• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
15 November 2019, 02:54:17 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


วัฒนธรรมสามระดับ

Started by pee, 26 May 2012, 09:37:12 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

"การบ้าสร้างสิ่งใหม่ๆ" กับการยึดโยงอยู่กับสิ่งเก่าๆ มันเป็นคนละด้านในเหรียญเดียวกัน
มันเป็นทวิภาวะ ดังนั้นการกระทำทั้งสอง มันจึงเป็นจุดอ้างอิงในspace เมื่อมันอยู่ในspace
มันย่อมถูกทำลายได้ด้วยกาลเวลาเช่นกัน ผมคิดว่าถ้าจะแบ่งความใหม่-เก่า
ต้องแบ่งตามช่วงการเปลื่ยนแปลงในมโนสำนึกของเหล่าโฮโมเซเปี้ยนส์
ผมถือว่าตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้ภาษา
สิ่งที่สร้างในห้วงเวลานี้คือสิ่งใหม่ทั้งหมด ยุคก่อนภาษาคือสิ่งเก่า
อันนี้เป็นความมั่วส่วนตัวของผมนะฮะ... :dizzy:


อ่านแล้วก็เห็นด้วยว่ามั่วจริง....ฮา
:clown: :rof: :supergrin:

ภาษาเกี่ยวอะไรกับใหม่เก่าอ่ะ....เพราะภาษาเองก็ยังมีกาละสมัย
อย่างที่เห็นกันว่า ภาษาศาสตร์ต้องศึกษารากภาษา เพราะศัพท์จำนวนมากมันตาย หรือเปลี่ยน

ผมคิดว่า แนวคืดเรื่อง "ใหม่-เก่า" มันเกิดมามีความสำคัญก็เพราะมันได้สร้างวิกฤติมากกว่า
แต่วิกฤติที่สร้าง มันอาจจะเป็นได้ทั้งการชั้ว่าของเดิมห่วย
หรือของเดิมกำลังจะฉิบหาย

ความใหม่ มีราคาบนฐานการบ่งชี้แค่นี้เอง

ยกตัวอย่างที่อาหารอีกที
การเอานมสดใส่ต้มยำเป็นเรื่องใหม่ แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤติ เพราะมันไม่ได้ทำลายของเดิม
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่า ของเดิมห่วย....มันแต่เสนอทางเลือกให้มีมากขึ้น
สร้างความหลากหลาย

คำว่าหลากหลายนี่ก็เป็นเงื่อนไขจำเป็นของวัฒนธรรมอีกข้อนึง


ชักจะไปกันใหญ่แล้ววุ้ย

Hexaphonic

31 May 2012, 12:46:46 am #41 Last Edit: 30 March 2013, 06:30:26 am by Hexaphonic
คือผมคิดว่ามันคือ"มโนสำนึกของเผ่าพันธ์ุโฮโมเซเปี้ยนส์"น่ะครับ ผมมองจากมุมของชีววิทยาน่ะครับ
เอาเป็นว่านับจากวันนี้..แล้วถอยหลังไปยังยุคบรรพกาลเลย
ผมว่ามันจะต้องมีรอยต่อทางตรรกะ กระบวนการคิด ความเป็นเหตุเป็นผล ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ มันเริ่มมาจากตรงไหน?
ความซับซ้อนของความคิดอันเนื่องมาจากลักษณะการเปลื่ยนแปลงทางชีววิทยาหรือสภาพแวดล้อม
ซึ่งผมคิดว่าถ้าจะให้บอกว่าอะไรใหม่-เก่า ก็ต้องใช้จุดอ้างอิงทางชีววิทยานี่ล่ะ เป็นตัวชี้
นั่นคือความคิดอันนี้มันเกิดมาจากก้อนสมองยุคใด?

ถ้ามองอย่างนี้..ชุดความคิดจากก้อนสมองที่รู้จักใช้ภาษา ก็ย่อมจะเป็นของใหม่
และชุดความคิดก่อนหน้านั้น...ชุดความคิดของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์ก่อนที่จะมีระบบภาษา ก็ย่อมจะเป็นของเก่า

แต่เนื่องจากว่า เรารู้จักแต่ความคิดทั้งหลายนับแต่ที่มนุษย์เริ่มจดบันทึก เริ่มรู้จักใช้ภาษา
นับจากจุดนั้น...มาถึงเดี๋ยวนี้ มันมาจากก้อนสมองในยุคเดียวกัน
จึงรู้สึกว่า มันไม่มีสิ่งใหม่เลย มีแต่สิ่งเก่าๆ...ที่ชอบพูดกันว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รึเปล่า?

ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างหรือหลายๆอย่าง ที่เอื้อต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชิวิตเผ่าพันธุ์นี้
จะต้องมีแรงกระตุ้นทางชีววิทยา/สิ่งแวดล้อมหลายๆปัจจัยที่ทำให้ความสามารถทางมันสมอง,ทางความคิด ของโฮโมเซเปี้ยนส์...
ไม่เพียงแต่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเหนือสัตว์โลกอื่นๆเท่านั้น แต่ยังเหนือกว่าบรรพบุรุษของตัวเองอย่างมากๆอีกด้วย!

ทั้งๆที่ถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว มันยังมีชุดความคิคที่เก่ากว่า อันเกิดจากก้อนสมองที่เก่ากว่า
ซึ่งทำให้ชุดความคิดของมนุษย์ยุคประวัติศาสตร์ที่เริ่มมีระบบภาษา..กลายเป็นของใหม่ไปโดยปริยาย.

ฮาาา...มั่วได้อีก


ป๋มว่า ป๋มไปแต่งนิยายน้ำเน่าขายดีกั่ว ฮิๆ (แต่ต้องระวังเดี๋ยวผิดระเบียบ ห้ามโฆษณาแอบแฝง)

ปล.ผมยังมีข้อสงสัยอีกหลายเรื่อง จันทโครพ แฮมเล็ท พิพิธภัณฑ์ รามเกียรติ์ ฯลฯ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

31 May 2012, 01:42:47 am #42 Last Edit: 31 May 2012, 03:00:13 am by Hexaphonic
จุดอ่อนของภูมิปัญญาตะวันตกก็คือ

1.การแก้ปัญหาต่างๆของภูมิปัญญาตะวันตก ต้องมีการปรากฎขึ้นในspaceของผู้สังเกต...เจอปัญหาเรื่องอัตตา
อัตตาเป็นทั้งผู้แก้ปัญหา และเป็นผู้สร้างปัญหา

2.การรับรู้ของกาล ว่ากาลเวลาเป็นลิเนียร์เริ่มจากจุดนี้ไปจุดนั้น...เป็นไปได้หรือไม่ที่การเคลื่อนของกาลเวลาจะเป็นวงกลม?

3.ความเชื่อในเรื่องการสะสมความรู้ ศึกษามากก็ย่อมรู้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความรู้มันจะไม่มีวันที่จะวิ่งทันกาลเวลาได้เลย
นั่นคือพอถึงเวลาวิกฤตมันอาจไม่มีประโยชน์...เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า"ญาณสัพพัญญู"ที่ได้มาซึ่งความรู้โดยไม่ต้องอาศัยกาลเวลา?

ทีนี้ถ้าเราเอาภูมิปัญญาตะวันตกมาอธิบายเรื่องนามธรรม
มันจะมีปัญหาอีกหลายๆอย่างที่ไปไม่พ้นเรื่องทวิภาวะ ใหม่กว่า เก่ากว่า ใช่ ไม่ใช่
ดี เลว มาก น้อย ผู้สังเกต สิ่งที่ถูกสังเกต ฯลฯ มันก็ไอ้เรื่องเดียวกัน
หรือพูดอีกอย่างก็เหมือนกับการไล่จับเงานั่นล่ะครับ


"คุณหลอกดาว" :sad2:

Karin Preeda

ผมอ่าน 1 กับ 2 ยังไม่เข้าใจครับ ถ้ายกตัวอย่างจะช่วยได้มากเลย  :flatter:
ส่วน 3 ผมพอเข้าใจ

pee

Quote from: Hexaphonic on 31  May  2012, 01:42:47 am

ทีนี้ถ้าเราเอาภูมิปัญญาตะวันตกมาอธิบายเรื่องนามธรรม
มันจะมีปัญหาอีกหลายๆอย่างที่ไปไม่พ้นเรื่องทวิภาวะ ใหม่กว่า เก่ากว่า ใช่ ไม่ใช่
ดี เลว มาก น้อย ผู้สังเกต สิ่งที่ถูกสังเกต ฯลฯ มันก็ไอ้เรื่องเดียวกัน
หรือพูดอีกอย่างก็เหมือนกับการไล่จับเงานั่นล่ะครับ


อ้อ...ผมว่าผมเห็นรูปธรรมของความคิดท่านเฮ๊กซ่าละ

หัวข้อที่ผมเสนอให้ขบคิดในกระทู้นี้ ไม่ใช่นามธรรมนะครับ
อย่างน้อยก็ไม่ช่นามธรรมในระดับที่เป็นทวิภาวะ หรือเป็นเรื่องของ Time/Space
เพราะผมอยากให้เรามองวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่จับต้องได้
จึงได้เสนอย้ำว่า วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องเลอเลิศ ไม่ใช่เรื่องเอามายัดเยียดว่าเป็นระบบคุณค่า

ผมอยากให้คิดถึงสิ่งนี้ เหมือนมาดกเจ้าคุณปู่ จะเอาไว้ จะสงวนรักษา หรือจะละทิ้ง
เป็นสามระดับที่เราในฐานะเจ้าของ จะทำได้ แค่นั้นเอง

ส่วน 1 2 3 ที่ยกมา คุณคฤณเก่งแฮะ เข้าใจตั้ง หนึ่งข้อ
ผมอ่านไปสามรอบ ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่



ขอตัวอย่างเหมือนกันจ้า.....

Hexaphonic

31 May 2012, 04:40:26 am #45 Last Edit: 31 May 2012, 04:56:52 am by Hexaphonic
1.อัตตาคือผู้สังเกต มีความเป็นไปได้แง่ปัจเจกนับไม่ถ้วน แล้วแต่โลกทัศน์ส่วนตัวของผู้สังเกต
แม้ว่าผู้สังเกตบางคนอาจจะมีความคล้ายคลึงกันในแง่ประสบการณ์ หรือถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันก็ตาม
และแม้ถึงจะมีเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพก็เถอะ
เครื่องมือมิใช่ปัญหา แต่ผู้ใช้เครื่องมือต่างหากคือปัญหา คือผลของมันมักจะเบี่ยงเบนเสมอ
นั่นคือความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกสังเกต ก็ย่อมมีนับไม่ถ้วนเช่นกัน

2.ที่ทางฟิสิกส์ยุคใหม่เขาอธิบายเรื่องเวลา
หรือในทางพุทธเราอธิบายปรากฎการณ์ของเวลา ในแผนภูมิแบบวัฎฎะ
หรือจักรวาลทัศน์ในทางตะวันออกจะเป็นลักษณะวนกลับ

ถามว่าปัญหา1,2,3 พวกหัวขบวนภูมิปัญญาตะวันตกรู้มั้ย? พวกเขาก็รู้ แต่เวลาขบปัญหานี้
ก็กลับไปอีหรอบเดิมที่พวกเขาคุ้นเคยอีก คืออยู่ในท่าทีของอัตตาที่เป็นผู้สังเกตอีกนั่นแหล่ะ
อุโมงค์เซิร์น ที่ชายแดนฝรั่งเศส-สวิส คือความพยายามอีกอันที่จะขบปัญหาเหล่านี้

ผมอธิบายได้เท่าที่สติปัญญาผมจะรีดออกมา ก็ได้แค่นี้ล่ะครับ

แต่ดูจากที่พี่พีให้คะแนนนี่ สงสัยวิชาวัฒนธรรม ผมคงจะสอบตกแฮะ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

31 May 2012, 04:54:56 am #46 Last Edit: 31 May 2012, 05:49:53 am by Hexaphonic
ถามพี่พีว่า

1.วัฒนธรรมจับต้องได้นี่ยังไงครับ?  มันเป็นก้อนสสารที่ตัดเจาะได้หรือครับ? ลองทำโพลล์ดูมั้ยครับว่าแต่ละคน
จะพูดถึงวัฒนธรรมยังไง แล้วถ้าแต่ละคนเห็นไม่ตรงกันล่ะครับ จะถือเอาความเห็นของใคร และทำไมความเห็นของคนกลุ่มนี้
จึงมีน้ำหนักมากกว่า?

2.แล้วในบ้านเราเนี่ยมีอันไหนบ้างครับที่เป็นวัฒนธรรมแบบธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่สิ่งเลิศเลอ?
เพราะจากความเห็นของพี่ในกระทู้ต่างๆ ดูเหมือนกับว่าผมกำลังเสพอาจมอยู่
ถ้าห้องฟังผมมีแต่แนวๆแผ่น18karee ยังงี้ผมมิเป็นmangdaคุมsongหรือฮะ?
ศิลปะ วรรณกรรม มหรสพ มันเหมือนภาพportraitของสังคมในห้วงเวลานั้นมิใช่หรือ?

3.ในแง่ปัจเจกที่มีมุมมองต่อสิ่งที่เรียกว่า"วัฒนธรรมไทย" สิ่งใดที่พี่พี...ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ...เพราะอะไร?

4.แนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ มันเป็นแนวคิดของชาวตะวันตก และมาเข้มข้นในยุคล่าอาณานิคมรึเปล่า?
ปฎิเสธรึเปล่าล่ะว่าของในนั้นบางส่วนปล้นมา ฃโมยมา แม้จะอ้างว่าช่วยอนุรักษ์ หรือเพื่อการศึกษาก็เถอะ
มันเหมาะสมแล้วหรือที่ใช้จริตของตะวันตกผู้รุกราน มาบริหารจัดการภูมิปัญญาตะวันออก?
สังคมบรรพชนเราไม่มีคติเรื่ืองพิพิธภัณฑ์ เพราะฐานทุนสังคมเราเป็นสังคมสติปัฎฐาน เป็นสังคมส่งต่อวัฒนธรรม
ด้วยการเล่าขาน กิจกรรมที่เนื่องกับการเพาะปลูก มิใช่สังคมสะสม เมื่อรากเราเป็นเช่นนี้ แล้วจะเอาอะไรไปใส่ในพิพิธภัณฑ์ล่ะครับ?

5.ที่พี่ว่าวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องที่เอามายัดเยียดว่าเป็นระบบคุณค่า แล้วตอนนี้ในสังคมไทยมีปรากฎการณ์นี้รึเปล่า
ที่ถือว่าเป็นความเดือดร้อนในระดับสังคม กรุณายกตัวอย่างหน่อยครับ ถ้าไม่มีก็แล้วไป แต่ถ้ามี มันเป็นฝีมือของใคร
จุดเริ่มต้นของปัญหามาจากตรงไหน แล้วในฐานะปัจเจก พี่พีจะทำยังไง?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

1.วัฒนธรรมจับต้องได้นี่ยังไงครับ?  มันเป็นก้อนสสารที่ตัดเจาะได้หรือครับ?
ฝรั่งมันตั้งตำราเอาไว้ว่า มรดกวัฒนธรรมนี่
มีทั้งแทนจิเบิล กับอินแทนจิเบิล tangible and intangible heritage
แต่ผมว่าทางเอเชียนี่ เราไม่แบ่งแยกอย่างนั้นนะครับ
เรามีแต่จำได้กับจำไม่ได้

ซึ่งแปลว่ามันคือก้อนมวลสาร หรือมวลสาระอะไรก็ได้ ที่เรารู้จัก หมายรู้ จดจำ และส่งต่อ
อันใหนจำไม่ได้ก็หายไป

ระบบนี้ใช้มาจนเมื่อเรามีเทคโนโลยี่การทำซ้ำที่มีประสิทธิภาพ มันก็ตายไป
และเมื่อแนวโน้มทางสังคมมันหันเหียนไปในร่องอื่น ก็ตายเหมือนกัน

ยกตัวอย่างบทกลอนจะชัด ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่
มีบทหนึ่ง ท่านสุนทรเก็บศัพท์ที่มีเพียง 4 ตัวในภาษาไทยเอามาลงไว้หมดในโคลงเดียว
ผมไม่เก่งเรื่องนี้ เลยจำไม่ได้ว่าศัพท์อะไร ดูเหมือนเป็นแม่กด

แต่ประเด็นก็คือ พอเรามีระบบพจนานุกรม ซึ่งเป็นระบบฝรั่ง
เรียงการผันอักษรไปอย่างที่เราใช้ทุกวันนี้ มันก็ฆ่าการแต่งกลอน ซึ่งเป็นอัจฉริยะของภาษาเรา
ที่ถูก เราต้องทำพจนานุกรมสัมผัสสระ (ซึ่งมีคนทำนะครับ ผมเคยมีอยู่เล่มนึง) ควบคู่ไป

ผมยกตัวอย่างภาษามาอธิบายเรื่องวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพื่อจะบอกว่า มันจับต้องได้
แล้วมันก็ถูกฆ่าตัดตอนไปทีละส่วน จนตอนนี้ แม้แต่พจนานุกรมฉบับราชแบนดิตสถาน
ก็กลายเป็นวัฒนธรรมแอกด่วนไปแล้ว เรียบร้อยโรงเรียนฝรั่ง

2.แล้วในบ้านเราเนี่ยมีอันไหนบ้างครับที่เป็นวัฒนธรรมแบบธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่สิ่งเลิศเลอ?
เพราะจากความเห็นของพี่ในกระทู้ต่างๆ ดูเหมือนกับว่าผมกำลังเสพอาจมอยู่
ถ้าห้องฟังผมมีแต่แนวๆแผ่น18karee ยังงี้ผมมิเป็นmangdaคุมsongหรือฮะ?
ศิลปะ วรรณกรรม มหรสพ มันเหมือนภาพportraitของสังคมในห้วงเวลานั้นมิใช่หรือ?

บ้านผมก็มีครับ เพลงพวกนี้ ไม่ได้ว่ามันสาระเลวจนเอาเข้าบ้านแล้วจะถูกธรณีสูบ
แต่ที่ผมยกเพลงพวกนี้มาเป็นตัวอย่างน่ะ ผมเน้นเพื่อจะชี้ถึงวัฒนธรรมดัดจริต ที่เกิดในสังคมปัจจุบัน

ป๋มเป็นเซียนหูทอง ต้องฟังแต่แผ่นเทพ...อันนี้หน้ากากที่ใส่เวลาออกนอกบ้าน
แต่ตัวจริง เปิดเพลงคนเดียว ก็ฟังเพลงห่วยๆ พวกนี้ ฟังทั้งๆ ที่รู้ว่าห่วยด้วยนะครับ
แต่เวลาคุยกับคนนอก โหย...ละเอียดอ่อนโคตรๆ สายต้องไม่แตะกันเอย แผ่นแม่สายห่วยเอย
เล่นแต่แผ่นยอมตาย หรือพวกเพรสสิ้งแรกเอย....อะไรประมาณนี้แหละ แล้วก็ปั่นหูเพื่อน

อย่างนี้สิครับ จึงเป็น 18 กระหรี่ของแท้ คือขายจิตวิญญานให้กับค่านิยมลวงโลกเห็นๆ

ศิลปะมันเป็นกระจกสะท้อน ถูกต้องครับ
แต่สิ่งที่ผมไม่ยกย่องเหล่านี้ มันสะท้อนแบบดิสทอรชั่นครับ เราก็เลยต้องหากระจกที่ดีหน่อย
แล้วก็มีคนเป็นอันมากที่ดันไปชอบภาพบิดเบี้ยว...ซึ่งถือเป็นกรรมของสังคมนั้นไป

3.ในแง่ปัจเจกที่มีมุมมองต่อสิ่งที่เรียกว่า"วัฒนธรรมไทย" สิ่งใดที่พี่พี...ต้องทำ ทำ หรือไม่ทำ...เพราะอะไร? ก็กำลังชวนคุยอยู่นี่งัยล่ะเฮีย....ฮา

4.แนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ มันเป็นแนวคิดของชาวตะวันตก และมาเข้มข้นในยุคล่าอาณานิคมรึเปล่า?
มันเหมาะสมแล้วหรือที่ใช้จริตของตะวันตก มาบริหารจัดการภูมิปัญญาตะวันออก?

เราไม่ได้ปฎิเสธแนวคิดต่างด้าวทั้งหมดนี่ครับ เพื่อการอยู่รอด เราก็รับของที่เราได้ประโยชน์มาใช้

แต่ผลกระทบของการมีพิพิธภัณฑ์น่ะ มันไม่ได้สร้างความอิ๊บอ๋ายให้มรดกเจ้าคุณปู่เท่ากับ ระบบการศึกษาที่เราไปรับมาจากแผนการโคลัมโบนาท่านนา....

แล้วแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์น่ะ ที่จริงเกิดที่เมืองจีนด้วยแหละ
ในวรรณกรรมรุ่นสามก๊กหรือก่อนนั้น ผมก็ไม่แม่นเสียด้วย ขุนนางกังฉินถูกลงโทษ ริบทรัพย์สิน
แล้วทางการก็เอาของพวกนั้นมาตั้งประจาน ในรายการบอกว่า มีพวกเครื่องเคลือบ ภาพเขียนภู่กันอะไรพวกนี้ด้วย

แปลว่า มีการสะสมศิลปะเพื่อเอามาอวดกันตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว

อนึ่ง เครื่องเคลือบจีนนี่แหละ From over Contents หรือศิลปะเพื่อศิลปะชิ้นแรกของมวลมนุษย์ชาติ
ครือว่า มันประกวดประขันกัน ทุ่มเทเทคโนโลยี่กันลงไปในสิ่งที่ แค่ตัดกระบอกไม้ไผ่มาใช้ก็ใช้ได้แล้วละ



ชามสมัยซ่ง ราคาปัจจุบัน 26.5 ล้านเหรียญ

pee

Quote from: pee on 31  May  2012, 05:53:39 am


ชามสมัยซ่ง ราคาปัจจุบัน 26.5 ล้านเหรียญ


ทีนี้ อยากเชิญชวนท่านที่สนใจ ประเมินสิ่งที่เกิดกับชามใบนี้หน่อยเดะ

อยากฟังครับ

Hexaphonic

31 May 2012, 06:21:25 am #49 Last Edit: 31 May 2012, 06:31:37 am by Hexaphonic
แน่ใจหรือครับว่ากระจกสะท้อนสังคมในห้วงเวลานั้นมันบิดเบี้ยว คือถ้าพูดแบบอุปมาอุปมัยแล้วล่ะก็
ในแง่นี้"กระจก"มันคือการเปรียบเปรย กระจกในนามธรรมใบนั้นมันก็คือกระจกใสๆดีๆนี่แหละครับ
ไม่มีมนุษย์คนไหนไปทำให้มันบิดเบี้ยวได้หรอก

และสิ่งที่ถูกสะท้อนก็เช่นเดียวกัน เพราะมันต่างก็เป็นสัจจะสะท้อนภาพสังคม ณ ห้วงเวลานั้นๆ ในสิ่งที่ประชาชนเป็น
ความไม่เดียงสา การดิ้นรนต่อสู้ ความสุขของปัจเจกชนตัวเล็กๆ ถามว่าในห้วงเวลานั้น มันไม่มีความงามเลยหรือครับ?
ความงามอยู่แต่ในสิ่งที่มีความเป็นเลิศในเชิงเทคนิคเท่านั้นล่ะหรือ?

สิ่งที่บิดเบี้ยวคือประสบการณ์ของผู้สังเกตที่แยกตัวออกมา ที่มิได้ร่วมประสบการณ์ด้วยต่างหาก

อ้อ...มหาอาณาจักรกลางจงกั๋ว กับสุวรรณภูมิ แม้จะเป็นตะวันออกเหมือนกัน แต่รากความคิดต่างกันอยู่มาก
บรรพบุรุษปู่ย่าตาทวดเราเป็นพวกเด็ดยอดครับ เห็นอะไรอื่นก็มองว่าเป็นเรื่องเนิ่นช้าไปหมด ไม่ชอบสะสมเอาซะเลย

แต่ขอโทษ...พูดเรื่องบรรพชนไทยอยู่ได้เป็นวรรคเป็นเวร...ผมเป็นเจ๊กนี่หว่า!!!
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 31  May  2012, 06:21:25 am
แน่ใจหรือครับว่ากระจกสะท้อนสังคมในห้วงเวลานั้นมันบิดเบี้ยว คือถ้าพูดแบบอุปมาอุปมัยแล้วล่ะก็
ในแง่นี้"กระจก"มันคือการเปรียบเปรย กระจกในนามธรรมใบนั้นมันก็คือกระจกใสๆดีๆนี่แหละครับ
ไม่มีมนุษย์คนไหนไปทำให้มันบิดเบี้ยวได้หรอก



ผมว่า ผมตอบประเด็นนี้ไปแล้วนา......
กระจกจะเบี้ยวไม่เบี้ยว มันอยู่ที่ตาเราไปจับยึด แล้วตัดสิน
ตัดสินด้วยอะไรหล่ะ ด้วยรีพลายข้างล่างนี่งัย

เราทุกคน อาจจะอยู่ในวังวนของการลวง
ผมก็เลยโยนความรับผิดชอบไปที่พ่อแม่ผม
ถ้าท่านเลว ท่านก็สอนให้ผมเลวตามท่าน คลองธรรมของผม ก็เป็นคลองชั่ว
ผมก็จะเห็นเงาสะท้อนในกระจก ตามที่ความเลวของผมมันกำกับการให้งัย

Quote from: pee on 30  May  2012, 11:06:31 pm
ผมจึงคิดว่า เราต้องไม่ถามว่า ใครคือผู้ตัดสิน?
แต่ต้องถามว่า คำตัดสินนั้นเป็นไปตามคลองธรรมหรือเปล่า ถ้าเปล่า
ต่อให้พระสังฆราชสั่ง มันก็ผิด ถ้าเป็นไปตามคลองธรรม โจรสั่ง ก็ถูกครับ

ว่าแต่ว่า "เรา" มีคลองธรรมให้ยึดหรือเปล่า



trens

เรื่องชาม ... เดาว่ารัฐบาลจีนซื้อไปเพื่อเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์
           ...  ผมว่ามันคือสุดยอดเทคโนโลยีที่รับใช้มนุษย์ การ เ ผ า ดินให้แกร่ง/ ทำได้ บ า ง ดั่งใบบัว / เ ค ลื อ บ ผิวมันใกล้เคียงใบบัว

แล้วเกี่ยวกับวัฒนธรรมยังไง ... ยังคิดไม่ออก
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

Hexaphonic

บ้านเรามีปาปาย่าแอคชั่น...พวกเฮียๆเขาก็มีซาลาเปาอ๊อคชั่น อิอิ

http://ctrlstudio.com/lab/weston/2012/04/04/chinese-bowl-fetches-record-26-5m-at-auction/
"คุณหลอกดาว" :sad2:

prisna

"ยกตัวอย่างบทกลอนจะชัด ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่
มีบทหนึ่ง ท่านสุนทรเก็บศัพท์ที่มีเพียง 4 ตัวในภาษาไทยเอามาลงไว้หมดในโคลงเดียว
ผมไม่เก่งเรื่องนี้ เลยจำไม่ได้ว่าศัพท์อะไร ดูเหมือนเป็นแม่กด

แต่ประเด็นก็คือ พอเรามีระบบพจนานุกรม ซึ่งเป็นระบบฝรั่ง
เรียงการผันอักษรไปอย่างที่เราใช้ทุกวันนี้ มันก็ฆ่าการแต่งกลอน ซึ่งเป็นอัจฉริยะของภาษาเรา
ที่ถูก เราต้องทำพจนานุกรมสัมผัสสระ (ซึ่งมีคนทำนะครับ ผมเคยมีอยู่เล่มนึง) ควบคู่ไป

ผมยกตัวอย่างภาษามาอธิบายเรื่องวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพื่อจะบอกว่า มันจับต้องได้
แล้วมันก็ถูกฆ่าตัดตอนไปทีละส่วน จนตอนนี้ แม้แต่พจนานุกรมฉบับราชแบนดิตสถาน
ก็กลายเป็นวัฒนธรรมแอกด่วนไปแล้ว เรียบร้อยโรงเรียนฝรั่ง"


ผมไปได้หนังสือ "มูลบทบรรพกิจ" มาเล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนี้เคยได้ยินชื่อมานานแล้ว เป็นแบบเรียนภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 4
เปิดดูคร่าวๆ แล้ว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมคนรุ่นหลังๆ มานี้ ภาษาไทยถึงไม่แข็งแรง
เพราะถ้าเด็กคนไหนได้เรียนหลักภาษาไทยจากหนังสือเล่มนี้
ผมว่ารากฐานวัฒนธรรมภาษาของเราน่าจะมั่นคงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
แน่นอนว่า ภาษาก็มีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร คนไทยก็ต้องรู้ว่าพื้นฐานของแต่ละคำ แต่ละประโยค มีที่มาที่ไปอย่างไร
ดังนั้น ต่อให้มีศัพท์แสงแผลงไปแค่ไหน ทว่าในการใช้งาน คนไทยย่อมรู้กาละเทศะ ว่า...
สถานการณ์ใดควรใช้ภาษาอย่างไร
ทุกวันนี้ ภาษาทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาเฉพาะกลุ่ม สแลง เอามาใช้ปนกันไปหมด

กรณีนี้จะใช้เป็นตัวอย่างหนึ่งในเรื่องวัฒนธรรมที่ถูกฆ่าตัดตอนได้มั้ยครับ
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

pakorn

Quote from: prisna on 31  May  2012, 03:28:48 pm

ผมไปได้หนังสือ "มูลบทบรรพกิจ" มาเล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนี้เคยได้ยินชื่อมานานแล้ว เป็นแบบเรียนภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 4
เปิดดูคร่าวๆ แล้ว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมคนรุ่นหลังๆ มานี้ ภาษาไทยถึงไม่แข็งแรง
เพราะถ้าเด็กคนไหนได้เรียนหลักภาษาไทยจากหนังสือเล่มนี้
ผมว่ารากฐานวัฒนธรรมภาษาของเราน่าจะมั่นคงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
แน่นอนว่า ภาษาก็มีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร คนไทยก็ต้องรู้ว่าพื้นฐานของแต่ละคำ แต่ละประโยค มีที่มาที่ไปอย่างไร
ดังนั้น ต่อให้มีศัพท์แสงแผลงไปแค่ไหน ทว่าในการใช้งาน คนไทยย่อมรู้กาละเทศะ ว่า...
สถานการณ์ใดควรใช้ภาษาอย่างไร
ทุกวันนี้ ภาษาทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาเฉพาะกลุ่ม สแลง เอามาใช้ปนกันไปหมด


:cheer: :cheer: :cheer:

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

bhisma

31 May 2012, 08:25:01 pm #55 Last Edit: 31 May 2012, 08:28:47 pm by bhisma
Quote from: Hexaphonic on 31  May  2012, 04:40:26 am
1.อัตตาคือผู้สังเกต มีความเป็นไปได้แง่ปัจเจกนับไม่ถ้วน แล้วแต่โลกทัศน์ส่วนตัวของผู้สังเกต
แม้ว่าผู้สังเกตบางคนอาจจะมีความคล้ายคลึงกันในแง่ประสบการณ์ หรือถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันก็ตาม
และแม้ถึงจะมีเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพก็เถอะ
เครื่องมือมิใช่ปัญหา แต่ผู้ใช้เครื่องมือต่างหากคือปัญหา คือผลของมันมักจะเบี่ยงเบนเสมอ
นั่นคือความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกสังเกต ก็ย่อมมีนับไม่ถ้วนเช่นกัน

2.ที่ทางฟิสิกส์ยุคใหม่เขาอธิบายเรื่องเวลา
หรือในทางพุทธเราอธิบายปรากฎการณ์ของเวลา ในแผนภูมิแบบวัฎฎะ
หรือจักรวาลทัศน์ในทางตะวันออกจะเป็นลักษณะวนกลับ

ถามว่าปัญหา1,2,3 พวกหัวขบวนภูมิปัญญาตะวันตกรู้มั้ย? พวกเขาก็รู้ แต่เวลาขบปัญหานี้
ก็กลับไปอีหรอบเดิมที่พวกเขาคุ้นเคยอีก คืออยู่ในท่าทีของอัตตาที่เป็นผู้สังเกตอีกนั่นแหล่ะ
อุโมงค์เซิร์น ที่ชายแดนฝรั่งเศส-สวิส คือความพยายามอีกอันที่จะขบปัญหาเหล่านี้

ผมอธิบายได้เท่าที่สติปัญญาผมจะรีดออกมา ก็ได้แค่นี้ล่ะครับ

แต่ดูจากที่พี่พีให้คะแนนนี่ สงสัยวิชาวัฒนธรรม ผมคงจะสอบตกแฮะ



ผมไม่มีเจตนาแย้งในความเห็นนี้ แต่ก็เคยได้ยินมาว่า เวลาคือ movement in space if no movement therefore, no time (time = 4th dimension, much more difficult to do calculation than >4th dimension)
ส่วนเรื่องเวลาในพุธ ผมไม่รู้ รู้เพียงว่า ปัจจุ และ บัณณะ คือสิ่งที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า อตีอไม่มี เพราะไม่หวนกลับมาได้ อนาคตไม่มี เพราะไปไม่ถึง มีแต่ ปัจจุบัน ไม่รู้ผมออกทะเลหรือเปล่า

ไหนๆก็คุยเรื่อง culture แล้ว เลยอยากเล่สโจ๊กใจจะขาด ว่า สมัยก่อนพวกเราในกลุ่มไม่มีใครชอบไอ้กัน Ugly American ทำนองนี้ และทุกครั้งที่มีการเอ่ยถึง ไม่ว่าเรื่องความเขลาของพวกเขา หรือ เอ่ยถึงโยเกิต จะยึกถึงประโยคหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งพ฿ดขึ้นมาว่า โยเกิตถ้วยนี้มีวัฒณธรรมมากกว่าสหรัฐฯ ทั้งประเทศ (ฮาครับ)
Audiophile is Technology
Music is Art

bhisma

Quote from: pakorn on 31  May  2012, 06:00:25 pm
Quote from: prisna on 31  May  2012, 03:28:48 pm

ผมไปได้หนังสือ "มูลบทบรรพกิจ" มาเล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนี้เคยได้ยินชื่อมานานแล้ว เป็นแบบเรียนภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ 4
เปิดดูคร่าวๆ แล้ว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมคนรุ่นหลังๆ มานี้ ภาษาไทยถึงไม่แข็งแรง
เพราะถ้าเด็กคนไหนได้เรียนหลักภาษาไทยจากหนังสือเล่มนี้
ผมว่ารากฐานวัฒนธรรมภาษาของเราน่าจะมั่นคงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
แน่นอนว่า ภาษาก็มีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร คนไทยก็ต้องรู้ว่าพื้นฐานของแต่ละคำ แต่ละประโยค มีที่มาที่ไปอย่างไร
ดังนั้น ต่อให้มีศัพท์แสงแผลงไปแค่ไหน ทว่าในการใช้งาน คนไทยย่อมรู้กาละเทศะ ว่า...
สถานการณ์ใดควรใช้ภาษาอย่างไร
ทุกวันนี้ ภาษาทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาเฉพาะกลุ่ม สแลง เอามาใช้ปนกันไปหมด


:cheer: :cheer: :cheer:


แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่คนไทย "ทุกคน" จะรู้ที่มาของคำที่ใช้กันอย่างลึกซึ้ง แล้วนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง หรือรัดกุม อย่าว่าแต่คนไทยเลยครับ มันเป็นเช่นนี้แทบทุกประเทศ (หรือทุกประเทศหว่า) บางครั้งผู้ที่ได้เรียนภาษาจะสามารถรุ้ลึกถึงไวยากรและที่มาของรากศัพท์ได้ดีกว่าเจ้าของภาษา ทำให้สามารถใช้ภาษาได้ดีกว่าบุคคลบางกลุ่มซึ่งเป็นเจ้าของภาษา "ด้วยซ้ำ"

จึงมีคำพูดที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล มันจึงแยกชนชั้นออกจากกัน เพิ่มความต่างออกไป
Audiophile is Technology
Music is Art

Hexaphonic

ผมก็คุยไปเรื่อยเปื่อยล่ะคร๊าบบ ก็ถือว่าคุยสนุกๆดีกว่า แต่บางทีอาจจะดูเพี้ยนๆ เนื่องจากกลอนมันพาไปน่ะครับ
คือเมื่อ3-4ปีมานี่ ไม่รู้เป็นอะไร มันบังเอิญมีแต่เรื่องแนวๆนี้ผ่านตาอ่ะ ทั้งๆผมก็ไม่เคยสนใจมาก่อน ก็เลยลองอ่าน แต่ยิ่งอ่านยิ่งปวดหัว
ผมว่าผมพอดีกั่ว เดี๋ยวจะบ้าเอา...ก็เลยนึกขึ้นได้ที่พระพุทธองค์ทรงห้ามหมกมุ่นเรื่องอาจิณไตย...มันอย่างนี้นี่เอง

คืองี้ครับ...นับแต่ครั้งที่ไอน์สไตน์และกลุ่มนักฟิสิกส์ในยุคนั้น เสนอทฤษฎีต่างๆ พวกนักฟิสิกส์ยุคใหม่ เขาพยายามไขความลับเรื่ิองเวลา
ถกเถียงกันวุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนถึงกับไม่มองหน้ากันก็มี

ผมเชื่อว่าการย้อนเวลานั้นมี แต่ถ้ามนุษย์จะสร้างไทม์แมชชีนขึ้นมา ผมว่าเป็นไปไม่ได้แน่ๆ
มันไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่จะสังเกต หรือเข้าไปสัมผัสรับรู้ ด้วยอยาตนะ6 หรือกายเนื้อ
กล่าวคือ โฮโมเซเปี้ยนส์จะไม่สามารถสร้างเครื่องอะไรที่เป็นแนวนี้ได้ ไม่ว่าจะฉลาดหลักแหลมเพียงใดก็ตาม

แต่ภูมิปัญญาที่จะทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ของกาลนี้มีอยู่...แต่อยู่ตรงไหน? ยังไง?
อย่ามาถามผมนะ เดี๋ยวผมก็ได้ไปโรงพยาบาลกันพอดี! :dizzy:

......ฟังดูเหมือนนิยายหลอกเด็กมั้ยฮะ

http://www.thamwebsite.com/cty/tiplearn/old/pages/timema.htm

"คุณหลอกดาว" :sad2:

prisna

เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาวครับ  :D
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Karin Preeda

เรื่องวิธีการศึกษาของฝั่งตะวันตกนี่ผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกตินะครับที่เราจะเรียนรู้จากการสังเกตของบุคคล และก็นำมาเทียบกับประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ จากนั้นก็วิเคราะห์ออกมาเป็นทฤษฎี และก็เอามาพิสูจน์ แต่ถ้าพิสูจน์ออกมาแล้วผิด ก็ยกเลิกทฤษฎีนั้นไป ผมเข้าใจว่าวิธีการแบบนี้ก็คือวิธีการทั่วไปไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก จะต่างกันก็วิธีวิเคราะห์ที่คนตะวันตกกับตะวันออกจะต่างออกไปบ้าง เพราะมุมมองต่างกัน

ส่วนเรื่องเวลานั้น ผมคิดว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าใจเวลาได้ดีพอสมควรด้วยการใช้คณิตศาสตร์มาอธิบาย และทฤษฎีที่เป็นสมการคณิตศาสตร์เหล่านั้นก็ถูกทดสอบมาบ้างแล้วว่าปรากฏการณ์จริงนั้นตรงกับที่ทำนายไว้ด้วยทฤษฎี ส่วนเรื่องมองไปไกลถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเวลานั้น ตอนนี้ก็คงมีแต่ทฤษฎีมารองรับเท่านั้น ในทางปฏิบัติคงต้องรอให้เราเข้าใจ particle physics มากกว่านี้