• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
21 May 2019, 12:42:00 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??

Started by supada, 15 December 2008, 10:58:24 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

จ๊อด ฟุลเรนจ์

Quote from: pakorn on 16  December  2008, 04:30:49 am


หรือบางทีเราจะต้องลองมองแบบนี้ดูมั่งนะครับ

.. พัฒนากว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?
.. เจริญกว่า แปลว่าดีกว่าหรือเปล่า?

และที่ว่าดีกว่า มันมองมุมไหนกันล่ะครับ?




นั่นไงครับ ผมถึงบอกว่า  มันเป็นเรื่องของการปรียบเทียบ
ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ มันต้องวัด  นั่นคือความจริงและข้อมูล

เหมือนการวัดเด็กสองคน คนไหน"ดี"กว่า หรือ"น่ารัก"กว่า  มันวัดยาก  มันเลยต้องมีเครื่องชี้ 
ซึ่งบางทีเราไม่ชอบระบบการให้คะแนน มันไม่ตรงกับใจเรา  มันเลยเป็นปัญหา
ถ้าถามผมว่า แล้วจะเอายังไง ผมบอกว่าไมรู้  เพราะผมก็ไม่สามารถหาตัวชี้วัดที่ดีกว่าเกณฑ์ ที่เขากำหนดมาไม่ได้เหมือนกัน
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

จ๊อด ฟุลเรนจ์

พอจะนึกได้แบบคร่าวๆ 

เข้าใจว่า  การแบ่งแบบนี้  เป็นการแบ่งโดยองค์การระหว่างประเทศ(น่าจะเป็น ยูเอ็น นั่นแหละ)

เพื่อให้ความช่วยเหลือ

ดังนั้น  มันเลยมีการชี้วัดทางวัตถุหรือคุณภาพชีวิต(ทางวัตถุอีกเหมือนกัน) 
เพื่อหาประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ  หรือประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ

เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนี่นะ :P
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

nattapong

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงร่วมวงเขียนแบบยาวมาก ๆ แต่ตอนนี้ผมกลับไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร

ถ้าเขียนไปทางหนึ่งอาจถูกหาว่าเหยียดผิว(ขาว) ถ้าในทางตรงข้ามอาจจะกลายเป็นกบฎ (เดี๋ยวนี้ข้อหานี้ใช้กันได้ง่าย ๆ)

มองไปที่ต้นตอของปัญหาจริง ๆ แล้ว มันเป็นปัญหาตั้งแต่ตัวคำถามเสียแล้ว พี่ ๆ หลาย ๆ คนแตะไปบ้างแล้ว นิยามว่าพัฒนา เป็นปัญหา จะนิยามกันอย่างไร เป็นปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด นิยามกันทำไม เป็นปัญหาโลกแตก ถ้าแก้ปัญหาเรื่องนิยามกันไปแล้ว มาถึงปัญหาที่ว่าแล้วเราจะไปใช้นิยามดังกล่าวด้วยหรือ ทำไม เพื่ออะไร จะเข้าสู่การติดป้ายเหล่านั้น ทำไม เพื่ออะไร

เอาแบบง่าย ๆ ก่อน เป็นตัวอย่างให้ขบคิด ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาที่ใช้ GDP เป็นเกณฑ์ส่วนหนึ่งในการวัดความพัฒนา ตามนิยามว่าพัฒนาที่ตัวเองมีส่วนในการตั้งขึ้น ประเทศที่ด้อยพัฒนาตามมาตรฐานของอเมริกัน อย่างเช่น ภูฑาน ที่เลือกที่จะใช้ GNH ในการวัดความเจริญของประเทศ คงไม่มีวันที่จะพัฒนาไปตามนิยามที่อเมริกาตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาคงไม่นำนิยามดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับประเทศของเขา เขาเป็นหนึ่งในประเทศที่มี GNH สูงที่สุดในโลก ถ้าหากว่าวันหนึ่ง GNH ถูกเลือกมาใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการนิยามความพัฒนาของประเทศ อเมริกาจะถูกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนาใช่หรือไม่ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นเขาจะพยายามเพิ่ม GNH หรือพยายามที่จะเปลี่ยนนิยามกลับมาเป็นดังเดิมให้ได้ เพื่อที่จะได้ใช้ GDP มาวัดกันเช่นเดิม การพัฒนาจะได้เกิดขึ้น

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดระบบวัด ใครเป็นคนยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ การวัดเป็นสิ่งที่บ่งบอกอะไรให้กับเรา แต่เมื่อใดเราใช้การวัดในการกำหนดทิศทางของอะไรบางอย่าง เราจะเริ่มรู้ว่าการวัดมันมีจุดบอดที่มากเกินกว่าจะนำมาใช้กำหนดทิศทางได้ และจะทำให้เกิดการดำเนินการทางเทคนิคเพื่อเพิ่มคะแนนที่ใช้วัด ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นในกรณีรัฐบาลต้องการ (ไม่ใช่เรื่องการเมืองนะครับ) ที่จะนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน มองแบบตื้น ๆ ถ้าคนเล่นหวยคือคนกลุ่มเดิม เจ้ามือหวยอาจจะเปลี่ยนกลุ่ม แต่ช่างมัน สุดท้ายแล้ว มีเม็ดเงินจำนวนเท่าเดิมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ผลต่างคืออะไรครับ หวยใต้ดิน รัฐบาลไม่มีตัวเลข ดังนั้นวัดไม่ได้ หวยบนดิน รัฐบาลมีตัวเลข และวัดได้ ถ้าคนเล่นเหมือนเดิม รางวัลให้เหมือนเดิม เงินทั้งหมดในระบบมีอยู่เท่าเดิม แต่เมื่อรัฐบาลนับได้ขึ้นมาเกิดอะไรขึ้นครับ GDP เพิ่มสูงขึ้น วัดแล้วบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วจริง ๆ มีอะไรเปลี่ยนไปครับ ไม่มีอะไรเลย

ในวงการมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน KPI มาใช้วัด เริ่มมาหลายปีพอสมควรแล้ว และในขณะนี้เริ่มมีการสนใจที่จะเล่นทางเทคนิคกันบ้างแล้ว เห็นแล้วก็สมเภศเวทนา (เขียนยังไง) นี่คือบุคลากรที่จะบ่มหัวสมองของชาติ

ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

nattapong

มาที่นิยาม และการวัด มันเกี่ยวอะไร ที่จะบอกคือว่ามันไม่เกี่ยวกันเลยนะสิครับ พัฒนา คืออะไร ทำไมต้องพัฒนา ถ้านิยามว่าอย่างนั้น เพราะอย่างไรก็ตาม นิยามของคนอื่น อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ สุดท้ายแล้ว หัวใจของการมีชีวิตของเราคืออะไร มันมีไม่มากนักหรอกครับ ถ้าจะเน้นกันที่สิ่งที่เป็น core ของการมีชีวิตแล้ว เราจะไม่สนใจอะไรเลยกับคำนิยามเหล่านั้น ไม่ว่าเราจะนอนหมอนไม้ หมอนยางพารา หมอนขนเป็ด มันไม่ได้ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกันหรอกครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น

นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเขาจะสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร นักอนุรักษ์อาจจะคิดว่าเขาจะดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างไรให้มีรอยเท้าของเขาเหลือทิ้งไว้ให้น้อยที่สุด ชายที่เคร่งธรรมะอาจกล่าวว่าการที่เขาเดินไปในทางนักบวชคือสิ่งประเสริฐที่สุดที่เกิดขิ้นได้ (อย่างพระเวชสันดร) ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องอาจคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการเห็นแก่ตัว (หนีไปบวช)

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นสิ่งที่ Relative เราเพียงต้องหาสิ่งที่เป็น absolute ให้ได้แล้วยึดถือสิ่งนั้นร่วมกันเท่านั้นคงเพียงพอครับ มันมีไม่มากนักหรอกครับ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

Cherokee

Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:22:49 am
ปล. กระทู้มันๆแบบนี้  เดี๋ยวคุณ lapath น่าจะมาแจมยาวๆ  แล้วผมก็จะพลาดไปเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  :P  ;)


อ่านแล้วก็นึกถึงคุณ lapath เหมือนกันเลยครับ  เรื่องแนวนี้เราเคยถกกันมาพอสมควรเมื่อ 3-4 ปีก่อน 

เดี๋ยวว่าง ๆ มาแจมด้วยครับ

จ๊อด ฟุลเรนจ์

Quote from: nattapong on 16  December  2008, 05:17:00 am

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นสิ่งที่ Relative เราเพียงต้องหาสิ่งที่เป็น absolute ให้ได้แล้วยึดถือสิ่งนั้นร่วมกันเท่านั้นคงเพียงพอครับ มันมีไม่มากนักหรอกครับ


:thumbup: นั่นเลยครับ  :worshippy:

แต่หลักนี้
มันเป็นได้แต่การจัดการตัวเราในระดับไมโคร.....

แต่การจัดการในระดับแมคโคร เช่นการดูแลแก้ปัญหาประเทศ มันก็ต้องใช้ระบบ หรือตัวชี้วัดอยู่ดี...นั่นแหละที่ยาก :wallbash:

ปล. "สมเพชเวทนา" เขียนยังงี้ >:(   เห็นมั้ย  ได้เต็มวิชาแอ๊พพลายซายน์  แต่ตกภาษาไทย.. ฮึ :donot:      :lol:
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

lapath

Quote from: Cherokee on 16  December  2008, 05:19:58 am
Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:22:49 am
ปล. กระทู้มันๆแบบนี้  เดี๋ยวคุณ lapath น่าจะมาแจมยาวๆ  แล้วผมก็จะพลาดไปเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  :P  ;)


อ่านแล้วก็นึกถึงคุณ lapath เหมือนกันเลยครับ  เรื่องแนวนี้เราเคยถกกันมาพอสมควรเมื่อ 3-4 ปีก่อน 

เดี๋ยวว่าง ๆ มาแจมด้วยครับ


Haha... :)

OK.  I'll make it short.  :P

If the rule of law works on all front, it's a developed country, IMHO.   :supergrin:

Yeah we knew we had to leave this town
But we never knew when and we never knew how

blackmore

Quoteมีอีเรื่องที่ผมรับไม่ได้  คือการเรียกชื่อสิ่ง ต่างๆใน เมืองไทย   เอาง่ายๆๆ   กรุงเทพฯ  หรือ บางกอก,  ดันไปเรียก แบ๊งค์ค๊อก  ถ้ามันออกเสียงไม่ได้ ก็พยายามสีท่าน ไม้ใช่มาเปลี่ยน สงสัยไม่เคยได้ยิน 

อาจเป็นแค่ปรับมาให้คุ้นลิ้นตัวเองมั้งครับ คนไทยก็มีนะครับ กัมประโด กัปปิตัน ฯลฯ อะไร เยอะไป


มองคนละประเด็นครับ ตัวอย่างผมชัดเจน  กรุงเทพฯ เป็นเมืองชื่อเมืองชื่อเดียวในโลก ไม่ใช่ กัปปิตัน ที่มีอยู่ในทุกๆๆที่ หรือ ฯลฯถ้าเรายอมให้ชาติ(ที่เชื่อว่าพัฒนามาก่อน) มาเปลี่ยนชื่อแม่กระทั่งเมืองเราโดยอ้างว่า ไอจะพูดอย่างนี่ไอออกเสียงไม่ได้ ผมไม่ยอมครับ  เราไม่มีเอกราชแม้แต่ชื่อเราเอง  ลองดูง่ายๆ คุณ Phoka  ใครมาเรียกท่านว่า Phok-ha แล้วบอกให้ท่านยอมรับมันเพราะ ไอจะอ่านนี้ ไอเจ้าของภาษา คงเสียคววามรู้สึก (ของโทษที่พาดพิงครับพี่)  แต่กรณีชื่อเมืองที่มีคนมากกว่า 10 ล้านคนเป็นเจ้าของกลับสมยอมโดยละม่อมครับ  เพียงเพราะเรารับรู้ในใจว่าเรา พัฒนาสู้เค้าไม่ได้หรือป่าวเราต้องยอมตามเค้าไป       


นี่อีกตัวอย่างครับ ชัดเจน  Led Zepplin   ชื่อเราใครห้ามเรียกผิด
The group deliberately dropped the 'a' in Lead at the suggestion of their manager, Peter Grant, to prevent "thick Americans" from pronouncing it "leed".



Quoteถ้าเขียนไปทางหนึ่งอาจถูกหาว่าเหยียดผิว(ขาว) ถ้าในทางตรงข้ามอาจจะกลายเป็นกบฎ (เดี๋ยวนี้ข้อหานี้ใช้กันได้ง่าย ๆ)


อันนี้ตรงใจผมเป๊ะเลยครับ
ฝรั่งไม่ได้ฉลาด....ไปกว่าคนไทย   you know!!!

"There is no expedient to which a man will not resort to avoid the real labor of thinking."  Sir Joshua Reynolds

phokha

I dont like pop music.

supada

Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 04:34:35 am


ด้วยความรักน้องนุ่น
สองสามปีมานี้  ผมได้ยินคำ คุณธรรม, จริยธรรม, คนดี  มามากพอแล้วจ้ะ  จะอ้วกอยู่แล้ว
มันอ้างได้แต่วัดไม่ได้ >:(

เอาเรื่องระบบการมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายก่อนจะดีกว่าไหม ดีกว่ามันเห็นชัดหน่อย B)


:D แหม เรียกซะน่ารักทีเดียว อิอิ

แต่มูลฐานของปัญหาต่างๆ มันเกิดจากสิ่งนี้หรือเปล่าคะ (คุณธรรม จริยธรรม และการศึกษา)
"The more mediocre your music is, the more accessible it is to a larger number of people in the United States." ~ Frank Zappa ~

จ๊อด ฟุลเรนจ์

แหะ...แหะ....

ไม่รู้.....


:lol:
ผมอาจจะไม่มีพรสวรรค์ หรือทักษะที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
--ปาร์ค จี ซอง

sw

ความเจริญที่เป็นวัตถุ และการตีค่าทุกอย่างออกมาเป็นเงิน ทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย ก็เลยใช้กันอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศที่เจริญทางวัตถุมากกว่าก็หลงตัวเองว่าพัฒนาแล้ว แล้วก็บอกประเทศที่เจริญทางวัตถุน้อยกว่าว่าด้อยพัฒนา คนในประเทศที่เจริญทางวัตถุน้อยกว่าก็หลงตัวเองว่าด้อยกว่าจริงๆ ลืมตัวไปว่าที่จริงแล้วอาจเจริญทางจิตใจมากกว่า ความรู้สึกด้อยกว่าก็เลยพยายามทำตัวเองให้เท่าเทียมกับเค้า วิ่งตามเค้าไปบนไม้บรรทัดของเค้า ใช้วิชาคณิตพิสดารทำให้ได้เงินมาสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆโตๆ จนเกิดความไม่สมดุลย์เพราะเงินที่ควรจะได้แบ่งกันกินใช้ให้เกิดความสุขทั่วถึงกันกลับตกไปอยู่ในวัตถุและในมือคนพวกนั้นหมด วัด GDP ก็ออกมาสูงก็เป็นประเทศพัฒนาแล้วตามหน่วยวัดของเขา แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ได้หลงทาง อย่างประเทศภูฐาน เขากลับวัดด้วย GNH วัดความสุขของคนในประเทศ เยี่ยมมากๆ  :headphone:

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ประเทศพัฒนาเป็นประเทศพัฒนา ตอบคือ ผู้นำที่ไม่หลงทางครับ

pakorn

Quote from: blackmore on 16  December  2008, 08:05:28 am
มองคนละประเด็นครับ ตัวอย่างผมชัดเจน  กรุงเทพฯ เป็นเมืองชื่อเมืองชื่อเดียวในโลก ไม่ใช่ กัปปิตัน ที่มีอยู่ในทุกๆๆที่


.. ผมจำไม่ได้เป๊ะนะครับ แต่เข้าใจว่าเดิมมีการเรียกบริเวณนี้ว่าบางกอกอยู่แล้วก่อนหน้าที่จะสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงหรืออะไรประมาณนี้แหละ เท่ากับฝรั่งยุคก่อนหน้านั้นเรียกบริเวณนี้ว่าบางกอกอยู่แล้ว ส่วนในเวลาต่อมา ทำไมเราไม่พยายามแก้ไขให้เค้าเรียกชื่อใหม่ หรือเค้าทำไมไม่เรียกชื่อใหม่ ยังคงเรียกชื่อเดิมต่อไป... อันนี้จนด้วยเกล้าครับ

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

Cherokee

ยังไม่มีเวลานั่งเรียบเรียงความคิด  เลยขอเอา forwarded mail มาให้อ่านกันก่อน  อาจไม่ตรงกับหัวข้อนัก แต่ก็พอได้มังครับ

11 การทำงานแบบไทยในมุมมองของคนต่างชาติ

1.ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง
คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี

2.การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า “ขี้เกรงใจ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

3.ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร

4.ความรับผิดชอบ
- ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
- ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก

5.วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด

6.บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย

7.คำว่า “ไม่เป็นไร”
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า “ไม่เป็นไร” มาแก้ปัญหาแทน

8.ทักษะในการทำงาน
- ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
- ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
- พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม

9.ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน

10.ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง

11.แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
- ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
- มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
- มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที่
- ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
- ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย

jtr


ประเทศพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา...ทำไมๆๆๆ??

ตอบได้ทั้งสั้น และ ยา............ว
ซึ่งล้วนแต่ไม่มีประโยชน์ใดๆเลย  จริงๆ :scholar:

(แล้วเอ็งจะเข้ามาตอบเขา ทำไมอ่ะ)

นั่นซิ..
งั้นขอซะหน่อยนะครับ


1. ประเทศพัฒนา สงสัย-->ถาม-->คิดวิธี-->ลงมือทำ-->จำ
2. ประเทศด้อยพัฒนา ไม่สงสัย-->ไม่ถาม-->รอเทพเจ้าสั่งให้ทำ-->ลืม

Some Might Say "Thailand is civilization but not development"
Sad But True, isn't it?

Some Might Say


Sad But True


Last but not lease
jtr say
"But developed not mean civilize!"




(ก็บอกแล้ว..อย่าให้มันพูด) :angry:
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

nattapong

Quote from: จ๊อด ฟุลเรนจ์ on 16  December  2008, 05:52:01 am

ปล. "สมเพชเวทนา" เขียนยังงี้ >:(   เห็นมั้ย  ได้เต็มวิชาแอ๊พพลายซายน์  แต่ตกภาษาไทย.. ฮึ :donot:      :lol:



ขอบคุณครับ อิ อิ แอ๊พพลายซายน์ก็ไม่ได้เต็มนะครับ แต่ไอ้ภาษาไทยนี่น่ะซิ ยิ่งนับวันยิ่งเข้าคลอง ขนาดว่าคำว่าโทรศัพท์ ยังไม่แน่ใจเลยว่าเขียนถูกหรือไม่ แย่ ๆ ๆๆๆ
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

lapath

This post still sticks to my mind though I didn't have a good enough time to really put in a thought.  :argue: :)

The question to myself is that should we ever need to become one of developed countries?  Maybe, we love the way we are so much so that we don't care about anything at any expense.   :sulk:

People who lives afar from the motherland could come back and still feel 'connect' to the way things were and that's the benefit of not changing and sticking to the status quo.  :wub:

However, I felt sad about this post as, to me, it conveys desperation, confusion and various negative feeling during the time of posting. :(


Yeah we knew we had to leave this town
But we never knew when and we never knew how

nattapong

ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

Hexaphonic

"เป็นที่เข้าใจกันดีว่าจุดเปลี่ยนที่สุดที่ทำให้ยุโรปยิ่งใหญ่ว่าภูมิภาคอื่นชัดๆคือ "วิทยาศาสตร์"

"ยุครู้แจ้งทางปัญญา" หรือยุค Enlightenment ในศตวรรษที่ 18
คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยุโรปที่เริ่มขึ้นนำภูมิภาคอื่นๆ ทะยานทิ้งห่างเป็นผู้นำของโลกในสมัยนั้นอย่างแท้จริง!

คำถามคือว่า ทำไมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต้องไปเกิดที่ยุโรป
ทำไมไม่เกิดที่จีนที่ชอบพูดกันมากๆว่าประดิษฐ์นั่นนี่ได้มากมาย
หรือทำไมไม่เกิดในไทยหรืออินเดียที่บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นที่สุดแห่งสัพพัญญู
ทำไมต้องเป็นยุโรป?

เพื่อการนี้ ผมจะเริ่มจากการสรุปการเดินทางของวิทยาศาสตร์อย่างย่อ

ผู้ที่อาจเรียกว่าจุดเริ่มต้นของปรัชญายุโรป โสเกรติส แห่งเอเธนส์

เอเธนส์เต็มไปด้วยนักคิด ถกเถียงกันทั้งวัน
โสเกรติสตั้งคำถามถึงเทพเจ้ากรีกที่มีมากมาย ความจริงคืออะไร? ความดีคืออะไร?
ในจารีตกรีกที่มีเทพเจ้ามากมายและการทำตามที่เทพเจ้าพอใจคือความดี
แสดงว่าความจริง หรือความดีก็มีมากมาย ใครเถียงชนะก็คือคนที่ดีกว่าอย่างงั้นเหรอ?

ไม่ใช่แบบนั้นแน่
โสเกรติสบอกว่า ความจริงและความดีสูงสุด จะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และการเข้าใจสิ่งนี้คือ "ความรู้"

เพลโตศิษย์ของโสเกรติสได้อธิบายว่า เราจะเข้าถึง "ความรู้" ได้ด้วยการคิด
ความดีเป็นเช่นวงกลม ที่ไม่มีวงกลมที่กลมแท้ๆตามนิยามบนโลก
แต่เราก็รู้จักวงกลมในความคิดของเรา และบอกได้ว่าวัตถุไหนใกล้เคียงกับความกลมในนิยาม

ส่วนลูกศิษย์ของเพลโตคือ อริสโตเติล บอกว่า ไม่ใช่หรอกอาจารย์
ความจริงนั้นเกิดจากการสังเกตด้วยตา และสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสต่างหาก
หลังจากเราเห็นของที่ใกล้เคียงความกลมมากๆก่อน เราถึงมีความคิดเรื่องความกลมในหัว

แล้วศาสนาคริสต์ก็เข้ามา บอกว่าความจริงทางจิตจริยศาสตร์คือพระเจ้าที่มีหนึ่งเดียว
ส่วนความจริงทางวัตถุคือโลกที่พระเจ้าสร้าง

ในมุมมองของชาวพุทธนั้น ศาสนาสายอับราฮิมเมียนคือ ยิว คริสต์ อิสลาม ที่เชื่อพระเจ้านั้นดูไร้เหตุผล
ทำไมศาสนาแบบนี้ถึงทำให้เกิดวิทยาศาสตร์ได้?

แต่ศาสนาสายอับราฮิมเมียน มีปัจจัยสำคัญที่ต่างจากฮินดู ซึ่งเป็นรากของวิทยาศาสตร์ในอนาคต
มันทัศนคติเกี่ยวกับ Omniscience หรือ ความสัพพัญญู ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรู้แจ้งรู้ทุกอย่างในจักรวาล

ศาสนาสายอับราฮิมเมียนนั้นเชื่อว่า "มีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้แจ้ง"

(พระเยซูอ้างว่าตัวเองOmniscienceยิวเลยประหารประเยซูข้อหาลบหลู่พระเจ้า
ส่วนคริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาในโลกเลยOmniscience
ส่วนนบีมูฮัมหมัดนั้นไม่ได้ Omniscience เป็นผู้รับพระคำภีร์ที่พระเจ้าบอกมามอบให้มนุษย์อีกต่อ)

ในขณะที่ศาสนาสาย ฮินดู เชื่อว่า "มนุษย์สามารถรู้แจ้งได้เมื่อผ่านการปฏิบัติฝึกฝนบางอย่าง"

ดังนั้นความจริงของศาสนาสายอับราฮิมเมียนจึงมีเท่าที่พระเจ้าบอกไว้ จากนั้นมนุษย์อยู่ในความมืดบอด
ต้องไปหาวิธีคลำทางต่อเอาเอง

ศาสนาคริสต์ได้รวบเอาความคิดของทั้งเพลโต และอริสโตเติลไว้ และส่งมอบให้โรมัน

เมื่อเผ่าอนารยชนได้โจมตีโรมตะวันตกจนแตก ศาสนาคริสต์กระจายไปยังเผ่าเหล่านี้

แต่องค์ความรู้ต่างๆยังถูกเก็บไว้ในศาสนาคริสต์นิกายออเธอด็อกซ์ ในโรมตะวันออก และถ่ายโอนไปยังอิสลาม

ในศตวรรษที่ 9-11 จักรวรรดิอิสลามเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชีย กับยุโรป

นักวิชาการของอิสลามสืบทอดองค์ความรู้ของเพลโตและอลิสโตเติล

ในกรุอาน อัลเลาะห์ได้บอกมนุษย์ให้พิจารณาการเคลื่อนที่ของดวงดาว และท้องฟ้า เพื่อจะได้เข้าใจความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง

ด้วยเหตุนี้นักเล่นแร่แปรธาตุอิสลาม (The Alchemist) ถือกันว่าเพราะความรู้เป็นของพระเจ้า
การเข้าถึงความรู้ของโลกจึงเป็นการเข้าถึงพระเจ้ามากขึ้นด้วย

อิบนฺ อัล-ฮัยษัม (อ่านว่าอะไรวะ?) ชาวเปอร์เซียน
ได้วางรากฐานของวิทยาศาสตร์และฟิสิคส์ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

ในช่วงยุคทองของจักรวรรดิอิสลาม โลกอิสลามวิทยาการทั้งทางเคมี ดาราศาสตร์ และกลไก ที่ก้าวหน้ามาก

มุสลิมมักจะโทษว่าความก้าวหน้าทั้งหมดจบลงเพราะการมาของพวกมองโกลในศตวรรษที่ 12
แต่จริงๆมันเริ่มแผ่วเพราะผู้ปกครองของจักรวรรดิอิสลามเองที่เปลี่ยนนโยบายไปขัดขวางวิทยาศาสตร์

จักรวรรดิมองโกลที่โจมตีตะวันออกกลางได้เชื่อมโลกฝั่งตะวันออกกับตะวันตก วิทยาการของจีนก้าวกระโดด
ในขณะที่ดินปืนได้เข้ามาสู่ยุโรป

เพราะมองโกลเช่นกัน จักรวรรดิอิสลามเดิมจึงล่มสลาย แทนที่ด้วยออตโตมันที่ค้าขายกับยุโรป
ทำให้ยุคของครูเสทจบลง

เวนิสที่ค้าขายกับตะวันออกกลาง เริ่มซึมซับวิทยาการต่างๆมาจากโลกมุสลิม
ความร่ำรวยของอิตาลีทำให้เกิดยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมขึ้น

เกิดการทำให้ความรู้ของอริสโตเติลซึมเข้าหาโลกของศาสนาคริสต์โดยเซนท์โทมัส อควีนัส

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะอริสโตเติลและนักวิชาการยุคเก่าไม่ได้ถูกทุกเรื่องขนาดนั้น เมื่อความรู้พวกนี้ถูกดูดเข้าไปรวมกับความรู้ของโบสถ์และเริ่มมีคนเอาไปต่อยอดก็เริ่มเกิดเหตุการณ์คนรู้เยอะเกินอาจารย์ขึ้น

ในตอนแรกโบสถ์ทั้งหมดในยุโรปปกครองโดยวาติกัน แต่เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่16
หลายทีก็แยกออกไปเป็นโปรแตสแตนท์ ทำให้เกิดสงครามมากมาย

พอเกิดเรื่องนี้ วาติกันในตอนนั้นไม่ได้ผ่อนปรนปฏิรูป แต่กลับจะยิ่งระวังเข้มงวดมากขึ้น

ถ้าเถียงโบสถ์อาจจะถูกบอกว่าเป็นพวกของลูเธอร์ แล้วถ้าเถียงชุดวิทยาศาสตร์ของอริสโตเติลที่วาติกันรับรองล่ะ?

บางเรื่องโป๊ปอาจจะรับได้ แต่ไม่ใช่การไปเชื่อเคปเลอร์ ซึ่งเสนอว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แน่นอน - นอกจากความคิดนี้จะขัดต่อความคิดของปโตเลมี ที่เซนท์โทมัส อควีนัสรับรองแล้ว เคปเลอร์เป็นโปรแตสแตนท์เยอรมัน

ปัญหาคือข้อเท็จจริงโลกมันโคจรรอบดวงอาทิตย์ไง
แต่ถ้าบอกว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็จะโดนหาว่าเชื่อโปรแตสแตนท์ แล้วจะให้ทำยังไง?

ในศตวรรษที่ 15-16 นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากถูกข่มเหงโดยศาสนจักร พวกเขามีทางเลือก 3 ทาง
1.อยู่เงียบๆเลิกทดลอง - 2.โดนเผา - 3.หนีไปเขตปกครองของโปรแตสเตนท์

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงหลั่งไหลไปยังเยอรมัน ดัช และอังกฤษ

พวกโปรแตสแตนท์มีความสุขมากกับการใช้เรื่องนี้ด่าวาติกัน เพื่อชวนคนมาเข้าพวก (จริงๆฝ่ายศาสนจักรก็ไม่ได้โง่มากขนาดที่เราคิดกัน เช่นรู้กันแล้วว่าโลกกลม เรื่องเชื่อว่าโลกแบนเป็นเรื่องที่โปสแตสแตนท์โกหกมาด่าวาติกัน)

ด้วยการยอมรับความหลากหลายทางความคิด ทำให้วิทยาศาสตร์ฝ่ายโปรแตสแตนท์ก็ก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ

ในศตวรรษที่ 16 ฟรานซิส เบคอน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาของเจมส์ที่ 1 ของอังกฤษ
ก็ได้วางรากฐานของการทดลองแบบวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักกันดีขึ้น

อังกฤษได้สนับสนุนวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมองเห็นว่าวิทยาศาสตร์ทำให้ปืนใหญ่ของเรือดีกว่าปืนของคู่แข่ง
(โดยใช้เงินโบสถ์นั่นแหละ ให้พวกนักวิทยาศาสตร์มีฐานะเป็นพระรำเงินเดือนโบสถ์)

ระบบการศึกษาของอังกฤษในตอนนั้นค่อนข้างดี ครอมเวลเองก็สนับสนุนการศึกษาของชาวบ้านทั่วไป

และในที่สุด ก็มีลูกชาวนาที่ชื่อ ไอแซ็ค นิวตัน ก็ปรากฎตัวในศตวรรษที่ 17

เซอร์ ไอแซค นิวตัน คือศาสดาแห่งความคิดยุคสมัยใหม่ ถ้านิวตันเป็นคาทอลิกคงจะได้เป็นเซนต์ไปแล้ว

นิวตันเป็นคนกำหนดวิธีการมองโลกในอีก 300 ปี ต่อจากนั้น มาจนปัจจุบัน

จากนั้นยุโรปได้มองจักรวาลว่า

- พระเจ้าได้วางกฎในการเคลื่อนจักรวาลไว้ และปล่อยให้มันทำงานไปโดยไม่แทรกแซง
โลกเป็นเครื่องจักรของพระเจ้า วิทยาศาสตร์คือกระบวนการเข้าใจกฎการทำงานของมัน

- ทุกอย่างบนโลกนั้นวัด ความร้อนมีหน่วยวัด ความเร็วมีหน่วยวัด แรงมีหน่วยวัด
ทุกสิ่งทุกอย่างอาจวัดได้ด้วยเครื่องมือ

- เวลานั้นเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างคงที่ วัดได้อย่างเที่ยงตรง มีจุดเริ่มต้น และจุดจบ
เวลาเป็นส่วนหนึ่งของค่าอื่นๆเช่น ความเร็ว แรง ฯลฯ

- เราอาจทำนายทุกสิ่งได้โดยการเขียนสูตร และแทนค่าตัวเลขในสูตร
เราทำนายจุดตกของปืนใหญ่ได้ รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเดินทาง

นิวตันแสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์นั้นมีอำนาจในการเข้าใจจักรวาล ด้วยเหตุผล การชั่งตวงวัด สูตรคำนวน
และมนุษย์จะควบคุมได้ใช้งานมันได้

จากนี้มนุษย์ไม่ต้องกลัวธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลกับความยิ่งใหญ่นี้อีกต่อไป โลกทั้งใบกลายเป็นของมนุษย์แล้ว

และจากนั้นพระเจ้าก็จะถูกถอดออกจากวิทยาศาสตร์

มาถึงตรงนี้เราน่าจะพอมองเห็นปัจจัยของความคิดที่ทำให้วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นยุโรปคือ...

1. การไม่เชื่อในสถานะ Omniscience ของมนุษย์ คือไม่เชื่อว่านั่งสมาธิแล้วจะรู้ความเป็นไปของจักรวาลได้ -  เมื่อไหร่ที่สังคมยอมรับ ทางรู้แจ้ง ได้รับความรู้เรื่องจักรวาลทั้งมวลมา ไม่ว่าจะวิธีใด จะไม่เกิดวิทยาศาสตร์ เพราะจะทดลองไปทำไป เอาเวลาไปนั่งสมาธิ สวดขอให้พระเจ้าให้ความรู้ หรือหาทางทำพิธีเปิดประตูสู่แก่นแท้ไม่ดีกว่าเหรอ

2. เมื่อไหร่ที่มีองค์กรกลางมาควบคุมความคิดให้เป็นเหมือนที่ศูนย์กลางรับรอง วิทยาศาสตร์จะถูกคุมกำเนิดเสมอ - การยอมรับความหลากหลายทางความคิดของโปรแตสแตนท์ทำให้เกิดวิทยาศาสตร์มากกว่าการควบคุมของคาทอลิก

3. ระบบการถ่ายทอด และกระจายการศึกษาจะต้องดี - อย่าลืมว่านิวตันเป็นลูกชาวนา
ถ้าลูกชาวนาอังกฤษในศตวรรษที่16ไม่ได้เข้าโรงเรียนก็จะไม่มี เซอร์ ไอแซค นิวตัน

สายธารของความรู้ของตะวันตกนั้นน่าอัศจรรย์ ถ้าไม่มีปราชญ์กรีก ไม่มีกุรอ่าน ก็ไม่มีอิบนฺ อัล-ฮัยษัม
ถ้าไม่มีเจงกิสข่าน และถ้าไม่มีเซนต์ออกัสติน กับเซนต์โทมัส อควีนัส ก็ไม่มีมาติน ลูเธอร์ กับเคปเลอร์

โลกของเราเกิดจากการไต่อยู่บนลวดบางๆของพระเจ้า พลาดไปสักนิดเดียว หากมีคนตายช้าหรือเร็วไปสักคน ประวัติศาสตร์คงจะเปลี่ยนไปอีกทาง เราต้องพึ่งปาฏิหาริย์ขนาดไหนถึงจึงมาถึงตรงนี้ได้."


"มิตรสหายท่านหนึ่ง"
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

บทความของมิตรสหายท่านนี้ที่ ผมคัดลอกมานี่แหละครับ
คือจุดเริ่มต้นของจิตสำนึกของพวกประเทศโลกที่ 1 : จิตสำนึกแบบสมัยใหม่
ที่ทำให้ประเทศพวกนี้เจริญฉีกตัวออกมาจากประเทศโลกที่ 3 : จิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่  :scholar:

ก่อนหน้านี้สังคมยุโรปก็มีจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่เช่นเดียวกับประเทศโลกที่ 3 นั่นแหละ
แต่เนื่องจากเกิดการบีบอัดควบแน่นทางสังคมตามเหตุปัจจัยอันพอเหมาะพอดี
จนกระทั่งพวกเขาได้เปลี่ยนผ่านจิตสำนึกตัวเองไปสู่จิตสำนึกแบบสมัยใหม่ได้ในที่สุด

ลักษณะสำคัญของจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ก็คือ...
"ดูเหมือนจะมีดวงตาหรืออะไรบางอย่างที่สูงส่งคอยจับจ้องความเป็นไปของมนุษย์ทุกๆคนอยู่ตลอดเวลา"
เจ้าของดวงตาวิเศษนี่เอง ที่คอยพิพากษาตัดสินการกระทำของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

ส่วนลักษณะสำคัญของจิตสำนึกสมัยใหม่ก็คือ...
"การปลดปล่อยตัวเองจากการชี้ถูกชี้ผิดขององค์อำนาจเทวสิทธิ์ : เจตจำนงเสรีแห่งความเป็นมนุษย์"
มนุษย์เป็นทั้งเป็นผู้กระทำและเป็นผู้พิพากษาไปด้วยกัน ไม่พึ่งคำพิพากษาจากดวงตาวิเศษ

อนึ่งจิตสำนึกสมัยใหม่นี้ มิใช่ว่าจะเป็นที่สุดของอารยธรรมมนุษย์ชาติ หามิได้ครับ  มันยังมีข้อบกพร่องอีกมาก
แต่ถึงยังไง มนุษย์ชาติก็ต้องเปลี่ยนผ่านตัวเอง จากจิตสำนึกก่อนสมัยใหม่อันดิบเถื่อนกว่าไปสู่จิตสำนึกสมัยใหม่ให้ได้
เพื่อที่มนุษยชาติจะได้ไปต่อในจิตสำนึกเเห่งเผ่าพันธุ์ที่สูงกว่า ที่ก้าวหน้ายิ่งกว่า
"คุณหลอกดาว" :sad2: