• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
23 September 2019, 12:46:27 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สุขภาพแข็งแรง ชีวีเป็นสุข

Started by poj, 07 February 2011, 02:48:37 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

outto

ยังชอบวิ่งอยู่เหมือนกันครับ แต่ไม่ค่อยได้วิ่งเลย
ผมมีเพื่อนที่ทำงานอยู่คนนึง เคยวิ่งด้วยกันนานมาแล้ว
แต่ตอนนี้วิ่งตามไม่ทันแล้วเพราะเพื่อนวิ่ง 100k ไปแล้ว

ผมว่าเขาเขียนบล็อกอ่านสนุกดีนะครับ เอาลิ๊งค์มาฝากครับ
http://runningjohn.blogspot.com/

dht_tubes

วิ่งในกทม.อาจจะไม่ต้องรอเข่าเสื่อมแล้วนั่งรถเข็นครับ

อาจเกิดอุบัติเหตุบนถนนซะก่อน ถ้าเลือกที่วิ่งไม่ถูก
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

Hexaphonic





ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา จัดไปอีก 10 กม.

ผมไม่วิ่งแนว City Run ครับ ถนนเมืองไทยอันตรายเกินไป
สารพัดยวดยานพาหนะเอย สุนัขของชาวบ้านเอย สุนัขจรจัดเอย สภาพทางเดินทางเท้าเอย ฯลฯ

ถ้าไม่วิ่งในสวนสำหรับออกกำลังกาย ก็จะวิ่งในสนามกีฬา ถึงมันจะน่าเบื่อ แต่ผมจำเป็นต้องเซฟตัวเองครับ
2-3เดือนหลังๆมานี่ผมวิ่งในสนามกีฬา วิ่งบนลู่ Synthetic Running Track กับรองเท้าที่ช่วยซับแรงกระแทก
ก็เซฟตัวเองได้ดีทีเดียว คือหลังจากวิ่งแล้วก็ปกติดี ไม่รู้สึกเจ็บล้าแต่อย่างใด

มีนักวิ่งหลายๆคนตระเวนวิ่งรอบโลก เที่ยวด้วยวิ่งจ๊อกกิ้งไปด้วย แล้วมาบันทึกในบล็อก ดูแล้วก็สนุกดี
ไปส่องเฟซคุณเอ๊าท์ วิ่งฟูลมาราธอนด้วยหรือครับ?

ผมว่าพอสภาพร่างกายอยู่ตัวแล้ว ถ้าได้วิ่งในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10'C สัก1-2ชม. มันฟินมากๆเลยล่ะครับ
ผมเคยมีโอกาสวิ่งในสภาพอากาศแบบนั้น รู้สึกว่าไม่ค่อยเหนื่อย ยิ่งเร่งยิ่งมันส์ สนุกดี

พอได้ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างนี้ สัปดาห์ละ 3-4 วัน
ผมรู้สึกว่าระบบทางเดินหายใจแข็งแรงขึ้นมาก ไม่มีพวกน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจเลย
และไม่ว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงยังไง หรือออกไปตรากตรำกรำแดดกรำฝน หรืออยู่สัมผัสใกล้ชิดคนเป็นไข้หวัด
ร่างกายก็ยังคงเป็นปกติ หรือถ้าเป็นไข้ก็ฟื้นตัวเร็วมาก แทบจะไม่ต้องกินยาเลย


"คุณหลอกดาว" :sad2:

outto

Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 06:12:38 am
ไปส่องเฟซคุณเอ๊าท์ วิ่งฟูลมาราธอนด้วยหรือครับ?


เคยวิ่งมาราธอนสองครั้งก่อนมีลูกครับ หลังจากนั้นก็มีข้ออ้างเต็มไปหมด 555
น้ำหนักตอนนั้นกับตอนนี้นี่ต่างกันเกือนสิบกิโลได้ รู้สึกแย่เหมือนกัน

ผมเลิกบุหรี่หลังจากติดมาสิบกว่าปีก็เพราะว่าหันมาวิ่งด้วยครับ กลับไปตรังครั้งล่าสุดก็ได้ไปเดินกับพ่อที่ในสนามกีฬาตอนเช้าๆ หลายวัน มีคนมาวิ่งมากเหมือนกันครับ

ไม่รู้บ้านเรามีพวก ultra marathon หรือเปล่านะครับ แถวนี้อาจเป็นเพราะวิ่งมาราธอนเริ่มธรรมดาไปแล้ว พวกชอบวิ่งก็ขยับขึ้นไปอีกขั้นนีง

Hexaphonic



เรื่องสาร Endorphin จากการออกกำลังกายเนี่ย ผมเชื่อจริงๆนะว่านี่แหละที่ทำให้เลิกสิ่งเสพติดได้
การติดบุหรี่ที่ว่าเลิกยากๆ ถ้าใครได้ออกกำลังกายแบบ Aerobics หรือ Enduro Sport เป็นประจำ จะเลิกบุหรี่ไปเอง
เลือกชนิดกีฬาที่ชอบ แบบที่ต้องหายใจลึกๆนานๆเช่น จักรยานทางไกล ไตรกีฬา โยคะ เพาะกาย ว่ายน้ำ jogging trekking
หรือผสมผสานกันได้ก็ยิ่งดี

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



เห็นข่าวในวงการวิ่ง ที่เมืองไทยมีจัดวิ่งแบบท้าทายขีดจำกัดร่างกายกันบ้างแล้วล่ะครับ
กลุ่มเป้าหมายคือพวก Marathoners นั่นแหละครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

กับแนวคิดของการแพทย์แผนตะวันออก(อินเดีย จีน ไทย..)
ที่มองร่างกายแบบองค์รวมทั้งหมด และมักจะมีคำว่า "ลมปราณ เลือดลม"
สำหรับแนวคิดการแพทย์แผนตะวันออก
"คนป่วย" คือคนที่ลมปราณหรือเลือดลมติดขัดนั่นเอง
แนวคิดแบบองค์รวมทางตะวันออกนี้ ผมว่าอธิบายการเจ็บป่วยต่างๆได้ดีเลยล่ะ


เลือด = Hemoglobin หรือเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำสารอาหารกับ Oxygen ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ
ลม,ปราณ = ธาตุ Oxygen ที่เซลล์ในร่างกายใช้ในกระบวนการสันดาปสารอาหารไปเป็นพลังงาน
เลือด-ลม เดินทางไปโดยอาศัยเม็ดเลือดแดง ซึ่งเม็ดเลือดแดงต้องอาศัยเส้นเลือดฝอยเพื่อเดินทางไปสู่เซลล์อีกที

กระบวนการชีวิตก็คือการ"สันดาป"นั่นเอง ถ้าการสันดาปไม่สมบูรณ์ร่างกายก็จะค่อยๆเสื่อมด้อยถอยลง
ผมคิดว่าการรักษาสุขภาพหลักๆคือการที่เราจะต้องพยายามทำให้ส่วนต่างๆในร่างกายเหล่านี้ ทำงานได้สมบูรณ์
1.ไขกระดูก ต้นธารชีวิต โรงงานผลิตเม็ดเลือดแดง,เม็ดเลือดขาว
2.เส้นเลือดฝอย ทางเดินของเม็ดเลือด
(เส้นเลือดฝอยสำคัญมากๆๆๆ ความเสื่อมของเส้นเลือดฝอยจะทำให้อวัยวะภายในเสื่อมตามไปด้วย)
3.ปอดและระบบทางเดินหายใจ
4.ต่อมไร้ท่อ
5.ระบบขับถ่าย ต้องไม่ให้มีของเสียถูก Osmosis ย้อนกลับเข้าไปในกระแสเลือด



ถามว่า "อะไรคือการยิงปืนนัดเดียวได้นก 5 ตัว?"
ตอนนี้เท่าที่ทดลองด้วยตัวเอง ผมยังไม่เห็นว่าจะมีหนทางอื่น
นอกจากใช้วิธีแกล้งตัวเองด้วยการออกกำลังกายต่อเนื่องแบบ Aerobics เป็นประจำนี่แหละ
ยาโป๊วยาบำรุงทั้งหลาย ล้วนเป็นวิธีปลายเหตุทั้งนั้น
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 02:01:10 pm

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



คนติดบุหรี่ไม่ใช่ติดที่รสชาตินะครับ

สมมติอยู่ในที่ไม่มีทางเลือก คนติดกรุงทองก็หันมาสูบพระจันทร์ได้
ตอนที่ไมลด์เซเว่นเข้ามาขาย คนก็งงว่าจืดอย่างนั้น จะมีใครดูด สุดท้ายก็ขายเอา ขายเอา

รสชาติของบุหรี่ จริงๆ แล้วอยู่ที่บรรยากาศครับ
ตอนง่วงจัดๆ ไม่มีใครแลกการนอนกับบุหรี่หรอก.....ฮา
ส่วนหลังมีเซ็กส์ เอาเซ็กส์มาแลกบุหรี่ น้อยคนจะยอม.....ฮา ฮา ฮา

Hexaphonic

Quote from: pee on 29  April  2015, 09:16:52 pm
Quote from: Hexaphonic on 25  April  2015, 02:01:10 pm

สาร Endorphin ที่ร่างกายหลั่งออกมา มันจะทำให้รสชาติของ Nicotine ในบุหรี่จืดชืดไปเลย
ถ้ามันจืดไม่อร่อย แล้วจะสูบไปทำไม?  -_-



คนติดบุหรี่ไม่ใช่ติดที่รสชาตินะครับ

สมมติอยู่ในที่ไม่มีทางเลือก คนติดกรุงทองก็หันมาสูบพระจันทร์ได้
ตอนที่ไมลด์เซเว่นเข้ามาขาย คนก็งงว่าจืดอย่างนั้น จะมีใครดูด สุดท้ายก็ขายเอา ขายเอา

รสชาติของบุหรี่ จริงๆ แล้วอยู่ที่บรรยากาศครับ
ตอนง่วงจัดๆ ไม่มีใครแลกการนอนกับบุหรี่หรอก.....ฮา
ส่วนหลังมีเซ็กส์ เอาเซ็กส์มาแลกบุหรี่ น้อยคนจะยอม.....ฮา ฮา ฮา




อูยส์..นึกแล้วอยากลองภาคปฏิบัติบ้างจุง

ผมชอบดูนักสูบขณะอัดบุหรี่เข้าเต็มปอด เหลือบไปเห็นทีไร รู้สึกว่ามันสยิวกิ้วมว๊ากๆ



ข้อสังเกตเรื่องการออกกำลังกวย....เอ๊ย!...ออกกำลังกาย

1.สังคมไทยกำลังเผชิญกับโครงสร้างประชากรสูงอายุ การที่คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง
ไม่ป่วยเป็นโรคมีอันจะกิน(อย่างที่ไม่สมควรจะป่วย) จะช่วยสังคมโดยรวมได้มาก
มันคือต้นทุนของรัฐอย่างหนึ่ง และที่สำคัญตัวเองจะไม่เป็นภาระกับใครๆ

2.หากมองในมุมของชนชั้น การออกกำลังกายหรือมี six packs มันคือจริตของชนชั้นระดับกลางขึ้นไป
ส่วนพวกชนชั้นกรรมาชีพ หรือคนยากคนจนปากกัดตีนถีบ พวกเขาคงไม่คิดถึงการออกกำลังกายหรอก
ลำพังจะกินแต่ละวันยังไม่ค่อยจะพอเลย ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก

3.แม้แต่การออกกำลังกายที่ว่าประหยัดที่สุด อย่างการจ๊อกกิ้ง มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องของความประหยัด
การออกกำลังกายทุกอย่างแม้แต่วิธีที่ประหยัดที่สุด มันคือความแพงที่ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผมว่าต้นทุนของการออกกำลังกายมันไปขึ้นอยู่กับเรื่องของ"เวลา"ด้วย
คือนอกจากคุณจะต้องมีรายได้ในระดับหนึ่งที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนแล้ว
คุณต้องมีเวลาว่างในแต่ละรอบของสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ คุณจึงจะไปออกกำลังกายได้

4.เมื่อมีอันจะกินแล้ว มีเวลาว่างแล้ว ยังมีเรื่องของทัศนคติของการใช้ชีวิตอีกด้วย นี่ก็เป็นต้นทุนอีกอย่างหนึ่ง

5.สำหรับชนชั้นปากกัดตีนถีบ หรือชนชั้นที่มีฐานะดีขึ้นมา หากคิดว่า..
"ควรจะรอให้ฐานะดีกว่านี้..รอให้มีเวลาว่างกว่านี้ค่อยออกกำลังกาย"?
ถ้าคิดแบบนี้ก็ผิดอีก เพราะร่างกายคนเราเดินไปสู่ความเสื่อมทุกวันๆ ทุกอย่างมันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ
ความประหยัดกระเหม็ดกระแหม่พอถึงจุดนึงมันจะกลายเป็นความฟุ่มเฟือยในด้านกลับ
เราคิดว่าไม่ออกกำลังกายเพราะมันเสียเวลา หรือคิดว่าเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
แต่แน่ใจหรือครับว่าอะไรสำคัญที่สุด? ในอนาคตอาจจะเสียค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขมากมายก็เป็นได้

6.รัฐที่ดี ก็คือรัฐที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแรง หน้าที่ของรัฐก็คือเป็นตัวช่วยให้ปัจเจกบุคคลมีสุขภาพแข็งแรง
รัฐที่ดีควรออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต สร้างสวนสาธารณะหรือสถานที่สันทนาการในสัดส่วนที่เพียงพอต่อประชากร ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนดิ้นรนกันเอง หน้าที่อีกอันหนึ่งของรัฐที่ดีคือหดช่องว่างระหว่างชนชั้นให้เหลือน้อยที่สุด แล้วมันจะส่งผลดีต่อรัฐเอง ทำให้รัฐนั้นๆแข็งแรงในที่สุด

7.หากถือว่า "เวลา" เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง หากเราคิดว่าเวลาที่หมดไปในแต่ละวันมันมีมูลค่าในตัวเอง
การที่รัฐสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ดีมีประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนมีเวลาว่างพอที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ
(ไม่ใช่วันๆหมดไปกับการเดินทางอันยาวนาน) ประชาชนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic



Harriette Thompson 92 ปี สองเดือน ทำสถิติหญิงสูงวัยสุดในโลกที่เข้าเส้นชัยมาราธอนในเวลา 7 ชม. 24 นาที!


คุณยายซึ่งมีหลานสิบคนแล้วยังเป็นเจ้าของสถิติโลกในรุ่นอายุ 90 ขึ้นไปด้วย (ปีที่แล้วคุณยายทำได้ 7 ชม. 7 นาที)
ไม่ใช่แค่นั้น คุณยายยังผ่านมะเร็งมาแล้วสามรอบ ครอบครัวตายเพราะมะเร็งหมดทุกคน
สามี พี่น้อง พ่อแม่ "ทุกคนในครอบครัวดิฉันตายเพราะมะเร็งหมด มันคงเป็นเพราะยีนของเรา" คุณยายบอก
เหตุผลที่ทำให้เริ่มวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกตอนอายุ 76 ปี (ก่อนหน้านั้นไม่เคยวิ่งมาราธอนเลย) คือ หายจากมะเร็ง
เห็นเพื่อนที่โบสถ์วิ่งมาราธอนระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง คุณยายเลยคิดในใจว่า "เอ๊ะ เขาทำได้ เลยอยากทำบ้าง"


18 ปีที่ผ่านมา คุณยายแฮเรียตเข้าเส้นชัยมาราธอนรายการ Rock 'n' Roll Marathon ที่ San Diego มาแล้ว 16 ครั้ง
ขาดไปปีแรกกับปี 2013 เพราะรักษามะเร็งอยู่ ระดมทุนให้มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
และต่อมน้ำเหลืองกว่าแสนเหรียญแล้ว คุณยายเข้าร่วมเฉพาะมาราธอนรายการนี้รายการเดียว
เพราะไม่ได้ลงเพราะต้องการ "แข่ง" กับใคร แต่อยากทำบุญช่วยเหลือคนอื่น
ช่วงที่ลงแข่งหลายปีต้องปิดปลาสเตอร์บนขา พันผ้ารอบขา (แบบในรูป)
เพราะหายจากมะเร็งปาก ก็เป็นมะเร็งผิวหนังต่อ ต้องฉายแสงทำคีโม ถูกเลาะฟันบนออกทั้งแผงมาแล้ว
คุณยายเข้าเส้นชัยพร้อมลูกชายวัย 56 ปี ซึ่งคอยส่งข้าวส่งน้ำ ถ่ายรูป เป็นกำลังใจให้
ปีนี้ระหว่างไมล์ที่ 21 เห็นเนินเป็น "ภูเขา" ทำท่าจะหมดแรงซะก่อน ช่วงแรงหมดแบบนี้


คุณยายบอกนึกถึงเปียโนคลาสสิกที่เล่นเพราะคุณยายเป็นนักเปียโนอาชีพมาก่อน
เคยแสดงที่คาร์เนกี้ฮอล์มาสามรอบแล้วด้วย คุณยายบอกพอแรงจะหมด
เกิดนิมิต "Chopin etudes" กระหึ่มขึ้นมาในใจเลย (etudes เป็นท่อนเปียโนสั้น ๆ ที่มักจะยากและเร็ว)
"ดิฉันมักคิดถึงท่อนที่มันยากและเร็วมากขึ้นมาทันที มันกระตุ้นให้ดิฉันวิ่งเร็วขึ้นนิดหนึ่ง ช่วยฆ่าเวลาไปได้มาก "
"I usually think of, the ones that are technically difficult, because usually they're pretty fast,
and it stimulates me to go a little faster, and also helps pass the time," คุณยายบอก.


http://www.charlotteobserver.com/news/local/article22191603.html


                                                                                               เครดิตจากเพจ Pipop


นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการวิ่งไม่ได้ทำอันตรายต่อหัวเข่าอย่างที่หลายๆคนคิด
(รวมถึงตัวผมด้วย ผมก็คิดแบบนี้ตลอดมา จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้..)
การวิ่งระยะไกลโดยไม่บาดเจ็บมันเป็นไปได้ แต่ต้องภายใต้เงื่อนไข...
"ฝึกซ้อมวิ่งอย่างถูกวิธี+อุปกรณ์ป้องกันในระดับหนึ่ง"

ส่วนตัวผมเองคิดว่าด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอย่างเมืองไทยเนี่ย
การออกกำลังกายติดๆกันหลายๆชั่วโมงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโทษมากกว่าประโยชน์
ร่างกายจะระบายความร้อนออกไปไม่ได้ ถูกบล็อกหมดทุกทาง
ผมว่าเต็มที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็มากเกินพอแล้ว 1 ชั่วโมงกำลังพอดี
ถ้าอุณหภูมิแวดล้อมเกินกว่า20'c ผมไม่กล้าออกกำลังนานๆหรอก กลัวตายครับ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

ผมว่ามันจะต้องมีขบวนการบางอย่างหลังจากการออกกำลังกายแบบอึดทนแน่ๆเลย
ขณะที่เหนื่อยสุดๆมันอาจจะเกิดกลไกของธรรมชาติที่สั่งการให้ร่างกายหลั่งสารบางอย่างออกมาในเวลาวิกฤติ
คืออาจจะต้องเหนื่อยในระดับนึง..คือเหนื่อยจนถึงระดับที่ไปกระตุ้นไขกระดูกนั่นแหละ มันจึงจะเกิดกลไกนี้


#ผมกำลังคิดว่า "ไอ้สารที่ว่านี่อาจจะเป็นยาวิเศษซ่อมร่างกายแบบครอบจักรวาล"!


ถ้าเป็นอย่างที่ว่านะ.. ในเมื่อชีวิตปกติสมัยนี้มันเป็นเรื่องยากที่เราจะเหนื่อยในระดับวิกฤติ
นั่นคือเราก็สร้างสภาวะอันนี้ขึ้นมาเองซะเลยสิ! ด้วยการออกกำลังกายแบบอึดทนเป็นประจำนี่ล่ะ

คือเมื่อออกกำลังกายไปถึงจุดที่ตัวเองคิดว่า "เหนื่อยพอแล้ว" อันนั้นอย่าเพิ่งหยุดนะครับ
ให้เพิ่มไปอีก 20-30% สภาวะในห้วงเวลานี้แหละ ที่ผมว่าอาจจะเกิดกลไกที่ว่านี้



สำหรับส่วนตัวผม
เพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรร ตีว่าตัวเลขกลมๆภายในกรอบเวลา 60 นาที
ที่ผมออกกำลังแล้วรู้สึกเหนื่อยคือ 45 นาที ผมจะพยายามออกกำลังเพิ่มไปอีก 15 นาที
นั่นคือผมใช้เวลาไป 45 นาทีเพื่อสร้างสภาวะ 15 นาทีนี้ขึ้นมา!
และผมคิดว่า ผมควรจะสร้างไอ้สภาวะ 15 นาทีเนี่ย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จึงจะดีต่อร่างกาย




"ยาอายุวัฒนะ" ที่มนุษย์ใฝ่หามาตลอดประวัติศาสตร์
อาจจะไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย
มันอยู่ที่นั่นเสมอมา



เอ่มม...ที่ผมว่ามาทั้งหมดมันคือ "มโน" ล้วนๆ
ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับหรอกครับ  :D
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Karin Preeda

คุณ Hexa ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วครับ ค่อยๆเพิ่มไปก็ชินเอง  :thumbup:

pee

ตามทฤษฎี ร่างกายมนุษย์มีศักยภาพที่จะอยู่ได้ถึง 200 กว่าปี
แต่เราใช้มันผิดจนเหลือแค่ 70-80 ปี

:scholar:

outto

อ่านพี่Hexaเขียนแล้วนึกถึงสองอย่าง อันแรกคือเอโรบิกกับเอนาโรบิก  มั่วไม่ออกเอาลิงค์ให้พี่อ่านดีกว่า
http://runnersconnect.net/running-training-articles/aerobic-vs-anaerobic-training/

อีกอันนึงที่ผมมั่วเอาเอง คือคนฐานะดีทั่วๆไปในโลกตะวันตกมักจะผอม คนฐานะแย่หน่อยจะออกอ้วนเพราะอาหารขยะกะขาดการออกกำลังกาย  คล้ายๆกับที่พี่เขียนถึงหลายข้อข้างบนครับ

Hexaphonic

อ่าฮ่า! อย่าให้กล้ามเนื้อผลิต byproduct...lactate ขึ้นมา
คือต้องพยายามหายใจเอาออกซิเจนให้เข้าไปในกระบวนการทำงานให้เยอะๆ อย่างสม่ำเสมอ

ผมสังเกตดูตัวเองขณะวิ่ง เมื่อไหร่ที่หายใจสั้น หรือใจลอย สักพักจะเริ่มเจ็บตรงนั้นขัดยอกตรงนี้
แต่พอกลับมาหายใจเข้า-ออกลึกๆเป็น loop วิ่งไปอีกหน่อยมันจะหายเจ็บเอง แปลกดี
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

วาวๆๆๆ มีกระทู้นี้ด้วยหรือเนี่ย
ผมก็คนนึงหล่ะ ที่มีข้ออ้างตลอด ความที่เคยวิ่ง หรือออกกำลังกายมาตลอด แต่พอหยุดไปสักพัก แล้วขี้เกียจสุดๆ นี่ก็ไม่ได้เสียเหงื่อมาเดือนกว่าแล้ว
แบดก็โดดขี้เกียจไปเล่น วิ่งก็หยุดสนิท ว่าจะเริ่มใหม่ ก้ผลัดมาหลายแล่ะ

แต่อยากจะบอกเหมือนที่คุณ hexa ว่าไว้เหมือนกัน ผมวิ่งมานาน ตั้งแต่เยาวชน ก้ยังไม่มีอาการปวดหัวเข่าเลยนะครับ
กระโดดตบแบด ก็ไม่เคยปวด อาจเป็นเพราะมีเบสิกที่ดีพอ จังหวะลงพื้นเลยไม่กระแทกนัก

อาทิตย์นี้หรืออาทิตย์หน้า ว่าจะเริ่มวิ่งแล่ะ เสียชื่อหมด (ผม)

pee

บางทีเรื่องวิ่งแล้วมีปัญหา
อาจจะเป็นลูกไม้หลอกขายรองเท้าวิ่งก็เป็นได้

ผมได้ยินเรื่องนี้มาพร้อมๆ กับเห็นเก้าอี้ทรงใหม่
นัยว่าเรานั่งเก้าอี้ผิดมาเป็นร้อยปี

ต้องนั่งแบบนี้


.


.



.
แต่ผู้หญิงคงใช้แบบนี้ไม่ได้


เอ๊ะ หรือว่าได้

:rof:


Hexaphonic

"...การเปลี่ยนแปลงความหมายและการให้ความสำคัญแก่ร่างกายมากขึ้น ปรากฏอย่างชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้นในสังคมไทยราวต้นทศวรรษ ๒๕๔๐ เพราะการขยายตัวของอุตสาหกรรมภาคบริการต่างๆ ได้ทำให้ผู้คนเล็งเห็นว่าร่างกายเป็น "ทุน" ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในชั้นต้นความพอดีของสัดส่วนร่างกายทำให้เกิดโอกาสในการทำมาหากินหรือการประกอบธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ในชั้นต่อมา ความพอเหมาะหรือความสมส่วนก็กลายเป็นการวัดระดับของ "ชนชั้น" ว่าเป็นผู้มีการลงทุนในร่างกายได้มากหรือไม่ ชั้นที่ลึกที่สุดแล้ว ความสำนึกเชิงปัจเจกชนที่เข้มข้นมากขึ้นทำให้ผู้คนรู้สึกถึงการเป็น "เจ้าของ" ร่างกายของตนเองแต่เพียงผู้เดียว สามารถใช้ร่างกายของตนไปในทางใดๆ ก็ได้ การให้ความสำคัญต่อ "ร่าง-กาย" จึงเชื่อมต่อเข้ากับการดูแลสุขภาพเพื่อให้ "ร่าง-กาย" พ้นจาก "ความเสี่ยง" และอยู่กับเจ้าของให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  พร้อมๆ กับการทำให้ร่างกายสวยงามเพื่อจะมีเสน่ห์ในสายตาคนอื่น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะนำเอาความสำเร็จมาสู่เจ้าของเรือนร่าง



กล่าวได้ว่าการขยายตัวของการออกกำลังกายที่รองรับความเปลี่ยนแปลงของการให้ความหมายและความสำคัญใหม่แก่ร่างกายเช่นนี้ได้ทวีความซับซ้อนมากขึ้น  เพราะลำดับชั้นทางสังคมได้ทำให้เกิดความจำเป็นในการสร้างกิจกรรมการออกกำลังกายที่แตกต่างกันออกไป  เมื่อเครื่องมือการออกกำลังกายแบบเดียวกับที่มีอยู่ในสถานฟิตเนสนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปตามสวนสาธารณะหรือตามพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กลุ่มชนชั้นกลางที่มีเงินในเขตเมืองหรือกลุ่มชนชั้นกลางปัญญาชนก็ต้องแสวงหากิจกรรมการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ และพาหันมาสู่มีการสร้างกิจกรรมที่มี "คลาส" มากกว่า เช่น ลีลาศ โยคะ เป็นต้น (ธุรกิจการออกกำลังกายจึงเป็นธุรกิจที่มีอนาคตแต่ก็ต้องตระหนักว่าจะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับความรู้สึกนึกคิดของผู้คนนะครับ)

การออกกำลังด้วยการขี่จักรยานในช่วงหลังมานี้จึงผสมผสานไปกับการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการครอบครองจักรยานคุณภาพสูง ราคาแพง และชุดแต่งตัวแบรนด์เนมที่ทำให้ร่างกายดูดี  จักรยานแม่บ้านที่ใช้ปั่นไปโน่นมานี่ในชีวิตประจำวันจึงถูกเบียดขับออกไป ไม่สามารถที่จะนำออกมาถีบเพื่อออกกำลังกายได้ ทั้งๆ ที่จะได้ออกกำลังในการถีบมากกว่า  ค่ายมวยไทยก็มองเห็นช่องทางในการทำกำไรจากเรื่องนี้เช่นกัน ค่ายมวยหลายแห่งจึงพยายามขยับตนเองออกมาสู่การเป็นสถานฝึกมวยที่ดูดีเฉกเช่นเดียวกับสถานฝึกเทควันโด เป็นต้น

พร้อมกันไปกับการขยายตัวของกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีความหลากหลายมากขึ้น  เวชศาสตร์ป้องกันก็ได้ทำให้ความอ้วนกลายมาเป็น "โรคอ้วน" ซึ่งยิ่งทำให้ความหมายของ "ร่างกาย" ที่เน้นความพอดี/สมส่วนทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

  จากการเผยแพร่ชุดความรู้แพทย์ศาสตร์ด้านการป้องกันโรค เมื่อประกอบเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ปัจเจกชนสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยปัจเจกลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกายที่ดูดีมีส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจและอำนาจต่อรอง ก็ยิ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการให้ความหมายและความสำคัญต่อร่างกายมากขึ้นกว่าเดิมมาก  และกระบวนการทางสังคมที่เกิดขึ้นนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกต่อโลกภายนอกร่างกาย
การเกิดความหลากหลายของกิจกรรมการออกกำลังกายบนพื้นฐานของความหมายและความสำคัญของร่างกายกำลังทำให้สภาวะของสังคมแยกย่อย (fragmented society) ปรากฏชัดเจนมากขึ้น โลกภายนอกถูกตีความและมีความหมายแก่คนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน โลกที่หมุนอยู่ในวิถีความรู้สึกของนักปั่นจักรยานย่อมแตกต่างไปจากผู้ที่เล่นโยคะในสถานที่สงบเงียบ ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดถูกจัดเรียงให้สื่อสารกันได้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น

การออกกำลังกายก่อให้เกิดสภาวะ "เสพติด" ลักษณะหนึ่ง  การออกกำลังกายกลุ่มก็ก่อให้เกิดสภาวะ "ติดกลุ่ม" แบบหนึ่ง ความสามารถเอาชนะ "ร่างกาย" ของตนเองได้ในกิจกรรมรวมหมู่ยิ่งทำให้เกิดสภาวะของการบรรลุจุดสูงสุดของสำนึกเชิงปัจเจกชนมากขึ้น  "สุขภาพ" ที่ดีขึ้นย่อมมีความหมายทางสังคมที่แตกต่างไปจากสุขภาพที่ดีอย่างที่เราเข้าใจกัน    ซึ่งน่าสนใจอย่างมากว่ากระบวนการที่เกิดการขยายตัวของกลุ่มในลักษณะนี้จะนำไปสู่อะไรในอนาคต

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างที่เข้าใจกัน หากแต่เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ลึกลงไปในระบบของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของคนไทยอย่างลึกซึ้ง  เราจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งศึกษาหรือสร้างความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กันให้มากขึ้น เพื่อจะรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่อย่างไรก็จะมาถึงเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม"




                                                          คัดลอกบางส่วนจากบทความ : ร่างกาย ความรู้สึก และสุขภาพ
                                                                                               อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์



สำหรับผมคงไม่สรรหาการแข่งขันรวมหมู่มหกรรมวิ่งหรอกครับ เพราะมันเสียเวลามาก
ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น ไม่ได้รวยขนาดที่มีเวลาล้นเหลือขนาดนั้น
อีกอย่างก็ไม่คิดจะอวดโอ่โชว์เหรียญอะไรอยู่แล้ว
จุดประสงค์คือผมต้องการสร้างสภาวะ 15 นาที ในความถี่ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น
ในเมื่อสนามออกกำลังกายแถวบ้านผมให้สิ่งนี้ได้ ผมก็จะทำ ถึงมันจะน่าเบื่อก็เถอะ(วะ)
ผมจึงพอใจที่จะออกกำลังกายใกล้ๆบ้านเท่านั้นเอง

เว้นแต่ว่าได้ไปเที่ยวอยู่แล้ว และแถวๆนั้นพอจะวิ่งได้

ป.ล. ผมสังเกตว่าผู้ที่ไปออกกำลังกาย คนที่ไปอย่างสม่ำเสมอแบบ "ตั้งโปรแกรม" เนี่ย
(แบบว่าถ้าไปออกกำลังช่วงเวลานี้ แถวๆนี้ ก็ต้องเห็นแกแน่ๆ)
มักจะมีฐานะดีระดับนึงเลยล่ะ หรือไม่ก็ต้องมีเวลาว่างในช่วงของกิจวัตรประจำวันอย่างแน่นอนในทุกๆวัน
และสังเกตว่าพวกนักวิ่งระยะไกลที่มาซ้อมเนี่ย เป็นคนมีกะตังค์ทั้งนั้น
ชีวิตพวกเขาคงจะเลยขีดมาตรฐานครองชีพทั่วไปแล้วล่ะ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

K. PJ

กลับจากเที่ยวลาวครึ่งเดือนเต็มๆ กลับมาวิ่งกับลูก 100 ม เหนื่อยเท่าวิ่ง 10 กม รู้สึกแบบนี้จริงๆ ครับ

คิดว่าอีกสองสามวันจะต้องฟืทร่างกาย แต่ไม่ทันการซะแล้ว ไข้หวดเล่นงานเลยครับ

Hexaphonic

จากการทดลองกับตัวเอง หลังจากออกกำลังกายแบบอึดทนอย่างจริงจังมาเกือบ 2 ปี
กับคนอ่อนแอป่วยบ่อยๆ ที่เคยผ่าต่อมทอนซิลออกไปแล้วตั้งแต่ยังด็ก
นี่ผมไม่ป่วยเป็นไข้หวัดมานานติดต่อกันถึง 8 เดือน!
นับเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดสำหรับตัวเอง


ป่วยเป็นหวัดคัดจมูก, สารคัดหลั่งในโพรงจมูก ไอมีเสมหะ หรืออาการจับไข้นอนซม คืออะไรยังไง?
ตอนนี้ตัวผมเองแทบจะจำประสบการณ์แบบนั้นไม่ได้เลย


ได้คุยกับคุณพี่สองสามีภรรยา เป็นนักวิ่งระดับล่ารางวัล ...
"คุณลองสังเกตดูสิว่า ตอนนี้โพรงจมูกของคุณจะแห้งสนิทเมื่อเทียบกับแต่ก่อน"

คือผมว่า เราควรต้องหาเวลาออกกำลังแบบแอโรบิคส์อย่างสม่ำเสมอ
แต่จะออกกำลังกายแบบไหนแนวไหน? ก็ลองดูตามความเหมาะสมล่ะกันครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

เมื่อวานเริ่มวิ่งแล้วครับ หลังจากมาเจอกระทู้นี้เข้าให้ แต่เริ่มแค่ 1.6 กม. เอง วิ่งที่ในซอยหน้าบ้าน ปีนี้ว่าจะไปวิ่ง bkk marathon (10 กม.) อีกสักครั้ง ปีที่แล้วไม่ได้ไป
หลายปีก่อน นน. ขึ้นไปเกือบ 90 หลังจากมีลูกคนแรก กีฬาทุกอย่างหยุดหมด ถึงคราวตรวจร่างกายประจำปี ทุกอย่างที่ตรวจ เกินค่าปรกติทุกรายการ

กลัวตาย กะ กลัวเป็นภาระ เลยเริ่ม วิ่ง ไม่ถึงปี ทุกอย่างก็กลับมาอยู่สภาพปรกติ นน. ลงมาที่ ~68  แต่ตอนนี้ 72 ....ไม่รู้ว่าจะขยันได้สักกี่วัน :D


รูปนี้วิ่งมาแล้วหยุดถ่ายจากมือถือตัวเองครับ เมื่อสองปีที่แล้ว รายการ bkk marathon ผมวิ่ง 10กม.