• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
20 November 2019, 09:40:31 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


The multispeakers in my (2.0ch) a/v system

Started by Hexaphonic, 29 July 2012, 08:58:28 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

blackmore

Quote from: pee on 30  July  2012, 06:40:30 pm
Quote from: blackmore on 30  July  2012, 06:22:44 pm
Quote from: dht_tubes on 30  July  2012, 06:03:32 pm
เซียนเครื่องเสียงมี 2 แบบ ( ตูจะโดนด่ามั๊ยเนี่ย )

1.  เซียนซื้อ + เปลี่ยน
2.  เซียนฟัง


เซียนเหนือเซียน  คือเซือนดอง  ซื้อมาไม่ได้ฟังกะเก็บให้ลูกเล่น  นะ จะ บอก ให้


แล้วไม่ได้ซื้อชุดเดียวด้วยใช่ปะ


ใช่เลยยยยยยยยยครับ
ฝรั่งไม่ได้ฉลาด....ไปกว่าคนไทย   you know!!!

"There is no expedient to which a man will not resort to avoid the real labor of thinking."  Sir Joshua Reynolds

Hexaphonic

Quote from: blackmore on 30  July  2012, 08:17:54 pm
Quote from: pee on 30  July  2012, 06:40:30 pm
Quote from: blackmore on 30  July  2012, 06:22:44 pm
Quote from: dht_tubes on 30  July  2012, 06:03:32 pm
เซียนเครื่องเสียงมี 2 แบบ ( ตูจะโดนด่ามั๊ยเนี่ย )

1.  เซียนซื้อ + เปลี่ยน
2.  เซียนฟัง


เซียนเหนือเซียน  คือเซือนดอง  ซื้อมาไม่ได้ฟังกะเก็บให้ลูกเล่น  นะ จะ บอก ให้


แล้วไม่ได้ซื้อชุดเดียวด้วยใช่ปะ


ใช่เลยยยยยยยยยครับ


ผมว่าก็ดีนะครับ จะได้ฝึกให้หลานๆใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แถมยังอาจจะมีมูลค่าเพิ่มอีก

พอโตหน่อยก็ไปแข่งแฟนพันธุ์แต๊เครื่องเขียง....ฮิๆๆ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

Quote from: blackmore on 30  July  2012, 08:17:54 pm
Quote from: pee on 30  July  2012, 06:40:30 pm
Quote from: blackmore on 30  July  2012, 06:22:44 pm
Quote from: dht_tubes on 30  July  2012, 06:03:32 pm
เซียนเครื่องเสียงมี 2 แบบ ( ตูจะโดนด่ามั๊ยเนี่ย )

1.  เซียนซื้อ + เปลี่ยน
2.  เซียนฟัง


เซียนเหนือเซียน  คือเซือนดอง  ซื้อมาไม่ได้ฟังกะเก็บให้ลูกเล่น  นะ จะ บอก ให้


แล้วไม่ได้ซื้อชุดเดียวด้วยใช่ปะ


ใช่เลยยยยยยยยยครับ


เห็นด้วย  :lol: ถ้าได้พารากอนมาอีกตัวก็เปิดมิวเซียมได้เลย

jtr

ห้องคุณเฮ็กซ่า ช่างซาบซ่าสมฉายาจริงๆ
ยังงี้ของผมก็แค่เตตร้านะ
เก้าอี้ผมว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นนุ่มๆ ผ้าหรือหนังเทียม และกึ่งเอนหลังได้ จะฟังเพลงได้ไพเราะขึ้น
เพราะพลาสติกแข็งๆ แบบนี้ ผมนั่งจนหักมาแล้วครับ  :(
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Hexaphonic

31 July 2012, 05:55:37 am #44 Last Edit: 04 August 2012, 08:13:30 am by Hexaphonic
Quote from: jtr on 31  July  2012, 05:05:42 am
ห้องคุณเฮ็กซ่า ช่างซาบซ่าสมฉายาจริงๆ
ยังงี้ของผมก็แค่เตตร้านะ
เก้าอี้ผมว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นนุ่มๆ ผ้าหรือหนังเทียม และกึ่งเอนหลังได้ จะฟังเพลงได้ไพเราะขึ้น
เพราะพลาสติกแข็งๆ แบบนี้ ผมนั่งจนหักมาแล้วครับ  :(


ผมตั้งชื่อตัวเองล้อเลียนระบบเสียง Quadraphonic สมัยโน้นน่ะขอรับ
คือว่า..พอผมหาตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะสำหรับลำโพงสองคู่ได้แว้วว
เลยลองเอาคู่ที่สามมา stack กะคู่ที่สอง ฟังๆดูแล้วก็เพลินดี ไม่ตีกันสับสน
รวมสิริสเตอริโอซ้ายขวาเป็นหกตู้ ดังนี้แล



ทีนี้..ผมกะว่าจะเปลี่ยนชื่อตัวเองเผื่ออนาคตเป็น....Multiphonic  เอาให้เป็น soundwall ไปเลย อิอิ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

jtr

ผมเห็นด้วยอย่างหนึ่งว่า
ถ้าได้ลำโพง ที่เสียงถูกใจ รักจริงแล้วหละก้อ
การหาเครื่อง มาประกอบ ก็ง่ายแล้ว

อีตอนเริ่มเล่นใหม่ๆ ผมดันไปสนใจเรื่องแอมป์ก่อน
มันเลยมั่วไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะกลับมาได้ เพราะพี่พี กับพี่นรินทร์ และตาเชษฎ์ ทู้บแท้ๆเลยครับ  :worshippy:

ขอให้มีสนุกสุขกับเสียงเพลงคร้าบบบ...  :beer:
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

pee

Quote from: jtr on 31  July  2012, 06:36:24 am
ผมเห็นด้วยอย่างหนึ่งว่า
ถ้าได้ลำโพง ที่เสียงถูกใจ รักจริงแล้วหละก้อ
การหาเครื่อง มาประกอบ ก็ง่ายแล้ว


อันนี้เห็นด้วยจ้า

เสียงจากลำโพง น่าจะเป็น 8 ส่วนของเสียงที่เราได้ยินแล้วชอบ
ลำโพงต้องจบก่อน จากนั้นจึงผลาญเงินได้อร่อย
เหมือนเฮียหมอเราแหละ จบที่ฮอร์น เครื่องตัวอื่นก็ไม่ค่อยแกว่งแล้วละ

แต่ส่วนตัว ผมเชื่อว่า การฟังเพลงที่สมบูรณ์ ต้องมีลำโพงอย่างน้อย 3 ยี่ห้อประจำการ
ขนาดผมชอบเสียง 57 มากๆ ผมก็ยังต้องหาอีกสี่ห้ายี่ห้อมาอยู่เป็นเพื่อน


555555

blackmore

ผมก็ลำโพงมาก่อนครับ   แต่ผมมีความชอบต้นทางที่เป็นเทรินเทเบิลเป็นพิเศษ  เลยมาคู่กันเต็มไปหมด  :supergrin: :supergrin: :supergrin:
ฝรั่งไม่ได้ฉลาด....ไปกว่าคนไทย   you know!!!

"There is no expedient to which a man will not resort to avoid the real labor of thinking."  Sir Joshua Reynolds

Hexaphonic

01 August 2012, 12:09:22 am #48 Last Edit: 26 March 2013, 05:31:41 pm by Hexaphonic
Quote from: blackmore on 31  July  2012, 06:06:40 pm
ผมก็ลำโพงมาก่อนครับ   แต่ผมมีความชอบต้นทางที่เป็นเทรินเทเบิลเป็นพิเศษ  เลยมาคู่กันเต็มไปหมด  :supergrin: :supergrin: :supergrin:


แฮ่ม...กระผมว่า ที่บรรดาประดิษฐกรรมทั้งหลายมาคู่กันเต็มไปหมดนั้น......





เล่นเองก็ดีนะครับ เป็นทั้งอินพุท+เอ้าท์พุท ในทีเดียว ตัดตัวแปรไปได้เยอะเลยล่ะครับ :thumbup:



"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

เป็นคำนิยามที่คลาสสิคที่สุด  :clap: :clap: :clap: :clap:

pee

เห็นปกก็นึกถึงประพันธ์ ฟักเทศ

เอาตำนานแมนกรุ๊ปมาฝาก....ขี้เกียวแก้คำผิดนะครับ อ่านได้ไม่มีปัญหาอะไร

http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=8691
นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2528)
แมนกรุพเป็นอาณาจักรทางธุรกิจที่ยังไม่ถึงกับใหญ่โตมากนัก แต่ถ้ามองย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วในช่วงที่แมนกรุพกำลังตั้งไข่ อาณาจักรใสนปัจจุบันก็คงจะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้เพียงความฝัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัวสุทัศน์ ศุกล รัตนเมธี ในฐานะเจ้าของและกรรมการผู้จัดการของแมนกรุพแล้ว เขารู้สึกอยู่เสมอว่าอาณาจักรแห่งนี้มันโตขึ้นรวดเร็วจนบางครั้งเขาเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เขายอมรับว่าเป็นการสร้างตัวขึ้นมาอย่างสนุกสนานมากและไม่เคยเบื่อที่จะแสวงหาลู่ทางธุรกิจใหม่ๆเพิ่มขึ้น

สุทัศน์ก่อตั้งแมนกรุพขึ้นมาในช่วงปลายปี 2520 โดยเริ่มจากการจัดทำหนังสือแมนซึ่งสุทัศน์ได้หัวหนังสือมาจากบุรินทร์ วงศ์สงวน

สุทัศน์เคยทำหนังสือมาก่อนหลายเล่มและเล่มล่าสุดก่อนจะเป็นแมนกรุพก็คือหนังสือแมน โดยทำร่วมกับไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และนักเขียนรุ่นใหม่อีกหลายคน

หนังสือแมนต้องหยุดตีพิมพ์ไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อีกเกือบปีต่อมาสุทัศน์จึงได้หัวจากบุรินทร์มาลงทุนทำเอง

บุรินทร์เห็นว่าสุทัศน์เป็นคนเอาจริงเอาจังกับงานและกำลังต้องการเริ่มต้นจึงมอบหนังสือแมนให้พร้อมกับเงินลงทุนอีก 20,000 บาท เป็นทุน และให้ใช้สำนักงานที่อาคารบีอาร์ของบุรินทร์โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า

ผมเริ่มมาแค่นั้น ออฟฟิศก็แค่ 50-60 ตารางเมตร" สุทัศน์เล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

แมนกรุพของสุทัศน์นจึงเริ่มกันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ลงไปและเงินของบุรินทร์ วงศ์สงวน กับสำนักงานไม่ต้องเสียค่าเช่าเท่านั้นจริงๆ

หนังสือแมนเป็นหนังสือที่มีตลอดของมันเองอยู่แล้วก่อนปิด เมื่อบวกกับแรงทุ่มเทของสุทัศน์และทีมงาน และก็โชคดีที่คู่แข่งก็มีเพียงหนังสือหนุ่มสาวฉบับเดียว แมนจึงเป็นที่ฮือฮาของบรรดานักอ่านในเวลาอันรวดเร็ว สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับสุทัศน์จนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

สุทัศน์นั้นโดยท่วงทำนองภายนอกอาจจะบอกได้ว่า เขาเป็นคนนุ่มนวลสุภาพและออกจะเป็นคนที่เรียบร้อยมาก

แต่ถ้าศึกษากันนานๆ แล้วก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่กระตือรือร้นอย่างรุนแรงทีเดียว โดยเฉพาะเกี่ยวกับการตัดสินใจขยายตัวทางธุรกิจ

เพราะฉะนั้นเมื่อหนังสือแมนเริ่มให้ผลกำไร สุทัศน์ก็ตัดสินใจนำกำไรนั้นไปออกหนังสืออีก 2 เล่ม เป็นหนังสือสำหรับเด็กแนวเดียวกับชัยพฤกษ์ของเครือไทยวัฒนาพานิชหนึ่งเล่มชื่อโลกของเด็ก มี ส.สุวรรณ เป็นผู้คุมทีมจัดทำส่วนอีกเล่มเป็นหนังสือบันเทิงชื่อดารารีวิว ควบคุมโดย น้ำมนต์ อยู่สกุล บรรณาธิการหนังสือวัยหวานในปัจจุบัน

หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้สุทัศน์ร่วมลงทุนคนละครึ่งกับบุรินทร์ วงศ์สงวน

ประมาณ 7-8 เดือนให้หลัง หนังสือทั้ง 2 เล่มก็ต้องปิดตัวเองเพราะผู้ลงทุนทนขาดทุนต่อไปไม่ไหว สุทัศน์ยอมรับว่า เป็นการเจ็บครั้งแรกในชีวิตและต้องจดจำไปนานจนแม้ทุกวันนี้ทุกครั้งที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนใดๆ เขาก็ต้องนึกถึงบทเรียนครั้งนี้อยู่เสมอ

"ก็หมดไปคนละ 3-4 แสนบาท" สุทัศน์หมายถึงราคาของบทเรียนที่เขาลงทุนซื้อหามาร่วมกับบุรินทร์ ซึ่งหลังจากครั้งนี้แล้วก็ดูเหมือนว่าบุรินทร์จะเริ่มวางมือจากวงการหนังสือไปตามลำดับ

สุทัศน์ยอมรับตรงๆ กับ "ผู้จัดการ" ว่า คราวนั้นแมนกรุพ ยอมแยกไปพักใหญ่ๆ เหมือนกัน

แต่เขาก็คงข่มความทะเยอทะยานในจิตใจเบื้องลำไม่ได้อยู่ดี

ในช่วงปลายปี 2522 สุทัศน์ตัดสินใจออกหนังสืออีกเล่มชื่อ ไฮ-ไฟ สเตอริโอ และเป็นหนังสือที่สุทัศน์เชื่อมั่นมากว่าจะต้องประสบความสำเร็จ

ไฮ-ไฟ สเตอริโอ มีที่มาจากคอลัมน์เครื่องเสียงในหนังสือแมนซึ่งเขียนโดย ประพันธ์ ฟักเทศ วิศวกรทางด้านอิเลคโทรนิค จากจุฬาฯ ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นอาชีพหลัก แต่เผอิญเป็นเพื่อนรุ่นพี่ร่วมสถาบันเดียวกัน สุทัศน์จึงผลักดันให้เขียนคอลัมน์เครื่องเสียงในหนังสือแมน

และกลายเป็นคอลัมน์ยอดนิยมในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้อ่านและตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงให้ความสนใจสูงมาก

"แรกๆผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนชอบมากแค่ไหน จึงไม่กล้าออกเป็นหนังสือทันที เพราะบทเรียนเก่ามีมาแล้ว ผมจึงออกเป็นฉบับพิเศษในหนังสือแมนก่อน ก็ปรากฎว่าโฆษณาเข้ามามาก และคนอ่านให้การต้อนรับดี ก็เลยตัดสินใจออกเป็นรายสองเดือน และตอนนี้ปรับขึ้นมาเป็น 3 เดือน 2 เล่ม" สุทัศน์บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเบื้องหลัง

ไฮ-ไฟ สเตอริโอ เป็นหนังสือที่สุทัศน์บอกว่ายอดขายและโฆษณาขึ้นสูงมาก และขึ้นอย่างรวดเร็ว สุทัศน์ไม่ปิดบังว่า ขณะนี้รายได้ จาก ไฮ-ไฟ สเตอริโอ นั้นได้แซงหน้าหนังสือแมนไปแล้วเรียบร้อย

หลังจากออกไฮ-ไฟ สเตอริโอ ได้ไม่นานสุทัศน์ก็แยกคอลัมน์วีดีโอในหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นอีกเล่มต่างหาก คือหนังสือวีดีโอรีวิว

กลางปี 2523 ก็ออกหนังสือในเครือแมนกรุพฉบับที่ 4 ชื่อคอมพิวเตอร์รีวิว

"เบื้องหลังการออกหนังสือวีดีโอและคอมพิวเตอร์ก็คือการมองว่า 2 ตลาดนี้กำลังโตมีคนตื่นตัวสนใจมาก" สุทัศน์พูดกับ "ผู้จัดการ"

มีสัจธรรมข้อหนึ่งบอกไว้ว่า วิถีทางของคนเรานั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อโอกาสมาถึง โดยเฉพาะเมื่อมองแล้วว่าทางสายใหม่อาจจะให้อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่า

วิถีชีวิตของสุทัศน์และวิถีทางของแมนกรุพก็คงจะเป็นไปในทำนองนั้นด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2524 หลังจากทำหนังสือ ไฮ - ไฟ สเตอริโอ มาครบสองปี ด้วยความตั้งใจแท้จริงที่จะสร้างภาพพจน์และพลังให้กับหนังสือ สุทัศน์ตัดสินใจจัดงานนิทรรศการแสดงเครื่องเสียงขึ้นที่โรงแรมอิมพีเรียล

"ผมได้รับแรงผลักดันจากคุณปราจิณ เอี่ยมลำเนา(เจ้าของหนังสือรถยนต์ชื่อกรังด์ปรีซ์) ซึ่งเคยจัดนิทรรศการมอเตอร์โชว์มา 2-3 ครั้ง เขาก็บอกว่าผมควรทำเพื่อเป็นการโปรโมทหนังสือและสร้างอำนาจต่อรองกับเจ้าของสินค้าและก็เท่ากับตอบแทนลูกค้าด้วย ผมก็ตัดสินใจจัดโดยที่ไม่มีประสบการณ์เลย โนวฮาวต่างๆ ก็เพียงได้รับการถ่ายทอดจากคุณปราจิณ...." สุทัศน์กล่าวให้ฟัง

งานไฮ-ไฟ โชว์ ครั้งแรก็เลยออกมาอย่างไม่ค่อยประทับใจทุกฝ่ายเท่าไร

"ขาดทุนนิดหน่อย มีตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงมาออกร้าน 18 ราย เราก็ใช้ห้องนอนของโรงแรมเป็นห้องๆ แทนบูท" สุทัศน์เสริม

แต่กระนั้นสุทัศน์ก็คงจะเริ่มมองเห็นลู่ทางธุรกิจบางอย่างแล้ว จึงได้จัดไฮ-ไฟ โชว์ ครั้งที่ 2 ขึ้นในปีถัดมา คราวนี้สถานที่ย้ายมาที่โรงแรมรามาการ์เดน และครั้งนี้นกจากจะมีการแสดงเครื่องเสียงตามปกติ ก็ยังรวมผลิตภัณฑ์ไมโครคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคมเข้าไปด้วย

ผลออกมาดีกว่าครั้งแรก แม้จะยังขาดทุนอยู่บ้าง และถ้ามองกันว่าแมนกรุพเริ่มจะมีประสบการณ์ด้านการจัดนิทรรศการเพิ่มขึ้น ก็คงต้องถือว่ามีกำไร เพียงแต่กำหนดค่าออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้เท่านั้น

ปี 2526 สุทัศน์ตัดสินใจให้แมนกรุพจัดนิทรรศการอีก คราวนี้เป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์ทั้งเครื่องเสียงและเครื่องอิเลคโทรนิค เข้ามาเกือบครบทุกประเภท ใช้เนื้อที่กว้างขวางขึ้นเป็น 3,500 ตารางเมตร มีผู้เข้าร่วมงานมากว่า 50 บริษัท และเปลี่ยนชื่อนิทรรศการเสียใหม่เป็น BES 83 หรือ BANGKOK HI-FI & ELECTRONICS SHOW

คราวนี้โชคเป็นของแมนกรุพ เพราะเป็นครั้งแรกท่จัดแล้วมีกำไรตอบแทนกลับมา

"ก็จากงานนี้เองที่ผมเริ่มรู้แล้วว่าแมนกรรุพกำลังจะเดินไปในทางสายใหม่ทางไหน" สุทัศน์สรุปให้ฟัง

เป็นเรื่องแน่นอนที่ธุรกิจหนังสือในเครือแมนกรุพนั้นก็จะต้องทำกันต่อไป เพราะมีหนังสือหลายเล่มที่จะสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกันกับงานจัดนิทรรศการได้ และก็แน่เสียยิ่งกว่าแน่ที่แมนกรุพจำเป็นต้องจัดสรรกำลังคนแยกมาส่วนหนึ่งต่างหาก โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะงานด้านการจัดนิทรรศการ

สุทัศน์เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันแมนกรุพมีพนักงานทั้งสิ้น 52 คน ต้องทำงานควบทั้งทางด้านหนังสือและจัดนิทรรศการไปพร้อมๆกัน

"ถ้าต้องการจะเอาดีทางด้านจัดนิทรรศการจริงๆก็คงต้องแยกงาน 2 ส่วนนี้ออกจากกัน คงมีเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น ฝ่ายหาลูกค้ากับฝ่ายศิลป์ทางด้านครีเอทีฟที่อาจจะใช้ร่วมกันได้...."

การขยายตัวทางด้านการจัดนิทรรศการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากไฮ-ไฟ โชว์ ครั้งที่ 1 และ 2 มาเป็นครั้งที่ 3 คือ BES'83 ตามด้วย BES'84 เมื่อวันที่ 1-5 ธันวาคม 2527 ที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่าและงานคอมพิวเตอร์ไทย '85 ที่เพิ่งจบสิ้นไปสดๆ ร้อนๆ ต้อนต้นเดือนมีนาคม 2528 นี้ ซึ่งจัดที่เซ็นทรัลพลาซ่าอีกเหมือนกัน ได้ทำให้แมนกรุพเร่งรีบจัดตั้งฝ่ายนิทรรศการขึ้นมาทันที

ฝ่ายนี้สุทัศน์เปิดเผยว่าจะมีการแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เกี่ยวกับงานวิจัย มีหน้าที่เสาะแสวงหาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและสภาวะการตลาดและงานวิจัยอื่ๆที่เป็นงานทางด้านวิชาการของการจัดนิทรรศการ อีก 2 ส่วนก็จะเป็นฝ่ายประสานงานต่างประเทศและฝ่ายการตลาด

การตั้งฝ่ายประสานงานต่างประเทศนั้นแมนกรุพจำเป็นต้องมีไว้ เพราะแมนกรุพมองว่าในอนาคตจะต้องพยายามขยายธุรกิจออกไปในโลกกว้าง จะไม่จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะการจัดนิทรรศการระดับภายในประเทศเท่านั้น

"ตอนนี้เราก็พยายามหาทางเป็นตัวแทนในประเทศไทยของบริษัท CAHNERS EXPOSITION GROUP และบริษัท LEED INTERNATIONAL อยู่พวกนี้ที่จริงเขาก็พยายามจะเข้ามาเอง แต่ยังไม่สบโอกาสเหมาะเท่านั้น เราก็คิดว่าไหนๆ เขาจะต้องเข้ามาแน่แล้วก็ให้เราเป็นตัวแทนของเขาจะไม่ดีกว่าหรือ" สุทัศน์กล่าว

บริษัท CAHNERS EXPOSITION GROUP และบริษัท LEED INTERNATIONAL นี้ จัดว่าเป็นผู้จัดนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ทั้ง 2 บริษัทมีบริษัทแม่เดียวกัน เพียงแต่สำนักงานใหญ่ของ CAHNERS อยู่ที่ชิคาโก และในย่านเอเชียมีศูนย์อยู่ที่ฮ่องกง ส่วน LEED มีสำนักงานใหญ่ที่อังกฤษ

แมนกรุพเริ่มเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทั้ง 2 บริษัทนี้บ้างแล้ว

สุทัศน์เล่าให้ฟังว่า นอกจากการจัดตั้งฝ่ายและแบ่งส่วนงานใหญ่ๆ ดังกล่าวแล้ว งานด้านอื่นๆที่มีผู้ชำนาญการเฉพาะด้านดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว เขาจะใช้วิธีตกลงให้ความร่วมมือกันหรือว่าจ้างงกันอีกทอดหนึ่ง อย่างเช่นงานที่เกี่ยวกับการสร้างบูท แมนกรุพจะต้องใช้บริการจากบริษัทปิโก้ประเทศไทย ซึ่งมีชื่อเสียง ทั่วโลกให้การยอมรับด้านความเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว และงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการโปรโมชั่นแมนกรุพจะร่วมมือกับบริษัทซีพีแอนด์เอส ทุกงานไป

"จากประสบการณ์วิธีนี้จะลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้ดีที่สุด" สุทัศน์ยืนยัน

แมนกรุพมีงานในช่วงปี 2528 ที่จะต้องดำเนินแน่นอนแล้ว 5 งานในขณะนี้ คืองานลิกไนท์ไทย 85 เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการทำเหมืองถ่านหิน จัดร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตระหว่างวันที่ 18-21 พฤศจิกายน ที่เซ็นทรัลพล่าซ่า ต่อมาได้แก่งาน BES'85 ซึ่งจัดติดต่อกันทุกปีและครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

มีงานระดับนานาชาติอีก 2 งานคือ เอ็กซโป '85 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 พฤษภาคม ที่ประเทศบรูไน โดยบริษัทรับจัดนิทรรศการของสิงคโปร์เป็นเจ้าของงาน และเมนกรุพได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย หรือพูดง่ายๆ ก็คือหาลูกค้าไปออกงานนั่นเอง

งานระดับนานาชาติอีกงานหนึ่งได้แก่นิทรรศการอาหารแช่แข็งนานาชาติ (INTER NATIONAL FROZIN FOOD EXHIBITION AND CONFERENCD จัดโดยบริษัทไอทีเอฟของอังกฤษ แมนกรุพเป็นตัวแทนในประเทไทยอีกเหมือนกัน

นิทรรศการอาหารแช่แข็งนานาชาติจะจัดขึ้นที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์เซ็นทรัลพลาซ่า ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายนศกนี้

ส่วนงานสุดท้ายเป็นงานซีเกมส์แฟร์ จัดระหว่างการแข่งขันกีฬาซีเกมส์บริเวณสนามศุภชลาศัยและสนามกีฬาหัวหมาก

"เป็นงานแฟร์ครั้งแรกของเรา ก็เรียกว่างานช้างทีเดียว เราประมูลได้มาก็จะมีการออกร้านและขายอาหาร ความจริงแมนกรุพไม่มีนโยบายจัดงานแฟร์ เราเน้นไปที่นิทรรศการมากกว่า...." สุทัศน์ชี้แจง

กิจกรรมทางด้านการจัดนิทรรศการของแมนกรุพพอสรุปได้ว่ามีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วมาก

แมนกรุพในวันนี้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างค่อนข้างจะมั่นใจว่า นอกจากงาน BES ซึ่งเป็นงานที่จะต้องจัดกันปีละหนึ่งครั้งแล้ว ก็จะพยายามเป็นผู้จัดงานคอมพิวเตอร์ไทยต่อไปเรื่อยๆ ทุกปีให้ได้ นอกจากนั้นก็จะให้ความสนใจสินค้าในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆด้วย

และนี่ก็คือภาพของแมนกรุพในปัจจุบันที่กำลังจะก้าวเข้าไปในวงการจัดนิทรรศการในอนาคต โดยเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวกันขึ้นมาด้วยเงินทุน 20,000 บาท จริงๆ

prisna

ขอบคุณครับพี่พี ที่นำประสบการณ์ของผู้ใหญ่ที่เดินบนถนนเส้นนี้มาก่อนมาให้อ่านครับ
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Hexaphonic

01 August 2012, 01:15:16 am #52 Last Edit: 01 August 2012, 01:20:57 am by Hexaphonic
ขอบคุณค๊าบบพี่พี ผมชอบหนังสือของแมนกรุ๊ปมากๆครับ....ดูดี มีสไตล์



ก่อนโลกจะรู้จักอินเตอร์เนท ในคหสต. hifi stereo ตั้งแต่ฉบับแรกๆจนถึงปี'40เนี่ย

ผมว่าเป็นที่พึ่งให้กับนักเล่นได้ดีมากๆเลยล่ะครับ ห้าหกปีก่อนไปลองคุ้ยตามตลาดเปิดท้าย แผงหนังสือเก่า ก็ไม่มีแล้ว

ก็ซื้อได้ไม่กี่เล่ม บางเล่มผมก็ไปขอซื้อจากเถ้าแก่เครื่องเสียงแถวบ้านผม เถ้าแก่แกยังบอกว่าหัวนี้แหละดีที่สุดแล้ว

แกซื้อทุกเล่ม ทั้ง hifi...แมน...หนุ่มสาว...แต่เอาไปชั่งกก.ขายเกือบหมดแล้ว



แต่พอ hifi stereo เปลี่ยนมาเป็นยุค EGear นี่หมดเสน่ห์ไปบ้าง แต่ก็ยังน่าอ่านอยู่ดี
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: prisna on 01  August  2012, 12:49:46 am
ขอบคุณครับพี่พี ที่นำประสบการณ์ของผู้ใหญ่ที่เดินบนถนนเส้นนี้มาก่อนมาให้อ่านครับ


ถ้างั้น เอา BR ของบุรินทร์ไปอีกชุดนึง
ต้นแบบหนังสือไฮโซ



อนึ่ง อากู๋ก็เคยเป็นลูกน้องคุณบุรินทร์นะครับ....หึหึ
http://www.facebook.com/media/set/comments/?set=a.157092874306388.33701.141419525873723

pee

Quote from: Hexaphonic on 01  August  2012, 01:15:16 am
ขอบคุณค๊าบบพี่พี ผมชอบหนังสือของแมนกรุ๊ปมากๆครับ....ดูดี มีสไตล์

ก่อนโลกจะรู้จักอินเตอร์เนท ผมว่า hifi stereo ตั้งแต่ฉบับแรกๆจนถึงปี'40เนี่ย
ผมว่าเป็นที่พึ่งให้กับนักเล่นได้ดีมากๆเลยล่ะครับ ไปลองคุ้ยตามตลาดเปิดท้าย แผงหนังสือเก่า ก็ไม่มีแล้ว
บางเล่มก็ซื้อได้ไม่กี่เล่ม บางเล่มผมก็ไปขอซื้อจากเถ้าแก่เครื่องเสียงแถวบ้านผม เถ้าแก่แกยังบอกว่าหัวนี้แหละดีที่สุดแล้ว
แกซื้อทุกเล่ม ทั้ง hifi...แมน...หนุ่มสาว...แต่เอาไปชั่งกก.ขายเกือบหมดแล้ว
แต่พอ hifi stereo เปลี่ยนมาเป็นยุค EGear นี่หมดเสน่ห์ไปบ้าง แต่ก็ยังน่าอ่านอยู่ดี



มาตรฐานบุรินทร์สูงกว่าท้องตลาดมาก คนที่ร่วมงานก็ต้องถีบตัว
จะเขียนตีกินแบบทุกวันนี้ไม่ได้

ถ้าไม่มีหนังสือหัวนี้ วงการออดิโอไม่ได้เกิดแน่ๆ NAD ก็โตมาพร้อใกับแมนกรุพ
หมอพูนพิศก็เป็นสถาบันเพราะแมนกรุพ คุณนิตยานายกสมาคมคลั่งเอลวิสก็เหมือนกัน
บทความแปลของเขา เชื่อถือได้ การนำเสนอเนื้อหาก็ยุติธรรม เพราะเอาคนอ่านเป็นเป้า

BR กรุพนี่ ผมคิดว่าเป็นคะนอยเส้อร์ของเมืองไทยได้ทีเดียว

pee

แถมอีกหน่อย
-----------------------------


"สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี" เผยเทคนิค อร่อยง่าย ๆ สไตล์ผู้ชายเข้าครัว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   24 ตุลาคม 2554 16:25 น.   
สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี อดีตผู้บริหารนิตยสารชื่อดังผู้เผยสูตรอร่อยสไตล์ "เถ่าชิ่ว"
       เอ่ยชื่อ "สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี" ผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงหนังสือและสิ่งพิมพ์คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้จัก เพราะนิตยสารหัวดังไม่ว่าจะเป็น นิตยสารดิฉัน, แมน, ไฮไฟสเตอริโอ, ทีวีรีวิว, คอมพิวเตอร์รีวิว, พีซีวีค และ พีซีแมกกาซีน รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าอย่าง BANGKOK HIFI SHOW และ COMPUTER THAI (รุ่นพี่งานคอมมาร์ต) ก็เคยอยู่ภายใต้การดูแล และการบุกเบิกด้วยสองมือของเขาผู้นี้มาแล้วทั้งสิ้น
       
       แต่ในวันนี้มีอีกมุมหนึ่งที่เลื่องชื่อลือนามไม่แพ้กัน กับการเป็น "เถ่าชิ่ว" ประจำครัวของบ้าน "ศุกลรัตนเมธี" เมื่อผู้ชาย และพ่อคนนี้รับบทบาท "พ่อครัวมือเอก" ที่หมั่นปรุงอาหารจานอร่อยให้ลูกสาวตลอดจนคนใกล้ชิดรับประทานมาตลอด ซึ่งทีมงาน Life & Family ไม่รอช้า ขอนำเคล็ดลับความอร่อยจากสองสูตรเด็ดของเถ่าชิ่วผู้นี้มาฝากท่านผู้อ่าน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ยากเลย แถมอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อท่านอื่น ๆ หันมาลับมีดเข้าครัวปรุงอาหารให้ลูก ๆ รับประทานกันได้อีกด้วย เริ่มกันจาก

       1. สตูเห็ดรวมมิตร
       เครื่องปรุง
       - เห็ดต่างๆ สักสี่ห้าชนิด เช่น เห็ดเข็มทองหรือเห็ดชิเมจิ และเลือกเห็ดฟางดอกตูมมามากหน่อย (เอามาทำน้ำซุป)
       - ผักกาดขาวหรือผักหางหงษ์ 1 ต้น
       - เต้าหู้ทอดแบบแผ่นแบบญี่ปุ่น 1 ห่อ
       - หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส) 1 กระป๋อง
       - น้ำ ½ ลิตร
       - เกลือเล็กน้อย
       - ซีอิ้ว 3 ช้อนโต๊ะ
       - ขิงหั่นแว่น 2 แว่น
       - พริกไทยบด 10 เม็ด
       - น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
       - แป้งฮ่องกง หรือแป้งมันผสมแป้งท้าวยายม่อม
       
       วิธีทำ
       เริ่มจากไปตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตจัดซื้อเห็ดต่าง ๆ สักสี่ห้าชนิด วงการนักกินเห็ดบอกว่า ถ้าปรุงเห็ด
       ต่างชนิด มากกว่า สามอย่าง จะเป็นโอสถป้องกันได้หลายโรค รวมทั้งมะเร็งตัวแสบ
       
       จากนั้นจัดแจงทำความสะอาดเห็ด เช่น เห็ดฟางก็เอามีดเล่มน้อยฝานเศษดินเศษฟางที่โคนดอก เห็ดเข็มทองหรือ เห็ดชิเมจิ ก็ตัดรากลึกหน่อย ถ้าได้เห็ดโคนมาก็สุดวิเศษเพียงแต่เสียเวลาขูดดินที่เขาพอกมาซะหนาแล้ว แถมยังต้องเสียเวลาเกลาให้สะอาดหน่อย
       
       เมื่อพร้อมแล้วก็เอาหม้อใส่น้ำ ใส่เกลือหนึ่งหยิบมือต้มให้เดือด ใส่ผักกาดขาวลงไปต้ม จนนุ่ม สงขึ้นพักแล้วเรียงใส่จาน ทยอยลวก สารพัดเห็ดบรรดามีวางเรียงรายในจานผักให้ดูสวยงาม เก็บน้ำลวกไว้ปรุงรส
       
       ใส่น้ำอีกหม้อหนึ่ง ลวกหน่อไม้กระป๋องหั่นท่อน และเต้าหู้ญี่ปุ่น เสร็จก็เทน้ำทิ้งไปได้
       
       แช่สาหร่ายเส้นผมหนึ่งกำมือใส่ในหม้อลวกผักที่เราเก็บน้ำลวกไว้ ละลายแป้งฮ่องกงพอขลุกขลิก ปรุงรสอีกครั้งหนึ่งด้วยซอสปรุงรสและเกลือ ตักราดไปบนจานเห็ด โรยพริกไทยนิดหน่อยพอหอม เป็นอันสำเร็จ

       2. หูฉลามน้ำแดง 
       เครื่องปรุง
       - หูฉลามนึ่งพร้อมปรุง ½ กิโลกรัม
       - น้ำซุปแบบพิเศษ 1 ½ ลิตร
       - กระเทียมทุบ 3 กลีบ
       - รากผักชี 4 ราก
       - พริกไทยบุบ 15 เม็ด
       - ซีอิ๊วอย่างดี 4 - 5 ช้อนโต๊ะ
       - น้ำมันหอยชนิดดี (เช่น ตราคนพายเรือของลีกุมกี่ หรือบางตราที่มาจากกวางตุ้ง) 3 ช้อนโต๊ะ
       - เหล้าจีนเส้าชิง 3 ช้อนโต๊ะ
       - เนื้อปูก้อนสำหรับประดับหน้า 200 กรัม
       - ถั่วงอกเด็ดหัวเด็ดราก 100 กรัม
       - แป้งฮ่องกง (Potato Starch) ละลายน้ำ
       - ใบผักชีมากๆ
       - มัสตาร์ดฝรั่งเศส
       - จิ๊กโฉ่วหรือซอสตรากระต่าย (Worcestershire Sauce)
       
       วิธีทำ
       เมนูหูฉลามยอดนิยมโดยทั่วไปมักจะหนีไม่พ้นหูฉลามน้ำแดง คนชั้นกลางถึงเศรษฐี เจ้าสัว มหาเศรษฐี สามารถเลือกสั่งได้ตั้งแต่หม้อละ 300 บาท (สำหรับหม้อดินขนาด 5 นิ้ว) จนถึงโถละเป็นหมื่น ขึ้นอยู่กับระดับความหนาใหญ่ของหูนั้นๆ เวลาเสิร์ฟจะเสิร์ฟร้อนๆ ขนาดเดือดมาในหม้อ คนขี้ตะกละเห็นเข้าไม่ฟังเสียงรีบจ้วงทันที ปากพองกันมานักต่อนักแล้ว
       
       หูฉลามส่วนกระโดงหลังขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือกาง หูแห้งตั้งต้นกิโลละสองหมื่นบาทเรียกว่า เม่งซิก พ่อครัวย่อมจะต้องพิถีพิถันในการเตรียมเป็นพิเศษ ตั้งแต่การต้มการล้าง ทุกขั้นตอนของการต้มโปรดอย่าลืมทุบขิงแก่ใส่ไปสักแง่งสองแง่ง จะช่วยดับคาวปลาได้ชะงัดนัก ที่สำคัญที่สุดต้องระวังแผงหูไม่ให้แตกกระจายหมดราคา เขาก็เลยประดิษฐ์ตะแกรงไม้ไผ่สาน 8 เหลี่ยมตาห่างๆ โดยประคองหูฉลามนั้นเรียงบนตะแกรงไม้ไผ่ ประกบกับตะแกรงอีกแผ่น ผูกให้แน่น แล้วจึงนำไปต้ม
       
       เมื่อได้ผ่านการล้างการต้ม ให้เอาไปนึ่งโดยสลับชั้นกับเนื้อแม่ไก่แก่และชั้นเนื้อหมู ยกทั้งแผงนั้นวางบนภาชนะรอง นึ่งนานประมาณ 1-2 ชั่วโมงตามแต่ขนาด
       
       เอาแผงหูฉลามที่นึ่งแล้วออกมาแยกเฉพาะหูฉลามวางใส่จานอย่างเบามือ กรองเอาน้ำที่หยดในภาชนะรองนึ่งเทใส่กระทะ เติมน้ำซุป กระเทียมทุบ รากผักชีพริกไทยบุบ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วอย่างดี น้ำมันหอยชนิดดี เหล้าจีนเส้าชิง เคี่ยวด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อนให้งวดเหลือครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะประมาณ 70 มิลลิลิตร หรี่ไฟ เอาแป้งฮ่องกงละลายน้ำ เทหูฉลามที่เตรียมไว้ลงในกระทะ คนให้น้ำซอสขึ้นเงา ประดับหน้าด้วยเนื้อปูก้อน
       
       ผักเคียงจานใช้ถั่วงอกเด็ดหัวเด็ดราก ใส่ใบผักชีมากๆ พร้อมด้วยมัสตาร์ดฝรั่งเศสและจิ๊กโฉ่วหรือซอสตรากระต่าย (Worcestershire Sauce)

       ทั้งนี้ ก่อนจะมาเป็นพ่อครัวมือฉมัง เจ้าของหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ก "เถ่าชิ่วมาเอง ทำกินง่าย ทำขายรวย" คุณสุทัศน์เล่าว่า "สมัยเด็กอยู่ที่เพชรบุรี แม่ผมงานยุ่งมาก ผมเลยรับหน้าที่จ่ายตลาดมาทำอาหารให้น้อง ๆ รับประทาน และได้รับเทคนิคพื้นฐานการต้มการปรุงจากแม่ทำเลี้ยงน้อง ๆ มาตลอด"
       
       "เมื่อมีครอบครัว ผมมีลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว จึงใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งพ่อ สมัยเมื่อลูกยังเป็นเด็ก เรามีสวนอยู่ที่ไทรโยคน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ทุกสุดสัปดาห์จะหอบหิ้วกันไปพักผ่อนที่สวน ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่น้อย พืชผักสวนครัวนานาชนิด ส่วนมากมักจะเก็บพืชผักต่าง ๆ ในสวนมาทำกับข้าวกันสนุก ๆ ต่อมามีบ้านที่ชายทะเลชะอำ ก็จะสลับไปมาระหว่างเมืองกาญจน์ฯ กับเมืองเพชร หน้าบ้านที่ชะอำทุกๆ เช้า เรือหาปลาของชาวประมงจะมาขึ้นปลาที่หน้าบ้าน จึงสามารถลงไปเลือกซื้อปลาสดๆ ที่เพิ่งขึ้นจากเรือได้ เนื่องจากการอยู่ใกล้วัตถุดิบที่ทั้งใหม่สด เมื่อนำมาทำอาหารกินกันเอง จะรู้สึกรับรสที่อร่อยโดยธรรมชาติ กินได้อย่างสนิทปาก เพราะเราเลือกล้างปรุงอย่างสะอาดถูกสุขลักษณะ ประกอบกับพ่อลูกช่วยกันทำ และบางครั้งเพื่อนๆ ลูกสาวที่มาด้วยจะช่วยกันเป็นลูกมือ จึงเป็นอีกกิจกรรมทำร่วมกันเมื่อไปต่างจังหวัด"
       
       "ส่วนใหญ่ครอบครัวเราจะทำกินกันในบ้านมากกว่า บ้านเรามีอุปกรณ์ทำอาหารเกือบครบ จึงมีการทำอาหารนานาชาติ ตั้งแต่อาหารฝรั่ง จีน ไทย หรืออาหารแขก กิจกรรมช่วยกันทำกับข้าว จึงเป็นกิจกรรมที่อบอุ่นของพ่อลูก แถมอิ่มท้องด้วยอีกต่างหาก" คุณสุทัศน์เล่าพร้อมรอยยิ้ม
       
       นอกจากนั้น เถ่าชิ่วท่านนี้ยังได้ให้กำลังใจ ตลอดจนข้อแนะนำสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่ทำอาหารรับประทานเองว่า "ข้อดีของการทำอาหารรับประทานเองนั้นมีมากกว่าซื้ออาหารถุงสำเร็จรูปอย่างแน่นอน เพราะวัตถุดิบสมัยนี้ มีสารปนเปื้อนเยอะ ดังนั้นเวลาซื้อผักซื้อหมูมาล้าง เราย่อมพิถีพิถันในการล้าง และปรุงมากกว่า และผมเชื่อว่ามันจะอร่อยกว่านะ อย่างน้อย ๆก็ทำให้ใกล้ชิด ได้กินข้าวกับลูกอย่างอบอุ่น แม้ในยุคนี้ทำเองอาจจะแพงสักหน่อยก็ตาม"
       
       เมื่ออาหารแต่ละจานเริ่มต้นจากความรักความหวังดีของคนเป็นพ่อแม่ แน่นอนว่า สิ่งที่ถ่ายทอดไปกับรสชาติความอร่อยหนีไม่พ้นความรักความผูกพันที่มีต่อลูก และสิ่งนี้ก็คืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ "สถาบันครอบครัว" เข้มแข็งนั่นเอง

Hexaphonic

โอยๆๆ....อ่านจนแสบท้องไปหมด ม่ายหวายแว๊วว.... เด๋วไปหาอะไรกิงก่องก๊าบบ :dribble:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

jtr

พี่พีแนะนำผมหน่อยดิ๊
"สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี ผู้เริ่มงานอีเว้นท์ในเมืองไทย"
น่าสนใจๆครับ
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

pee

Quote from: jtr on 01  August  2012, 03:40:36 am
พี่พีแนะนำผมหน่อยดิ๊
"สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี ผู้เริ่มงานอีเว้นท์ในเมืองไทย"
น่าสนใจๆครับ


ม่ายรู้จักอะดิ

เจาะที่คุณบุรินทร์ดีกว่า แกจะแปดสิบแล้วมั้ง
จะทำอะไรก็รีบหน่อย

pakorn

Quote from: Hexaphonic on 01  August  2012, 01:15:16 am
ขอบคุณค๊าบบพี่พี ผมชอบหนังสือของแมนกรุ๊ปมากๆครับ....ดูดี มีสไตล์



ก่อนโลกจะรู้จักอินเตอร์เนท ในคหสต. hifi stereo ตั้งแต่ฉบับแรกๆจนถึงปี'40เนี่ย

ผมว่าเป็นที่พึ่งให้กับนักเล่นได้ดีมากๆเลยล่ะครับ ห้าหกปีก่อนไปลองคุ้ยตามตลาดเปิดท้าย แผงหนังสือเก่า ก็ไม่มีแล้ว

ก็ซื้อได้ไม่กี่เล่ม บางเล่มผมก็ไปขอซื้อจากเถ้าแก่เครื่องเสียงแถวบ้านผม เถ้าแก่แกยังบอกว่าหัวนี้แหละดีที่สุดแล้ว

แกซื้อทุกเล่ม ทั้ง hifi...แมน...หนุ่มสาว...แต่เอาไปชั่งกก.ขายเกือบหมดแล้ว



แต่พอ hifi stereo เปลี่ยนมาเป็นยุค EGear นี่หมดเสน่ห์ไปบ้าง แต่ก็ยังน่าอ่านอยู่ดี



จริงครับ .. ยิ่งยุคแรกๆ ที่หน้าปก เป็นภาพวาดทั้งหมด (ไม่ใช่ภาพถ่าย) นั้นน่าดูทั้งนั้น
สไตล์รูปเล่ม สไตล์การใช้ภาษา มันลื่นไหลน่าอ่านไปหมด
ผมซื้อตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีตังค์ .. ซื้อมาตั้งแต่เล่มแรกๆ ตอนนี้หายไปไหนเสียหมดแล้วก็ไม่รู้ คงเบื่อแล้วทิ้งไปมั่ง ชั่งกิโลขายไปมั่งอะไรแบบนี้ล่ะครับ

"โลกร้อน ธรรมเย็น"