• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
23 July 2019, 10:39:55 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


congrat.....judy

Started by pee, 04 March 2013, 01:21:27 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

poj

เห็นด้วยครับ  ทุเรศจริงๆ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

sw

ขอทุเรศด้วยคน เป็นถึงด้อกเตอร์ ตอบโจทย์ไม่ถูกมาแก้ตัวว่าโจทย์ผิด  :(

Karin Preeda

ฮ่าๆ แก้ตัวแบบน้ำใสๆเลย ไม่ต้องขุ่นก็ไปได้ ไม่ไร้ฝีมือก็รับจ้างทำ มีแค่สองอย่างเท่านั้นแหละ
ผมว่าถ้า poll บอกว่าคุณชายสุขุมพันธ์ชนะตั้งแต่แรก เผลอๆพงศพัศอาจชนะด้วยซ้ำ เพราะคนเลือกเห็นว่าชนะแล้ว ไม่ต้องไปลงคะแนนก็ได้ หรือไม่ก็ไปลงคะแนนให้ผู้สมัครอิสระไปเลย

pee

ผมดีใจจริงๆ ที่คนๆ นี้ ไม่ได้ฉายแววอะไรทางการเมือง แม้จะได้ที่ 3
แถมแกยังเชื่อโพลอย่างสุดจิตสุดใจ ฟังน้ำเสียงแล้ว จะผิดหวังแทนจูดี้ มากกว่าตัวจูดี้เองเสียอีก

จากเดลินิวส์
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนให้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้  จากผลคะแนนที่ปรากฏ และการวิเคราะห์จากโพลล์ก่อนเลือกตั้งออกมาว่าคนที่จะชนะคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครฯจากพรรคเพื่อไทย แล้วตามมาด้วยอันดับ 2  คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ... โดยตนมีคะแนนอยู่อันดับ 3  มีคะแนนห่างกับอันดับ 1-2 มาก  ซึ่งผลโพลล์ที่ออกมาขัดจากคะแนนที่เป็นจริง และจากการที่ได้ลงพื้นที่แล้วคาดคะเนไว้ 

"ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นเป็นเกมการเมืองเป็นหลัก และตามที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำนปช. ออกมาพูดว่าถ้าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้เป็นผู้ว่าฯจะออกมาปรับเปลี่ยนกทม. ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว จึงลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคปชป.  รวมทั้ง พรรคปชป.ได้หาเสียงโจมตีว่าถ้าเลือกผมก็จะได้ผู้ว่าฯจากพรรคเพื่อไทย ทำให้ฐานเสียงไปลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคปชป." พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ กล่าว 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  กล่าวต่ออีกว่า ประชาชนต้องยอมรับผิดชอบกับผลที่เลือก ซึ่งพรรคปชป.บริหารกทม.มาก็เห็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร ต้องยอมรับกันต่อไป ทั้งนี้ หากเทียบคะแนนผู้สมัครอิสระที่ไม่มีชื่อเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งก่อนๆ คะแนนจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนกว่า แต่ตนมีชื่อเสียง กลับได้คะแนนแค่ 1 แสนกว่า  จึงรู้สึกผิดหวังกับคะแนนที่ได้


ไอ้ที่ผมขีดเส้นใต้ไว้นี่ เพราะงง ตกลงแกเชื่อโพลหรือไม่เชื่อกันแน่
ที่ตลกคือ ในไทยรัฐ แกบอกว่าเพราะฝนตก พลังเงียบเลยไม่ออกมาเลือกแก
เออ....อีกฉบับ เพื่อไทยบอกว่าเพราะฝนตก จู้ดี้เลยแพ้

เหอๆๆ ฝนครั้งนี้ ฝนการเมืองแน่นอน

trens

ผมยืนยันความเห็นเดิม ... "ความเสื่อมในวงวิชาการ"
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

dht_tubes

มาแจมช้าไป เพิ่งมาตามข่าวว่ามีเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มิน่ารถติดจัง :wallbash:

ผมว่าน้องพงก์ พลาดตรงไปเยี่ยมแถวม๋าต๋า :yahoo: :yahoo: :hb: :hb:

และดอกสุดท้าย โดนเรื่องมีข่าวว่าจะเอาญาติคางคกมาเป็นผู้ช่วย

สงสัยจุงเบยว่า ใครปล่อยข่าว เพราะถ้าเป็นฝั่งตรงข้าม คงออกมาโวยวายไปแล้ว  >:D >:D :angry3: :angry3:

งานนี้สงสัยโดนสกัดดาวรุ่ง เตะตัดขากันเองซะมากกว่า
:filrt: :filrt:
เรื่องโพยเนี่ย ว่ากันไม่ได้ ไม่ใช่ไม่ผิดนะ แต่มันชินชาแล้ว :sad2: :sad2:

ผมว่าถ้ารับจ้างทำ แล้ววางแผนพลาดแบบนี้ เที่ยวหน้าเป็นผมๆเปลี่ยนเจ้าดีกว่า แต่ หรือว่า..................
:scholar: :scholar: :scholar:

โพยมันรับเงินทั้งสองฝั่งเลยป่าว  :popcorn: :popcorn:

I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

sw

Quote from: trens on 06  March  2013, 02:00:05 pm
ผมยืนยันความเห็นเดิม ... "ความเสื่อมในวงวิชาการ"


สมัยนี้นักวิชาการ(บางคน)ไม่ยอมจนแล้ว สร้างชื่อเพื่อรวย สร้างภาพขายตัวแพงๆ ใครรวยก็ซื้อไปทำอะไรก็ได้
จะต่างอะไร กับนักการเมือง หรือสาวแคมฟร้อก(เกี่ยวป่ะเนี่ย :supergrin:)

pee

Quote from: trens on 06  March  2013, 02:00:05 pm
ผมยืนยันความเห็นเดิม ... "ความเสื่อมในวงวิชาการ"


แต่ไม่เสื่อมในทางทรัพย์สิน

ha ha

ปราสาท 14 อารยาธรรมของ สุขุม เฉลยทรัพย์
      แต่นอกจากบทบาททางวิชาการแล้ว "รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์" ยังมีอีกมุมหนึ่งที่เขาทำมาตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปี นั่นคือ การสะสมของที่ระลึก และของเก่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์และอารยธรรมของดินแดนต่างๆจากทั่วทุกมุมโลก และเมื่อจำนวนของที่สะสมมากขึ้นไปตามวันเวลา สิ่งที่ผุดมาในหัวเจ้าพ่อสวนดุสิตโพลคนนี้ไม่ใช่การมองหาโกดังเก็บของแต่เขาคิดจะสร้างปราสาทที่เป็นทั้งบ้านตากอากาศและพิพิทธภัณฑ์ส่วนตัว!!
       
       "ตอนที่ผมตัดสินใจมองหาที่แถวเขาใหญ่เพื่อทำบ้านปราสาทเพื่อตกแต่งด้วยของสะสมที่ผมมีก็มีเพื่อนหลายคนบอกว่าผมเพี้ยนบ้าง หรือบางคนก็ถามว่า ประสาทแ_กหรือเปล่า!? ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะผมเชื่อว่าเราทุกคนก็มีมุมนี้กันทั้งนั้นที่จะสร้างความสุขให้กับมุมผ่อนคลายของตัวเอง สำหรับผมไม่ใช่คนประเภทหาของมาแล้วเก็บอย่างเดียว แต่ผมอยากสัมผัส อยากชื่นชมของที่ตัวเองได้มาอยู่เรื่อยๆ"
       
       รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ จัดการเนรมิตพื้นที่หนึ่งไร่ในอำเภอมวกเหล็กให้กลายเป็นปราสาทยุโรปโบราณขนาดสี่ชั้น และห้องต่างๆ ก็ถูกตกแต่งให้อยู่ในคอนเซ็ปต์อารยธรรมต่างๆ ถึง 14 วัฒนธรรม




prisna

เงินเดือนข้าราชการ ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอครับ
สวนดุสิตโพล เป็นงานวิชาการหรือเปล่าครับ
หรือว่า ดร. มีมรดกเก่า


"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

trens

Quoteเงินเดือนข้าราชการ ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอครับ
สวนดุสิตโพล เป็นงานวิชาการหรือเปล่าครับ
หรือว่า ดร. มีมรดกเก่า


คำถามแบบนี้เขาห้ามถาม ห้ามสงสัย
ให้อนุมานว่ามันมีตัวตนอยู่จริง แปลว่ามันเกิดแล้ว จึงเป้นอดีต
เราควรอยู่กับปัจจุบัน และคิดถึงอนาคต ... สาธุ :wacko:
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

prisna

Quote from: trens on 06  March  2013, 08:16:46 pm
Quoteเงินเดือนข้าราชการ ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอครับ
สวนดุสิตโพล เป็นงานวิชาการหรือเปล่าครับ
หรือว่า ดร. มีมรดกเก่า


คำถามแบบนี้เขาห้ามถาม ห้ามสงสัย
ให้อนุมานว่ามันมีตัวตนอยู่จริง แปลว่ามันเกิดแล้ว จึงเป้นอดีต
เราควรอยู่กับปัจจุบัน และคิดถึงอนาคต ... สาธุ :wacko:


แบบนี้ละครหลังข่าวก็ชิดซ้ายไปเลย เจอเรื่องจริงเหนือจินตนาการกว่า :lol:
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Hexaphonic

06 October 2016, 03:59:28 pm #31 Last Edit: 06 October 2016, 04:03:33 pm by Hexaphonic
"กรุงเทพฯ ถูกยกให้เป็นตัวอย่างที่ดีของเมืองที่เลวที่สุดในโลก" เพราะเป็นเมืองโตเดี่ยวที่มีพลังแม่เหล็กมากจนดูดซับความเจริญที่ควรจะเกิดกับเมืองอื่นในภูมิภาค อีกทั้งปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังจะประสบปัญหาใหญ่ คือ การเข้าใกล้ภาวะอัมพาต หรือเรียกอีกอย่างว่า เมืองเริ่มมีขนาดใหญ่เกินจัดการ

bangkok water

"น้ำรอการระบาย" กลายมาเป็นภาวะปกติที่คนกรุงเทพฯ จำใจต้องเผชิญ ดังเช่นล่าสุด ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ฝนตกฟ้าคะนองตลอดช่วงเย็นได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังสูงสุดถึง 100 มิลลิเมตร ในหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ จนนำมาสู่วิกฤตการจราจรครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วทั้งกรุงเทพฯ ซ้ำอีกครั้ง

น้ำท่วมขัง นับเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิผล ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษานโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างหน่วยงานการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวไว้ในหนังสือ "การพัฒนาเมืองของไทยในอนาคต ทางออกเชิงนโยบาย" ที่ได้ตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ เผยแพร่โดยศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจระบุว่า "กรุงเทพฯ ถูกยกให้เป็นตัวอย่างที่ดีของเมืองที่เลวที่สุดในโลก" เพราะเป็นเมืองโตเดี่ยวที่มีพลังแม่เหล็กมากจนดูดซับความเจริญที่ควรจะเกิดกับเมืองอื่นในภูมิภาค อีกทั้งปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังจะประสบปัญหาใหญ่ คือ การเข้าใกล้ภาวะอัมพาต หรือเรียกอีกอย่างว่า เมืองเริ่มมีขนาดใหญ่เกินจัดการ (Unmanageable Size)

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เลวจริงหรือ?

สถานะของกรุงเทพฯ ที่อยู่ใกล้ภาวะอัมพาตในปัจจุบัน ทำให้เมืองไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย จนกระทั่งบางเรื่องก็ไม่สามารถจัดการได้เลย ยิ่งสร้างเมือง ยิ่งขยายเมือง ยิ่งขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ การจัดการปัญหาที่มีความเร่งด่วนอย่างน้ำท่วมก็ยิ่งล้มเหลว

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมอยู่ตลอดนั้น ประกอบขึ้นด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่

1.การขาดการวางแผนเชิงพื้นที่ แม้การวางแผนเชิงพื้นที่อย่างระมัดระวังจะช่วยให้เมืองสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาจากภัยธรรมชาติอย่างได้ผลที่สุด แต่จนถึงขณะนี้แนวทางดังกล่าวก็ยังไม่ถูกนำมาใช้ในประเทศไทย เมืองของไทยยังขาดการวางแผนเชิงพื้นที่ที่ถูกต้องเพื่อนำมาใช้กำหนดผังพัฒนาที่สอดรับกับธรรมชาติของพื้นที่และวัฒนธรรม

2.การใช้ที่ดินผิดลักษณะทางธรรมชาติ น้ำหลากท่วมที่ราบลุ่ม เป็นเรื่องปกติที่เกิดมานับแสนนับล้านปี พื้นที่ราบแบนจึงไม่ควรสร้างเมืองใหญ่ แต่ควรปล่อยไว้เป็นพื้นที่เกิดเกษตรกรรม ซึ่งตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนท้องทุ่งนาให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก กรุงเทพฯ เอง ก็เปรียบเสมือน "ก้อนของเมือง" บนที่ราบที่ขวางทางน้ำไหลลงทะเล ยิ่งขยายเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้น้ำท่วมพื้นที่ราบตอนบนนานขึ้นเท่านั้น

3.การกระจายตัวของประชากรที่ไม่สมดุล แม้กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีปัญหามากมาย แต่คนไทยสมัยใหม่ก็เลือกที่จะหลั่งไหลย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ที่น้ำท่วมถึงนี้ ด้วยเหตุผลที่กรุงเทพฯ มีช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น โอกาสในเมืองใหญ่จึงมีมากกว่า จนหลายครั้งโอกาสที่มากล้นนี้ก็ไปบดบังโอกาสในเมืองอื่นที่เล็กกว่า ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพฯ จึงกลายเป็น "เมืองโตเดี่ยว (Primate City)" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (วัดจากจำนวนประชากร) โดยมีขนาดใหญ่กว่าเมืองอันดับสองของประเทศอย่างเทศบาลนครนนทบุรีถึง 22 เท่า และใหญ่กว่าเทศบาลนครแม่สอดถึง 161 เท่า

4.ปัญหาผังเมืองของไทย กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทำผังที่ตั้งเมืองของประเทศไทย พ.ศ. 2600 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ทว่า กลับมีแผนกำหนดที่จะสร้างเมืองในพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ อย่างไรก็ดี หากพื้นที่รับน้ำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม อุทกภัยที่เกิดประจำจะเป็น "คุณ" อย่างยิ่งกับพื้นที่เหล่านั้น แต่เมื่อใดที่พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ เป็นนิคมอุตสาหกรรม อุทกภัยที่นำปุ๋ยมาให้นาก็จะกลายเป็น "โทษ" ไปในทันที

ข้อเสนอเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาน้ำหลากท่วมเมืองที่เด็ดขาด

การป้องกันปัญหาน้ำหลากท่วมเมืองที่เด็ดขาดในระยะยาวนั้น คงไม่พ้นการหาที่ตั้งเมืองใหม่บนที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่เมืองเดิมไปยังพื้นที่ลักษณะเดียวกัน แต่ในระยะสั้นและระยะกลาง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เดชา บุญค้ำ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบไว้ ดังนี้

1.กำหนดนโยบายการตั้งถิ่นฐานมนุษย์และการพัฒนาเมืองในระดับชาติ พร้อมทั้งจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการตั้งถิ่นฐานมนุษย์และการผังเมืองแห่งชาติเพื่อดูแลเรื่องแผนการพัฒนา นอกจากนี้ จะต้องแต่งตั้งกรรมาธิการการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง เพื่อรับผิดชอบด้านกฎหมายและปรับระบบผังเมืองให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

2.หลังตั้งคณะทำงานแล้ว จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติสู่เป้าหมาย (Road Map - Action Plans) โดยเน้นการกำหนดกฎหมายใหม่และปรับปรุงกฎหมายเดิมเพื่อลดอุปสรรคการบรรลุสู่เป้าหมาย รวมทั้งปรับรูปแบบองค์กรที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมาย

3.นอกเหนือจากที่กล่าวมา ประเทศไทยควรจัดทำสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมนูญผังเมือง" เพื่อควบคุมกฎหมายต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการวางแผนและพัฒนาเชิงพื้นที่ของประเทศให้เป็นไปตามนโยบายการพัฒนาอย่างถูกต้องและสามารถป้องกันแก้ไขปัญหาที่กรุงเทพฯ รวมถึงเมืองของไทยกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างยั่งยืน

กล่าวโดยสรุป ต้นตอสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ กลายมาเป็นต้นแบบเมืองเลวในทุกวันนี้นั้น มาจากการที่ประเทศไทยยังขาดการวางแผนล่วงหน้าที่ดีและการปฏิบัติตามแผนอย่างเป็นระบบ ตลอดทั้งยังขาดนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง ดังนั้น แนวทางการเยียวยาที่เป็นไปได้จึงควรเริ่มจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างนโยบายเพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาเมืองที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และยั่งยืน มิใช่เป็นเพียงการไล่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุดังเช่นทุกวันนี้
  อิศรานิวส์


มาแสดงความยินดีกับคุณจูดี้ในตอนนี้ ผมว่าไม่สายไปหรอก
แต่ถ้าไปยินดีกะแกตอนที่แกเพิ่งจะผิดหวังหมาดๆเนี่ย ผมว่ามันเร็วไปนะ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

แถวแจ้งวัฒนะ ที่ผ่านๆมาก็ไม่ถึงกับท่วมหนักนิ มันมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นกันหรือเปล่า พวกพรรคพวก กลุ่มใครกลุ่มมัน
ผมอาจคิดไปเองน่ะ แต่ผมว่าน่ะ กทม. มันมีตัวตนอยู่แล้ว จะไปทำเมืองอื่นอีกทำไมกัน จัดการ กทม. ให้ดีกว่านี้จะไม่ดีกว่าหรือ

หาบเร่แผงลอย ถนนหนทาง ระบบขนส่งได้ทำแล้ว ก็ทำให้มันดีๆ มาตรฐานหน่อยสิ อย่างนั่ง รถไฟฟ้ามาอยู่ดีๆ แทนที่จะต่อไปกับอีกสายหนึ่งได้เลย
ดันต้องมานั่งรถเมล์ ต่ออีกที เพื่อจะต่อได้กับอีกสายหนึ่ง  ห่วยๆ

พวกนักบริหาร นี่ เคยอ่าน เคยฟัง ฟังแล้วอ่านแล้ว ก็มีแต่น้ำๆ ขั้นตอน การทำจริงๆ ทำอย่างไรหล่ะ
ไล่รายละเอียดออกมาเป้นข้อๆเลยดิ ไม่ต้องมโนคิดไปเอง นับตั้งแต่ตื่นนอนมาเลยครับ

Hexaphonic

06 October 2016, 09:34:16 pm #33 Last Edit: 23 October 2016, 02:21:08 pm by Hexaphonic
ที่ปัญหากทม.แก้ยาก เพราะมันคือปัญหาที่ลงลึกในระดับ "รากเหง้า"
มันลงลึกไปถึงระดับตรรกะ ปรัญชา นิติ-รัฐปรัชญา  ฐานคิด ปทัสถานทางสังคม นั่นเลย

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง...ที่ในบ้านตัวเองสะอาดสะอ้าน
แต่พ้นบ้านตัวเองไปจะสกปรกยังไงฉันไม่สนใจ
มันไม่ใช่แค่การกล่าวหาว่า
"ที่เมืองไทยสกปรกเพราะคนไทยไม่มีคุณภาพ"
พูดอย่างนี้สะใจดี แต่มันไม่นำไปสู่อะไร และมันไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้หรอก

ปมปัญหามันอยู่ที่ ทำอย่างไรเราจะรู้สึกว่า
เราทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของห่วงใยพื้นที่สาธารณะ ราวกับเป็นพื้นที่ภายในบ้านของตัวเอง
โดยที่มีความรู้สึกแบบเป็นอัตโนมัติอยู่ในมโนสำนึก ไม่ต้องให้ใครมาบังคับหรือประจาน
สังคมไทยต้องสร้างจิตสำนึกรวมหมู่อันนี้ขึ้นมาก่อน
แล้วถึงจะเอาจิตสำนึกรวมหมู่แบบนี้ไปแก้ปัญหาของกทม.รวมถึงหัวเมืองในจว.อื่นๆได้

จิตสำนึกรวมหมู่สาธารณะที่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต่อสมบัติสาธารณะ
มันเป็นจิตสำนึกแบบ "สมัยใหม่" ครับ มันคือแนวคิด,ปทัสถานทางสังคมในแนวระนาบ

และนั่นหมายความว่าที่กทม.เละอย่างที่เห็น เพราะสังคมไทยยังคงมีจิตสำนึกแบบ "ก่อนสมัยใหม่" ยังไงล่ะ
ถามว่าการเปลี่ยนปทัสถานทางสังคมหนึ่งนี่มันยากไหม?
มีแรงผลักอะไรที่มากขนาดนั้นจึงจะไปเปลี่ยนจิตสำนึกสังคมรวมหมู่ได้?
ผมว่าโครตจะยากเลย คือมันต้องเกิดวิกฤติการณ์ในระดับรัฐอย่างรุนแรงมากๆ
มากในระดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นรัฐล้มเหลว failed state นั่นแหละ
จิตสำนึกสังคมจึงอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
(ผมคิดว่าตอนนี้สังคมไทยกำลังเกิดสิ่งที่ว่านี้อยู่นะ)

แต่ถ้าเรายังมีจิตสำนึกรวมหมู่แบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ แล้วสร้างเมืองหลวงใหม่ขึ้นมา
ผมทำนายไว้เลยว่ามันจะ "เละ" เหมือนเดิม



อีกอย่างปัญหากทม.คือการกระจุกรวมศูนย์ทุกอย่าง ตราบใดที่ยังเป็นแบบนี้
จะไม่มีหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน มาแก้ปัญหาได้หรอกครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

ผมเห็นรูปขยะ ที่เขาดักไว้ได้ แล้วเหนื่อยใจ   คนกรุงทิ้งขยะไม่เป็นระเบียบมากจริงๆครับ
ปัญหา มันคงมาจากทุกๆอย่างนั่นแหละ

ผมไปกรุงเทพเที่ยวนี้  ผมก็เจอปัญหา รถติดมากๆ และ ปัญหาน้ำท่วม ไปด้วย
โชคยังดี เที่ยวนี้ ไป สุวรรณภูมิ   หากไปที่ดอนเมือง ผมอาจมีสิทธิ์ตกเครื่องเอาได้ง่ายๆเลยครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง