงของเครื่องเสียง และอารมณ์ของดลตรีที่เป็นแบบ Original นั้นเป็นอย่างไร? มันทำให้ผมเลิกล้มกับความเป็นนักฟังเครื่องกลายเป็นนักเริ่มต้นฟังเพลงอย่างแท้จริงและเดินถูกทางกับแนวเพลงคลาสคิกได้อย่างดีเยี่ยม เข้าไปครั้งแรกก็ต้องตื่นตลึงกับลำโพง Quad ESL 57 มากๆ เลยครับ ผมอยากจะบอกว่าตื่นเต้นกว่าตอนที่ได้ฟัง ALTEC VOT เป็นครั้งแรกเป็นอย่างมากเลยละครับ มันทำให้ผมนึกถึงลำโพง JADIS ราคา 2.8 ล้านเลยละครับ เสียดายคุณ Jtr ที่ติดธุระเสียก่อนนะครับ แต่สำหรับผมคงต้องมีการนัดหมายกันครั้งที่สองแน่นอนครับ ต้องขอขอบคุณ คุณ Pee ที่ให้การต้อนรับที่ดีเยี่ยมเลยครับ ประทับใจกับมื้อเที่ยงที่แสนจะอร่อยมากและน้ำชาที่แสนจะชุ่มฉ่ำและหอมหวนมากครับ

outto

อ่านแล้วอยากจะไปขอฟังด้วยจังเลยครับ คงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆครับ เห็น stereophile ก็พูดถึง Quad ESL 57 อยู่บ่อยๆ 

เรื่องเพลงคลาสสิคนี่คุณ Pee แนะนำแค่ผิวๆจากกระทู้นี้ ก็เปิดโลกทัศน์ให้ผมเยอะแยะแล้วเลยครับ ขอบคุณครับ

มารอฟังต่อครับ  :worshippy:

pee

อยากให้คุณ k.pj อธิบายเสียงและประสิทธิภาพของเจ้าลำโพงโบราณนี้ด้วย
ผมฟังอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้จะบอกชาวบ้านได้ยังไงว่าเสียงเป็นยังไง รู้แต่ว่าเสียงไม่เหมือนชาวบ้านเขา
ฟังแล้วเหมือนกับคุ้นหู แต่เรื่องเวที เรื่องตำแหน่ง เรื่องความถี่ ...พวกนี้ ใบ้ครับ
ไม่รู้จักอ่ะ

K. PJ

Quoteอยากให้คุณ k.pj อธิบายเสียงและประสิทธิภาพของเจ้าลำโพงโบราณนี้ด้วย
ผมฟังอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้จะบอกชาวบ้านได้ยังไงว่าเสียงเป็นยังไง รู้แต่ว่าเสียงไม่เหมือนชาวบ้านเขา
ฟังแล้วเหมือนกับคุ้นหู แต่เรื่องเวที เรื่องตำแหน่ง เรื่องความถี่ ...พวกนี้ ใบ้ครับ
ไม่รู้จักอ่ะ

ก่อนอื่นผมขอเล่าเรื่องความชอบของผมก่อนนะครับ เพื่อคนที่อ่านจะได้รู้ว่าควรจะเชื่อถือผมได้แค่ไหน? จากที่ผมได้ไปฟังลำโพงคุณ Pee แล้วนั้น ผมต้องกลับมานั่งนึกถึงความชอบในส่วนตัวของผมจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่?????  ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ค่อยจะเป็น Audiophile เท่าใดนัก เพราะลำโพงที่ทำให้ผมตะลึงมากที่สุดคือ Jadis ที่ว่ามาครับ แต่ไม่เห็นมีใคร ไม่ว่าฝรั่งหรือคนไทย เอ่ยถึงกันเลย ขณะที่ไปฟัง Infinity รุ่นใหญ่สุดของเขาก็ยังไม่ชอบเท่า Jasdis ซึ่งผมคิดว่ามันให้บรรยากาศที่ผมคิดว่าดีกว่า เหมือนการแสดงสดจริงๆ มากกว่า แต่ตอนนั้นผมก็ซื้อ Infinity รุ่นกลางๆ เขามาใช้ครับ แต่ใจหนึ่งก็ชอบ Jadis รุ่นเล็กของเขามากกว่า ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับ เหมือนกับซื้อตามพวกมากว่า (เมื่อก่อนมีเพื่อนๆ ที่เป็นหมอ ใครๆ ก็ใช้แต่ Infinity กันทั้งนั้น ก็เอามั่ง)

แต่วันนี้หลังจากไปฟัง Quat ESL 57 แล้ว ผมรู้เลยว่าผมชอบบรรยากาศของเพลงมากกว่า ความเป็น Audiophile ครับ และต่อไปผมคงเลือกหาฟังเพลง คลาสสิกที่เป็น Mono ด้วยครับ เพราะคนที่เล่นเพลงได้ดีๆ แบบที่ผมชอบเกิดไม่ทันยุค Stereo นี่ครับ คนรุ่นหลังนี่ จากที่คุณ Pee เปิดเทียบให้ฟังแล้วฝีมือยังห่างกันไกลจริงๆ ความลงตัวของเสียง การเล่นอย่างเข้าขากันคนรุ่นเก่าทำได้สุดยอดจริงๆ ครับ ผมคิดว่าก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรมากมายกับความถี่ช่วงบนสุดและล่างสุดครับ ผมจึงคิดว่า Watt Puppy อาจไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ มันอาจเป็น Quad รุ่นใหญ่ ในราคาของมือสองเป็นตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการผมมากที่สุดกับเพลงคลาสสิกละครับ ส่วน Focus 68 และ Altec VOT ที่มีอยู่ก็เปิดฟังกับ Jazz ทำให้ผมพอใจพอเพียงแล้วครับ

จะให้ผมวิจารณ์ลำโพงก็ได้เลยครับตอนนี้ ผมชอบเสียงกลางมันมากๆๆๆ เลยครับ เสียงเบสผมว่าอยู่ในเกณฑ์พอใจผม ส่วนเสียงแหลมนั้นผมคิดว่ามันออกมาน้อยไปหน่อยเท่าที่ผมได้ยินกับ System ของผมนั้นยังมีออกมามากกว่านี้มาก ถึงจะเป็นแผ่น Mono ก็ตามครับ ตรงจุดนี้ที่จริงคุณ Pee ก็มีทางออกอยู่แล้วที่จะเปลี่ยน Diaphragm จาก 6 Micron เป็น  4 Micron ก็น่าจะได้ส่วนนี้ขึ้นมาแล้วนี่ครับ เรื่องเวทีเสียงนี่เท่าผมได้ฟัง Jadis 2.8 ล้านแล้ว ก็เคยได้ฟังลำโพงที่แพงกว่าหนึ่งล้านบาทอีกหลายตัว ในห้องที่ใหญ่กว่าที่ฟังเมื่อวานนี้ก็มี แต่ไม่เคยเห็นใครทำเวทีเสียงได้ใกล้เคียง  Jadis ก็มี  Quad ตัวนี้ละครับ คนร้องออกมาอย่างเห็นลิ้นไก่เลยเหมือนกัน ฟัง Jazz ก็มี Dynamic ที่เหลือเชื่อเลยละครับ บอกตามตรงว่าอยากได้มั๊กๆๆๆๆ เลยครับ  ฟัง Rock ก็น่าทึ่งในส่วนของ Dynamic แต่ช่วงมิดเบสหนักๆ ตามที่ขาร็อคชอบมันคงให้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมยังคิดว่าถ้าใช้  SE Amp สัก 20 W ที่มีคุณภาพดีๆ มันน่าจะให้อะไรที่มากกว่านี้ขึ้นไปอีกแน่นอนครับ และใช้  Source ที่เป็น TT บวก Pre-phno ทีดีกว่านี้ผมคิดว่ามันน่าจะมีอะไรดีๆ ออกมาอีกเยอะเลยละครับ  อ้อ! อีกเรื่องครับ เรื่อง Focus มันยังคิดว่ามันไม่ค่อยนิ่งเหมือนลำโพงประเภท Audiophile ครับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นได้ว่าตัวลำโพงมันถูกยกสูงมากเกินไปจนมันไม่ค่อยจะ Stable ก็เป็นได้ครับ และผมมีความรู้สึกว่าเวทีเสียงมันถูกยกสูงเกินจริงไปหน่อยด้วยครับ ถ้าสามารถทดลองลดระดับลำโพงลงมาสักหนึ่งฟุทผมคิดว่าเวทีเสียงมันน่าจะอยู่ในระดับสมจริงพอดีครับ ตอนนี้มันเหมือนเรามองเวทีที่ถูกยกพื้นขึ้นไปอยู่ครับ ผมว่าจะคุยเรื่องนี้เมื่อวานแต่ลืมคุยครับ แต่มองดูขาตั้งแล้วมันทำให้เราทดลองกันดูก่อนไม่ได้ด้วย  ถ้าตัดขาไปแล้ว หากมันไม่ดีจะเสียของด้วยน่ะครับ แต่ผมดูในรูปของละโพงตัวนี้จากคนอื่นๆ ที่ใช้มันอยู่ก็รู้สึกว่า ขาตั้งเขาใช้ต่ำกว่าของคุณ Pee ประมาณหนึ่งฟุทนะครับ

pee

ขอบคุณข้อวิเคราะห์ ทำให้รู้ว่าจะเล่นอะไรกับ 57 ต่อ
มีรูปมายั่วน้ำลายครับ สแต็คขนาดนี้ คงแก้จุดอ่อนที่ระบุมาได้หลายข้อทีเดียว ฮิฮิ

K. PJ

Quote from: outto on 25  September  2006, 07:39:46 am
อ่านแล้วอยากจะไปขอฟังด้วยจังเลยครับ คงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆครับ เห็น stereophile ก็พูดถึง Quad ESL 57 อยู่บ่อยๆ 

เรื่องเพลงคลาสสิคนี่คุณ Pee แนะนำแค่ผิวๆจากกระทู้นี้ ก็เปิดโลกทัศน์ให้ผมเยอะแยะแล้วเลยครับ ขอบคุณครับ

มารอฟังต่อครับ  :worshippy:
แค่อ่านในนี้เป็นเพียงผิวๆ ที่ได้สัมผัสจริงๆ ครับ รายละเอียดของจริงต้องไปฟังพร้อมฟังคำบรรยายร่วมครับ แล้วถึงจะรู้จักคุณค่าของเพลงคลาสสิกที่สุดยอดนั้นมันเป็นอย่างไร? ครับ คุณ  Pee ได้เปิดโลกกระทัศน์ให้ผมได้เข้าใจเห็นข้อเท็จจริง เมื่อก่อนเห็นกงจักรเป็นดอกบัวจริงๆ ครับ คารายาน นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลยครับ เหนือฟ้ายังมีฟ้าครับ นักเล่นที่อยู่ในปี 1930-1940  เท่านั้นที่เล่นได้เข้าขากันดีมากๆ แสดงถึงความรักสะนิดสนมที่มีต่อกัน การเล่นดลตรีแต่ละชิ้นจึงมีการหยอกล้อกอดรัดกันอย่างต่อเนื่องไปในทางเดียวกัน เสียงของชิ้นดลตรีก็ถูกปรับแต่งอย่างพอเหมาะลงตัว ไม่มีการล้ำหน้ากันเหมือนนักเล่นสมัยใหม่ที่ดูเหมือนจะเล่นแบบตัวใครตัวมัน แข่งขันกันเหมือนจะให้คนฟังยอมรับตัวเองมากกว่าคนอื่น ตามวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันเขาทำกันแหละครับ ผมชอบคนทางภาคเหนือ (ยกเว้นในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งหาคนเมืองยากแล้วครับ) ของบ้านเรามากกว่าเมืองกรุงเพราะคนที่นั่นยังเป็นเหมือนคนในบ้านเราสมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆ ครับ มีความรักความผูกพันกันมากว่านี้ ผมเสียใจในความเจริญทางด้านวัตถุทำคนคนบ้านเรากลายเป็นแบบนี้กันหมด ไม่อย่างนั้นบ้านเราคงไม่มีคนเห็นแก่ตัวจนมีเรื่องทำให้บ้านเราต้องถอยหลังลงคลองกันแบบนี้

meng

26 September 2006, 03:42:09 pm #50 Last Edit: 26 September 2006, 04:08:54 pm by meng
Quoteผมจึงคิดว่า Watt Puppy อาจไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ

ถ้าพี่ชอบวิลสันก็ต้อง Alexandria แล้วครับ  :dribble:

เห็นพี่รีวิวแล้วผมคงต้องหาโอกาสไปฟังบ้างแล้วครับ  ^_^

เมื่่อคืนไปเอาแผ่นเสียงชุดนี้ของ Milstein Dvorak & Glazounov Violin Concertos (มีแค่ชุดเดียว) มาฟังอีกรอบ
ยังเข้าไม่ถึงเทคนิคการเล่นของเนธานครับ อิ อิ แต่ระหว่างการสีมีเสียงแปลกๆดังชิกๆตลอดเวลาเลย (เสียงคล้ายแผ่นซีดีสะดุด) ไม่ทราบว่านี่ก็เป็นเทคนิคอย่างนึงของเขารึป่าว  '_'

outto

พี่ K.PJ ขยายจนผมอยากฟังบ้างจังเลยครับ ถ้ามีโอกาสผมคงต้องขอไปรบกวนคุณ pee สักครั้งให้ได้ครับ 

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกไหมครับว่า สำเนียงของไวโอลินแต่ละคนเล่นเหมือนมีบุคลิคเฉพาะตัว อย่างที่คุณ pee แนะนำมาส่วนใหญ่ เกี่ยวกับนักเล่นรุ่นเก่าๆ สำเนียงจะมีความเฉียบขาด ชัดเจน กว่ารุ่นใหม่ๆ ตัวอย่าเช่น Milstein จะไม่เล่นเอื้อนทิ้งหางเสียงยาวๆ ที่ต้องเอื้อนก็ทำแต่พองาม แต่ที่สำคัญคือดนตรีโดยรวม สำคัญที่สุด คือต้องมีความต่อเนื่อง ไม่เด่นเฉพาะบางจุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลาสสิครุ่นเก่าๆซีเรียสมากกว่ารุ่นใหม่  นี่ผมเข้าใจถูกไหมครับ

วันก่อนผมได้ HENRYK SZERYNG เล่น Brahms ของ Mercury มา ฟังดูแล้วเข้าใจเหมือนข้างบนเนี่ยครับ แต่ก็เพราะมากนะครับ  ตอนฟัง Heifetz นี่รู้สึกทึ่งกับความเร็วและความแม่นยำครับ จนรู้สึกว่ามันบดบังตัวดนตรีมากไปหน่อย (มัวแต่ฟังว่ามันจะเร็วแม่นอะไรขนาดนั้น)

เรียนถามครับว่า Furtwangler นี่เด่นงานอะไรบ้างครับ :bowdown:

pee

ถ้าเหลือคอนดัคเตอร์ในประวัติศาสตร์ให้เลือกเพียง 5 คน หนึ่งในนั้นต้องเป็นฟรุทเวงเลอร์
ถ้าลดเหลือ 3 ก็งต้องมีเขาอยู่ในบัญชี
มีคนเดียวที่เหนือกว่าเขาก็คือ ทอสกานีนี่ แต่เหนือกว่าเพราะทอสกานีนี่แกอาวุโสเหลือเกินครับ
แกทันเสวนากับแวร์ดี้ คืออ่อนวัยกว่าอาเธอ่ร์ นิคิชเพียงไม่กี่ปี เริ่มงานเมื่อปี 1885
ตอนนั้นบราห์มสกำลังแต่งซิมโฟนี่เบอร์สี่ และดับเบิลคอนแชรโตอยู่เลย
แล้วยังตายหลังฟรุทฯอีก คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย เป็นวากเนอร์ทั้งรายการ นั่นน่ะบันทึกเป็สเตริโอแล้วด้วย อายุงาน เกือบ 70 ปีครับ

แต่ฟรุทเวงเลอร์อายุไม่ยืนยาวเท่าครับ ปีที่อาตูโร ทอสกานินี่จับไม้บาตอง ฟรุทฯยังไม่เกิดครับ แล้วตายก่อนตั้งเกือบสิบปี
อายุงานก็เลยมีแค่ 50 ปี

ทั้งคู่เป็นหยิน-หยางทางดนตรีครับ
อาตูร์โร่นั่นเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกับความเพี้ยนครับ ถ้าคุณได้ดูหนังที่บันทึกการคุมวง ดูปลายไม้บาตองของเขานะครับ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบทเพลง ปลายของมันจะยังคงแน่วแน่มั่นคง ถูกต้อง เป็นที่พึ่งให้กับอีกร้อยชีวิตที่กำลังคร่ำเคร่งกับตัวโน๊ต
มีอาร์ตูโร่คุมวง นักดนตรีไม่มีวันหลงทาง และโน๊ตทุกตัว จะถูกปลดปล่อยออกมา ไม่มีแม้แต่รอยซีดจาง ไม่ชัดเจน
ผมเปรียบอย่างนี้ละกัน คุณเอาโน๊ตซิมโฟนี่ ใส่ลงในมือของเขา มันจะกลายเป็นเสียงสำเนียงที่ควรจะเป็น ตรงตามที่คุณคิดฝัน

กลับกัน ถ้าเป็นฟรุทฯนะครับ กำลังกำกับอยู่ รับรองว่าคนแต่งต้องเดินมาดูที่สกอร์ เพราะสงสัยว่า เอ...กูแต่งไว้อย่างนี้เหรอฟะ
แล้วเล่นสองหน ไม่เหมือนกันครับ มันต้องมีอะไรงอกเงยออกมาซำเหมอ
คิดดูเถอะ แกเก่งบราห์มสมาตั้งแต่หนุ่ม ก่อนตายสองปี ยังบอกว่า นึกออกแล้ว ซิมโฟนี่เบอร์สาม ต้องเล่นแบบนี้....
ตั้งแต่เด็ก ที่หนูน้อยวิลเฮล์ม ฟรุทเวงเล่อร์ จะมีโนตของบีโธเฟ่นติดกระเป๋า เอาไว้อ่านแทนนิยาย......
ถือว่าเป็นยอดของนักตีความเบโธเฟ่น แต่....ไม่เคยบันทึกเสียงหมายเลขแปด (ตอนอีเอ็มไอทำชุด 1-9
ต้องไปเอาเบอร์แปดมาจากการเล่นสด

เห็นที่ใหนนะครับ ตบคนข้างๆให้สลบหมด เราจะได้กวาดเอาไว้คนเดียว
มีสมาคมฟรุทเวงเลอร์อยู่ในเมืองหลักหลายเมือง แผ่นของเขามีมาก แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนลงไป เป็นแผ่นผีแทบทั้งนั้น
พอมายุคซีดี เลยเปรมผมครับ ไม่มีใครสามารถอ้างลิขสิทธืได้ เพราะต้นฉบับมันกระจัดกระจายมั่วซั่วไปหมด
ขนาดกองทัพโซเวียตบุกเบอร์ลิน หนึ่งในสมบัติที่ขนกลับ คือบันทึกการแสดงของตำนานคนนี้
หลังสงคราม เขาถูกแบน ดูเหมือนจะห้าปี ระหว่างสอบสวนว่าเป็นนาซีหรือไม่
ช่วงนั้น เซกุย เซลิบิดาเก้มานำวงแทน แต่พอฟรุฯตาย คนที่เขาเกลียดที่สุด ได้มานำวงเบอร์ลินฟิลาโมนิคแทน
เซกุยหรือเรียกกันอย่างหนิดหนมว่าเจลี่ อกหักไปบุกเบิกวงอื่น และไม่กลับมาเบอร์ลินอีกเลย

ถ้าคุณชอบฝีมือเขาละก้อ สะบายไปอย่าง เพราะไม่ต้องซื้อของคนอื่นอีก เสียเวลา
แต่แนวสมัยใหม่ เขาไม่สนนะครับ พวกเดบูชี่ สะตราวินสะกี้อะไรเทือกนี้ แกไม่แตะให้เสียมือ
มันไม่เป็นเยียระมันครับ....55555

pee

ผมก้อขี้โม้เกินเหตุ ไม่ถึงกับว่าฟรุทเวงเลอร์ไม่เล่นเดบูชี่ดอกนะครับ แต่ไม่เน้นเป็นหลัก
ลองเข้าไปดูที่ http://www.furtwangler.org/ เขาทำบัญชีเอาไว้ละเอียดแทบจะวันต่อวันกระมัง
มีออกเป็นหนังสือเล่ม เกี่ยวกับการอัดเสียงลงแผ่นทุกครั้งทุกยี่ห้อ สำนักพิมพ์ Amadius ผมอยากได้แต่เมืองไทยไม่สั่งมาขาย
ชื่อฝรั่งว่า the record of Furtwangler ประมาณนี้แหละครับ
ของทอสกานีนี่ก็มีบัญชีอย่างนี้เหมือนกัน ทำละเอียดขนาดบีโฟ่นเบอร์ใหน เล่นกี่ครั้ง เมื่อไหร่กับใคร...อ่านแล้วเกิดกิเลศ

มีแผ่นญี่ปุ่น ทำของสองคนนี้อย่างดีเยี่ยมออกมาตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน
อยากจะบอกว่า ผมเริ่มเล่นซีดีเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็เพราะเขาเอางานของฟรุทฯ มาแปลงเป็นดิจิตัล
เลยสติแตกครับ แต่ก่อนต้องนั่งรอว่าเมื่อไหร่ดอยช์กราโมโฟน จะรีอิชชุ๋งานแกออกมา แล้วก็ไม่ครบอีก
เพราะอย่างที่บอก แกแสดงไปทั่วยุโรป อิตาลี่ ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกัน ...แม้แต่ตามสถานนีวิทยุ ฯลฯ
มัวแต่รอค่ายใหญ่ๆ พอดีลงแดง

ค่าย Music&arts ดูเหมือนเป็นเจ้าแรกๆที่ผลิตซีดีออกมา จากแผ่นผี
เสียดายอีก ที่ร้านในกรุงเทพ ไม่รู้จัก ไม่สั่งมาขาย
สุดท้าย ผมก็ได้แต่และเล็มฟังเท่าที่เขากรุณาสั่งมาขายเท่านั้น ที่เหลือต้องใช้นึกเอา

ลูกวงของแกเล่าความหลังไว้ว่า
"ผมเป็นพนักงานตีกลองในวง เวลาซ้อมเลยว่างมาก นานทีถึงตีหนหนึ่ง เลยมีหนังสือมาอ่านระหว่างรอ ...
ระหว่างนั้น จะรู้เลยว่า ฟรุทเข้าห้องมา เพราะดนตรีจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ทันทีที่เขาก้าวเข้าในห้องซ้อม ทุกคนจะเล่นให้ดีที่สุดอย่างไม่รู้ตัว....ผมอยู่หลังห้อง ได้ยินความเปลี่ยนแปลงชัดที่สุด
แกใช้ aura (ไม่รู้จะใช้คำไทยว่าอะไร บารมีกระมังครับ) ในการกำกับวงครับ

K. PJ

Quoteยังเข้าไม่ถึงเทคนิคการเล่นของเนธานครับ อิ อิ แต่ระหว่างการสีมีเสียงแปลกๆดังชิกๆตลอดเวลาเลย (เสียงคล้ายแผ่นซีดีสะดุด) ไม่ทราบว่านี่ก็เป็นเทคนิคอย่างนึงของเขารึป่าว
ที่ผมไปฟัง Quad ก็มีเหมือนกันครับ เสียงแบบแผ่นคลั่งก็มีดังเล็ดลอดออกมาเบาๆ เหมือนกันครับ (หูฟังแบบจับผิดนี่!!! เมื่อไรมันจะลืมไปเสียทีนะ?) เพราะคุณพี่(ฝรั่ง) แกอัดเอามาจากยุคแผ่นคลั่งให้ฟังกันเลยครับ แต่ว่าอารมณ์การเล่นนี่มันก็สุดยอดจริงๆ ครับ พอคุณ Pee เอาแผ่นรุ่นใหม่ให้ฟังมันแตกต่างกันอย่ามากเลยละครับ ทำให้นึกถึงคำพังเพยที่ว่าสวดกันแบบพระคนละวัดเลยละครับ ถึงเสียงดีเป็น Audiophile ก็แค่นั้นเองครับ :yahoo: รู้เลยว่าการเลือกเพลงแบบ Concerto นี่ยากว่า  Symphony ครับ คือต้องดูชื่อวง Orchestra ดูชื่อคนเล่นเปียโน ดูชื่อคนเล่นไวโอลิน ดูชื่อคนนำวงทั้งหมดทุกคนต้องใช้ได้ทั้งหมด และต้องเล่นเข้าขากันด้วยอีกตั่งหาก  ต้องศึกษากันจิรงๆ ถึงจะได้ความหรรษาที่เยี่ยมยอดครับ :jump: แต่ Symphony แค่วงฯ กับคนนำดีก็ OK แล้ว
Quoteไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกไหมครับว่า สำเนียงของไวโอลินแต่ละคนเล่นเหมือนมีบุคลิคเฉพาะตัว อย่างที่คุณ pee แนะนำมาส่วนใหญ่ เกี่ยวกับนักเล่นรุ่นเก่าๆ สำเนียงจะมีความเฉียบขาด ชัดเจน กว่ารุ่นใหม่ๆ ตัวอย่าเช่น Milstein จะไม่เล่นเอื้อนทิ้งหางเสียงยาวๆ ที่ต้องเอื้อนก็ทำแต่พองาม แต่ที่สำคัญคือดนตรีโดยรวม สำคัญที่สุด คือต้องมีความต่อเนื่อง ไม่เด่นเฉพาะบางจุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลาสสิครุ่นเก่าๆซีเรียสมากกว่ารุ่นใหม่  นี่ผมเข้าใจถูกไหมครับ
ผมเห็นว่าคุณ Pee ไม่ตอบเลยขอเล่าสิ่งที่ได้พบมาเล็กๆ น้อยๆ ว่า ที่คุณ Outto ว่านั้นก็ถูกต้องแล้วครับ แต่มันยังมีการหยอกล้อเล่นกันระหว่างวงกับคนเดี่ยวอีกนะครับ ตรงนี้คนเก่าๆ เล่นกันก็จะมีหลายแบบอีกเหมือนกัน บางครั้งก็จะเป็นการเล่นหยอกล้อกันอย่างกลมกลืน สอดสร้อยร้อยกัน อย่างไร้ลอยต่อให้พบเห็น :headphone: ไม่เหมือนคนรุ่นใหม่เล่นกันครับ :donot: และบางเพลงก็เป็นแบบใส่กันแบบสุดๆ ถ้าไม่เจ๋งจริงฝีมือไม่ถึงก็ไปไม่เป็นเหมือนกันครับ :o ผมอธิบายไม่ค่อยถูกต้องลองให้ท่านอาจารย์ Pee อธิบายต่อละกันครับ :thumbup: :cheer: :beer: :headphone:

pee

อ้าว ....ท่านพี่ K.PJ มายัดเยียดตำแหน่งอาจารย์จอมมั่วให้ผมซะแล้วใหมล่ะ รักจะถกกันละก้อ เอาคำนั้นกองไว้นอกเวบคุณพจน์เลยนะครับ
...ฮิฮิ แซวหน่อย
ผมไม่อยากตอบบางคำถาม เพราะเกรงว่าจะไปชักใบให้เรือเสีย สังเกตว่าทุกท่านมีความเข้าใจทั้งเสียงและดนตรีอย่างไม่ขี้เหร่เลย
แล้วเราตั้งวงคุยกันมาได้สักพัก ก็พบว่าแต่ละท่านเก็บเกี่ยวรายละเอียดออกมาได้ด้วยตัวเอง
หลายจุดเลย ที่ผมก็ไม่มีความรู้นะครับ ดังนั้นอย่าไปใส่ใจความเห็นคนอื่นจนเกินขีด ท่านเองตอบตัวเองได้ดีที่สุด
แล้วก้อ....ฟังผิดฟังใหม่ได้นี่ครับ 
สมัยก่อนผมก็ฟังอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย เดี๋ยวนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นนะครับ
เอาเป็นว่า ได้ยินแบบใหน มาแลกเปลี่ยนกัน
ขอบคุณล่วงหน้าครับ

ในฐานะที่อ่านมาก่อน ก็จะเล่าที่พอจำได้ให้ท่านไปต่อยอดเอาเอง
เมื่อตะกี้ผมเพิ่งดูรายการคุณพระช่วยจบ ก็มาฟังเพลงต่อ แล้วก็คิดเรื่อยเปื่อยว่า ดนตรีไทยนี่ยากกว่าตะวันตกมากเหลือเกิน
แต่ก็ยังมีคนร้อนวิชา จับดนตรีไทยมาพี้ยาเทคโนโลยี่จนกลายพันธุ์ สติแตก เละเทะยิ่งกว่าเมายาบ้า
คิดดูนะครับ แข่งซออู้ ตัวนี๊ดดดดเดียว
พี่เล่นเอาวงเครื่องไฟฟ้าเจ็ดแปดชิ้นเป็นแบคอัพ แถมเล่นซะดัง วางจังหวะแบบเพลงโป๊ะชึ่งๆ
ฝีมือเล่นก็ห่วยแตกเหมือนนรกส่งมาทำลายล้างโลกดนตรีไทย แล้วให้เครื่องอคูสติกด้นสู้
มันจะไหวรื้อออออ....
ไอ้ที่เด็ดสุดคือ กรรมการดันบอกว่า เสียงซอล เสียงโดของน้อง มันไม่ตรงกับวง จังหวะก็คร่อมกัน....
เวรเอ๋ย เอาสามเณรเป็นเรฟเฟอเร๊นส์ มาสอนหนังสือสังฆราช ศักดิ์มันต่างกันจนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ผมงี้ อยากเอาอะไรข้างตัวโยนเข้าไปให้ก๊วนคุณพระฯ บอกว่าหยุดเหอะ เอ็งไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นเลย
มันตรงกันข้าม หน้ามือเป็นหลัง teen ทีเดียว

นี่แหละครับ ผลจากการตีความ
ถ้าเราตีความว่าดนตรีไทยจะรอดได้ ก็ต้องแปลงเพศ กลายพันธุ์
สินค้าพันธุ์อย่างนี้ก็เกลื่อนเมือง
ผมรับไม่ได้ แต่มันดันมีคนอีกเป็นล้านที่รับได้
สุดท้ายแนวทางที่ผมนับถือ ก็เฉาตาย

ในเพลงคลาสสิคก็มี แย่ยิ่งกว่าที่เกิดกับคุณพระช่วยอีก
น้องเมย์ ที่ว่าเป็นลูกครึ่งไทยปนซิงกะโปเรี่ยน ปนอังกฤษคนนั้นก็คนนึง
ความจริงเธอมีฝีมือดีพอจะเอาดีทางซอ แต่ดันตกเป็นเหยื่อของโปรดิวเซ่อ
ซึ่งมันก้าวไกลไปกว่าน้องเมย์ เพราะเดี๋ยวนี้มันจับสี่สาวแก้ผ้าเล่นคลาสสิคเลยละครับ
ไอ้ผมก็ดันตาบอด ไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ได้ยินแต่เสียง
มันก็เสียงซอที่บู๊สให้เข้ากับระบบสะเตริโอชั้นเลว
ยกหัวยกท้าย จัดการกับความเพี้ยนให้กลมกล่อมหน่อย แค่นี้หูไร้เดียงสาทั่วๆไปก็ผึ่งแล้ว
บอกว่ามันอิ๊ยอ๋าย...นี่ละครับมิจฉาทิษฐิ แต่ไม่รู้ว่าผม หรือคนนับล้านที่ว่า...5555

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
เคลาดิโอ อะราว (claudio arau) เปียนนิสต์ที่เล่นได้สะอาดที่สุดคนหนึ่ง ตกลงกับออตโต เคลมเปอเร่อร์ว่า
จะอัดแผ่นคอนแชรโตของโชแปง ก็มาเจอกันที่ลอนดอน
ในยุคนั้น เขาถือกันว่า โชแปงนี่ชิลลล์ๆครับท่าน
กล้วยหอมแกล้มเนยแข็ง แทบไม่ต้องเคี้ยว กลืนลงคอได้เลย
คือเขาถือกันว่า มันเป็นงานอวดสีมือ ก็แค่มานั่งตกลงคิวกันหน่อย ประเภทว่าเร็วน่ะ เร็วแค่ใหน ดังน่ะดังแค่ใหน
เสียงเปียนโนเข้ายังไง จากกันยังไง
โดยทั่วไปก็ แทบจะสบตาก็เข้าใจแล้ว อย่างมากก็ซ้อมนิดหน่อย

แต่คู่นี้เขามาแปลกครับท่าน เขาปิดห้องคุยกันเป็นวัน ถกกันยังกับจะเล่นงานของบราห์มส
(ซึ่งในวงการ ยอมรับกันว่าเป้นที่สุดของคอนแชร์โต ไม่มาถึงจุดสูงสุด อย่าเล่น
ขนาดมาร์ธ่า อัลเกอริธ ยังไม่เคยเล่นเลย แดมน์(ตำแหน่งเทียบเท่าคุณหญิง)ไมรา เฮสส
รอจนจะพ้นห้าสิบ ถึงนัดกับบรูโน วอลเธ่อร์ว่าพร้อมเล่นล่ะ เร็วๆด้วย เดี๋ยวฉันแก่กว่านี้จะเล่นไม่ได้)

คิดดูนะครับ อะราวและเคลมเปอเร่อร์นี่ ไม่บ้าก็เมา มานั่งถกกันแค่เพลงง่ายๆ
ผลหรือครับ
มันกลายเป็นหมุดบอกระดับทางดนตรีครับ
ท่านที่ไกล้ร้านแผ่น แวะคุ้ยดูนะครับ หาให้เจอ แล้วลองเอามาเทียบกับคนเก่งอื่นๆ ดู
แล้วท่านจะเข้าใจคำว่า "การตีความ"
โน๊ตน่ะ มันมีเท่านั้นแหละครับ แต่คนเล่นคือคนทำให้มันไม่เหมือนกัน
เขาต้องรู้ขีดจำกัดของทุกอย่าง เขาจึงจะสร้างงานที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา

เมื่อแยกสิ่งที่แตกต่าง ระหว่างคนที่เก่งกับคนที่เก่งกว่า ออกมาได้สำเร็จ
ทีนี้ละครับพี่ ฟังเพลงมันอะหร่อยเหาะเลย

จากนั้น ก็กลับไปบันจงฟังมิลสไตน์ ไฮเฝท และออยสตราคเทียบกันอีกที
(ยกสามคนนี้ เพราะอัดแผ่นทันยุคเสียงดี จะได้ไม่ต้องพึ่งจินตนาการมาก)
เอาหัวเป็นประกันว่า  เมื่อฟังออก คุณจะรักซิสเต็มของคุณขึ้นมาอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าฟังไม่ออก ก็กลับไปน้องเมย์ ตัวใครตัวมันละคร๊าาาบบบบบ

outto

ขอบคุณครับที่อธิบายอย่างละเอียด ผมดีใจมากครับที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ขอย่อยก่อนนะครับแ ล้วจะมา คุยเพิ่มครับ  :headphone:

jtr

แงๆๆ มาว่าน้องHaylieของผม :'( :'(
ฝีมือไม่ให้ แต่หุ่นให้นะครับ :D

น้องเมย์แกเป็นป๊อบนะดีแล้วครับ อย่ามาคลาสสิคเลย เธอเป็นลูกกตัญญูครับ :clap: :cheer:

เรื่องแผ่นมิลสไตน์ สุดช็อคมากๆครับ
แพงมากๆ
ต้องยอมแพ้พวกเกาหลี/ฮ่องกง
เขาใส่ราคาสู้กันสุดฤทธิ์  :wallbash:

ตอนนี้กำลังตามแผ่นนี้ต่อไปครับ
Vorgetragen durch grossartige Solisten, wie z.B.:
Yehudi Menuhin, Fritz Kreisler, Bronislaw Huberman, Nathan Milstein, Jascha Heifetz, Emanuel Feuermann u.a.
คราวนี้10แผ่นทีเดียวเลย :inlove:


Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

K. PJ

ตอนนี้ล่า LP เพลงที่อยากได้คงไม่มีแล้ว หรือหายากส์มั๊กๆ ผมเลยเปลี่ยนไปล่า CD แทนเอาไว้ก่อนละครับ

1.   I violini di Cremona : Salvatore Accardo : Omaggio a Kreisler Volumme II เห็นเพลงเพราะดีไม่รู้ว่าตัวอักษรที่เขียนคืออะไร? เห็นมีชื่อตัว Violin แพงๆ อยู่ด้วยคิดว่าคนเล่นน่าเก่งไม่งั้นเขาคงไม่ให้เล่นตัวแพงๆ เป็นแน่
2.   Schubert Piano Quintet D667 & Mozart Piano Quartet K 478 โดย Artur Schnabel
3.   Cappice Viennois Music of Krresler Franz Iaac Stern อ่านปรกมันแล้วก็งงไม่รู้ใครแต่งใครเล่นกันแน่ แต่ชอบเขาเล่นก็เลยซื้อมา

ไม่ทราบทั้งสามแผ่นนี้เป็นอย่างไรบ้างครับคุณ Pee พอเอาเข้าบ้านได้ไหมครับ? หรือแผ่นไหนควรโยนทิ้ง ไม่ควรฟังเอามาฟังเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี กรุณาบอกด้วยครับ เดินหาท่านฮูฯ ไม่พบสักแผ่นอ่ะครับ
ตอนนี้ผมซื้อโปรแกรมมาแปลงเป็น MP3 ได้เรียบร้อยแล้วครับ ไปไหนไม่เหงาอีกแล้ว

K. PJ

คุณ Jtr และคุณ dht_tubes เป็นอย่างไรบ้างครับ? กับการเข้าไปฟัง ESL 57 มาแล้ว ประทับใจเพลงหรือประทับใจลำโพง มากกว่ากัน?  สำหรับผมชอบทั้งสองอย่างเลยครับ ผมได้แผ่นกลับมาฟังที่บ้านหนึ่งแผ่น ต้องสั่งเพิ่มอีกหลายแผ่นเลยครับ เสียงของ Violin ที่ออกมาจากแผ่นที่ผมไปซื้อมาเองที่ร้านขายแผ่น Audiophile ทั่วๆ ไป  มันไม่ได้เรื่องเท่าของที่ได้มาจากคุณ Pee เยอะมากเลยครับ ทั้ง Dynamic ความอวบอิ่มของมวลเสียงด้วย มาด้วยกันแบบเต็มๆ อย่างน่าทึ่งมากครับ อ้อ! ไม่ทราบว่าที่เฮีย Meng เอาไปเรื่องเสียงเป็นอย่างไรบ้างครับ? เมื่อเทียบกับแผ่นเดิมที่มีอยู่ ทดลองเทียบกันดูแบบ A/B Test หรือเปล่าครับ?