• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
15 November 2019, 02:53:16 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


วัฒนธรรมสามระดับ

Started by pee, 26 May 2012, 09:37:12 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic

การเรียงลำดับว่าสิ่งใด ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ มันคือ..ปัญญา..นั่นเอง ถูกมั้ยครับ?
และถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ปัญญาอันนี้จะมีแต่ในเรื่องของวัฒนธรรมเท่านั้นหาได้ไม่
ปฎิบัติการสามระดับ ทำ ต้องทำ หรือไม่ทำ
มันจะต้องปฏิบัติการไปในภาคส่วนอื่นๆของสังคม ที่อยู่นอกขอบข่ายของสิ่งที่เรียกว่า"วัฒนธรรม" ไปพร้อมๆกันด้วย
เพราะที่ยืน ที่เจริญงอกงาม ของวัฒนธรรม คือพื้นที่บนสังคม


แล้วปัญญาอันนี้จะต้องเคลื่อนไปเป็นปัญญาของจิตใหญ่ด้วย
หากปัญญานี้อยู่แค่จิตย่อยระดับปัจเจกไม่สามารถยกระดับไปสู่จิตใหญ่..จิตสำนึกสังคม
สังคมนั้นๆมันจะไม่รู้เลยว่าอะไร ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ

เพราะลำพังปัญญาของปัจเจก มันเกินกำลัง...ที่จะขับเคลื่อนสังคมให้รู้ว่า สิ่งใดควรหรือไม่ควรทำอะไร?

"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ที่ผมใช้คำว่า
ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ
คำนี้ มีสองหน้า หรือสองมิติ หรือเป็นปฎิสัมพัทธ์ด้วยนะครับ

หมายความว่า เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พาสสีฟ
คือรับมาแต่มรดก แล้วก็ ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ
แต่เราเอง เป็นข้อต่อของกาลเวลา คือเรายังมีอนุชนที่จะเกิดตามมาด้วย
ดังนั้น เราจึงรับผิดชอบทั้งอดีต และอนาคต

นี่ถือเป็นภาระหน้าที่ทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่
แล้วเราก็ต้องเลี้ยงตัวเองให้รอดไปพร้อมกัน หมายถึงรอดทางวัฒนธรรมนะครับ

สมมติว่าเราล้ม เหมือนที่คนอินเดียเคยล้ม คนจีนเคยล้ม สังคมก็เข้าสู่ภาวะล่มสลาย
ก็จะเกิดการเบี่ยงเบนครั้งใหญ่ หนักหน่อยก็เหมือนมอญ คือสิ้นชาติ
หนักน้อยหน่อยก็เหมือนเขมร ที่ฆ่ากันเองไปหนึ่งในห้าของประชากร
เหล่านี้เป็นโศกนาฎกรรมที่สามารถห้ามไม่ให้เกิดได้
เพียงแต่ประชาชนในชาติต้องมีจิตใหญ่อย่างตาเฮ๊กซ่าบอก

บางประเทศ จิตใหญ่ของเขาเป็นระบบการศึกษา บางประเทศคือศาสนา
บางประเทศก็พึ่งประวัติศาสตร์และขนบนิยม...ฯลฯ
จะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหลายเหล่านี้คือองค์ประกอบของวัฒนธรรมที่ขาดไม่ได้
อาจจะสุดโต่งไปทางหนึ่งทางใด ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
แต่ถ้ายังมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ ก็เท่ากับมีหลักให้เกาะ

คำถามคือ ก่อนเราจะ  ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ ในสิ่งใดก็ตาม
เรามีหลักยึดของเราเองหรือยัง และหลักยึดนั้นส่งต่อลูกหลานได้หรือไม่
ถ้ามันเป็นหลักปลอมและลูกเรารับเอาไปส่งต่อล่ะ.......

จะยกตัวอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับออฟายให้ฟัง ประกอบประเด็นนี้
บางคนลงทุนกับเครื่องเสียงเป็นล้านๆ ใครมาหาสู่ ก็งัดเพลงโคตรๆ ทั้งหลายออกมาอวด
ทุกแผ่นราคาเป็นหมื่นๆ ล้วนแต่ขึ้นทำเนียบตายก็ยอม
ผู้คนต่างพากันยกย่องสรรเสริญ แทบว่าจะเป็นกูรูของออดิโอฟาย

แต่เซียนผู้นี้ ไม่กล้าบอกใครว่า ลับตาคน พวกก็หยิบแผ่นจากห้องลับ
ดอน สอนระเบียบ เพลงหนังดังจีน สิบแปดกระหรี่....ฯลฯ ออกมาฟัง
เพราะใจจริงแล้ว รักเพลงพวกนี้ แต่กลัวคนเขาหาว่าเป็นเซียนหูตะกั่ว
เล่นแต่ของห่วย.....หึหึ

ผมอยากจะสรุปว่า หายนะทางวัฒนธรรมที่แท้จริง มาจากตัวแบบที่ผมยกมานี่แหละ
คือการใส่หน้ากาก หรือการตบตาคนอื่นว่าตัวเองเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น
การตีสองหน้า เป็นวัฒนธรรมการแสดงที่ห้ามนำมาใช้กับชีวิตจริงโดยเด็ดขาด
แต่เราก็มักจะเผลอพกหน้ากากติดตัวไปใหนมาใหนเสมอ

เมื่อไม่ได้ใช้ความจริงนำทาง....จุดหมายสุดท้ายก็คือหายนะแน่นอน

สิ่งที่น่าห่วงกังวลที่สุดก็คือสังคมนักแสดง มันสร้างไว้แต่ของปลอม
ทุกวันนี้ เราแทบจะไม่มีของจริงเหลืออยู่ในสังคมอีกแล้ว





สรุปว่า ความจอมปลอมนี่แหละคืออนาคตของลูกหลานเรา

sw

จิตใหญ่  คำสั้นๆนี้มีความหมายเยอะจริงๆครับ ผมเชื่อว่าที่เราห่วงอนาคตลูกหลานก็เพราะเราขาดสิ่งนี้แหละ

ประเทศเราไม่มีจริงๆ จิตใหญ่ของเราตอนนี้เล็กกว่าของเวียดนาม ลาว เขมร พม่า เสียอีก

Hexaphonic

29 May 2012, 03:39:00 am #23 Last Edit: 04 December 2014, 05:32:26 am by Hexaphonic
ถึงแม้สังคมนั้นๆ..จิตใหญ่เกิดการยกระดับทางวุฒิภาวะกว่าที่ผ่านมา..หมายความว่าได้หลักที่แข็งแรงมาเกาะให้อุ่นใจว่างั้นเถอะ

ผมก็ยังคิดว่าสังคมนั้นๆ ยังจะต้องเผชิญบททดสอบของธรรมชาติอยู่เรื่อยๆ

ความสมบูรณ์มั่งคั่งของสังคมใดๆ มันก็แค่ช่วงสั้นๆ เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

อ.ปรีดี ท่านเคยเสนอเรื่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" สังคม,ประเทศชาติ ก็เหมือนกับสสารวัตถุ

นั้นคือย่อมสามารถถูกทำลายได้ด้วยกาลเวลา เหมือนอาณาจักรโบราณทั้งหลาย ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต

เมื่อไม่สามารถผ่านบททดสอบที่ยากขึ้น+กับการค่อยๆก่อตัวของมิจฉาทิษฐิในทางรัฐศาสตร์
สังคมนั้นก็จะถูกความเป็นอนิจจังทำลายจนเหลือแต่ซาก

อย่างตอนนี้พวกยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ญี่ปุ่น (แต่จะว่าไปแล้วมนุษยชาติทั้งหมดนั่นแหละ) กำลังเผชิญบททดสอบนี้อยู่




ส่วนสังคมใดที่จิตใหญ่เกาะหลักปลอมเป็นที่พึ่ง แล้วส่งต่อไปให้ลูกหลาน ก็จะถูกความเป็นอนิจจังเล่นงานเร็วยิ่งขึ้น ไม่มียกเว้น

ผลของความรุนแรงของกฎแห่งอนิจจัง อาจจะทำลายสังคมนั้นๆอย่างที่เรียกว่า..."ไม่เหลือแม้แต่ซาก"
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ท่านปรีดีนี่ ตาหลก...สังคมเป็นสสารนี่ เกินกว่าจะรับได้ หึหึ
มิน่า ท่านถึงกล้าก่อกบฎตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า เพี้ยนจริงๆ

ท่านคงมองประเทศชาติเป็นก้อนหินที่สามารถตัดแต่ง คว้านเจาะได้ตามใจชอบ
แล้วก็มองตัวเองเป็นประติมากรมือเยี่ยม กรรม.....

แต่สมัยที่ผมยังเด็ก สหายฝ่ายซ้ายก็คิดเหมือนท่านปรีดีทั้งนั้น
ตอนฉลองสามสิบปีของอะไรสักอย่าง มีการพูดถึงอุปสรรคที่อาจจะทำให้งานชักช้า
สหายเลือดร้อนคนหนึ่ง ก็โพล่งกลางที่ประชุมว่า
กลัวอะไร ขนาดอำนาจรัฐเรายังกล้าคิดโค่น เรื่องแค่นี้..จิ๊บๆ
ฮา

มองย้อนกลับไป ประเทศไทยเรานี่ก็แปลก
ช่างเปราะบาง แต่เหนียวแน่นไปพร้อมกัน

เด็กหนุ่มอายุ 26 สามารถใช้เวลา 6 ปี โค่นระบอบที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปี
ด้วยกำลังหยิบมือ ที่หลอกมาเข้าแถวที่ลานพระรูป...แค่นั้น

Hexaphonic

29 May 2012, 05:49:47 am #25 Last Edit: 29 May 2012, 05:51:40 am by Hexaphonic
ผมว่าพวกท่านทั้งหลายที่ก่อการน่ะ อย่าเรียกการกระทำของพวกท่านว่า"โค่น"เลย..
เพราะจากจุด ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป...น่าเรียกว่าเป็นการ"สะกิดเบาๆ"มากกว่ามั้งครับ

อย่างว่าล่ะครับคนหนุ่มไฟแรง ไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา อะไรๆก็น่าตื่นเต้นไปโม้ด
ลองจินตนาการดูสิครับ เมื่อ100ปีก่อน ถ้าเราเป็นสามัญชน แล้วมีโอกาสได้ไปเรียนถึงยุโรป จะรู้สึกยังไง?
เราจะเกิดอาการCulture Shockรึเปล่า? คือสภาพชีวิตมันต่างกันมากๆ
พวกท่านคงจะเห็นว่า พวกฝรั่งมันตกผลึกแล้ว เราก็เอามาใช้ซะเลย
แต่ทีนี้พวกชาวบ้านร้านตลาด..ไม่ได้ไปยุโรปกะพวกท่านด้วยนะสิ!

มันก็เข้ากฎอนิจจังนั่นล่ะครับ เมื่อเหตุปัจจัยไม่พร้อม เมื่ออินทรีย์ยังอ่อนด้อย
แทนที่จะเป็นฝ่ายตัดแต่ง คว้านเจาะได้ตามใจชอบ
พวกเด็กเมื่อวานซืนเหล่านั้น..ก็เลยถูกอีกฝ่ายที่อินทรีย์แก่กล้ากว่าโบกปูนทับไปเรย อิอิ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

"สะกิดเบาๆ"  :rof:

ท่านปรีดีคงช๊อคแน่ ถ้ามาอ่านความเห็นนี้

dht_tubes

เมื่อคืนนี้ผมมีโพสต์ข้อความที่ดูจะไม่เหมาะสมมากไปหน่อย ก็ขอบคุณม๊อดที่ช่วยลบออกให้นะครับ

จะระมัดระวังมากกว่าเดิม

ขอบคุณครับ
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

pee

Quote from: dht_tubes on 29  May  2012, 04:43:08 pm
เมื่อคืนนี้ผมมีโพสต์ข้อความที่ดูจะไม่เหมาะสมมากไปหน่อย ก็ขอบคุณม๊อดที่ช่วยลบออกให้นะครับ

จะระมัดระวังมากกว่าเดิม

ขอบคุณครับ


ว้า...... เสียดาย ไม่ได้อ่าน

นานๆ ท่านเชษฐ์จะปล่อยของสักที


ฮา

:clown:

:heart:

Karin Preeda

สงสัยตอนนั้นดึกมากแฮะ ไม่ยักกะเห็น  :huh:

Hexaphonic

29 May 2012, 05:40:45 pm #30 Last Edit: 26 March 2013, 06:03:11 pm by Hexaphonic
โอว.....อยากดูๆๆๆๆ บัตรแพงกว่าก้าก้าป่าว?

ดึกดื่นขนาดนั้น ยังต้องรีบลุกมาเซ็นเซอร์...ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ฮิฮิ


......ล้อเล่งนะเฮีย :bowdown:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Witti

อยู่ในเวลาระหว่างช่วง เที่ยงคืน ถึง ก่อนเจ็ดโมงเช้า  :-\

ผมก็อดอ่านคร๊าบ....

jtr

ลึกซึ้งยิ่งนัก กระทู้นี้

ผมสงสัยอย่างเดียว
เมื่อไหร่วิชาในหีบของพี่พีจะหมด  :rolleyes:
มีประเด็นที่แรงๆโดนๆ ทั้งน้าน อาหร่อยสมองดีครับ

ผมยังขบ ยังคิดไม่ออก ยังไม่แตกฉาน ผมก็ว่าไม่เป็นไร เพราะต้องสังเคราะห์ต่อไปสักพัก
แต่แค่รู้แล้วว่า
จะส่งมอบไม้อะไร ให้น้องๆ หลานๆ รุ่นต่อไป
ผมก็ว่าเกินคุ้มค่าชีวิต ที่เดินถอยหลังทุกวันนะ
ขอบคุณครับพี่
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Hexaphonic

29 May 2012, 10:37:45 pm #33 Last Edit: 04 December 2014, 05:33:06 am by Hexaphonic
เอ....ที่ผมบ่นเรื่องละครน้ำเน่าผลิตซ้ำเนื่ย
อูู่อารยธรรมใหญ่อินเดียเขาก็เสพกันเป็นปกติวิสัยนี่นา...แนวแม่ผัวลูกสะไภ้...ร้องเพลงข้ามภูเขา
มันยังไงกันแน่ มันสร้างสรรค์จิตวิญญาณอะไรเหรอ หรือว่ามีข่าวสารอะไรซ่อนอยู่ในนั้นกันแน่?
ผมเคยดูสารคดี The Lonely Planet ชาวตักศิลาปากี ผู้รุ่มรวยวัฒนธรรม
ก็มีรสนิยมเหมือนชาวอินเดีย..คือดูหนังฟังเพลงคล้ายๆกัน

แล้วบรรดามหรสพการแสดงต่างๆ มันมักแบ่งเนื้อหาเป็นองค์ เป็นมูฟเม้นท์ ใช่มั้ยฮะ?
รวมทั้งพวกนิยายประโลมโลกทั้งหลายด้วยใช่มั้ยฮะ?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ขอบคุณตาแจ๊คที่เข้าใจว่าผมมุ่งหมายอะไร

ส่วนตาเฮ๊กซ่าอาจจะเน้นเป้าพลาดไปนิสนุง
การผลิตซ้ำ การเสพซ้ำไม่ใช่ปัญหาครับ
เสพอะไรเข้าไปต่างหาก ที่เป็นปัญหา

ท่านเองยังบอกว่า ไม่เปลี่ยนชุดเพิ่มชุด เว้นแต่มันจะพัง นี่ก็เสพซ้ำ หึหึ
จันทโครพเล่นกี่หนๆ ก็ต้องเปิดผอบ พระรามก็ต้องตามกวางทุกที
ทูบีออร์นอตทูบี ก็พูดทุกครั้ง ที่เล่นแฺฮมเลต นี่ไม่นับที่เอาไปแปลงอีกนะ

อูโก้เขียนเหยื่ออธรรม ผมจะเขียนเหยื่อวัฒนธรรมมั่ง
เราโดนฝรั่งมันหลอกจนหัวปักหัวปำ เรื่องการสร้างสรรค์คือการสร้างสิ่งใหม่
แล้วเราก็บ้าสร้างอะไรใหม่ๆ เพราะติดกับ เป็นเหยื่อวัฒนธรรม(ผิดๆ)ที่มันป้อนมา

คนไม่มีราก มันก็บอกได้สิ ว่าของใหม่ดีกว่า
เรามีนายกมากี่สิบคนแล้วล่ะ มีสักคนใหม ที่ลึกซึ้งในรากเง่า ลึกจนสร้างพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์
หรือองค์กรทางวัฒนธรรมขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว

ไม่มีครับ

เพราะนายกทุกคนเป็นเหยื่อวัฒนธรรม เป็นพวกไม่มีรากเง่า ไร้การศึกษา

คุณธนิต อยู่โพธิ์เล่าว่า พอทรงทราบถึงภาระหน้าที่อันหนักของกรมนี้
ตรัสว่า..."จะเสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งที่นายธนิตสร้าง" และทรงปฎิบัติดังนั้นจริงๆ

ปัญหาเรื่องคุณค่าของสิ่งใหม่ๆ นี่ ที่จริงมันเป็นดาบสองคม
เพราะหากมีสิ่งใหม่เข้ามา สิ่งเก่า มักจะถูกแทนที่
ทั้งๆ ที่เราต้องขยายปริมณฑลทางศักยภาพของเรา ให้รองรับได้ทั้งเก่าและใหม่
เหมือนครอบครัวที่มีลูกใหม่ได้ ไม่ใช่มีใหม่ก็ฆ่าเก่าแบบที่บางประเทศมันทำ
เหอๆๆๆๆๆ

มีเรื่องที่ผมขำจนเยี่ยวเล็ดเกิดขึ้นในแวดวงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของบ้านเรา
คือ เรา"เคย"มีสถานนีวิทยุที่เปิดเพลงคลาสสิคทั้งวันนะครับ

แต่ไม่มีที่เปิดเพลงไทยคลาสสิคทั้งวัน
มีสถานนีทีวีเป็นร้อยๆ ช่อง แต่ไม่มีช่องโขน 24 ชั่วโมงให้ชม

ของพวกนี้ ไม่มีใครทำในประเทศนี้หรอก
คนไทยไม่ฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนั้น

ปล
ตอนที่สมเถาทำโอเปร่าเรื่องรามเกียรติ์ แกจะทำตอนที่ทศกรรณฐ์ตาย
คนที่รู้เรื่องก็บอกว่า ไม่ได้ ประเพณีไทย ห้ามแสดงตอนยักษ์ล้ม ก็เลยต้องตัดออก
เท่านั้นแหละ ฝรั่งแม่งเอาไปประโคมว่า ไทยเซ็นเซ่อร์ศิลปะ
ทีพวกมัน เซ็นเซ่อร์เซ๊กซีนของจีซัส....ไม่เห็นแหกปากโวยวายอะไรเลย

Hexaphonic

พี่ครับ ผมคิดว่าการสร้างสรรค์...คือการสร้างสิ่งใหม่นั่นล่ะครับ ถูกแล้ว...แต่ไม่ใช่การสร้างวัตถุครับ
แต่ถ้าหากใครจะไปติดอยู่กับก้อนสสารต่างๆนี่ มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ
ผมว่ามันเป็นเรื่องภายในต่างหาก...สร้างสรรค์เพื่อให้ได้ญาณทัศน์ที่สดใหม่
ฟังดูเก๋มั้ยฮะ...แต่จะทำได้รึเปล่ามันอีกเรื่องหนึ่ง อิอิ

ผมว่าเราเคยมีสิ่งล้ำค่านะ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้นะ คือสังคมนี้มันไม่ถึงกับเลวร้ายจนไม่มีดีหรอก แต่มันอาจจะรางเลือนไปบ้าง
สังคมสติปัฎฐาน...คือต้นทุนของเรา สังเกตได้จากภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย ปริศนาธรรมต่างๆ มันมีรหัสนัยซ่อนอยู่

แหมพี่ก็...ทหารปืนใหญ่เขามีเครื่องมือทันสมัยไฮเทค กว่าจะยิงโดนจังๆ เขายังต้องยิงหาพิกัดเรย


"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ผมวางคำจำกัดความของคำว่า Creative หรือ Creation อะไรพวกนี้ไว้สามมิติครับ

1 คือสร้างใหม่ เหมือนพระเจ้าสร้างโลก

2 คือชุบชีวิต สิ่งที่ตายให้กลับฟื้นคืน

3 คือทำสิ่งเดียวกับคนอื่น แต่ทำได้ดีกว่าดีกว่าคนอื่น

ความใหม่เป็นหนึ่งในมิติทั้งสาม แต่ไม่ตรงเสียทีเดียว
เพราะในวิชาวัฒนธรรมวิทยานั้น เรายึดถือกันว่า
ไม่มีอะไรใหม่ในจักรวาลนี้ มันใหม่เพราะเราเพิ่งรู้จักเท่านั้นเอง

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะมนุษย์ถูกจำกัด หรือถูกจองจำไว้ด้วยประสบการณ์
มันยากมากที่จะไปให้พ้นโลกแห่งประสบการณ์
เพราะประสบการณ์นั่นแหละ สร้างโลกที่เราอาศัยอยู่

อาจจะฟังวกวน แต่ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

ตอนที่ดอกเตอร์ซูซูกิเอาลัทธิเซ็นไปประกาศในโลกตะวันตก
ทางโน้นตื่นเต้นกันมาก
ที่แท้ ทางนี้ใช้กันมาจนเปื่อยแล้วทุกคัมภีร์



ลองมาเล่นเกมส์หาของใหม่กันดูใหมล่ะ

Hexaphonic

ผมว่าในปัจจุบัน ภูมิปัญญาของมนุษย์กำลังถูกท้าทาย เพราะมันเป็นสัจจะในห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
จะเอาอยาตนะ6อันคับแคบ มาอธิบายทั้งจักรวาลคงจะเป็นไปได้ยาก
แต่มันก็ดูย้อนแย้งในตัวเอง เพราะต้องอาศัยอาตนะ6นี่ล่ะ เพื่อเปิดทางให้ได้ญาณทัศน์อันนั้น

เล่นเกมส์หาของใหม่....

โธ่พี่ แกล้งกันปะเนี่ย
พี่จะใช้เครื่องมืออะไรหาล่ะคร๊าบบ...อยาตนะ6หรอ?
เห็นเขาว่ามันต้องใช้"อยาตนะโน้น"อ่ะครับ ผมจำเขามาอีกที

ลัทธิเซ็นกะพวกปล่อยเงินกู้นี่แก๊งเดียวกันปะ?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

เฉพาะหมุดหมายรีพลายที่34อันเดียว...ก็ขบจนปวดกบาลเลยฮะ

"การเสพซ้ำไม่ใช่ปัญหา เสพอะไรเข้าไปต่างหากที่เป็นปัญหา"
ทีนี้ผมถามว่า...รู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือปัญหา? สิ่งที่เสพ หรือผู้เสพ หรือทั้งสองอย่าง?
แล้วรู้ได้อย่างไรว่าการวินิจฉัยนี้ตรงเป้า ใครคือผู้ตัดสิน?
และถ้าหากผู้เสพเข้าใจกระบวนการทั้งหมดเป็นอย่างดี ความเข้าใจอันนี้มันใช้ได้ในคาบเวลาใดเวลาหนึ่งหรือตลอดไป?

"การบ้าสร้างสิ่งใหม่ๆ" กับการยึดโยงอยู่กับสิ่งเก่าๆ มันเป็นคนละด้านในเหรียญเดียวกัน
มันเป็นทวิภาวะ ดังนั้นการกระทำทั้งสอง มันจึงเป็นจุดอ้างอิงในspace เมื่อมันอยู่ในspace
มันย่อมถูกทำลายได้ด้วยกาลเวลาเช่นกัน ผมคิดว่าถ้าจะแบ่งความใหม่-เก่า
ต้องแบ่งตามช่วงการเปลื่ยนแปลงในมโนสำนึกของเหล่าโฮโมเซเปี้ยนส์
ผมถือว่าตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้ภาษา
สิ่งที่สร้างในห้วงเวลานี้คือสิ่งใหม่ทั้งหมด ยุคก่อนภาษาคือสิ่งเก่า
อันนี้เป็นความมั่วส่วนตัวของผมนะฮะ... :dizzy:

ถ้าพูดแบบตีสำนวนก็ต้องบอกว่า ด้วยความเสื่อมของอุปกรณ์ภายใน เครื่องเสียงผมไม่เคยเหมือนเดิม
หัวเข็ม แผ่นเสียงก็สึกไปเรื่อยๆ ดังนั้นคลื่นเสียงที่เดินทางเข้าหูผม มันก็ไม่เคยเหมือนเดิมเช่นกัน อิอิ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

"การเสพซ้ำไม่ใช่ปัญหา เสพอะไรเข้าไปต่างหากที่เป็นปัญหา"
ทีนี้ผมถามว่า...รู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือปัญหา? สิ่งที่เสพ หรือผู้เสพ หรือทั้งสองอย่าง?
แล้วรู้ได้อย่างไรว่าการวินิจฉัยนี้ตรงเป้า ใครคือผู้ตัดสิน?


เอาให้ตรงกันก่อน คือ ยอมรับได้หรือไม่ว่าการเสพย์ซ้ำ ทำซ้ำ หรือการลอกเลียนแบบ ถ่ายแบบ ถอดแบบ
การอ้างอิง หรือการได้รับแรงบันดาลใจ....เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องผิด

ถ้าใช่ แล้วอะไรล่ะ ที่ผิด

ลองไปเทียบกับอาหารอาจจะเห็นชัดขึ้น
สมมติว่า ห่านพะโล้ที่ท่าดินแดง ซึ่งต้มต่อเนื่องกันมาสองชั่วคน
จู่ๆ วันหนึ่ง ลูกหลานรุ่นสามออกมาบอกว่า นี่มันเรื่องทำซ้ำนี่ น้ำพะโล้อะไร ทำซ้ำซากมาได้ตั้งสี่ห้าสิบปี
ต้องปรับปรุงสูตรใหม่...เช่น เติมสมุนไพรรุ่นใหม่ๆ เข้าไป เอาส่วนผสมที่ไม่ผ่าน อย. ออก...ฯลฯ

เช่นนี้ ในแง่ของวัฒนธรรม เราจะว่าอย่างไร
หรือกรณีสมเถา ที่สมมติว่า ดื้อ เล่นตอนทศกัณฐ์ล้มมันกลางพระนคร...เราจะว่าอย่างไร

ผมว่าคนฉลาดๆ ก็ต้องนึกออก ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ
คำว่า "อะไรควรทำไม่ควรทำ" นี่แหละครับ คือคำตอบของทุกอย่าง
เพียงแต่ว่า ก่อนจะทำอะไรลงไป คิดไตร่ตรองแล้ว มองรอบด้านแล้ว
เมื่อมั่นใจ ใครต้องทำ ก็ทำ ใครไม่ต้องทำ ก็อยู่เฉยๆ
สังคมของเรามีการแบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเราเหนือกว่าฝูงสัตว์

ใครป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก หรือเป็นพี่เป็นน้อง
เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง เป็นครูเป็นลูกศิษย์....ฯลฯ ล้วนแต่มีหลักปฎิบัติที่ไม่ใช่ความลับอะไร
เราก็ทำไปตามนั้น ใช้คุณธรรมของความเป็นสิ่งนั้นให้ครบถ้วน

ไม่ใช่มาบอกว่า ดาราคือแบบอย่าง หรืออาบน้ำร้อนมาก่อน...อะไรทำนองนั้น

ที่แย่ก็คือ แต่ละคนมันเจือกไม่ดำรงคุณธรรมแห่งสถานะภาพ
และแย่ยิ่งกว่าคือหลักแห่งคุณธรรมมันดันไม่แน่ชัด หรือถูกละเมิด

ผมจึงคิดว่า เราต้องไม่ถามว่า ใครคือผู้ตัดสิน?
แต่ต้องถามว่า คำตัดสินนั้นเป็นไปตามคลองธรรมหรือเปล่า ถ้าเปล่า
ต่อให้พระสังฆราชสั่ง มันก็ผิด ถ้าเป็นไปตามคลองธรรม โจรสั่ง ก็ถูกครับ

ว่าแต่ว่า "เรา" มีคลองธรรมให้ยึดหรือเปล่า

ตัวผมเองบอกได้ง่ายๆ ว่า พ่อแม่ผมแหละครับ คลองธรรมของผม
คนอื่นก็อาจจะเป็นด้วย แต่เป็นแควสาขา
หลักของผมมันแย่หน่อย ตรงที่วางสมมติฐานไว้ว่า ทุกคนมีพ่อแม่
และทุกพ่อแม่สอนลูกอย่างรับผิดชอบ

เสียดายที่หลักนี้ใช้ยากในปัจจุบัน เพราะพ่อแม่ละเลยคลองธรรมตามหน้าที่
และเด็กเชื่อเลดีกาก้า มากกว่าพ่อแม่....ฮา