• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
16 November 2019, 03:42:24 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


อาเพศครั้งใหญ่

Started by sw, 12 October 2012, 08:58:18 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

poj

เรื่องห้าม นั่งหลังรถกระบะ เป็นข่าว  ลวง  ครับ
เพื่อ ป่วน รัฐบาล
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Hexaphonic

ถ้ากระแสสังคมต้านเเรง เค้าก็จะแก้เกี้ยวบอกว่าเป็นข่าวลวงครับ

หรือไม่ก็จงใจให้ระดับรองๆลงมา ออกข่าวว่าจะสั่งห้ามโน่นนี่นั่น
เพื่อให้สื่อไปเล่นประเด็น เเล้วพวกเค้าก็จะทำงานได้สะดวก เช่นโหวตผ่านกฏหมายทีเดียวหลายฉบับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

ผมไม่คิดว่า รัฐบาลจะได้อะไร จากการเล่นข่าวนี้     มีแต่เสียครับ
ห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ  รัฐบาลได้อะไร ?   
ไม่ได้เลย  ประโยชน์ต่อรัฐบาลคือ 0

แต่สำหรับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ได้ประโยชน์จากการเล่นข่าวนี้ชัดเจน
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Hexaphonic

24 July 2017, 04:46:24 am #1283 Last Edit: 24 July 2017, 04:49:42 am by Hexaphonic
Quote from: poj on 24  July  2017, 02:20:23 am
ผมไม่คิดว่า รัฐบาลจะได้อะไร จากการเล่นข่าวนี้     มีแต่เสียครับ
ห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ  รัฐบาลได้อะไร ?   
ไม่ได้เลย  ประโยชน์ต่อรัฐบาลคือ 0

แต่สำหรับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ได้ประโยชน์จากการเล่นข่าวนี้ชัดเจน


ทำไมจะไม่ได้ครับ มันได้ซะยิ่งกว่าได้
นี้เป็นปฏิบัติการ IO เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

คือฝ่ายทางการจะชงข่าวหรือประเด็นดราม่าอะไรก็ได้ ให้สื่อโดดงับ
โดยตกลงกันกับพวกสื่อว่า ช่วงนี้ให้เล่นประเด็นนี้ๆๆๆๆๆ

อย่างการที่ท่านผู้นำแสดงอาการโมโหโกรธาออกสื่อ ผมก็คิดว่าเป็นการเบี่ยงประเด็นเช่นกัน
มันเป็นยุทธวิธีพรางควันเพื่อเข้าตีเป้าหมาย

หรืออาจจะเรียกได้ว่า ท่านผู้นำทำตัวเป็น "หนังหน้าไฟ"
ยอมทนร้อน ยอมทนเสียงก่นด่า
เพื่อเบิกทางให้ทีมงานไปทำภารกิจอันแท้จริงให้สำเร็จภายใต้เงื่อนเวลาอันจำกัด

ถามว่าภารกิจอันแท้จริงของพวกเขา ภายใต้ยุทธวิธีพรางควันนั้น....คืออะไร?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

ไม่เห็นด้วยครับ   จะเบี่ยงประเด็น ก็เบี่ยงด้วยเรื่องอื่นดีกว่า 
เรื่องแบบที่ทำให้ คนทั่วไปจำนวนมาก เดือดร้อนนี่   เสี่ยงเกินไปครับ
อีกอย่าง  ช่วงนั้น ไม่มีข่าวอะไร ใหญ่โต  ถึงกับรัฐบาลจะต้องใช้การ เบี่ยงประเด็นครับ

เราก็คงเห็นต่างกันเหมือนเดิม  ในประเด็นนี้ครับ  :)
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

poj

วันนี้ ศาลตัดสินยกฟ้อง คดี 7 ต.ค.  ยกฟ้องไปเรียบร้อย
แล้วก็รอดู คดี ยิ่งลักษณ์  อีกคดี    ก็กำลัง บิ้วท์ กันอยู่ 

โดยสรุป ผมก็ยังยืนยัน   อย่าไปเจ็บ ไปตาย กันอีกเลย   พอแล้ว...  พอเสียที....
หลังจากนี้ อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด จะฉิบหายกันทั้งประเทศ ก็ปล่อยมันไปครับ....  ช่างแม่ม !
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Hexaphonic

01 February 2019, 07:13:19 pm #1286 Last Edit: 02 February 2019, 03:01:56 am by Hexaphonic
ผมว่าลดฝุ่น pm 2.5 ด้วยการฉีดน้ำ...มันไม่เวอร์คป่ะ?
ต้องจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าป่ะ?
ฉะนั้น...จงไปคิดค้นเครื่องมือจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าให้ได้

ถ้าจะใช้น้ำกำจัดฝุ่น คงต้องพึ่งฝีมือธรรมชาติ คือรอให้ฝนตกหนักๆบ่อยๆล่ะครับ
ใช้น้ำกำจัดฝุ่นด้วยฝีมือมนุษย์ ทำไม่ได้หรอก
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Art

Quote from: Hexaphonic on 01  February  2019, 07:13:19 pm
ผมว่าลดฝุ่น pm 2.5 ด้วยการฉีดน้ำ...มันไม่เวอร์คป่ะ?
ต้องจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าป่ะ?
ฉะนั้น...จงไปคิดค้นเครื่องมือจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าให้ได้

ถ้าจะใช้น้ำกำจัดฝุ่น คงต้องพึ่งฝีมือธรรมชาติ คือรอให้ฝนตกหนักๆบ่อยๆล่ะครับ
ใช้น้ำกำจัดฝุ่นด้วยฝีมือมนุษย์ ทำไม่ได้หรอก


เครื่องจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้ามีมานานแล้วครับ น่าจะก่อนผมเกิดด้วยซ้ำ แนวทางการใช้ที่จะได้ผลจริงๆ คือ ต้องไปจับที่แหล่งกำเนิดฝุ่น ไม่ใช่มาไล่จับในอากาศครับ
Art

poj

เรื่องฝุ่น ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุครับ คือ รถยนต์ และ โรงงาน
ตอนนี้ กำลังแก้ที่ปลายเหตุกัน  :(
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Hexaphonic

Quote from: Art on 02  February  2019, 04:28:35 pm
Quote from: Hexaphonic on 01  February  2019, 07:13:19 pm
ผมว่าลดฝุ่น pm 2.5 ด้วยการฉีดน้ำ...มันไม่เวอร์คป่ะ?
ต้องจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าป่ะ?
ฉะนั้น...จงไปคิดค้นเครื่องมือจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าให้ได้

ถ้าจะใช้น้ำกำจัดฝุ่น คงต้องพึ่งฝีมือธรรมชาติ คือรอให้ฝนตกหนักๆบ่อยๆล่ะครับ
ใช้น้ำกำจัดฝุ่นด้วยฝีมือมนุษย์ ทำไม่ได้หรอก


เครื่องจับฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้ามีมานานแล้วครับ น่าจะก่อนผมเกิดด้วยซ้ำ แนวทางการใช้ที่จะได้ผลจริงๆ คือ ต้องไปจับที่แหล่งกำเนิดฝุ่น ไม่ใช่มาไล่จับในอากาศครับ


ทราบครับว่ามันมีมานานแล้ว ผมถึงคิดว่ามันน่าจะ make sense กว่าพ่นน้ำปรี๊ดๆไงครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

20 July 2019, 08:50:31 pm #1290 Last Edit: 20 July 2019, 09:32:03 pm by Hexaphonic


สถานการณ์แม่น้ำโขงแล้งในเวลานี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

1 ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลงทั้งที่เป็นช่วงฤดูมรสุม

2 เขื่อนจิงหงที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนานลดการระบายน้ำเหลือเพียง 500 ลบ.ม./วินาที
โดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า

3 เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนสัญชาติไทยในดินแดนลาว ของบริษัทซีเคพาวเวอร์ (เครือ ช.การช่าง)
ซึ่งมีความคืบหน้า 99.3 % อยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง
ไปจนถึงระบบสายส่งไปยันถึงศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ภาพที่เห็นจึงเป็นแม่น้ำโขงที่ลดระดับอย่างรวดเร็ว กุ้งหอยปูปลาหนีน้ำลงไม่ทันติดค้างตายตามหาด/แก่ง

ภาพที่เห็นจึงเป็นสถานีสูบน้ำของการประปาต่างๆติดค้างตามหาดและตลิ่ง
ไม่สามารถสูบน้ำโขงมาผลิตน้ำประปาได้หรือเป็นไปอย่างยากเย็น

นี่แค่ปฐมบทเพราะวันนี้ยังอีกหลายเดือนกว่าที่จะถึงวันผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของเขื่อนไซยะบุรีในเดือนตุลาคม 2562

และจะเป็นไปอย่างนั้นอีก 29 ปี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PPA

ถึงวันนั้นที่เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เขื่อนไซยะบุรีจะต้องกักเก็บ/ยกระดับน้ำ-ระบายน้ำรายวัน
แล้วผลกระทบจะรุนแรงกว่านี้อีกแค่ไหน?

เช้านี้คุยกับพี่หาญณรงค์ เยาวเลิศ Hannarong Yaowalers ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

พี่หาญบอกว่า กรณีเขื่อนจีน เจ้าของเขื่อนจำเป็นต้องมีการต้องวิเคราะห์ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา
ก่อนที่จะลดการระบายน้ำ แม้จะเป็นการซ่อมแซมบำรุงระบบสายส่งของเขื่อนที่ทำประจำปี
แต่ต้องพิจารณาวิเคราะหเคราะห์ว่าหากปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำมาก
หากจำเป็นจริงๆก็ควรปิดซ่อมเพียงแค่ระยะสั้นที่สุดและรีบระบายน้ำจากเขื่อนลงสู่แม่น้ำโขงตอนล่างอย่างเร่งด่วน
เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประเทศท้ายน้ำ

เนื่องจากเขื่อนจิงหง ห่างจากพรมแดนไทยลาวพม่าที่แม่น้ำโขง ณ สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
เพียงราว 340 กิโลเมตรเท่านั้น

พี่หาญบอกอีกว่า อย่างน้อยที่สุด เขื่อนไซยะบุรีในขณะที่ติดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าควรดำเนินการทดลองเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ในช่วงที่แม่น้ำโขงมีปริมาณน้ำมากเพียงพอ เพราะระยะเวลากำหนดเริ่มต้นผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ยังพอมีเวลาอยู่อีกหลายเดือน
การทดลองเดินเครื่องควรรอให้แม่น้ำโขงมีน้ำเพียงพอให้ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยแม่น้ำโขง

ดังที่มีในจดหมายที่ สทนช.ขอไปทางลาวให้ชะลอการทดลองเดินเครื่องของเขื่อนไซยะบุรีออกไปก่อน

กฟผ.ในฐานะผู้รับซื้อไฟฟ้าต้องรู้ว่าเวลานี้ปริมาณน้ำโขงมีน้อยถึงขั้นที่ปลาในแม่น้ำโขงจะตายมากมาย

นี่คือวิกฤติที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันทีและไม่ควรเกิดซ้ำอีก

วันนี้คือทุกข์ยากเพราะสถานการณ์ภัยแล้งในภูมิภาค ประชาชนยังอาจจะพอรับได้ ยังสามารถทนได้

แต่ความทุกข์ยาก ถูกกระทำซ้ำ จากเขื่อนทั้งเขื่อนจีนเขื่อนไทย/ลาว

ถึงเวลาที่ต้องหันมาควรจะดูแลระบบนิเวศกันก่อน แต่ไฟฟ้าและกำไรควรเอาไว้ทีหลัง

ที่สำคัญ วันนี้ไฟฟ้าในระบบของไทยยังมีปริมาณเหลือใช้ สามารถวางแผนหาทางเลือกและแก้ไขเรื่องไฟฟ้าได้

จากข่าวที่น้ำประปาจากแม่น้ำโขงเกิดขาดแคลน โดยเฉพาะในเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวง เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

รัฐบาลต้องยอมรับวิกฤติแม่น้ำโขงเกิดแล้ว บริษัทต่างๆก็ควรยอมรับว่าการลงทุนในเขื่อนแม่น้ำโขง
เพื่อแสวงหากำไร ในระยะยาวหากเหตุการณ์แบบนี้เกิดอีกทุกๆ ปีจะไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจใดๆ เลย

ท้ายสุด พี่หาญณรรงค์บอกว่านี่เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง "ผลกระทบข้ามพรมแดน"
วันนี้ เพียงแค่ 2 เขื่อนก็เดือดร้อนกันอย่างสาหัสแล้ว

นี่มีการวางแผนสร้างเขื่อนในจีนถึง 28 เขื่อน และในลาว/ตอนล่างอีกเป็น 11 เขื่อน

จะยังปฏิเสธว่าไม่มีและไม่ทำรายการผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน...ไม่ได้แล้ว
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

ปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ
ช.การช่างและวิกฤตโขง
-------
อีกครั้งที่บริษัท ช.การช่าง ชักชวนสื่อมวลชน
ลงพื้นที่ดูการจัดการเขื่อนไซยะบุรีในประเทศลาว
ถ้าจะบอกว่าเป็นวาระเร่งด่วนจี๋ก็ว่าได้
เพราะออกจดหมายเชิญวันที่ 19 กค.
พานักข่าวลงพื้นที่ 22-23 กค.
แถมยังเพิ่มโปรโมชั่นพิเศษไว้ในตอนท้าย
สื่อมวลชนใดติดขัดเวลาดังกล่าว
สามารถปรับเวลาเดินทางได้ด้วย
แสดงว่าภารกิจที่ต้องการอธิบายต่อสังคมครั้งนี้ไม่ธรรมดา

หลายครั้งที่ ช.การช่างชักชวนสื่อมวลชนลงพื้นที่เขื่อนไซยะบุรีในลาว
บางสำนักข่าวได้รับเชิญให้ไปยลตั้งแต่ระดับหัวจนระดับหาง
ต้องยอมรับว่า ช.การช่าง "เข้าใจ"และ "เข้าถึง"สื่อ
เช่นเดียวกับ "เข้าใจ"และ "เข้าถึง"ทางการลาว
เมื่อมีทั้งเงิน-เข้าถึงทั้งอำนาจ
การยกขบวนสื่อเข้าไปในลาวเพื่ออธิบายเรื่องราว
ในสิ่งที่อยาก "ให้เห็น"จึงสะดวกโยธิน

เมื่อพูดถึงเขื่อนไซยะบุรี
ผู้บริหาร ช.การช่าง มักเลี่ยงใช้คำว่า "ฝายน้ำล้น"
ในจดหมายเชิญครั้งนี้ใช้คำว่า "โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี"
คำว่า "เขื่อน"กลายเป็นสิ่งแสลงหูสำหรับนักสร้างเขื่อน
ทั้งๆที่ไม่ว่าจะ "สมมุติ"ชื่อเรียกว่าอะไร
แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าสายน้ำโขงที่ไหลผ่านแขวงไซยะบุรี
ถูกกั้นโดยสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ด้วยฝีมือ ช.การช่าง
ต่อให้มีช่องสำหรับเรือหรือปลาผ่าน(เล็กๆ)
แต่ไม่อาจหนีกล่าวข้อหาว่ามีส่วนสำคัญ "ฆาตกรรมแม่น้ำโขง"
ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่อวดอ้างว่า "สะอาด"
แต่ถ้าไปถามชาวบ้านริมโขง
ถามนำอพยพที่แหล่งวางไข่ถูกน้ำท่วม
ถามไก(สาหร่าย)ที่ต้องจมน้ำและแสงเข้าไม่ถึง
ถามปลาบึกหรือปลาอพยพขึ้นเหนือ
พลังงานสะอาดที่ว่าอาจจะสกปรกสุดๆก็ได้
วาทะกรรมซ้ำๆที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแก้เกี้ยว
ในที่สุดก็ต้องตายเพราะ "ข้อเท็จจริง"

แม่น้ำโขงวิกฤตมาแล้วนับ 10 ปี
แต่ปีนี้หนักสุดๆเพราะสภาพฝนทิ้งช่วงนาน
เขื่อนจีนตอนบนไม่ยอมปล่อยน้ำ
ขณะที่เขื่อนตอนล่างคือไซยะบุรีกำลังทดลองผลิตไฟฟ้า
จึงต้องเปิด-ปิดการระบายน้ำทำให้สายน้ำผันผวน
แถมอนาคต ช.การช่างกำลังจะสร้างเขื่อนหลวงพระบางกั้นโขงอีก
สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขงในวันนี้เป็นอย่างไรคือหลักฐานอันประจักษ์
ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
การปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ
อย่างไรก็ไม่มิด
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

มันคนไทยรึเปล่าหนอ เฮ้อ

Hexaphonic

29 October 2019, 09:04:21 pm #1293 Last Edit: 29 October 2019, 09:20:26 pm by Hexaphonic
เพชร มโนปวิตร เรื่อง
กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ
 
อย่างที่เนลสัน เมลเดลา รัฐบุรุษคนดังเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ว่า
"เขื่อนคือสมรภูมิสำคัญในการผลักดันเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เพราะยังถกเถียงกันไม่จบว่าสุดท้ายแล้วคุณประโยชน์ของเขื่อนคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปหรือไม่?"

ปัจจุบันเรามีเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกแล้วเกือบ 50,000 เขื่อน
แต่หลายประเทศก็ยังคงเดินหน้าวางแผนและก่อสร้างเขื่อนอีกมากมายในนามของการพัฒนา
แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ในประเทศไทยคำถามว่าจะสร้างเขื่อนดีหรือไม่สร้างดีมักจะวนเวียนกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมเป็นระยะๆ
เมื่อเกิดข้อขัดแย้งเรื่องความเหมาะสมหรือมีการประท้วงของชุมชนในพื้นที่

ความจริงทั่วโลกมีองค์ความรู้และบทเรียนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนมากมา
มีการจัดตั้งคณะกรรมการเขื่อนโลกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 อันประกอบด้วยคณะกรรมการอิสระนานาชาติถึง 12 ชุด
ใช้เวลา 2 ปีครึ่งทำการประเมินผลดีผลเสียของเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกออกมาเป็นรายงานหนา 380 หน้า
ผลสรุปที่ชัดเจนก็คือ แม้เขื่อนจะมีประโยชน์หลายด้านแต่ผลกระทบอันเกิดขึ้นต่อชุมชนและระบบนิเวศนั้นก็มากมายเหลือคณานับ คณะกรรมการระหว่างประเทศจึงได้พยายามพัฒนาแนวทางในการประเมินความเหมาะสม
รวมทั้งแนะนำกระบวนการตัดสินใจอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุนและก่อสร้าง

ความจริงในปัจจุบัน หลายภูมิภาคของโลกโดยเฉพาะอเมริกาและยุโรปได้เข้าสู่ยุครื้อเขื่อนกันแล้ว
โดยมีแผนการรื้อเขื่อนเก่าๆ อย่างเป็นระบบ เกิดขบวนการเรียกร้องการคืนอิสรภาพให้สายน้ำ (Rewilding Rivers
 ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศสายน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม
อย่างไรก็ตามในประเทศกำลังพัฒนายังคงมีโครงการเขื่อนเกิดขึ้นมากมาย
และที่สำคัญโครงการเขื่อนจำนวนมากยังคงดำเนินการผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลายโครงการดื้อดึงเดินหน้าโดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน
ขาดมาตรการจัดการความเสี่ยง หรือการพิจารณาถึงระบบนิเวศอย่างถี่ถ้วน
ไม่นับรวมผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านร้านถิ่นที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศ

เมื่อหลายปีมาแล้ว กองทุนสัตว์ป่าโลกหรือ WWF ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ชื่อ
"บาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อน (Seven Sins of Dam Building)"
เพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดที่พบบ่อยและนำไปสู่ความล้มเหลวของการลงทุนในโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
ความผิดพลาดที่คณะผู้ศึกษาเรียกว่าเป็นบาปเจ็ดประการประกอบด้วย...

1.การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำผิดสาย
2.การเพิกเฉยต่อระบบนิเวศของกระแสน้ำใต้เขื่อน
3.การละเลยความหลากหลายทางชีวภาพ
4.การตกหลุมพรางหลักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง
5.การดำเนินการที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
6.การจัดการความเสี่ยงและผลกระทบอย่างผิดพลาด
7.การหลงเชื่อผลประโยชน์ของเขื่อนอย่างหน้ามืดตามัว
 
คนไทยได้ยินชื่อเขื่อนไซยะบุรีมานาน เพราะแม้จะเป็นโครงการเขื่อนในประเทศลาวแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทย
เนื่องจากว่าเป็นเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าราว 1,285 เมกะวัตต์ เพื่อขายให้กับประเทศไทย
ดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัทรับเหมาของไทยคือ ช.การช่าง
และได้รับการอนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงินของประเทศไทย 6 แห่งได้แก่
ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.กสิกรไทย ทิสโก้ และเอ็กซิมแบงค์
แม้จะมีความพยายามต่อสู้คัดค้านกันอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลลาว และบริษัทเอกชน
รวมทั้งธนาคารของไทยก็ไม่สนใจ ดึงดันเดินหน้าก่อสร้างไปเรื่อยๆ จนโครงการเสร็จสิ้น
หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าทำไมนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกถึงกังวลถึงผลกระทบ
จากการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในประเทศลาวโครงการนี้กันนักหนา
ทั้งยังมีการยกให้กรณีเขื่อนไซยะบุรีเป็นตัวอย่างของการแย่งชิงทรัพยากรข้ามชาติอย่างโจ่งแจ้ง
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่ไร้พรมแดน
และผลกระทบต่อผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่พึ่งพาทรัพยากรประมงจากแม่น้ำสายนี้
 
หากพิจารณาตามบาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อนก็จะพบว่า
เขื่อนไซยะบุรีเป็นตัวแทนโครงการเขื่อนที่ทำบาปครบทุกข้อและไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง
เพราะผิดพลาดตั้งแต่ข้อที่ 1 เรื่องตำแหน่งที่ตั้งไปถึงข้อที่ 7 คือการหลงเชื่อผลประโยชน์จากเขื่อนอย่างหน้ามืดตามัว
แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเกือบ 5 พันกิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
และมีผลผลิตทางประมงมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบผลผลิตกับขนาดของแม่น้ำ
โดยพบปลาน้ำจืดมากกว่า 800 ชนิด เป็นรองก็เพียงแม่น้ำอเมซอน
จุดที่มีการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีนับเป็นจุดที่มีความเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของแม่น้ำโขง
เพราะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำอู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรวดตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของแม่น้ำโขง
พูดง่ายๆ ว่าเป็นจุดที่ไม่ควรให้มีการสร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น

ผลกระทบสำคัญประการแรก คือตะกอนและกรวดปริมาณมหาศาล
จะถูกกักอยู่ในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนความยาว 80 กิโลเมตร ต้องอย่าลืมว่าตะกอนที่ถูกสายน้ำนำพามาด้วยนั้น
คือปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของแม่น้ำนั้นๆ
ในทางกายภาพ การลดลงของปริมาณตะกอนจะส่งผลต่อเนื่องเรื่องการกัดเซาะตลิ่ง
การสูญเสียพื้นกรวดที่เป็นแหล่งวางไข่สำคัญของปลาหลายชนิด
และการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญของโลก
ปริมาณตะกอนที่ลดลงยังหมายถึงการลดลงของสารอาหารที่จำเป็นต่อสัตว์น้ำในโตนเลสาบของเขมร
และการก่อเกิดดินอุดมปากแม่น้ำของเวียดนาม

ผู้ก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีอ้างว่าจะใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ในรูปแบบของประตูระบายตะกอน หรือ Spillway
ที่จะสามารถระบายตะกอนขนาดต่างๆ กันได้ แต่เทคโนโลยีที่ว่ายังแทบไม่เคยมีการทดลองใช้ที่ใดมาก่อน
จึงน่าสงสัยว่าจะคุ้มกันหรือไม่ กับการนำมาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศขนาดนี้

ผลกระทบสำคัญประการที่สอง คือการขัดขวางการอพยพตามธรรมชาติของปลาในแม่น้ำโขง
ซึ่งจะเป็นการคุกคามความอยู่รอดของพันธุ์ปลาที่มีการอพยพตามธรรมชาติกว่า 160 ชนิด
และอาจหมายถึงจุดจบแห่งสายพันธุ์ของปลาบึกซึ่งเป็นปลาเฉพาะถิ่นแม่น้ำโขงที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในธรรมชาติ  ปลาที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการขวางกั้นลำน้ำเหล่านี้คิดเป็นปริมาณถึง 1 ใน 3 ของปลาที่จับได้ราว 900 ล้านตันต่อปี ปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบย่อมส่งผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของชาวประมงหลายล้านครอบครัวริมฝั่งโขง
โครงการเขื่อนไซยะบุรีเพิ่งจะจัดทริปพาสื่อมวลชนไปดูโครงการ พร้อมกับอวด 'ทางปลาผ่าน'
ที่อ้างว่าออกแบบมาสำหรับปลาแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ มีทั้งการทำอุโมงค์ปลา (Fish Collecting Gallery)
บันไดปลา (Fish Ladder) และช่องยกระดับให้ปลาเหมือนกับลิฟต์
โดยวิศวกรผู้ดูแลมั่นใจว่านี่คือระบบที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก
แต่ก็อีกเช่นกันที่เทคโนโลยีดังกล่าวไม่เคยมีการทดสอบมาก่อน

และจากกรณีบันไดปลาโจนที่ถูกนำมาติดตั้งในเขื่อนปากมูลก็เป็นบทเรียนสำคัญว่า
เทคโนโลยีในต่างประเทศไม่สามารถนำมาใช้ได้กับปลาในแม่น้ำโขง
คำถามสำคัญก็คือหากทางปลาที่เขื่อนไซยะบุรีติดตั้งไม่ได้ผล ทางโครงการมีแผนรองรับอย่างไร?
ผลกระทบประการที่สาม คือการผันผวนของระดับน้ำที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเขื่อน
จะส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งลำน้ำ 200 กิโลเมตรใต้เขื่อน
และอีก 80 กิโลเมตรเหนือเขื่อน ซึ่งรวมทั้งชุมชนในเจ็ดจังหวัดริมแม่น้ำโขงของประเทศไทย
กรณีนี้เป็นคำถามสำคัญที่ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่ชัด แม้ว่าผู้สร้างเขื่อนไซยะบุรีจะยืนยันว่า
เขื่อนนี้มีรูปแบบเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (Run-of-River) หรือให้นึกภาพว่าเป็นฝายน้ำล้นขนาดใหญ่
โดยจะไม่มีการกักเก็บน้ำในปริมาณมากๆ เหมือนเขื่อนทั่วไป

แต่สถานการณ์ความแห้งแล้งของแม่น้ำโขงในประเทศไทยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วที่แห้งขอดจนเป็นวิกฤต
มีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมากทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงผลกระทบของเขื่อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง
ผลสรุปเบื้องต้นระบุว่า 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์ของระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในขั้นวิกฤต คือ...
1. ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลงอย่างผิดปกติ
2. เขื่อนจิงหง ที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนาน ลดการระบายน้ำโดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า และ
3. เขื่อนไซยะบุรี กำลังทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง

เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงและอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทยแค่เพียง 195 กิโลเมตร
คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากว่ามีส่วนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงผิดปกติ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงทดสอบระบบเท่านั้น
เมื่อมีการผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งตามกำหนดจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมนี้
คงจะเห็นความผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำโขงจากการระบายน้ำของเขื่อนอีกมาก
ซึ่งยากที่จะคาดเดาว่าจะเกิดผลกระทบในเชิงระบบนิเวศของสัตว์น้ำ เกาะแก่งและชายหาดในแม่น้ำโขงขนาดไหน?

ความจริงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้จัดทำการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการบริหารจัดการแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน
รวมทั้งผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้า 11 โครงการบนแม่น้ำโขงตอนล่าง
และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขาภายใน พ.ศ. 2583
เป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจของภูมิภาครวมทั้งกระทบต่อการเข้าถึงอาหารของประชาชนในท้องถิ่น
สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในกรณีของเขื่อนไซยะบุรีก็คือเขื่อนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างเลย
เพราะมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าในการแก้ปัญหาความยากจนของลาว
และการตอบสนองความต้องการพลังงานของไทย การเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี
โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าความสำคัญของแม่น้ำโขง ไม่สนใจความมั่นคงทางอาหารที่ชุมชนนับล้านได้จากปลาน้ำจืด
ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม เป็นบาปกรรมที่มีผลโดยตรงต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
เป็นบาปที่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

เรามีทางเลือก แต่กลับเลือกเดินหน้าฆ่าแม่น้ำโขงด้วยความเขลาและความโลภ
อีกหลายปีจากนี้ เมื่อผลกระทบต่างๆ ปรากฏชัดจนเกินเยียวยา
การรณรงค์ให้มีการรื้อเขื่อนในแม่น้ำโขง อาจเป็นภารกิจสำคัญของคนรุ่นต่อไปเพื่อฟื้นชีวิตของแม่น้ำโขงให้กลับคืนมา
 
ป.ล. บทความเดิมเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร ฅ คน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2557
"คุณหลอกดาว" :sad2: