• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
12 August 2020, 11:38:47 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข

Started by poj, 07 February 2011, 02:48:37 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic

ถ้าสมมติฐานของผม make sense ในเรื่องร่างกายสันดาปตัวเอง (Spontaneous Human Combustion)

นั่นคือ คนที่อ้วน คือคนที่มีระบบการเผาผลาญสารอาหารที่ดีมากๆ
คนผอม คือคนที่ระบบการเผาผลาญไม่ดี

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มันฟังดูย้อนแย้งใช่ไหม?

ในร่างกายคนเราประกอบไปด้วยหน่วยเซลล์ย่อยๆ 30 กว่าล้านล้านเซลล์
ในหน่วยเซลล์ก็จะมีไมโตคอนเดรีย แต่ผมไม่แน่ใจว่าทุกเซลล์มีไมโตคอนเดรียทั้งหมดเลยรึเปล่า?
(เช่น...เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กระดูก เซลล์ระบบประสาท มีไมโตคอนเดรียรึเปล่า?)

เอาเป็นว่า คนเราน่าจะมีไมโตคอนเดรียทั้งหมดราวๆ 20 ล้านล้านหน่วยในเซลล์ต่างๆ
อันว่าไมโตคอนเดรียนี้คือเตาปฏิกรณ์ขนาดจิ๋วๆ มันมีหน้าที่สันดาปสารอาหารให้เป็นพลังงาน
จะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าไมโตคอนเดรียทั้งหมดสันดาปพลังงานพร้อมๆกัน?

มันจะเกิดความร้อนมหาศาลจนร่างกายเราทนไม่ไหว ผมว่าอุณหภูมิขณะนั้นคงจะสูงพอๆกับเตาเผาขยะล่ะครับ
ร่างกายจึงต้องเก็บสารอาหารในรูปไกลโคเจนฝากไว้ในตับและกล้ามเนื้อ แล้วจึงค่อยๆสลายไกลโคเจนออกมาใช้อีกที

คนที่อ้วนง่าย คือคนที่มีการเผาผลาญดี ไมโตคอนเดรียในหน่วยเซลล์ต่างๆกระตือลือล้นที่จะสันดาปสารอาหารมาก
มันกระตือรือล้นมากซะจนร่างกายไม่ไว้ใจตัวเอง กลัวว่าจะสันดาปตัวเองจนไหม้เป็นจุณ
ขืนปล่อยให้สารอาหารลอยนวลอยู่ในระบบย่อยและกระแสเลือด มันจะเสี่ยงมาก เดี๋ยวไมโตคอนเดรียจะเอาสารอาหารไปสันดาปจนหมด มันอาจจะเกิดการ "เบิร์นตัวเอง" ได้ ระบบร่างกายจึงชิงเก็บสารอาหารไปอยู่รูปไขมันแทบจะในทันที กระบวนการสะสมไขมันจะบ่อยและถี่มากๆ

ส่วนคนผอม คือคนที่ไมโตคอนเดรียเอื่อเฉื่อย ไม่กระตือรือล้นที่จะสันดาปสารอาหาร ร่างกายจึงอาจจะยอมปล่อยให้สารอาหารค้างเติ่งอยู่ในระบบร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเอาสารอาหารไปเก็บเป็นไขมัน พอมีการทำกิจกรรมต่างๆในระหว่างวัน ร่างกายก็ค่อยๆใช้สารอาหารไปเรื่อยๆ จนอาจจะเหลือสารอาหารที่จะไปเก็บเป็นชั้นไขมันไม่มากนัก...ดังนี้

ส่วนคนที่ "ระบบเผาผลาญพัง" คือ คนที่ป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัสจนเกิดอาการโค่ม่าใกล้ตายล่ะครับ
สภาวะนั้นไมโตคอนเดรียแทบจะหยุดทำงานกันล่ะ
หรือไม่ก็ไมโตคอนเดรียเกิดการลัดวงจร สันดาปพลังงานพร้อมๆกันจนเกิดสภาวะ "คนไฟลุก (Spontaneous Human Combustion)"
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว 2กย. ผม ผ่าน ฮาร์ฟฯแรก ได้แล่ะ ที่ 3 ชม. (เวลาจริงน่าจะ 2.57 ชม. เพราะรอข้ามถนน ช่วงติดไฟแดง นานโข)
ได้เวลาตามเป้าที่ตั้งใจไว้ คือ จบแบบไม่เจ็บ ภายใน 3 ชม. ครับ

แต่ระหว่างทางวิ่งนี่ สุดยอดทรมารมั๊กๆ คือผมไม่เคยวิ่งไกล แล่ะนาน แบบนี้มาก่อนในชีวิตเลยขอบอก
อย่างมากไกลสุด ก็ 14 โล ก่อนหน้านั้นก้ซ้อมได้แค่ 12 - 13 โลเอง

ช่วง 10 กว่าโล ก็ยังวิ่งได้อยู่ แต่พอเลย 12 โล มาแล้ว เริ่มมีหยูดเดินสลับวิ่งให้บ้างแล้วครับ
เลยใช้สูตร ที่มีเพื่อนแนะนำไว้ คือ วิ่ง 8 เดิน 2 ใน 1 โล ...แฮ่ๆ ได้ผลดีเลยครับ แต่อาจไม่น่าประทับใจ อีตรงมีเดินนี่แหล่ะ
แต่เวลาที่ได้ ก้ไม่เลว คือจะตก ที่ 8 นาทีกว่า ที่ 1 โล

แต่ช่วง 3 - 4 โลท้ายๆ ก็หมดครับ หมดจริงๆ กลายเป็น วิ่ง 6 เดิน 4 เวลาล่อไปที่ 9 -10 นาทีกว่าๆ
กิโลที่ 21 กัดฟัน วิ่งประคองเข้าเส้น แต่ก็แอบ เดิน 10 กว่าเมตร เพื่อขอ สปิ้นส์ เข้าเส้นชัย ให้มันหรูๆหน่อย อิอิ

เดือนหน้า 7 ตค. มีลง 21km. ไว้อีก น่าจะแก้ตัว....ได้บ้างแหล่ะ...รึป่าว

Hexaphonic

เฮียแก้วมีผลการวัดอัตราชีพจรตลอดการวิ่งนี้มั้ยครับ?
ถ้ามีขอชมหน่อยดิ

ในความคิดผม ผมว่าเราควรใส่ใจอัตราชีพจรเป็นอันดับ 1
สถิติความเร็วยังเป็นรองอัตราชีพจร

การวิ่งที่มีอัตราชีพจรไปอยู่ในโซน anaerobic ผมคิดว่าเป็นการวิ่งที่ด้อยคุณภาพ
เช่นใน 1 ชั่วโมง ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจเราไปอยู่ในโซน anaerobic 20 นาที
หมายความว่าเราวิ่งแบบด้อยคุณภาพไป 20 นาที
ถึงแม้ในโซน anaerobic เราจะทำเวลาดีมากก็ตาม แต่มัน "ด้อยคุณภาพ"
เพราะเป็นโซนที่ "กินกล้ามเนื้อตัวเอง, เบิร์นตัวเอง"

ถ้าขณะวิ่งหรือวิ่งเสร็จมีอาการเจ็บปวดอักเสบตามร่างกาย นั่นแหละครับสภาวะ anaerobic
พอกล้ามเนื้อเสียหาย เราจะอ้วนขึ้น ต่อให้ฟื้นฟูร่างกายยังไง ต่อให้เรา recovery ดียังไงก็ไม่คุ้ม

ทีนี้เราจะดูยังไงว่าการวิ่งในทัวร์นาเม้นท์นี้ (หรือในการซ้อมแต่ละครั้ง) เราวิ่งได้ดีรึเปล่า?
ตัวชี้วัดคุณภาพการวิ่งคือให้ดูอัตราชีพจรอย่างที่บอกนี่ล่ะครับ
สำหรับผม ผมยอมให้มีสภาวะ anaerobic ไม่เกิน 1 ใน 6
เข่นวิ่งเสร็จ  60 นาที อนุญาตให้มีโซน anaerobic ได้ 10 นาที
ถ้าจะให้ดีมากๆคือให้มีได้แค่ 1 ใน 12 หรือแทบจะไม่มีโซน anaerobic เลย ก็ยิ่งเจ๋งสุดๆ

ดูแบบนี้จะเป็นการแข่งกับตัวเองที่ดี ใครจะแซงเราไปไม่ต้องไปสนใจ
ให้สนใจแต่ว่า เราไม่ควรให้กราฟอัตราชีพจรเกินโซน aerobic ไปถึงโซน anaerobic
ถ้าเห็นว่าอัตราชีพจรเต้นสูงจนไปอยู่ในโซน anaerobic เราก็ควรจะลดความเร็วลงมา
(อย่าให้ร่างกายขาดนำ้ ควรดื่มน้ำดักไว้ก่อนอย่กลัวว่าจะเสียสถิติ เพราะเลือดจะหนืด หัวใจจะทำงานหนัก)
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien


ตามนี้เลยครับ ผมพยายามวิ่งไม่ให้เร็วนักครับ เน้นให้จบครับ

Hexaphonic



อันนี้คือกราฟวิ่งเมื่อ 4 วันก่อน กลายเป็นว่าตอนนี้ผมวิ่งได้เร็วพอๆกับตอนบ้าวิ่งมากๆแล้วล่ะครับ
และระยะวิ่งสะสมต่อเดือนก็ไม่ได้น้อยกว่าเดิมอีกด้วย แต่ไม่มีอาการเหนื่อยสะสมหรือบาดเจ็บเลย
ผมเปลี่ยน mindset ใหม่ คือลดระยะทางวิ่งต่อครั้งลงมาครึ่งหนึ่ง และเน้นที่อัตราหัวใจไม่ให้เกินโซน 2 หรือ 3
pace นี่ผมแทบจะไม่สนใจเลย

แต่จะดูพัฒนาการวิ่งว่าดีขึ้นมั้ย? ก็ต้องมาดูที่ pace จนได้ 555

ผมเริ่มวิ่งแบบเน้นโซน 2 เมื่อเดือน กพ. ตอนนั้น เพื่อให้ไม่หลุดโซน 2  pace ของผมจะอยู่เฉลี่ยที่ 7-8
คงเป็นเพราะตอนนั้นไขมันสะสมยังเยอะอยู่ ความเร็วระดับ 7-8 ก็เบิร์นไขมันได้ดี
ตอนปรับการวิ่งแรกๆนี่แทบจะสะดุดขาตัวเองละครับ เพราะก่อนหน้านี้วิ่งที่ pace 6 ต้นๆ

แต่ตอนนี้ผมต้องวิ่งสปีดให้เร็วขึ้น คงเป็นเพราะหุ่นลีนกว่าเดิม
ระบบเผาผลาญเริ่มหาไขมันสะสมได้ยากกว่าเดิม ผมจึงต้องวิ่งให้เร็วขึ้น
บางวันนี่ เพื่อจะไปให้ถึงโซน 2  fat burning
ผมถึงกับต้อง "ใส่เกียร์น้องหมา" เลยล่ะครับ 555

ไม่งั้น HR จะอยู่แค่โซน warm up เท่านั้น
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic





เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลองทดสอบตัวเองด้วยการวิ่งฮาล์ฟ
ผมวิ่งระยะฮาล์ฟมาแล้ว 10 ครั้ง นี่เป็นการวิ่งฮาล์ฟที่เจ็บตัวน้อยที่สุด ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย
โดยผมพยายามคุมสติ ไม่เร่งความเร็ว คุม pace เอาไว้ไม่ให้เกินโซน 3 (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 3 กม.)
ผมคิดว่าถ้าอัดเต็มที่ คงจะทำเวลาต่ำกว่า 1.55 ชม.แน่นอน แต่ผมไม่เอา!

ที่ผมแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมวิ่งเยอะซ้อมหนักมาก่อนเป็นทุนเดิมหรอก
แต่ผมคิดว่าผมทำ Intermittent Fasting : วิกาละโภชนาวิรัติ
โดยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเพียง 1/4 ของวัน คือ 6 ชม. ผมจะกินอาหารให้มากและหลากหลาย
แล้วหยุดระบบย่อยยาวๆไป 18 ชม.
(กิน 8 โมงเช้า - บ่าย 2 หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่าเยอะๆ เข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ตื่นตี 4 ครึ่ง)

วิธีนี้ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินและโกรทฮอร์โมนทำงานได้เต็มที่ในวงรอบของนาฬิกาชีวิต
ฮอร์โมนทั้ง 2 นี่ล่ะครับที่เป็นตัวการในการบิ้วท์กล้าม
ผลที่ออกมาคือการสร้างมวลกล้ามเนื้อทำได้ง่ายดายมาก
และยังลีนไขมันสะสมออกไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ผมกระตุ้นกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ ตอนตี 5 แค่วันละ 10 นาที เท่านั้น พอเริ่มเมื่อยก็เลิก
(ช่วงขาไม่ได้เล่น เพราะออกไปวิ่งโซน 2 อยู่แล้ว)
เล่นที่ห้องฟังเพลงที่บ้านนั่นเเหละ ไม่ได้ไปยิมเลย
ทำไม่ถึงเดือน กล้ามก็งอกแบบชัดๆแล้วล่ะครับ มันช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้
และมวลกล้ามที่เเข็งแรงนี่เอง จะเป็นผู้ช่วยของหัวใจและตับ

สถิติการวิ่งของผมจึงดีขึ้นง่ายๆเช่นนี้
ผมเริ่มทำ IF ปลายเดือน กพ. ทำไปเดือนเดียวสภาพร่างกายผมก็ดีขึ้นมาก ร่างที่เคยพังฟื้นคืนหมด
และผมวิ่งด้วยสถิติประมาณกราฟที่เห็นนี้ ตั้งแต่เดือน พค.แล้วครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

leeteng

Quote from: Hexaphonic on 08  September  2018, 04:01:17 am




เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลองทดสอบตัวเองด้วยการวิ่งฮาล์ฟ
ผมวิ่งระยะฮาล์ฟมาแล้ว 10 ครั้ง นี่เป็นการวิ่งฮาล์ฟที่เจ็บตัวน้อยที่สุด ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย
โดยผมพยายามคุมสติ ไม่เร่งความเร็ว คุม pace เอาไว้ไม่ให้เกินโซน 3 (หยุดดื่มน้ำทุกๆ 3 กม.)
ผมคิดว่าถ้าอัดเต็มที่ คงจะทำเวลาต่ำกว่า 1.55 ชม.แน่นอน แต่ผมไม่เอา!

ที่ผมแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมวิ่งเยอะซ้อมหนักมาก่อนเป็นทุนเดิมหรอก
แต่ผมคิดว่าผมทำ Intermittent Fasting : วิกาละโภชนาวิรัติ
โดยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเพียง 1/4 ของวัน คือ 6 ชม. ผมจะกินอาหารให้มากและหลากหลาย
แล้วหยุดระบบย่อยยาวๆไป 18 ชม.
(กิน 8 โมงเช้า - บ่าย 2 หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่าเยอะๆ เข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ตื่นตี 4 ครึ่ง)

วิธีนี้ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินและโกรทฮอร์โมนทำงานได้เต็มที่ในวงรอบของนาฬิกาชีวิต
ฮอร์โมนทั้ง 2 นี่ล่ะครับที่เป็นตัวการในการบิ้วท์กล้าม
ผลที่ออกมาคือการสร้างมวลกล้ามเนื้อทำได้ง่ายดายมาก
และยังลีนไขมันสะสมออกไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ผมกระตุ้นกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ ตอนตี 5 แค่วันละ 10 นาที เท่านั้น พอเริ่มเมื่อยก็เลิก
(ช่วงขาไม่ได้เล่น เพราะออกไปวิ่งโซน 2 อยู่แล้ว)
เล่นที่ห้องฟังเพลงที่บ้านนั่นเเหละ ไม่ได้ไปยิมเลย
ทำไม่ถึงเดือน กล้ามก็งอกแบบชัดๆแล้วล่ะครับ มันช่ายง่ายดายอะไรอย่างนี้
และมวลกล้ามที่เเข็งแรงนี่เอง จะเป็นผู้ช่วยของหัวใจและตับ

สถิติการวิ่งของผมจึงดีขึ้นง่ายๆเช่นนี้
ผมเริ่มทำ IF ปลายเดือน กพ. ทำไปเดือนเดียวสภาพร่างกายผมก็ดีขึ้นมาก ร่างที่เคยพังฟื้นคืนหมด
และผมวิ่งด้วยสถิติประมาณกราฟที่เห็นนี้ ตั้งแต่เดือน พค.แล้วครับ


:cheer: แจ่มมากเลยครับพี่

ผมก็รู้สึกเหมือนกับพี่ครับว่าการทำ IF แล้วร่างกาย แกร่ง ขึ้นครับ กล้ามเนื้อเหมือนจะแข็งแรงขึ้นมากจริงๆครับ

vichien

แหล่มเลยครับเฮีย ผมคงตามไปห่างๆ ไม่เน้นเรื่องอาหารมากนัก แต่ถ้าทำได้จะดี ยืดอายุไขได้ชัดๆ

นี่ผมก็ลงรายการวิ่ง ฮาร์ฟฯ ไว้ครบทุกเดือนต่อจากนี้ไปแล้วหล่ะ ให้มันหายบ้าไปเลย ปรับเวลาวิ่งใหม่ด้วย
คือจากเดิมวิ่ง ตอนเย็นหัวค่ำ (วิ่งช่วงนี้แล้วนอนไม่ค่อยหลับ) เปลี่ยนเป็นวิ่งเช้ามืด ตี่สี่ แทน กะว่าครั้งละ 1-2 ชม./ครั้ง
ไม่รู้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน..คือไม่อยากเดิน อยากวิ่งทีเดียวจบฮาร์ฟฯ....แต่ดูจากโหงวเฮ้งแล้วท่าจะยาก :D

Hexaphonic

ต่อให้เฮียแก้ววิ่งฮาล์ฟได้จบ วิ่งได้ทุกเดือน เฮียก็ยังไม่ได้ชีวิตใหม่นะครับ
แต่ถ้าเฮียทำ IF ด้วย (จะวิ่งฮาล์ฟหรือวิ่งไม่ถึงฮาล์ฟก็แล้วแต่) เฮียจะได้ชีวิตใหม่ เหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง

ลองดูครับไม่ยากเลย เคล็ดลับคือ "การเก็บไกลโคเจน" ครับ
ถ้าร่างกายเก็บไกลโคโคเจนได้มากพอ เราจะไม่หิว สมองจะไม่สั่งให้เรากิน
แต่ถ้าสารอาหารเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมแล้ว แต่ระดับไกลโคเจนยังพร่องอยู่ เราจะอยากกินอีก

โกดังเก็บไกลโคเจนคือตับและมัดกล้ามเนื้อต่างๆ
เราก็ไปกระตุ้นมวลกล้ามด้วยการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ แค่วันละ 10 นาทีเท่านั้น
พอมัดกล้ามถูกกระตุ้น ร่างกายจะรักษามัดกล้ามเอาไว้ (ตามกฏแห่งการใช้และไม่ใช้)
แล้วมันจะเก็บไกลโคเจนได้เก่งขึ้น เราก็จะไม่หิวง่ายๆ

ค่อยๆร่นเวลากินมื้อเย็นเข้ามาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินครับ
ทำไปไม่กี่วัน ร่างกายจะมี memory ล่ะครับ
พอพ้นเวลากิน น้ำย่อยมันจะไม่ออกมาครับ แปลกมาก
เหมือนกับว่าระบบย่อยมันรู้ว่าเป็นเวลาพักงาน มันไม่อยากทำงาน


ส่วนตับ ที่ทำได้คือพยายามเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ไขมันพอกตับ
ก็คือการจัดระเบียบโกดังตับให้โล่งสะอาด จะได้เก็บไกลโคเจนได้เต็มที่
โดยการลดการกินใกล้เวลาเข้านอน เข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่ม
ลดแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม วิปครีม ของทอด เบเกอรี่ (ขนมไทยดีต่อสุขภาพกว่า)

วิ่งตอนเช้าดีมากครับ
การวิ่งหลังจากที่ระบบย่อยหยุดยาวเกิน 10 ชั่วโมง เราจะเปิดเซฟไขมันได้ง่ายกว่าการวิ่งตอนเย็น
ลองเพิ่มการยกดัมเบลล์ วิดพื้น ซิทอัพ อีก 10 นาที (ก่อนหรือหลังวิ่งก็ได้)
ทีนี้เมื่อเราวิ่งเช้าโซน fat burn ไขมันจะสลายออกมาเป็นสารอาหารหน่วยย่อย
ตับที่โล่งและมัดกล้ามที่เเข็งเเรง มันจะดูดสารอาหารจากไขมันเข้าไปเก็บในรูปไกลโคเจน
เราก็จะมีมัดกล้ามเป่งๆได้ง่ายๆ...ดังนี้

เริ่มจากกินมื้อสุดท้ายสัก 5 โมงเย็น หลังจากนั้นดื่มแต่น้ำเปล่า (หรือน้ำแร่)
จนหลังวิ่งในรอบเช้าเสร็จ ค่อยเริ่มกินอีกครั้ง

เพียงไม่กี่เดือน ถ้าเฮียแก้วทำแบบนี้ อย่าว่าแต่วิ่งฮาล์ฟเลยครับ
จะวิ่งฟูลมาราธอนก็ยังได้ และ "วิ่งจบเเบบไม่เจ็บ" ด้วย 555
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

เมื่อวานเย็น วิ่งไป 6 โล เสร็จแล้วไม่ได้กินข้าว กินแต่น้ำ กะผลไม้ ลองกองไปพวงนึง เช้าตื่นมาก็ไม่เลวแฮะ

Hexaphonic



นาทีที่ 24 อาชัยกะหมอป้อป พูดถึงน้ำตาลฟรุคโตสจากผลไม้ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมฟรุคโตสได้โดยตรง
มันจะเอาไปผ่านกระบวนการในตับ และจะถูกแปรไปเป็นไขมันสะสมพอกอยู่ที่ตับและช่องท้อง
ร่างกายคนเราใช้คาร์โบไฮเดรตได้โดยตรง ในรูปของ "กลูโคส" เท่านั้น

ดังนั้นใครที่คิดว่ากินผลไม้แทนข้าวจะช่วยลดความอ้วนได้ มันกลับจะเป็นตรงกันข้ามนะครับ
ฟรุคโตสในผลไม้นี่ตัวการสร้างห่วงยางรอบเอวเลยอ่ะ
ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ กากใยสูงก็จริง แต่ฟรุคโตสนี่ถ้ากินผิดเวลามันจะสร้างปัญหา
ผมว่าควรกินผลไม้ในมื้อเเรกของวันจะดีกว่า และแสวงหาวิตามิน แร่ธาตุ กากใยจากพืชผัก พืชหัว เอามาเสริม

ถ้าวิ่งตอนเย็นเสร็จ อย่ากินผลไม้เลยครับ ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ดีที่สุด ผมรับรองว่าไม่เป็นอะไรหรอก
แต่เน้นว่าการวิ่งหรือออกกำลังกาย อย่าให้หนักเลยโซน aerobic พยายามให้อยู่ในโซน fat burn นานๆเข้าไว้
จะทำให้เราได้พลังงานจาก after burn ที่ชั้นไขมันสลายตัวออกมา เราจะอยู่ได้อีกพักใหญ่ๆจนเราเข้านอน
และอย่าวิ่งนานเกินกว่า 40 นาที เด๋วไกลโคเจนจะพร่องมาก แล้วเราจะหิว
ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม เพราะจะหิว

ทำดังนี้แล้ว ถ้าช่วง fast ยังหิวอยู่ แสดงว่า
1.ในคาบเวลากิน เรากินไม่ถึงโภชนาการไม่ถึง
2.มวลกล้ามเรายังไม่ดีพอที่จะเก็บไกลโคเจนได้เยอะๆ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

ผมกินแอปเปิ้ล วันละลูก ทุกๆวัน ตอนบ่ายๆ
หวังว่า จะไม่เป็นไร เพราะจะว่าไป มันก็ไม่ได้หวานมากมายอะไรนัก
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

vichien

ผลไม้ นึกไม่ถึงว่าจะไม่ดีนัก จริงๆแค่น้ำเปล่านี่ก็อิ่มแน่นท้องแล่ะ ต้องลดลง กินเจลเล่แทนแ่ะแบบนี้
เมื่อวานก็ได้อีกวัน (วันก่อนกินข้าวนิดเดียว) ที่วิ่งเย็นแล้วไม่ได้กินข้าว นอนเร็ว 3 ทุ่ม (เตรียมตัววิ่ง วันอาทิตย์ ตีสี่ ครับ)

Hexaphonic

วิ่งเย็น ไม่กินข้าว นอนเร็ว 3 ทุ่ม

ก็จะตื่นนอนราวๆ ตี 4

ทีนี้เฮียแก้วลองยกเวท วิดพื้น ซิทอัพ หลังตื่นนอน ใช้เวลาราวๆ 10 นาที
หรือทำพอรู้สึกตึงๆเมื่อยๆให้หยุด วันละแค่นี้พอละ
ถ้ายังมีพอเวลา ให้วิ่งโซน 2 อีก 30 -40 นาที ต่อไปไม่ต้องวิ่งเย็นก็ได้ ให้วิ่งเช้าแทน
ทำดังนี้ 2 สัปดาห์ เฮียจะได้มัดกล้ามเป่งๆสวยๆ มันง่ายแบบเหลือเชื่อมากๆ
(ในคาบเวลากิน ให้เน้น ถั่วต่างๆ พืชมีหัว เพิ่มเข้ามาในเมนูอาหาร)

ผมยังงงอยู่เนี่ย ยิ่งทำนานวัน มัดกล้ามยิ่งชัด ผู้หญิงผู้ชายได้ผลเหมือนกัน
หุ่นผมตอนนี้ยังกะพวกเทรนเนอร์ตามฟิตเนสเลยอ่ะ

เค้าว่าเป็นเพราะการกระตุ้นกล้ามหลังจากปิดระบบย่อยเกิน 12 ชั่วโมง
โกรทฮอร์โมนที่หลั่งออกมากตอนเราปิดระบบย่อย จะไปช่วยเร่งการสร้างมวลกล้ามเนื้อ
โครงสร้างร่างกายเราจะกลับไปหุ่นสวยเหมือนมนุษย์สมัยกรีกโบราณ
มีกล้ามสวยๆแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องกินเวย์โปรตีนเลย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien



2nd. Half รายการที่สองที่ลงครับ เวลาดีกว่าครั้งที่แล้ว ตั้ง 10 นาที แต่ก็ยังมีเดินสลับวิ่งอยู่ แต่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

รายการนี้วิ่งบนถนนคู่ขนานลอยฟ้า ปล่อยตัวบนสะพานพระราม8 การจัดงานก็ถือว่าดีครับ แต่ตอนวิ่งมันก็ยังดูเงียบๆ ไม่เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

กับรายการ bkk marathon ที่ตอนปล่อยตัวครึกครื้นมาก ระหว่างทางมีกองเชียร์ แต่เดี๋ยวนี้พสกรายการวิ่งในเมือง กองเชียร์นี่แทบไม่มีแล้ว ผิดกับ
รายการต่าง จว. บางรายการที่ยังมีอยู่

ช่วงออกตัวพยายามสะเออะไปอยู่แถวหน้าๆ เลยเกาะไปกับขาแรงเค้า เวลาดีเลย ~7 นาที/โล แล้วก็เริ่มหมดตอน 10 โล
สูตร วิ่ง800+เดิน200 เลยต้องเอากลับมาใช้ต่อ

รายการนี้เท่าที่ดู แล่ะวิ่งกันไป มีคนอายุมากกว่าผมด้วยนะครับ ที่ลง 21 โล แถมวิ่งได้เร็วกว่าผมอีก แถมยังมีลงฟูลฯกันด้วย
ซึ่งจบได้นี่ ถือว่าสุดยอดมากๆ เพราะต้องต่อสู้กับใจตัวเองตลอดเวลา

สำหรับผม ได้ลำดับที่ 152/191 ในกลุ่มอานุเดียวกัน
Overall ที่ 1576/2150 ถือว่าไม่เลว

เดือนหน้า จนถึงเดือน กพ. ก็ลงไว้ทุกเดือน ดดยเฉพาะ เดือน กพ. ที่ LOTTO ได้งาน BURIRUM MARATHON ที่วิ่งในสนาม ช้างเซอร์กิต 1 รอบ น่าจะฟิลน่าดู

Hexaphonic



เมื่อวานผมวิ่งไป 2 รอบ ตอน 6 โมงเช้าวิ่งไป 6 กม. หัวค่ำวิ่งไปอีก 12 กม.(30 รอบสนามฟุตบอล)
กลับถึงบ้าน 2 ทุ่ม ไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า น้ำแร่ อาบน้ำ ซักชุดวิ่ง เข้านอน 3 ทุ่มครึ่ง
พยายามวิ่งโซน 2,3 เฉพาะในเซตหัวค่ำผมใช้พลังงานไป 900 กว่า Kcal
เป็นการเบิร์นชั้นไขมันไปเกือบ 700 Kcal (72%)
รวมวิ่งทั้ง 2 เซต น่าจะเบิร์นไขมันไป 1,000 Kcal ภายในวันเดียว

นี่ถ้าเทียบกับแต่ก่อนที่ "มีแรงเท่าไหร่ใส่ให้หมด"
ผมคงจะต้องวิ่งแบบหมดก๊อก รวมระยะทางเกิน 200 กม.กันเลย จึงจะเบิร์นไขมันได้ในปริมาณเท่าๆกัน
ซึ่งคงจะมีอาการบาดเจ็บสะสมล่ะครับ แต่วิ่งแบบวันนี้ ผมสบายๆชิลล์ๆไม่ปวดเมื่อยเลยแถมยังมีพลังงานเหลืออีก



ปีที่แล้ววิ่ง 2,000 กม. แต่สะบักสะบอมมาก จนถึงขั้นเริ่มกลับมาเป็นหวัดง่ายอีก
ภูมิต้านทานต่ำลงกว่าเดิม วิ่งผิดวิธี ไม่มีวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่างกายฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน
แต่ปีนี้ยังไม่ครบปีเลย ผมวิ่งมากกว่าปีที่แล้วไปแล้วล่ะครับ
ผมเปลี่ยนมายด์เซตใหม่  เลิกกดดันตัวเอง ไม่สนใจ pace ว่าจะวิ่งได้เร็ว
ไม่สนใจระยะทาง-ไม่ต้องวิ่งไกลๆ ไม่สนใจทำ personal best โฟกัสไปที่อัตราการเต้นของหัวใจเป็นหลัก
ผมใช้การวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นตัว 1.ลีนไขมันส่วนเกินออกไป 2.กระตุ้นมวลกล้าม 3.สร้างภูมิคุ้มกัน,เพิ่มเม็ดเลือดแดง
มันทำให้ผมวิ่งแบบสบายๆง่ายๆ แต่ในความสบายๆนี่สามารถวิ่งได้อย่างมีคุณภาพนะ วิ่งฮาล์ฟจบได้ใน 2 ชั่วโมงเป๊ะ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

เดือนที่แล้ว ไปวิ่งมาเช่นเคยครับ ฮาล์ฟฯ 21 โล สองรายการ เดือน พย. bertaram sunrise run 2018 กับเดือน ธค. pla2 mini marathon #4 2018

Half no.3# Bertram Sunrise Run 2018

งานวิ่งเมื่อเดือนที่แล้วครับ 18/11/2018 งานตรงกับงาน bdms แต่งานนี้ไม่ยักมีใครเอามาลงเอ่ยถึงเลย

งานจัดที่ชายทะเลบางขุนเทียน จุด start/finish ที่ศาลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร

จริงๆรายการนี้ตรงกับรายการ bdms กรุงเทพมาราธอน แต่ผมเลือกลงรายการที่นี่ เพราะ กรุงเทพฯ เคยวิ่งมินิฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อนมาแล้ว 3 ครั้ง อีกทั้งรูททางวิ่งเปลี่ยนไป ไม่ผ่านที่สำคัญๆ เหมือนแต่ก่อน (แต่ล่าสุดเห็นใช้รูทเดิมก่อนเข้าเส้น) อีกทั้งดันปล่อยตัวบ้าไร ที่ตีสอง (ฮาล์ฟฯ)

รายการนี้ เบอร์แทรม งานปล่อยตัว 5.30 สำหรับฮาล์ฟ ซึ่งก็ไม่เช้าไม่สายเกินไป

ตอนแรก ก็เกรงว่าจะร้อน เลยติดหมวกแก็ป มาด้วย (ผมไม่ชอบใส่หมวก) แต่แทนที่จะได้ใช้ใส่กันแดด กลับเป็นใช้กันฝนแทนครับ ฟิลไปเลย กับช่วง กม. ที่ 17 กว่า - กม.19 เกิดมาไม่เคยวิ่งตากฝนแบบยาวๆแบบนี้มาก่อน (ฝนตกหนักกลางๆ) ช่วงผ่านคลอง ละอองฝนแผล่ยาวๆตามลม สวยดีแฮะ

รายการนี้เค้าเน้นว่า วิ่งชมพระอาทิตย์ขึ้น เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้สังเกตุเสียด้วย ก้มหน้าก้มตา เดิน เอ้ย วิ่ง อย่างเดียว

วันนี้แรงไม่ค่อยดี เพราะวันเสาร์มีท้องเสียนิดหน่อย ก็วิ่งสลับเดินตามระเบียบไป แถมเวลาก็ช้ากว่าครั้งก่อนตั้ง 6 นาที (เมืองไทย) จะมาเสียเวลาเป็นนาทีๆ ช่วง กม. สุดท้ายครับ คือรถมาวัดกันแต่เช้า เต็มสองเลนต้องวิ่งแอบข้างทาง ที่เฉอะแฉะๆ แซงก็ไม่ได้ แล่ะต้องเดินเอา เพราะคนข้างหน้าเค้าดันเดิน มีจังหว่ะโล่งนิด เลยแซง วิ่งเข้าเส้นได้ ระยะก็สัก 80 กว่าเมตรได้มั๊ง (ฝนตกช่วง โลที่ 17-20 ครับ)

ระหว่างเส้นทาง นอกจากจุดให้น้ำ (ที่อุดม ไม่ขาด มีเกลือแร่ตามช่วง) ไม่มีกองเชียร์ใดๆเลย เงียบๆแบบมีสมาธิ เลยแอบเดินได้สะดวกใจยิ่งนัก อิอิ

งานนี้เสื้อสวย เหรียญก็สวยมากๆ แถม มีเพื่อนจากที่ทำงาน มาร่วมวิ่งด้วย เกือบสิบคน แต่มีผมลง 21 แค่คนเดียว แล่ะทุกครั้งที่วิ่งจบก็ไม่เคยได้กินอาหารที่ทางผู้จัดจัดไว้บริการสักที คือมันเหนื่อยจนกินไม่ลง อีกทั้งดวดน้ำไปหลายขวด (แต่จากที่โฆษก เกริ่นไว้ อาหารน่าจะมีหลายอย่างอยู่)

สุดท้าย งานนี้น่าเสียดายอีตรง ที่อุตส่า นำ เพซเชอร์ 2.45 มาตั้งเยอะ แล้วเราเองดันแผ่ว ก็ต้องปล่อยให้แซงไป แถม 3.00 ดันส่งเสียงมาข้างหลังอีก ทีนี้ขืนปล่อยให้แซงไปอีก กลับบ้านนอนไม่หลับแน่ๆ เลยฝืนใจสุดๆ วิ่งต่อ จนจบ ที่ 2.56 ชม.

แฮ่ๆ ฝากไว้ก่อนนะ 2.45

ปล. ภาพสวยก็อปมาจากเพจ น่าจะของงานเอง คือ the memory shot ครับ

ไฮไล้ท์งานเค้าครับ งานจบแต่เพจยังตามเก็บภาพ วีดีโอ ให้นักวิ่งตลอด งานจัดโดยทีม teelakow

https://i.postimg.cc/tCf4B5Jg/09.jpg[/img]

vichien

งานที่สอง ครับ 9/12/2018 งานนี้สมัครงานแรกตอนต้นปี งานเต็มเร็วก่อนสองวันเสียอีก แต่กว่าจะได้วิ่ง ก็จะสิ้นปีพอดี งานจัดมาครั้งที่ 4 แล้ว (รวมครั้งนี้)

4# Half , Pla2 mini marathon @ แม่กลอง จบด้วย new pb 2.47 ชม. ได้ตามเป้า
รายการนี้สมัครไว้รายการแรกๆตั้งแต่ต้นปี 18 แต่กลับวิ่งจริงเป็นรายการท้ายสุดของปี รายการนี้มาแปลกที่ทีมผู้จัดขยันมากๆ มีออกทริปซ้อมวิ่งในหลายระยะ มีเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ต่างๆ เพจก็ขยันหาอะไีรๆมาแจม แบบว่า ไม่ใช่สมัครเต็มแล้วก็เงียบไป ดีครับ
ออกจากบ้านตีสอง ถึงตีสามเศษ เลยนอนรอในรถแป๊บ ตีสี่ค่อยออกไปแจม ตกใจสุดๆ กับน้ำเต้าหู้ร้อนๆกับปลาท่องโก๋ ที่จัดรอไว้ (ตั้งแต่วิ่งมาไม่เคยเจอแบบนี้) เยี่ยมๆ
ออกตัวไม่ได้เดินไปแถวหน้าๆครับ คนเยอะมาก วันนี้อากาศเย็น วิ่งสบายๆไม่เหนื่อยเร็ว หกโมงเช้ายังมืดอยู่เลย
ผ่านมาสามสนาม ข่วงแรกเลยไม่วิ่งเร็วแล่ะ ผลออกมาดีเลย ทะลายกำแพง โลที่ 13 ลงได้ วิ่งมาจนโลที่ 16 ค่อยเริ่มหยุดเดิน อุตส่าวิ่งตามโป่ง 2.45 ชม. มาตั้งนาน เลยเริ่มโดนทิ้งไป
สะพานข้าม แม่น้ำแม่กลอง มาอยู่ โลที่ 18 ชันฉิบ (สะพานแรก โลที่3 วิ่งแบบชิล) เลยแอบเดินขึ้น แล้ววิ่งลง ซ๊ะ
ช่วงโลที่ 17 ซ้อฟที่หยาบๆของ แพน พรีเดเตอร์ เริ่มสำแดงพิษ เท้าขวาพองครับ แต่ก็วิ่งได้จนจบ (ถ้าเท้าไม่พอง น่าจะตามโป่ง 2.45 ได้จนจบแน่ๆ)
เข้าเส้นแล้ว ไปต่อแถวโซ้ยปลาทูของดังเค้า แต่ก็กินได้แค่ครึ่งตัวเอง เหนื่อยๆแล้วกินไรไม่ลง เลยเดินมาสอยแตงโมไป 5 ชิ้นใหญ่เหนอะๆ แตงโมไรหว่า ช่างหวานเจี๊ยบจริงๆ

งานนี้เห็นว่าจัดกันเองแบบไม่ได้จ้างออกาไน้ซ์ให้เปลืองตัง งานก็ออกมาดีทีเดียวครับ น้ำไม่ขาด ช่วงแรกๆมีถี่ แต่ช่วงหลังๆดูจะยาวไปหน่อย (สอบถามไปที่เห็นว่าถี่ เพราะร้านละแวกนั้นเค้าออกมาตั้งโต๊ะแจกน้ำให้ฟรีเอง หน่ะ)

ปล. งานนี้ต้องวิ่งข้ามสะพาน ที่ผมว่ามันชันอยู่ ไปกลับ รวม 4 ครั้ง

อ้อๆกล้วยน้ำหว้าอบที่ ผบ.ผมเค้าทำเตรียมไว้ให้ หวานอร่อย เติมพลังได้เยอะเลยครับ


ปล. เดือนหน้า 13 มค. รายการ บางกุ้งมินิมาราธอน ที่ค่ายบางกุ้ง สมุทรสงคราม รายการนี้น่าไปวิ่งด้วยครับ เพราะทีมรายการ ยังกะน้องๆ จอมบึงมาราธอน ทีเดียว
แต่ระยะยาวสุด แค่ 13.5 กม.

Hexaphonic



หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงจากประสบการณ์ตรงจากการออกกำลังกาย
ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้วครับว่า คนเราอ้วนได้อย่างไร? แก่ชราได้อย่างไร?
ทำไมคนสมัยนี้ถึงเป็นโรคต่างๆ เช่นโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองแตก มะเร็ง?

จะเห็นว่าความอ้วนและโรคต่างๆที่ว่ามา มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา
การไขปริศนาและแก้ปัญหาก็คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้แก่ พฤติกรรมการกินและการออกแรงใช้งานกล้ามเนื้อ โดยที่เราทำตัวคล้ายๆกับมนุษย์ยุคหิน แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไปอยู่ป่าอยู่ถ้าหรือล่าสัตว์นะ
ให้จำลองพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคโบราณ แต่เราจะได้เปรียบกว่ามนุษย์ยุคหิน
เพราะเรามีหลักประกันทางสุขภาพแบบคนยุคสมัยใหม่คือ...
1.เรามีสุขสภาวะทางการแพทย์ที่ดีกว่า
2.หาอาหารได้ง่ายและครบถ้วนกว่า

-พฤติกรรมการกิน
ระบบย่อยอาหาร ระบบร่างกายของคนเรา(หรือแม้แต่สัตว์) วิวัฒนาการไม่ทันต่ออาหารที่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ตั้งแต่มีการผลิตน้ำตาลอุตสาหกรรม อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตปริมาณมหาศาลได้ถาโถมใส่ร่างมนุษย์ ประกอบกับเรามีเทคโนโลยีการถนอมอาหาร มีตู้เย็น ห้องเย็น มีการขนส่งที่ดี
ระบบร่างกายรับไม่ไหวจึงเอาไปเก็บเป็นไขมันสะสม
ยิ่งการกินอาหารบ่อยๆ ยิ่งทำให้คนเราอ้วนขึ้นกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
อีกอย่างการกินคาร์บล้นเกินยังทำให้เราแก่เร็วอีกด้วย
ระบบย่อยของคนเราคุ้นชินกับคาร์โบไฮเดรตแบบดั้งเดิม จึงควรเลี่ยงอาหารที่ใส่น้ำตาลทราย ในสมัยก่อนด้วยความลำบากยุ่งยาก คนเรากินอาหารได้เต็มที่ก็แค่วันละมื้อเดียวเท่านั้นล่ะครับ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว(ถ้ากินให้เป็น) สรุปว่าให้เลี่ยงอาหารแปรรูป กินอาหารใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิม กับการจำกัดเวลาการทำงานของระบบย่อยอาหารในแต่ละวันโดยที่ยังได้รับสารอาหารครบถ้วน
มันคือการควบคุมการกินแบบ Intermittent Fasting นั่นเอง

-การใช้แรงงาน การใช้กล้ามเนื้อ
สมัยนี้เราไม่ออกไปล่าสัตว์กันแล้ว แต่เราสามารถดัดแปลงมาใช้รูปแบบการออกกำลังกาย (workout) แทนได้
แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องออกกำลังกายให้สอดคล้องกับธรรมชาติดั้งเดิมด้วยนะครับ
คือเมื่อเราออกกำลังกาย(ไม่ว่าจะวิธีใด)แล้ว ต้องรักษามวลกล้ามเอาไว้ได้ ต้องเห็นรูปร่างมวลกล้ามตามส่วนต่างๆได้ชัดเจน จะไม่มีไขมันส่วนเกินมาบดบังมวลกล้ามเนื้อ แต่ไขมันสะสมจะยังคงมีอยู่ภายในเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย
เราจะใช้การออกกำลังกายเพื่อจำลองวิถีชีวิตมนุษย์ยุคโบราณ ไม่ใช่เพื่อความเป็นเลิศ เพื่อทำ new personal best หรือเอาชนะคนอื่น

ขอเน้นว่าทั้งการกินและการออกกำลังกาย
ทั้ง 2 อย่างมันผูกติดกับอย่างแยกกันไม่ออก มันเหมือนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ
จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ถ้าทำแค่อย่างเดียว
อีกอย่างจะทำได้ยากและจะพาลทำให้ผลลัพทธ์สุดท้ายยากไปด้วย และต้องทำให้ถูกวิธีทั้ง 2 อย่างอีกด้วย
นี้ยังมีโบนัสจากการทำทั้ง 2 วิธีได้ถูกต้องคือ ในแต่ละวงรอบของกิจวัตรประจำวันร่างกายจะปั๊มโกรทฮอร์โมนออกมาฟื้นฟูตัวเอง และเกิดกลไกบางอย่างที่ร่างกายสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอม+เซลล์กลายพันธ์ุที่เรียกว่า Autophagy ที่กำลังกล่าวถึงกันอยู่ในระดับรางวัลโนเบลนั่นล่ะครับ มันคือการฟื้นฟูร่างกายหรือ recovery ที่เข้มข้นในระดับหน่วยเซลล์กันเลย

ถ้าทำได้ดังนี้...เราอาจจะไม่ได้เป็นนักวิ่งมาราธอนหรือนักไตรกีฬา แต่ก็อึดทนไม่น้อยล่ะครับ
ในขณะที่ร่างกายทรุดโทรมน้อยกว่ามาก
เราอาจจะไม่ได้เป็นนักกล้ามนักเพาะกาย แต่รับรองว่าใครๆเห็นก็ต้องทักล่ะครับ
มวลกล้ามเราจะชัดกว่าคนทั่วไปจนสังเกตเห็นได้
เรื่องความอ้วนนี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องที่เรากำจัดได้ง่ายๆเลย
ไขมันรอบเอวที่ว่าเอาออกยากนี่หายไปหมดกลายเป็น v cut กับ sixpac กันล่ะครับ
และด้วยการปรับพฤติกรรมการกินกับการออกกำลังกายนี่
ยังสามารถป้องกันและรักษามะเร็ง เบาหวาน โรคหลอดเลือดได้อีกด้วย

"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

รายการวิ่งที่ลงมันแค่การชาเล้นท์ตัวเองแหล่ะครับ นี่ก็เหลืออีกไม่กี่รายการที่อยากลงวิ่งด้วย หมดแล้วก็คงวิ่งที่บ้านแบบธรรมดาแหล่ะครับ
อย่างรายการจอมบึง นี่ยังไงๆ ก็ต้องลงวิ่งให้ได้สักครั้ง

มีความคิดจะขยับไปวิ่งเทรลด้วยครับ แต่ยังไม่พร้อมเรื่องการเดินทาง การค้างคืน ตอนนี้แฟนผมเจ็บรองช้ำอยู่ ถ้าหายแล้วว่าจะชวนไปวิ่งงานต่างจังหวัดด้วยกัน
แบบไปเที่ยวไปในตัว ลูกสองคนก็โตพอช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าแฟนผมมันจะเอาด้วยป่าว

ตอนนี้อายุมาก วิ่งทุกวันไม่ได้แบบแต่ก่อนแล่ะ ต้องวันเว้นวัน มื้อเย็นลดน้อยลง
วันก่อนไปตรวจร่างกายมา ผลก็ปรกติทุกอย่าง