• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
20 November 2019, 08:40:22 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ไปเที่ยวอิตาลีเอารูปมาฝากครับ

Started by Cherokee, 26 April 2007, 12:36:20 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

outto

สวยมากครับพี่  :thumbup: เอ ได้ไปทานอะไรๆ อร่อยมาบ้างครับ

jtr

หนุกกว่าไปเที่ยวเองอีกครับ
แถมข้อมูลความรู้ได้เต็มๆ
มากางเสื่อนอนรออ่านต่อนะ พี่เชอฯ1
ว่าแต่.. ไม่เห็นถ่ายสาวชาวอัซซูรี่มาให้ยลบ้างเลย..

ส่งการบ้าน
อ่างที่ถามมา
ใช้ล้างหน้าครับ
เฮ้ย.. ไม่ใช่
ล้อเล่น  :P อย่าไปทำตามเชียวนา  :donot:
"บิเดท์(ลูกม้า)" เอาไว้ล้าง "ทวาร" ทั้งบนและล่าง
เคยมีลูกทัวร์ใช้ซักชุดชั้นใน บอกขนาดกำลังดี..
เป็นงั้นไปซะ..  :)
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

K. PJ

โชคดีที่มีไกด์เป็นชาวอิตาเลี่ยนพาเที่ยวครับ ได้ทั้งวิวว์ได้ทั้งข้อมูล

dusit

ละเอียดละออดีจัง ภาพสวยดีด้วย นี่กำลังนึกว่าถ้าเอาภาพกับคำบรรยายมาทำเป็นสไลด์มันติวิชั่น มีเพลงเป็นแบล็คกราวด์ ๆ นอนดูไป ได้บรรยากาศเหมือนไปเที่ยวเองเลยนะเนี่ย

HEAVYTOY

Quote from: jtr on 27  April  2007, 04:51:02 pm

ว่าแต่.. ไม่เห็นถ่ายสาวชาวอัซซูรี่มาให้ยลบ้างเลย..



จริงด้วยแฮะ  :D

รูปที่ย่อไม่สวย รายละเอียดมันคงเยอะ ดังนั้น สัดส่วน pixel คงลดเยอะไม่ได้ ผมคิดเอง ไปลดอย่างอื่นแทน :-\

niko

 :cheer: :cheer: :cheer: :worshippy: :worshippy: :worshippy:

ขอบคุณมากค่ะ เห็นแล้วยิ่งอยากไป แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะได้ไปไหม รู้สึกมีเรื่องต้องทำเยอะแยะไปหมด
เอาเป็นว่า ตอนนี้ขอตามดู แล้วเก็บเอาไปฝันก่อนก็แล้วกัน
จะคอยตามอ่านนะคะ

พี่เห็นด้วยนะคะว่า เราน่าจะตั้งหัวข้อ ท่องเที่ยว อาหารการกิน มาเล่าสู่กันฟัง เพราะข้อมูลเชิงลึกหาอ่านไม่ได้เท่าไร
อีกอย่างพี่คิดว่าเป็นการแชร์ความสุขกันด้วยนะคะ

ขอเฉลยเรื่องภาพในห้องที่เมืองปอมเปอีนะคะ มันก็คือ Italian Kama Sutra

เอ ตอนนั้น เขานับถือคาทอลิคกันหรือยัง พี่จำไม่ได้ อาจเป็นยุคก่อนคาทอลิคก็ได้นะคะ เพราะคาทอลิคที่เคร่งๆ ต้อง มิชชันนารี่ อย่างเดียวและต้องไม่นานด้วย
เพราะจุดมุ่งหมายของเขาเพื่อการสืบพันธ์ แต่ห้ามเอ็นจอย

ความรู้นี้ ถูกต้องไหมคะ ใครรู้ประวัติศาสตรอิตาลีช่วยเฉลยหน่อยนะคะว่า ยุตนั้นเป็นคาทอลิคหรือยัง?

Cherokee

ยุคปอมเปอียังไม่เป็นแคทอลิกครับ แต่ยุคที่หนังสือนำเที่ยวของเพื่อนผมถูกเขียนขึ้นในปี 1970 เป็นแคทอลิกที่เคร่งครัดเลยครับ  เขาเลยมองเรื่องพรรณนั้นที่ปอมเปอีด้วยมุมมองแบบแคทอลิกครับ  หนังสือแทบจะไม่พูดถึงเลยหรือพูดแบบอ้อมๆ ว่าบ้านหลังนี้มีภาพอุจาด (obscene pictures)  คนสมัยนี้เห็นยิ่งกว่าในภาพที่ปอมเปอีอีกครับ เหอๆๆ

Night Owl

ชอบรูปโบสถ์ซานฟรานซิสโก.....องค์ประกอบลงตัวดีค่ะ

Cherokee

Quote from: jtr on 27  April  2007, 04:51:02 pm
ว่าแต่.. ไม่เห็นถ่ายสาวชาวอัซซูรี่มาให้ยลบ้างเลย..


จัดให้ครับ

สาวอัซซูรี่ในสายตาของมิเคลันเจโลต้องแบบนี้ ดูท่อนขา กล้ามท้อง และกล้ามอกซะก่อน (ไม่ได้ถ่ายเองหรอก เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างใน)


Cherokee

Quote from: jtr on 27  April  2007, 04:51:02 pm
ส่งการบ้าน
อ่างที่ถามมา
ใช้ล้างหน้าครับ
เฮ้ย.. ไม่ใช่
ล้อเล่น  :P อย่าไปทำตามเชียวนา  :donot:
"บิเดท์(ลูกม้า)" เอาไว้ล้าง "ทวาร" ทั้งบนและล่าง
เคยมีลูกทัวร์ใช้ซักชุดชั้นใน บอกขนาดกำลังดี..
เป็นงั้นไปซะ..  :)


ผมเคยเห็นบิเดต์เฉพาะแถวเมดิเตอร์เรเนียน เคยเห็นก่อนหน้านี้หนนึงที่กรีซ 
เห็นครั้งแรกก็สงสัยอยู่หลายวันว่าเอาไว้ทำอะไร
ถกกับเพื่อนที่ไปด้วย เดากันว่า
1.เอาไว้สระผม  :lol:
2.เอาไว้ถ่ายเบา อีกอันไว้ถ่ายหนัก :D
3.เอาไว้ซักผ้า :-\
แต่ไม่ยักมีใครเดาว่าเอาไว้ล้างหน้าแฮะ 

K. PJ

จากเท่าที่มีประสบการร์เล็กๆ น้อยๆ แถวยุโรปห้องนำเขาไม่ค่อยนิยมมีสายฉีดล้างเหมือนบ้านเรา มีใครเคยพบสายที่ว่าในยุโรปบ้างใหมครับ?

แต่ระบบการล้างหลังทำธุระเสร็จ ที่ผมเห็นว่าดีสุดยอดคงเป็นที่ยี่ปุ่นละครับ ใช้เป็นแบบสำผัดด้วยละ (ลองเข้าไปทดสอบที่ รร. The Palace ได้เลยครับ)

HEAVYTOY

Quote from: Cherokee on 28  April  2007, 06:27:09 am
สาวอัซซูรี่ในสายตาของมิเคลันเจโลต้องแบบนี้ ดูท่อนขา กล้ามท้อง และกล้ามอกซะก่อน (ไม่ได้ถ่ายเองหรอก เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างใน)


โอ แม่จ้าว ช่างฉับเฉงเป็นยองใยจั๋งเก้อ

อิอิ มาขี้ตู่ ขอรูปสาวๆ ตัวจริง juliet ไม่ยอมให้คุณ cher.. เก็บไว้ดูคนเดียว มาเชียร์ครับ :flatter:

Cherokee

มาต่อครับ  ยังอยู่ในแคว้นทัสคานี  วันนี้นั่งรถไฟจากฟลอเรนซ์ไปชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงเมืองพิซ่า เมืองที่มีหอเอนอันมีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นความใฝ่ฝันส่วนตัวที่จะมีโอกาสมาปีนซักครั้งในชีวิต  การเดินทางโดยทางรถไฟในอิตาลีถือว่าสะดวกมากครับ สถานีรถไฟส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง แต่อาจจะห่างจากพวกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ไปกระทบกระเทือนโครงสร้างของสถานที่เหล่านั้น  ที่พิซ่านี่ถือว่าเดินไกลทีเดียวจากสถานีรถไฟไปถึงหอเอน ประมาณหนึ่งกิโลเห็นจะได้


Cherokee

จริงๆ แล้วบริเวณหอเอนนี้ประกอบไปด้วยอาคารสำคัญ 3 หลังด้วยกันคือ หอเอน โบสถ์ซึ่งอยู่ตรงกลางในรูป และอาคารกลมๆ ด้านหน้าเรียกว่าแบบติสเทอรี (battistery) ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร แต่เป็นสถานที่เพื่อประกอบพิธีแบบทิสต์หรือพิธีรับศีลจุ่ม  ในสมัยก่อนผู้ที่จะรับเชื่อในศาสนาคริสต์จะต้องจุ่มทั้งตัวลงในน้ำ ดังนั้นโบสถ์ต่างๆ จึงนิยมสร้างอาคารหรือห้องพิเศษที่มีอ่างน้ำขนาดใหญ่เพื่อให้คนลงไปจุ่มตัวได้  สมัยนี้การรับเชื่อในนิกายแคทอลิกแค่เอาน้ำพรมๆ หัวก็เป็นอันใช้ได้ ไม่ต้องถอดเสื้อผ้าลงไปจุ่มเหมือนสมัยก่อน  เดี๋ยวไปเมืองราเวนน่าจะมีภาพโมเสกของพิธีนี้ให้ดูครับ  โบสถ์สำคัญแทบทุกเมืองจะมีอาคารสำหรับพิธีนี้แยกต่างหาก มักสร้างเป็นรูป 8 เหลี่ยมหรือวงกลม  ข้างในจะมีอ่างน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง หลายๆ ที่ดัดแปลงมาจากอ่างอาบน้ำของพวกโรมัน ซึ่งเหมาะกับพิธีนี้พอดี   

จริงๆ แล้วหอเอนเป็นเพียงแค่หอระฆังของโบสถ์นี้เท่านั้นเอง ฟังแล้วรู้สึกกระจอกไปเลยไหมครับ


Cherokee

ลองดูด้านหน้าของโบสถ์ซึ่งมีความงดงาม สังเกตลวดลายของอาคารทั้งสามจะไปทางเดียวกันหมด เป็นศิลปะแบบพิซ่าโดยเฉพาะ สร้างจากหินอ่อนทั้งหมด ใกล้ๆ เมืองพิซ่ามีเหมืองหินอ่อนขนาดใหญ่  ประเทศอิตาลีที่มีหินอ่อนเยอะก็มาจากแถบนี้ครับ  ฟลอเรนซ์หลังจากตีเมืองพิซ่าได้แล้ว จึงขนหินอ่อนกลับไปสร้างเมืองของตัวเองบ้าง  มิเคลันเจโลก็เคยมาเลือกหินอ่อนจากเหมืองนี้ไปแกะสลักรูปปั้นอยู่บ่อยๆ


Cherokee

ภายในโบสถ์เป็นศิลปะแบบโรมาเนสก์ ท่านผู้ใดรู้ความแตกต่างระหว่างสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ กอธิก บาโรค นีโอคลาสสิก ขอเชิญช่วยให้ความกระจ่างด้วยครับ  ไปมาหลายโบสถ์ก็ยังแยกไม่ค่อยออกเท่าไหร่


Cherokee

และแล้วก็ได้ซื้อตั๋วขึ้นหอเอนที่เป็นความใฝ่ฝัน ค่าขึ้นแพงมากครับ 14 ยูโร ให้ขึ้นได้เป็นรอบๆ รอบละ 40 คน และอยู่ได้เพียงแค่ 30 นาที  ถ้าใครจะขึ้นก็ให้รีบไปจองรอบแต่เนิ่นๆ แล้วไปเดินดูอย่างอื่นก่อน  เขาต้องการจำกัดจำนวนคนขึ้นไปไม่ให้มากเกินไป จริงๆ ก็ดีเหมือนกันเพราะที่ค่อนข้างแคบ ต้องปีนป่ายกันนิดหน่อย ไปกันเยอะๆ เบียดเสียดอาจเกิดอันตราย แถมถ่ายรูปไม่สวยเพราะคนเยอะ   :P

คำถาม:  คิดว่าหอเอนเมืองพิซ่าที่ดังเพราะตัวศิลปกรรมของหอหรือเพราะว่ามันเอนครับ


pka

ว๊าวววว

น่าไปมาก ๆ เลย อิจฉา ๆๆๆ  :oops:


บรรยายละเอียดดีจังค่ะ ชอบ ๆ


สงสัยจะดังเพราะมันเอนนะ เพราะเอนแต่ไม่ล้มหง่ะ   :P
The beautiful colors of the rainbow can only be seen through the prism of rain

"ในทุก ๆ ความเศร้า ความผิดหวัง เราอาจจะเจอความสวยงาม ของอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้
จะเห็นสายรุ้งได้ เราต้องมองผ่านแสงหักเหของละอองสายฝน"

Cherokee

คำตอบ : ผมคิดว่าน่าจะทั้งสองอย่างนะครับ ตัวศิลปกรรมมีความสวยงามอยู่แล้ว พอเอนแต่ไม่ล้มเลยยิ่งทำให้มีชื่อเสียงใหญ่ จริงๆ หอเอนที่อื่นก็มีนะครับ ที่เมืองโบโรนญ่าก็มี เป็นหอคอยสูงคล้ายๆ กับที่ซานจิมินญาโน่ เอนมากๆ ผมว่าถ้าไม่ใช่เพราะหอมีความงาม แทนที่จะได้รับการชื่นชมอาจจะโดนด่าด้วยซ้ำว่าสร้างไปได้ยังไง ไม่รู้จักหลักการทางวิศวกรรมเหรอ  เขาคงไม่รู้จริงๆ แหละครับ สมัยโน้นไม่รู้จักการวางเสาเข็ม หลังคาโบสถ์หลายๆ แห่งเลยต้องมีโครงสร้างไปคอยรับน้ำหนักไว้  ส่วนที่หอเอนแห่งเมืองพิซ่าก็คล้ายๆ กัน ตอนสร้างคงขุดลงไปไม่ลึกพอและดินเป็นดินอ่อนเลยเกิดการทรุด  มีช่วงหนึ่งที่เขาปิดไม่ให้คนขึ้นไปเลย ปิดนานกว่า 10 ปีจนผมคิดว่าคงไม่เปิดให้คนขึ้นอีกแล้ว  แต่หลังจากใช้วิศวกรนานาชาติระดมความคิดกันก็ได้วิธีแก้ไม่ให้เอนเพิ่มขึ้นโดยการใช้เคเบิ้ลดึงเอาไว้และปรับฐานใหม่ จึงเพิ่งเปิดให้คนขึ้นอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.2001 นี้เอง  ได้ยินว่าตอนนี้เอนน้อยลงกว่าก่อนด้วย  


Cherokee

เอารูปนี้มาอวดว่าขึ้นไปจริงๆ นะ มีรูปถ่ายยืนยันด้วย  :D

จริงๆ ตัวเมืองพิซ่าไม่ค่อยมีอะไรครับ มีเท่านี้แหละ  นอกจากหอเอนแล้ว เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์  กาลิเลโอก็เกิดที่เมืองนี้สอนที่นี่ ทดสอบเรื่องของแรงโน้มถ่วงก็ที่หอเอนนี้  เมืองนี้จึงเป็นเมืองมหาวิทยาลัย มีนักศึกษาเต็มไปหมด  แต่สภาพอาคารดูไม่ค่อยสวย เก่าๆ โทรมๆ  ถ้าทำเวลาที่หอเอนได้ดีก็อาจจะไปเที่ยวเมืองอื่นต่อได้ ผมรีบจับรถไฟกลับมาที่ฟลอเรนซ์เที่ยวที่นี่ต่อได้อีกในวันเดียวกัน