• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
15 November 2019, 05:33:45 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


เที่ยวรอบโลก

Started by blackmore, 15 March 2013, 04:19:52 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

prisna

รูปที่ถ่ายมา ภาพใสมากครับ อากาศน่าจะดีมากจริงๆ


"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Hexaphonic

Quote from: blackmore on 07  May  2013, 05:46:08 am






เห็นภาพนี้แล้ว ทำให้นึกถึง...ฟ้า-คน-ดิน สภาวะแห่งความกลมกลืนทั้งสามประการ

ฟ้า...อำนาจรัฐ
คน...ประชาชนของรัฐ
ดินฺ...ธรรมชาติที่โอบอุ้มรัฐ




........
ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมดูคล้ายกลับเฉื่อยชา เขายึดหลักธรรมชาติ เน้นอกรรม
ปล่อยชีวิตให้เป็นไป(หรือนำทางไป) แต่กระนั้นทุกสรรพกิจก็สำเร็จเรียบร้อยลง
ผู้ต่ำต้อยด้วยคุณธรรมพยายามที่จะฝืนธรรมชาติ แทรกแซงทำแล้วทำเล่า
แต่ทุกสรรพกิจก็ไม่สำเร็จผล
........



เต๋าเต้อจิงบทที่ -38-
"คุณหลอกดาว" :sad2:

outto

สวยมากครับ  เล่าบรรยากาศ ความประทับใจ ให้ฟังหน่อยสิครับ  :)

trens

รูปที่เขาวาดไว้หน้าร้านขายของที่ระลึก มันคืออะไรอ่ะ
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

blackmore

ผมค่อยๆไปลงราบละเอียดแล้วครับ เดี๋ยวจะลงรูปอีก  พอดีตอนนี้งานเข้าตรึมเลยครับ
ฝรั่งไม่ได้ฉลาด....ไปกว่าคนไทย   you know!!!

"There is no expedient to which a man will not resort to avoid the real labor of thinking."  Sir Joshua Reynolds

dht_tubes

อิจฉา

งานดี เงินดี แฟนสวย เที่ยวบ่อย

เฮ้อ
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

pakorn

สวยงามน่าไปมากครับ .. เห็นแล้วอยากไปจัง

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

Hexaphonic

19 April 2019, 07:20:16 pm #27 Last Edit: 12 June 2019, 03:24:30 am by Hexaphonic




ไปเที่ยวสวิต 8 วัน ได้ความรู้ยิ่งกว่าอ่านหนังสือ 100 เล่ม

รู้จักฝรั่งสวิสวัยเกษียณคู่นี้ราวๆ 4 ปี คนนึงอายุ 70 อีกคน 74
เขามาซื้อของที่ร้านผมบ้าง
ถ้าเขาเข้ามาในตัวเมือง (นั่งรถเมล์โดยสาร+เดิน) เขาทั้งคู่มักจะเดินผ่านร้านผมราวๆ 8 โมงเช้า
ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นักหรอก แต่ผมกับแม่บ้านก็เคยไปดินเนอร์ที่บ้านต่างอำเภอของพวกเขา 2-3 ครั้ง
เคยพาพวกเขาไปเที่ยวใกล้ๆ 2-3 ครั้ง เขาชวนผมกับแม่บ้านไปเที่ยวบ้านเขาที่สวิต 2 ปีมาแล้ว ชวนไปบ่อยๆ
ผมก็ตอบรับไปงั้นๆ ไม่ได้คิดว่าจะไปจริงๆหรอก เหตุเขาที่ชวนไปเที่ยวที่บ้าน เพราะผมเคยเอาหนังสือผมที่อ่านมาโชว์ให้พวกเขาดู 1 ในนั้นมีงานแปลของ ฌอง ฌาค รุสโซ เขา(เมอซิเออร์บรูโน่)จึงบอกว่า "ยูรู้ไหม ไอเคยเป็นบรรณรักษ์ที่หอสมุดแห่งเนอชาเทล ไอเคยดูแลเอกสารของรุสโซว่ะ เเคว้นเนอชาเทลที่ไออยู่เนี่ยในอดีตรุสโซเคยมาลี้ภัยที่นี่ ไออยากให้ยูไปเห็น"

สุดท้ายจึงตัดสินใจไปสวิตแบบไปกันเอง
เพราะคิดว่ามีวีซ่าเชงเก้นเหลืออยู่ จากการไปเที่ยวยุโรปกับบ.ทัวร์เมื่อไม่นานมานี้
ครั้งนี้ ถ้าไม่ได้ไป อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปก็ได้ ใครจะรู้?
(เขาเคยพูดเล่นๆว่า ยูควรจะไปก่อนที่ไอจะพายูเที่ยวไม่ไหว ฮ่าๆ)

จริงๆผมกับแม่บ้านเคยไปสวิตกับทัวร์เมื่อ 3 ปีก่อน
อันนั้นเป็นแบบเน้นนั่งรถไฟสายโรแมนติกซึ่งแน่นอนว่าราคาแพงมาก ราคาแพง แต่อยากรู้อยากเห็นของจริง
แต่นี่เป็นแคว้นเนอชาเทลในสวิตที่ไม่เคยเห็นบ.ทัวร์ที่ไหนพาไป
นี่ก็อยากรู้อยากเห็นมากๆว่าวิถีชิวิตจริงๆคนสวิสเป็นยังไง? ต้องไปแบบนี้จึงจะได้เห็น

ฝรั่งสวิส 2 คนนี่มีบ้านหนีหนาวอยู่ต่างอำเภอที่โคราช ปลูกบ้านบนที่ดินลูกบุญธรรมคนไทย
ไม่มีรถส่วนตัวในไทย ไปไหนมาไหนนั่งรถโดยสาร หรือเช่ารถตู้ถ้าเดินทางไกลไปเที่ยว
เที่ยวเมืองไทยหลายที่โดยเฉพาะเหนือ-อิสาน รู้จักเมืองไทยมากกว่าผมอีก
อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย ประเทศที่ไปยากๆเขาก็ไปเห็นตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว
เช่นไปเม็กซิโกปี 1975 ไปเลห์ ลาดัก ปี 1986 ไปบาหลีตั้งแต่ยังไม่มีทัวทัวริสต์ไปเหยียบ

ไปเที่ยวสวิตกับบ.ทัวร์ไม่มีทางได้เห็นแบบนี้หรอก ต่อให้ไปสวิต 10 ทริปก็ไม่มีทางได้เห็น
ไปเองก็ยากมากที่จะได้เห็นครบได้เห็นแบบเจาะลึก เพราะข้อมูลเราอาจจะไม่ถึงภายในเงื่อนเวลาอันจำกัด
กลับมาแล้วเพิ่งรู้ว่าต้องไปดูอันนี้ๆๆ
สถานที่หลายๆแห่งต้องขับรถส่วนตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วเดินเท้าต่อ รถทัวร์หมู่คณะคันใหญ่จะเข้าไปลำบาก
ที่ๆผมไปส่วนใหญ่ มักไม่พร้อมรองรับทัวริสต์กรุ้ปใหญ่ อีกอย่างค่าใช้จ่ายก็แพงสุดๆ

ก่อนไปเขารู้ว่าผมสนใจอะไร..การทำชีส..เทรคกิ้งบนเขา..ตลาดนัด..มิวเซียม..ประวัติศาสตร์ศิลป์ยุโรป..โบราณสถาน..ความขัดแย้งระหว่างศาสนา..ฌอง ฌาค รุสโซ..เขาก็จัดโปรแกรมทัวร์ตามนั้นแต่ยืดหยุ่นตามสภาพอากาศ โชคดีที่ไม่เจอฝนเลย เจอหิมะนิดหน่อยเท่านั้น

เผอิญว่าเขาเคยเป็นบรรณารักษ์ที่หอสมุดเเห่งเนอขาเทล
เขาดูเเลเอกสารประวัติศาสตร์ของรุสโซโดยตรง คอยเบิกเอกสารเก่าๆให้นักวิชาการ,นักศึกษา เอามาศึกษาวิจัย
เอกสารในหอสมุดบางชิ้นเก่าแก่กว่า 800 ปี

ผมได้เข้าไปหอสมุดแห่งเนอชาเทลที่เขาเคยทำงานอยู่ เขาพาไปดูห้องแสดงเอกสารของรุสโช เมื่อ 200 กว่าปีก่อน
นักปราชญ์ผู้นี้คือ 1 ในผู้ทำให้เกิด landslide political evolution ของยุโรป
ผู้เสนอแนวคิด "การถ่ายโอนองค์อำนาจเทวสิทธิ์จากเบื้องบน ลงมาสู่มนุษย์เดินดินกินข้าวแกง"
เป็นต้นรากของแนวคิดว่ามนุษย์มีเจตจำนงค์เสรีที่จะตัดสินชะตากรรมด้วยตัวเอง ไม่รอฟ้ามาประทาน

ความขัดแย้งทางความคิดอย่างในสังคมไทยตอนนี้ พวกเขาก็เคยเผชิญมาแล้ว ในยุคสมัยรุสโซพวกเขาก็เป็นแบบเรานี่แหละ
แต่พอถึงวิกฤติสุดๆจนสังคมเข้าตาจน เมื่อหลังพิงฝาจนตรอกมันต้องสู้กับปัญหา และเขาก็ข้ามผ่านมันมาจนได้

เขาจัดเต็มทุกวัน และแคว้นเนอชาเทลและแคว้นติดๆกัน มีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แถมยังมีเมืองโรมันโบราณอีกด้วย ทุกวันเดินทางไม่เกิน 4-50 กม. ทำอาหารพื้นเมืองให้กินทุกวัน แถมยังนอนในอพาร์ตเมนท์ของเขาที่อัดแน่นไปด้วยงานศิลป์จากยุโรปและเอเชียระดับมิวเซียมคอเลคชั่น นอกจากเวลาหลับ ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลา

มื้อเช้า,กลางวันกินอาหารเบาๆ แต่มื้อเย็นนี่จัดหนัก ไม่ใช่ว่ากินยัดจนจุก อิ่มน่ะอิ่มแน่ เมาไวน์ทุกวัน 555
แต่ธรรมเนียมฝรั่งเขากินดินเนอร์ไปคุยไป เริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่มลากยาวจนถึง 3-4 ทุ่ม บางวันมีเชิญเพื่อนฝรั่งที่สนิทกันมาดินเนอร์หรือไปดินเนอร์บ้านเพื่อน ฝรั่งแต่ละคนก็เป็นวัยสูงอายุทั้งนั้น ผมนี่ 50 แต่เหมือนเด็กประถมเลย คือไม่ใช่แค่เขาอายุ 70-80 แต่ประสบการณ์ชีวิตมากกว่าผมมากๆ แบบว่าตัวผมเองอาจจะต้องใช้เวลา 150-200 ปี ยังไม่รู้ว่าจะได้เห็นอะไรแบบพวกเขารึเปล่า?
กินดินเนอร์แต่ละทีเหมือนเข้าชั่วโมงเลคเชอร์เลย

ที่สวิตค่าเเรงขั้นต่ำ 4,000 ฟรังสวิส เท่าที่เห็นเขาไม่ใช้ของแบรนด์เนมนะ
นาฬิกาสวิสดังๆก็ไม่ใช้ ของเเบรนด์เนมแพงๆมีไว้ขายพวกเศรษฐีประเทศโลกที่ 3
เช่นนายพลสะสมนาฬิกาจากค่าคอมมิชชั่นนั่นแหละ

แทบทุกสิ่งมันเก่าแก่ไปหมด บ้านที่คุณอยู่ ตู้เสื้อผ้าของคุณ อายุ 400 ปี
ถามว่าเพื่อนคุณจะอวดกระเป๋าแบรนด์เนมที่อายุไม่กี่ปีกับคุณหรือ?
การอวดรวยด้วยของแพงๆถือเป็นความหยาบคาย
ถ้าจะอวดเขาอวดมรดกตกทอด หรือของที่ทำเองกับมือ

ถ้าพวกเขามีฐานะพอสมควร ซึ่งก็มีกันได้ถ้าการศึกษาดีระดับนึงซึ่งก็มีกันได้ทั้งนั้น
ถามว่าพวกเขาสะสมอะไร? พวกเขาสะสมประสบการณ์ชีวิตกันครับ
ไปเที่ยวผจญภัย ขี่ม้า(ม้าส่วนตัว ต้องเรียนทั้งม้าและเจ้าของม้าและต้องสอบให้ผ่านทั้งคู่)
ดำน้ำ( 8 องศาเซลเซียสก็ดำน้ำ) ปีนเขาระดับสูงเสียดฟ้า ขับเครื่องบิน เล่นเรือใบ
เล่นกีฬาต่างๆ มี private museum เช่น รถโบราณ ภาพเขียน แล้วแต่ความสนใจ

แต่งานอดิเรกที่ว่านี่เขาเล่นกันจริงจังนะ ทุกอย่างต้องเรียน ต้องมีใบอนุญาต ชั่วโมงสะสมชั่วโมงบินต้องถึง เครื่องบินส่วนตัวราคาไม่แพง แต่ค่าเรียนค่าฝึก ให้ได้ชั่วโมงบินให้ได้ใบประกาศ แพงกว่าเครื่องบินหลายเท่า มีทดสอบความสามารถกันเป็นประจำ ถ้าสอบไม่ผ่านต้องกลับไปเรียนใหม่

เล่นพวกนี้แล้วได้อะไร? ได้ทักษะการแก้ปัญหาชีวิต ฝึกสมาธิดีกว่านั่งสมาธิที่เป็น static meditation เพราะกิจกรรมพวกนี้มันคือ dynamic meditation  เป็นขณิกสมาธิ ควรค่าแก่การทำงาน พวกนี้มีสมาธิดีกว่าพวกธรรมะธรรมโมบ้านเราซะอีก เอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตามภูเขามีกระท่อมเล็กๆ รัฐบาลจัดให้ มีของยังชีพที่จำเป็น
เข้าไปใช้บริการแล้วก็บริจาคคืนไป นักเทรคกิ้งสามารถเดินข้ามเขาได้เป็นเดือนโดยไม่อดตาย

คนที่ประสบการณ์ชีวิตน้อย ไม่ได้หมายความว่าอายุน้อย แต่หลายๆคนแก่เพราะกินข้าว เป็นกบในกะลา
พอเจอเหตุการณ์วิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะกิจวัตรมีแต่ซ้ำๆชั่วนาตาปี

และการสะสมได้เนี่ย ต้องใช้ความรู้ ไม่งั้นก็เลือกไม่ถูกหรอก คุณจะได้แต่ของเก๊
มันคือการจัดระเบียบความคิด
เหมือนนักอนุกรมวิธาน มันนำไปสู่ระเบียบแห่งชีวิตในภาคส่วนอื่น

เท่าที่สังเกตคนยุโรป แม้บางคนจะดูศรัทธาในศาสนา แต่เป็นลักษณะของอนุรักษ์นิยม
เขาไม่งมงาย เขานับถือเพราะนั่นคือรากของเขา แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตผมว่าพวกเขาเป็นโลกวิสัย เป็นปรีชาญาณแบบฆารวาส

เขาบอกว่าเขาไม่ยอมแก่ อาชีพของเขาต้องพูดคุยกับนักศึกษา เขาจึงพบปะกับผู้เยาว์เป็นประจำ ทำให้เขาอัพเดทตัวเองอยู่เสมอ รถเก๋งที่เขาใช้เป็นรถใหม่เอี่ยมแต่ใช้เกียร์กระปุก
เขาบอกรอบๆตัวผมเก่าแก่ไปหมด แต่ผมไม่ยอมแก่หรอก

ส่วนประเด็นที่ว่าฝรั่งบางคนสะสมของโบราณผิดกฏหมาย หรือฝรั่งสวิสเป็นปีศาจการเงิน อันนี้ก็แล้วแต่นะ
ถามว่าจริงไหม? ก็แหงอยู่แล้ว มีแน่กับคนแบบนี้ ทุกสังคมมีคนเลวแน่
หรือที่สวิตมั่งคั่งแบบนี้ เพราะมันเป็นผลพลอยได้จากความเป็นกลางในสมัยสงครามโลก
อีกอย่างยิวจำนวนมากซึ่งเป็นพ่อมดการเงินได้อพยพหนีตายจากนาซีเข้าไปในสวิตด้วย
ทำให้ถนนทางการเงินมุ่งไปสู่สวิต
ใครจะหาเหตุตำหนิเขาเพื่อยกตัวเองให้พอดูดีขึ้นมา ก็แล้วแต่เลย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

trens

Quoteไปเที่ยวสวิต 8 วัน ได้ความรู้ยิ่งกว่าอ่านหนังสือ 100 เล่ม

แบบนี้ไปเรียนเป็นหลัก ... เที่ยวเป็นรอง
ชอบตรงมีไวน์ดื่มทุกเย็น 555
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

Hexaphonic

19 April 2019, 09:07:51 pm #29 Last Edit: 22 April 2019, 03:55:29 am by Hexaphonic
นี่คือของสะสมในอพาร์ตเมนต์ของเขา เหมือนนอนอยู่ในมิวเซียมเลย ฮ่าๆ
แปลกที่เพื่อนในอพาร์ตเมนท์ไม่มีใครเคยเข้ามาในห้องเขาเลย คงไม่ค่อยสนิทกัน
เขาทั้งคู่ไม่มีลูก(แต่มีญาติเยอะ) บอกว่าถ้าพวกเขาตายเมื่อไหร่
เขา 2 คนเตรียมยกสมบัติทั้งหมดให้มิวเซียมประจำเมือง ทำเรื่องไว้แล้ว
เป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินที่รัฐบาลสวิตที่ใเงินห้บำนาญเขาคนละ 6,000 ฟรังก์/เดือน

ภาพวาดเล็กๆขนาดซองจดหมาย คือภาพวาดหอสมุดแห่งเนอชาเทล ที่ทำงานเขา
วาดเมื่อ 400 ปีมาแล้ว เขาไปตามเก็บจนได้
ราคาประเมินในตอนนี้ 22,000 ฟรังก์สวิส

รูปวาดสีน้ำมันในเมืองนี่ก็เกิน 200 ปี เขาพาไปเดินเล่นในเมือง ชี้ให้ดูตรงที่ศิลปินท่านนี้วาด
ตึกตรงนั้นยังเหมือนเดิมกับในภาพเลย เหมือนเพิ่งวาดเมื่อไม่นานมานี้เอง





นี่คือรูปที่เขาถ่ายเอง ใช้กล้อง Konica (กล้องพังแล้ว)
สมัยที่ไปเที่ยว เลห์ ลาดัก ปี 1986 คงไปกับเพื่อนนักวิชาการ
สมัยนั้นไม่มีทัวร์ริสต์ ไม่มีกรุ๊ปทัวร์ ไม่มีเซลฟี่ใดๆให้เป็นมลภาวะทางสายตา
ถึงไปตอนนี้ ก็ไม่ได้ฟิลลิ่งแบบสมัยนั้นหรอกครับ







"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

19 April 2019, 10:22:25 pm #30 Last Edit: 19 April 2019, 11:04:21 pm by Hexaphonic
ดินเนอร์จัดเต็มทุกวัน กิน+ดื่ม+คุย = 3 ชั่วโมง
เขาไม่กินดินเนอร์ภัตตาคาร มันแพง กิน 4 คนมื้อนึงๆมี 5-6 พันบาท และปิดเร็วคุยนานไม่ได้
สมัยวัยรุ่นเขาเคยไปทำงานพาร์ตไทม์ที่ภัตตาคาร เขาบอกว่าลักจำสูตรอาหารและเทคนิคได้เยอะเลย
แล้วยังมาเรียนกับบลูเอเลแฟนท์ที่เมืองไทยอีกด้วย



"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

19 April 2019, 10:38:11 pm #31 Last Edit: 21 April 2019, 05:04:19 pm by Hexaphonic
Quote from: trens on 19  April  2019, 08:33:52 pm
Quoteไปเที่ยวสวิต 8 วัน ได้ความรู้ยิ่งกว่าอ่านหนังสือ 100 เล่ม

แบบนี้ไปเรียนเป็นหลัก ... เที่ยวเป็นรอง
ชอบตรงมีไวน์ดื่มทุกเย็น ฮ่าๆ


แคว้นเนอชาเทลที่เพื่อนฝรั่งอยู่ มีที่เที่ยวเยอะโดยไม่ต้องขับรถไกลๆ
เขาวางแผนดีมาก สามารถกลับมากินกลางวันที่อพาร์ทเมนต์
กินเสร็จแล้วเที่ยวต่อได้ พระอาทิตย์ตก 19.30 น.
มื้อกลางวันเบาๆ ให้ดื่มไวน์ขาวได้ 1 แก้ว

ส่วนดินเนอร์ เริ่มตั้งแต่ แอปเปอไทเซอร์ เเชมเปญ ไวน์ขาว จานเบาๆ เมนคอร์ส ไวน์แดง
ตบท้ายด้วยเบเกอรี่ กาแฟ มีแถมเหล้ายาดีกรีแรงๆ เขาว่าช่วยย่อยบรรเทาอาการกรดไหลย้อยได้


นี่เขาชวนไปบ้านอีกหลังที่แคว้น Ticino อยู่ตอนใต้สวิต เขาบอกว่า "แล้วยูจะตะลึงที่ได้เห็น" ฮ่าๆ
แต่ไม่ไหวล่ะครับ หมดโควต้าวันหยุดแล้ว



สรุปว่าเขามีบ้านทั้งหมด 3 ที่ สลับไปอยู่แล้วแต่สภาพอากาศ
บ้านที่เมืองไทยนี่ก็ไม่ธรรมดา ยกบ้านเก่าจากชาวบ้านอิสานที่บอกขาย มาปลูกใหม่
ใช้ของแต่งบ้านราคาธรรมดาๆ ดูพื้นๆ แต่พอรวมกันแล้วดูดีมีรสนิยมมาก
เหมือนรีสอร์ตบาหลี แต่อยู่ข้างไร่มันสำปะหลัง ฮ่าๆ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

trens

จำไม่ค่อยได้ แต่คิดว่าไวน์ขวดนี้อีกฝั่งของฉลาก จะมีปรัชญาเล็กๆว่า
"Good wines don't have to be ..."
อะไรทำนองนี้ ... เอาเป็นว่ารสดี ราคาเป็นมิตร

ชวนเที่ยวบ้านขนาดนี้ ต้องคุยกันถูกคอมากๆ
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

Hexaphonic

ผมไม่มีความรู้เรื่องไวน์ ดื่มอย่างดียว รู้แต่ว่ามีประโยชน์



ภาษาฝรั่งเศสออกเสียงไม่เหมือนกับที่เขียน งงมาก
ตำบล Cortaillod เขาออกเสียงว่า ค๊กตาโยล
ดอกแดฟโฟดิลเหลืองในภาษาฝรั่งเศส jonquille ออกเสียงว่า จชองกิ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

21 April 2019, 04:19:50 pm #34 Last Edit: 12 June 2019, 03:41:44 am by Hexaphonic


นี่คือแผนที่สมัยนาซีเยอรมันกำลังแผ่อิทธิพล ไข่แดงนั่นคือสวิตเซอแลนด์
ในอดีตสวิตยังไม่รวยเหมือนสมัยนี้ พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นเทือกเขา
การคมนาคมลำบากมาก เพื่อนฝรั่งอายุ 74 เล่าให้ฟังว่าตอนเขาเป็นเด็กเริ่มจำความได้
การเดินทางไปมายังลำบากอยู่ แต่พอเขาเป็นวัยรุ่นสวิตพัฒนาเร็วในทุกด้าน
โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค เห็นชัดมาก
พื้นที่ประเทศเป็นเทือกเขา 80% แต่ระบบถนนดีมาก
ภูเขาตรงไหนขวางถนน ถ้าเจาะอุโมงค์แล้วทำให้ถนนชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายได้ เขาเจาะเลย
ทำให้ประหยัดเวลาการขับรถระหว่างแคว้นไปได้มาก สะดวกลื่นไหลมาก (ไม่ใช่ลื่นไถลนะ ฮ่าๆ)
ไม่รวยทำไม่ได้หรอก สุดๆจริงๆ เช่นว่ากำลังขับรถอยู่ในพื่นที่อุทยาน มีป้ายบอกเตือนให้ระวังกวางป่าอยู่หยกๆ
แต่อีกแค่อึดใจก็ลอดอุโมงค์ทะลุภูเขา มาโผล่กลางเมืองเฉยเลย น่าทึ่งมาก โครงข่ายถนนเขาดีมากๆ

ถ้าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงข่ายถนนของสวิตดีเหมือนตอนนี้ คงถูกฮิตเลอร์ยึดไปแล้วล่ะครับ



ความทุรกันดารคือเหตุผลที่ฮิตเลอร์ไม่สนใจจะยึดครองสวิต
เอาไปก็เป็นภาระเปล่าๆ

ในระหว่างความขัดแย้งของมหาอำนาจ
นำพาสวิตไปสู่ความเป็นกลางด้วยสภาพแวดล้อมบังคับ
ความเป็นกลางนี้เองคือสินทรัพย์อันมั่งคั่งของสวิตในเวลาต่อมา
ในขณะที่เมืองไทย ได้ชื่อว่าเป็นเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่ในความเป็นจริง เราไม่ได้เป็นกลางจริงๆ
เราตกอยู่อิทธิพลของพี่เบิ้มโลกเสรี (ใช้อิทธิพลของตัวเองเข้าไป manipulate ประเทศเล็กๆ)
เริ่มตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 และฉบับต่อๆมานั่นแหละ
คนเขียนแผนฯ 1 คือพวกแทคโนแครตไทยที่ได้ทุนไปเรียนจบจากพี่เบิ้ม อิๆ

ที่น่าแปลกคือคนสวิสมีวัฒนธรรมต่างกันถึงระดับภาษา พูดภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน โรม๊านซ์
การสื่อสารระหว่างภูมิภาคบางทีต้องพูดภาษาอังกฤษต่อกัน ในขณะที่เป็นคนสวิสเหมือนกัน
ในอดีตแต่ละแคว้นก็ไม่ค่อยถูกกัน ถือศาสนาคริสต์แต่ก็คนละนิกาย
ในอดีตระหว่าง 2 นิกายเคยเกลียดชังกันอย่างหนัก บางคนคาทอลิก บางคนโปรเเตสแตนท์
แต่เดี๋ยวนี้ทำไมเขาอยู่กันได้ดี แต่ละแคว้น Canto ทั้ง 26 ต่างมีรัฐบาลท้องถิ่นของตัวเอง
แต่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางในภาพรวม
มันคือ "ความเป็นชาติ ความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" ที่พวกเรายากจะจินตนาการไปถึง
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

vichien

Quoteไปเที่ยวสวิต 8 วัน ได้ความรู้ยิ่งกว่าอ่านหนังสือ 100 เล่ม


เฮียแอ๊ก โชคดีจริงครับ ได้เดินทางแบบนี้ สำหรับผม หากมีโอกาสคงไปกับทัวร์ธรรมดาๆก็พอแล้ว ทริ๊ปสวิสฯนี้อยู่ในหัวแฟนผมมานานที่เค้าอยากไป
หากไปก็คงไปทั้งบ้าน 4 คน ..ค่าใช้จ่ายบานเลย แต่ก็สุขใจกับชีวิตที่ได้เก็บเงินแล้วได้ใช้ครับ

outto

ขอบคุณมากที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆครับ เห็นด้วย 100% ครับว่าการเดินทางให้อะไรดีๆเยอะเลยครับ

คุณ Hexaphonic โชคดีมากครับที่ได้รู้จักคนเก่งๆรอบรู้

ผมเองฝันไว้เหมือนกันครับว่า แก่ๆตัวลงผมอยากจะมีที่อยู่หรือบ้านสักสองที่ เอาไว้สลับไปมา แต่คงอีกนานละครับเพราะคงต้องทำงานกันอีกหลายปี :)

Hexaphonic

26 April 2019, 02:19:00 pm #38 Last Edit: 26 April 2019, 05:21:57 pm by Hexaphonic
@เฮียแก้ว คุณ outto ผมโชคดีมากจริงๆครับ

คือไม่ใช่ว่าต่อให้มีเพื่อนฝรั่งที่สนิทกันพาเที่ยว แล้วจะได้แบบนี้นะครับ
เพราะส่วนใหญ่ก็จะธรรมดาๆไม่ว่าฝรั่งหรือชาติไหนๆ
หรือแม้แต่คนไทย...หรือแม้แต่ตัวผมเอง ถ้าผมพาเพื่อนเที่ยวก็คงไม่สามารถทำได้แบบนี้

นี่อะไร? ฝรั่ง 2 คนเขาเป็นทุกอย่าง...
เป็น trip advicsor ระดับเซียน เอาประสบการณ์ชีวิตของเขาทั้งหมดมาดีไซน์โปรแกรมทัวร์
เป็นนักชิม เป็นเชฟมือสมัครเล่น(แต่จริงจัง) ทำให้กินแทบทุกมื้อ
เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ คนนึงเคยเป็นบรรณรักษ์หอสมุดเก่าแก่ อีกคนเคยทำงานสำนักพิมพ์ ความรู้เเน่นๆ

ผมนี้หนักใจเลย เดี๋ยวปลายตุลาพวกเขาจะมาเมืองไทย
ไม่รู้จะตอบแทนพวกเขายังไง จะพาเที่ยวได้ขนาดนั้นมั้ยเนี่ย?


เพื่อนฝรั่ง(จริงๆผมนับถือพวกเขาเป็นญาติผู้ใหญ่) ยังเเซวผมกะแม่บ้านเลยว่า
"ยูมาซื้อบ้านบนภูเขาแถวนี้สิ หน้าร้อนมาอยู่ที่นี่ พอหน้าฝนยูค่อยกลับไปเมืองไทย
รับรองมาดามของยูไม่ปฏิเสธแน่ๆ" แต่ก่อนอื่น ผมคงต้องมีเงินฝากที่นั่นสัก 2 ล้านฟรังก์สวิสก่อนละ

"คุณหลอกดาว" :sad2: