• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
08 April 2020, 03:44:02 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


หนังสือใกล้มือ..

Started by Hexaphonic, 07 April 2013, 11:21:40 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic

ตอนผมเห็นแม้วสอนหนังสือออกสื่อ ผมหมั่นไส้มาก
คิดว่าทำอวดดีอย่างนี้ ต่อไปน่าจะสะดุดขาตัวเองแน่ๆ

คือถ้าอยู่อีกสมัย น่าจะทำพลาดตอนปลายสมัยที่ 2
อาจจะได้เป็นนายกอีกในสมัยที่ 3 แต่ผมว่าแกและพวกคงจบเห่ในสมัยนี้

แต่ดันมายึดอำนาจแกซะก่อนนี่ดิ
คือผมเห็นว่ามีระบอบปชต.ให้แกเล่นจนสะดุดขาตัวเอง
ผมว่านี่แหละคือวิธีกำจัดคนแบบนี้ได้ดีที่สุด

"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น

Hexaphonic

05 February 2016, 05:56:42 pm #262 Last Edit: 24 April 2016, 03:45:18 am by Hexaphonic
ท่านผู้นำและชาวคณะ ตอนนี้รับแรงกดดันมหาศาล
ดูแล้วเหนื่อยแทนเลย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

05 February 2016, 07:19:25 pm #263 Last Edit: 28 April 2016, 04:19:37 am by Hexaphonic
จากการอ่าน ผมมโนเอาว่า สังคมหรืออารยธรรมแบบ "หลังสมัยใหม่"  มันน่าจะเป็นแบบนี้..

ในระดับรัฐหรือจิตสำนึกของมนุษยชาติทั้งหมด :
1.สิ่งที่จะหมดไปคือ การเหยียดเชื้อชาติ สงคราม ศาสนา ความเป็นรัฐชาติแบบเดิมๆ ระบบเงินตรา ระบบการผลิตเพื่อการค้า
2.สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์-ถอดสมการรวมแรงได้สำเร็จ ความสามารถในการสร้าง/ซ่อมมวลสาร(เล่นแร่แปรธาตุ) การลดสภาวะโลกร้อน(เมื่อไม่มีการผลิตก็ไม่มีCo2,ขยะมลพิษ)

ในระดับปัจเจก :
สิ่งที่จะหมดไปคือ ความยึดมั่นเป็นตัวเป็นตน(หรือเรียกว่าบุญกิริยาเสมอกันนั่นแหละ)
มนุษย์จะเหมือนกันทั้งทางกายภาพและจิตใจ
เมื่อมนุษย์ก้าวผ่านโลกแห่งการผลิตแบบยุคก่อน มันจะนำไปสู่การเลิกใช้เงินตรา
การสะสมทรัพยากรส่วนบุคคลจะไม่มีความจำเป็น
จึงไม่มีการประกอบอาชีพหาเงินเลื้ยงตัวเองอีกต่อไป

...ซึ่งผมไม่รู้ว่ามนุษยชาติจะไปถึงจุดนั้นยังไง เมื่อไหร่?


"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

อันนั้นเป็นยุคพระศรีอารย์แล้ว  :lol:

Hexaphonic

05 February 2016, 10:51:56 pm #265 Last Edit: 28 April 2016, 04:20:07 am by Hexaphonic
แรงทางฟิสิกส์ทั้ง 4 แรงกล แรงไฟฟ้า แรงแม่เหล็ก แรงโน้มถ่วง
เมื่อมนุษย์ไขความลับของมันได้ มันจะนำไปสู่การเอาชนะแรงยึดระหว่างอะตอม


เมื่อนั้น ความใฝ่ฝันของคนโบราณ..การเล่นแร่แปรธาตุ/แก้วสารพัดนึก..คงจะเป็นจริงขึ้นมา
มันจะนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตแบบพลิกฝ่ามือ (ตัวอย่างเท่าที่ใกล้เคียงคือ 3D Printing)
ในวงการแพทย์จะมีการโคลนนิ่งอวัยวะได้ทุกส่วน แทนที่ส่วนที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
ความพิการจะหมดไป เรียกว่า "สวยสั่งได้" มนุษยจะเอาชนะปัญหาทางการแพทย์ได้หมด


การเดินทางในห้วงอวกาศ ต้องอาศัยเทคโนโลยีจากสมการรวมแรงเท่านั้น
ในอันที่จะเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B อันไกลโพ้นในเวลาแค่อึดใจ
เทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบการสันดาปอย่างตอนนี้ไม่เมคเซนส์หรอกครับ มันใช้เวลายาวนานเกินไป

ตามทฤษฎีคลื่น/อนุภาค นั้น ในแง่ปรมัตถ์วัตถุกับจิตแทบจะไม่ต่างกันเลย
มันเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ ดังนั้นเมื่อมนุษย์เอาชนะปัญหาทางกายภาพได้ ในทางจิตใจก็เช่นกัน
มนุษย์ทุกคนจะมีอภิญญาจิต เช่นมีโทรจิต หยั่งรู้เหตุการณ์ ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องเรียนหนังสือกันแล้ว
อาจจะมีอุปกรณ์ประมวลผลระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่อัพเกรดตัวเองได้เล็กขนาดเมล็ดงาแค่เมล็ดเดียวฝังอยู่ในหัว

ผมว่าพลังของการถอดสมการรวมแรงทั้ง 4 คือตัวการที่ทำให้อารยธรรมมนุษย์เปลี่ยนผ่าน
แต่มันน่าสงสัยว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดไปจนถึงยุคที่จะสามารถไขความลับของธรรมชาตินี้ได้รึเปล่า?
มันก็คือยุคพระศรีอาริย์หรืออุตมรัฐยูโธเปียนั่นแหละ

"มโนหนักมาก" ขอบอก
(ผมคงจะอ่านหนังสือของอีตาคุณพรี่ชัชรินทร์มากไปโหน่ย)
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

12 February 2016, 05:11:15 pm #266 Last Edit: 12 February 2016, 06:07:51 pm by Hexaphonic
การตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งแรกของโลก(แบบเข้าใจง่าย)

คลื่นความโน้มถ่วงคืออะไร?

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่คิดค้นโดย อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เมื่อร้อยปีก่อนกล่าวว่ามวลทำให้กาลอวกาศรอบๆเกิดความโค้ง
ทฤษฎีนี้ให้ผลที่แม่นยำกว่าทฤษฎีความโน้มถ่วงแบบนิวตัน
สิ่งหนึ่งที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปทำนายไว้ก็คือ มวลสารที่เคลื่อนไหวหรือพุ่งเข้าชนกันจะทำให้ที่ว่าง(space)
จะเกิดการกระเพื่อมออกไปเป็นระลอกคลื่น  ซึ่งการกระเพื่อมของที่ว่างคือคลื่นความโน้มถ่วง(gravitational wave)
ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสงนั่นเอง

คลื่นความโน้มถ่วงเป็นคลื่นที่แปลกไปกว่าคลื่นอื่นๆในธรรมชาติ
-คลื่นน้ำเคลื่อนที่ไปในตัวกลางคือน้ำ
-คลื่นเสียงเคลื่อนที่ในตัวกลางคืออากาศ
-คลื่นแสงเคลื่อนที่ผ่านที่ว่างคืออวกาศ
แต่คลื่นความโน้มถ่วงคือการกระเพื่อมของตัวอวกาศเอง
ซึ่งมันจะนำพลังงานและโมเมนตัมเชิงมุมของระบบออกมากับตัวเองเหมือนกันคลื่นอื่นๆ
แต่ปัญหาคือมันตรวจสอบยากมากเพราะคลื่นความโน้มถ่วงนั้นมีค่าอ่อนมากๆ

อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงผลจากการคำนวณเชิงทฤษฎีเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามตรวจสอบหาคลื่นความโน้มถ่วงจึงเกิดขึ้นเพื่อทดสอบความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
...
การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2016 ห้องปฏิบัติการ Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory
(เรียกสั้นๆว่า LIGO)
ตีพิมพ์การค้นพบคลื่นควาามโน้มถ่วงที่ออกมาจากหลุมดำที่ชนกัน
หลุมดำนั้นมีมวลมาก

หลักการคือ
-เลเซอร์จะถูกปล่อยเข้าใส่กระจกที่แยกแสงได้เป็นสองทางในทิศตั้งฉากกัน
-ปลายทางจะมีกระจกซึ่งจะสะท้อนแสงทั้งสองลำนั้นกลับมา
-แสงที่สะท้อนกลับมาจะเกิดการแทรกสอดกันไม่ต่างจากคลื่นทุกชนิดซึ่งจะมีเครื่องตรวจสอบการแทรกสอดที่เกิดขึ้น
-หากคลื่นความโน้มถ่วงมีจริง มันจะส่งผลให้ท่อด้านหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงความยาว
ซึ่งจะส่งผลต่อการแทรกสอดที่เกิดขึ้นจนตรวจจับได้
-ท่อแต่ละด้านของ LIGO ยาวถึง 4 กิโลเมตร! เพื่อให้การหดของท่อที่เกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่กระนั้นการหดก็ยังเกิดขึ้นน้อยกว่าขนาดของอะตอมเสียอีก และนักฟิสิกส์ก็ยังไปตรวจจับได้!

การเข้าใจเรื่องใหม่ๆเกี่ยวกับความโน้มถ่วงอาจยังไม่ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้อะไรเร็วๆนี้
แต่มันเป็นหลักหมุดสำคัญทางวิทยาศาสตร์และอาจทำให้ค้นพบอะไรใหม่ๆตามมาได้อีกมากมาย
เช่นความโน้มถ่วงที่ถูกปลดปล่อยออกมาในระยะเริ่มต้นของเอกภพ

ส่วนงานวิจัยนี้กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่และสำคัญเหมือนการค้นพบฮิกส์โบซอนและมีโอกาสได้รับรางวัลโนเบลสูงมาก

ที่มา :
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
http://www.bbc.com/news/science-environment-35524440
https://en.wikipedia.org/wiki/LIGO



เห็นไหมเล่า ผมพูดยังไม่ทันขาดคำเบยนะ คริๆ
นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้ามข้ามจิตสำนึกของมนุษยชาติแบบเดิมๆ(ก่อนสมัยใหม่+สมัยใหม่)
ไปสู่อารยธรรม/จิตสำนึกแบบหลังสมัยใหม่
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

06 June 2016, 02:08:19 pm #267 Last Edit: 06 June 2016, 04:02:08 pm by Hexaphonic
Quote from: sw on 05  February  2016, 04:53:50 pm
ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น



ทันทีที่ผมเห็นคคห.ของเฮียหวัง ผมอึ้งไปหลายวินาทีเรยอ่ะ
ตัวเองพยายามหาถ้อยคำมาหักล้าง แต่ในกบาลของผมมันมีแต่ hate speech
จึงจำเปนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินให้กับตัวเองโดยด่วน

ทั้งๆที่มันก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ว่า เหตุการณ์บ้าๆบอๆทั้งหลาย
พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาเองเพื่อหาเหตุแห่งความชอบธรรมที่จะก่อการ
ซึ่งโดยปกติมันทำไม่ได้น่ะ

ผมไปเห็นมิตรสหายท่านหนึ่ง เขาอธิบายไว้อย่างนี้ครับ . . .



การเมืองฝ่ายขวากับผลลัพธ์ประชาธิปไตยในไทยและสเปน

ฝ่ายขวา (Rightist/Right Wing) คืออะไร ยังคงซ่อนนัยตีความที่ซับซ้อนในทางการเมือง หากแต่ก็พอบ่งชี้ได้ว่า ฝ่ายขวา อาจหมายถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งเชื่อว่าการปกครองโดยกระจายอำนาจแบบเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นกลุ่มฝ่ายขวาจึงมักเห็นพ้องต้องกันว่าการบริหารปกครองรัฐ ควรจะเป็นเรื่องของชนชั้นนำและอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หากยึดตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการแบ่งพื้นที่นั่งประชุมในสภาสมัชชาแห่งชาติ ออกเป็นสองปีก คือ ปีกซ้ายซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชนชั้นกรรมกร ชาวนา และ ชาวไร่ กับ ปีกขวาที่เต็มไปด้วยตัวแทนฝ่ายขุนนาง ทหาร และนักบวช จนกลายเป็นที่มีของศัพท์เทคนิครัฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเมืองเอียงซ้าย-เอนขวา ก็พอจะพบนิยามหรือคำอธิบายเกี่ยวกับกลุ่มพลังฝ่ายขวาที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่บ้าง

สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถาม คือ โลกทัศน์ พฤติกรรม ความพึงพอใจในสถานภาพ
หรือการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวามีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งในแง่ของ Case Studies อาจถือว่า ไทย กับ สเปน คือ คู่เปรียบเทียบที่มีนัยสำคัญในทางรัฐศาสตร์

ในงานเขียนเรื่อง "The Source of Democratic Consolidation" (2002) ของ Gerald Alexander ได้ประดิษฐ์กลไกความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Mechanism)
โดยตั้งสมมุติฐานว่าความพึงพอใจของฝ่ายขวา (Rightist Preference) ทั้งความปลอดภัยในรายได้ทรัพย์สินและความมั่นคงเชิงกายภาพใต้สภาวะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อรูปแบบการปกครองและการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย โดย Alexander ได้เลือกสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1930 กับช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลังระบอบฟรังโกในปี ค.ศ. 1978 เป็นกรณีศึกษาหลัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Alexander มองว่า หากกลุ่มพลังฝ่ายขวา รู้สึกว่าสถานภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายตน มิได้ถูกคุกคามมากนักจากขบวนเคลื่อนไหวปฏิวัติฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามักมีแนวโน้มที่จะยอมรับหรืออดทนอดกลั้นต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่หลักประกันผลประโยชน์ได้สูญสลายลงพร้อมถูกแทนที่ด้วยความเสี่ยงในลักษณะที่ว่าฐานอำนาจชนชั้นนำฝ่ายขวาหรือฐานรายได้ทรัพย์สินประชาชนฝ่ายขวาย่อมถูกคุกคามจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอันเป็นผลจากการก่อหวอดปฏิวัติของฝ่ายซ้าย กลุ่มพลังฝ่ายขวาก็ย่อมเลือกที่จะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมหรือชักชวนให้ทหารออกมาทำรัฐประหารเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

จากกรณีดังกล่าว จึงน่าคิดต่อว่า เกิดอะไรขึ้นกับพฤติกรรมและการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองของฝ่ายขวาในรัฐไทย หรือการปรับตัวทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายขวา มีผลแค่ไหนต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสยาม/ไทย

ประเด็นที่น่าคิด คือ เหตุการณ์ที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ (Critical Juncture) ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยไทย มักเต็มไปด้วยฉากทัศน์ที่ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา โดยการปรับตัวหรือการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายขวา มักนำไปสู่การทำรัฐประหาร หรือการฟื้นคืนชีพขึ้นมาของระบอบอำนาจนิยม ตัวอย่างสำคัญ คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่การปะทะทางการเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา
นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมสภาวะถ้อยหลังของกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย

ส่วนกรณีคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง หรือ ตัวแสดงทางการเมืองที่มีทั้งกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ขุนนางและนักบวช ก็อาจมีนัยยะหลายๆอย่างที่ซ่อนชนวนความขัดแย้งเชิงจุดยืน ความคิดและอุดมการณ์แบบซ้าย-ขวา ในลักษณะที่ค่อนข้างซับซ้อน ขณะที่ เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยไทย เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากฝ่ายขวายังคงประเมินว่าสถานภาพและผลประโยชน์ตนอาจต้องสูญสลายลงไปในพริบตา (ถ้าฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง) ความเสี่ยงในการทำรัฐประหารหรือการคงอยู่ของระบอบอำนาจนิยม/อนุรักษ์นิยม ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไปบนเส้นทางพัฒนาประชาธิปไตย



จริงๆแล้วมันควรจะเปนปัญหาของเฮีย (ไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมผ่านเลยประเด็นนี้ไปแล้ว)
ที่เฮียต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ทำไมการกระทำในแบบที่เฮียว่ามันจึงไม่สมควร?
แต่ถ้าเฮียเห็นว่า มันไม่ใช่ปัญหาของเฮีย
เฮียคงต้องเตรียมคำตอบของคำถามอันนี้ ที่ลูกหลานเฮียจะถามในอนาคตอีก 10-20ปีข้างหน้าด้วยล่ะ



"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ผมว่าเฮียเฮกหน้ามืดจนลืมประโยคสำคัญของเฮียหวังไปนะครับ

ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ

ถ้าอ่านเข้าใจแล้ว ความพลุ่งพล่านน่าจะระงับลงได้
ส่วนที่อ้างคำคนอื่นมา ผมว่าดัดจริตครับ

คิดเองไม่เป็นหรือ เรื่องแค่นี้

pee

แล้วเรื่องรัฐประหาร ถ้ามันเลวทรามนัก
ทำไมพวกที่อ้างตัวเป็นประชาธิปไตยถึงหดหัวอยู่ได้ละครับ
ทำไมพวกที่ก่อเหตุราชประสงค์ แม่งงาบอะรัยในปากไว้ครับ เงียบจัง
ทำไมไม่ระดมคนสองล้าน ปิดกรุงเทพ ไล่ทหารล่ะ
ทำไมตำรวจเสื้อแดงตั้งสามแสนคน ยังรับคำสั่งทหารล่ะ
นักการเมืองหลายร้อยคน ที่รักประชาชน แม่งหนีหายไปใหน

ทำไมคนที่เดือดร้อนแสนสาหัสอย่าง Hexaphonic
ถึงได้ทำแค่บ่นในเว็บเล็กๆ อย่างที่นี่

ทำไมไม่ระดมคนโคราชออกมาต่อต้านรัฐประหารครับ

เฮียคงต้องเตรียมคำตอบของคำถามอันนี้ ที่ลูกหลานเฮียจะถามในอนาคตอีก 10-20ปีข้างหน้าด้วยล่ะ


ตัวผมเองตอบลูกได้แน่นอน เพราะเคยทำอย่างข้างบนมาแล้ว ตั้งแต่ยังนุ่งขาสั้นด้วยซ้ำ
ไอ้ 6 ตุลา ที่บทความมันอ้างน่ะ พวกที่ตาย คือเพื่อนๆ ของผมเองแหละครับ

ไปดู นิทรรศการ "สร้างสาน ตำนานศิลป์ 20 ปี แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย. 2517-2537 - ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร. 2538 ได้นะจ๊ะ

Hexaphonic

Quote from: pee on 06  June  2016, 05:05:33 pm
แล้วเรื่องรัฐประหาร ถ้ามันเลวทรามนัก
ทำไมพวกที่อ้างตัวเป็นประชาธิปไตยถึงหดหัวอยู่ได้ละครับ
ทำไมพวกที่ก่อเหตุราชประสงค์ แม่งงาบอะรัยในปากไว้ครับ เงียบจัง
ทำไมไม่ระดมคนสองล้าน ปิดกรุงเทพ ไล่ทหารล่ะ
ทำไมตำรวจเสื้อแดงตั้งสามแสนคน ยังรับคำสั่งทหารล่ะ
นักการเมืองหลายร้อยคน ที่รักประชาชน แม่งหนีหายไปใหน

ทำไมคนที่เดือดร้อนแสนสาหัสอย่าง Hexaphonic
ถึงได้ทำแค่บ่นในเว็บเล็กๆ อย่างที่นี่

ทำไมไม่ระดมคนโคราชออกมาต่อต้านรัฐประหารครับ





ผมไม่มีเวลาว่างไประดมคนขนาดนั้นหรอกครับ
ช่วงนี้ "จ่น" มาก (แปลว่ายุ่ง,ธุระเยอะ)
แบบว่าผมกำลังสะสมระยะวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่นะครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ซาหรุบว่า
สะสมระยะวิ่งจ๊อกกิ้ง
สำคัญกว่า ปัญหาบ้านเมืองที่ห่วงนักห่วงหนาว่าจะต้องตอบคำถามลูกหลาน

ฮา

ถ้างั้น ก็วิ่งต่อไป ปล่อยบ้านเมืองให้คนที่ไม่ว่างจ๊อกกิ้งอย่างประยุทธ เขาดูแลนะครับ
จะได้มีสถานการณ์สงบเรียบร้อย เอื้ออำนวยแก่การจ๊อกกิ้ง

แล้วจะได้บอกลูกหลานในอนาคตว่า
เอ่อ...ตอนบ้านเมืองวิกฤติ
ฉันมัวแต่จ๊อกกิ้งอยู่
ไม่ว่างไปแก้ไข....อิอิ

:heart:


Hexaphonic

ไอ่เรื่องการระดมคนออกไปไล่กันบนท้องถนนน่ะ มันเปนความคิดโง่ๆครับ
ใครจะพาคนไปตายก็ไปเถอะ ใครจะถูกหลอกไปตายฟรีก็เอาเถอะ
ผมไม่เอาด้วยหรอก

ในเมื่อพวกคุณมีทั้งอำนาจกฏหมาย มีทั้งอำนาจปืน มีทั้งอำนาจทุน
ออกมาเปน 10 ล้าน มันก็ไม่ชนะหรอกครับ

ฉะนั้น..ผมจะโหวตเยสนะครับ รู้ยัง  -_-
เเบบว่าให้พวกคุณลงจากหลังเสือไม่ได้กันเลย
ผมสามารถรอไปได้เรื่อยๆนะ..10ปี..20ปี..
ถึงตัวผมเองจะตายไปแล้ว พวกคุณยังคงเสวยอำนาจเหมือนเดิม
ผมก็รับได้นะ ดูซิใครมันจะอึดกว่ากัน

ฮึ!
เสียเวลาจ๊อกกลิ้งจิงๆ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

07 June 2016, 06:41:55 pm #273 Last Edit: 07 June 2016, 06:50:33 pm by pee
เห็นความมักง่ายของนักออกความเห็นแล้ว เพลีย ยิ่งมีคนอย่างเฮียเฮกเอามาผลิตซ้ำ ก็เพลียซ้ำ

ความจริง ดุลยภาค เจ้าของข้อความก็ทำงานในสถานที่แห่งความรู้ แต่ทำไมไม่ยักมีความรู้จริง หรือว่ามธ. ชอบคนที่รู้แบบดิบๆ สุกๆ เขาเขียนว่า "ตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการแบ่งพื้นที่นั่งประชุมในสภาสมัชชาแห่งชาติ ออกเป็นสองปีก......"

ตัวเอนนั่นน่ะ ผิดครับ ข้อเท็จจริงคือ
1 ไม่เคยมีการแบ่งอย่างนั้นมาก่อน
2 การประชุมที่เขาอ้างถึง เกิดครั้งที่แล้ว ก็เมือ 174 ปีก่อน และ
3 การประชุมอันเป็นที่มาของการแบ่งซ้าย-ขวา ไม่ใช่ "สภาสมัชชาแห่งชาติ" ของดุลยภาค แต่เป็น สภาฐานันดร หรือสภาชนชั้น (les états généraux : Estates General) ซึ่งประกอบด้วยฐานันดรที่หนึ่ง-นักบวช ฐานันดรที่สอง-ขุนนาง ไพร่เป็นฐานันดรที่สาม

สภาฐานันดรนี้ หลุยส์สิบสี่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจตนเอง ครั้นพอได้อำนาจเต็มแล้วหลุยส์ก็ไม่ใช้งานสภานี้อีกเลย จนกระทั่งฝรั่งเศสถังแตก จำต้องขึ้นภาษี หลุยส์สิบหกซึ่งอำนาจผุกรอนจำต้องใช้บริการสภาที่ถูกลืมนี้ ขอข้ออ้างในการหาเงินเข้าท้องพระคลัง

แต่วันนี้มิใช่วันนั้น พอเรียกประชุม พวกไพร่ก็โวยวายทันทีว่า สภานี้ไม่เป็นธรรม เนื่องจากพวกตนที่เป็น 8 ส่วนของประชากร กลับมีที่นั่งแค่หนึ่งในสาม ไอ้พวกสองส่วนกลับมีเสียงถึง 66% คิดเป็นตัวเลขก็คือ ชนชั้นสูง : ไพร่ เท่ากับ 500,000 : 25,500,000 คน ความวุ่นวายปั่นป่วนจึงบังเกิด

พวกไพร่พร้อมใจกันบอยคอด ยกกันไปตั้งสภาของตัวเองต่างหาก สภานี้แล ที่ชื่อประมาณว่า "สภาสมัชชาแห่งชาติ" หรือ National Assembly ที่ดุลยภาคเอามาใช้อย่างสลับที่นั่นแหละ

เอาไทม์ไลน์มาลงให้เข้าใจหน่อย
5 พค 1789 เปิดสภาฐานันดร การประชุมล้มเหลวเพราะพวกไพร่แตกวง
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/91/Estatesgeneral.jpg/1200px-Estatesgeneral.jpg

13 มิย - 9 กรกฏา เปิดสภาไพร่ ในที่สุดพวกฐานันดรที่เหลือก็แบ่งพวกมาร่วมบ้าง
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5a/Couder_Stati_generali.jpg

14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ฝูงชนทำลายคุกบาสตีล (Bastille) สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง ถือว่าเป็นจุดจบของระบอบเก่า

1 ตุลา 1791 ถึง 20 กันยายน 1792
หลังโค่นอำนาจหลุยส์สิบหก สภาไพร่กลายเป็น Legislative Assembly หรือสภาสภานิติบัญญัติ เพื่อวางกรอบประเทศที่กลายเป็ระบอบนมวลชนธิปไตยไปแล้ว

จะเห็นว่า ดุลยภาคเขียนนั้น มันจริงปนมโน หรือเรียกแบบไพร่ๆ ก็ได้ว่า แม่งมั่ว รู้ไม่จริง พูดอมๆ ให้คนโง่กว่า เคลิ้มๆ เหมือนว่าพลอยรู้ไปด้วย...นี่เป็นอาการเดียวกับบันดาปลาดมวลชนทั้งหลาย

เย้...ดุลยภาค ก็กำลังจะเป็นปลาดแบบนั้นอีกคน  :wacko:

ส่วนการแบ่งซ้ายขวานั้น ต้นเรื่องเขาบอกอย่างนี้
"We began to recognize each other: those who were loyal to religion and the king took up positions to the right of the chair so as to avoid the shouts, oaths, and indecencies that enjoyed free rein in the opposing camp." (Baron de Gauville 1789)

คือการแบ่งซ้ายขวา ไม่ได้มาจากการจัดอย่างที่ดุลยภาคมโน แต่เป็นกระบวนการเป็นไปเอง ที่พวกเดียวกันค่อยๆ ไปรวมอยู่ด้วยกัน อย่าลืมว่า การประชุมมีตั้งเกือบเดือนนะครับ

เมื่อสภาไพร่ เปลี่ยนเป็น Legislative Assembly การจัดที่นั่งตามจุดยืนทางผลประโยชน์จึงเกิดขึ้น
"Innovators" sat on the left, "moderates" gathered in the centre, while the "conscientious defenders of the constitution" found themselves sitting on the right (https://en.wikipedia.org/wiki/Left%E2%80%93right_politics)

หวังว่า ทั้งหมดนี้ จะช่วยให้คนอ่าน "ตาสว่าง" ขึ้นมาบ้าง

อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนปัญญาของตัวเองจนยอมให้ถูกจูงจมูก ชี้นำความคิดเอาอย่างตื้นๆ เพียงเพราะคิดว่า เขาทำตัวอย่างนั้นๆ แล้ว ก็เชื่อได้สนิทใจ

อายลูกหลานมันนะก๊าบบบบ

ฮา

:dribble:

Hexaphonic

"อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนปัญญาของตัวเองจนยอมให้ถูกจูงจมูก ชี้นำความคิดเอาอย่างตื้นๆ เพียงเพราะคิดว่า เขาทำตัวอย่างนั้นๆ แล้ว ก็เชื่อได้สนิทใจ"



หึๆ อุตส่าห์ไปลากเอากิโยตินจากชองเซลิเซ่ เอามาซักค้านกระผม

ที่ไหนได้ มาจบเห่เอาตอนเฮียจารย์สรุปนี่เอง  :supergrin:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 08  June  2016, 01:12:08 amหึๆ อุตส่าห์ไปลากเอากิโยตินจากชองเซลิเซ่ เอามาซักค้านกระผม


โรคเดิม...อ่านหนังสือไม่แตก

ผมไม่ได้ค้านคุณ เพราะคุณไม่มีอะไรให้ค้าน
แต่สงสารที่หลงงับข้อเขียนสั่วๆ ของนักวิชาการฟันน้ำนมมาใช้

ในโพสต์ที่แล้ว ก็บอกอยู่ ว่าทำไมต้องไปอ้างเขา เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง

--------------
ทีนี้มาดูแนวคิดและคุณภาพของดุลยภาคกันหน่อย

ข้อเขียนของเขา นำเสนอออกมาได้อย่างเบลอ เหมือนเมาหมัด เป้าของเขาคือการประนามฝ่ายขวาว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อจะอวดว่ามีวิชา ก็เลยอ้างฝรั่งเป็นเครื่องรางประจำบท ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเสนอเลย

เขาสรุปตามฝรั่งว่า " หากกลุ่มพลังฝ่ายขวา รู้สึกว่าสถานภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของฝ่ายตน มิได้ถูกคุกคามมากนักจากขบวนเคลื่อนไหวปฏิวัติฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามักมีแนวโน้มที่จะยอมรับหรืออดทนอดกลั้นต่อการพัฒนาประชาธิปไตย" แล้วพอฝ่ายขวารู้สึกว่า อำนาจและทรัพย์สินของตนกำลังจะเสียหาย ก็ชักชวนทหารให้ออกมายึดอำนาจ ฟังแล้วมันก็คือความคิดระดับตู่-เต้น ที่มวลชนเสื้อแดงซึมซาบกันไม่เห็นต้องต้องอ้างฝาหรั่งเลย

แล้วที่จริง ความคิดของฝรั่งมันใช้กับเมืองไทยได้ใหม
ตอบว่า ไม่ได้ครับ

ในประเทศนี้ การเป็นซ้ายกับขวา ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติหรือเป็นผลของพัฒนาการภายใน มันเป็นของสั่งเข้าล้วนๆ และการตีกันในครั้งแรกๆ ก็เพราะนายใหญ่จากนอกประเทศสั่ง มวลชนไม่เกี่ยว ชนชั้นก็ไม่เกี่ยว

ในประเทศนี้ มีแต่ขวากับขวากว่า ไม่มีซ้าย

หลังเดือนตุลาคม 2514 หรือว่ากันตรงๆ ก็เมื่อศูนย์นิสิตฯ ถูกยุวชนคอมมิวนิสต์ยึดครองในปี 2518-19 นั่นแหละครับ ที่ฝ่ายซ้ายเปิดหน้าออกมาชัดๆ กลายเป็นสงครามตัวแทน คือ CIA กับกรมน.ฝ่ายหนึ่ง ทำการกำจัดอิทธิพลแดงในหมู่นักศึกษากับแนวร่วม จนกระทั่งมีการฆ่าหมู่ 6 ตุลา ประเทศก็เข้าสู่สถานะการณ์สู้รบซ้าย/ขวาอย่างเปิดเผย รัฐบาลขวาจัดพยายามจัดการฝ่ายตรงข้าม คือกองกำลังติดอาวุธในชนบทแต่ไม่สำเร็จ ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้นักศึกษาหลายพันคนหนีตายเข้าไปร่วม และมีแนวร่วมในเมืองอีกหลายหมื่นสนับสนุน ก็พอกัน ไม่สามารถชิงความได้เปรียบที่จะขยายแนวร่วมออกไป

จะว่าไป พวกนักศึกษาที่เข้าป่า ก็เป็นแค่เด็กฝึกงานที่เจ้าของพรรค คือเวียตนามเหนือไม่ค่อยอยากได้สักเท่าไหร่ แทบทุกคนเป็นวีรชนเอกชน นำความแตกแยกครั้งใหญ่ จนพคท.ล่มสลายในอีกไม่นาน ซะงั้น

การประทะนี้ ไม่ได้เป็นไปตามสมมติฐานของดุลยภาคที่ว่า ฝ่ายขวากลัวเสียอำนาจและทรัพย์สินอะไรเทือกนั้นเลย ฝ่ายซ้ายไม่มีกำลังแม้แต่น้อยนิดที่จะทำอย่างนั้น ฝ่ายที่จะทำได้กลับเป็นแดงนอกประเทศ ซึ่งกำลังไล่ต้อนสหรัฐอย่างหมดรูปในเวียตนาม และทำสำเร็จเมื่อ 30 เมษายน 2518 ก่อให้เกิดความหวาดกลัวว่า ประเทศไทยจะถูกยึดครองต่อมา นี่คือสงครามจากภายนอก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพัฒนาการฝันเฟื่องของดุลยภาคแม้แต่น้อย

มันคือสงครามอาณานิคมของโซเวียตและสหรัฐ เท่านั้นเอง

สรุปตรงนี้ก่อนว่า การอ้างสเปนของดุลยภาค เป็นเรื่องเฝคอย่างที่สุด ที่จริงไอเดียปรีมีถีบของตู่เต้นนั้น เข้าใจได้ชัดเจน ไม่ต้องเอาผ้าคลุมวิชาการไปห่อ เว้นแต่นักวิชาการอยากจะชิงเครดิตไปเสียเอง อันนั้นก็จนใจ

ฮา

ซาหรุปว่า เป็นบทความชักว่าวไอเดียชิ้นนึง แค่นั้น....

pee

ผมเอง มีเพื่อนเป็นซ้ายมากกว่าขวา จึงออกจะรู้สันดานคนพวกนี้ หลายคนเป็นมันสมองของเสื้อแดง ...เอ่อ หมายถึงพ่อของเสื้อแดงที่อยู่แดนไกลน่ะครับ

พวกนี้เป็นซ้ายปลอม ตีหม้อเล่นพนันและกดขี่คนอื่นเสมอ ถ้าได้โอกาส ประพฤติตัวไม่ต่างจากพวกสวะฝ่ายขวา ซึ่งผมก็รู้จักหลายคนเหมือนกัน

สรุปว่า ห่วยพอกัน

คนนอกอาจจะมองว่า เป็นการปะทะกันทางการเมืองระหว่างผลประโยชน์ทางชนชั้น ผมกลับเห็นว่า นี่คือการสำเร็จความไคร่ทางอุดมการณ์ของคนที่รบแพ้ในสงครามมวลชน 2519 จนกระทั้งเกิดสัตว์ประหลาดกลุ่มใหม่

ปราชญ์อย่างนิธิ พูดภาษาเดียวกับโกตี๋
เจ๋ง ดอกหีต เก่ง ทารุณ ได้ปกครองบ้านเมือง
ขวาจัดสมสู่กับซ้ายจัด ร่วมรับใช้นายทุนคนเดียวกัน
แดงตายเป็นบาป เหลืองตายเป็นกรรม
ทหารยึดอำนาจ ชาวบ้านชอบ

ฯลฯ

พวกนี้ ไม่มีในตำราเล่มใหนเลย
เกิดที่นี่ที่เดียว ขอรับประกัน

pee


sw

Quote from: Hexaphonic on 06  June  2016, 02:08:19 pm
Quote from: sw on 05  February  2016, 04:53:50 pm
ไม่ใช่การยึดอำนาจตามอำเภอใจนะครับ ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบของชาติ เป็นการทำตามหน้าที่ เพื่อชาติและประชาชนครับ

ใครอยากจะเอาชีวิตบั้นปลายที่จะสุขสงบมาทิ้งอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น



ทันทีที่ผมเห็นคคห.ของเฮียหวัง ผมอึ้งไปหลายวินาทีเรยอ่ะ
ตัวเองพยายามหาถ้อยคำมาหักล้าง แต่ในกบาลของผมมันมีแต่ hate speech
จึงจำเปนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินให้กับตัวเองโดยด่วน

ทั้งๆที่มันก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ว่าเหตุการณ์บ้าๆบอๆทั้งหลาย
พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาเองเพื่อหาเหตุแห่งความชอบธรรมที่จะก่อการ

ซึ่งโดยปกติมันทำไม่ได้น่ะ

ผมไปเห็นมิตรสหายท่านหนึ่ง เขาอธิบายไว้อย่างนี้ครับ . . .


รู้สึกภูมิใจจริงๆครับ ที่เฮียเฮกอ้างถึงข้อความของผม...
ก็แหม.....ทั้งบทความและผู้คนที่เฮียเอามาอ้างถึง นี่ล้วนแต่ระดับโลกทั้งนั้นเลย

หลักฐานเชิงประจักษ์คืออะไรครับ ที่ว่าพวกนายกประยุทธ์สร้างมันขึ้นมาเพื่อหาเหตุน่ะ

ผมต้องขอเอ่ยชื่อนายกประยุทธ์ เพราะว่าถ้าพูดว่าทหาร ก็กลายเป็นเหมารวมไปหมด
นายทหารแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ไม่ได้เป็นพวก

ตอนคสช.ประกาศรักษาความสงบ ก็ไม่มีขวา ไม่มีซ้าย
มีแต่พวกโกงชาติกินเมืองนำโดยทักษิณ กับประชาชนที่รู้ทัน เขาออกมาป้องกันบ้านเมืองของตัวเอง
แล้วที่ ผบ.ประยุทธ์ลงมือทำ ก็เพราะถ้าไม่ทำก็เกิดเหตุคนไทยรบกันเองแล้ว

ปีนี้ พศ.2559 มันคนละยุค คนละประเทศ กับที่เฮียเฮกอ้างถึง เหตุการณ์ไม่เหมือนกัน
มีคล้ายอย่างเดียวคือฝ่ายที่เฮียเข้าใจว่าเป็นซ้าย เลือกใช้สีแดงเหมือนกับยุคนั้น

ทำไมเขาใช้สีแดง ก็เพื่อให้คนอย่างเฮียเฮกเข้าใจว่าเขาเป็นซ้ายเหมือนยุคนั้นนะสิ ที่ต่อสู้เพื่อชนชั้นล่าง
แล้วก็ได้ผลมากๆ ระดับอาจารย์ธรรมศาสตร์ นักข่าว ก็ยังหลงเชื่อ (หรือได้ผลประโยชน์ อันนี้ผมไม่รู้)
แต่ว่าคนชั้นล่างจริงๆ และคนที่ไม่เคยติดตามการบ้านการเมือง เขาหลงเชื่อไปเรียบร้อย

ที่จริงคนเสื้อแดงนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เสื้อเหลืองนะครับ
ไม่ใช่เกิดจากโดนกดขี่หรือด้อยโอกาสทางสังคม
คนละเหตุกันเลย เอาประวัติศาสตร์ที่ไหนมาใช้ก็ไม่ได้เลยครับ


ขอบคุณอาจารย์พีมากๆเลยครับ ที่มาช่วยอธิบายอย่างอดทน  :bowdown:

Hexaphonic

08 June 2016, 05:17:47 am #279 Last Edit: 08 June 2016, 05:35:17 am by Hexaphonic
เฮ่อ...อ่านด้วยความอดทนอย่างสูงครับ ถึงแม้จะเมาก็ตาม...ฮา

ทีแรกก็ว่า
"ทหารทุกคนไม่ได้เหมือนกันครับ ไม่ได้เปนพวก"

พอไม่กี่ประโยคต่อมากลับบอกว่า
"แต่ว่าคนคนชั้นล่างจริงๆและคนที่ไม่เคยติดตามการบ้านการเมือง เขาหลงเชื่อไปเรียบร้อย"

ความเห็นของเฮียหวัง ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมเลย
แต่เอาเถอะครับ จะเปนแบบนี้ก็ได้ ผมรับได้ทั้งหมด




ในกบาลขี้เลื่อยของผมน่ะ
เสื้อเหลือง เสื้อแดง  ฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย อะไรประมาณนี้
ผมผ่านเลยไปแล้วครับ

ตอนนี้ผมมีแต่มองแบบนี้ครับ
คือมองว่าการกระทำของใครหรือแนวคิดอะไรก็ตาม
มันเป็นภาวะแบบก่อนสมัยใหม่ หรือเปนภาวะแบบสมัยใหม่?

ฉะนั้นกับเรื่องของความอดทนกับความคิดเห็นของใครๆที่เปนแบบก่อนสมัยใหม่ ผมก็สบายๆครับ
คือสำหรับผม มันเหมือนเปน "อากาศธาตุ" น่ะครับ  :supergrin:


"คุณหลอกดาว" :sad2: