• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
20 September 2019, 03:28:19 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


วัฒนธรรมสามระดับ

Started by pee, 26 May 2012, 09:37:12 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

Quote from: Hexaphonic on 26  May  2012, 09:08:26 pm
โอยๆๆ...ปวดหมองๆๆ
ผมขอออกความเห็นเพิ่มเติมอีกนิดว่า ความตีบตันทางวัฒนธรรมในบ้านเรามันเริ่มตั้งแต่ยุคกึ่งพุทธกาลรึเปล่าครับ?
ตัวอย่างเช่นในวงการเพลง ตั้งแต่ยุคหลังครูเอื้อฯ หรือครูเพลงหลายๆท่าน
หลังจากนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ ทั้งๆที่ประชากรก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก นั่นคือก้อนสมองก็น่าจะมากตามไปด้วย
แต่ทำไมจึงมีแต่การผลิตซ้ำอยู่นั่น หากินกับของเก่า บ้านทรายทอง ดาวพระศุกร์ จำเลยรัก บลาๆๆ
ผมไม่มีปัญหากะละครน้ำเน่าพวกนั้น แต่ถามว่าพวกคุณทนดูเข้าไปได้ไง? บางคนเรื่องเดียวดูไปแว้ว4เวอร์ชั่น...ฮ่า!
ถึงจะตีความในแง่มุมใหม่ๆ จะทำโปรดักชั่นให้เลิศหรูกว่าแค่ไหน หรือจะแอ็คติ้งเก่งขนาดสั่งให้ต่อมน้ำตาแตกได้ตลอดเวลา
มันก็เป็นแค่การผลิตซ้ำทำปลอม ไร้ความสร้างสรรค์

ก็เป็นซะเงี้ยะ...ถึงได้โดน korean pop ตีได้ตีเอา



ไม่อยากไปรบกวนกระทู้ท่านประธาน
แต่ประเด็นที่ท่านเฮ๊กซ่าโวยนี่ น่าคุยต่อ

เรื่องบ่นว่า ว่าอะไรๆ มันเสื่อมลง เป็นเรื่องโลกแตกครับ
คือจะคงอยู่คู่มนุษย์ไปจนโลกแตก
คำว่าเสื่อม กับคำว่าเปลี่ยนแปลง บางทีมันก็คือเหรียญที่มีสองหน้า
ที่แท้คือเรื่องเดียวกัน

ผมจะลองยกตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่ากรณีสุนทราภรณ์ให้ลองตรึกตรองดู
กรณีสุนทราภรณ์นี่ จะว่าไปก็เป็นดาบสองคม เพราะผมมองว่าครูเอื้อก็ยำของเดิมเละเหมือนกัน
เช่นเดียวกัน สุนทรภู่เอง งานที่ทำก็ยำเละวรณกรรมเก่าก่อน จนถึงแก่กาลอวสานต์

คือกลอนแปด หรือกลอนสุภาพของสุนทรภู่นี่ ทำให้กลอนที่ยากกว่า ตายหมด
หรือตัวอย่างไกล้ๆ นี่เอง
งานเพลงของลพ บุรีรัตน์ ทำลายแนวทางที่ครูของตัวเอง ไพบูลย์ บุตรขัน สร้างไว้อย่างไม่มีวันหวนคืน
คือทำให้เพลงลูกทุ่งอุดมสาระ เปลี่ยนเป็นยาพิษทางหูที่ไร้สาระ ไม่สมกับมี่ใช้ภาษาไทยเอาเสียเลย



มันก็คือเลดี้กาก้าซินโดรมธรรมดาๆ นี่เอง

Hexaphonic

26 May 2012, 10:22:42 pm #1 Last Edit: 03 April 2013, 04:44:32 am by Hexaphonic
ในยุคนั้น ถึงแม้บบรรดาครูทั้งหลาย จะใช้ทางเพลงที่มาจากเพลงไทยเดิมหรือเพลงพื้นบ้าน
แต่ผมว่ามันเป็นการต่อยอดนะครับ ไม่ใช่การผลิตซ้ำ
คือผมมองว่าทางเพลงเหล่านั้นมันคือต้นทุนของสังคมเราอ่ะครับ ที่คนรุ่นหลังนำมาใช้
นั่นแหละครับคือการทำให้นิยามของคำว่า"วัฒนธรรม" มันเป็นจริงสัมผัสได้
คือการทำให้"ทางเพลง"ทั้งหลาย มันกลับมาขับขานในสังคม ไม่เลือนหายไปกับคนรุ่นก่อนๆ

แต่พวกที่ทำซ้ำโดยอ้างโปรดักชั่นเนี่ย ผมมองว่าเป็นพวกหลอกรับประทานอ่ะครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

การแสดงออกทางวัฒนธรรมมันจะมีสองสิ่งที่ไปด้วยกัน
คือรูปแบบและเนื้อหา ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดมิได้

กรณีสุนทรภู่นั้น รูปแบบด้อยกว่าสาระ
แต่ของครูลพนี่ ด้อยทั้งรูปแบบ ทั้งสาระ
อาการอย่างนี้ เรียดว่าต่อยอดไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นการกลายพันธุ์

ไม่เหมือนครูเอื้อ ที่แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ แต่ยังอยู่ในกรอบ
ซึ่งเราอาจจะใช้คำว่าเพี้ยน หรือแปร่ง....ซึ่งถือว่าเป็นสีสรรของการแสดงออก

สกุลเพลงที่ครูไพบูลย์สร้างไว้นั้น เป็นการสิบทอดมาจากขนบเดิม
เรียกว่า เอาคนสมัยกรุงแตกมาฟัง ท่านเหล่านั้นก็คงพอจะยอมรับได้
เพราะในเนื้อหานั้น มีทั้งคติความเชื่อ รากเง่า คุณธรรม ความล้ำลึกทางอารมณ์และเหตุผล

แต่ของครูลพนี่มันเลดี้กาก้าของแท้

เพลงหน้าอำเภอที่แปะข้างบน เล่าเรื่องผู้หญิงคนนึงเจอผู้ชายแล้วก็อยากจะ........กะเขา
สาระมีแค่นี้
แต่เอาอารมณ์ขัน เอาความเด่นของภาษา และเอาการบริโภคของคนมาเป็นเครื่องปรุง
ปรุงยังงัยมันก็เป็นยาพิษแหละครับ ทานมากไป วัฒนธรรมเราก็เฉาตายพอดี

เพลงกระแซะนี่ หนักเข้าไปอีก มันคือสุนทราภรณ์ภาคลามกดีๆ นี่เอง





ปล
เพลงฝากรักนี่ เพลงโปรดผมเลย เพียงแต่เนื้อร้องนี่ มันกดขี่ทางเพศชัดๆ....ฮา

แม้เพียงได้สบนัยน์ตา ฉันยังประหม่าลืมกาย สิ้นความละอายหักใจไม่วายเพ้อชม
ดูท่าทีอาจองเร้าใจให้หลงรักนิยม วงสังคมต่างชื่นชมวิญญาณ์
หรือเทพบุตรจำแลง พระพรหมให้แสร้งแปลงมา ท่วงทีวาจาเสน่ห์ตรึงตราเร้าใจ
ปล่อยความรักชักนำแล้วแต่กรรมนำไป คร่ำครวญความนัยจากดวงใจจริงเจียว

เฝ้าสงวนตัวเพื่อให้เธอคนเดียว ไม่แลเหลียวห่วงใยใครเลย

แม้เราจะอยู่ไกลกันฉันคงรักมั่นยืนยง ด้วยจิตพะวงผูกพันซื่อตรงฝังตรึง
ยามอยู่เคียงตัวเธอหัวใจพร่ำเพ้อเผลอคะนึง ใจรักตรึงเฝ้ารำพึงคิดไป
หวังเธอเป็นร่มโพธิ์ทอง พิทักษ์ปักป้องปวงภัย ร่มรื่นหทัยหากได้ดวงใจไว้อิง
ห่วงพะวงละเมอรักแต่เธอจริงจริง ได้เธอพึ่งพิงมุ่งจะอิงจริงเจียว

เฝ้าสงวนตัวเพื่อให้เธอคนเดียว ไม่แลเหลียวห่วงใยใครเลย 

Karin Preeda

ก็คงจะขึ้นอยู่กับวิธีคิดและประสบการณ์ของแต่ละคนครับ เพราะบางทีเราว่านี่คือการต่อยอด แต่อีกคนอาจจะบอกว่าทำซ้ำก็ได้ ก็ต้องมาถกเถียงกันอีกทีว่าจริงๆแล้วมันเป็นแบบไหนกันแน่ ผมว่าของที่ยากๆบางครั้งความยากก็ทำให้ตัวมันเองตายเอง เหลือแต่ของที่ไม่ยากที่พอจะให้คนทั่วไปรับรู้ได้ แต่ถ้าของมันดีจริง ซักวันก็ต้องมีคนขุดขึ้นมา(ลอก)ใช้ใหม่อีกครั้ง แต่รูปแบบการนำเสนออาจจะเปลี่ยนไปเพื่อให้คนอื่นเข้าใจ

เรื่องแบบนี้ถ้าอยู่ในอารมณ์อยากคุย ผมว่ามันก็ช่วยเพิ่มความรู้ดีเหมือนกันนะครับ แต่ถ้าไม่อยู่ในอารมณ์ ก็พาลจะให้หงุดหงิดฟังเพลงไม่เพราะไปซะงั้น

Hexaphonic

27 May 2012, 03:07:33 am #4 Last Edit: 29 May 2012, 04:46:49 am by Hexaphonic
กรณีครูเพลงหน้าอำเภอเนี่ย ผลงานของท่านเกิดหลังปี2500มาอีกกว่ายี่สิบปีไม่ใช่หรือฮะ
งั้นท่านก็อยู่ในยุคร่วมสมัยตีบตันร่วมกับเราแล้วล่ะ แต่ถึงในยุคก่อนนั้นก็เถอะ ก็คงไม่ใช่ทุกคนที่จะสร้างงานดีๆขึ้นมา
ขึ้นอยู่กับต้นทุนภูมิหลังภูมิรู้ วาสนา ครูบาอาจารย์ ที่เหมาะสมลงตัวด้วย

แล้ววัฒนธรรมสามระดับ จะเริ่มจากอะไรแล้วไปสู่จุดไหนครับจึงจะเรียกได้ว่า...เป็นวัฒนธรรมระดับสูง?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ผมอาจจะมีแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนตำราเขาสอนกันนัก

คำนี้ เพิ่งจะมาเกิดเอาในยุคตามก้นฝรั่ง เขามีวิชาวัฒนธรรม เราก็ต้องมีบ้าง
แต่เราเอามาใช้แบบครอบงำ คือเอามายัดใส่ในตำรา แทนที่มันจะเป็นวิชาที่ต้องเดินหน้าไปเรื่อย
พอพระยาอนุมานฯ เอามาขึงพืด ยัดเยียดแต่สิ่งดีงามเข้าไป...มันก็เพี้ยนสิครับ

มันกลายเป็นว่า ประเทศดี ต้องมีวัฒนธรรมดี วัฒนธรรมไม่ดีประเทศก็ย่อมจะไม่ดี

ผมเห็นว่า วัฒนธรรมมันไม่เกี่ยวกับดีเลว แต่เกี่ยวกับการยอมรับและส่งต่อ
นักข่าวเคยถามผมว่า "วัฒนธรรมคืออะไร" ผมก็ตอบว่า
"คืออะไรก็ตามที่พ่อผมทำ แล้วผมทำต่อ"

ที่บอกอย่างนั้น เพราะผมยึดถือคำว่าปลูกฝัง ซึ่งมันเป็นคำเดียวกับ Culture
หมายความว่า สังคมของเรามีสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมหรือการปลูกฝัง
มาตั้งแต่ก่อนนักปราชญ์อย่างเจ้าคุณยง ไปรับตำรามาจากโครเอเบอร์นานเป็นชาติ
http://en.wikipedia.org/wiki/Alfred_L._Kroeber
แต่เจ้าคุณท่านไม่เห็น

นี่ก็เป็นการขาดตอนทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง
เพราะแทนที่เราจะเริ่มจากตัวเราเอง อย่างที่ตาป๊อกเอาแอมป์ปากีฯ มาให้เรารู้จัก
แขกเขาพราวด์ในรากเง่า...เรากลับไม่
กลับยินยอมเป็นประเทศราชทางสติปัญญาของเขา โดยเขาไม่ต้องออกแรงครอบงำเลย
ดังนั้น แนวคิดว่า วัฒนะ คือดี กับ ธรรมะ คือหนทาง
จึงติดอยู่ในระบบคิดของเรามามาตั้งแต่นั้น

ผมเห็นว่า วัฒนธรรมเป็นมรดกอย่างหนึ่ง จากคนรุ่นก่อน
เรารับมา แล้วอาจจะใช้ต่อ ละทิ้ง หรือต่อต้าน ก็เป็นสิทธิของเรา
ดังนั้นมันจึงไม่มีดี-เลว สูง-ต่ำ หรือ ขาดทุน-กำไร

มันมีแต่ ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ....นี่ละครับ วัฒนธรรมสามระดับของผม

Hexaphonic

27 May 2012, 04:09:03 am #6 Last Edit: 04 December 2014, 05:28:10 am by Hexaphonic
อ๋ออย่างนี้นี่เอง มันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ต่ำไม่สูง

งั้นหมายความว่าผู้บัญญัติศัพท์ "วัฒนธรรม" ตีความหมายของ "Culture" ผิดไปจากรากศัพท์ใช่มั้ยครับ?

ขอถามว่าอู่อารธรรมใหญ่อินเดีย ที่เราไปรับเอาองค์ความรู้มาเนี่ย
เขาเรียก"Culture"เป็นภาษาเขาว่าอะไรบ้างครับ?

หรือว่าทางตะวันตกมายืมศัพท์จากทางนี้ไปกันแน่?
ชนชาติใดเป็นชาติแรกที่มีคติในเรื่อง "Culture" ขึ้นมา?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pakorn

Quote from: pee on 26  May  2012, 09:37:12 pm
งานเพลงของลพ บุรีรัตน์ ทำลายแนวทางที่ครูของตัวเอง ไพบูลย์ บุตรขัน สร้างไว้อย่างไม่มีวันหวนคืน
คือทำให้เพลงลูกทุ่งอุดมสาระ เปลี่ยนเป็นยาพิษทางหูที่ไร้สาระ ไม่สมกับมี่ใช้ภาษาไทยเอาเสียเลย

มันก็คือเลดี้กาก้าซินโดรมธรรมดาๆ นี่เอง


Quote from: pee on 26  May  2012, 10:43:29 pm
กรณีสุนทรภู่นั้น รูปแบบด้อยกว่าสาระ
แต่ของครูลพนี่ ด้อยทั้งรูปแบบ ทั้งสาระ
อาการอย่างนี้ เรียดว่าต่อยอดไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นการกลายพันธุ์

ไม่เหมือนครูเอื้อ ที่แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ แต่ยังอยู่ในกรอบ
ซึ่งเราอาจจะใช้คำว่าเพี้ยน หรือแปร่ง....ซึ่งถือว่าเป็นสีสรรของการแสดงออก

สกุลเพลงที่ครูไพบูลย์สร้างไว้นั้น เป็นการสิบทอดมาจากขนบเดิม
เรียกว่า เอาคนสมัยกรุงแตกมาฟัง ท่านเหล่านั้นก็คงพอจะยอมรับได้
เพราะในเนื้อหานั้น มีทั้งคติความเชื่อ รากเง่า คุณธรรม ความล้ำลึกทางอารมณ์และเหตุผล

แต่ของครูลพนี่มันเลดี้กาก้าของแท้

เพลงหน้าอำเภอที่แปะข้างบน เล่าเรื่องผู้หญิงคนนึงเจอผู้ชายแล้วก็อยากจะ........กะเขา
สาระมีแค่นี้
แต่เอาอารมณ์ขัน เอาความเด่นของภาษา และเอาการบริโภคของคนมาเป็นเครื่องปรุง
ปรุงยังงัยมันก็เป็นยาพิษแหละครับ ทานมากไป วัฒนธรรมเราก็เฉาตายพอดี

เพลงกระแซะนี่ หนักเข้าไปอีก มันคือสุนทราภรณ์ภาคลามกดีๆ นี่เอง



...... เห็นด้วยกับพี่พีเต็มๆ เลยครับ เรื่องนี้   :cheer: :cheer:

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

bhisma

กสิกรรม cultivation.....??
โยงมาถึงการถ่ายทอดกิจกรรมในสังคม เช่นการกิน การเต้น เสพดนตรี นี่มันฝรั่งเกินไป
มรว คึกฤธ ปราโมทย์ เคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ธรรมแห่งอารยะ
ผมอยากรู้ว่าหากเราจะจำกัดคำนี้ให้มีความเป็นไทย (ร่วมสมัย) เราจะทำอย่างไรครับ ผมมองไม่ออก
Audiophile is Technology
Music is Art

pee

คำถามคุณเฮกซ่า ต้องเทคคอร์สคัลเจอรั่ลแอนตะโปโลยี่หนึ่งเทอมเป็นอย่างน้อย
จึงจะตอบได้ครบ.....เด๋วจะทำให้จบในรีพลายเดียว

ส่วนที่คุณภีษมะยกของคุณชายคึกฤทธิ์มาอ้างนี่ ทำผมลำบากใจไม่น้อย
เพราะผมไม่เคยคิดว่าแกเป็นนักวิชาการเลย ผมว่าแกเป็นนักวิจารณ์สังคมเหมือนศษส.
แต่มีลูกเล่นแพรวพราวกว่าเท่านั้น

หมายความว่า ไม่ต้องอ้างความเห็นจากบุคคลทางฟากนี้ก็ได้ องค์ความรู้หาบกพร่องไม่

ความเห็นแย้งของคุณชายนั้น ที่จริงก็ฟังขึ้น แต่ที่จริงใครๆ ก็พูดอย่างนั้น
คือถ้าเราเริ่มด้วยการใช้ศัพท์ต่างด้าว แนวคิดที่ริงรับคำนั้นของต่างด้าว ก็จะเข้ามาด้วย
อันนี้เป็นการมองมุมเดียว

เพราะต่างด้าวคิดคำนี้ เพื่อใช้ชัณสูตรชาติอื่น เรารับมาก็ต้องใช้ชัณสูตรต่างด้าว
ไม่ใช่เอามาใช้กับตัวเราเอง ประเด็นนี้คุณชายไม่ได้กล่าวถึง และใครๆ ก็ไม่ ด้วยเช่นกัน
หมอจะสอนกายวิภาคด้วยการผ่าร่างกายตัวเองได้อย่างไร....ฮา

ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องของศัพท์ แต่เป็นเรื่องของการใช้ศัพท์ไม่เป็น

ที่ใช้ไม่เป็น ก็เพราะวัฒนธรรมของเรา สอนให้มองชาติอื่นเป็นคนด้วยกัน
อาจจะใช้ชื่อเรียกอย่างเหยียดหยาม ก็ไม่ได้ใช้เพื่อจะไปล่ามาเป็นทาส
หรือไล่พวกเขาออกไปเพื่อครอบครองโภคทรัพย์นั้นเสียเอง

แนวคิดของเรา ในการมองมองชาติอื่นนั้น อาจจะยกตัวอย่างลิเกตอนออกแขก 12 ภาษาเป็นตัวเทียบได้
คือเรามองเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นทาส หรือเรียกว่ามีทัศนะคติในเชิงบวกก็คงไม่ผิด
แนวคิดของสถาบันกษัตริย์ของเราก็เป็นไปในทางเดียวกัน
ดังที่เราใช้คำว่า (มาพึ่ง)พระบรมโพธิสมภาร..และเราไม่เคยขีนใจใครให้เปลี่ยนศาสนา

มีเรื่องเล่าว่าตั้งแต่ท่านเฉกอหมัดเข้ามารับราชการจนได้เป็นเจ้าพระยา สิบต่อมาถึงพระยาเพ็ชร์พิไชย(ใจ) รุ่น4
ก็ยังคงเป็นแขกอิสลามไม่ได้เป็นที่รังเกียจแต่อย่างใด จนท่านใจไม่ได้มีชื่อในกระบวนเสด็จพระพุทธบาท
ท่านจึงตัดสินใจละทิ้งอิสลามมาเป็นพุทธ แม้กระนั้นสกุลบุนนาคก็ยังมีสาขาที่เป็นอิสลามสืบต่อมาเช่นเดิม

เมื่อสังคมของเรา ไม่ได้ใช้การครอบครองแย่งชิงในการคบหากับต่างชาติ
เราก็ไม่จำเป็นต้องสืบรู้สันดานของคนอื่น


คำว่า สันดาน นี้ใช้ตามภาษากฏหมายว่าด้วยผู้สืบสันดาน
ซึ่งเป็นความหมายไทยๆ ของคำว่า culture นั่นเอง

prisna

ผมอ่านเจอบ่อยๆ กับข้อความที่ว่า "การจัดการวัฒนธรรม"
และหลายปีก่อนเคยอ่านพบว่ามีการสอนหลักสูตร "การจัดการวัฒนธรรม" ที่สมาคมฝรั่งเศส
แต่ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีการสอนหรือไม่

รบกวนถามพี่พีว่า... วัฒนธรรม จำเป็นต้องมีการจัดการหรือไม่ครับ
ในกรณีที่ต้องจัดการวัฒนธรรม เมืองไทยควรจะจัดการเรื่องใดก่อนครับ ว่าตามความเห็นของพี่พี
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

pee

ที่จริงธรรมศาสตร์เป็นแห่งแรกที่คิดเรื่องนี้
แต่ที่เกิดก่อนธรรมศาสตร์ เพียงแต่ใช้ชื่อต่างไป เกิดที่มหิดล
ซึ่งผมได้เคยไปร่วมคิดด้วย ตั้งแต่ปี 1990 ในหลักสูตรภัณฑารักษ์

ตอนนั้น เรามองกันว่า วัฒนธรรมกำลังวิกฤติ เพราะผลงานของน้าชาติ
แค่ใบจองรถฮอนด้า เช้าได้มาเย็นขายต่อ ก็ฟันส่วนต่างเป็นหมื่นแล้ว
เงินกำลังท่วมประเทศ ทุกคนสามารถเป็นเศรษฐีได้ ถ้ารู้จักช่องทาง
ธุรกิจพันล้าน สามารถบริหารโดยคนที่จบแค่ป. 4

ในเมื่ออำนาจเงินตกอยู่ในกำมือของคนที่ไร้รากเง่า ประเทศใหนๆ ก็ไม่รอดแน่ๆ

บ่อเกิดของหลักสูตรที่มหิดล ต่างจากที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำเข้าทั้งดุ้น
คนที่รับผิดชอบ ก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่มองวัฒนธรรมเหมือนโชว์ของดิสนี่ย์เวิล์ด
และวิชาจัดการวัฒนธรรม ก็พัฒนาที่ประเทศไร้รากอย่างอเมริกา ในรัฐที่รากเน่าอย่างแคลิฟอเนียร์เสียด้วย
ตลกร้ายจริงๆ

แนวคิดของอเมริกาคือ ทำอย่างไร จึงจะขายผลิตผลทางวัฒนธรรมได้ โดยระบบการตลาด
อันนี้ต่างจากทางฝรั่งเศส ที่อยากจะใช้ระบบจัดการสมัยใหม่ ทำให้วัฒนธรรมมีราคา หรือมูลค่าเพิ่ม
จะเห็นว่ามันก็ทุนนิยมเหมือนกัน เพียงแต่เริ่มจากปลายคนละด้าน

จะมีสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ สายยุโรป (อเลย้องค์นั้น รับงานมาจากอียูอีกที)
มีเนื้อหาเชิงอนุรักษ์ แต่ฝั่งแยงกี้ ใช้การสร้างใหม่อย่างเดียว

ผมเห็นว่า หลักสูตรนำเข้าจากทั้งสองฝั่งแอตแลนติค เป็นยาที่ไม่ตรงกับโรคที่เราเป็น

แหงล่ะ ผมต้องบอกว่ามหิดลเดินตรงสู่ปัญหามากกว่า
เพราะผมไปร่วมออกแบบหลักสูตรนี่หว่า....หึหึ

แต่มันมีที่มา ที่เราต้องสร้างหลักสูตรจากปัญหาในประเทศของเราเอง
ปัญหาของเราคือ เราดันมีกรมศิลปากรที่เจือกรู้ดีกว่าผู้สร้าง
ครูผมพูดตลกร้ายไว้ว่า "คนโบราณสร้างผิด กรมศิลป์มาทำให้ถูก"

ผมเชื่อว่า ในต่างประเทศ คงไม่มีหน่วยงานทำลายล้างตัวเองอย่างกรมศิลป์
ดังนั้น หลักสูตร หรือแนวคิดของเขา จึงเอามาใช้กับเราได้ยาก

แล้วเราควรจะทำอะไรกับทรัพย์สมบัติที่เราได้มาจากบรรพชนล่ะ


เดี๋ยวมาคุยต่อ

Hexaphonic

28 May 2012, 12:25:23 am #12 Last Edit: 04 December 2014, 05:30:31 am by Hexaphonic
โอยๆ...กว่าป๋มจะรีดออกมาได้แต่ละโพสท์เนี่ย หมองแทบระเบิ่ด อิอิ

ที่ผมถามคำถามชุดนั้น คือผมคิดเอาว่า..เราอาจทำความเข้าใจความหมายของ "Culture" จากรากศัพท์-คติโบราณ ถึงแม้จะเข้าใจที่มาที่ไป แต่มาคิดๆดู ผมเห็นว่าตำแหน่งแห่งที่ของ "Culture" มันได้เปลี่ยนไปจากสังคมยุคก่อนมากแล้ว

จุดเปลี่ยนนั้นเริ่มตั้งแต่เมื่อเกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ..รึเปล่า? อันนี้เป็นข้อสันนิษฐาน
คือ..Culture,วัฒนธรรม,หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่..ได้กลายเป็นระบบหล่อเย็น,น้ำมันหล่อลื่น ให้กับยุคอุตสาหกรรม???
กล่าวคือ ส่วนใหญ่เน้นหนักไปในทางที่ต้องซื้อ..เพื่อจะได้เสพ..เพื่อซื้อความสุขเติมเต็ม..ให้กับกิจวัตรการงานอันหนักหน่วง

นั่นคือถ้าเราจะอยากจะเข้าใจวัฒนธรรมตะวันตก เราต้องเข้าใจเขาทั้งหมดในเรื่องคอปเซ็ปท์รวบยอด และต้องเข้าใจตัวเราเองด้วย ทีนี้มีประเทศไหนบ้าง ที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ตะวันตก แต่เอาภูมิปัญญาตะวันตกมาใช้อย่างเข้าใจ
และยังรักษารากของตัวเองเอาไว้ได้? แล้วเราจะเอาแนวทางของประเทศนั้นมาประยุกต์ใช้ได้มั้ยครับ?




"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

คำว่า Culture นี้
แม้ว่าอาจจะสร้างคำจำกัดความได้ครอบคลุมพอที่จะเอาไปสร้างเป็นกระบวนวิชาได้
แต่มันมีความขัดแย้งอยู่ในศัพท์นี้ ซึ่งอาจจะเรียกว่า เป็นการคุกคามทางจิตสำนึกได้ทีเดียว
คือมันถูกใช้เป็นเครื่องวัดทางนามธรรมให้กับศักดิ์ศรีของชาติไปโน่น

รัฐบาลไทยในยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ใช้คำนี้(ศัพท์บัญญัติโดยพระองค์วรรณ)
เพื่ออยากจะบอกว่า ที่ฉันโค่นระบอบเก่าลง ทำให้ฉันก้าวสู่วัฒนธรรมสากล Higher culture
ซึ่งผมคิดว่าผู้ใหญ่รุ่นนั้น มองการเปลี่ยนแปลงแบบโลกสวยไปหน่อย

คือคิดว่า จะต้องพิสูจน์ให้เห็นผลต่างทางกายภาพออกมาชัดๆ ถึงความเหนือกว่า เป็นต้นว่า
มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ หรือการปรับศัพท์แสงให้ลดความเหลื่อมล้ำ คือใช้ว่า ฉัน เธอ ข้าพเจ้า
หรือการสร้างถนนที่ปลายข้างหนึ่งเป็นโรงหนัง อีกข้างเป็นโรงแรมหรู กลางถนนมีเกาะให้ตั้งร้านกาแฟ
และมีกฏหมายกำหนดพฤติกรรมที่เรียกว่าพระราชบัญญัติวัฒนธรรม........
มีของเหล่านี้แล้ว ก็จะผลักดันให้ชาติก้าวหน้า....อันนี้คือการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่คุณอุ้มถามนั่นแหละ

เอ นี่เราก้าวหน้ากว่าปัจจุบันมานานแล้ว...กระนั้นหรือ

เปล่าเลยครับ Cultural Study ที่คนรุ่น 2490 ยึดถือน่ะ
มันมาจากการดูหมิ่น กดขี่ และต้องการดำรงความเหนือกว่าของคอเคเชี่ยนต่อคนพื้นเมืองต่างหาก

trens

ถนนที่พี่พีว่า การสร้างมีตำนานเบื้องหลัง ว่าด้วยผลประโยชน์
เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างรัฐตำรวจ กับรัฐทหาร
เนื่องจากเปอร์เซ็นต์คงที่ ของที่สร้างเลยต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้เม็ดเงินมากตามที่ต้องการ

เรื่องแบบนี้สืบสันดานต่อมา จนถึงรถไฟฟ้า
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

pee

Quote from: trens on 28  May  2012, 03:12:18 am
ถนนที่พี่พีว่า การสร้างมีตำนานเบื้องหลัง ว่าด้วยผลประโยชน์
เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างรัฐตำรวจ กับรัฐทหาร


ยังม่ายแน่จายข้อมูนี้....เพราะถนนนี้ เป็นการวางคราบของความเจริญยุคใหม่
ลงบนทรากของความรุ่งเรืองยุคเก่า

คือเอาถนนที่เป็นผลงานเอกของรัชกาลที่ 5 มาแปลงเป็นถนนแห่งการวิวัฒน์ไปสู่ประชาธิปไตย
โดยเอาอนุสาวรีย์อันหนึ่ง อัดทับไว้ตรงกลางเส้นทาง

ตอนที่เปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้ เจ้าพ่อสีกากี เผ่า ยังเป็นนายร้อยทหารบกอยู่เลย
กว่าจะมาคุมกรมปทุมวัน ก็อีกสิบกว่าปี

ในปีที่สร้างอนุสาวรีย์และขยายถนนนั้น คณะราษฎร์ยังลิมโบ้กันระหว่างสายทหารกับสายพลเรือน
ต้องรอพระยาพหลตาย 2490 นั่นแหละ ที่สายทหารยึดกุมการนำโดยเด็ดขาด

trens

แฮะๆ ผมหมายถึงตึกที่สร้างข้างถนนเส้นนี้ ในช่วงนั้น บ.ที่ได้งานอยู่แถวนางเลิ้ง
ขออำภัยที่เขียน ไปรวมถึงการสร้างถนน
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

pee

Quote from: trens on 28  May  2012, 05:24:58 am
แฮะๆ ผมหมายถึงตึกที่สร้างข้างถนนเส้นนี้ ในช่วงนั้น บ.ที่ได้งานอยู่แถวนางเลิ้ง
ขออำภัยที่เขียน ไปรวมถึงการสร้างถนน


อ๋อ...ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นอีกช่วงหนึ่ง
อันนี้อย่าเอ็ดไป....หึหึ

มันเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรม








โจร


อะครับ

trens

กลับมาเรื่องวัฒนธรรม
หลังจากอ่านกระทู้นี้แล้ว ... ผมคิดว่า ผมเข้าใจผิดเรื่องความหมายของ วัฒนธรรม
ต้องหาความรู้เพิ่ม โดยการตามอ่านต่อไป
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

prisna

ผมอ่านกระทู้ตามเว็บต่างๆ ที่หลากหลายแล้ว
ยิ่งเห็นประโยชน์ของหนังสือ "สาส์นสมเด็จ" มากๆ
ท่ามกลางความเข้าใจที่สับสนและแตกประเด็นจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งนั้น
หลักคิดที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก

แน่นอนว่า "สาส์นสมเด็จ" ไม่ได้ตอบคำถามในเรื่องเหล่านี้ตรงๆ
แต่วิธีคิดและสิ่งที่ "เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์" เขียนไว้ในจดหมายนั้น
คือแบบอย่างที่ดี

ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง คงต้องไปหาอ่านกันครับ

กลับมาที่เรื่องวัฒนธรรม
ในความคิดของผม ผมว่าท้ายที่สุด เราก็ต้องคิดให้ได้ด้วยตัวเองว่า...
อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ, ทำ หรือ ไม่ทำ

เขียนอะไรงงๆ รับอรุณเลยเรา  :lol:
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์