• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
23 July 2019, 10:33:15 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


วัฒนธรรมสามระดับ

Started by pee, 26 May 2012, 09:37:12 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

ทีนี้มาที่การตีความ

สงครามเขมร-อยุธยาครั้งแรก จะเกิดสมัยพระเจ้าอู่ทองได้ยาก เพราะเพิ่งสถาปนาเมืองใหม่ ขณะนั้นมีเมืองที่ทรงอำนาจในลุ่มเจ้าพระยาและไกล้เคียงหลายเมือง

ละโว้นั้น เป็นเมืองใหญ่มาก่อน มีความเจริญต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนา อาจารย์มานิต วัลลิโภดมเคยพิมพ์รูปศิลามากมายที่ขุดขึ้นมาได้จากการวางรางรถไฟหลัง 2475 เป็นศิลปะทวารวดีชั้นสูง ที่ศาลสูงก็มีจารึกปี 1300 กว่า ระบุว่าที่เมืองนี้รุ่งเรืองทั้งสถวีระและมหายาน 1400 กว่าก็มีปรางค์แขก 1800 กว่าก็มีปรางค์สามยอด เรียกว่าเป็นเมืองพันปีไม่มีทิ้งร้าง จึงเมื่อสร้างอยุธยาแล้ว พระเจ้าอู่ทองก็ให้ลูกกินเมืองนี้ ทำนองเมืองลูกหลวง

อีกเมืองที่สำคัญก็คือสุพรรณบุรี แล้วยังมีสระหลวง สองแคว เมืองบน ชัยนาท....แต่ละเมืองล้วนแต่เข้มแข็ง เป็นราชวงศ์เอกเทศ

ดังนั้น สามรัชกาลแรกของอยุธยา จึงเป็นการแผ่อำนาจในหมู่คนภาษาเดียวกัน ซึ่งกินเวลาตั้งห้าสิบปี

อำนาจอยุธยาขึ้นสูงสุดสมัยเจ้าสามพระยา ตอนนั้นกัมพูชาเป็นเหมือนผลไม้รอวันร่วงหล่น
ท่านจึงยกทัพไปตีเอาโดยง่าย

ทีนี้มาดูว่า ท่านยิ่งใหญ่เพียงใด ข้อพิสูจน์ก็ง่ายนิดเดียว ไปดูวัดราชบูรณะ และกรุเครื่องทองที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา







อันว่าวัดราชบูรณะนั้น เป็นวัดระดับพระศรีรัตนมหาธาตุ ผมสันนิษฐานว่า เจ้าสามท่านสร้างถวายพ่อ ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในยุคนั้น หมายความว่าพอท่านครองราชย์ ก็ต้องเผาพ่อและอาจจะสร้างวัดตรงที่ถวายพระเพลิง

หมายความว่า สร้างก่อนไปตีเขมร

อ้าว
ยังไม่ได้ครัวเขมรมาเลย อยุธยายิ่งใหญ่สร้างอะไรพวกนี้ได้แล้วหรือ ราชประเพณีอะไรทั้งหลาย ไม่ต้องรอปุโรหิตเขมรถูกกวาดต้อนเข้ามาหรือรัย

จบข่าวอีกแล้วครับท่าน

Hexaphonic

"สเตตัสนี้มาจากคอมเม้นท์รูปของอาจารย์ Sujit Wongthes

หลังจากอ่านมา ผมพอจะสรุปวิธีการเรียนแบบคนไทยได้ดังนี้(เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรโปรดชี้แนะ)

๑.คนไทยเน้นการฟังมากกว่าการอ่าน (วัฒนธรรมมุขปาฐะ) ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่อาศัยการดู สังเกต จดจำและทำตาม
มากกว่าการอ่านเพื่อจำ เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า
๒.การพัฒนาวิธีคิดแบบไทย คือการเน้นที่รากแน่นฐานลึก แล้วค่อยต่อเติมพัฒนา
๓.การเคารพครูไม่ใช่เพียงแค่การทำตามอย่างเดียว แต่หมายถึงการรักษามาตรฐานที่ครูสอนไว้ด้วย
รวมถึงการเพิ่มมาตรฐานในกรณีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แบบนั้นเจ๋งกว่า
๔.ไม่สอนทั้งหมดเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เฉพาะตน

ท่านใดเห็นด้วยไม่เห็นด้วยขอคำชี้แนะนะครับ"



จากเพจ Ziem D.Shang
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 11:32:20 pm
"สเตตัสนี้มาจากคอมเม้นท์รูปของอาจารย์ Sujit Wongthes

หลังจากอ่านมา ผมพอจะสรุปวิธีการเรียนแบบคนไทยได้ดังนี้(เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรโปรดชี้แนะ)

๑.คนไทยเน้นการฟังมากกว่าการอ่าน (วัฒนธรรมมุขปาฐะ) ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่อาศัยการดู สังเกต จดจำและทำตาม
มากกว่าการอ่านเพื่อจำ เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า
๒.การพัฒนาวิธีคิดแบบไทย คือการเน้นที่รากแน่นฐานลึก แล้วค่อยต่อเติมพัฒนา
๓.การเคารพครูไม่ใช่เพียงแค่การทำตามอย่างเดียว แต่หมายถึงการรักษามาตรฐานที่ครูสอนไว้ด้วย
รวมถึงการเพิ่มมาตรฐานในกรณีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แบบนั้นเจ๋งกว่า
๔.ไม่สอนทั้งหมดเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เฉพาะตน

ท่านใดเห็นด้วยไม่เห็นด้วยขอคำชี้แนะนะครับ"


จากเพจ Ziem D.Shang


ไม่มีปัญญาแย้ง ก็หลบไปเรื่องอื่น
ไม่อายบ้างหรือครับ

Hexaphonic

28 March 2014, 12:15:21 am #243 Last Edit: 29 March 2014, 05:54:55 am by Hexaphonic
ผมเอนเอียงไปทางพุทธทัศนะแบบนี้ ถูกจริตกว่าพุทธศิลป์แบบราชสำนักอยุธยา
(เป็นความลำเอียงส่วนตัว เฉกเช่นหอแห่งเมืองปิซานั่นแล ....ฮา)

"พุทธะไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่สวยงาม และไม่ได้มีความสามารถจะทำให้คนรอบๆตัว
หรือสังคมในยุคสมัยของท่านดีงาม "สมบูรณ์แบบ"

เข้าใจว่ายุคแรกๆ (หมายถึงตามพระไตรปิฎกที่บรรยายคำสอน การใช้ชีวิตของพุทธะและพระภิกษุ)
พุทธะไม่ได้ถูกยกย่องเป็น "อภิมนุษย์" แต่เป็นคนที่ถูกด่า ถูกโต้เถียง ถูกใส่ร้าย ถูกลอบฆ่า

เป็นครูที่อยู่ท่ามกลางปัญหามากมายของพระภิกษุและปัญหาทางสังคม มีทั้งความขัดแย้ง การวิวาทในบรรดาพระภิกษุ
ญาติๆของท่านก็ทะเลาะ ทำสงคราม และฯลฯ บางทีพุทธะก็สอนลูกศิษย์เชื่อฟังบ้าง ไม่เชื่อบ้าง
พุทธะอยู่ท่ามกลางความทุกข์ของคนรอบๆข้าง

ไม่ปรากฏว่ามีใครมาหาพุทธะเพื่อให้ดลบันดาลโชคลาภ หรือเพื่อทำบุญบริจาคอะไรกับท่านแล้วจะร่ำรวย

พุทธะเป็นเพียงกัลยาณมิตรทางปัญญาสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจเรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ของชีวิตและสังคม
ซึ่งท่านก็อธิบายตามมุมมองของท่านท่ามกลางมุมมองอื่นๆที่แตกต่างอีกมากมาย

แน่นอน มีทั้งคนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับคำสอนของพุทธะ คนที่ดูหมิ่นเย้ยหยันก็มี"



สุรพศทวีศักดิ์ 1 มีนาคม พศ.2557
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

Quote from: pee on 28  March  2014, 12:14:54 am
Quote from: Hexaphonic on 27  March  2014, 11:32:20 pm
"สเตตัสนี้มาจากคอมเม้นท์รูปของอาจารย์ Sujit Wongthes

หลังจากอ่านมา ผมพอจะสรุปวิธีการเรียนแบบคนไทยได้ดังนี้(เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรโปรดชี้แนะ)

๑.คนไทยเน้นการฟังมากกว่าการอ่าน (วัฒนธรรมมุขปาฐะ) ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่อาศัยการดู สังเกต จดจำและทำตาม
มากกว่าการอ่านเพื่อจำ เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า
๒.การพัฒนาวิธีคิดแบบไทย คือการเน้นที่รากแน่นฐานลึก แล้วค่อยต่อเติมพัฒนา
๓.การเคารพครูไม่ใช่เพียงแค่การทำตามอย่างเดียว แต่หมายถึงการรักษามาตรฐานที่ครูสอนไว้ด้วย
รวมถึงการเพิ่มมาตรฐานในกรณีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แบบนั้นเจ๋งกว่า
๔.ไม่สอนทั้งหมดเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เฉพาะตน

ท่านใดเห็นด้วยไม่เห็นด้วยขอคำชี้แนะนะครับ"


จากเพจ Ziem D.Shang


ไม่มีปัญญาแย้ง ก็หลบไปเรื่องอื่น
ไม่อายบ้างหรือครับ



แหมๆ...ใช้ขนาดตัวอักษรใหญ่จัง ทำไมต้องตะเบ็งตะโกนด้วยล่ะครับ
นี่ผมยังโพสท์อยู่ในประเด็น "วัฒนธรรมสามระดับ" นะครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 28  March  2014, 12:20:52 am
แหมๆ...ใช้ขนาดตัวอักษรใหญ่จัง ทำไมต้องตะเบ็งตะโกนด้วยล่ะครับ
นี่ผมยังโพสท์อยู่ในประเด็น "วัฒนธรรมสามระดับ" นะครับ


วัฒนธรรมหมายถึงการเสวนา
ไม่ใช่ไปใหนมาสามวาสองศอก

คุณยกข้อมูลมา ผมล้มล้างหมดสิ้น คุณไม่มีความรู้สึกรู้สมเลยหรือ
แม้แต่บอกว่า จิตรไม่ให้ใช้คำว่าขอม ขวัญใจคุณฝากมา ยังเฉยได้อีก

การเสวนาแบบนี้ เรียกว่าเดินรถทางเดียว
เป็นเผด็จการของแท้ครับ

Hexaphonic

ถ้าเป็นเรื่อง "โนว์ฮาวทางรัฐศาสตร์ของราชสำนักอโยธยาที่ส่งต่อมาจากราชสำนักขอม"
ผมยังไม่เห็นว่าพี่จะหักล้างข้อสังเกตของผมได้เลย ที่พี่ยกตัวอย่างมันเป็นงานประณีตศิลป์นี่ครับ?
แต่ผมเน้นไปที่การรัฐศาสตร์พราหมณ์-ฮินดู ราชสำนักอโยธยาได้มาจากไหน?

"ลิลิตโองการแช่งน้ำบางทีเรียกว่า  ประกาศโองการแช่งน้ำ  หรือประกาศแช่งน้ำโคลงห้า  หนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณคดีเรื่องเดียวในรัชสมัยสมเด็จพระรามา ธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ที่มีอยู่
ในปัจจุบันและต้นฉบับจารึกเป็นตัวอักษรขอม  สันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพราหมณ์ผู้กระทำ
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  หรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล  ในสมัยสมเด็จพระรามา
ธิบดีที่ ๑  พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีที่ข้าราชการทหาร  พลเรือนและเจ้าประเทศราช  แสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  เป็นพระราชพิธีในราชสำนักขอมอันมีอินเดียเป็นต้นเค้า  ในสมัยรัชกาลที่ ๔  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระแสงศรปลัยวา ต  พระแสงศรอัคนิวาต  และพระแสงศรพรหมมาสตร์ขึ้น  และใช้พระแสงศรทั้ง ๓  องค์นี้  แทงน้ำตอนท้ายบทสรรเสริญเทพเจ้าแต่ละองค์

ผู้แต่ง : 
สันนิษฐานว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง )

ประวัติ :
ต้นฉบับเดิมที่เหลืออยู่เขียนด้วยอักษรขอม ข้อความที่เพิ่มขึ้นในรัชกาลที่๔ ตามหลักฐานซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงยืนยันไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน คือ "แทงพระแสงศรประลัยวาต" "แทงพระแสงศรอัคนิวาต" และ "แทงพระแสงศรพรหมมาสตร์"

ทำนองแต่ง
มีลักษณะเป็นลิลิต คือ มีร่ายกับโคลงสลับกัน ร่ายเป็นร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลงแบบโคลงห้าหรือมณฑกคติ    ถ้อยคำที่ใช้ส่วนมากเป็นคำไทยโบราณ นอกจากนั้นมีคำเขมร และบาลี สันสกฤต ปนอยู่ด้วย คำสันสกฤตมีมากกว่าคำบาลี

ความมุ่งหมาย  :
ใช้ อ่านในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาล ซึ่งกระทำตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอู่ทองสืบต่อกันมาจนเลิกไป เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕

เรื่องย่อ :   
เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร  พระพรหมตามลำดับ ต่อจากนั้นบรรยายด้วยโคลงห้า และร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้างโลกใหม่  เกิดมนุษย์  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  การกำหนดวัน เดือน ปี และการเริ่มพระราชาธิบดีในหมู่คน  แล้ว อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรืองอำนาจอันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดา อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นพยาน ลงโทษผู้คิดคดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนผู้ซื่อตรงภักดี ขอให้มีความสุขและลาภยศ  ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน

​ตัวอย่างในลิลิตโองการแช่งน้ำ :
          สรรเสริญพระนารายณ์  โอมสิทธิสรวงศรแกล้ว  แผ้วมฤตยู  เอางูเป็นแท่น  แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน  บินเอาครุฑมาขี่  สี่มือถือสังข์จักร  คทาธรณีกีรุอวตาร  อสุรแลงลาญทัก  ททักคนีจรนาย(แทงพระแสงศรปลัยวาต)
          ไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์
                   นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์   จักร่ำจักรพาลเมื่อไหม้
        กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง   น้ำแล้งไข้ขอดหาย
            เจ็ดปลามันพลุ่งหล้าเป็นไฟ  วาบจตุรบายแผ่นขว้ำ
        ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า     แลบล้ำสิสอง
          สาปแช่งผู้คิดคดทรยศ
          จงมาสูบเอาเขาผู้บ่ซื่อ  ชื่อใครใจคด  ขบถเกียจกาย  ว่ายกะทู้ฟาดฟัด  ควานแกนมัดศอก     หอกคนเต้าเท้าหก  หลกเท้าให้ไปมิทันตาย  หงายระงมระงม  ยมบาลลากไป  ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง  เขาวางเหนืออพิจี  ผู้บดีบซื่อ  ชื่อใครใจคดขบถต่อเจ้า  ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา  สมเด็จพระรามาธิบดี  ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราชาธิราช  ท่านมีอำนาจมีบุญ  คุณอเนกาอันอาไศรยร่ม
        ​  ให้พรผู้ซื่อสัตย์
          ใครซื่อเจ้าเติมนาง  ใครซื่อรางควายทอง  มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่  เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย  ใครซื่อฟ้าสองย้าวเรงยิน  ใครซื่อสินเภตรา  ใครซื่อใครรักษ์เจ้าจงยศ  กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง  เทพายศล่มฟ้า  อย่ารู้อันตราย  ได้ใจกล้าดังเพชร  ขจายขจรอเนกบุญ  สมเด็จพระรามาธิบดี  ศรีสินทรบรมมหา  จักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า  สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์

​คุณค่าของหนังสือ :
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร   ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้เป็นลิลิตเรื่องแรกในประวัติวรรณคดีไทย  ใช้ถ้อยคำภาษาที่เก่า  มีคำภาษาเขมร บาลี สันสกฤต และคำไทยโบราณปนอยู่มาก  คำบางคำต้องสันนิษฐานความหมาย  ทำให้อ่านเข้าใจยาก  ทั้งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าคำมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์  เกิดอารมณ์หวาดกลัว  ไม่กล้าคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน  ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้จึงมีคุณค่า  สามารถใช้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้
          ๒.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม
                ๒.๑  ทางการปกครอง  เป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระราชพิธีแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษั ตริย์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์   จึงเป็นวรรณคดีที่มีคุณค่าต่อระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตย  เพราะเป็นการให้สัตย์สาบานว่าจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษ ัตริย์และบ้านเมือง  ทำให้เกิดความสามัคคีมีผลให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น
                ๒.๒  ทางวัฒนธรรม  วรรณคดีเล่มนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงการได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากข อมและอินเดีย  พิธีพราหมณ์ได้เข้ามาใช้ปะปนในพระราชพิธีต่าง ๆ และยังทำให้เห็นลักษณะการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเ ทวราชอีกด้วย
                ๒.๓  ความเชื่อถือทางศาสนา  ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ในพิธีสาปแ ช่งผู้ทุจิตโดยอาศัยอำนาจของเทวดาและภูตผี   ตามความเชื่อถือของพราหมณ์  ซึ่งเป็นศาสนาของอินเดียและพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ เป็นพิธีตามศาสนาพรามหมณ์  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงนำพิธีทางพุทธศาสนามาเพิ่มเติมในภายหลัง
          ๓.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  เป็นวรรณคดีที่ใช้ในการสวดหรืออ่านโองการแช่งน้ำของพราหมณ์ผู้ท ำพิธี  ลิลิตโองการแช่งน้ำมีอิทธิพลต่อวรรณคดีสมัยหลัง  ทำให้กวีเกิดความบันดาลใจแต่งวรรณคดีเรื่องอื่นขึ้น  ได้แก่  โคลงพิธีถือน้ำแลคเชนทรัศวสนาน  พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นวรรณคดีที่กล่าวถึงพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา"


http://pspreaw.wix.com/thailandliterature#!untitled/c245q
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

28 March 2014, 07:31:10 pm #247 Last Edit: 28 March 2014, 07:34:57 pm by pee
Quote from: Hexaphonic on 28  March  2014, 02:26:05 pm
ถ้าเป็นเรื่อง "โนว์ฮาวทางรัฐศาสตร์ของราชสำนักอโยธยาที่ส่งต่อมาจากราชสำนักขอม"
ผมยังไม่เห็นว่าพี่จะหักล้างข้อสังเกตของผมได้เลย ที่พี่ยกตัวอย่างมันเป็นงานประณีตศิลป์นี่ครับ?
แต่ผมเน้นไปที่การรัฐศาสตร์พราหมณ์-ฮินดู ราชสำนักอโยธยาได้มาจากไหน?

ผู้แต่ง : 
สันนิษฐานว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง )


ที่จริงผมไม่อยากจะโต้แย้งกับคนไม่มีความรู้เลยนะครับ เพราะความเข้าใจในเรื่องต่างๆ มันคนละระดับกัน อย่างเช่นบอกว่าผมใช้ประณีตศิลป์ เพียงเพราะผมยกรูปเครื่องทองมา แต่ในเอกสารที่ผมใช้ มันมีสถาปัตยกรรมด้วย คงจะไม่รู้จักมั้ง....ฮา

จากรูปแบบสถาปัตยกรรมวัดราชบูรณะ คนไม่รู้ก็จะบอกว่า นี่งัย ปรางค์ขอม แม้แต่สมเด็จดำรง หลวงบริบาล หรือเซแดส ก็บอกอย่างนั้น พวกนักศึกษาสำเร็จรูป ก็ว่าตามโดยที่ตัวเองไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยเหมือนคนรุ่นก่อน

ตอนนี้ผ่านยุคดำรงฯ มาจะร้อยปีแล้ว เป็นยุคคลั่งประชาธิปไตยแล้ว ยังจะอ้างอำมาตย์อีก ไม่อายบ้างหรือไร

ปรางค์วัดราชบูรณะ ไม่ใช่สถาปัตยกรรมเขมร เพราะเขมรก่ออิฐแบบนั้นไม่เป็น สถาปัตยกรรมอิฐของเขมร เป็นแบบอิฐขัด คือกระทำกับอิฐเหมือนเป็นหิน วางก้อนแรกลงไปแล้ว ก็จะขัดผิวสัมผัสให้แนบสนิทกับก้อนที่ทับบน การประสานใช้ยางไม้ รอยต่อจึงแนบสนิทชนิดใบมีดโกนก็เสียบไม่เข้า

ช่างไทยไม่รู้จักเทคนิคนี้ แต่ใช้เทคนิคก่ออิฐที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ใบสอเป็นปูนผสม ขนาดอฺฐก็จัดแบ่งตามตำแหน่งที่ใช้ ความหนาและขนาดแตกต่างกันไป การก่อสร้างก็เป็นชนิดโครงสร้างกลวง ทั้งเจดีย์และปรางค์ ซึ่งไม่มีพบในสถาปัตยกรรมเขมร

ในรูปประณีตศิลป์นั้น ยังมีเจดีย์จำลอง ขุดได้จากในกรุ รูปแบบเป็นระฆังเตี้ย คล้ายกับของลังกา รูปแบบเช่นนี้ยังใช้ประดับสันหลังคาของมุขปรางค์ แสดงว่าในยุคเดียวกัน มีการสร้างทั้งเจดีย์และปรางค์ควบคู่กัน หมายความว่าที่พวกรุ่นเก่าแยกวิวัฒนาการสถูปและปรางค์ออกจากกัน โดยบอกว่า สถูปกลมมาสร้างหลังจากสถาปัตยกรรมพระปรางค์เสื่อมความนิยมแล้ว จึงเป็นการตีความที่ผิด

พูดมายาว สรุปสั้นนิดเดียวว่า อยุธยาและเมืองพี่ๆ อย่างละโว้ สุพรรณบุรี มีศักยภาพที่จะเป็นมหาอาณาจักรได้เอง ไม่ต้องรอตีเขมรแล้วสั่งเข้าความเจริญแบบพราหมณ์มาใช้ดอกน้องเอ๋ย ออกจากกะลาอำมาตย์ได้แล้วจ้า

ส่วนที่ผมตราแดงไว้ในโคทของคุณ ที่ว่าแช่งน้ำแต่งสมัยอู่ทองน่ะ ไม่รู้ว่าคุณอ้างแบบเชื่อ หรืออ้างแบบไม่รู้กันแน่ เดาว่าทั้งสองอย่าง

ถ้าแต่งสมัยอู่ทอง ก็ต้องถามว่า มีหลักฐานใหม ว่าอู่ทองไปตีเขมร
ข้างบนนั้น ผมก็บอกแล้วว่า พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ระบุการตีเขมรครั้งแรกสมัยเจ้าสามพระยา ห่างจากอู่ทองตั้งแปดสิบปี แล้วจะเอาพราหมณ์ที่ใหนมาแต่งแช่งน้ำกันละนี่

ทีนี้ว่าด้วยภาษา
จารึกปราสาทพระขรรค์(อังกอร์) มีเรื่องว่าด้วยการสาบาน ท่านเฮ็กได้เคยศึกษาใหม ว่ามันสัมพันธ์กับแช่งน้ำอย่างไร ระดับชั้นของภาษาสันสกฤตระหว่างสองแหล่งนี้แตกต่างกันอย่างไร แล้วได้เคยเทียบวรณกรรมร่ายของสองวัฒนธรรมหรือไม่ ว่ามีการส่งต่อ หรือที่จริงมีวิวัฒนาการมาจากแหล่งเดียวกัน

แล้วทราบหรือไม่ว่า อาชีพพรามหณ์ในยุคหลังคุปตะของอินเดีย มันกลายเป็นสินค้าส่งออก มีพราหมณ์มากขนาดใหนที่ออกจากเมืองแม่มารับจ๊อบตามเมืองห่างไกล เป็นที่ปรึกษาหรือตัวกลางระหว่างคนกับพระเจ้า อยุธยาซึ่งมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ชั้นดี ตั้งสกัดการค้าจากตอนบนของเจ้าพระยา ป่าสัก และปิดทางที่พ่อค้าจากปากอ่าวจะเข้าสู่ตอนในของภูมิภาค จะไม่ใช่ทำเลทองที่นักวิชาการซี้พระผู้เป็นเจ้าจะแวะทำมาหากินหรือ

วิชาการปัจจุบัน ก้าวหน้ากว่าสมัยดำรงและจิตรมากมายมหาศาล แต่ที่อ้างมาเสียยาวน่ะ เป็นแค่เศษความรู้ที่รุ่นนั้นเขาทำไว้

ในรอบยี่สิบปีมานี้ ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมนั้นก้าวหน้ามาก เรารู้ชัดว่า อ่าวไทยเคยกินลึกขึ้นไปถึงนครสวรรค์ ทำให้แหล่งวัฒนธรรมทวารวดีสำคัญๆ ต่างก็ไกล้ทะเลทั้งนั้น แล้วด้วยความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้โตนเลเสียบของเมืองพระนครหลวง เริ่มเสื่อมทรามลง นิเวศน์ที่ถูกทำลายทำให้อารยธรรมใหญ่ค่อยๆ สลายตัวลงมา

สมัยบายน อันเป็นยุคปลายสุดของมหาอาณาจักรกัมพูชา แม้แต่จะก่อสร้าง ยังไม่มีปัญญาหาหินดีๆ มาใช้ ต้องเปลี่ยนไปใช้ศิลาแลง คุณภาพการก่อสร้างจึงต่ำมาก ใหญ่แต่อาณาบริเวณ แต่รายละเอียดนั้น เทียบกับสถาปัตยกรรมอิฐของอยุธยาไม่ได้เลย

บอกได้อย่างมั่นใจว่า เขมรในพ.ศ. 1800 นั้น ไม่มีปัญญาสร้างสถาปัตยกรรมแบบวัดพระรามได้เลย และไม่มีแรงดึงดูดพอที่พวกพรามหณ์รับจ้างจะแวะไปหากินอีกด้วย โรคห่าที่กินคนไปหลายแสนในช่วงนั้น (ที่มาของพระเจ้าขี้เรื้อนในตำนาน) เป็นตัวการใหญ่ปิดฉากเมืองพระนครที่เคยดำรงอยู่มาสี่ร้อยปีสนิทครับ

อยากรู้ความเป็นไปของเมืองพระนครหลวงในช่วงนี้ ก็ไปอ่านบันทึกของโจวต้ากวน ฑูตจีน อาจจะทำให้คุยได้สนุกขึ้นครับ แล้วลองไปอ่านการตีความของบาราย เรื่องพ่อขุนผาเมืองไปเป็นราชบุตรเขยพระเจ้าอินทรวรมันดู อ่านแล้วยังมีค่าน่าคิดกว่าลอกความเห็นอำมาตย์มาดื้อๆ อย่างที่ทำนะครับ

pee

11 June 2014, 02:27:53 am #248 Last Edit: 11 June 2014, 02:47:10 am by pee
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) อ.ศาลายา จ.นครปฐม นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวในการเป็นประธานในการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติประจำปี 2555 เนื่องในวันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย ว่า ภารกิจของหอภาพยนตร์ คืออนุรักษ์ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นมรดกของชาติ เพื่อเป็นหลักประกันว่าภาพยนตร์เหล่านี้จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และถือเป็นการอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทยให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสรับชมต่อไป เช่น ภาพยนตร์ข่าว ภาพยนตร์สารคดีต่างๆ และภาพยนตร์ที่ถ่ายกันในครอบครัวหรือที่เรียกว่า "หนังบ้าน" ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หอภาพยนตร์ประสบความสำเร็จในการทำให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของภาพยนตร์ ที่มีความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และประโยชน์มากมายมหาศาลกว่าการชมเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว



นายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติ กล่าวว่า ภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกมีทั้งหมด 25 เรื่อง ได้แก่

1.เรื่องโชคสองชั้น (พ.ศ.2470)

2.ชีวิตก่อน 2475 (2473)

3.แห่รัฐธรรมนูญ (2476)

4.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนคร พ.ศ.2481 (2481)

5.ทิ้งระเบิดกรุงเทพในสงครามโลกครั้งที่ 2 (2487)

6.การสวนสนามของกองกำลังเสรีไทย (2488)

7.เหตุมหัศจรรย์ (2498)

8.สวรรค์มืด (2501)

9.แม่นาคพระโขนง (2502)

10.การชกมวยชิงแชมเปี้ยนโลกระหว่าง โผนกิ่งเพชร-ปาสคาล เปเรส พ.ศ.2503 เวทีมวยลุมพินี กรุงเทพ (2503)

11.มือโจร (2504)

12.เรือนแพ (2504)

13.บันทึกรักของพิมพ์ฉวี (2505)

14.เงิน เงิน เงิน (2508)

15.เสน่ห์บางกอก (2509)

16.พยาธิตัวจี๊ด (GNATHOSTOMA SPINIGERUM AND GNATHOSTOMIASIS IN THAILAND : 2510)

17.ยิงเป้านักโทษค้ายาเสพติด

18.อินทรีทอง (2513)

19.ดาไลลามะในสวนโมกข์ (2515)

20.หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ (2517)

21.ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (2520)

22.ครูบ้านนอก (2521)

23.เมืองในหมอก (2521)

24.คนจร ฯลฯ (2542)

25.สวรรค์บ้านนา (2552)




http://www.youtube.com/playlist?list=PL486C3F39BCF74D01

Hexaphonic

08 June 2017, 02:06:55 pm #249 Last Edit: 08 June 2017, 02:21:31 pm by Hexaphonic
Quote from: pee on 20  June  2012, 09:13:26 pm
Quote from: PandaZ on 20  June  2012, 09:02:58 pm
พี่พีครับ ทำไมช่วงนี้อิสลามถึงเริ่มมีการขยายตัวมากขึ้นครับ
แล้วผลจะเป็นเช่นรัยต่อไปครับ


การขยายตัวของอิสลามนี่ มีสองมิติซ้อนกัน
มิติแรกคือพื้นที่ข่าว ถ้าเป็นข่าวมาก การรับรู้ก็มาก
มิติที่สองคือ ความจริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาที่มีแต่การขยายตัว เหมือนคริสต์

พลังของอิสลามนั้น มีมาก เข้มแข็งและเติบโตอย่างไม่มีการสะดุด
ตั้งแต่ขยายตัว ครองอัฟริกา เข้าอินเดีย กลืนปากีสถาน กลืนอินโด กินจีน เข้ารัสเซีย แล้วไปยุโรป
แต่ยิวมาทำให้ภาพมันชัดขึ้น และยิวเองนั่นแหละ ที่ทำให้การเติบโตของอิสลามเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

ตอนที่เมกาสนับสนุนยิวให้ทำสงครามหกวัน อิสลามแพ้ยับ
เสียดินแดนและเสียหน้าอย่างไม่นึกไม่ฝัน นั่นแหละ คือการปลุกอิสลามให้ตื่น

หลังจากนั้นการเมืองของอิสลามก็เป็นฝ่ายเหนือมาตลอด
พวกเขาเสียอิรัค แต่ได้วอลสตรีท...คุณแพนด้าว่าคุ้มใหมล่ะ




ความคืบหน้าวิกฤตกาตาร์

- รัฐสภาตุรกีสั่งอนุมัติกองกำลังประจำการช่วยเหลือกาตาร์มากสุดถึง 3,000 นาย จากฐานทัพตุรกีในกาตาร์

- เอมีร์กาตาร์ ชีคทามิม โทรสายตรงหาทรัมป์แล้ว

- เอมีร์คูเวต บินตรงไปกรุงริยาดห์ เจรจากับกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย
  แล้วโทรหาเอมีร์กาตาร์ ให้ระงับการแถลงเรื่องวิกฤตนี้ออกสื่อไปก่อน

- คูเวตกับโอมานเกรงว่าเรื่องจะบานปลาย กำลังต่อสายช่วยเจรจาเต็มที่

- จอร์แดนลดระดับการทูตกับกาตาร์ แต่ยังมีความสัมพันธ์ในระดับกลาง
  และคนที่บินกาตาร์แอร์เวยส์ไม่ได้ ให้บินรอยัลจอร์แดเนียนไปก่อน



สรุปว่าตอนนี้ชาติอาหรับในอ่าวเปอร์เซียที่ยังติดต่อกับกาตาร์มี คูเวต โอมาน

ชาติที่ลดระดับความสัมพันธ์ลง คือ จอร์แดน

ชาติที่แสดงความเป็นศัตรูกับกาตาร์มากสุด คือซาอุดิอาระเบีย UAE บาห์เรน อียิปต์

ชาติที่ประกาศตัดสัมพันธ์แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีผล
เพราะโดนกบฎยึดประเทศหรือรัฐบาลไ่มมีอำนาจเลย คือเยเมนกับลีเบีย

ชาติที่มีผลประโยชน์กับกาตาร์แล้วตัดสัมพันธ์ คือ มัลดีฟส์
(เพราะ Ooreedoo ของกาตาร์ เป็นเครือข่ายมือถือใหญ่สุดในมัลดีฟส์)

ชาติที่น่าจะช่วยเหลือกาตาร์ได้มากสุดตอนนี้คืออิหร่าน แต่ดันเป็นศัตรูกับอาหรับอื่น

งานนี้ทรัมป์น่าจะได้ดีลอาวุธจากกาตาร์ล็อตใหญ่นะ


"มิตรสหายท่านหนึ่ง"



ผมว่ารัฐอิสลามมีแต่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆนะครับ
ดาบสุดท้ายที่อาณาจักรอิสลามต้องเจอคือความก้าวหน้าทางพลังงาน
เมื่อถึงวันที่มนุษยชาติพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมันดิบ น้อยลงเรื่อยๆๆๆ
แล้วถามว่าเมื่อถึงเวลานั้น อาณาจักรอิสลามจะเอาทุนมาจากไหน?

การที่กลุ่มอิสลามเข้าไปแผ่อิทธิพลในตลาดเงิน ก็เท่ากับไปสู้กับยิวนั่นแหละ ไม่มีใครชนะยิวในตลาดเงินได้หรอก
ดูเหมือนว่ากลุ่มทุนอิสลามเคยพลาดในเกมการเงินมาแล้วในยุคน้ำมันแพง
เห็นว่ากลุ่มทุนอิสลามถูกพวกธนาคารโลกหลอกให้เอาเงินไปปล่อยกู้ในทวีปอเมริกาใต้ จนหนี้สูญมหาศาลมาแล้ว



ผู้ท้าชิงกับยิวในเกมการเงินที่สูสีที่สุดเท่าที่โลกนี้มีคือ จีน
จีนเขาฉลาดในการใช้เงิน ด้วยหน้าตักอันมหาศาลของจีน
ก็เลยเอาไปต่อยอดสร้างความได้เปรียบทางความมั่นคง เปลี่ยนเงินตราเป็นวัตถุสิ่งของสาธารณูปโภคที่จับต้องได้
ไม่นอนรอกินดอกเบี้ยอย่างเดียว หรือเอาเงินของตัวเองไปให้คนอื่นบริหาร
ประสิทธิภาพการเอางินไปทำให้งอกเงยโดยการสร้างสาธารณูปโภคของจีนเหนือกว่ากลุ่มทุนอิสลามมาก
จีนคงมีที่ปรึกษาที่ดี และได้เห็นบทเรียนผิดพลาดของพวกอิสลามในโลกการเงิน
ส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะจีนเผด็จการเป็นปึกแผ่นทางรัฎฐาธิปัตย์มากกว่าพวกอิสลามที่แตกแยกกันเอง


อีกอย่างจิตสำนึกก่อนสมัยใหม่ที่ล้าหลังกว่า จะไม่สามารถกลืนกินจิตสำนึกสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าได้หรอกครับ





"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

02 September 2017, 07:33:30 am #250 Last Edit: 03 September 2017, 05:59:33 am by Hexaphonic
ข่าวประเทศไทยติด #อันดับสาม ของประเทศที่มี #คอรัปชั่นมากที่สุดในเอเชีย
เป็นรองเพียงแค่อินเดีย กับ เวียดนาม นี่ก็สะท้อนสิ่งสำคัญที่ผมพูดบ่อยๆนะว่า...
'คอรัปชั่น กับ ประชาธิปไตย มันเป็นสองเรื่องแยกกัน'

ย้ำ....'คอรัปชั่น กับ ประชาธิปไตย มันเป็นสองเรื่องแยกกัน'.... (โว้ย)

ประชาธิปไตยมีคอรัปชั่น
เผด็จการก็มีคอรัปชั่นเช่นกันน่ะ

ซึ่งการที่เราสามารถทรีตสองเรื่องนี้แยกกันได้ นั่นแปลว่า ถ้าเราไม่ชอบการคอรัปชั่น
เราก็ไม่จำเป็นต้อง #พาประเทศออกจากประชาธิปไตย เพื่อจะหวังให้ระดับการคอรัปชั่นมันลดลง

อันที่จริงในทางกลับกัน นอกจากมันจะไม่ลดลงแล้ว
ประเทศที่ไม่มี rule of law ไม่มีความโปร่งใส ไม่มีเสรีภาพสื่ออย่างแท้จริงเนี่ย ...
เราจะคาดหวังให้มันจะมีคอรัปชั่นน้อยได้ยังไง?

ที่ประกาศปาวๆว่าจะปฏิรูปๆๆๆๆๆ ไม่เอารัฐธรรมนูญจะเอาสภาประชาชนๆๆๆ
นี่ก็ผ่านไป 3 ปีแล้ว เราเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้างเหรอครับ?

เราคุยกันได้อีกเยอะเลยว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะแก้ปัญหาคอรัปชั่น แต่
การล้มล้างระบอบการปกครองเนี่ย มันไม่ช่วยอะไรเลย
ประเทศไทยลองมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ยังมีคนโง่เชื่ออยู่ได้เรื่อยๆเนอะ
: มิตรสหาลาหาย




"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

"ถ้าผมจะพูดว่า ชาวบ้าน ต่างจังหวัด เข้าใจคำว่าเลือกตามยุทธศาสตร์หรือ strategic vote
มากกว่านักวิชาการ ปัญญาชน และคนเมืองจะเชื่อหรือไม่?

สาเหตุ เพราะเขาผ่านสนามเลือกตั้งตั้งแต่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. อบจ. สท. สจ. กันเป็นประจำ
เขามีตัวแทนของเขาในทุกระดับ มากกว่าคนกรุง

เขารู้จักคำว่า #กาโดด หมายถึงว่า ต่อให้เขาเลือกได้มากกว่า 1 เบอร์ เขาก็จะเลือกแค่เบอร์เดียว
เพื่อไม่ให้เป้าหมายที่เขาเลือกมีคู่แข่ง หรือกระจายคะแนน

เรื่องเบสิคแบบนี้ คนเมือง แ~่งคิดซับซ้อน โง่กว่าพวกบ้านนอก..บอกเลย"

มิตรสหายท่านหนึ่ง.
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

28 March 2019, 08:22:18 pm #252 Last Edit: 30 March 2019, 04:50:51 am by Hexaphonic
ชนชั้นนำไทยมีเนติบริกรระดับเซียนเพียงคนเดียว เท่ากับมีกองทัพทั้งกอง
เผด็จการมีอาวุธกดขี่ประชาชนเพียงอย่างเดียวไปไม่รอดหรอก มันจะพบจุดจบแบบเผด็จการโลกที่ 3 อื่นๆ
ต้องสร้างความชอบธรรมทางกฏหมายขึ้นมารองรับด้วย
เพื่อไปสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอีกทีหนึ่ง

อีกด้านหนึ่งก็ปฏิบัติการ IO (Information Operation) สับขาหลอกไปด้วย ก็ "ลับลวงพราง" นั่นแหละ
สร้างความปั่นป่วน ก่อกวนระบบ เพื่อสร้างสภาวะที่ตัวเองได้เปรียบ พอตัวเองได้เปรียบแล้วรีบเดินเกมเร็วทันที
กว่าจะรู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็ Get Into The Trap เต็มๆ
พวกชนชั้นนำเขามีกระบี่มือ 1 แบบตัวจริงของจริงสำหรับแต่ละแนวรบ และทันสถานการณ์ตลอด
และนี่คือความเข้มแข็งของเผด็จการชนชั้นนำไทย ที่ทำให้พวกเขายืนระยะอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้
"คุณหลอกดาว" :sad2: