• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
14 October 2019, 03:27:35 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


หนังสือใกล้มือ..

Started by Hexaphonic, 07 April 2013, 11:21:40 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic

18 October 2013, 04:37:36 am #80 Last Edit: 18 October 2013, 04:50:16 am by Hexaphonic
Quote from: pakorn on 18  October  2013, 03:25:46 am
ผมชวนคุยเล่นๆ แบบนี้ครับ ว่า ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า เราก็จะพบว่าสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้ เวียนว่ายตายเกิด มานับไม่ถ้วนชาติ แต่ละชาติก็จมอยู่ในกิเลสมากกว่าที่จะมีสติปัญญา(ทางพุทธศานา ไม่ใช่แบบทางโลกๆ) ขึ้นมา .. 'ความเคยชิน' ในกิเลสเหล่านี้ทำให้เราอาจจะเรียกมันในชาติปัจจุบันนี้ว่า 'สัญชาตญาน' (ซึ่งสัญชาตญานไม่ใช่ปกติของจิตอย่างแท้จริง เพราะจิตถูกหุ้มมานานมาก)

การเปลี่ยนแปลงในระดับสัญชาตญานที่ว่า ก็ไม่ใช่ 'สัมมาทิฐิ' ครับ .. มันแค่ 'ความเปลี่ยนแปลง' เท่านั้น
'สัมมาทิฐิ' คือ ความรู้เห็นที่ถูกต้อง
ถามว่ารู้เห็นอะไร .. ก็ตอบว่า รู้เห็นว่ากายนี้ใจนี้ จริงแล้วๆ 'ไม่มี'
ไม่มีเราในกายนี้ใจนี้ และในกายนี้ใจนี้ไม่มีในเรา

อริยสัจ๔ พูดถึงความจริง ที่เป็น 'ความจริงแท้' ๔ ประการ
ถ้าเป้าหมายเราควรเป็น นิโรธ คือการดับไปแห่งทุกข์แล้วนั้น เราต้องมีสัมมาทิฐิ จึงจะถึงนิโรธได้
การที่จะมีสัมมาทิฐิได้ ต้องมีปัญญาอันแท้เรียกว่า 'ภาวนามยปัญญา' (แนะนำให้ลองศึกษาถึงปัญญาชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไรดูนะครับ)

การจะมีภาวนามยปัญญาได้ จะต้องเห็น 'ไตรลักษณ์' ของกายนี้ใจนี้

จะเห็นไตรลักษณ์ได้ จะต้องอาศัย 'สติปัฐฐาน๔' (แนะนำให้ลองหาข้อมูลตรงเรื่องนี้เช่นกันครับ)

จะล่วงถึง 'สัมมาสติ' อันเป็นสติในสติปัฐฐาน๔ นี้ได้จะต้องอาศัยสัมมาสมาธิ
จะมีสัมมาสมาธิได้ จะต้องอาศัย 'ศีล'
จะมีศีลได้ จะต้องอาศัย สติและสัมปชัญญะ
สติ แปลว่า ความระลึกได้(ว่ามีกายมีใจอยู่)
สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้สึกตัว (ว่ากำลังทำอะไร ควรทำอะไร)


'โมหะ' เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ 'สติ'
โมหะ แปลว่าความหลง เช่น หลงไปคิด เหม่อ ไม่รู้ตัว

คนในโลกส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เวลา ๒๔ ชั่วโมง ก็หลงเกือบทั้ง ๒๔ ชั่วโมงนั่นล่ะครับ

สัตว์ในโลก เกิดจากผลของกรรมที่เรียกว่าโมหะนี่ล่ะครับ ลองสังเกตหมาและแมวดูได้ว่าเวลามันอยู่คนเดียวมันมักจะเหม่อ


ศีลนั้นไม่อยากหรอกครับ ถ้าเริ่มจากใจ แต่ต้องเริ่มด้วยการมีสติครับ เพราะถ้าเริ่มจากการบังคับตัวเองนั้น จะยากสุดโหดเหลือเกิน
แนะนำให้ลองศึกษาเรื่อง 'สติปัฐฐาน' ประกอบดูนะครับ

พระพุทธเจ้า กล่าวเรื่องนี้เป๊ะเลยครับ ว่าเราจะต้องแยกของปลอมออกไป วิธีแยกของท่านเรียกว่า 'วิภัชวิธี' (ลองศึกษาดูนะครับ)
ถ้ารู้ได้ว่าอันไหนของปลอม อันที่ไม่ใช่ของปลอมนั่นล่ะครับ ของจริง




ผมเข้าใจอย่างนี้ครับ กับคำว่า "สัญชาตญาณ" มันคือลักษณะนิสัยประจำตัวของสัตว์แต่ละชนิดรึเปล่า?
ยกตัวอย่างนกล่ะกัน นกต่างชนิดต่างพันธุ์ ถึงจะจัดเป็นสัตว์ประเภทนกด้วยกัน แต่มันก็สร้างรังไม่เหมือนกันเลย
อันนี้เห็นกันจะๆ โดยไม่ต้องเข้าฌานสมาบัติย้อนอดีตไปชาติก่อนๆเลย.......ฮา
แล้วนกแต่ละชนิดมันได้วิธีสร้างรังมาจากไหน จากสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์ของมันใช่ไหม?

ทีนี้ถามว่าสัตว์ที่มีภูมิปัญญาสูงที่สุดในโลกนี้อย่าง"มนุษย์" มีอะไรเป็นสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์?
อะไรที่มนุษย์มี แต่สัตว์อื่นๆไม่มี? ผมคิดว่ามันคือสติปัญญาที่ซับซ้อนถึงระดับที่
มีความคิดคำนึงถึงสภาวะแห่งความเป็นคู่.....ทวิภาวะ มีความรู้สึกเปรียบเทียบ


เหมือนกับในเรื่องปรัมปราจากภูมิปัญญาโบราณหลายๆแหล่ง ที่เล่าขานคล้ายกันว่า
"สภาวะของมนุษย์แต่เดิมนั้นบริสุทธิ์ จนกระทั่ง...."

ความสามารถของมนุษย์ที่คึดคำนึงเชิง "ทวิภาวะ"
มันคล้ายๆกับการกินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว กินง้วนดิน  อะไรประมาณนี้?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

มองตามคำชี้แนะของเฮียเฮกซ่าแล้ว พบว่า
ศีลห้า คือเครื่องมือกำกับสัญชาติญานดิบของคนแฮะ

1 ฆ่า
2 เมา
3 โกหก
4 กาม
5 ขโมย

ว่าไปแล้วนับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างเหลือเชื่อทีเดียว

Hexaphonic

Quote from: pee on 18  October  2013, 04:51:50 am
มองตามคำชี้แนะของเฮียเฮกซ่าแล้ว พบว่า
ศีลห้า คือเครื่องมือกำกับสัญชาติญานดิบของคนแฮะ

1 ฆ่า
2 เมา
3 โกหก
4 กาม
5 ขโมย

ว่าไปแล้วนับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างเหลือเชื่อทีเดียว


ผมว่าทั่นซูเนโอะคงจะ Mega Clever ฉลาดสุดๆไปเลย
ที่ทั่นลดรูปสมการอันสลับซับซ้อนจาก 227 ข้อ เหลือแค่ 5 ข้อ
เอ้าฉลองๆๆๆๆ....กัมไป+ซาโบดาโฮ่  :supergrin:  :beer:   :thrilled:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

ศีล 5 กับศีล 227 นี่ คนละอย่างกันนะครับ

ศีล 5 เป็นข้อกำหนดกลาง ไม่ต้องมีต้นบัญญัติ
แต่ 227 นี่ ว่าไปแล้วคล้ายกับคำพิพากษาศาลฎีกา คือต้องมีคดีและคดีถึงที่สิ้นสุด ก็ตราเป็นกฏหมายขึ้นนมา

กำเนิดของแต่ละข้อ ก็ยังเว้นผิดให้กับผู้ก่อหนแรก คือต้นบัญญัติอีกด้วย
ถือว่า ไม่รู้ไม่ผิด

ที่จริงศีล 227 นี่ เป็นความเสื่อมด้วยซ้ำ
อันนี้หลวงพ่อที่ผมเคารพท่านบอกไว้

Hexaphonic

ผมแซวทั่นมิตซูเนโอะเล่นๆน่ะครับ แต่ผมก็หมายความอย่างนั้นจริงๆ
กฎระเบียบ 227 ข้อ อาจจะ...... :-\
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pakorn

ขออภัยครับ ผมตีความและสื่อสารคำว่าสัญชาตญานไปในความหมายของ 'นิสัย' เนื่องจากไปเข้าตรงนี้จากข้อความนี้ ผมดันเอาไปผสมกันเอง

Quote from: Hexaphonic on 17  October  2013, 05:48:08 pm
ถ้าอย่างนั้นสัตว์อื่นๆ ที่มีชีวิตอยู่โดยสัญชาตญาณล้วนๆ
มีการรบกวนทางความคิดจิตใจน้อยกว่ามนุษย์ อันจะส่งผลออกมายังระดับกายภาพน้อยกว่ามนุษย์
ก็น่าจะมีศีลเหนือกว่ามนุษย์นะสิ? แหะๆ อันนี้ถามเล่นๆ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ


เฮีย Hex พูดถูกแล้วครับ เพราะถ้าแปลตามตัวอักษรเลย สัญชาตญาน น่าจะแปลว่าความรู้ที่เกิดตามความเกิด คือเกิดเป็นนกชนิดนั้นก็สร้างรังแบบนั้นได้โดยไม่ต้องมีใครสอนมาก่อน .. ส่วนที่ผมกล่าวถึง ขอแก้ไขว่าหมายถึงนิสัยนะครับ

ส่วนที่ว่าสัตว์ที่มีภูมิปัญญาสูงที่สุดในโลกนี้อย่าง"มนุษย์" มีอะไรเป็นสัญชาตญาณประจำเผ่าพันธุ์? ผมก็ไม่มีความรู้ตรงนี้เหมือนกันครับ (เรื่องนี้ต้องเชิญท่านผู้รู้ช่วยๆ ถกกันครับ) เหมือนๆ กับที่ไม่รู้เรื่องอีกมากมาย ความรู้ส่วนใหญ่ในโลกผมก็รู้น้อยจริงๆ .. ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า 'ความรู้ในโลกเรียนกันไม่มีวันจบ แต่ความรู้ในทางธรรมนั้นเรียนแล้วจบได้ โดยไม่ต้องเรียนอีก' .. ผมเป็นคนขี้เกียจครับ เลยกะว่ามีเวลาในชีวิตอีกไม่เยอะแล้ว ขอจบเรื่องเดียวพอ :)

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

sw

เรื่องยากๆอย่างเงี้ย สนใจครับ แต่ว่าไม่เข้าใจ

แค่มีสติรู้ตัวว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

แต่สิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ ไม่เป็นปัญหา ไม่ทำอยู่แล้ว ชอบอยู่เฉยๆ

แต่การไม่ทำอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร มีค่าเท่ากับศูนย์ อย่างงี้เรียกว่ามีสติ ตามหลักศาสนาพุทธมั๊ยครับ

Hexaphonic

อย่างนั้นน่าจะเป็น "จิตว่างแบบขี้เกียจ" รึป่าว?
ผมก็งงๆว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?

ผมคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิตแบบ....

อกรรมกริยา....ไม่-กระทำ....สยัมภู(ภาษาแขก)...อูหวุ่ย(ภาษาจีน)

มันมีด้วยหรือไอ้กริยาอาการแบบนี้เนี่ย? ดูเหมือนวิชากำลังภายในเลย อิๆ




เอ่อ สงสัยผมคงจะอ่านหนังสือมากไปจริงๆ......ฮาาา
:rof:  :lol:  :rof:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pakorn

Quote from: sw on 18  October  2013, 09:05:46 pm
แค่มีสติรู้ตัวว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

แต่สิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ ไม่เป็นปัญหา ไม่ทำอยู่แล้ว ชอบอยู่เฉยๆ

แต่การไม่ทำอะไร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร มีค่าเท่ากับศูนย์ อย่างงี้เรียกว่ามีสติ ตามหลักศาสนาพุทธมั๊ยครับ


ปกติคนเราหลงแทบทั้งวันล่ะครับ น้อยมากที่จะมสติ (สัมมาสติ คือ รู้ว่ามีกายมีใจอยู่) ... ลองสังเกตดูนะครับ
สติ ไม่ใช่ 'จิตว่าง' นะครับ

การมีสติ กับการจะ 'ไปทำอะไร' นี่คนละเรื่องกันนะครับ
แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต้องการพ้นทุกข์ ต้องเริ่มจากการมีสัมมาสติครับ

เช่น ถ้าผมนั่งอยู่เฉย แล้วผมสติรู้ตัวขึ้นมา .. ผมก็จะพบว่า 'มีตัวของผมเองอยู่' แต่กำลังนั่งอยู่เฉยๆ
นั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด .. รู้ตัวได้เรื่อยๆ ครับ ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบถใด

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

sw

พูดถึงเรื่องความปกติ ผมมักจะสงสัยเรื่องพื้นๆทำนองนี้

สมมุติ(ที่จริงไม่ต้องสมมุติก็ได้) ห้องน้ำในวัด ถ้าเกิดมีกลิ่นเหม็นฉี่อยู่ ยังไม่ได้ล้าง แต่พระในวัดกำลังนั่งสมาธิอยู่

อย่างนี้ผิดศีล(1 ใน 227)รึเปล่า หรือว่าเป็นปกติครับ

Hexaphonic

18 October 2013, 11:53:20 pm #90 Last Edit: 31 May 2015, 10:48:31 pm by Hexaphonic
"แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต้องการพ้นทุกข์ ต้องเริ่มจากการมีสัมมาสติครับ"

ผมเพิ่งสังเกตตัวเองในอดีตนึกย้อนที่ผ่านๆมาอย่างเช่นการไปปฎิบัติธรรม
ตอนปฏิบัติจะคร่ำเคร่ง(ก็ไม่รู้ว่าปฎิบัติอะไร?) หน้านิ่วคิ้วขมวด คือรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ มันก็เข้าวังวนเดิมๆอีกแระ
เพราะผมคิดว่านั่นมันก็คือสภาวะอันหนึ่งของ ตัณหา(อยากเห็นธรรม)
หรือ วิภาวตัณหา(ปฎิเสธต่อสภาพที่ตัวเองดำรงอยู่)

พอไม่ได้อะไรที่ตั้งใจไว้ กลับมาบ้านก็เลยเครียดยิ่งกว่าเก่า เหมือนเอาตัณหาจากบ้าน ไปอัพเกรดภาคจ่ายไฟ ฮา

ตัณหาอยากได้เครื่องเสียง กับตัณหาอยากบรรลุ มันก็ตัณหานั่นแหละ อันนี้เป็น คหสต





อ๊ะๆ พี่พีอย่าซาหรุปแว่ "ศาลารวมญาติธรรมเป็นที่รวมของมนุษย์ใจสูงผู้มีความอยาก" เชียวนา
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 18  October  2013, 11:53:20 pm

อ๊ะๆ พี่พีอย่าซาหรุปแว่ "ศาลารวมญาติธรรมเป็นที่รวมของมนุษย์ใจสูงผู้มีความอยาก" เชียวนา


อิ๊ อิ๊

ผมกลับไปขมวดคิ้วสงสัยว่า

ถ้าเป็นวันนี้ พระพุทธองค์จะใช้เน็ตป่าว........อิอิ

pakorn

Quote from: sw on 18  October  2013, 10:37:18 pm
พูดถึงเรื่องความปกติ ผมมักจะสงสัยเรื่องพื้นๆทำนองนี้

สมมุติ(ที่จริงไม่ต้องสมมุติก็ได้) ห้องน้ำในวัด ถ้าเกิดมีกลิ่นเหม็นฉี่อยู่ ยังไม่ได้ล้าง แต่พระในวัดกำลังนั่งสมาธิอยู่

อย่างนี้ผิดศีล(1 ใน 227)รึเปล่า หรือว่าเป็นปกติครับ


ถ้าถามผม ผมไม่ค่อยทราบเรื่องพระวินัยครับ แต่พอเลาๆ ว่า ในพระวินัยกำหนดให้พระดูแลความสะอาดของที่อยู่ ปล่อยให้สกปรกรกรุงรักไม่ได้ .. ลองหาพระวินัยอ่านสิครับ น่าศึกษาดีเหมือนกันนะครับ

Quote from: Hexaphonic on 18  October  2013, 11:53:20 pm
ผมเพิ่งสังเกตตัวเองในอดีตนึกย้อนที่ผ่านๆมาอย่างเช่นการไปปฎิบัติธรรม
ตอนปฏิบัติจะคร่ำเคร่ง(ก็ไม่รู้ว่าปฎิบัติอะไร?) หน้านิ่วคิ้วขมวด คือรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์ มันก็เข้าวังวนเดิมๆอีกแระ
เพราะผมคิดว่านั่นมันก็คือสภาวะอันหนึ่งของ ตัณหา(อยากเห็นธรรม)
หรือ วิภาวตัณหา(ปฎิเสธต่อสภาพที่ตัวเองดำรงอยู่)

พอไม่ได้อะไรที่ตั้งใจไว้ กลับมาบ้านก็เลยเครียดยิ่งกว่าเก่า เหมือนเอาตัณหาจากบ้าน ไปอัพเกรดภาคจ่ายไฟ  ฮา


พระพุทธเจ้าท่านเคยตอบคำถามเทวดาที่มาถามว่า ท่านข้ามห้วงโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงวัฏสงสาร) นี้ได้อย่างไร?
ท่านตอบว่า เพราะเราไม่เพ่งอยู่ และไม่เพียรอยู่ จึงข้ามวัฏสงสารนี้ได้ .. ถ้าเราเพ่งอยู่ เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่ เราจะลอยขึ้น

เพ่งอยู่คือ อัตกิลมัตถานุโยค (บังคับการบังคับใจ) มันจะเครียดครับ ถ้าปล่อยกายปล่อยใจตามกิเลส คือ กามสุขลิกนุโยค ก็จะไหลตามกิเลสไปเรื่อย
ทางสายกลางระหว่างสองสิ่งนี้ คือ 'รู้ลงไป ตามความเป็นจริง' (ตามความเป็นจริงจะต้องมีสัมมาสมาธิ) ..

พุทธ จึงแปลว่า 'ผู้ตื่น' อย่างนี้เอง

ลองศึกษา อัตกิลมัตถานุโยค กับ กามสุขลิกนุโยค ดูก็น่าสนใจนะครับ


เวลาปฏิบัติธรรมแนะว่า ควรปฏิบัติ 'เพราะคิดว่าควรทำ' อย่าไปวางเป้าหมายว่า 'อยากได้อะไร' .. ครูบาอาจารย์จึงสอนกันว่าให้ถวายเป็นปฏิบัติบูชาแก่พระพุทธเจ้าท่าน .. ลองพิจารณาดูนะครับ


ปล. เป็นตัณหาทั้งคู่จริงครับ แต่ตัวหนึ่งเป็นลักษณะกิเลส(อกุศล)ก่อให้เกิดกิเลส(อกุศล)ต่อไป อีกตัวหนึ่งกิเลส(อกุศล)ก่อให้เกิดกุศลครับ

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

dht_tubes

ต้องขอบคุณทุกท่านเลยที่ถกประเด็นนี้กัน ส่วนตัวผมได้อ่านแล้ว ถือว่าได้ประโยชน์กับทุกความเห็นเลย

เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............
I love classical but I play rock'n roll

คำว่า รวย กับคำว่า จน มันคืออะไรกันแน่ เมืองไทย คนจนมีหนี้สินเยอะ เพราะยืมเงินไม่ได้ เค้าไม่ให้เพราะคิดว่าไม่มีปัญญาใช้คืน แต่... เมืองนอก คนรวยมีหนี้สินเยอะ เพราะเค้าให้ยืมเงิน เพราะคิดว่ามีปัญญาใช้คืน  งง..................

เพราะสังคมประเมินค่าคน ที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่ หากสังคมวัดค่าคนที่ภายใน คนจะสร้างจิตใจที่ใฝ่ดี............

pakorn

19 October 2013, 05:37:32 pm #94 Last Edit: 19 October 2013, 05:40:38 pm by pakorn
Quote from: dht_tubes on 19  October  2013, 04:55:30 am
เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............


ไม่ควรทำทั้งสองอย่างครับ 'รู้' ลงไปตามความเป็นจริง ก็พอแล้ว ตามดูไปเฉยๆ พอครับ
ปล่อยวาง เป็นเรื่องของผล เราต้องทำที่เหตุครับ ไม่ใช่ทำที่ผล
(เช่น มีครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ทำที่เหตุคือ ถ้าต้องการผล คือเลี้ยงลูกให้โต ก็ต้อง 'ทำเหตุ' คือ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ดูแลเขา เดี๋ยวเขาจะโตเอง ส่วนถ้าจะทำผลต้องการจะเอาผล ก็คือพยายามบังคับ เช่น เอาลูกไปเข้าเครื่องยืดตัว จะยืดตัวของเขาให้โตให้ได้ อย่างนี้ครับ)

ในที่สุด การพ้นทุกข์คือการที่เราบรรลุจริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ ไม่มีในเรา ไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่ต้น(เหตุ) แล้วเราจะวางมันเอง (ผล)
ส่วนจะทำเหตุอย่างไร ผมเขียนไว้ข้างบนแล้ว คือ เริ่มเดินจากสติ (โดยมีกำลังของศีล ของสมาธิสนับสนุน) ครับ ... ค่อยๆ เดินไปครับ อย่ากังวลเส้นทางทั้งหมด เพราะจะทำให้เราท้อถอยไม่ยอมเดิน .. ค่อยๆ เดินไปก็ถึงเองล่ะครับ


อยู่เฉยๆ (ไม่ทำอะไรเลย) ก็ไม่ควรทำครับ เพราะจะไหลตามกิเลสไปในที่สุด

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

Hexaphonic

19 October 2013, 06:39:31 pm #95 Last Edit: 19 October 2013, 07:25:25 pm by Hexaphonic
Quote from: pakorn on 19  October  2013, 01:59:19 am

พระพุทธเจ้าท่านเคยตอบคำถามเทวดาที่มาถามว่า ท่านข้ามห้วงโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงวัฏสงสาร) นี้ได้อย่างไร?
ท่านตอบว่า เพราะเราไม่เพ่งอยู่ และไม่เพียรอยู่ จึงข้ามวัฏสงสารนี้ได้ .. ถ้าเราเพ่งอยู่ เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่ เราจะลอยขึ้น

เพ่งอยู่คือ อัตกิลมัตถานุโยค (บังคับกายบังคับใจ) มันจะเครียดครับ ถ้าปล่อยกายปล่อยใจตามกิเลส คือ กามสุขลิกนุโยค ก็จะไหลตามกิเลสไปเรื่อย
ทางสายกลางระหว่างสองสิ่งนี้ คือ 'รู้ลงไป ตามความเป็นจริง' (ตามความเป็นจริงจะต้องมีสัมมาสมาธิ) ..

พุทธ จึงแปลว่า 'ผู้ตื่น' อย่างนี้เอง

ลองศึกษา อัตกิลมัตถานุโยค กับ กามสุขลิกนุโยค ดูก็น่าสนใจนะครับ




Quote from: pakorn on 19  October  2013, 05:37:32 pm
Quote from: dht_tubes on 19  October  2013, 04:55:30 am
เรื่องธรรมะนี่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้อันนึงว่า

การจะแยกแยะระหว่าง ปล่อยวาง กับ อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็แสนยากเย็นเหลือเกินแล้ว .............


ไม่ควรทำทั้งสองอย่างครับ 'รู้' ลงไปตามความเป็นจริง ก็พอแล้ว ตามดูไปเฉยๆ พอครับ
ปล่อยวาง เป็นเรื่องของผล เราต้องทำที่เหตุครับ ไม่ใช่ทำที่ผล
(เช่น มีครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ทำที่เหตุคือ ถ้าต้องการผล คือเลี้ยงลูกให้โต ก็ต้อง 'ทำเหตุ' คือ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ดูแลเขา เดี๋ยวเขาจะโตเอง ส่วนถ้าจะทำผลต้องการจะเอาผล ก็คือพยายามบังคับ เช่น เอาลูกไปเข้าเครื่องยืดตัว จะยืดตัวของเขาให้โตให้ได้ อย่างนี้ครับ)

ในที่สุด การพ้นทุกข์คือการที่เราบรรลุจริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ ไม่มีในเรา ไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่ต้น(เหตุ) แล้วเราจะวางมันเอง (ผล)
ส่วนจะทำเหตุอย่างไร ผมเขียนไว้ข้างบนแล้ว คือ เริ่มเดินจากสติ (โดยมีกำลังของศีล ของสมาธิสนับสนุน) ครับ ... ค่อยๆ เดินไปครับ อย่ากังวลเส้นทางทั้งหมด เพราะจะทำให้เราท้อถอยไม่ยอมเดิน .. ค่อยๆ เดินไปก็ถึงเองล่ะครับ


อยู่เฉยๆ (ไม่ทำอะไรเลย) ก็ไม่ควรทำครับ เพราะจะไหลตามกิเลสไปในที่สุด







นี่แหละที่ผมเห็นว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงที่ลงลึกในระดับ....ระดับไหน?ลึกแค่ไหน?
ก็สุดจะคาดเดาจริงๆ ความสุดโต่งทั้ง 2 ฝั่ง มันคือ"ทวิภาวะ"นั่นแหละ

การที่เราจะหลุดออกจากวิธีคิดแบบนี้ แบบหลุดแล้วหลุดเลยโดยไปกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย  มันต้องยากแน่ๆ
เพราะเรื่องนี้ก็มีผู้ศึกษากันมาก เนื้อหาวิธีการก็มีบันทึกไว้อยู่ ถึงขนาดบางท่านศึกษาเรื่องนี้แบบเต็มเวลา
เอาชีวิตเข้าแลก อะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเข้าถึงกันได้

วิธีการหรือคำอธิบายนั้น ผมยังรู้สึกว่ายังเป็นแบบทวิภาวะอยู่
ก็เลยทำให้ผู้สนใจอย่างตัวผมเอง ยิ่งยึดติดในวิธีคิดแบบ"ทวิภาวะ"มากขึ้น

หรือว่าเพราะข้อจำกัดของภาษา ที่ยากจะอธิบายเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตทวิภาวะ?
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pakorn

มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรครับ ถ้าอยากคิดไปเรื่อยๆ .. ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก .. ความรู้ในโลกไม่สิ้นสุด ยิ่งคิดลึกไปเรื่อย เราอาจจะเครียดมากหรือถึงกับเสียจริตไปก็ได้ .. ถ้าอยากรู้ พระพุทธเจ้าท่านชวนมาค้นหาครับ แต่ต้องตามแผนที่ที่ท่านให้เอาไว้ มาหาดูสิว่าจริงหรือไม่ .. เรากำลังใช้แค่ สุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาครับ ไม่มีทางถึงภาวนามยปัญญาหรอก ถ้าไม่เริ่มเดิน

คนที่เดินถึงก็มี เดินไม่ถึงก็มี .. ได้แผนที่มาแต่ไม่อยู่กับโค้ชคือครูบาอาจารย์ก็เดินผิดทางได้ครับ แต่ที่บอกว่ายากนั้นครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าไม่ยากครับ .. แต่ต้องให้ยากแค่ไหนก็ต้องเดินครับ ถ้าเป้าหมายเราคือต้องการพ้นทุกข์ (นี่คือเป้าหมายของผม)

และที่บอกว่าไม่อะไรประกัน พระพุทธเจ้าท่านรับประกันครับ ว่าถึงแน่ ขอให้เดินถูกทางและมีความเพียรพอเท่านั้นเอง

ผมเชื่ออย่างที่ใน signature ของผมลงไว้ครับ หลวงปู่บอกไว้ได้จับใจมาก ..

Quote from: Hexaphonic on 19  October  2013, 06:39:31 pm

วิธีการหรือคำอธิบายนั้น ผมยังรู้สึกว่ายังเป็นแบบทวิภาวะอยู่
ก็เลยทำให้ผู้สนใจอย่างตัวผมเอง ยิ่งยึดติดในวิธีคิดแบบ"ทวิภาวะ"มากขึ้น

หรือว่าเพราะข้อจำกัดของภาษา ที่ยากจะอธิบายเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตทวิภาวะ?




... นี่ล่ะครับ ประเด็น ผมจึงชวนว่า ลองหาครูบาอาจารย์ดีๆ แล้ว ลองปฏิบัติดูครับ ศึกษา 'ไตรสิกขา' ให้ดี แล้วปฏิบัติประกอบไปด้วย .. ชวนนะครับ

"โลกร้อน ธรรมเย็น"
 

Hexaphonic

20 October 2013, 08:24:49 pm #97 Last Edit: 20 October 2013, 08:30:46 pm by Hexaphonic
Quote from: pee on 03  July  2013, 11:35:36 pm
Quote from: sw on 03  July  2013, 11:15:46 pm
ผมคิดว่า อาเพศทั้งหลายที่เราคุยกันมาทั้งหมดเหล่านี้ จะไม่เกิด เพียงแค่ทุกคนรักษาศีลห้าให้ได้เท่านั้นเอง แค่หลักธรรมขั้นต้นของศาสนาพุทธก็ทำให้โลกน่าอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ได้

ศึกษามากไป รู้มากไปจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อบทแรกภาคปฎิบัติยังไม่ผ่าน บทสองท่องได้ก็ไม่มีประโยชน์


หลวงพ่อที่ผมเคารพ ท่านบอกว่าศีลห้านี่แหละ ยากสุด

ผมไม่ปลื้มหลวงพ่อประยุทธเพราะวันหนึ่ง อาจารย์เจิมสัมภาษณ์ท่านว่า
คนธรรมดาก็รักษาศีลห้า สามเณรรักษาศีลสิบ พระสงฆ์รักษาศีล 227
หมายความว่า เพราะต้องการทำตัวให้เข้มงวดเข้าถึงสัจจะธรรมใช่ใหม
ท่านตอบว่า ใช่....ผมงี้ แทบตกเก้าอี้เลย

หลวงพ่อของผมท่านสอนว่า 227 ข้อน่ะ นรกทั้งนั้น
ผมมาคิดต่อก็เข้าใจเอาเองว่า รักษาทั้ง 227 ข้อ ก็ใช่ว่าจะรักษาศีลห้าได้
อาจารย์เจิมท่านถามแบบนักเศษศาสตร์ แต่อาจารย์ประยุทธกลับตอบแบบเศษศาสตร์เสียงั้น



จากกระทู้อาเพศฯ
ผมว่า..ผมพบครูบาอาจารย์ดีๆแล้วล่ะครับ คือหลวงพ่อที่พี่พีเคารพนี่แหละ!
โดนใจมากๆครับ  :bowdown:  :bowdown:  :bowdown:


ส่วนที่หลวงพ่อประยุทธ์ท่านตอบว่า "ใช่" ท่านคงจะตอบตามหลักการ
ที่นักบวชลาออกจากการครองเรือน ไม่มีอาชีพ/สมบัติพัสถาน กลายเป็นผู้ขอทาน-ภิกขาจาร
เพื่อจะได้เอาเวลาทั้งหมด มาขัดเกลาอนุสัยตนเองแบบเต็มเวลา
โดยหลักการเหล่าบริษัททั้งหลายก็จะถือว่า นักบวชเป็นผู้กระทำในสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่ง คือฝืนกระแสโลก

แต่ในทางพฤตินัยก็ว่าก็ไป การครองสมณเพศอาจจะช่วยหรือฉุดได้ทั้งนั้น และต้องดูพฤติกรรมผู้ตอบด้วย

"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

Quote from: pakorn on 19  October  2013, 08:29:37 pm
มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรครับ ถ้าอยากคิดไปเรื่อยๆ .. ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก .. ความรู้ในโลกไม่สิ้นสุด ยิ่งคิดลึกไปเรื่อย เราอาจจะเครียดมากหรือถึงกับเสียจริตไปก็ได้ .. ถ้าอยากรู้ พระพุทธเจ้าท่านชวนมาค้นหาครับ แต่ต้องตามแผนที่ที่ท่านให้เอาไว้ มาหาดูสิว่าจริงหรือไม่ .. เรากำลังใช้แค่ สุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาครับ ไม่มีทางถึงภาวนามยปัญญาหรอก ถ้าไม่เริ่มเดิน


เห็นด้วยที่สุดครับ เราเรียนวิทยาศาสตร์ ยังต้องมีการทดลอง ก็คือมีภาคทฤษฎี กับภาคปฏิบัติ ควบคู่กันไป จึงจะทำให้เข้าใจความจริง ซึ่งก็คือธรรมได้

ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการศึกษาธรรมโดยใช้หลักวิชาปรัชญา ผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แต่คิดเอาเองว่าวิชาปรัชญากับการศึกษาธรรม ไม่เกี่ยวกันเลย

pee

Quote from: Hexaphonic on 20  October  2013, 08:24:49 pm

ผมว่า..ผมพบครูบาอาจารย์ดีๆแล้วล่ะครับ คือหลวงพ่อที่พี่พีเคารพนี่แหละ!
โดนใจมากๆครับ  :bowdown:  :bowdown:  :bowdown:



ท่านสละโลกไปราวสิบปีแล้ว

น่าเสียดายที่หลังท่านสิ้น กลับเกิดร้าวฉานในหมู่ศิษย์
คือท่านทราบล่วงหน้าว่าท่านจะไม่เน่าเปื่อย จึงเตรียมศิษย์หาให้จัดการร่างของท่านไว้ครบทุกอย่าง แต่แล้ว พอสำเร็จพิธีกรรม ก็เกิดศึกแย่งสังขารกลายเป็นข่าวใหญ่ น่าเสียดายที่ท่านพร่ำสอนมานาน หาได้ขัดเกลาคนบางคนได้ไม่