• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
21 July 2019, 06:30:04 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สุนทรภู่ โดยสุนทรภู่

Started by pee, 31 August 2010, 03:17:59 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

เขียนเอง งง เอง
ผมเขียน "สุนทรภู่โดยสุนทรภู่" เพราะอยากแกล้งคน สุดท้ายผมเองที่รับกรรม

ต่อไปนี้จะเป็นการสรุปความอย่างง่าย เพื่อให้เข้าใจแบบไม่ต้องฝืน

สมเด็จฯ ดำรง เป็นศาลฎีกาเรื่องประวัติสุนทรภู่มานาน
ไม่มีใครกล้าค้าน เพราะค้านแล้วไม่มีคนเชื่อ ทั้งๆ ที่ ทรงอธิบายผิดมากมายหลายแห่ง



ที่ผิดมากสุด คือ "นิราศพระบาท"
ทรงวินิจฉัยว่า เรื่องนี้เป็นงานรุ่นแรกสุด ต่อจากนิราศเมืองแกลง เก่าถึงปลายรัชกาลที่หนึ่ง
โดยยกกลอนตรงที่เล่าว่า ผู้แต่งเจอเณรน้อยเสด็จมา ตกใจกระโดดหลบ แล้วทรงชี้ขาดว่า เณรน้อยนั้นคือ "พระองค์เจ้าวาสุกรี" ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ นักปราชญ์และกวีคนสำคัญที่สุดของสมัยรัตนโกสินทร์

พอวินิจฉัยอย่างนั้น ท่านก็เอาอายุพระองค์เจ้าเณรตั้ง (ประสูติ 2333) บวกอายุ 18 เมื่อเป็นสามเณรเข้าไป ก็ได้ปีแต่งนิราศพระบาทว่า ตรงกับ 2350-2351 ปีเกือบสุดท้ายของรัชกาล (สวรรคต 2352)

ไม่มีใครกล้าค้านว่า ทรงวินิจฉัยผิด
และการวินิจฉัยผิด ก็เลยทรงสร้างเรื่องผิด เกาะไปกับประวัติผิดๆ นี้อีกเป็นพะเรอเกียน เช้นบอกว่า กวีตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปเที่ยวพระบาท เป็นต้น ทำให้สุนทรภู่มีเจ้านายคนแรกเป็นพระองค์นี้ไปโดยปริยาย...

แล้วทรงวินิจฉัยผิดอย่างไร
ตอบว่า มี 3 ประเด็นครับ ที่ทรงผิดพลาด

1  กระบวนเสด็จของเจ้านายกวี มีจุกช่องล้อมวง...แสดงว่าเป็นกระบวนของเจ้านายระดับสูงสุด จึงไม่ใช่พระองค์เจ้าปฐมวงศ์

2 เณรน้อยนี้ เสด็จมาโดยมีพระกลดหักทองขวางเป็นเครื่องยศ..ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้กับเจ้านายชั้นรัชทายาทขึ้นไป จึงไม่ใช่สามเณรพระองค์เจ้าวาสุกรี

3 ภายในของมณฑปพระพุทธบาท ปูเสื่อเงิน ผนังเขียนลายทอง เป็นสภาพครั้งรัชกาลที่สามลงมา สมัยรัชกาลที่หนึ่ง พื้นและผนัง ไม่มีการตกแต่งแต่อย่างใด

pee

1  กระบวนเสด็จของเจ้านายกวี มีจุกช่องล้อมวง...แสดงว่าเป็นกระบวนของเจ้านายระดับสูงสุด จึงไม่ใช่พระองค์เจ้าปฐมวงศ์
มาดูตัวบทก่อน

ฝ่ายพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงสิกขา    ขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี
ข้างพวกเราเฮฮาลงวารี    แต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย
อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อน    ระอาอ่านอกใจมิใคร่หาย
แลตลิ่งวิงหน้านัยน์ตาพราย    หัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว
ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญ    เขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว
พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัว    ฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร
กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก    มาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส
ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกว    วิสูตรใส่สองข้างเป็นช้างทรง
แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่ง    เวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง
ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง    พระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลันฯ


กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก
ขบวนนี้ใหญ่โตมโหฬารสุดๆ ช้างยี่สิบเชือกนี่ ต้องระดับพระเจ้าแผ่นดินหรือเทียบเท่า แล้วยังมี "สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง พระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลันฯ" นี่ก็เป็นการดูแลความปลอดภัยระดับพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน
สี่เวร
อันนี้ชัดเจนว่า คือมหาดเล็ก เวรศักดิ์ เวรสิทธิ์ เวรฤทธิ์ และ เวรเดช ซึ่งต่ำกว่าพระเจ้าแผ่นดิน มีไม่ได้
ล้อมวง
หมายถึงการจุกช่องล้อมวง เป็นวิธีรักษาความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์เท่านั้น

2 เณรน้อยนี้ เสด็จมาโดยมีพระกลดหักทองขวางเป็นเครื่องยศ..ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้กับเจ้านายชั้นรัชทายาทขึ้นไป จึงไม่ใช่สามเณรพระองค์เจ้าวาสุกร
เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก    พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย    กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม


เรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญมีคำอธิบายครับ
ส่วนเรื่องเจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารักฯ นั้น คุณ UP เคยอธิบายไว้ว่า แม้ว่า เครื่องสูงหักทองขวาง จะเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมวงศ์ที่ทรงสัปตปฏลเศวตฉัตร แต่สำหรับเฉพาะพระกลดนั้น พระบรมวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า ก็อาจจะทรงมีสิทธิ์ใช้ได้
โดยคุณ UP อธิบายอ้างจากหมายรับสั่งในงานพระราชพิธีพระศพ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ว่า "พระราชทานฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวดตั้งประดับ และพระราชทานพระกลดหักทองขวางในการกางถวายกระโกศพระศพ"
-----------------------------------------------------------------------------
ส่วนเครื่องสูงทองแผ่ลวดนั้น หากเป็นเจ้าฟ้า จะใช้เต็มสำรับ คือจะมีฉัตร ๗ ชั้น ๕ ชั้น ๓ ชั้น บังแทรก บังสูรย์ ฯลฯ หากเป็นพระองค์เจ้าจะพระราชทานเฉพาะฉัตร ๕ ชั้น เรียกว่า ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด หรือฉัตรเครื่อง

- See more at: http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/library/topic/K6296090/K6296090.html#sthash.uR5Tazpn.dpuf

คุณอั๊พที่ว่า คือนักวิชาการที่บรรยายพระราชพิธีออกทีวีคนปัจจุบัน (เป็นลูกศิษย์ รับไม้ต่อจากธงทอง)
คำอธิบายของแกนั้น แปลว่า เครื่องสูงหักทองขวางนั้น ใช้กับผู้ที่ครองราชย์เท่านั้น ต่ำลงมาคือเจ้าฟ้า ได้แค่ "ทองแผ่ลวด" เว้นแต่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษเช่นงานพระศพพระนางเรือล่มที่ยกตัวอย่างไว้

ดังนั้น สามเณรชั้นพระองค์เจ้า หรือพระองค์เจ้าไม่ทรงกรม อย่างพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ไม่มีทางได้ถึงชั้นนี้ อย่าว่าแต่ชั้นทองแผ่ลวดก็ยังยาก เพราะเครื่องยศของเจ้านายชั้นนี้ ไม่มีพระกลด

3 ภายในของมณฑปพระพุทธบาท ปูเสื่อเงิน ผนังเขียนลายทอง เป็นสภาพครั้งรัชกาลที่สามลงมา สมัยรัชกาลที่หนึ่ง พื้นและผนัง ไม่มีการตกแต่งแต่อย่างใด
ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน    โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง
จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง    ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม


ข้อมูลในกลอนบอกว่าผนังภายในเป็นทองทา นี่เป็นการตกแต่งครั้งรัชกาลที่สาม เพราะสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ผนังเป็นสีแดงชาด ลองอ่านดูครับ
"ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ไฟเทียนบูชาได้ลามไหม้ม่านทองที่ปิดพระมณฑปน้อย แล้วลามไหม้พระมณฑปน้อยทั้งหมด พระองค์จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระมณฑปน้อยขึ้นใหม่ พร้อมกับปฏิสังขรณ์พระมณฑปใหญ่ ปิดทองผนังพระมณฑป ซึ่งล่องชาดไว้ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๐๐ - ๒๔๐๓ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ตกแต่งพระมณฑปใหญ่และพระมณฑปน้อยให้งดงามยิ่งขึ้น ทรงเปลี่ยนแผ่นเงินปูพื้นพระมณฑปเป็นเสื่อเงิน"
http://m2.facebook.com/notes/พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ-พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว/ตามรอยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว-นมัสการพระพุทธบาทสระบุรี/270337769768062/

เห็นหรือยังครับ ว่าสมเด็จฯ ดำรง ก็ทรงไม่รอบคอบถึงปานนี้ แล้วนักวิชาการอีกร่วมร้อยปีต่อมา ก็ไม่เคยมีใครคิดจะรอบคอบบ้าง....เฮ้อ

นิราศเรื่องนี้ จึงกวีไม่ใช่ผู้ตามเสด็จเจ้านายระดับพระองค์เจ้า แต่เป็นระดับพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงผนวช เสด็จพร้อมเจ้าฟ้าชั้นสูงสุด มีกระบวนเรือ กระบวนช้าง และมีนางใน ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีเจ้านายสตรีระดับพระราชินี เสด็จไปในกระบวนด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็บอกได้ทันทีว่า เป็นการเสด็จของใคร





อันนี้ อยากรู้ พลิกหนังสือผม อ่านเอาเองละกัน

pee

นิราศภูเขาทอง

เรื่องนี้ สมเด็จเจ้าเก่า ระบุว่าแต่ง 2371 โดยยึดคำกลอนที่ว่า "สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย" หมายถึงบวชมาแล้วสามปี แล้วท่านก็ใช้ความเชื่อของตนระบุว่า เพราะสุนทรภู่ตกอับหลังสิ้นรัชกาลที่สอง เนื่องจากเคยมีเรื่องกับรัชกาลที่สามมาก่อน เลยต้องบวชหนีภัย...ทั้งหมดนี้ ไม่มีหลักฐาน มีแต่สันนิษฐาน แล้วพอผ่านไปนานเข้า สันนิษฐานก็กลับกลายเป็นหลักฐานซะงั้น

ที่จริง ก็มีคนค้านพระมติอยู่บ้าง พ. ณ ประมวลมารค แย้งว่าสามฤดู อาจจะหมายถึงปีเดียวก็ได้ (หนึ่งปีมี 3 ฤดูงัย) อื่มม์ ค้านแบบนี้ เสียเวลาเปล่า ต้องค้านแบบผม ถอนรากถอนโคนไปเลย

ผมเสนอว่า นิราศเรื่องนี้ แต่งตอนต้นรัชกาลที่ห้า...ใช่ครับ ไม่ผิด ไม่ใช่ 2 แต่เป็น 5 ผิดจากตำราเดิมไป 3 รัชกาล

ผิดปีไป 2410 - 2371 ราวๆ 40 ปีครับ

จริงดิ...จริงครับ สุนทรภู่บอกเอง ตามนี้

ถึงเขมาอารามอร่ามทอง    พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ
โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ    มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน    ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง    เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา    พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน

แปลเป็นภาษาผมได้ความว่า
กวีเคยตามเสด็จพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตไปแล้ว มาทำพิธี "ผูกโบสถ์"
แล้วได้ชื่นชมการตกแต่งภายในของพระอุโบสถ เป็นพระพิมพ์อยู่บนผนัง

ตรงนี้เป็นกุญแจไขความที่สำคัญยิ่ง
1 พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหน ที่มา "ผูกโบสถ์"
2 พระพิมพ์ริมผนัง เป็นศิลปการตกแต่งยุคใหน

คำตอบของทั้งสองข้อ ตรงกัน
"รัชกาลที่สี่" ครับ

เราโชคดีที่รัชกาลที่สี่ท่านเล่าประวัติวัดไว้อย่างละเอียด ท่านว่า
สมัยรัชกาลที่สอง มีคนมาทูลแม่ท่าน (คือมเหสีรัชกาลที่สอง) ว่าวัดเขมาเมืองนนท์ ทรุดโทรมมาก อยากให้ท่านซ่อม แต่วัดนี้อยู่ในบังคับบัญชาของวังหน้า แม่ท่านเลยบอกให้ไปขอ แล้วขออนุญาตพระเจ้าแผ่นดินซ่อมแซม การซ่อมเดินไปได้ช้า ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน

พอถึงรัชกาลใหม่ พระนั่งเกล้าท่านนับถือพระมเหสีของพ่อมาก ก็บอกว่า วัดอยู่ไกลท่านอย่าเหนื่อยเลย จะหาวัดไกล้ๆ ทำแทน จะออกเงินให้ไม่ต้องลำบาก งานซ่อมวัดเขมาเลยค้างอยู่อย่างนั้นจนสิ้นรัชกาล

พระจอมเกล้าท่านไม่ชอบ เห็นว่างานซ่อมวัดเป็นอนุสรณ์ที่ท่านทำบุญร่วมกับแม่ ก็เลยปฎิญานว่า ต่อไปได้ดีแล้วจะทำให้สำเร็จ พอท่านครองราชย์ ท่านก็เลยทำต่อ

วัดนี้จึงมาทำสำเร็จเอาในรัชกาลที่สี่
ส่วนเรื่องตกแต่งนั้น ทั้งวัดเป็นงานสมัยรัชกาลที่สี่

จบข่าว






pee

นิราศเมืองแกลง

สมเด็จฯ ดำรงฯ เชื่อ
และทุกคนในประเทศไทย "เชื่อ" ตามว่า.......

นี่คือนิราศเรื่องแรกของสุนทรภู่ แต่ปลายรัชกาลที่หนึ่ง
แต่ความในกลอน ไม่อนุมัติเช่นนั้น

จากอีกเว็บที่ผมเคยไปร่วมวงด้วย
ความมั่นใจเรื่องพระวินิจฉัยที่ผิดพลาด มาแน่ชัดเมื่ออ่านนิราศมาถึงตอนที่กวีกับผู้ช่วยเดินว่าเสภามาตามทาง เรื่อง ขุน ช้าง ขึ้น หอ

ปรึกษาอาจารย์เทาชมพูแล้ว ท่านว่าเป็นพระนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ก็แปลว่านิราศเมืองแกลงมิได้แต่งในรัชกาลที่ 1.....


จบข่าว

เป็นอันว่า งานวิแคะ วิเคาะอะไรเกี่ยวกับสุนทรภู่ ต้องเก็บใส่ตระกร้า ล้างน้ำมั้งหมด
อาจารย์นิธิ อาจารย์สมบัติ ที่เป็นกูรู้ กูรู เรื่องสุนทรภู่ ต้องเปลี่ยนเป็นกู(ไม่)รู้....อิอิ

:scholar:

เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า
การที่ขุนนางออกหัวเมืองแล้วว่าเสภาสนุกได้ ต้องเป็นยุคที่บทประพันธ์นั้นแพร่หลายมาก เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่เป็นพระราชนิพนธ์ที่เก็บไว้เล่นในวังหลวง

นิราศเมืองแกลง จึงน่าจะแต่งหลังจากหมอปลัดเล หมอสมิท ตั้งโรงพิมพ์ พิมพ์เสภาออกจำหน่ายนั่นแล....


จบอีกข่าว หุหุ

pee

กลอนที่หนุ่มๆ ในนิราศเมืองแกลงเอามาว่าเล่น
แต่เนื้อความตรงใหน ข้าพเจ้ามิทราบ

--------
วางแม่ยายมาคว้าวันทอง    ฉุดเข้าในห้องอยู่งุ่นง่าน
กรักกรุกคุกเข่าเหมือนเต่าคลาน    กูจะขึ้นวิมานวันนี้แล้ว
วันทองร้องอึงอยู่ในห้อง    ขุนช้างข่มเหงน้องพ่อพลายแก้ว
อ้ายห่ามันจะฆ่าเมียเสียแล้ว    หูตาบ้องแบวเหมือนแมวคราว
อ้ายขี้ถ่อยถอยไปให้พ้นกู    หัวหูเหมือนลูกมะพร้าวห้าว
ขุนช้างฮึดฮือยื่นมือยาว    น้าวสองหัวไหล่เข้าในมุ้ง
วันทองถีบผางเข้ากลางอก    พลัดตกจากเตียงเสียงดังผลุง
ขุนช้างผุดกลับขึ้นทับพุง    สายมุ้งขาดสิ้นดิ้นแทบตาย
มุ้งพันวันทองดังไข่พอก    กูหายใจไม่ออกอ้ายฉิบหาย
ขุนช้างไขว่คว้านัยน์ตาลาย    มุ้งพันวุ่นวายอยู่สิ้นที
แค้นใจด้วยมุ้งยุ่งจริงจริง    พอรุ่งขึ้นกูจะทิ้งเสียเวจขี้
ฉีกมุ้งออกได้ไล่คะยี    มุ้งยังพันดีแต่วันทอง
ขุนช้างเลิกมุ้งที่พันตัว    พันไว้แต่หัวให้มีช่อง
ได้ทีสบสมอารมณ์ปอง    วันทองจนใจอยู่ในโปง
ร้องจนตาปลิ้นดิ้นจะลุก    กูจุกขึ้นมาแล้วอ้ายตายโหง
ถีบขุนช้างล้มจมโก้งโค้ง    ขุนช้างโลดโดดโหยงอยู่ยักยัน
สะดุดขันน้ำเข้าต้ำฉ่า    น้ำเปียกแข้งขาอยู่ตัวสั่น
วันทองหลุดผลุดนั่งทั้งมุ้งพัน    ขุนช้างงกงันเข้าง้างคอ
ปล้ำล้มจมเตียงเสียงตํ้าเฮือก    วันทองเสือกตำฝาตาป๋อหลอ
อัศจรรย์ฟ้าลั่นฝนตกปรอ    เสียงจ้อไหลอาบซาบแผ่นดิน
กุ้งปลาดีใจไล่ผุดโผล่    แต่ล้วนตัวโตโตเข้าเคล้าหิน
เทโพเทพาเที่ยวหากิน    ว่ายวารินชำแรกแทรกถึงพื้น
วันทองหมองศรีมีแต่ทุกข์    ข้างขุนช้างเป็นสุขสำราญรื่น
รักนางพ่างเพียงจะกลํ้ากลืน    หญิงอื่นหมื่นแสนพี่ไม่รัก
เงินทองไม่น้อยร้อยกระบุง    พี่ก็มุ่งจะให้เจ้าบุญหนัก
ไปไหนก็มิให้เจ้าเหนื่อยพัก    ขี่คอผัวรักต่างช้างพลาย ฯ

http://www.vajirayana.org/
http://www.vajirayana.org/ขุนช้างขุนแผน-ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ/ตอนที่-๑๓-พลายแก้วได้เป็นขุนแผน-ขุนช้างได้นางวันทอง

pee

"รำพันพิลาป เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรของอยุธยาจะเปรียบได้เลย การรำพันถึงความรักที่แหวกวงล้อมของกรอบศักดินาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในความฝัน และสุนทรภู่ก็เสนอความรู้สึกนี้ในรูปของความฝัน แต่ฝันของสุนทรภู่เป็นฝันที่ผู้อ่านรู้ได้ทันทีว่าคือความจริง เพราะสุนทรภู่เอาชีวิตจริงของตนเล่าแทรกไว้ตลอดเรื่องฝันอันยืดยาวนั้น

จริงอยู่แม้ว่าสุนทรภู่ก็ยอมรับความเป็นไปไม่ได้ของความฝันนั้นในโลกจริง จึงได้เปรียบหญิงที่ตนใฝ่ฝันว่าเป็นนางฟ้า นอกจากนี้ ก็เพื่อให้พ้องกับนาม "อัปสรสุดาเทพ" ด้วย แต่การใฝ่ฝันถึงเป็นลายลักษณ์อักษรนี้เป็นสิ่งพึงทำได้ และสุนทรภู่ได้ทำด้วยลีลาที่อหังการ "ด้วยเกิดเป็นเช่นมนุษย์บุรุษราช มาหมายมาดนางสวรรค์ร่วมบรรจถรณ์"

อาจารย์นิธิบอกอีกว่า ความรักของสุนทรภู่เหมือนความรักของกระฎุมพีทั่วไป กล่าวคือเป็นความรู้สึกอันหนึ่งซึ่งเป็นอิสระจากข้อผูกมัดทางสังคม และอาจตั้งอยู่ได้โดยไม่สัมพันธ์กับการครองคู่ และไม่ได้เป็นการยอมรับอำนาจศักดินาอย่างราบคาบถึงที่สุดเลย ดังได้ชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างจากรำพันพิลาปและนิราศเมืองแกลง

ความรักเช่นที่สุนทรภู่เสนอในวรรณกรรมของตน เช่น รำพันพิลาป จึงเป็นที่ชื่นชม และซาบซึ้งของพวกกระฎุมพี ซึ่งได้เผชิญความรู้สึกใหม่เช่นนี้ในชีวิตจริงของตนอยู่แล้ว
รำพันพิลาป ของสุนทรภู่ เพลงยาวนิราศรัก"กระฎุมพี"
คอลัมน์ สยามประเทศไทย


ข้างบนเป็นความเห็นของนิธิ ซึ่งถูกสุจิตต์ สาวกอันดับหนึ่ง อวยเอิกเกริก อวยไม่มีกาละเทสะ อวยได้เป็นอวยไม่ยั้ง น่าสงสารที่ทั้งคนอวยกับคนถูกอวย อ่านสุนทรภู่ไม่แตก ยิ่งกว่านั้น ยังเอาวิธีคิดของตัวเอง ไปบังคับให้ประวัติศาสตร์บิดเบือนไปอย่างที่ตัวเองชอบใจ เช่นยัดนิราศเมืองแกลงเป็นของสุนทรภู่เอาดื้อๆ

สุนทรภู่ เลยกลายเป็นกระดุมพีซะงั้น

นิธิ เชื่อตามสมเด็จฯ ดำรงว่า สุนทรภู่แอบรักลูกสาวรัชกาลที่สาม แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ เขาไม่เคยหาหลักฐานมายันได้ว่า นี่เป็นเรื่องจริง ได้แต่ใช้พระวินิจฉัยที่ผิดพลาด มาต่อยอดเติมเรื่องกระดุมพีเข้าไป กลายเป็นทฤษฎีใหม่ ที่ต่อไปจะกลายเป็นอัลไตซินโดรม....คือเชื่อกันไปโดยไม่ไตร่ตรอง อันเป็นความเชื่อที่สำนักสุจิตต์/นิธิ จับมาโจมตีหากิน ผลิตหนังสือออกขายนับจำนวนไม่ถ้วน

เรียกว่า ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

สมเด็จฯ กับความผิดพลาดในการวินิจฉัยรำพันพิลาป
"พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ทรงผนวชพระเมื่อพ.ศ.๒๓๗๕ ... อาจจะมีรับสั่งชวนสุนทรภู่มาอยู่วัดพระเชตุพน ๚ ..เมื่อสุนทรภู่มาอยู่วัดพระเชตุพน ๚ บุตรคนใหญ่ที่ชื่อพัดบวชเป็นสามเณร เห็นจะบวชมาแต่บิดายังอยู่วัดเทพธิดา"
พระมติที่ยกมา ผิดเพี้ยนอย่างเหลือเชื่อ วัดเทพธิดานั้นสร้างเสร็จเมื่อปี 2382 หนูพัดลูกชายกวีแกต้องย้อนเวลาตามพ่อมาจากวัดในอนาคตเท่านั้นแหละ พระมติเช่นนี้ จึงจะเป็นความจริง

ไม่น่าเชื่อว่า นักประวัติศาสตร์ตัวเป้งๆ อย่างนิธิและสาวก ผ่านมาตั้งหลายสิบปี ยังดันทุรังใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดขนาดนี้เพื่อสร้างทฤษฎีตามอำเภอใจออกมาหากินได้

ความเพี้ยนของนิธิ ยังมีตามมาอีก อย่างโคทข้างบน คือแกเชื่อว่าพระมติของสมเด็จฯ นั้นเป็นเรื่องจริง แกก็เลยโดยเสด็จ ด้วยการแต่งเรื่องรักต่างฐานันดรลงไป เพื่อสนับสนุนแนวคิดเรื่องกระดุมพีให้มั่นคง

แต่จริงหรือ ที่รำพันพิลาปแต่งเกี้ยวเจ้าหญิง เพราะพบในตัวบทเองว่า ไม่ได้แต่งเกี้ยวเจ้าหญิงพระองค์นั้น แถมยังแต่งเมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ไปนานอีกต่างหาก

อิอิ

อาจจะเป็นกระดุมพีแบบเอ็ดการ์แอลเลน โป คือเรื่องสยองขวัญ









เพราะแต่งเกี้ยวผีนั่นประไร

sw

ความรู้แบบนี้หาอ่านที่ไหนไม่ได้ครับ  :worshippy:

pee

สุจิตต์ เป็นนักกลอนที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเพราะเสภา
น่าเสียดายที่ได้มาเพียงรูปแบบ

เรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเสภาที่เลื่องชื่อที่สุด รู้จักแพร่หลายที่สุด
แม้จะมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ขนาดมีเล่าอยู่ในคำให้การกรุงเก่า
แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ เพิ่งจะถูกรวบรวมแต่งใหม่ในสมัยรัชกาลที่สอง

ข้อนี้แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังรู้
http://writer.dek-d.com/biw18940/story/viewlongc.php?id=972189&chapter=26

คลังสรุปมหากาพย์ข้อสอบTU : by. BiwTigerPisces
วิวัฒนาการเรื่อง ขุนช้างขุนแผน
ยุคที่1 ช่วงอยุธยาตอนต้น : "ขุนช้างขุนแผนฉบับราษฯ" (คนทั่วไปเล่า) : ใช้ร้อยแก้ว + เสภา
ยุคที่2 รัชกาลที่ 2 - 3 : "ขุนช้างขุนแผนฉบับหลวง" (ราชสำนักแต่ง) *นี่คือจุดที่เรากำลังอ่านอยู่)
                     ประกอบด้วย บทเสภาขุนช้างขุนแผน (ร.2)
                                               เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม (สุนทรภู่)
                                               เสภาขุนช้างขุนแผน (ตอนขุนช้างขอนางพิม , ขุนช้างตามนางวันทอง) (ร.3)


การที่ราชสำนักชำระเรื่องราวขึ้นมาเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูบ้านเมือง ให้ราษฎรมีวรรณคดีไว้ร้อง-เล่น เป็นการบำรุงความบันเทิง

ไฉน ผู้รู้ทั้งหลาย รวมทั้งเซียนเสภาอย่างสุจิตต์ เจอในนิราศเมืองแกลงว่า
แล้วขึ้นข้ามตามตะพานสำราญใจ   ลงเลียบในตีนเขาลำเนาทาง
ดูครึ้มครึกพฤกษาป่าสงัด   ทะลุลัดตัดทะเลแหลมทองหลาง
ต่างเพลิดเพลินเดินว่าเสภาพลาง   ถูกขุนช้างเข้าหอหัวร่อเฮ

จึงไม่มีใครเฉลียวใจว่า ขุนช้างเข้าหอที่รัชกาลที่สามทรงแต่งถวายในรัชกาลที่สอง มาปรากฏในวรรณคดีรัชกาลที่หนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้......

หรือว่าที่ยกย่องสุนทรภู่กันโครมๆ นั้น
ท่านทำไปโดยไม่ได้อ่านต้นฉบับกันเลย



เอื๊อก  :scholar:

pee

Quote from: pee on 30  May  2015, 10:42:08 am
ล้อมวง
หมายถึงการจุกช่องล้อมวง เป็นวิธีรักษาความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์เท่านั้น


ขอเพิ่มข้อมูลให้ชัดเจนขึ้นว่า
ประเพณีจุกช่องล้อมวงนั้น ยังคงทำกันต่อมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ลดความเข้มงวดลงเท่านั้น
หนังสือคอร์ต ข่าวราชการ ลงรายการจุกช่องล้อมวงในพระราชพิธีกฐินครั้งรัชกาลที่ห้าไว้อย่างละเอียด แต่ละวัดมีกี่ชั้น แต่ละชั้นมีกี่คน และแต่ละคนมาจากกรมกองใด มีแจ้งไว้หมด ถือเป็นวิธีรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ช่วงที่รัชกาลที่สามประชวรหนัก เป็นที่แน่ชัดว่าจะสวรรคต เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ให้ตั้งกองจุกช่องล้อมวงวัดบวรนิเวศน์ทันที แสดงถึงว่าพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ จะทรงสืบทอดบัลลังก์ต่อไป

ในสมัยรัชกาลที่สอง การจุกช่องนั้น เข้มงวดขนาดเจ้าพนักงานถือหน้าไม้ยิงกระสุน ราษฎรถูกยิงตาแตกก็มี ถึงรัชกาลที่สี่จึงโปรดให้ออกประกาศว่า

"จึงโปรดให้มีประกาศห้ามว่าตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าเสด็จพระราชดำเนินไปทางสถลมารคทางชลมารค ก็อย่าให้กรมเมืองนายอำเภอ และกรมไพร่หลวงที่ไปนั่งกองจุกช่องล้อมวง ไล่ราษฎร ชาวบ้านไปไกลเลย และอย่าไปปิดประตูบ้านและประตูโรงประตูร้าน ประตูเรือน ประตูแพ ประตูหน้าถังเสียดังแต่ก่อน ให้ราษฎรเจ้าของบ้านเปนผู้ใหญ่ในบ้านในเรือน ออกมาคอยเฝ้ารับเสด็จถวายบังคมให้ทอดพระเนตรเห็น ถ้าทรงรู้จัก จะได้ทรงทักทายปราสัยบ้างตามสมควรให้ได้ความยินดี - See more at: http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/library/topic/K2849195/K2849195.html#sthash.j4rvr7Bh.dpuf";