• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
13 November 2019, 04:13:17 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


นักร้องหญิงคนโปรดของคุณ

Started by Night Owl, 10 May 2002, 07:20:07 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

poj

And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Peacemaker

Quote from: sw on 02  November  2014, 12:58:27 am
เห็นด้วยครับ แสดงว่าวัยรุ่นฝรั่งฟังเพลงเป็น เอาเทคนิคการตลาดมาหลอกขายไม่ได้ นักร้องปลอมๆจึงเกิดไม่ได้ วัยรุ่นเอเชียเราน่าเป็นห่วง ทำอะไรง่ายๆใช้การตลาดนำ หลอกขายได้ทุกอย่าง


Quote from: sw on 23  October  2014, 09:47:10 pm
ขอตั้งข้อสังเกตสักนิด ในการเปรียบเทียบความสามารถหรือความเก่ง
ที่เรามักจะเอามาตรฐานคนละลีคมาเปรียบเทียบกัน
โดยเอาคนเก่งของไทย ไปเทียบกับคนเก่งของโลก
ที่ 1 ของ 65 ล้านคน เทียบกับ ที่ 1 ของ 7000 ล้านคน
ความสามารถอาจจะต่างกันมากกว่าร้อยเท่า ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ทำไมไม่เอาคนไทยไปเทียบกับประเทศที่มีประชากรพอๆกัน
ผมว่าสัดส่วนคนเก่งต่อจำนวนคนทั้งประเทศ อาจจะมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ส่วนคนที่ระดับเกิดมาก็เป็นศิลปินแล้ว นั่นไม่นับ เพราะมีเพียงไม่กี่คนในโลกเท่านั้น
ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับใคร หรือเอามาทำเป็นสถิติอะไรได้
ถ้าบังเอิญเขาไปเกิดในประเทศใด ก็เป็นโชคดีของประเทศนั้นไป



มานั่งคิดดูจริงๆแล้ว ถ้าแบ่งศิลปินออกเป็นสองจำพวก คือกลุ่มพรสวรรค์ และกลุ่มพรแสวง
กลุ่มพรสวรรค์ พวกนี้เกิดมาแล้วมีสรีระที่เอื้อต่อการร้อง อธิบายได้ด้วยเรื่องของกล่องเสียง ความสามารถของหูชั้นในและระบบประสาทสมอง ที่วิจิตรพิสดารกว่าของคนทั่วไป เป็นได้เองโดยไม่ต้องมีครูด้วยซ้ำ คนแบบนี้ฟ้าอาจส่งมาด้วยความน่าจะเป็น ในโลกนี้มีห้าพันล้านชีวิต ก็ถัวเฉลี่ยกันไป ไทยเราได้ส่วนแบ่งมาแค่ 70 จากครึ่งหมื่น คิดตามนี้คนที่มีพรสวรรค์พวกนี้ ถือกำเนิดในไทยแล้วแน่นอน กี่คนก็ไม่รู้ล่ะ มีแน่ๆ


อีกกลุ่มคือพรแสวง เสียงอาจไม่ดีมาก หูอาจไม่เพอร์เฟ็คพิชต์ แต่มีใจของการเป็นศิลปิน อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี มีคนชี้น้ำที่ดี ต้นทุนที่ได้มาน้อย ก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น จนอาจไปถึงระดับที่ทัดเทียม และก้าวผ่านคนที่มาจากพรสวรรค์ก็ได้


ปัญหาคือ ประเทศไทยไม่มีสภาพแวดล้อมที่อำนวยให้เกิดศิลปินที่เก่งๆ ได้เหมือนอย่างทางฝรั่งเขา ซึ่งนี่มีผลต่อทั้งกลุ่มพรแสวงและพรสวรรค์
สังคมที่ไม่ให้ความสำคัญกับศิลปะ แต่ให้ความสำคัญกับอำนาจ ชื่อเสียงเกียรติยศ และเงินทอง
ให้ค่านิยมว่าเด็กที่เกิดมา ต้องเข้าเรียน และไต่เต้าไปเข้าสู่มหาลัยฯ เป็นสายวิทย์ยิ่งดี ยิ่งเป็นวิศวะฯ เป็นหมอ ยิ่งเจ๋ง
วาดไลน์ในการเติบโตของชีวิตไว้แค่เส้นหลักเส้นเดียว เส้นอื่นๆ มีแค่พอขูดๆ ขีดๆ ให้รู้ว่ามี แต่ไม่ส่งเสริม (เช่นสายอาชีวะ ศิลปะ นักกีฬา ฯลฯ)
ชีวิตของเด็กไทยจึงโตมาเป็นสูตร เกิดมา2-3 ขวบก็ต้องพรากจากพ่อแม่ ไปเข้าสู่ระบบ"การศึกษา" เริ่มตั้งแต่เตรียมอนุบาล
ไม่เน้นการค้นหาพรที่ฟ้าให้เด็กคนนั้นมา ทุกคนมี แต่คนไทยไม่เคยอยากรู้ว่ามี ไม่อยากรู้ว่าลูกทำอะไรแล้วเป็นสุข รู้แต่ว่าลูกฉันต้องรวย มีคนกราบไหว้บูชา ค่านิยมเรื่องการเรียนหมอ การเรียนวิศวะเลยเกิดขึ้น (ซึ่งตอนนี้เริ่ม shift มาเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น ประกอบภาพลักษณ์ของ"งานเก่า"ที่คนเฒ่าคนแก่เพียรอยากให้ลูกหลานเป็นนั้น ด้อยลง ดังนั้นค่านิยมเก่าจึงแผ่วไป กลายเป็นค่านิยมสายธุรกิจ เน้นเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อธุรกิจ ส่งเรียนเมืองนอกในระดับโท เอก)
แม้นบางครั้งจะเห็นว่่าลูกคงไม่มีความสามารถจะเรียนได้ถึงระดับดังกล่าว ก็อยากให้ลูกมีงานทำ มองที่"การมีหรือไม่มี"งานทำ เป็นหลัก มากกว่าจะมองว่าลูกอยากทำ"งาน"อะไร ใช่สิ่งที่ชอบทำ มาจาก passion หรือไม่ (ทั้งๆที่ประเทศไทยอัตราการว่างงานต่ำมากๆๆๆ แต่ก็ยังโฟกัสให้เด็กทำแค่ไม่กี่อย่าง)


ไม่ต้องพูดในเรื่องของนักร้องนักดนตรี ไม่มีใครหรือแทบเรียกว่ามีน้อยคนมาก ที่อยากให้ลูกเป็นนักร้องแบบจริงๆ
ส่งเสริมให้ไปค้นหาความชอบตั้งแต่ยังเด็ก มีแต่คนมีเงินเท่านั้นมีพอจะมีกำลังส่งลูกไปเรื่องนี้บ้าง แพงๆทั้งนั้น ดังนั้นลูกตาสีตาสา หมดสิทธิ์ เรื่องเงินนี่คือดอกแรก
เรื่องต่อมาก็คือ ทัศนคติและ appreciation ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ มีต่อศิลปะนั่นแหละครับ ต้องถามผู้รู้ว่า ในยุคของคนอายุสี่สิบห้าสิบสมัยนี้ มี taste อย่างไรบ้าง ถ้าตอบว่า ฟังวงนูโว คุณพีคงจะหัวเราะก๊าก แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่จึงโทษวัยรุ่นอย่างเดียวไม่ได้ ก็เพราะพ่อแม่ของเด็กนั่นแหละคนที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตและค้นหาแก่นของตัวเด็กเอง ยังไม่สามารถชีน้ำเด็กให้เห็นได้ เวลาที่ล่วงไป แต่เด็กพลาดโอกาส กลายเป็นต้องโตเป็นพนักงานบริษัททำงานแกนๆ เหี่ยวเฉาไปวันๆ เรื่องพ่อแม่นี่คือดอกที่สอง และดูเหมือนว่าไม่เพียงจะเป็นการละเลยการส่งเสริมที่สามารถทำให้ได้แก่กลุ่มพรแสวงแล้ว ยังเป็นการ"สกัดขา" กลุ่มพรสวรรค์ ที่เดิมก็ยากเย็นแสนเข็ญที่จะเกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ หูที่รับความถี่ดีๆ จิตดีๆ ที่ขอแค่นั่งเฉยๆ มันก็จะออกมาดีเอง มาเจอเปิดเพลงใบเตยเข้าไป เป๋เลย ซ้ำร้าย ถ้าพ่อแม่มีอคติต่อการเป็นศิลปินอีก ทุกอย่างจบครับ


ดังนั้นถ้าประเทศไทยจะสร้างศิลปินที่ผู้รู้ "เห็นว่าดี" คงต้องเป็นสูตรที่ว่า
1.กลุ่มพรสวรรค์ (คิดตามหลักสถิติได้ 70ล้านคนจาก 5000 ล้านคน): ไม่ต้องอะไรมากเลย อยู่เฉยๆพอ ขอแค่อย่าให้ได้เจอกับสิ่งที่สกัดขา อย่าไปฉุดเขาให้ต่ำลง
2.กลุ่มพรแสวง (มีอยู่แล้วทั่วไป): ขอให้ได้เจอกับสิ่งแวดล้อมที่ดี มีเงินสนับสนุน พ่อแม่เห็นค่า (และถ้าเอาให้ดีจริง เห็นค่าอย่างเดียวไม่พอ พ่อแม่ต้องเข้าใจศิลปะประมาณหนึ่งด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็นครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่หลายท่านวิจารณ์กรณี "เดอะ วอยซ์" ที่ก็มีคนรอบตัวสนับสนุนนะ แต่ยังไม่สุด)


ซึ่งเมืองไทยไม่ได้เพียบพร้อมแบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นฝีมือของคนรุ่นก่อนด้วย จะเป็นห่วงเด็กสมัยนี้อย่างเดียวไม่ได้ครับ

pee

สมัยนี้ เงินและการยอมรับ ไม่ใช่ปัญหาแล้วนะครับ
นักร้องนักแสดงที่รุ่งๆ ปีละสามสี่ล้านถึงสิบๆ ล้าน...มีเกลื่อน

แค่พิษณุ กลัดนิลคนเดียว ทำรายการไม่กี่ปี ร้อยล้านอยู่ในกระเป๋า
ไตรภพนั่น พันห้าร้อยล้านยังมีลงทุนกับกันตนา
ไม่ต้องไปเอ่ยถึงเสี่ยตากับป๋าประภาส รวมกันหลายพันล้าน....สิวๆ

ดังนั้น วิกฤติการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเรา มันมาจากปัจจัยพื้นฐาน
คือ





















คุณภาพคน หรือสั้นๆ ว่า
ยังเป็นมนุษย์ไม่พอ


แค่นั้นแหละ





คนมันห่วย รวยแค่ใหน มันก็ผลิตได้แต่ของห่วย
ไม่มีทางที่คนห่วยจะทำของดีได้ดอกครับ

sw

บันเทิงมันไม่ใช่ศิลปนี่ครับ บันเทิงก็เหมือนกับสินค้า ทำเพื่อขาย ขายได้ก็รวย คนวงการบันเทิงเป้าหมายเค้าก็คือเงิน ไม่ใช่ความงดงามทางศิลป จะเปิดโรงนวดหรือเปิดค่ายเพลงก็ได้ ถ้ารวยก็นับเป็นความสำเร็จเหมือนกัน

pee

Quote from: sw on 03  November  2014, 07:52:26 pm
บันเทิงมันไม่ใช่ศิลปนี่ครับ บันเทิงก็เหมือนกับสินค้า ทำเพื่อขาย ขายได้ก็รวย คนวงการบันเทิงเป้าหมายเค้าก็คือเงิน ไม่ใช่ความงดงามทางศิลป จะเปิดโรงนวดหรือเปิดค่ายเพลงก็ได้ ถ้ารวยก็นับเป็นความสำเร็จเหมือนกัน


ศิลปะมีไว้บันเทิงใจนะครับ ขายได้ก็เป็นเหตุปัจจัยที่ควรเป็น
เพียงแต่ความบันเทิงใจของคนเรา มันมีหลายมิติ
บางมิติก็เรียบง่าย ลึกซึ้ง และยกระดับความเป็นคน




แต่ถ้าจะเอาความบันเทิงแบบสัตว์
มนุษย์ก็ทำได้ อาจจะยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก


Peacemaker

ถ้าคนไทย generation รุ่นพ่อแม่เป็นอย่างนี้ คน generation ลูกจะหลุดพ้นไปได้ยังไง ไม่มีทางเลย และอย่าบอกว่าเราห่วยด้วย ฮึ่มๆๆ  :'(
เป็นวงจรอุบาทว์โดยแท้

sw

ผมคิดเอาเอง ไม่รู้ถูกหรือเปล่าว่า บ้านเราวงการบันเทิงสมัยก่อนต้องใช้ความสามารถทางศิลปเยอะกว่าความสามารถทางธุรกิจ จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยน คือวันที่เต๋อสิ้นชีวิต บันเทิงไทยที่เคยเป็นศิลปครึ่งธุรกิจครึ่ง พึ่งพาอาศัยกัน ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือธุรกิจล้วนๆ ศิลปถูกเอาไปใช้ในการออกแบบโฆษณาและแสงสีเสียงเพื่อเรียกความสนใจมากกว่าเอามาใช้ในการร้องเพลง  พวกเจป๊อป เคป๊อป เอาเราเป็นต้นแบบไปพัฒนา แล้วตอนนี้เราก็เอาเค้ามาเป็นต้นแบบอีกที เด็กๆประสบการณ์น้อยต้องตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดายอยู่แล้ว

pee

Quote from: sw on 03  November  2014, 11:46:15 pm
ผมคิดเอาเอง ไม่รู้ถูกหรือเปล่าว่า บ้านเราวงการบันเทิงสมัยก่อนต้องใช้ความสามารถทางศิลปเยอะกว่าความสามารถทางธุรกิจ จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยน คือวันที่เต๋อสิ้นชีวิต บันเทิงไทยที่เคยเป็นศิลปครึ่งธุรกิจครึ่ง พึ่งพาอาศัยกัน ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือธุรกิจล้วนๆ


เต๋อนั่นแหละ ที่พาเพลงไปเป็นสินค้าบะหมี่สำเร็จรูปบนชั้นวาง
แต่ที่จริง มันตกต่ำมาก่อนหน้านั้นได้สักระยะหนึ่งแล้ว

ศิลปินแห่งชาติคนนึงเคยสารภาพเองว่า ไอ้เพลงเฮงซวยทั้งหลาย ยุคเก้าล้านหยดน้ำตาน่ะ ฝีมือแกเอง
แกบอกว่า อายจนไม่กล้าใส่ชื่อ

:thumbdown: :thumbdown: :thumbdown:





sw

ศิลปินแห่งชาติก็เคยเอาทำนองต่างชาติมาใส่เนื้อร้องเองเหมือนกัน แต่ร้องเก่งกว่าพี่ดอนเยอะ  :)

Karin Preeda

ขำๆครับ จำได้ว่าคุณพจน์เคยลงไว้ที่นึงแล้ว แต่เห็นเข้ากับบรรยากาศการสนทนาดี  :lol:



pee



มัณฑนาเป็นสุดยอดนักร้องในใจผม
มีเทคนิคการใช้เสียงระดับสุดยอด

คนอื่นๆ ก็ชอบตามลงมาครับ








sw

 :worshippy: ระดับตำนานทั้งสี่ท่าน ทำให้วันนี้ฟังเพลงไทยเก่าทั้งวัน ฟังแล้วเห็นภาพตัวเองสมัยเล่นน้ำฝนไม่นุ่งผ้า  :clown:

pee

ข่าวเก่า......แต่ยังใหม่เสมอ

งาน "มัณฑนาวิชาการ" และ "เบิกฟ้า มัณฑนา โมรากุล"
โครงการวิจัย "การวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย ภาค 2" (ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญร่วมสัมนา "มัณฑนาวิชาการ" พร้อมชมการแสดงดนตรีจากวงสุนทราภรณ์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์พัฒนาการและอัจฉริยภาพในการขับร้องเพลงของ มัณฑนา โมรากุล ศิลปินผู้โดดเด่นและนักร้องรุ่นบุกเบิกของวงสุนทราภรณ์ รวมทั้งหาทิศทางการตีความและการขับร้องเพลงของมัณฑนาสำหรับคนรุ่นใหม่
ฟังการบรรยาย อภิปราย และร่วมเสวนากับนักวิชาการ นักวิจารณ์ นักร้องระดับแนวหน้าและนักร้องรุ่นใหม่ในหัวข้อ
- พัฒนาการทางศิลปะของมัณฑนา โมรากุล : การวิเคราะห์เชิงคีตศิลป์
- ศิลปะการขับร้องของมัณฑนา โมรากุล
- เพลงของมัณฑนา โมรากุล ในทัศนะของคนรุ่นใหม่
วิทยากร ศ.ดร.เจตนา นาควัชระ ศ.นพ.พูนพิศ อมาตยกุล คุณรวงทอง ทองลั่นธม อาจารย์นรอรรถ จันทร์กลํา อาจารย์สุภัทรา โกราษฎร์ อาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง และนักร้อง/นักดนตรีรุ่นใหม่
ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามสนามหลวง กทม
การสัมนาทางวิชาการ : วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2546 เวลา 0900 - 1600 น. และวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2546 เวลา 0900-1200 น.
การแสดงดนตรีของวงสุนทราภรณ์ - เบิกฟ้ามัณฑนา โมรากุล : วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2546 เวลา 1330-1630 น.
ผู้สนใจเข้าร่วมสัมนาทางวิชาการ โปรดสมัครได้ที่ โครงการวิจัย สกว.(การวิจารณ์ 2) ชั้น 8 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน กทม 10170 โทรศัพท์ 0 2435-3962 โทรสาร 0 2434-6257 Email: office@thaicritic.com
ค่าสมัคร 500 บาท (รวมค่าเข้าชมการแสดงดนตรีในบ่ายวันอาทิตย์)
บัตรชมการแสดงดนตรีวงสุนทราภรณ์ ราคา 300 และ 200 บาท จองได้ที่
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร 0 3425 5096/7
โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรี โทร 0 2241-0974, 0 2241-3535
โครงการวิจัย สกว. (การวิจารณ์ 2) โทร 0 2434-6257, 0 2435-3962
ผศ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ โทร 0 1807-2162
คงกฤช ไตรยวงศ์ โทร 0 9672-3887


อาจารย์เจตนาค่อนข้างจะ obsessed เกี่ยวกับมัณฑนาและสุนทราภรณ์ แต่ผมว่าคุณรวงทองนี่เอง ที่สรุปความสำคัญไว้ได้ ด้วยประโยคเดียว

"ไม่มีมัณฑนา ก็ไม่มีรวงทอง"

Karin Preeda

อีกหน่อย คนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในนักร้องหญิงคนโปรดของผม  :supergrin:



Peacemaker

คนนึงเสียงเพราะ


อีกคนหน้าสวย