• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
14 October 2019, 03:38:47 pm

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


หนังสือใกล้มือ..

Started by Hexaphonic, 07 April 2013, 11:21:40 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

อย่างเรื่องคำพิพากษาล่ะ
ก็อ้ายตัวนั้นมันเป็นภารโรงโรงเรียนช่างศิลป์ไม่ใช่เหรอ ใช่ไหมล่ะ (ฮา) จะมาเอาอะไรกับผม มันก็ดี ออกมาเป็นละครโทรทัศน์ได้ก็น่าดู


ตรงนี้แกคงได้เบื้องหลังจากลูกชาย หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนที่ช่างศิลป์อญู่ระยะหนึ่ง
ผมทันแก แต่ไม่ได้เรียนด้วย เพราะแกสอนปีสามแต่ผมออกตอนปีสอง

เรื่องไอ้ฟัก ตัวจริงเป็นภารโรงช่างศิลป์ หน้าตายับยู่ยี่ เห็นก็รู้ว่าขี้เมา
แกชื่อฟืด (ที่ใช้เป็นวลีว่า หายใจฝื่ดฝั่ดนั่นแหละ) อายุอานามก็คงจะเกิดราว 2490 หรืออ่อนกว่านั้นหน่อย
พ่อแกเป็นภารโรงมาก่อน ฟื่ดก็อยู่กับพ่อตามมาทำงานตั้งแต่เด็ก แล้วก็เลยได้รับบรรจุ

ตอนที่ผมเข้าเรียนนั้น พ่อแกตายไปสักพักแล้ว แกอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งขี้เมาพอกัน
ในที่สุดก็ได้แม่เลี้ยงเป็นเมีย แต่แม่เลี้ยงไม่ได้เอ๊กส์ขนาดน้องบงกชหรอกนะ ตัวผอมเหมือนตะเกียบ
เมาขึ้นมา บางทีก็มาตามไอ้ฟืดที่โรงเรียน บางทีก็มาทะเลาะกัน

แกไม่ค่อยเต็ม ก็เลยก่อวีรกรรม ยืนอยู่ตรงลานพระพิฆเณศ ถลกผ้าถุงให้เด็กทั้งโรงเรียนดู
แต่ผมว่าฟืดมันไม่ได้สนใจอะไรหรอก ตัวเองก็ไม่ค่อยเต็มเหมือนกัน
เมาขึ้นมา ก็เดินเข้าห้องเรียน แอ๊คว่าเป็นอาจารย์ก็เคย

จะว่าไปแล้ว แกก็มีบุญคุณกับนักเรียนศิลปะหลายสิบรุ่นนะครับ
หน้าที่ในการเตรียมดินปั้นทั้งหมด ฟืดเป็นคนรับ ซึ่งเป็นงานหนักไม่ใช่เล่น
เรียนครั้งนึงราวๆ 40 แป้น พอให้คะแนนแล้ว
ฟืดจะต้องขูดดินจากแป้นลงเก็บในอ่างดิน เพื่อใช้กับชั้นเรียนต่อไป
เลิกเรียน 4 โมงเย็น ต้องเก็บต่ออีกสองชั่วโมงถึงจะได้กลับบ้าน

พวกเรารักแกกันทั้งนั้น บางทีก็พาไปกินเหล้าด้วย

Hexaphonic

Quote from: pee on 13  May  2013, 07:55:38 am
อย่างเรื่องคำพิพากษาล่ะ
ก็อ้ายตัวนั้นมันเป็นภารโรงโรงเรียนช่างศิลป์ไม่ใช่เหรอ ใช่ไหมล่ะ (ฮา) จะมาเอาอะไรกับผม มันก็ดี ออกมาเป็นละครโทรทัศน์ได้ก็น่าดู


ตรงนี้แกคงได้เบื้องหลังจากลูกชาย หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนที่ช่างศิลป์อญู่ระยะหนึ่ง
ผมทันแก แต่ไม่ได้เรียนด้วย เพราะแกสอนปีสามแต่ผมออกตอนปีสอง

เรื่องไอ้ฟัก ตัวจริงเป็นภารโรงช่างศิลป์ หน้าตายับยู่ยี่ เห็นก็รู้ว่าขี้เมา
แกชื่อฟืด (ที่ใช้เป็นวลีว่า หายใจฝื่ดฝั่ดนั่นแหละ) อายุอานามก็คงจะเกิดราว 2490 หรืออ่อนกว่านั้นหน่อย
พ่อแกเป็นภารโรงมาก่อน ฟื่ดก็อยู่กับพ่อตามมาทำงานตั้งแต่เด็ก แล้วก็เลยได้รับบรรจุ

ตอนที่ผมเข้าเรียนนั้น พ่อแกตายไปสักพักแล้ว แกอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งขี้เมาพอกัน
ในที่สุดก็ได้แม่เลี้ยงเป็นเมีย แต่แม่เลี้ยงไม่ได้เอ๊กส์ขนาดน้องบงกชหรอกนะ ตัวผอมเหมือนตะเกียบ
เมาขึ้นมา บางทีก็มาตามไอ้ฟืดที่โรงเรียน บางทีก็มาทะเลาะกัน

แกไม่ค่อยเต็ม ก็เลยก่อวีรกรรม ยืนอยู่ตรงลานพระพิฆเณศ ถลกผ้าถุงให้เด็กทั้งโรงเรียนดู
แต่ผมว่าฟืดมันไม่ได้สนใจอะไรหรอก ตัวเองก็ไม่ค่อยเต็มเหมือนกัน
เมาขึ้นมา ก็เดินเข้าห้องเรียน แอ๊คว่าเป็นอาจารย์ก็เคย



อ้าว..อย่างนี้เมียไอ้ฟักก็เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะทั้งคู่เลยนะเนี่ย
ทั้งเมียไอ้ฟักตัวจริง(เมียภารโรง)
กับเมียไอ้ฟักในหนัง(แต่งกับเจ้าสัวรักงานศิลป์)
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

อ้าว

เพิ่งรู้ว่าเจ้าสัวดีแตก ชื่อ ฟัก


555555

Hexaphonic

13 May 2013, 06:17:54 pm #43 Last Edit: 31 May 2015, 10:36:38 pm by Hexaphonic
Quote from: pee on 13  May  2013, 05:39:06 pm
อ้าว

เพิ่งรู้ว่าเจ้าสัวดีแตก ชื่อ ฟัก


555555



สาาาธุ(นะจ๊ะ) อิๆ

:bowdown:  :bowdown:  :bowdown:
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

14 May 2013, 11:35:01 pm #44 Last Edit: 20 May 2013, 05:30:57 am by Hexaphonic
ผมพิจารณาผลงานของอาจารย์ปู่แล้ว

1.ผมยังยืนยันว่าท่านอาจารย์ปู่ดัดจริต ซึ่งเราๆท่านๆอาจจะทำได้แค่ดัดจริตเฉยๆ
แต่ว่าท่านอาจารย์ปู่ไม่เพียงดัดจริต แต่ท่านดัดหอกทมิฬไปด้วยพร้อมๆกัน(เอาไว้แทงใครหนอ?) ตัวอย่างก็นี่ไง...

.......
อย่างเรื่องหลายชีวิตนี่ อาจารย์เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมหรือเปล่า

กฎแห่งกรรมไม่มี คุณอย่ามาพูด คำนี้มันยั่วโมโหผม นี่ภาษาคนสมัยใหม่ โง่ที่สุด คนไม่รู้ธรรมะ กฎแห่งกรรมมีได้อย่างไร ไหนคุณว่ามาซิ

ผมก็ไม่ทราบ

อ้าว ก็นั่นนะซิ คนโง่ไม่รู้ธรรมะ มันไม่รู้ศาสนาแล้วชอบมาอวดเก่ง กรรมไม่ได้เป็นกฎ กรรมเป็นข้อเท็จจริงเป็นหลักธรรมชาติ คุณทำอะไรไปคุณต้องได้ผลอย่างนั้น ไม่ใช่กฎ กฎนั่นต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์กำนด ต้องพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้ามานั่งเสียเวลากำหนดกเกณฑ์ ใหญ่อะไรมาคุณนะ ถึงพระเจ้าต้องมาลงทุนสร้างกฎ ถึงต้องลงทุนสร้างสวรรค์สร้างนรก คุณใหญ่อะไรมา (โกรธ) มันเป็นของธรรมชาติทำอะไรมันก็ได้ผลอย่างนั้น ปลูกมะม่วงก็ได้กินมะม่วง ปลูกมะพร้าวก็ได้กินมะพร้าว ทำชั่วก็ต้องชั่ว ทำดีผลก็ต้องดี เรื่องมันอย่างนั้น

........
(ท่านอายุมากแล้ว หอกก็แข็ง ก็เลยหงุดหงิดนิโหน่ย)

2.ท่านเล่นโขนธรรมศาสตร์ สวมบทเป็น"ทศกัณฐ์" แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่าท่านเป็น"หนุมาน"ต่างหาก
แต่เป็นหนุมานที่ช่วงบั้นปลายชีวิตมีอารมณ์อกหักนิดๆ

3.ผมคงจะต้องถือว่าท่านเป็นครูของผมอีกคนหนึ่งซะแล้ว อิๆ  :bowdown:
เพราะผลงานของท่านช่วยให้ผมเห็นอะไรๆได้ชัดขึ้น
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

15 May 2013, 03:55:32 pm #45 Last Edit: 31 May 2015, 10:38:13 pm by Hexaphonic
ผมว่าที่กำจัดเหลี่ยมไม่ได้ซักที คงเป็นเพราะทางฟากอนุรักษ์นิยม ผลิตคนอย่าง"หนุมานอาจารย์ปู่"ออกมาน้อยเกินไป
แต่ถ้าหากการผลิตหนุมานอาจารย์ปู่ออกมาเยอะๆ มันเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย
อย่างน้อยก็ควรจะผลิตคนอย่าง"แม่ช้อยที่อ่านหนังสือแตกตั้งแต่ยังจำความไม่ได้"ออกมาให้เยอะๆหน่อย
รับรองว่าป่านนี้เหลี่ยมคงจะหมดเหลี่ยมหมดฤทธิ์ไปแล้ว

ซึ่งผมว่าการจะผลิตหนุมานอาจารย์ปู่ออกมาเยอะๆ ภายใต้ระบอบอนุรักษ์ มันยากมากๆ
เพราะยุทธศาสตร์ในการปกครองของทางฟากฝ่ายนี้ เขาเน้นหนักไปที่
"ทำอย่างไรก็ได้ ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ"
และผู้คุมระบบคงไม่อยากจะผลิตหนุมานออกมามากเกินไปหรอก
เพราะมันเสี่ยงต่อการคอนโทรลหนุมานหลายๆตน แค่ตนเดียวอันเดียวก็ป่วนจะแย่

จากผลข้างเคียงของแรงเฉื่อยเนือยมันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
สังคมนี้มันก็เลยมีแต่"แม่พลอยปากพล่อยพยัก" แต่ชอบขันอาสาไปรบกับยักษ์


การกำจัดเหลี่ยม ก็เลยต้องพึ่งพาลิงหลอกเจ้าอย่าง..."หนุมานเเบลคเมล์" อิๆ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

pee

Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 03:55:32 pm
ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ


อธิบายแรงเฉื่อยที่ว่านี้หน่อยดิ น่าสนใจครับ

ความเห็นของผมนั้น โรคเหลี่ยมเป็นพิษ มันเป็น "อาการ" (symptom) ของประเทศ
แล้วก็ไม่ได้เกิดจากเหลี่ยม เพราะมันมีอยู่เดิม ขอเพียงเจอการติดเชื้อที่พอเหมาะ อาการก็กำเริบ
แม้เหลี่ยมตาย หรือไม่มี อาการก็ไม่หายขาดครับ

เพราะประเทศนี้ อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475

Hexaphonic

15 May 2013, 05:36:51 pm #47 Last Edit: 31 May 2015, 10:39:05 pm by Hexaphonic
Quote from: pee on 15  May  2013, 04:09:42 pm
Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 03:55:32 pm
ให้สังคมมีแรงเฉื่อยทางวัฒนธรรมมากๆ จะได้คอนโทรลง่ายๆ


อธิบายแรงเฉื่อยที่ว่านี้หน่อยดิ น่าสนใจครับ

ความเห็นของผมนั้น โรคเหลี่ยมเป็นพิษ มันเป็น "อาการ" (symptom) ของประเทศ
แล้วก็ไม่ได้เกิดจากเหลี่ยม เพราะมันมีอยู่เดิม ขอเพียงเจอการติดเชื้อที่พอเหมาะ อาการก็กำเริบ
แม้เหลี่ยมตาย หรือไม่มี อาการก็ไม่หายขาดครับ

เพราะประเทศนี้ อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475







ซึ่งโรคเหลี่ยมเป็นพิษ เป็น subset ของโรคกบฎผีบุญ นั่นเอง ก็เหมือนการยกทัพไปปราบเจ้าเมืองในอดีตนั่นแหละ

ถ้าพูดถึงความอ่อนแอในหลักรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ว่าประเทศนี้อ่อนแอมาตั้งแต่ 2475 หรอกครับ
อ่อนแอมา..นมนานกาเล กว่านั้นอีก จะว่าไปประเทศในภูมิภาคนี้ทั้งหมดนั่นแหละ อ่อนแอทางการบริหารจัดการอันนี้
ดูเหมือนจะเป็นลักษณะร่วมของประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ที่ไม่เก่งในวิชารัฐศาสตร์
แต่เดิมพวกนี้ส่วนใหญ่ มักใช้การปกครองระบอบ "ผีฟ้าพญาแถน"
อาจเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติรึเปล่า?

วันก่อนเคเบิ้ลทีวีเอาสารคดีโลกร้อนของ อัล กอร์ มาฉาย มีประโยคหนึ่งในนั้นว่า...
"ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่ยากจน อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์" จริงไม่จริง ลองพิจารณาดู



ชนชั้นปกครองในภูมิภาคนี้นำเข้า "เทคโนโลยีทางรัฐศาสตร์" จากอินเดียบ้าง...อาหรับบ้าง...
อันเป็นเทคโนโลยีทางการปกครองที่เหนือกว่าล้ำกว่าระบอบผีฟ้าพญาแถนไปอีกระดับ
ซึ่งถ้าสังคมไม่นิ่งไม่เฉื่อย เทคโนโลยีรัฐศาสตร์โบราณจะใช้ไม่ได้ครับ และตัวระบบระบอบอนุรักษ์ก็จะรักษาสถานะเอาไว้ไม่ได้

หากจะพูดถึงความอ่อนแอของประเทศนี้แบบเหมายกเข่ง ผมว่ามันไม่ถูกต้อง
คือต้องพูดว่า "มีทั้งส่วนที่อ่อนแอ และส่วนที่เข้มเเข็ง"
อย่างที่พี่ตั้งข้อสังเกตในกระทู้ วัฒนธรรมสามระดับ นั่นแหละครับ.
"คุณหลอกดาว" :sad2:

sw

Quote from: Hexaphonic on 15  May  2013, 05:36:51 pm
วันก่อนเคเบิ้ลทีวีเอาสารคดีโลกร้อนของ อัล กอร์ มาฉาย มีประโยคหนึ่งในนั้นว่า...
"ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่ยากจน อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์" จริงไม่จริง ลองพิจารณาดู


เห็นด้วยครับ คงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์นี่แหละ ที่ทำให้คนแถบนี้ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร ก็มีกินอยู่ได้ คงต้องให้ทรัพยากรโดนฮุบซะให้หมดก่อน ถึงจะค่อยมาดิ้นรนทำมาหากิน

pee

ผมไม่ค่อยปลื้มหนังของกอร์ มันบอกความจริงจากมุมตัวเอง
แล้วยังจริงครึ่งเดียวอีก

Hexaphonic

15 May 2013, 07:24:14 pm #50 Last Edit: 15 May 2013, 07:31:23 pm by Hexaphonic
Quote from: pee on 15  May  2013, 06:53:31 pm
ผมไม่ค่อยปลื้มหนังของกอร์ มันบอกความจริงจากมุมตัวเอง
แล้วยังจริงครึ่งเดียวอีก



ผมว่ามันคือหนังสร้างราคานักการเมืองที่ดูเข้าท่าที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูเลยนะครับ
เคเบิ้ลแถวบ้านผม เอามาฉายซ้ำเป็นสิบรอบแล้วมั้ง แต่ไม่เคยดูจบเลย

ต่อให้ดูจบก็เท่านั้นแหละครับ ยังล้างผลาญกันเหมือนเดิม
อีหรอบเดียวกับถุงผ้าลดโลกร้อนนั่นแล ของช้อปปิ้งในถุงผ้านั่นแหละตัวดีเลย

แต่ประโยคนั่นมันน่าคิดเหมือนกัน และอีกอย่างความเท็จแบบยกเมฆ 100% ยังเชื่อกันได้
อันนี้มีความจริงอยู่ตั้งครึ่ง ถือว่ามากแล้วนะคร๊าบบ
 
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

06 June 2013, 04:33:23 pm #51 Last Edit: 06 June 2013, 08:27:54 pm by Hexaphonic
สำหรับผม ถ้าจะยกตัวอย่างหนังสือที่สร้างความหลอนในระดับเดียวกับ The Village (2004)  ผมว่าเล่มนี้แหละ
ปีกัสโซ....อัจฉริยภาพและสัญชาตญาณมืด PICASSO Creator and Destroyer




อ่านจบอย่างทุลักทุเล และพออ่านจบ ก็แทบจะเป็นโรคซึมเศร้ากันเลยทีเดียว
ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเป็นคนใกล้ตัวปิกัสโซ...
ที่ต้องจำยอมรับสภาพการถูกกดทับ ภายใต้ภูผามหาอัตตาของ...มนุษย์ที่เหนือมนุษย์?
การตกอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องโคจรรอบศูนย์กลางจักรวาลของท่าน ทุกวัน ตลอดเวลา มันจะเป็นยังไง?
โอ...นึกแล้วมันช่างสยองจริงๆ

"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

06 June 2013, 04:46:12 pm #52 Last Edit: 06 June 2013, 05:30:35 pm by Hexaphonic
ผมว่านี่คือมนุษย์ที่มีพลังงานมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่เฉพาะในวงการศิลปะ แต่นับรวมถึงมนุษยชาติทั้งหมดเลยล่ะ


http://kangalala.wordpress.com/2006/11/26/เรื่องของสองอัจฉริยะ-ศ/
"คุณหลอกดาว" :sad2:

prisna

ผมว่านี่เป็นหนังที่ท้าทายสังคมที่สุดเรื่องหนึ่งแล้วครับ




ขอบอกว่าสแกนดูคร่าวๆ ก่อนก็ได้ครับ
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Hexaphonic

07 June 2013, 06:53:35 am #54 Last Edit: 31 May 2015, 10:39:43 pm by Hexaphonic
อ่าว เงียบกันไปหมดเลย
หรือว่า กำลังติดหนังเซิร์บ
ฮาา ล้อเล่ง


ดูแล้วครับ แหวะๆๆ แต่ก็พยายามลากประเด็นไปในแนวรัฐศาสตร์
ผมว่า ที่ท่านผู้กินกับ ใส่ฉาก Newborn Porn(นัยยะแฝง การเกิดของประชาชนภายในรัฐ)
กับฉากที่ครอบครัวของนาย Milos ถูกกระทำทางเพศ(ครอบครัว:หน่วยย่อยที่สุดของรัฐ ถูกย่ำยี) ลงไปในหนัง
คงจะหมายถึง..แกชิงชังมาตุภูมิของตัวเอง ก็เลยเอาชื่อประเทศตัวเองเป็นชื่อหนัง และก็สร้างหนังแรงๆแบบนี้ฟ้องโลกมันซะเลย

ผมว่าต้องศึกษาภูมิหลังของเผ่าพันธุ์ผู้สร้างหนังด้วย ว่าอะไรเป็นปม เป็นความคับแค้น จนต้องสร้างหนังแบบนี้
ประวัติศาสตร์ของพวกสลาฟที่อยู่แถบๆอดีตยูโกสลาเวียและรอบๆ ศึกษาดูแล้วก็น่ากลัวมากๆครับ
ฆ่ากันเองบ้าง โดนมหาอำนาจรอบๆผลัดกันกดขี่บ้าง
เผด็จการหลายๆตนก็เป็นชาวสลาฟ เหมือนกับเคยอ่านเจอว่า แถบนี้เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุหลายครั้ง
"คุณหลอกดาว" :sad2:

prisna

หนังเรื่องนี้ ทีแรกผมก็ไม่รู้จักครับ แต่นักเขียนส่งต้นฉบับมาให้อ่านก็เลยสนใจว่ามันจะเป็นยังไง
พอได้ดูถึงพอจะเข้าใจว่า การสะท้อนความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาหนังนี่ มันสุดแล้วแต่ว่า ผู้กำกับจะนำเสนอออกมาแนวไหน
เท่าที่อ่านมา หนังเรื่องนี้ต้องหอบเอาฟิล์มที่ถ่ายแล้ว ไปพิมพ์ในประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเพศ
เพราะเคยจะถูกจับหลายหนจากบางประเทศที่เข้มงวดเรื่องนี้
สำหรับผู้แสดงนำทั้งตัวเอกและตัวโกง เป็นดาราระดับแนวหน้าของประเทศเซอร์เบีย เห็นว่าพอเห็นบทปุ๊บ รับเล่นทันที
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังใต้ดิน เพราะนำไปฉายในเทศกาลหนังมาแล้ว ได้รับทั้งคำชมและก้อนอิฐ

ผมคิดง่ายๆ หลังจากที่ได้ดูแล้ว คือ...

1. หนังใช้เรื่องเพศ ซึ่งบางประเทศแม้จะเปิดกว้างเรื่องนี้ เรื่องเพศก็ยังถือเป็นเรื่องลับๆ
เปรียบเสมือน 'รัฐ' ที่มักแอบซ่อนเรื่องไม่ดีเอาไว้ และยิ่งเป็นเซ็กซ์แบบ sadism และ masochism ก็ยิ่งเหมือนความเลวร้ายในกระทำของรัฐมีมากขึ้นไปอีก

2. การเสนอให้ตัวเอกกลับมาแสดงหนังโป๊ โดยไม่ให้รับรู้ว่าบทเป็นอย่างไร ด้วยการเสนอเงินก้อนโตให้สบายไปทั้งชีวิต
ก็คล้ายกับเอาเงินมาลวงล่อประชาชน โดยไม่ให้ประชาชนรู้ว่ารัฐจะทำอะไรทำนองนั้น (ไม่อยากพาดพิงมาการเมืองบ้านเราครับ ถือเป็นทั่วๆ ไปก็แล้วกันนะครับ)

3. แม้ตัวเอกจะรู้สึกตะหงิดๆ กระทั่งสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้กำกับ แต่เมื่อไม่กระจ่างชัดก็เลยตามเลย เหมือนประชาชน แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่พยายามจนถึงที่สุด

4. ฉากการร่วมเพศต่างๆ ก็น่าจะเหมือนการกระทำของรัฐที่ย่ำยีประชาชนในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่สถานการณ์ แล้วกรอกหูประชาชนว่า มันอย่างโน้นอย่างนี้

5. ฉากเด็กแรกเกิด ผมคิดง่ายๆ เลยว่า ประชาชนถูกย่ำยีมาตั้งแต่แรกเกิดโดยรัฐ

6. ฉากท้ายๆ ที่ตัวเอกถูกมอมยา ก็เหมือนเมื่อประชาชนถูกมอมเมามากๆ ก็ไม่คิดอะไรแล้ว แม้แต่สิ่งที่ควรจะสงสัย อย่างคนที่ถูกคลุมหัวไว้ แล้วโผล่แต่ท่อนล่างออกมา
แทนที่จะตรวจสอบ แต่ ณ เวลานั้น สติสัมปชัญญะและวิจารณญาณไม่มีแล้ว กลายเป็นเหมือนสัตว์ป่าก็ต้องถูกจูงจมูกด้วยรัฐ กลายเป็นว่าแม้กระทั่งครอบครัวตัวเองก็ยังทำร้ายได้

7. แต่เมื่อรู้ว่าได้ทำร้ายครอบครัวตัวเอง ความรู้สึกก็กลับคืนมา คล้ายกับการต่อต้านรัฐ

8. เมื่อรัฐถูกประชาชนต่อต้าน แทนที่จะยอมรับผิด แต่ก็ยังบ่ายเบี่ยง อย่างในหนัง ผู้กำกับก็บอกว่า... นี่มันเป็นแค่หนังนะ
ถ้าเป็นภาษารัฐ ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรดีครับ

9. เมื่อครอบครับกลับมาอยู่ด้วยกัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมบ้าน แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องยุติชีวิตทั้งครอบครัว
เปรียบไปแล้ว ท้ายที่สุดผลกระทบก็ยังตกอยู่กับประชาชน

10. ไอ้ที่ร้ายที่สุดก็คือ เชื้อชั่วไม่มีวันตาย

ผมคิดได้ประมาณนี้ล่ะครับ


"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Hexaphonic

07 June 2013, 07:27:47 pm #56 Last Edit: 14 June 2013, 06:14:30 am by Hexaphonic
 :thumbup:  :thumbup:  :thumbup: 
ผมว่าปัจจุบันสังคมมนุษย์ มันซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ชุดความคิดแบบจารีตเดิมๆแล้วล่ะครับ
ถ้าดูหนังแนวนี้ผ่านแว่นศีลธรรม ก็จะเห็นแต่เซ็กส์ ความรุนแรง ความชั่วร้าย
จะแก้ปมปัญหาได้ ก็ต้องหลุดจากแรงเฉื่อยให้ได้ซะก่อน


อยากรู้จริงๆว่าชาวเซิร์บเขาคิดยังไงกับหนังเรื่องนี้?

"คุณหลอกดาว" :sad2:

jtr

ในฐานะจำเลย
กระผม ขอเรียนท่านประธานที่เคารพว่า..
กระผม"เป็น" ไอ้ฟักครับ

และท่านก็"เป็น" ไอ้ฟัก ของ ไอ้ฟักที่ครอบงำท่านอีกทีนึง โดยที่คนนั้นอาจจะรู้ หรือไม่รู้ ว่าตัวเขาเอง ก็โดน ฟัก อัพ ขึ้นอีกทีนึง...
การดื่มเหล้า จึงเป็นทางเดียว ที่เข้าตรงถึงปัญญาการรับรู้ของกระผม
มันแน่วแน่เที่ยงตรง ไร้อคติ มีความสม่ำเสมอ และทัดเทียม โดยมิต้องผ่านกระบวนการคิดตรึกตรอง เรื่อง จิต วิญญาน สังขาร เวทนา ใดๆทั้งสิ้น

ดื่มมัน แล้วเมา นอนหลับ

จึงเรียนท่านประธานมาเพื่อชวนไปก๊งเหล้าครับ
ไอ้ฟัก
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Hexaphonic

07 June 2013, 09:03:36 pm #58 Last Edit: 31 May 2015, 10:41:18 pm by Hexaphonic
เผลอเป็นไม่ได้นะครับท่านพี่ จะร่ำสุราใต้เงาจันทร์อังคารพุธ อีกแระ

ผมว่าท่านพี่น่าจะลองเปลี่ยนแนวดูบ้างนะขอรับ
แนะนำ "เปโยติ" ขอรับ คือมันเป็นตะบองเพชรพันธุ์หนึ่งในเม็กซิโก
ญาติผมเล่น(เลี้ยง)ตะบองเพชร ถามแก แกบอกว่าจตุจักรเคยมีขาย?
เขาว่าเสพตุ่มของตะบองเพชรนี้แล้ว จะช่วยให้ไปถึงดาวดึงส์ดึ๋งดั๋งได้โดยง่าย

http://olddreamz.com/bookshelf/ixtlan/preface.html


พอหมดฤทธิ์เปโยติ ก็ล้างพิษด้วยไอศครีมจากขั้วโลกเหนีย 55555




อ่อ...ใน Cloud Atlas มีพูดถึง "คาร์ลอส คาสตาเนด้า"ด้วยนิ
กำลังคิดจะแนะนำหนังสือเล่มนี้พอดี นี่ก็เหมือนกัน แบบว่าอ่านแล้วเหมือนถูกกระชากหนังหัวประมาณนั้นเลย
ผมว่ามันคือ"ปรมัตถ์สภาวะนอกแดนพุทธภูมิ" แต่ถ้าจะบอกว่าแหล่งอารยธรรมนั้นอยู่นอกแดนพุทธภูมิก็ผิดอีกแหละ
เพราะที่ไหนๆก็เป็นแดนพุทธภูมิได้...หรือในทางกลับกัน(ถ้าสังคมนั้นมันมีแต่เพียงรูปแบบ)


ความจริงแท้นั้นเป็นสากล ไม่ว่ามันจะถูกปิดทับไว้ด้วยชื่อเรียกตามบัญญัติภาษา จารีตประเพณี หรือลัทธิศาสนาใดๆ
ต่อเมื่อใดที่ "เห็น" เนื้อแท้ของมันแล้วก็ไม่มีอะไรต่างกัน
เว้นเสียแต่เราจะถูกครอบงำและยึดมั่นอยู่กับ"คำอธิบายโลก"ของแต่ละสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น.
"คุณหลอกดาว" :sad2:

prisna

ช่วงนี้ ไม่ต้องเมา สติก็ไม่ค่อยมีอยูแล้วครับพี่  :lol:
แต่พักนี้บ้าหอยมากเลยพี่ กินทุกวันหยุด  :dribble:
อ๊ะๆๆ อย่าคิดไปไกลครับ หอยแมลงภู่แช่แข็ง ตัวใหญ่ๆ จากนิวซีแลนด์
ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต เอามานึ่งกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด แกล้มเบียร์  :beer:
อร่อยง่ายๆ สบายกระเป๋า
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์