• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
04 April 2020, 12:33:01 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข

Started by poj, 07 February 2011, 02:48:37 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic



วันนี้ผมตัดสินใจลด-ละ-เลิกการกินอาหารที่ใช้น้ำตาลทรายปริมาณมากๆมาเป็นส่วนผสมล่ะครับ
มันคือ "คาร์โบไฮเดรตขยะ" นี่ล่ะครับตัวการที่ทำให้เราแก่ลง,อ้วนขึ้น
ถึงผมจะจำกัดการกินแบบ Intermittent Fasting แล้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว
แต่การกินคาร์บขยะเข้าไป มันเท่ากับสร้างภาระให้ร่างกายโดยใช่เหตุ

คาร์บขยะคืออะไร? คืออาหารจำพวกแป้ง,น้ำตาล ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา... น้ำตาลอุตสาหกรรม
รวมถึงข้าวเจ้า (ข้าวที่ขัดสีด้วยแรงงานไพร่ทาสจนมีสีขาว ข้าวที่ชนชั้นปกครอง-ชนชั้นเจ้ากิน ไพร่ทาสกินข้าวไม่ขัดขาว)
เส้นแป้งต่างๆในยุคปัจจุบัน

ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีการผลิตน้ำตาลอุตสาหกรรม ลองจินตนาการถึงการทำทองหยิบทองหยอดฝอยทองสิครับ
น้ำตาลเป็นของหายากราคาแพง เราจะหาน้ำตาลยังไง?  ทั้งวิธีทำที่ยุ่งยากซับซ้อน
ต้องใช้เเรงงานมาก อีกทั้งต้องทำแข่งกับเวลาและสภาพอากาศที่จะทำให้อาหารบูดเสีย
ขนนหวานจึงเป็นของกินในโอกาสพิเศษจริงๆ สามัญชนจะได้กินก็ในงานเทศกาลงานบุญเท่านั้น
การณ์นี้อาจจะพอมีการระดมแรงงานเพื่อทำขนมหรืออาหารพิเศษได้

สามัญชนแค่ได้กินอาหารหลักในแต่ละวันก็ยากอยู่แล้ว
จะมากินขนมหวานหลังอาหารนี่ยากมาก
"กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่" จึงเป็นเช่นนี้เอง

คาร์โบไฮเดรตพวกนี้ระบบย่อยของมนุษย์ไม่รู้จัก
ระบบย่อย,อวัยวะภายในเราวิวัฒนาการไม่ทันต่อผลผลิตจากการปฏิวัติเขียว
ระบบร่างกายเราตื่นตระหนกต่อคาร์บแคลอรี่สูงลิ่วพวกนี้ มันไม่รู้จะรับมือยังไง
และที่สำคัญมันกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินอย่างรุนแรง...แล้วมันไม่ดียังไง?

อันว่า..เมื่อเรากินอะไรเข้าไป เมื่อระบบย่อยทำงาน ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมา
หน้าที่ของอินซูลินคือลำเลียงกลูโคสและสารอาหารผ่านกระเเสเลือดไปยังหน่วยเซลล์
มันสัมพันธ์กับอาหารคาร์โบไฮเดรต คาร์บชนิดไหนปลดปล่อยกลูโคสออกมามาก GI : Gluecose Index สูง
อินซูลินจะหลั่งออกมามาก ผลข้างเคียงคือเมื่ออินซูลินไปที่ไหน เนื้อเยื่อตรงนั้นจะเสื่อมสภาพ
เพราะอินซูลินเอากลูโคสเข้าไปแจกเยอะเกิน จนเนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีภาวะเป็นกรด
ถ้าอินซูลินผ่านหลอดเลือดแล้วไปตกค้างนานๆ
(การอุดตันของหลอดเลือดบางส่วนจากไขมันไม่ดี กลายเป็นภาวะคอขวดในหลอดเลือด)
หลอดเลือดตรงนั้นก็จะเปราะแตกง่าย
ถ้าอินซูลินพากลูโคสไปแช่ที่ลูกตา ก็จะเป็นเบาหวานขึ้นตา

ต่อให้ไม่ป่วยเป็นเบาหวานเลย และอินซูลินมีประโยชน์ในการพาสารอาหารไปให้เซลล์ก็จริงอยู่
แต่อินซูลินที่หลั่งออกมามากเกินไป มันจะทำให้เซลล์รับกลูโคสจนล้นเกินจนเสียหายจากภาวะกรด เราจะแก่ลง

กลูโคสที่ยังคงตกค้างในกระเเสเลือด ปล่อยไว้ไม่ได้การล่ะครับ ระบบร่างกายจะเป็นกรดจัด
ร่างกายจะเเก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเอาไปเก็บเป็นไขมันสะสม เราจะอ้วนฉุ
ชั้นไขมันบังมวลกล้ามจนมองไม่เห็น นั่นล่ะครับ...อ้วนแล้ว

ถ้าจะกินคาร์บ ควรกินแบบที่ระบบร่างกายคุ้นชินตั้งแต่ในยุคโบราณ
แบบที่เรายังมองเห็นสภาพเดิมของมันอยู่ เช่นเผือก มัน ฟักทอง ถั่วธัญพืชที่ไม่ขัดสี น้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ

ไม่ใช่แต่กับคน ที่คาร์บขยะทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล
ในสัตว์ก็เช่นกัน เคยเห็นไหมครับ?
บางคนเลี้ยงน้องหมาน้องแมวจนอ้วนเป็นหมูน่ะ

ถ้าไม่อยากอ้วน ไม่อยากแก่เร็ว...ต้องเลี่ยงคาร์บขยะ!
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

ช่วงนี้เข่าเจ็บ แต่ไม่ได้เจ็บเพราะวิ่งนะ แต่เจ็บเพราะเดือนก่อนกลับไปตีแบด แล้วเข่าพลิกเล็กๆข้างขวา เลยเจ็บยาวมาเป็นเดือน แต่ตอนนี้ดีขึ้นหน่อยแล่ะ ไม่ได้กินยาใดๆ
ได้แต่ทายาเอาครับ กับบริหารเข่าเป็นประจำ ปรับท่าวิ่งที่มักวิ่งลงส้น มาเป็นลงปลายเท้าแบบจริงจัง เริ่มจากค่อยๆช้าๆ ตอนนี้เลยคุ้นเคยกับวิ่งลงปลายเท้าไปแล้ว
ดีเลย คงไม่วิ่งเร็วแล่ะ ค่อยไปดีกว่า แต่เวลาก็ยังถือว่าดี เพราะถึงช้า แต่ก็ยังไม่เลย 8 นาที/กม.

แถมรู้สึกว่า ช่วงนี้ hr. ไม่สูงเหมือนแต่ก่อนเสียด้วย วันก่อนวิ่งช้าๆโซน 2 ไป 10 โล hr. ดีสุดตั้งแต่วิ่งมา คือ เกาะโซน 2 ที่ 99%

เดือนก่อนไปวิ่งงาน บุรีรัมย์มา สมใจอยากไปเลย งานนี้ต้องล็อตโต้ ด้วยนะครับ ใช่ว่าใครๆจะสมัครก็ได้ แต่งานนี้ วิ่งเสร็จ ทำเอาท้อไปเลย
เพราะวิ่งจบ ฮาล์ฟฯ ล่อไปเกือบ 3 ชม. ช้ามากๆ

เหตุหลักๆเลย คือหมดแรงครับ เพราะไม่ได้ไปนอนพักที่ จว. แต่ผมจับรถทัวร์ไปคืนวันเสาร์ คิดว่าได้นอนสักสามสี่ ชม. ก็น่าจะพอ
แต่เอาเข้าจริง มันนอนไม่หลับเลย หลับตา แต่ตื่นในหัวตลอด ไปถึง บรร. ~ตีสาม ก็ต่อ มอไซด์ , สองแถว ไปสนามช้างเซอร์กิต ไปนั่งรอในสนาม

รอดูชุด มาราธอน ปล่อยตัว ตอนนตีสี่ อลังการณ์ นักวิ่งมากๆ ไอ้เราก็ปวดหัว ปวดตาหนึบๆ เพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ถึงตอนเราลงวิ่ง ตอนวิ่งในสนามช้างฯ ที่ระยะเกือบๆ 5 โลได้มั๊ง อาการก็ยังดีอยู่ แต่ไม่เฟิร์มเหมือนทุกครั้ง วิ่งมาแตะที่ ~10 โล แรงเริ่มหมดแล้วครับ
หมดเร็วมากๆ ทั้งๆก็พยายามไม่ได้วิ่งเร็วแล้วด้วย ..ในใจ อยากนั่งสองแถว dnf. ด้วย

แต่อีกความคิด ไหนๆถ่อมาแล้ว มันก็ต้องจบให้ได้สิน่า เลยประคอง วิ่ง+เดินไปจนจบครับ รายการนี้ ตั้งแต่วิ่งออกจากสนามช้างฯ
ตลอดเส้นทางนี่บอกได้คำเดียว มันสุโค่ยมากๆ คือกองเชียร์ครับ กองเชียร์มีตลอดเส้นทาง ถึงจะเหนื่อยยังไงๆ ก็ต้องวิ่งเข้าไปแตะมือ กับกองเชียร์เกือบทุกกองเลยครับ

จากเหนื่อยๆ กลายเป็นยิ้มเหงือกแห้งไปเลย เพราะเพ่แกเลยปิดเมืองวิ่ง ชาวบ้าน เด็ก โรงเรียน สารพัด มาตั้งเชียร์กันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย
สุดยอดมากๆ ตั้งแต่ผมลงงานวิ่งมานี่ งานบุรีรัมย์ นี่สุดยอดความประทับใจเลยครับ


leeteng

 :thumbup: ยังตามเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆนะครับน้า HEX ผมก็ยัง IF อยู่ครับ แต่เวลาก็เริ่มจะแคบลง บางวันกินแค่ทีเดียว
เห็นน้า Hex แชร์เรื่องน้ำตาล คงต้องลดข้าวขาว ลดน้ำตาลแฝงบ้างละครับ  :thumbup:

Hexaphonic

ดีแล้วครับน้าลี้เติ้ง ผมก็ทำ IF แบบไม่ได้เคร่งมาก
เหมือนกับว่าระบบร่างกายมีเมมโมรี่แล้ว มันจำพฤติกรรมการกินแบบ IF ได้แล้ว


เรื่องแป้ง+น้ำตาลอุตสาหกรรมผมก็ไม่ได้เคร่งมากครับ
แค่ให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะกินคืออะไร? พอเรารู้แล้ว เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆลดการกินของพวกนี้ไปเองครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic



28 กพ.61 ผมตัดสินใจทำ IF (Intermittent fasting) เวอร์ชั่น 18/6
ใน 1 วัน งดอาหาร 18 ชั่วโมง ภายใน 18 ชั่วโมงนี้ สิ่งที่เอาเข้าปากได้คือ..ดื่มน้ำเปล่า น้ำแร่ กาแฟดำ
กินอาหารแบบจำกัดเวลา (แต่ไม่ได้จำกัดปริมาณ,กินให้เต็มที่ กินจนจุก)
ภายใน 6 ชั่วโมง จะกินกี่มื้อก็แล้วแต่ ถ้าโหลดอาหารถูกส่วน เต็มที่ก็ไม่เกิน 2 มื้อหรอกครับ
และทำความเข้าใจใหม่กับเรื่องสัดส่วนในการโหลดสารอาหาร
พยายามเพิ่มสัดส่วนโปรตีนธรรมชาติ กินไขมันธรรมชาติบ้าง
เน้นหมู่คาร์บเป็นคาร์บเชิงซ้อน พยายามกินคาร์บแปรรูปให้น้อยที่สุด
อนุญาตตัวเองให้กินขนมหวานได้บ้างนิดหน่อย เพื่อลดความกดดันตัวเอง

อีก 2 เดือนต่อมา ผมเป็นไข้คีโตหนักมาก
ผมไม่ได้กิน ketogenic diet หรอกครับ
แต่คิดว่าร่างกายคงจะ keto adapted : เปิดเซฟไขมันสะสมออกมาเบิร์นให้เป็นสารประกอบคีโตน
ไปเลี้ยงหน่วยเซลล์ต่างๆ...ด้วยการงดอาหาร

เราไม่จำเป็นต้องตัดการกินคาร์บโบไฮเดรต ไม่จำเป็นต้องกินแนว ketogenic diet
ร่างกายก็สามารถเข้าสภาวะ ketosis ได้ ด้วยการควบคุมการกินให้อยู่ในคาบเวลาอันจำกัด
ซึ่งไม่ใช่การอดอาหารหรือกินน้อยๆ...ขอย้ำว่านี่ไม่ใช่การ "อดอาหาร"
ต้องกินให้เต็มที่เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร อันจะทำให้ระบบ metabolism เสียหายในระยะยาว
อิ่มแล้วหยุด ไม่กินจุบจิบ

ผมป่วยหนักอยู่ราวๆ 10 วัน
อาการ keto flu ที่ผมเป็นก็คือ ปวดหัวแบบน่ารำคาญ กลางวันไข้ต่ำ กลางคืนไข้สูงหนาวสั่นสะท้านถึงกระดูก
เป็นแผลพุพองน่ากลัวที่หน้าผากหลายแผล (คงร้อนในมาก) ท้องเสียวันละหลายครั้ง
เบื่ออาหาร กลางดึกเป็นตะคริว จากนั้นอาการค่อยๆทุเลาลงจนหายเป็นปกติ
แต่ยังมีผื่นตามข้อพับบ้างอีก 2-3 เดือนต่อมา หลังจากนั้นก็ไม่มีอาการแบบนั้นแล้วล่ะครับ

ถ้าฝึกร่างกายจน keto adapted หรือ fat adapted ได้แล้ว คนเราจะเกิดอาการไข้คีโตหนัก/เบาต่างกัน
ผมเดาว่าผมป่วยเป็นไข้คีโตหนัก คงเพราะผมเสพติดแป้ง,ติดขนมหวาน
มันคืออาการ "ถอนพิษคาร์บ" กระมัง
ใครผ่าน keto flu แล้ว ร่างกายจะใช้ไขมันสะสมได้คล่องแคล่ว
จากที่ระบบ metabolism เคยเป็น sugar burner ใช้พลังงานจากน้ำตาลเป็นหลัก ใช้ไขมันไม่ค่อยเป็น
กลายเป็น hybrid burner ใช้เป็นทั้งไขมัน(fat burner)+น้ำตาล(sugar burner)  แล้วแต่สถานการณ์เฉพาะหน้า
เรียกว่าร่างกายมี metabolic flexibility
ซึ่งจริงๆมนุษย์เรามีสภาวะนี้อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้เราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตผิดๆจนร่างกายลืมกระบวนการนี้ไป
ทีนี้ก็จะอ้วนลงพุง ภูมิชีวิตต่ำ ป่วยง่าย พอร่างกายรับไม่ไหว ก็จะป่วยเป็นโรคเชิงพฤติกรรมล่ะครับ (NCDs)

ผมก็ทำมาเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับเคร่งมาก ค่อยๆทำไปเรื่อยๆเพราะคิดว่ามาถูกทางแล้ว ไม่ต้องรีบ
เน้นปรับความเข้าใจ ศึกษาเพิ่มเข้าไปทีละนิดละหน่อย
เพื่อไม่ให้ตัวเองไปติดอยู่ในกับดักต่างๆระหว่างทาง

ผ่านไป 2 ปี ตอนนี้เหมือนได้ชีวิตใหม่
"พุงล่าง : visceral fat : เข็มขัดเทพเจ้า" ที่ว่าลีนออกได้ยากเย็นแสนเข็ญ
มันเคยอยู่กับผมมานานเป็น 10 ปี ผมเริ่มตัวตันๆตอนอายุ 40 ตอนนี้หายหมดล่ะครับ
มีร่อง 11 มี v cut เห็นเงาซิกแพคลางๆ
ก่อนปีใหม่ ผมไปตรวจร่างกายแบบละเอียดที่ไม่ได้ตรวจแบบนี้มา 10 ปีแล้ว เพราะกลัว
ผลออกมาปกติดีทุกอย่าง ผลบางอย่างดีมาก จนหมอเรียกไปถามว่าผมทำตัวยังไง?

โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายอะไรเลย
 ไม่มีการอดอาหารแบบทรมาน
ไม่ต้องบ้าวิ่งจ๊อกกิ้งให้ลำบากเหมือนแต่ก่อนที่กินผิด นอนผิด ไปวิ่ง "ยิ่งวิ่งยิ่งอ้วน"
ไม่เคยไปยิมเลยด้วย เพราะไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น แต่มักมีคนถามผมตลอดว่า "เล่นเวทที่ยิมไหน?" 555
ผมแค่ออกกำลังกายกะจ๊อกกะแจ๊ก นิดๆหน่อยๆเท่านั้น

พฤติกรรมการกิน+การนอน(เพื่อสร้างกระบวนการ Autophagy) = 80%
ออกกำลังกาย (ที่เน้นสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่เน้นสถิติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ) = 20%

สำหรับตัวเอง ถือว่ามาไกลมากเลย เมื่อมองจากวันนั้น
ไม่ใช่ว่ามีซิกแพคชัดเป็นลอนอะไรอย่างนั้น
แต่ผมจะเน้นที่ความเข้าใจเชิงลึกของระบบร่างกายมากกว่า
"คุณหลอกดาว" :sad2:

leeteng


Hexaphonic

Quote from: leeteng on 02  March  2020, 02:59:05 amแจ่มเลยครับ

จริงๆครับ แจ่มแมวฝุดๆ

ผมเริ่มทำ IF ตอนอายุ 49 ผ่านไปได้ไม่กี่เดือน เหมือนได้ร่างกายใหม่เลยล่ะครับ
ก่อนหน้านั้นผมวิ่งเฉลี่ยสัปดาห์ละ 5-60 กม. ไม่มีใครมาทักมาถาม
ถ้าผมไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก นอกจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน
ก็ผมไม่ได้เขียนแปะหน้าผากไว้นี่ครับ

แต่หลังจากทำ IF ไปได้แค่ 2-3 เดือน ผมต้องตอบคำถาม..."ไปทำอะไรมาเนี่ย?"
ตอบคำถามแทบทุกวัน บางวันมีคนถาม 2-3 คน

ข้อสังเกตกับคนที่ทำ keto adapted เป็นแล้ว หรือคนที่เข้า/ออกสภาวะ ketosis ได้คล่องแคล่ว
คือ สามารถทิ้งช่วงการกินได้นานข้ามวันโดยไม่รู้สึกหิวโซ และยังสามารถทำงานหรือออกกำลังกายได้อีกด้วย
บางทีลมหายใจจะมีกลิ่นคล้ายน้ำยาล้างเล็บ Acetone ซึ่งน้ำยาล้างเล็บก็คือสารประกอบอะซีโตนชนิดหนึ่งนั่นเอง
บางทีลมหายใจหรือปัสสาวะอาจจะมีกลิ่นคล้ายน้ำผลไม้หมัก
บางทีรู้สึกหวานเหมือนกินน้ำหวาน
"คอหวาน" มันคืออาการระหว่างทางที่สารประกอบคีโตนจากการเบิร์นไขมันสะสมในร่างกายวิ่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง
อารมณ์ดี บางคนจะ "ดีด" เป็นพิเศษ ไม่มีอาการวูบหรือเพลียคล้ายจะเป็นลม
คนที่ keto adapted เป็นแล้ว มักจะไม่มีไขมันส่วนเกิน
พุงล่าง ห่วงยางรอบเอว ต้นแขนต้นขา จะกระชับเข้ารูป เริ่มมีมวลกล้ามชัดเจนขึ้น
จุดสังเกตอีกอย่างคือใบหน้าและลำคอ จะดูไม่บวมฉุ
ใบหน้าลำคอจะมีแต่ที่เป็นเนื้อล้วนๆไม่ค่อยมีไขมัน หน้าจะเรียวเล็กลง
แก้มยุ้ยๆ,เหนียงใต้คางและลำคอ,หนอกที่ท้ายทอย จะหายไป
อีกอย่างคือนอนหลับง่ายไม่กระสับกระส่าย แม้จะอยู่ในสภาวะท้องว่างหลายชั่วโมง


คนที่ยังไม่ keto adapted ถ้าถึงเวลาไม่ได้กิน
จะมีอาการของน้ำตาลในเลือดตก
ขณะนั้นไม่มีกลูโคสเพียงพอไปเลี้ยงสมอง และยังไม่มีสารประกอบคีโตนไปเลี้ยงสมองเช่นกัน
อาการสถานเบาก็จะหงุดหงิดง่าย โมโหง่าย มือไม้สั่น
อาการสถานหนักคือ "วูบ" หรือเป็นลมไปเลย เพราะสมองขาดสารอาหาร ระบบร่างกาย shutdown ชั่วคราว

ช่วงเเรกที่ผมทำ IF แล้วยังไม่ keto adapted ก็เป็นครับ หงุดหงิดง่ายขี้โมโห
หลังออกกำลังกายเบาๆ รู้สึกโลกหมุน เดินแกว่งๆ
มือสั่นพับๆๆๆ ตอนเทกับข้าวใส่ชามนี้หกประจำ

"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

อิหย่ะ จิตใจเข้มแข็งมากๆที่ทำได้

ช่วงนี้ผมกลับมาตีแบดมากขึ้นเหมือนแต่ก่อน วิ่งน้อยลง ตกครั้งละ ครึ่ง ชม. พอ เลิกวิ่งยาวแล่ว แต่ไม่เคยอดอาหาร
เพียงแต่กินในมื้ออาหารไม่มาก ก็โอเคร นน.ไม่เพิ่ม

Hexaphonic

Quote from: vichien on 09  March  2020, 09:26:35 pmอิหย่ะ จิตใจเข้มแข็งมากๆที่ทำได้

ช่วงนี้ผมกลับมาตีแบดมากขึ้นเหมือนแต่ก่อน วิ่งน้อยลง ตกครั้งละ ครึ่ง ชม. พอ เลิกวิ่งยาวแล่ว แต่ไม่เคยอดอาหาร
เพียงแต่กินในมื้ออาหารไม่มาก ก็โอเคร นน.ไม่เพิ่ม

เฮียไม่ได้ทำ IF หรือคนที่ยังไม่เข้า/ออกคีโตซีสได้คล่อง อาจจะดูว่าพวกผมจิตใจเข้มแข็ง
มันจริงเฉพาะตอนตัดสินใจทำเท่านั้นล่ะครับ คือเราจะคิดว่าเราไม่ใช่พระ
เป็นฆราวาสต้องทำงานหนักกว่าพระ มีสิ่งเร้ากิเลสกระตุ้นอะไรงี้ ไม่น่าจะกินน้อยมื้อได้

แต่ถึงต่อให้อยู่ในผ้าเหลือง เป็นพระก็อ้วนเยอะเเยะ คือท่านอยู่ในศีลวิกาละโภชนาวิรัติก็จริง
แต่ไปดื่มน้ำหวานน้ำอัดลมหลังเพล อันนี้จบเลยครับ
คือเท่ากับว่าท่านฉันอาหารไปแล้วในทางกระบวนการชีวเคมีเมตาโบลิซึ่ม
เพราะไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อจัดการกับน้ำหวานที่ท่านฉันเข้าไป
เพื่อให้แน่ในว่าไม่ผิดศีล หลังเพล ฉันหรือดื่มได้เฉพาะที่แน่ใจว่าไม่มีแคลอรี่จริงๆ
น้ำเปล่า น้ำแร่ โซดา ดื่มได้ และควรดื่มน้ำให้พอ ส่วน กาแฟดำเพียวๆ น้ำชาเพียวๆ ก็ดื่มได้
 (มีแคลลอรี่น้อยมากจนไม่กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน)

แต่ถ้ากินอาหารในมื้อให้มากพอ และให้ถูกสัดส่วน
กินเนื้อ+ไข่ ให้ได้รวมๆกัน 2-300 กรัม แล้วเสริมด้วยอื่นๆจนอิ่มเต็มที่
สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นไปได้ที่เราจะกินน้อยมื้อลง
แต่ไม่ได้กินปริมาณรวมต่อวันน้อยลงนะ กลับกินได้มากกว่าคนทั่วไป
เพราะระบบย่อยแข็งแรงกว่าไม่ทำงานพร่ำเพรื่อ
และทำได้ทุกคนที่อยู่สภาพแวดล้อมที่มีสิ่งล่อใจนี่แหละ ไม่ต้องเป็นพระหรอก
คนที่กินถึงทั้งแคลทั้งสารอาหาร สมองจะไม่สั่งให้กินพร่ำเพรื่อ
คนที่หิวบ่อยคือคนที่กินถึงแค่ระดับแคล แต่กินไม่ถึงสารอาหาร
สมองจึงสั่งให้กินอีก แต่มันไม่ได้บอกว่าต้องกินอะไรยังไง เราก็ไปวนลูปกินตามใจปาก
ซึ่งมักจะเป็นพวกคาร์บแปรรูป น้ำตาลแปรรูป ก็วนลูปกินไปจนอ้วนล่ะครับ

ผมคิดว่า ถ้าเอารูปถ่ายอาหารที่ผมกินไปแล้วในแต่ละมื้อแต่ละวัน ตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้วมารวมๆกัน เทียบกับคนทั่วไป
ผมว่าผมกินมากกว่าคนทั่วไปที่กิน 3 มื้อแน่นอน ผมต่อให้เค้าน้ำหนักตัวมากกว่าผม 10 กก.เลยเอ้า
"คุณหลอกดาว" :sad2: