• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
12 August 2020, 11:15:41 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข

Started by poj, 07 February 2011, 02:48:37 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

leeteng

มีช่วงนึงที่ผมรู้สึกตัวว่าอ้วนมากครับคือหนักถึง 85 กก แล้วพฤติกรรมการกินคือแย่มากครับ จัดเต็ม ดินของหวาน อาการมันบ่อยมาก ผมเลยตัดสินใจไปวิ่งตอนเช้าครับ ผลคือช่วงแรกผมวิ่งไม่ค่อยได้ครับเพราะร่างกายไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ผมก็เลยใช้ IF ช่วยคือ จะงดอาหารหลังเที่ยงครับ ช่วงเย็น จะหิวบ้างวันสองวันแรก เหมือนตอนบวชครับ เข้านอนราวๆ 3-4 ทุ่มหลังจากนั้นจะไม่หิวครับ ผมจะทานครั้งแรกหลังจากกลับมาจากวิ่งราวๆ 8 โมง ทำ if ได้ราว 20 ชม ครับ มี item แนะนำเหมือนกันครับคือ บุก กินบุกแทนข้าวจะทำให้อิ่มนานกว่าและไม่หิวช่วงเย็นได้ครับ
ผลคือ น้ำหนักลดลงเร็วมากครับ และถ้าเล่นเวทด้วย ด้วยวงจรนี้ผมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงและใหญ่ขึ้นเร็วครับ ถ้าเทียบกับสมัยเรียนที่ผมเล่นกีฬา และเล่นเวท

Hexaphonic

ลอกการบ้านเฮียลี่เต็งล่ะครับ  :supergrin:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

เมืาอวานทำได้วันนึงแล่ะ วิ่งเสร็จช่วง 2 ทุ่มครึ่ง กินแต่ผลไม้+น้ำ

แต่ที่กลัวกว่าคือ เกิดช่วงไหน ขี้เกียจๆ ทั้งวิ่ง และออกกำลังกาย มันจะกลับมากิน นอน เหมือนเดิม
แล้วก็กลับไปอ้วนฉุเหมือนเดิมนี่แหล่ะครับ...ง่ายเสียด้วยสิ

Hexaphonic



จบไป 1 วันเต็มๆ สำหรับเมื่อวาน กับการทำ Intermittent Fasting

ก็ไม่ได้หิวมากมายอะไรนะ
จะทำได้สำเร็จรึเปล่า ผมว่าอยู่ที่มายด์เซตของเรานะครับ
คือต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเองก่อนเลย
ไม่งั้นเอาแต่อดอาหารดุ่ยๆเฉยๆจะรู้สึกว่าฝืนตัวเองและไม่มีแรงผลักดัน

เมื่อวานนี้กินมื้อสุดท้ายบ่ายโมง พอ 6 โมงเย็นไปวิ่งโซน fat burn 8 กม.
กลับบ้านมายก dumbbell กับ sit up ต่ออีกนิดหน่อย

เริ่มง่วงนอน 3 ทุ่มครึ่ง
ซึ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่วิ่งเสร็จแล้วตาค้างนอนไม่หลับ
ทั้งๆที่เพลีย (ตาค้างเพราะมีอะดรีนาลีนหลั่งออกมา)

ตอนเช้าออกไปล่าสัตว์จ๊อกกิ้งอีก 6 กม.
(เลียนแบบชีวิตของมนุษย์ถ้ำที่ต้องออกไปหาอาหารถึงจะได้กิน) เริ่มกินวันนี้ตอน 8 โมงเช้า
มื้อสุดท้ายของวันนี้ที่จะกินคือ...บ่ายโมง

เมื่อเช้าเห็นน้องผญ.คนนึงใส่รองเท้า Five Fingers วิ่งด้วยอ่ะ
เป็นรองเท้าวิ่งแบบ 5 นิ้ว พื้นรองเท้าแบนเหมือนรองเท้าแตะ
เวลาวิ่งจะเหมือนย่องๆเขย่งๆ ดูน้องวิ่งแข็งแรงใช้ได้เลย
เค้าว่าใส่แล้วเหมือนวิ่งเท้าเปล่า แต่ราคาโหดมาก 5-6 พัน
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

ตอนนี้ นน. ต่ำกว่า 70 เหลือ 69 แล่ะ
วันนี้ก้เพิงสมัครวิ่ง รายการแรกไปงานนึง  " Brooks Run For Wild 2018 " โดยดึงแฟนผมไปเป็นเพื่อนด้วย ระยะ 14k มีทาง เทรลเล็ก ~4 กม.ด้วย
ดูแล้ว วิว ทิวทัศน์สวยน่าวิ่งดี แถมร่วมทำบุญช่วยสัตว์ ด้วย เลยจัดไป แต่ที่รู้ข่าวเพราะ ใช้รองเท้าเค้าอยู่ด้วย brooks น่ะครับ

วิ่ง 1 กค. มีเวลาเตรียมตัว ตั้ง 4 เดือน ของผมคงไม่กระไร แต่กับแฟนผม นี่ครั้งแรกของเค้า ผมหล่ะกลัวเพ่แก จะเบี้ยวเอา
https://www.facebook.com/BrooksRunForTheWild2018/?hc_ref=ARTPKFoZxDbQmmHHM4VzF3768W-x9v7xk9B0RIgsNnSl6w7aMuMo1XmUBxfuAwZLRbw

ปล. การวอร์มอัพ ก่อนวิ่ง นี่เห็นผล วันก่อนวอร์มจนเหนื่อย พอเริ่มวิ่งจริงนี่ ไปได้ไกล เหนื่อยแต่ทนได้ ค่าเฉลี่ย hr ก็ไม่สูงมากเหมือนแต่ก่อน
ทั้งๆที่วิ่งเร็วในช่วง 3-4 กม.แรก แล้วค่อยๆผ่อนละงมาทีละเสต็บ จน zone 2 รวมๆ ก็วิ่งไป 6 กม. อยู่ในช่วงสบายๆตัว

Hexaphonic

ผมทำ IF ครบ 7 วันล่ะครับ
รู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าร่างกายได้ฟื้นสภาพตัวเอง จากที่เคยวิ่งจนร่างพังเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

สมดุลร่างกายกลับคืนมา  พอ 3 ทุ่มจะง่วงนอนแระ ไม่ถึง 4 ทุ่มนี่หลับไปแล้ว
ตื่นมาตี 3-4 แบบได้นอนเต็มอิ่ม ไม่มีสะลึมสะลือ ได้เวลามาอ่านหนังสือเงียบๆก่อนไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้า
และเริ่มจะมีมัดกล้ามต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้วครับ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

leeteng

Quote from: Hexaphonic on 03  March  2018, 09:21:44 pm
ผมทำ IF ครบ 7 วันล่ะครับ
รู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าร่างกายได้ฟื้นสภาพตัวเอง จากที่เคยวิ่งจนร่างพังเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

สมดุลร่างกายกลับคืนมา  พอ 3 ทุ่มจะง่วงนอนแระ ไม่ถึง 4 ทุ่มนี่หลับไปแล้ว
ตื่นมาตี 3-4 แบบได้นอนเต็มอิ่ม ไม่มีสะลึมสะลือ ได้เวลามาอ่านหนังสือเงียบๆก่อนไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้า
และเริ่มจะมีมัดกล้ามต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้วครับ


แจ่มมมมเลยครับ

Hexaphonic



อิๆ ได้มีหุ่นลีนกะเค้าบ้างล่ะครับ  :filrt:
ไม่น่าเชื่อว่าทำ IF แค่ไม่กี่วัน ตัวผมเองจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่ากับความอ้วนของตัวเองและของคนอื่นๆ...
...ไขมันห่วงยาง พุงใหญ่ๆตัวตันๆ เซลลูไลท์ คางสองชั้น หัวล้าน กรดไหลย้อน นอนไม่หลับ...ฯลฯ
เหล่านี้ มันเป็นอะไรที่ยากเกินกว่าจะควบคุม พยายามก็เเล้วแต่ไม่เคยสำเร็จ ต้องจำใจอยู่กับมัน

นี่รู้สึกว่า เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจระบบการรับ-จ่าย-เผาผลาญพลังงานในร่างกายทั้งหมด
ทำให้ผมสามารถควบคุมมันได้ เล่นสนุกกับมันได้



"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

มีคนทักผมหลายคนละว่า "ไปทำอะไรมาถึงได้ดูตัวเล็กลง?"
ทั้งๆที่ก็ตัวเล็กอยู่แล้ว ผมบอกไปว่า...

1.ปรับการวิ่ง จากระดับ running (หมกมุ่นกับ pace)
ลดลงมาเหลือระดับ jogging (เหยาะๆชิลๆ)

2.ทำ Intermittent Fasting คือวิกาละโภชนาวิรัติ
กินมื้อสุดท้ายของวัน ไม่เกินบ่าย 2

พอได้ยินคำว่า Fast อันแปลว่า "อด" เท่านั้นเเหละ เห็นค้านกันยกใหญ่ พวกเค้าไม่เห็นด้วยกับข้อนี้
หลายคนทักท้วงว่า ศีลข้อนี้เหมาะกับพระ แต่ไม่เหมาะกับฆราวาสหรอ
เราชาวบ้านต้อง "หาเช้ากินค่ำ" ไม่ใช่มีแต่กวาดลานวัด เช็ดศาลานะ เรายังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ
อดข้าว 16 ชั่วโมงไม่ไหวหรอก มันสุดโต่งเกินไป!

ถ้าตีความว่า Fast = อด
มันจะมีนัยยะว่าทรมานตัวเอง แต่ให้ลองคิดแบบนี้ดู...

อันว่าระบบการทำงานในร่างกาย ผมคิดว่ามันมี 2 แบบคือ

กลุ่มอวัยวะที่ต้องทำงานต่อเนื่องไม่หยุด ถ้าหยุดคือตาย
นี้ได้แก่ตับ ไต หัวใจ ปอด

กับอีกพวกหนึ่ง ที่ควรจะทำงานเป็นคาบเวลา ถ้าทำงานต่อเนื่องยาวนานเกินไป
อาจจะเป็นอันตรายในระยะยาวได้ เช่นระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย มัดกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็นตามร่างกาย

ทีนี้ถ้าเรากิน 3 มื้อ ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ถ้ากินเช้า-กลางวัน
ก็เท่ากับคาบเวลาของระบบย่อย = 6 ชั่วโมง + เวลาย่อยมื้อสุดท้าย 2 ชั่วโมง = 8 ชั่วโมง

ถ้ากินมื้อเย็น ก็เท่าระบบย่อยได้พักงานแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น
ถ้ากิน 6 โมงเย็น ต้องรอจนกว่า 2 ทุ่ม ระบบย่อยจึงจะได้พักอีกครั้ง
ถามว่าแล้วตั้งแต่ 2 ทุ่ม - เช้าอีกวัน ระบบย่อยก็ได้พักแล้ว ไม่พอหรือ?
ตอบว่าพอนะ กับ 10 ชั่วโมงที่ได้พัก แต่มื้อเย็นจะไปรบกวนการทำงานของโกรทฮอร์โมนไง!

สมมติ ถ้ากินมื้อเที่ยงคำสุดท้ายเที่ยงตรง กว่ามื้อเที่ยงจะย่อยหมด
กว่าอาหารคำสุดท้ายจะออกจากลำไส้เล็ก(ระบบย่อย) ไปสู่ลำไส้ใหญ่(ระบบขับถ่าย) ก็ต้องมี 2 ชั่วโมง
ก็คือระบบย่อยจะเสร็จงานมื้อเที่ยงเอาก็ตอนบ่าย 2 นั่นแหละ

ถ้ากินมื้อเย็น 6 โมงเย็น กว่าระบบย่อยจะเสร็จงานก็ 2 ทุ่มล่ะครับ
อันว่ามีฮอร์โมน 2 ตัวที่ทำงานตรงกันข้ามกันอยู่ คืออินซูลิน กับโกรทฮอร์โมน
อินซูลินจะออกมาเมื่อระบบย่อยทำงาน โกรทฮอร์โมนจะออกเมื่อในกระเเสเลือดไม่มีอินซูลิน
นั่นคือระบบย่อยต้องหยุดทำงานไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง และโกรทฮอร์โมนจะทำงานได้ดีที่สุดคือช่วง 3-5 ทุ่ม

ดังนั้นการกินมื้อเย็น จึงกระชั้นชิดกับการทำงานของโกรทฮอร์โมนมากเกินไป
มีความเป็นไปได้มากที่ระบบย่อยจะยังทำงานไม่เสร็จ
อินซูลินยังคงมีตกค้างอยู่ในกระแสเลือด อินซูลินจะไปยับยั้ง,กดประสิทธิภาพของโกรทฮอร์โมน
แล้วถ้าโกรทฮอร์โมนของเรา ทำงานแบบกั๊กๆทุกๆคืนตลอดชีวิต
ความเสื่อมสภาพก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการฟื้นร่างกายไม่ดี

ถ้ามีกินมื้อดึกอีก ระบบย่อยก็จะไม่ได้พักเลย น้ำดี น้ำย่อย ก็จะถูกบังคับให้หลั่งออกมาบ่อยครั้งเกินไป
ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี บางคนเป็นนิ่วในถุงน้ำดีก็เพราะงี้เเหละ

ส่วนที่ท้วงว่า ไม่กินมื้อเย็นแล้วจะไม่มีแรง พลังงานไม่พอ
ขอบอกว่า Intermittent Fasting ไม่ใช่ให้อด แต่ให้ไปรวบการกินให้เหลือแค่ 6 ชั่วโมงในคาบเช้า-กลางวัน
เพื่อให้ระบบย่อยได้พักยาวๆ จึงต้องกินอาหารที่มีประโชน์จริงๆ ที่กินแค่ 2 มื้อก็มากเกินพอแล้ว
แต่พอถึงเวลากินด้วยที่ระบบย่อยได้พักยาวๆมันจะปั๊มน้ำดีน้ำย่อยออกมาเต็มที่
อาหารที่กินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมจนหมด ได้รับสารอาหารครบกว่าการกินบ่อยๆทั้งวันทั้งคืนซะอีก

และร่างกายจะเอาสารอาหารไปเก็บไว้ในรูปไกลโคเจน และชั้นไขมันสะสม (ต่อให้หุ่นลีนร่ากายก็ยังสร้างชั้นไขมันบ้าง)
ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั้ง 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว

ที่รู้สึกหิว ไม่ใช่ว่าร่างกายขาดอาหารหรอก แต่เป็นเพราะการสร้างไกลโคเจนไม่ดี สร้างได้ไม่พอ
สมองจึงสั่งให้เราหิวบ่อยๆ
แล้วมันก็กลายเป็นวงจรอุบาทว์...ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม.
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

ที่พูดกันว่า..."อ้วน" เพราะระบบเผาผลาญพัง ???

จริงๆแล้วระบบเผาผลาญไม่เคยพัง
ถ้า "ระบบเผาผลาญพัง" คือ "ตาย" !!!

แต่ที่คนๆหนึ่งอ้วน เพราะ...

1.กระบวนการเปลี่ยนสารอาหารที่เพิ่งย่อยให้กลายเป็นไกลโคเจนชะงักติดขัด (ตับเต็มความจุ,กล้ามเนื้อเล็กลีบ)
สารอาหารที่เพิ่งเข้ามาจึงถูกเปลี่ยนไปเป็นชั้นไขมันอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดปฏิกริยา Spontaneous Human Combustion : เบิร์นตัวเองจนไหม้เป็นจุณ

https://teen.mthai.com/variety/64690.html

ผมเชื่อว่านี่คือการบอกใบ้ของธรรมชาติ มันอาจจะเกิดจากระบบกักเก็บสารอาหารลัดวงจรกระทันหัน
ร่างกายจึงสันดาปสารอาหารจนหมด มันคงจะเกิดขึ้นน้อยมาก อาจจะแค่ 1 ใน 500 ล้านคน หรือน้อยกว่านั้นอีก
ร่างกายจึงยอมให้ตัวเองอ้วนเป็นตุ่ม ดีกว่าที่จะให้เบิร์นตัวเองจนเหลือแต่ขี้เถ้า

2.เขาหรือเธอไม่มีกุญแจเปิดตู้เซฟชั้นไขมัน ก็คือวันทั้งวันแทบจะไม่มีสถานการณ์ที่ HR ตัวเองเต้นในโซน fat burning เลย (ที่อัตรา 2 เท่าของ HR ปกติ) ชั้นไขมันจึงไม่ถูกสลายออกมาเป็นพลังงาน กับการที่มีโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาน้อยเกินไป (โกรทฮอร์โมนคือตัวกินไขมัน โดยใช้สารอาหารจากไขมันมาซ่อมสร้างร่างกายในเวลาที่เราหลับลึก) ถ้าระบบย่อยยังทำงานอยู่ ยังมีอาหารหลงเหลือในระบบย่อย โกรทฮอร์โมนจะไม่หลั่งออกมา
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

อูยยยยย เฮียร่ายซะยาวเลย เป็งไรกะหมอศิริราช รึป่าวเนี่ย กำเสี่ยๆ ครับ  ผมตอนนี้ ชั่งตอนเช้าเหลือ 69 แล่ะ ไม่ได้อดไร กินปรกติ แต่ไม่เบิ้นในมื้อเย็น
ไว้สักพัก ว่าจะลอง IMF เอ้ย IF สักวันสองวันดูมั่ง :D

Hexaphonic



เมื่อวานบ่ายๆไปเดินตากแอร์ในห้าง
กับพาแม่บ้านไปกินฮันนี่โทรต+บิงซู

หลังจากทำ IF มาได้ 20 วัน
ท้องผมเริ่มไม่ค่อยรับขนมหวานพวกนี้ล่ะครับ คือก็กินได้นะ แต่กินได้ไม่เยอะเหมือนแต่ก่อน
ระบบย่อยของผมตอนนี้ มันคงชอบที่จะย่อยอาหารคาวมื้อหลักมากกว่า
นี่ระบบร่างกายของเรา กลายเป็นมนุษย์ถ้ำยุคก่อนปวศ.ไปแล้วหรือ?

ตามห้างสรรพสินค้า ผมสังเกตเห็นผู้คนทั้งชายหญิงจำนวนมากที่น้ำหนักเกิน
ซึ่งเเต่ก่อนผมไม่เคยสังเกตเลย
เดี๋ยวนี้พอทำ IF จึงพบว่าคนอ้วนเยอะมากๆๆ

ตกเย็นก็เห็นคนอ้วนเหล่านี้พากันไปออกกำลังกาย
บ้างก็เดินช้า บ้างก็เดินเร็ว หรือไม่ก็ไปโยกไปหมุนเครื่องทำกายบริหารท่าต่างๆ
พอทำไปสักพักก็นั่งเหม่อลอย คงจะกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับไขมันส่วนเกินพวกนี้
หลายคนจำยอมรับสภาพ ต้องทนอยู่กับความอ้วนไปเรื่อยๆ

จริงๆแล้ว ผมคิดว่าพวกเขาคงไม่อยากจะมาออกกำลังกายกันหรอก
ที่ฝืนตัวเองมาออกกำลังกายนี่ คงจะถูกหมอสั่งสินะ หรือไม่ก็อาจจะมีอาการเตือนจากร่างกาย
เช่นระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ตาพร่า วูบหมดสติเป็นบางครั้ง หน้ามืด รู้สึกชาตามแขนขา แน่นหน้าอก

ส่วนอีกกลุ่มนึงที่หุ่นลีน เช่นพวกสาวๆ ผมว่าพวกเธอไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกเธอถึงหุ่นลีนผอมเพรียว
ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นก็จะเริ่มอ้วน เมื่อเธออ้วนขึ้นก็มักจะโพสต์ว่า "เอาความผอมของฉันคืนมา"  :'(
บางคนรับไม่ได้ถึงกับกินยาลดความอ้วน หรืออดอาหาร (ซึ่งผิด)

ถ้าเปลี่ยนมายด์เซตในเรื่องการกินได้ว่า การกินมื้อเย็นคือสิ่งที่ต้องระวัง
และเข้าใจธรรมชาติของระบบย่อย-กักเก็บสารอาหาร
ประกอบกับการออกกำลังกายในโซน fat burning
มันจะทำให้การลดความอ้วนเป็นสิ่งที่ง่าย อยู่ในวิสัยที่ทำได้

ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ตัวเองความคุมชีวิตได้เป็นครั้งแรก
พอทำความเข้าใจในระบบต่างๆของร่างกายแล้ว
มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นปริศนาอีกต่อไป
"คุณหลอกดาว" :sad2:

jon che


jon che

6 ปีก่อน อยู่ๆ เกิดอยากลดน้ำหนัก อารมณ์ประมาณว่า ชีวิตเราต้องควบคุมได้ (จริงๆ อีกหลายอย่างก็ไม่เคยทำได้หรอก) นั่งนึกดู ที่น้ำหนักขึ้นเอาๆ มาจากกินเยอะ ผมกิน 2 มื้อ/วัน แต่ละมื้อ เยอะมากๆ ลดลงเหลือวันละมื้อ (กลางวัน) ตอนเย็นทานน้ำผักผลไม้ (เป็นลิตร) ไม่เคยออกกำลังกาย ผ่านไป 1 เดือน หายไป 4 โล 4 เดือนแรก 7 กิโล ครบปี ลดได้ 10 กิโล จนชิน มีช่วงทำงานเยอะหน่อย (2-3 ปีก่อน) ลดไปจากตอนเริ่มต้น 20 กิโล ตอนนี้ขึ้นลงที่ประมาณ 70 กิโล บวก/ลบ 3 กิโล (ผมตั้งหลักที่ 83 ลงเต็มที่เหลือ 63 กิโล) ทุกวันนี้ อยากกินก็กิน ถ้ามันเริ่มขึ้นก็ลดอาหารลง แต่ยังรู้สึกว่าขาดการออกกำลังกายไปครับ   

Hexaphonic

ผมเริ่มทำ IF วันที่ 26 กพ.
ละครบุพเพสันนิวาสเล่นตอนแรกวันที่ 21 กพ.

สัปดาห์เเรกละครยังไม่เป็นกระแส แต่สัปดาห์ที่ 2 เริ่มเเระ ไอ่ผมก็งง อัลไลวะ...ออเจ้าๆๆ  :blink:
พอทำ IF ไปได้สัก 3-4 วัน ผมเริ่มชินกับการเข้านอน 3 ทุ่ม ตื่นนอนตี 4
ซึ่งมันกลายเป็น "ปกติใหม่ (new normal)" ของผมไปแล้วล่ะครับ
ผมลองถ่างตาถึง 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ไหวล่ะครับ มันจะง่วงเบลอสุดๆ

ผมจึงไม่ได้ดู "ออเจ้า" เลย เเม้แต่ตอนเดียว  555

ภายในเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เลิกวิ่งแบบเก่า หันมาวิ่งโซน fat burn
บวกกับการทำ IF ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แต่ก่อนผมวิ่ง 10กม./ชม. สัปดาห์ละ 5-6 วัน
ถ้าผมไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก
แต่นี่เวลาเจอคนรู้จัก ผมยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ
เค้าจะชิงทักก่อนเลยว่า "ทำไมหุ่นเฟิร์มจัง ไปทำอะไรไรมาหรอ?" 555

ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า "แบบนี้ก็ได้หรอ ทำไมมันง่ายดายอย่างนี้?"
ผมได้หุ่นคล้ายๆพวกเนทไอดอลที่เค้าชอบโชว์กัน
มีซิกแพค วีเชฟ ไบเซป ไตรเซป ภายในเวลาแค่ 2 เดือนแบบสบายๆโดยไม่ต้องไปฟิตเนสซะอีกด้วย
ทั้งๆที่ตัวเองก็อายุเกือบ 50 แล้ว

นี่แค่ทำไม่กี่วันยังได้ขนาดนี้
ถ้าทำต่อเนื่องจนเป็น "ปกติใหม่" ตลอดชีวิต มันคงจะดีสุดๆ
ผมยังงงตัวเองอยู่เนี่ย รู้งี้น่าจะทำตั้งนานแล้ว
"คุณหลอกดาว" :sad2:

leeteng

Quote from: Hexaphonic on 29  March  2018, 03:30:54 pm
ผมเริ่มทำ IF วันที่ 26 กพ.
ละครบุพเพสันนิวาสเล่นตอนแรกวันที่ 21 กพ.

สัปดาห์เเรกละครยังไม่เป็นกระแส แต่สัปดาห์ที่ 2 เริ่มเเระ ไอ่ผมก็งง อัลไลวะ...ออเจ้าๆๆ  :blink:
พอทำ IF ไปได้สัก 3-4 วัน ผมเริ่มชินกับการเข้านอน 3 ทุ่ม ตื่นนอนตี 4
ซึ่งมันกลายเป็น "ปกติใหม่ (new normal)" ของผมไปแล้วล่ะครับ
ผมลองถ่างตาถึง 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ไหวล่ะครับ มันจะง่วงเบลอสุดๆ

ผมจึงไม่ได้ดู "ออเจ้า" เลย เเม้แต่ตอนเดียว  555

ภายในเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เลิกวิ่งแบบเก่า หันมาวิ่งโซน fat burn
บวกกับการทำ IF ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แต่ก่อนผมวิ่ง 10กม./ชม. สัปดาห์ละ 5-6 วัน
ถ้าผมไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก
แต่นี่เวลาเจอคนรู้จัก ผมยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ
เค้าจะขิงทักก่อนเลยว่า "ทำไมหุ่นเฟิร์มจัง ไปทำอะไรไรมาหรอ?" 555

ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า "แบบนี้ก็ได้หรอ ทำไมมันง่ายดายอย่างนี้?"
ผมได้หุ่นคล้ายๆพวกเนทไอดอลที่เค้าชอบโชว์กัน
มีซิกแพค วีเชฟ ไบเซป ไตรเซป ภายในเวลาแค่ 2 เดือนแบบสบายๆโดยไม่ต้องไปฟิตเนสซะอีกด้วย
ทั้งๆที่ตัวเองก็อายุเกือบ 50 แล้ว

นี่แค่ทำไม่กี่วันยังได้ขนาดนี้
ถ้าทำต่อเนื่องจนเป็น "ปกติใหม่" ตลอดชีวิต มันคงจะดีสุดๆ
ผมยังงงตัวเองอยู่เนี่ย รู้งี้น่าจะทำตั้งนานแล้ว


แจ่มเลยยครับ

ช่วงนี้ผมเพิ่มกล้ามเนื้ออยู่ครับ แต่ไม่ได้เล่นหนักมาก และก็ไม่ไดิกินมาก น้ำหนักจะค่อยๆเพิ่ม(หรือบางทีก็ลดเหมือนกันครับ ทั้งๆที่ไม่อยากลดแล้ว HAHA) เอาแค่พอดีๆ IF ก็ยังทำอยู่เป็นปกติครับ แต่จะมีบางวันที่กินมื้อเย็นด้วย(ประมาณไม่เกินบ่ายสาม) สัปดาห์ละครั้งครับ

Hexaphonic

ผมหลุดกินมื้อค่ำช่วงเทศกาลเชงเม้ง 2 วันติดกัน
วันแรกที่หลุดคืออยากทดสอบระบบย่อย จึงคุ้ยของในตู้เย็นมากิน
วันต่อมาต้องพาญาติไปกินมื้อค่ำ รู้สึกได้ว่าระบบย่อยแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก
มันย่อยอาหารได้เร็วมาก รู้สึกแค่อิ่มนิดหน่อยเท่านั้น สักพักก็เฉยๆแระ ไม่ได้รู้สึกจุกเสียดอะไร



ผมไปกินบุฟเฟ่ต์ทะเลเผากับญาติตั้งแต่ 1 ทุ่ม กินเสร็จ 4 ทุ่ม สามารถเข้านอนได้ตอน 5 ทุ่ม
ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนนี่คงจะจุกจนตาเหลือกล่ะครับ
กว่าจะได้นอนคงอีก 2-3 ชั่วโมงนั่นแหละ ไม่งั้นนอนๆไปนี่มีกรดไหลย้อนพุ่งขึ้นมาล่ะครับ

แต่รู้สึกเลยว่าการกินมื้อเย็นหรือมื้อค่ำ มันไม่ใช่ภาวะปกติของผมซะเเล้วล่ะครับ
กลายเป็นว่าผมไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้ซะแล้ว
เดี๋ยวนี้ หลังวิ่ง fat burn เสร็จช่วงหัวค่ำ ผมอาจจะเตรียมอาหารสำหรับวันรุ่งขึ้น
ไปซุปเปอร์มาร์เกตบ้าง ไปเดินสตรีทฟู้ดบ้าง แต่ก็เพียงเตรียมอาหารและซื้อมาเก็บเข้าตู้เย็น
ซื้อมาแต่ไม่ได้กินเลยครับ ผมคิดว่ามันไม่ใช่เวลากินแล้ว

วันต่อมาหลังจากหลุดกินมื้อค่ำ ผมจึงกลับสู่ IF เหมือนเดิม
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่กินมื้อค่ำซะเลย
อาจจะมีวันโกง cheese day บ้าง เดือนละ 2-3 ครั้ง หรือถ้ามีใครชวนไปกินอะไรนอกบ้าน

เอิ่ม......ดูเหมือนว่าหลายๆท่านรู้จัก IF และอาจจะทำอยู่ด้วย
คงจะมีแต่ผมล่ะมั้งที่เพิ่งรู้จัก ซื่อบื้อจิงๆ 555
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

มื้อเย็นผมยังไม่ได้งดสักวัน อย่างน้อยสุดก้เป็นสลัด แต่กินไม่มากเหมือนแต่ก่อน แต่ในแต่ละมื้อก็ไม่ได้กินมากเหมือนเดิม รู้สึกอิ่มเร็ว กินน้อยลง
...กางเกงเริ่มหลวมแล่ะ ตอนนี้ นน.คงที่ ที่ 69 แต่เมื่อเช้ามืดวิ่งไป 5 โล กินน้ำไปขวดนึง มาชั่ง เหลือ ไม่ถึง 67 ดีนัก
ถ้า 67 นี่ นน. น้อยกว่าเมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้วเสียอีก

Hexaphonic

การอดหรือคุมอาหารทั่วไป มักจะกินมื้อเย็นเบาๆเช่นสลัด ผลไม้ 2-3 ชิ้น น้ำเต้าหู้ อะไรประมาณนี้
แต่นั่นจะทำให้ระบบย่อยทำงานต่อทันที ถึงแม้ว่าที่กินเข้าไปจะมีแคลอรี่น้อยๆก็ตาม
เท่ากับว่าคาบเวลาทำงานของระบบย่อยอาหาร ถูกยืดออกไป

ก่อนนอน 6-8 ชั่วโมง ทำไมเราจึงต้องให้ระบบย่อยหยุดทำงานแบบ 100% ?
กินอะไรนิดหน่อยเช่น น้ำเต้าหู้สักแก้วไม่ได้หรือ ทำไมจึงกินได้แต่น้ำเปล่าๆ?
เพราะ IF เชื่อว่าเมื่อระบบย่อยหยุดทำงานก่อนนอน 6-8 มันจะไปกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาทุกคืน
ซึ่งมันตรงกับเวลา 3-4 ทุ่มนั่นเอง หลายๆคนก็รู้ว่าโกรทฮอร์โมนมีความสำคัญมากแค่ไหน?
IF จึงต่างจากการคุมอาหารแบบอื่นๆตรงนี้


IF ไม่ใช่การคุมชนิดหรือปริมาณของอาหารที่เรากิน (ผมกินเยอะกว่าแต่ก่อนอีกครับ)
แต่มันคือการ "คุมคาบเวลาในการย่อยอาหาร"
คือให้ระบบย่อยอาหารทำงานเต็มที่ในคาบเวลาหนึ่ง แล้วให้พักยาวๆไปเลย
พอระบบย่อยได้พักยาว พอถึงเวลากิน น้ำย่อยจะออกมามากและมีคุณภาพดี
เราจะสามารถดูดซึมอาหารได้ดีกว่านิสัยการกินแบบที่กินมื้อเช้า-กลางวัน-เย็น-ดึก

จึงเท่ากับว่า IF มีปั๊ม 2 ตัว
คือปั๊มโกรทฮอร์โมน กับปั๊มน้ำย่อย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic



อันนี้คือวิธีที่นิยมทำกันในวิธีลดน้ำหนักทั่วไป จะเป็นประมาณนี้ล่ะครับ
คือไปเพ่งเล็งอยู่กับชนิดของอาหาร หรือปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากมัน

ผมคิดว่าการดูแต่ว่ารับเข้าไปกี่แคลอรี่ แล้วพยายามใช้พลังงานออกไปให้สมดุลกัน
"แคลอิน~แคลเอ้าท์" ใช้ไม่ได้หรอกครับ นี่ไม่ใช่การดุลสมการคณิตศาสตร์!
วันนี้เราใช้พลังงานออกไปเท่ากับที่เรากินอาหารก็จริง
แต่ถ้ากิจจกรรมนั้น ไม่ได้อยู่ในอัตราชีพจรโซน fat burning
กิจกรรมของเราจะไม่ใช่พลังงานที่ได้จากการเบิร์นชั้นไขมันที่สะสมในร่างกาย
มันจะเป็น "แคลเอ้าท์" ที่ได้จากการเบิร์นไกลโคเจน

วิธี Intermittent Fasting จะไม่คิดแบบนี้
IF จะเน้นที่การลดไขมัน เพิ่มมวลกล้าม
แต่ไม่เชิงซะทีเดียวว่า IF จะกินอะไรก็ได้ ที่จะเลี่ยงก็คืออาหารที่วิธีลดน้ำหนักแบบอื่นๆเค้าเลี่ยงกันนั่นแหละ
คือพวกอาหารที่มีไขมันทรานส์ปะปน เนื้อสัตว์หมักที่มีไนโตรซามีน
และการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ กินขนมหวานมากๆ อันนี้ก็ควรเลี่ยงอยู่แล้วล่ะครับ
แต่ IF ไม่ได้แจงว่าต้องกินนั่นนี่แบบละเอียดยิบๆ

และจะเห็นว่าเค้ากินมื้อเย็นด้วย ก็ถามว่า "มื้อเย็น" ที่ว่าเนี่ย...กี่โมง?
"คุณหลอกดาว" :sad2: