• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
15 November 2019, 09:55:36 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


Re: ดูจบ..แต่เหมือน(หนัง)ยังไม่จบ

Started by Hexaphonic, 04 June 2013, 10:53:39 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Hexaphonic



"เคยดู สตาร์ วอร์ส EPISODE 3: ซิธชำระแค้น (Revenge of the Sith) กันไหมครับ?

สุดท้ายคนทั้งสาธารณรัฐกาแลคติคก็ถูกทำให้กลัวและยอมให้มีการทำกองทัพโคลนขึ้นมา
เพื่อจัดการกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และสุดท้ายหลักการทั้งหมดก็ถูกทำลาย
มีการมอบอำนาจให้กับจักรพรรดิแห่งความมืด
ที่ใช้พลังด้านมืดจัดการสถานการณ์

ในที่สุด จักรพรรดิและพวกซิธ (ผู้ใช้พลังด้านมืด)
ก็หันกลับมาจัดการกำราบเจไดทั้งหมด
แล้วก็ปกครองกาแล็คซี่ด้วยอำนาจเผด็จการ พร้อมกับการยอมมอบตน
เพราะกลัวสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรักให้กับด้านมืดของเจไดคนหนึ่งที่น่าจะมีพลังที่สุด

ใช้เวลาหลายปีกว่า "เจไดหนุ่ม" จะเกิดขึ้น
เขาคือเจไดคนสุดท้ายที่เราไม่รู้ว่าตอนนี้ เขามีตัวตนหรือไม่
และเวลาในการฟื้นฟูกาแล็คซี่นั้น ยาวนานเหลือเกิน
(แรงบันกาลใจจากสเตตัสที่บังเอิญไปเห็น)"


.....ความเห็นของคุณ Sujane Kan





หนังจำพวก Space Sci-Fi Fantasy..Action Hero..หนังจอมยุทธกำลังภายใน
หนังพวกนี้สำหรับผม มันจบแล้วครับนาย!
มันจบในแง่ที่ว่า ผมไม่รู้สึกดื่มด่ำกำซาบในฉากต่างๆของพวกมันอีกต่อไป
แต่ความสงสัยเกี่ยวกับหนังพวกนี้ ยังจะมีต่อไปอีกเรื่อยๆ ยังไม่จบ

มันจะเป็นไปได้หรือครับ ที่โลกอนาคตอย่างใน Star Wars
ยังจะมีทรราชย์อย่าง ดาธเวเดอร์ หรือ พัลพาทีน มาผุดบังเกิดในสังคมมนุษย์อีก?

ถ้าเป็นเช่นนั้น ถามว่ามนุษยชาติจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นทำไม? เพื่ออะไร?
จริงๆแล้วต้องถามว่า พระเจ้าหรืออะไรก็ตาม จะยอมให้มนุษย์พกเอาความหยาบช้าไปยังโลกอนาคตหรือ?

ผมว่า กว่าจะไปถึงจุดนั้น มนุษยชาติคงจะทำลายตัวเองซะจนไม่เหลือซากหรอกครับ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

สตาร์ วอร์ส ผมก็เฉยๆดูได้ แต่ไม่ได้จะต้องติดตาม

เดอะวินเลจ ก็ดีนะครับโดนหลอกแบบสนิท เหมือนเดะซิ๊กเซ็นซ์ นั้นแหล่ะ สไตน์ของผู้กำกับเค้า

แต่การดูหนังของผม เมื่อก่อนก็ดูแบบตามใจฉัน ไม่ค่อยมีหลักอะไรเท่าไหร่ เน้นที่สนุก มันส์ โน้มน้าวเราได้ก็พอแล้ว แต่พอได้มาอ่าน gm2000 ที่คุณ ย่งศักดิ์ หล่อวิริยะกุล นักวิจารณ์หนัง
ผมเลยได้หลักการดูหนังมาจากท่านครับ หนังดราม่า ดูแล้วต้องอินตาม ถึงจะเป็นดราม่าที่ดี หนังแอ็คชั่นอย่าดูให้เป็นดราม่า แต่เน้นให้ตื่นตา มันส์เกินจริงถึงจะสนุก ซึ่งก็มีอีกหลายแนวผมก้จำไม่ค่อยได้แล้ว

หนังที่ผมซื้อมา หากเป็นพวกดราม่า ถ้าช่วงเวลานั้นยังไม่พร้อมที่จะดูหนังแนวนี้ ก็จะยังไม่หยิบมาดูครับ ให้อยากๆก่อน จะได้อินตามได้ (หนังส่วนใหญ่ก็หาดูที่เวบบางเวบมีวิจารณ์มาบ้างแล้ว ไม่ใช้ซื้ออย่างเดียว)
ผมเลยดูหนังได้สนุกแบบหนังสไตน์นั้นๆ ไม่อยากเอามาเปรียบเปรยในทางอ้อม หรืออย่างหนังไทยยุคนี้  ที่มักมีโฆษณาสินค้าแฝงในตัวหนัง เช่นแช่ภาพที่สินค้านั้นๆ ไม่รู้ความคิดใคร แต่ผมว่ามันผิดจรรยาบรรณ
ที่คนทำหนังไม่น่าทำ ยิ่งละคร ซิจคอม นี่มีให้เห็นตลอด น่าอายหง่ะ


Hexaphonic

ผมก็ไม่ใช่สาวก Star Wars หรอกครับ
แต่ที่ดูเนี่ย คงเพราะเป็นกระแส แบบว่าต้องดูให้ได้ เด๋วตกกระเเส
Star Wars 1 2 3 ผมก็ตามดูทุกภาค
จำได้ว่าภาค 2 3 เช่า Video Tape มาดูที่บ้าน

ซึ่งก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ คือว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่
รู้แต่ว่าเป็นแนวธรรมะชนะอธรรม ทำนองนั้น
กับเคยอ่านเจอมาว่า จอร์จ  ลูคัส  เอาพล็อตเรื่องมาจากคติวรรณกรรมทางเอเชีย
อย่างรามายณะ หรือภควัตคีตา ศึกชิงนาง อะไรประมาณนั้น ก็คิดว่า Star Wars คงจะมีภาพรวมอย่างนั้นมั๊ง

มาถึงภาค Episode 1 (1999 )
ผมก็ดูนะ เพราะตอนนั้นโฆษณาแรงจริงๆ
(จะว่าไปยุคนั้นเป็นยุคที่การโฆษณาหนังโรง มันสร้างกระแสได้แรงจริงๆ โดยเฉพาะหนังจาก Hollywood)

เมื่อหนังจบ ออกมาจากโรง ผมก็รู้สึกเหมือนเดิมคือก็ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง ก็คงออกแนวธรรมะชนะอธรรมอีกละ
แต่ในปีถัดมา เมื่อผมได้ดู Gladiator (2000) มันทำให้ผมย้อนนึกถึงฉากใน Star Wars Ep1
ที่มีฉากอนาคินแข่งกีฬาขับยานไล่ล่าแข่งกันกับชาวสมาพันธ์กาแลคติค ผมถึงกับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า...
"เฮ่ย...พวกสมาพันธ์กาแลคติคแม่งเหมือนพวกโรมันเลยว่ะ ยังชอบดูมหรสพในโคลอสเซี่ยมแบบแพ้คัดออกอยู่อีกรึนี่?"

หลังจากปี 2000 ผมก็ไม่ได้ติดตาม Star Wars อีกเลย




อ่อ...ผมคิดว่าการชมมหรสพกีฬาของมวลมนุษย์ชาติในทุกวันนี้ ก็เหมือนกับยุคโรมันนั่นแหละ
มันคงฝังลึกอยู่ในพันธุกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคบาบาเรี่ยน แบบว่า ออกไปแนวๆคลั่งไคล้บูชานักล่าประจำเผ่า
แต่ผมว่าในโลกอนาคตอันไกลโพ้น พวกเขา..มนุษย์ในโลกอนาคต..คงไม่น่าจะมีกิจกรรมชมเกมกีฬากันหรอกนะ
(ในเงื่อนไขที่ว่า ตอนนั้นสังคมอารยธรรมมนุษย์ยังคงมีอยู่นะ อิๆ)

และมันทำให้ผมคิดต่อไปอีกว่า การที่มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยธรรมขั้นสูงในเรื่อง Predator
มีกิจกรรมกีฬาไล่ล่าหัวมนุษย์โลกหรือตัวเอเลี่ยน มันช่างเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเลย คือผมเชื่อไม่ลงจริงๆ

"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien

อูยๆ พุดถึง Predator ภาคแรกนี่หนุกมากๆ ตัดเรื่องความเป็นจริงออกไปเลย ชอบครับเรื่องนี้ รู้เขารู้เรา ไม่จำเป็นต้องแกร่งกว่า แต่ถ้าฉลาดกว่าก็รอดได้
วันก่อนนั่งดู forest gump กับลูกชาย ทรูเอามาฉายใหม่ นั่งดูไปยิ้มไป ผมว่าเรื่องนี้ดูแล้วสบายใจ สบายอารมณ์ พวกหัวรุนแรงหากได้ดู คงลดลงไปบ้าง

ถ้าคนเรามีแต่คิดในทางบวก แม้ยามทุกข์ อยากทำไรแล้วตั้งใจทำ ก็น่าจะทำได้บ้างถึงจะสำเร็จบ้างหรือไม่ก็บ้าง และไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นอยู่อย่างเดียว หรือตามกับสิ่งที่สมควรเดินตาม

Hexaphonic



ผมดู Predator ไป 5-6 รอบ จนตกผลึกสรุปว่า
พวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวที่ "เจี่ยะป้าบ่อสื่อ" นะครับ อิๆ


อ่อ...เฮียแก้วพูดถึง Forest Gump พอดีเลย
แบบว่าหลังๆมานี้ ผมมีความคิดออกจะเพี้ยนๆ เกี่ยวกับนาย Gump น่ะครับ
ผมก็ไม่ทราบว่านี่มันคือการ "คิดบวก" รึป่าว?  :supergrin:

คือผมโนเอาว่า นาย Gump เป็นมนุษย์จำพวกที่
"ไม่ได้กินผลไม้ต้องห้ามแห่งสวนเอเดน" ... ผลไม้แห่งความรู้ดี/รู้ชั่ว

ผมคิดว่ามนุษย์อาจแบ่งได้เป็น 2 จำพวก ตามประสิทธิภาพทางเชาวน์ปัญญา
คือแบ่งเป็นพวกที่ไม่ได้กินหรือกินผลไม้ในสวนเอเดน...หรือเรียกอีกอย่างว่าโง่กับฉลาดนั่นแหละ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

vichien


นิยามรักปฏิวัติสองโลก โลกของโลกที่ไม่ธรรมดา ที่แบ่งแยกแผ่นดินและผู้คนออกเป็นสองส่วน ที่ถูกแบ่งแล้วยังแยกอีกต่างหากที่โลกที่อยู่ด้านบน มีสภาพ และอื่นๆที่ดีกว่าโลกส่วนล่าง
แบบฟ้ากับเหว (โลกถูกแบ่งมาแต่ก่อนแล้ว) แว๊บแรกที่ดูเรื่องนี้ชอบเลยครับ แค่ไอเดียก็เข้าโฟกัสแล้ว แถมมีภาพสวยๆให้ได้ชมอีก มีหลายคนที่วิจารณ์ว่าเนื้อเรื่องขาดๆไปหน่อย

แต่ผมว่าผมไม่ถือครับ ผมดูที่ความพยายามของตัวเอกในเรื่องมากกว่า ซื่อสัตย์ในความเชื่อมั่นของตนเอง แม้นว่าจะถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นแค่ชนชั้นล่าง แต่มีจิตใจที่ดีกว่า.....

Hexaphonic

หนังอวกาศไซไฟทุกเรื่องที่มนุษย์สร้างมาจนถึงเด๋วนี้ไม่มีความสมจริงเลย
ความสมจริงไม่ใช่ฉากเทคนิคที่ดูล้ำๆ แต่มันคือโลกทัศน์ วิธีคิด

แต่ก็นั่นแหละ การจะสร้างหนังไซไฟให้ดูสมจริง..
ผมอยากจะใช้คำใหญ่ๆว่ามันคือ "ปมปัญหาของห้วงเวลาและวิวัฒนาการ"

หากยังคงคิดในกรอบจิตสำนึกแห่งปัจจุบัน
เราจะไม่มีทางรู้ว่าอารยธรรมของโลกอนาคตจริงๆมันมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
และหนังอวกาศไซไฟทุกเรื่องก็เป็นเช่นนี้
แต่ถ้าเป็นโลกยุคอนาคตจริงๆ ผมว่าสมัยนั้นเขาคงไม่สร้างหนังไม่ดูหนังกันแล้วล่ะครับ

หนังไซไฟทุกเรื่องที่มนุษย์สร้างมาหรือที่กำลังจะสร้าง
มันคือ.. "จิตสำนึกของอารยธรรมมนุษย์ปัจจุบัน" ที่มีฉากไซไฟหุ้มอยู่
แม้แต่หนังอวกาศที่ดูล้ำอย่าง 2001 ก็เช่นกัน
ขณะที่เรากำลังดูหนังพวกนี้อยู่
ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังดูจิตสำนึก+โลกทัศน์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันนี่แหละ

ยกตัวอย่างเรื่องเทคโนโลยีการขับเคลื่อนยานอวกาศ
ถ้ายังเห็นว่ายานในหนังมีไอพ่นออกมาท้ายยาน นั่นไม่ใช่แล้วล่ะครับ!




ผมว่าจุดเปลี่ยนของอารยธรรมมนุษย์คือการไขปัญหาเรื่อง แรงโน้มถ่วง ได้สำเร็จ
มันคือแรง,พลังงานทางฟิสิกส์ชนิดหนึ่ง
และมันคือแรงทางฟิสิกส์ที่ถูกพูดถึงใน สมการรวมแรงของไอน์สไตน์ นั่นเอง

เมื่อมนุษยชาติขบปริศนานี้แตก เมื่อนั้น (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่?)
อารยธรรมมนุษยชาติจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Art

Art

Hexaphonic



ผมดูหนังในโรงครั้งสุดท้ายเมื่อ 12ปีก่อน
และก็ไม่ได้เข้าไปดูหนังในโรงอีกเลย
ถ้าจะดู ก็ดูทางเคเบิ้ลหรือดูจากแผ่น
ซึ่งก็ดูแบบฆ่าเวลางั้นๆ แล้วก็มักจะดูไม่ค่อยจบเรื่อง
กลายเปนคนครึ่งๆกลางๆซะงั้น

ตอนนี้อยากดูเรื่องนี้อ่ะครับ (กับหนังเข้าฉายอีกจำนวนหนึ่งที่อยากไปดู)
Embrace of the Serpent แงๆๆๆๆ

แต่ทว่าโรงที่ฉายเรื่องนี้เนี่ย มันอยู่ห่างจากบ้านผม 250 กม.
ซึ่งผมไม่มีความพยายามมากขนาดนั้นหรอกครับ

กว่า 10ปีมานี้ ที่ผมไม่รู้สึกอยากจะดูหนังโรง
เพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสังคมแบบนาฏกรรมดราม่าอยู่แล้ว
ผมรู้สึกว่าตัวเองเสพนาฏกรรมของจริงจนแทบจะสำลักอยู่แล้ว
จนไม่อาจจะเติมกิจกรรมดูหนังเข้าไปในชีวิตได้อีก

เหตุการณ์ทางสังคมที่ผมสังกัดอยู่ในรอบ 10กว่าปีมานี้
มันยิ่งกว่าการดูหนังในโรงเสียอีก

ด้านหนึ่ง มันดูเหมือนจะเปนละครดราม่าน้ำเน่าเซอร์เรียล อารมณ์ประมาณ "ดีสุดขั้ว/ชั่วสุดตรีน"
แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็ดูเหมือนจะแทรกลงไปในเนื้อในตัว
แทบจะเอื้อมมือไปจับต้องได้กันเลย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

ถึงแม้จะยังไม่ได้ดู แต่ คหสต.ขอเเสดงความเห็นว่า

Embrace of the Serpent คือการปะทะกันทางทัศนคติ
ระหว่าง จิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่ กับ จิตสำนึกแบบสมัยใหม่

Equals คือหนังที่พยายามเสนอแนวคิดแบบยุคหลังสมัยใหม่
แต่ผมว่ามันยังไม่ใช่อ่ะ!
มันเปนได้ก็แค่ psudo postmodern เท่านั้นแหละ
หรือเปนได้แค่ "จิตสำนึกสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าขึ้นมาอีกหน่อยนึง"
ซึ่งมันก็ยังคงเปนทัศนะแบบสมัยใหม่อยู่นั่นแหละ

หนังไทยส่วนใหญ่ มีทัศนคติแบบก่อนสมัยใหม่
เช่น สุริโยทัย ตำนานสมเด็จพระนเรศศวรมหาราช-hexalogy พันท้ายนรสิงห์ บางระจัน
สันติ-วีณา แม่นาคพระโขนง เงินปากผี ไผ่แดง ทวิภพ บ้านทรายทอง ลูกเจ้าพระยา
ทองระเบิดภูเขาเผากระท่อมของอาหลอง คู่กรรม คนภูเขา โหมโรง องค์บาก คนโขน ฯลฯ

แต่ก็มีหนังไทยบางเรื่อง ที่ถึงแม้ตัวเนื้องาน จะเปนจิตสำนึกแบบก่อนสมัยใหม่
แต่มันถูกสร้างออกมาจากผู้กำกับที่มีโลกทัศน์แบบสมัยใหม่
ผู้กำกับมองทัศนะก่อนสมัยใหม่ในหนัง ด้วยสายตาของ "คนนอก" แบบ outside in
เช่นหนังของเจ้ย อภิชาติพงศ์ หรือ พระเจ้าช้างเผือก คนทรงเจ้า

หนัง Superheroes หนังแนวหายนะพิบัติภัย หนังไซไฟอวกาศล้ำๆ
คือหนังที่มีโลกทัศน์แบบสมัยใหม่
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

อ่อ...มีหนังไทยอยู่เรื่องหนึ่ง
ที่พยายามดีเฟนด์จิตสำนึกแบบสมัยใหม่
ด้วยมโนทัศน์แบบก่อนสมัยใหม่
มันคือเรื่อง "โหมโรง" นั่นเอง อิๆ

จะว่าไปกับแคมเปญ "มาลานำไทย" ของจอมพล ป.
มันเปน "จิตสำนึกสมัยใหม่แบบปลอมๆ" น่ะครับ
แท้ที่จริงมันเปนแนวคิดชาตินิยมฟาสซิสม์ต่างหาก
แต่สิ่งที่คณะราษฎรก่อการในปี 2475 นั่นน่ะ
ผมว่ามันใช่อยู่นะ

เสียดายจอมพล ป. ปราบกบฎเจ้าเสร็จแล้ว
ท่านน่าจะวางมือนะ หรือไม่ก็คอยช่วยหนุนอ.ปรีดียังจะดีซะกว่า
ไม่น่าขึ้นไปขี่หลังเสือเองเรย
อย่างว่าแหละ อยู่กับอำนาจก็เหมือนเล่นกับไฟ

ซึ่งถ้าเปนจิตสำนึกแบบสมัยใหม่จริงๆ
ตรรกะแบบยุคก่อนสมัยใหม่จะไม่สามารถเอาชนะทางเหตุผลได้หรอก ดีเบตยังไงก็ไม่ชนะ
(สุดท้ายก็ล้มกระดานมันซะเรย ใครจะทำไม?)

ในชีวิตจริงนอกจอของสังคมไทย
ตัวอย่างรูปธรรมในกรณีนี้คือวาทกรรม....
"คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม,คนไทยยังไม่พร้อม"

เอวัง.
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic

หนังเรื่อง Arrival 2016 ทำให้ผมคิดถึง
กลุ่มปัญหาทางฟิสิกส์จำนวนหนึ่ง ที่มนุษย์พยายามจะไขความลับมันให้ได้ มันคือ..การเอาชนะแรงโน้มถ่วง..ปัญหาเรื่องกับดักในกรอบของกาลเวลา..แรงยึดเหนี่ยวระหว่างจุดสองจุดทั้งในทางโลก(และทางธรรม)..ความพร่าเลือนในระดับจุลจักรวาล ทฤษฎีคลื่น-อนุภาค (Wave-particle duality) ของนักควอนตัมฟิสิกส์นาม เวอเนอร์ ไฮเซนเบอร์ก..ข้อจำกัดในการสังเกตสเกลอันใหญ่โตของมหาจักรวาลอันเกินขีดความสามารถของอายตนะมนุษย์

เอามาโยงกับสภาวะพุทธธรรมได้ไหม?..
การหาหนทางหลุดพ้น(หลุดพ้นจากอะไร แรงยึดระหว่างอนุภาคหรือ?)..
..สักกายทิฏฐิ..กงล้อปฏิจสมุปบาท..สังสารวัฏ..ภวตัณหา..วิภวตัณหา
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic



แนวคิดเรื่องเวลาในหนังเรื่อง Arrival 2016 ที่สื่อออกมา
มันได้ลากผมกลับเข้าไปอยู่ในแนวคิดเรื่อง "จิตสำนึกหลังสมัยใหม่" อีกแล้วล่ะครับ อิๆ

มีคนแซวว่า หนังเรื่องนี้มีตัวอักษรเกินมาหนึ่งตัว คือจริงๆควรจะชื่อว่า "Arriva.." = อารัยวะ? ฮาา
ผมลองดูคลิปตัวอย่างแล้ว ก็งงจริงไรจริงแหละ แต่เด๋วว่าจะไปดูในโรงซะหน่อย

แต่ก่อนจะเข้าไปดูในโรง ผมแอบไปอ่านคอมเม้นท์ของคนที่ไปดูมาแล้ว
และเกิดความคิดว่า ปรากฏการณของเวลาในหนังเรื่องนี้ มันคือสิ่งที่เรียกว่า
"Post Modern : สภาวะหลังสมัยใหม่" นั่นล่ะครับ
ซึ่งผมคิดว่า ณ ขณะนี้ อารยธรรมของมนุษยชาติ ยังก้าวไปไม่ถึงนะ

ที่พูดๆกันถึงความเป็น Post Modern กันอยู่เนี่ย มันยังไม่ใช่นะ
ผมว่ามันเป็นแค่ Psudo Post Modern น่ะครับ

หากความหมายของคำว่า Post Modern คือการไปพ้นจากความทันสมัย
แล้วมันหมายถึงอะไร? มันหมายถึง "ไปพ้นจากกาละ" นั่นเอง
หมายความว่าเป็นสภาวะที่เป็นอิสระจากกรอบทางฟิสิกส์อันหนึ่ง
มันคือ "กรอบของกาลเวลา" นั่นเอง ในสภาวะนั้นจะไม่มีอะไรที่ "ใหม่" จริงๆ
กรอบของกาลเวลามันจะไม่เป็นเเบบ "เชิงเส้น" อย่างที่เราคุ้นชินอีกต่อไป จะพูดไม่ได้ว่า "นั่นเก่า นี่ใหม่"
ในสภาวะนี้ผู้สังเกตจะอยู่ในวงล้อแห่งกาละ ที่สามารถพาตัวเองไปโผล่ตรงไหนในวงล้อก็ได้

และกาลเวลามันอิงกับแรงทางฟิสิกส์อันหนึ่งคือ
แรงโน้มถ่วง (ในสเกลใหญ่ระดับมหาจักรวาล) หรือ
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค (ถ้าเป็นสเกลเล็กจิ๋วในระดับจุลจักรวาล)

***การอธิบายหน่วยของเวลา อนุมานด้วยการใช้วิธีทางควอนตัมฟิสิกส์
ใช้การเดินทางของแสงเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งแสงจะเบี่ยงเบน,เปลี่ยนความเร็วเมื่อเจอกับเเรงโน้มถ่วง***

กาลเวลา---แสง---แรงโน้มถ่วง

หากควบคุมแรงยึดเหนี่ยวอันนี้ได้ ก็จะควบคุมกาลเวลาได้เช่นกัน
ในทางรูปธรรมคือแรงโน้มถ่วง ในทางนามธรรมคือแรงยึดมั่นถือมั่นของอัตตา หรือ "สักกายทิฎฐิ" นั่นเอง

แรงโน้มถ่วงจะทำงาน ต่อเมื่อมีจุดอ้างอิงระหว่างกัน
หากมีจุดอ้างอิงระหว่าง A กับ B แล้วไซร้
แรงโน้มถ่วงหรือแรงยึดระหว่างวัตถุ มันจะทำงานทันที
และเมื่อจุดอ้างอิงทั้งสอง อยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง
จุดอ้างอิงนั้นๆก็จะตกอยู่ในสภาพบังคับของกาละด้วยเช่นกัน

ความเป็น Post Modern จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
อารยธรรมมนุษย์ชาติไขความลับของแรงโน้มถ่วงได้สำเร็จ
เเละเมื่อนั้น มนุษยชาติจะเอาชนะกาลเวลาได้
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Karin Preeda

หนังมันเข้าตั้งแต่ปีที่แล้วจนผมนึกว่าเมืองไทยเข้าโรงนานแล้ว ปรากฏว่าเพิ่งเข้า เลยรีบดูก่อนที่จะลาโรงภายในสัปดาห์เดียว

หนังเรื่องนี้แล้วแต่จะมองจริงๆครับ  :supergrin: ผมสนใจเรื่องการรับรู้ของสมองมนุษย์ที่ทำได้น่าสนใจครับ เพราะปกติคนเรารับรู้ข้อมูลที่เข้ามาในสมองเป็นแบบ linear ตลอด ถ้าผมรับรู้อนาคตได้แบบนางเอกมีหวังสติแตกก่อนที่จะเอาความสามารถนี้มาใช้งานได้จริง

ผมชอบ youtube channel นี้ตรงที่เวลามีหนัง sci-fi ที่น่าสนใจเข้าโรงเมื่อไหร่ จะเชิญผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาให้ความเห็น ดูแล้วสนุกดีครับ


Hexaphonic

จารย์เฉินหลงนี่ ตั้งแต่ผมเริ่มจำความได้ ตั้งแต่ไอ้หนุ่มพันมือเป็นต้นมา
ผมว่าแกมีระเบียบวินัยต่องานของแกสูงมากๆนะ

ยังจำได้สมัยก่อนในโลกยุคอนาลอก ตรุษจีนทีไรนี่
โรงหนังแถวบ้านผมแตกทะลักทุกที
เพราะหนังของแกจะเข้าฉายในวันตรุษจีนเสมอ
เเบบว่าโรงแตกตั้งแต่รอบบ่ายของวันไหว้กันเลย
ไหว้บรรพบุรุษเสร็จนี่ต้องไปดูเฉินหลงละ
บางคนไปดูซ้ำวันตรุษจีนในวันรุ่งขึ้นอีกด้วย
สมัยประถม พ่อผมพาไปดูหนังของแกในวันตรุษจีน
ไม่ไหวครับ แทรกตัวเข้าไปซื้อตั๋วไม่ได้เลย
ต้องรออีก 2-3 วันจึงจะได้ดู

ทุกวันนี้แกก็ยังมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ
จารย์เฉินท่านมีระเบียบวินัยต่องานสูงมาก บ่งบอกถึงความทุ่มเทและฉันทะในงานทุกลมหายใจเข้าออกจริงๆ
เพราะการผลิตหนังเรื่องหนึ่งๆ มันต้องคิดพล็อต
พล็อตหนังก็เหมือนการแต่งเพลงออกอัลบั้มสักชุด เขียนหนังสือสักเล่ม หรือจัดทอล์คโชว์
มันต้องมี "คอนเทนต์" ซื่งมันต้องย่อยสังเคราะห์ข้อมูลดิบในหัวให้ออกมาเป็นงาน 1 ชิ้น
แล้วแกยังเล่นคิวบู๊เอง ออกแบบคิวบู๊เองอีกด้วย นั่นหมายถึงจารย์เฉินต้องฝึกซ้อมร่างกายอย่างเป็นกิจวัตร

นับถือๆ
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic




Star Wars VIII : The Last Jedi

ผมไปดูสตาร์วอร์ภาคนี้มาแล้วสามรอบภาคนี้
เป็นภาคที่เสียงแตกมากๆ คนที่ชอบก็ชอบมาก คนที่เกลียดก็เกลียดไปเลย นั่นทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ

เราจะมาลองวิเคราะห์กันว่าสารที่อยู่ในตัวเรื่อง The Last Jedi คืออะไร?
และการตอบสนองของแฟนสตาร์วอร์ที่แตกเป็นสองฟากอย่างชัดเจนนี้แสดงให้เราเห็นอะไรบ้าง?

คราวนี้ไม่ใช่บทความแนะนำหนัง แต่จะเป็นบทวิจารณ์หนัง
ดังนั้นมันจะสปอยล์ เป็นบทความสำหรับคนที่ไปดูมาแล้ว หรือคนที่ไม่แคร์ว่าจะโดนสปอยล์เท่านั้นครับ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
=ครู กับ ศิษย์=

ตัวตีมของหนัง The Last Jedi ภาคนี้ยังคงเป็นเรื่อง "การฝึกวิชา" ซึ่งเป็นตีมที่ล้อกับภาค 5 empire strikes back
แต่หนังภาคนี้ได้พยายามเล่าเรื่อง "การฝึกวิชา" ในมุมมองใหม่
มันตั้งคำถามถึง การเรียน กับ การสอน - ครู กับ ศิษย์ - ผู้ใหญ่ กับ เด็ก - ยุคสมัยเก่า กับ ยุคสมัยใหม่
ตัวเรื่องเป็นการจับคู่ระหว่างคู่ศิษย์กับอาจารย์ ผู้ใหญ่กับเด็ก ผู้สอนกับผู้เรียน เพื่อนำเราพิจารณาคำถามต่างๆเพื่อหาคำตอบ
.
.
.
[ลุค Fallen Hero - เรย์ Nobody From Nowhere]

ตัวแทนของผู้ใหญ่คนแรกคือ ลุค สกายวอร์คเกอร์
ลุค ในภาคที่เราเคยรู้จักคือฮีโร่ผู้สมบูรณ์แบบ ปรมจารย์เจได ในด้านแสงสว่าง
ทุกคนคาดหวังในอนาคตที่สดใสหลังจากจบภาค 6 ทุกคนคิดว่าตำนานควรจะจบที่ "แล้วทุกคนก็มีชีวิตกันอย่างมีความสุข"
ทว่าหนังเรื่องนี้พลิกทุกอย่างกลับหัวกลับหางไปหมด

ลุค เป็นภาพของผู้ใหญ่ที่เรามองเห็นได้เรื่อยๆในสังคม ผู้ใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จ เป็นตำนาน
ถูกคาดหวังจากคนทั้งจักรวาล (รวมทั้งผู้ชมด้วย) แต่แล้วเขาก็พบว่าตัวเองเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ที่ไม่อาจแบกรับความคาดหวังทั้งหมดไว้ได้

ลุค ถูกคาดหวังด้วยค่านิยมของเจได เขากลัวว่าตัวเองจะล้มเหลวในการฝึกสอนศิษย์ชุดแรกของเขาคือเบน
ลุคกลัวว่าศิษย์ของเขาจะเข้าสู่ด้านมืด ลุคมีความคาดหวังในตัวเบน

ความกลัวนั้นก็ทำให้ตัวเขาเองล้มเหลว ลุคเผชิญกับความอ่อนแอ และพ่ายแพ้ให้แก่มัน
ไม่ใช่แค่รู้สึกล้มเหลวที่ทำให้เกิดไคโรเร็ต แต่เขาผิดหวังกับตัวเอง
เขาไม่คิดว่าปรมจารย์อย่างเขาจะมีความเกลียดชังแบบนั้นในจิตใจ เขากลัวตัวเองจะกลายเป็นแบบเวเดอร์
และเมื่อลุคล้มเหลว เกียรติของผู้กอบกู้จักรวาลที่ลุคแบกอยู่ ทำให้เขาลุกไม่ขึ้นอีกเลย

ลุคกลายเป็นคนแก่ผู้ล้มเหลว ปิดตัวเองจากสังคม
ปิดตัวเองจากพลัง และมองดูสาธารณรัฐที่เขาสร้างขึ้นมาในวัยหนุ่มค่อยๆล่มสลายเงียบๆ
เป็นชีวิตที่ล้มเหลวที่สุดของการเป็นวีรบุรุษด้วยการถูกบอกว่าทุกสิ่งที่เคยทำมานั้นไร้ค่า ความสำเร็จทั้งหมดก็พังทลายลงมา

สำหรับคนที่มองโลกเป็นตรรกะแบบนิยายกำลังภายในที่ฝึกวิชาเก็บเลเวล เมื่อสะสมพลังวัตรถึงขั้นหนึ่งแล้วย่อมเก่งกว่าคนที่ไม่ได้สะสม และไม่ย้อนเสียเวลากลับมา หรือมองโลกเป็นการปฏิบัติธรรมที่คนจิตสะอาดไปแล้วย่อมไม่มีความหวั่นไหว

มันอาจจะทำให้คนรุ่นก่อนรู้สึกว่า ตัวเองเป็นลุคที่ประสบความสำเร็จแล้วมีสิทธิ์สอนคนอื่นได้
ภาคลุคที่ล้มเหลวทำให้พวกเขาเหมือนโดนด่าว่าจริงๆแล้วคนรุ่นใหม่ไม่ได้เคารพเขาและมองว่าเขาล้มเหลว
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มนุษย์เป็นแบบนั้นจริงหรือ กับการเติบโตของคนเป็นการก้าวไปข้างหน้าแบบไม่ถอยหลังแบบนั้น?
หรือเนื้อแท้เราก็เป็นมนุษย์คนเดิม ถ้าเจอโจทย์เดิมที่เคยเอาชนะไปได้แล้วอีกครั้งในอีกมุมหนึ่งเราจะต้องเอาชนะได้อีกครั้งหรือเปล่า?

ปรมาจารย์อาวุโส จะไม่มีอารมณ์โกรธ เกลียด อิจฉา อยากฆ่าคน ขึ้นมาในอารมณ์เลยหรือ?
หรือว่าจริงๆแล้วเราก็เป็นคนคนเดิมกับตัวเองในวัยเด็กนั่นแหละ?
เราที่ผิดพลาดซ้ำๆ อยู่กับอารมณ์และความเป็นมนุษย์เหมือนเดิม

การเติบโตคือการก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียวหรือ? หรือมีถดถอย?
หรือว่าจริงๆเราย่ำกลับไปกลับมา? ฮีโร่เมื่อ 30 ปีก่อน จะยังเป็นฮีโร่ในวันนี้หรือไม่?
ลูกศิษย์ของลุค ในภาคนี้คือเรย์ เด็กที่เต็มไปด้วยพลัง และความต้องการครอบครัว
เรื่องนี้ไม่ได้เอาง่ายๆ แบบ ผู้ใหญ่แย่ เด็กดีกว่า

บนเกาะเจได ที่มีโบราณสถานด้านสว่าง กับโบราณสถานด้านมืด เรย์ตรงสู่ด้านมืดอย่างรวดเร็ว
ความเกลียดชังด้านมืดของพลังในนิกายเจไดที่เราได้รับรู้ในภาคที่ผ่านๆมานั้นรุนแรงมาก
หากเจไดเป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่างและธรรมะ ซิดก็เป็นสัญลักษณ์ของความมืดและกิเลส

พวกเจไดกลัวและรังเกียจด้านมืด โอบีวันไม่ยอมให้อานาคินพบพ่อแม่
เพราะกลัวว่าความผูกพันธ์นั้นจะนำอานาคินสู่ด้านมืด บางคนถึงกับเสนอให้ฆ่าอานาคิน
ลุคเองก็ถึงกับมีความคิดสังหารเบน เมื่อสัมผัสได้ถึงด้านมืดของเบน
แต่เรย์มุ่งตรงเข้าสู่ด้านมืดเลยในทีเดียว
ทว่าสิ่งที่เรย์พบในส่วนลึกสุดของด้านมืด กลับไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากเงาของตัวเธอเอง

เรย์ก้าวข้ามธรรมเนียมของเหล่าเจไดไป เธอขโมยคำภีร์เจได
และออกเดินทางไปเกลี้ยกล่อมไคโร เรน หรือ เบน โซโล ให้กลับใจ
สำหรับเรย์ เธอไม่เคยใช้คำว่าด้านมืด หรือด้านสว่าง เธอก้าวผ่านการมองโลกสองสีแบบเจไดไป
และเห็นความสับสนใจตัวของเบน

ไอ้ ฟอร์ทไทม์ เชทกันข้ามอวกาศนี่ ผมว่ามันเป็นความใหม่ของวัยรุ่น
เมื่อก่อนคุยกันยาก ทุกวันนี้คอลแบบเห็นหน้ากันได้ทุกวัน เราห้ามวัยรุ่นไม่ให้แชทกันไม่ได้หรอก
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายหวั่นไหวมากๆ ซึ่งถ้าเป็นศาสนาเจไดเดิมคงห้ามไม่ให้มีความรักและโดนห้ามแชทไปแล้ว
แต่ระบบวิหารมันไม่เหลืออยู่แล้ว คุมเด็กไม่ได้ ลุคทำได้แค่โวยวาย

ที่สุดแล้วการติดต่อกันระหว่างเรย์ กับ ไคโรเร็น ทำให้เรย์รู้ถึงความเลวร้ายของลุคที่ลุคพยายามปกปิดไว้
สุดท้ายลุคก็ไม่ยอมเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง และไม่แก้ไขมัน
เรย์ก็เลยเลือกไคโร เร็น มากกว่าลุค ที่จริงก็เป็นความคิดแบบสาวๆว่าจะเปลี่ยนแบดบอยได้
ในเรื่องนี้เธอก็เปลี่ยน ไคโร เร็น ได้บ้าง แต่ในทางกลับกันอิธิพลของเบนก็ทำให้ตัวตนของเรย์พัฒนาขึ้น

ที่สุดแล้วเราก็เข้าใจว่า ความจริงแล้วเรย์ไม่ได้ต้องการตามหาพ่อแม่ของเธอ
แท้จริงแล้วเธอแค่ต้องการเป็น Somebody เป็นแค่คนไร้ตัวตน ไร้คุณค่า
ที่ต้องการแสวงหาความยิ่งใหญ่ ด้วยการเพ้อฝันว่า จริงๆแล้วฉันมีพ่อแม่ที่แท้จริง เป็นใครสักคนที่ยิ่งใหญ่

ความจริงนี้ทำให้คนดูผิดหวัง ไม่ยอมรับ พอๆกับที่เรย์รู้มาตลอดแต่เธอไม่ยอมรับตัวเอง
ทั้งคนดูและเรย์ติดอยู่ในความคิดว่าการเป็น Somebody จะต้องมีเรื่องราวที่น่าสนใจ
มีสายเลือดยิ่งใหญ่ เป็นผู้ถูกเลือก มีพลังพิเศษ เกี่ยวข้องกับเรื่องราวใหญ่ๆของจักรวาล
แต่แท้จริงๆแล้ว เรย์เป็นแค่ Nobody From Nowhere คนดูรับไม่ได้
เธอเองก็รับเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีคนความหมาย
ถึงกับหลอกตัวเองแล้วเดินทางตามหาพ่อแม่ข้ามจักรวาล

แต่ ไคโร เรน ทำให้เธอรู้ว่า เธอไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ที่มีชื่อเสียงสำหรับการเป็นคนสำคัญสำหรับใครสักคน
เราจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีพ่อแม่มีชื่อเสียง หรือถูกเลือก สำหรับการเป็นใครสักคน
และอันที่จริงด้านมืดของพลัง ก็ตอบคำถามจริงๆที่เธออยากรู้แล้วว่า คนที่จะทำให้เธอเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้ก็คือตัวของเธอเอง
.
.
.
[ผู้การโฮโด ผู้บัญชาการเพื่อปกป้องแสงสว่าง - โพ นายทหารที่อยากเป็นฮีโร่]

เรื่องนำเรามองในมุมของโพ สุดยอดนักบินของฝ่ายต่อต้านที่นิยมการบุกตะลุย
นำตัวเองเข้าสู่สมรุภูมิอันตราย และเสี่ยงกับความเป็นไปได้ที่มีเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างปราฏิหาริย์
ในสถานการณ์อันตรายเขารู้สึกว่าโฮโด ผู้บัญชาการในเวลาวิกฤติเป็นพวกขี้ขลาด
จึงเริ่มแผนการของตัวเองคู่ขนานอย่างลับๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว โฮโด น่าจะเป็นตัวละครที่ผู้ชมชอบที่สุดในภาคนี้
เธอวางแผนอย่างรัดกุม ทำทุกอย่างพอเหมาะพอดี มีความเสียสละเพื่อเป้าหมาย และไม่ต้องการหน้า
กลับกลายเป็นว่าแผนของโพ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างพังพินาจ
ความต้องการเป็นฮีโร่ ไม่ได้เท่ากับการนำไปสู่เป้าหมายที่ดีที่สุดเสมอไป

ลองคิดดูว่าในองค์กรมีหัวหน้าฝ่ายสุดเทพ คิดว่าตัวเองจัดการทุกสิ่งได้ เลยอยากรู้ว่า CEO วางแผนอะไรอยู่?
พอบุกเข้าไปจนรู้ส่วนหนึ่ง ก็ไม่เห็นด้วยไปทวีตด่าแผนให้เพื่อนฟัง
เพื่อนของเพื่อนที่รู้ข้อมูลไปด้วยเลยเอาไปขายให้คู่แข่ง ตอนจบกฉิบหายกันหมด

เราควรจะทำอย่างไร ควรจะไล่หัวหน้าฝ่ายออก
หรือเป็นความผิด CEO ที่ไม่เล่าความลับบริษัทให้ทุกคนฟัง? หัวหน้างานควรจะฝึกฝนลูกน้องอย่างไร?
เราเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆในการสอนงานในองค์กร
เมื่อหัวหน้าจะต้องสอนงานลูกน้อง เราควรจะเป็นอาจารย์ในรูปแบบไหน?

โฮโดมองท่าทีและความผิดพลาดของโพด้วยสายตาเข้าใจ เธอรู้ว่าโพทำไปเพราะความห่วงองค์กร
ท้ายที่สุดแล้วโพจะเป็นผู้สืบทอดของเธอ และองค์กรจะดำเนินต่อไปได้ด้วยคนรุ่นใหม่หลังจากที่เธอจากไปแล้ว
ทีสุดแล้วโฮโดเป็นครูที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเรื่อง โพเรียนรู้และเปลี่ยนวิธีตัดสินใจไปในช่วงท้ายของเรื่อง
เลอาได้ยอมรับโพ แสดงให้เห็นว่าเขาผ่านแล้วที่จะเป็นผู้บัญชาการ
ไม่ใช่แค่นักบินที่นิยมการกระโดดขึ้นยานแล้วระเบิดข้าวของ
.
.
.
[สโนก เผด็จการ - ไคโร เรน นักรัฐประหาร]

สโนกเป็นตัวแทนของครูที่แย่ที่สุดในเรื่อง แน่นอนเพราะเป็นตัวร้าย
สิ่งที่สโนกทำคือพยายามควบคุมบังคับศิษย์ และศิษย์เป็นเครื่องมือของตัวเอง ฝึกฝนไว้เพื่อใช้งานเพื่ออำนาจของตัวเอง
อันที่จริงสิ่งที่สโนกทำ คือพยายามรักษาระบบจักรวรรดิแบบเก่า โดยที่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ความทะเยอทยานที่ใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ

ไคโร เรน ตอบโต้ด้วยการปฏิวัติ เขาล้างครูของตัวเอง
และก้าวผ่านอาจารย์ของตัวเองไป ด้วยวิธีที่ได้สืบทอดมาจากสโนกเอง
สโนกตาย เพราะเขาสอนไคโร เรน ให้ทำแบบนี้เอง

บางครั้งคนรุ่นเก่าแย่ๆก็ตายเพราะคนรุ่นใหม่ด้วยวิธีที่คนรุ่นใหม่เรียนจากเขาไปเอง
ที่สุดแล้ว คนรุ่นเก่าจะเติบโตขึ้น ไม่มีใครควบคุมชีวิตของผู้อื่นได้

.
.
.
[ฟิน คนขี้ขลาด - DJ นักเอาตัวรอด]

บางครั้งเราก็เรียนจากตัวอย่างที่ไม่ดี
DJ เป็นตัวละครที่น่ารังเกียจที่สุดของเรื่องนี้ เขาก็แค่ไหลไปตามสถานการณ์ที่จะเอาตัวรอดได้
เขาช่วยฟินเพื่อผลประโยชน์ และขายข้อมูลให้ศัตรูเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ DJ ทำ ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ฟินทำเท่าไหร่
สิ่งที่ฟินทำมาตลอดก็คือการหนี เอาตัวรอด จะขายคนอื่น ทิ้งคนอื่นก็ไม่เป็นไร

จริงๆฟินพึ่งจะโดนโรสด่าเรื่องหนีในตอนต้นเรื่อง แล้วตัวเองก็มาด่า DJ กลับแบบเดียวกันในตอนท้าย
ผลคือฟินก็กลายเป็นคนที่อินกับพวกฝ่ายต่อต้านขึ้นมา ถึงขั้นคิดจะยอมตายสละชีพ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดี)

อิทธิพลอีกทางหนึ่งที่ฟินได้คือจากโรส มันทำให้เขารู้จักสิ่งสำคัญที่เขาจะต้องปกป้องสิ่งที่สำคัญ
จนไม่อาจทิ้งมันเพื่อหนีเอาตัวรอดได้
.
.
.
[โยดา อาจารย์ของอาจารย์ - ลุค เจ้าหนูลุค]

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้สอนเราว่า ไม่มีใครที่จบสิ้นการฝึกฝนแล้ว ทุกคนยังต้องเรียนรู้ และยังเติบโตได้
จริงๆไอ้ที่ลุคพลาดโยดาทำมาหมดแล้ว ทั้งเคาท์ดูกู อนาคิน ลุคเองก็นั่งด่าโยดาให้เรย์ฟัง
แต่โยดาได้เรียนรู้แล้ว และสอนให้เรียนรู้

เราล้มเหลว และเรียนรู้ เรียนรู้ และเติบโต เติบโต และวนอยู่กับความผิดพลาดเดิมๆ
โยดาสรุปความหมายของเรื่องทั้งหมดนี้ไว้กว่า "ศิษย์ต้องไปได้ไกลกว่าเรา คือหน้าที่แท้จริงของอาจารย์"
ความหมายของเรื่องนี้คือ คนรุ่นเก่ามีหน้าที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไปได้ไกลกว่าที่เคยทำไว้
.
.
.
= ความล้มเหลว ล้มเหลว และล้มเหลว =

ภาคนี้เป็นสตาร์วอร์ ที่ล้มเหลวทุกภารกิจ
การทำลายเดทนอร์ท ทำให้สูญเสียกองยาน และทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาต่อจากนั้น
การตามลุคกลับมาของเรย์ล้มเหลว
การตามหาเซียนถอดรหัสของฟินล้มเหลว
การลอบเข้าไปปิดเครื่องติดตามของฟินล้มเหลว
และความล้มเหลวนั้นยังทำให้แผนหลบหนีล้มเหลวตามไปด้วย

การชวนไคโร เรน ให้กลับใจของเรย์ล้มเหลว
การทำลายป้อมปืนเจาะประตูของพวกฝ่ายต่อต้านล้มเหลว
มันทำให้เรารู้สึกเหมือนตอกย้ำในเรื่องที่เราเคยทำตัวโง่ๆ
เพราะคิดว่าทำแล้วเป็นฮีโร่ แต่จริงๆผลมันอาจจะไม่ดีเท่ากับการคิดอย่างรอบคอบด้วยเหตุผล

แต่คนไม่อยากโดนตอกย้ำถึงความโง่ของตัวเอง
ความล้มเหลวนี้ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เรื่องราวพวกนี้ไม่ต้องมีเลยจะดีกว่า เรื่องราวพวกนี้ตัดออกจากเรื่องไปเลยก็ได้

เราไม่ต้องการฮีโร่ที่ล้มเหลว
โดยเฉพาะหนังที่บอกเราว่าการทำตัวเป็นฮีโร่นำไปสู่ความล้มเหลว
แต่ถ้าไม่มีการตามหานักถอดรหัส คงไม่ได้ส่งสัญลักษณ์กบฏให้เด็กที่ดูแลสัตว์
ถ้าไม่เกลี้ยกล่อมไคโร เรน สโนกคงไม่ถูกกำจัด
ถ้าไม่ได้บุกทำลายป้อมปืน โพ กับ ฟิน คงไม่เรียนรู้

ตีมหลักของภาคนี้คือการเรียนรู้
ถ้าเราไม่มองความล้มเหลวเราก็ไม่เรียนรู้ เอาแต่หลอกตัวเองว่าไม่ใช่ความล้มเหลวเป็นความสำเร็จ
และเป็นอย่างที่อาจารย์โยดาบอกว่าความล้มเหลวคืออาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ดังนั้นภาคนี้จึงเต็มไปด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อความล้มเหลว
.
.
.
= ยุคเก่า กับ ยุคใหม่=

สตาร์วอร์ภาคนี้มันทำลายโครงเรื่องของภาคเดิมๆทิ้งไปหมด
เมื่อก่อนเป็นการต่อสู้ระหว่าง แสงสว่าง กับ ความมืด วนเวียนอยู่กับการเลือกข้าง ย้ายข้าง
เหมือนโลกมีแค่ห้องเดียวที่กั้นไว้ด้วยกำแพง เป็นแสง หรือ เป็นมืด
ภาคนี้ทำลายทั้งหมดนั้นทิ้งไป

ไม่ใช่การย้ายข้างได้ แต่เป็นการทุบกำแพงนั้นทิ้ง
ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีความมืด ที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายก็เป็นมนุษย์
เจได ก็เป็นพวกยึดติดแต่แสงสว่าง ยึดติดในกฎทางศีลธรรม ในความดี
ซิด ก็เป็นพวกสนใจแต่อำนาจ ในระเบียบปกครอง ในความรุนแรง
ภาคนี้เป็นการทำลายซิดและเจไดลง

มันทะลายระเบียบแบบแผนการฝึกฝนเจได
ที่ต้องมีระบบวิหาร อาจารย์ พาดาวัน แบบภาค 1-3 ที่ศิษย์ต้องติดตามครูเป็นสิบๆปี
กว่าจะบรรลุถึงความเป็นเจไดก็ต้องทำตามคำสั่งวิหารที่ยุ่งยากน่าเบื่อ

มันบอกเราว่าจริงๆทุกคนเข้าถึงพลังได้
แค่ที่ผ่านๆมาพวกวิหารเจไดฝูดขาดความรู้เรื่องนี้ไว้ ไม่ยอมให้คนอื่นเข้าถึง เพราะกลัวว่าผู้นั้นจะเข้าสู่ "ด้านมืด"
น่าสงสัยว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเรย์เอาตำราที่ขโมยมา ไปก็อปปี้แจกทั่วทั้งจักรวาล?

หนังเรื่องนี้ทำลายรูปแบบฮีโร่แบบเดิมๆไปทั้งหมด
เราไม่ต้องการตัวเอกของเรื่องที่มาจากชาติตระกูลที่มีความเป็นมา ไม่ได้ต้องการคนที่เสนอหน้าออกไปเป็นฮีโร่
แท้จริงแล้วความหวังอยู่ในทุกๆคน
ทุกๆคนต่างเป็นมนุษย์ ที่โง่ ผิดพลาด อ่อนแอ มีความดี มีความโกรธเกลียด มีความรัก
ทุกคนล้วนสามารถเป็นตัวเองของเรื่อง เราต่างมีคุณค่าต่อเรื่องนี้ในแบบของเรา โดยไม่ต้องเป็นสกายวอร์เกอร์ หรือพาพันทีล

จริงๆศูนย์กลางของเรื่องนี้คือเด็กเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีชื่อ เขาเป็นเหตุผลของเรื่องทั้งหมดในภาคนี้
เป็นเหตุผลที่ฟินต้องไปดาวการพนัน เป็นเหตุผลที่เรย์ต้องไปที่วิหารแรกของเจไดและเอาตำราออกมา
เป็นเหตุผลที่ลุคต้องสู้กับทั้งกองทัพเพื่อพาตำนานมายังเขา

ทุกๆคนอาจจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องก็ได้
ไม่ใช่ว่า มี Somebody เป็น Hero และคนที่เหลือเป็น Nobody
แต่สารที่ภาคนี้บอกเราคือ Everybody เป็น Hero ได้
.
.
.
บางครั้งพวกเราก็ยึดติดกับรูปแบบเก่าๆกับตำนาน ความสำเร็จ วันเก่าๆภาพฮีโร่
เหมือนเรย์มองหาภาพฮีโร่ในอุดมคติจนลืมดูตัวเอง
กับเส้นแบ่งดี-เลว เหมือนพวกเจไดภาคแล้วๆที่ติดกับกรอบ
"ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองผ่านกองหนังสือพวกนั้นไป" by อ.โยดา น่าจะเป็นบทสรุปของภาคนี้

โดยรวม ผมชอบภาคนี้ที่สุดในหมู่สตาร์วอร์ 8 ภาค

สำคัญคือ เมื่อเรื่องมันทลายโครงเรื่องที่ผ่านๆมาแล้ว มันเดาไม่ออกเลยว่าภาค 9 จะจบอย่างไร?


"มิตรสหายท่านหนึ่ง"
"คุณหลอกดาว" :sad2:

Hexaphonic



อิๆ...ผมไปดูหนังโรงอีกครั้งในรอบ 13 ปี
ดูจบแล้วซาหรุปว่า "ขอสตางค์และสติจงสถิตย์อยู่กับท่าน" 555

สิ่งที่มิตรสหายท่านหนึ่งได้รีวิว the last jedi ไว้นั้น..ดีแล้ว..ชอบแล้วด้วยเหตุด้วยผล
แต่ขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องราวทั้งหมดในสตาร์วอร์สภาคนี้ , ภาคก่อนหน้านี้ทุกภาค รวมถึงภาคใหม่ที่กำลังจะสร้าง
มันเป็นโลกทัศน์,เป็นมายด์เซต ของมนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันนี้แหละ
มิใช่มายด์เซตของมนุษย์ในอนาคตกาลแต่อย่างใด มันแค่ยืมฉากในโลกอนาคตมาใช้เท่านั้นเอง

โลกอนาคตตามที่ผมเชื่อ โลกอนาคตที่มนุษยชาติออกไปท่องอวกาศได้
จะไม่มีสงคราม ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีเผด็จการ ไม่อะไรที่เหมือนในโลกยุคปัจจุบันหรืออดีต

ไม่รู้ว่าเวลาในเรื่อง Star Wars
ห่างจากโลกมนุษย์ในตอนนี้กี่ปี?
200...500...1,000 ปี???

แต่ไม่ว่าจะนานกี่ปี สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ออกไปท่องอวกาศอันไกลโพ้นได้
มันต้องมาจากวิทยาการขั้นสูงกว่าปัจจุบันนี้มากๆ มากในแบบที่เรียกว่า "อัพเลเวลข้ามเผ่าพันธ์ุ" กันเลย
เหมือนกับในอดีตที่มีการยกระดับจากวิทยาการของมนุษย์โครมันยองไปสู่วิทยาการของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์นั่นแหละ มันจะต้องเป็นวิทยาการที่ทรงภูมิปัญญาในระดับนั้น

มนุษย์ในยุคอนาคตที่ออกไปท่องอวกาศได้น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าสิ้นเชิงในทุกมิติทั้งทางกายภาพร่างกายและจิตสำนึกมายด์เซต มันเป็นวิทยาการที่เอาชนะแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคได้ เอาชนะกาลเวลาและระยะทางได้

วิทยาการในยุคนั้นจะทำให้มนุษย์ทุกคนมีสติปัญญาแบบรวมหมู่
ไม่ใช่สติปัญญาแบบปัจเจกแยกส่วนอย่างมนุษย์ในตอนนี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์มีภูมิปัญญาในระดับ "สัพพัญญู" คือเหมือนกับว่าปัจเจกแต่ละคน-ทุกๆคน-มีสติปัญญารวมหมู่ของเผ่าพันธุ์อยู่ในตนเสร็จสรรพ คล้ายๆว่าพอมนุษย์เริ่มรู้ความตั้งแต่ยังเด็ก แต่ละคนราวกับว่ามีสติปัญญา,มีประสบการณ์ของอัจฉริยะทุกคนอยู่ภายในเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องเสียเวลาชีวิตในการลองผิดลองถูก

และนั่นหมายความว่าในยุคนั้นจะไม่มีเผด็จการหรือคนชั่วเกิดขึ้น
เพราะทุกๆคนจะมีภูมิปัญญาเท่ากัน มีบุญกิริยาเสมอกัน
นั่นทำให้สิ่งที่เรียกว่า "การบรรลุธรรม" มีได้กับทุกคน
ผิดกับสมัยก่อนหน้านี้ ที่การบรรลุธรรมเป็นปรากฏการณ์เฉพาะตัวของปัจเจกเพียงบางคน
มนุษยชาติจะมีความสามารถในระดับที่ใกล้เคียงกับ "พระผู้สร้าง"

"โลกยุคพระศรีอาริย์" คงประมาณฉะนี้

แต่ "โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ" กว่ามนุษยชาติจะมีวิทยาการถึงระดับนั้น...มนุษย์ต้องจ่าย
เวลา-ประสบการณ์เรียนรู้ นับจากปัจจุบันนี้ไปจนถึงวันนั้น คือสิ่งที่มนุษย์ต้องจ่าย

นั่นหมายความว่า "สตาร์วอร์สมีความเป็นอนาคตเพียงแค่ฉาก"
แต่จิตสำนึกยังคงเป็นแบบปัจจุบันจิต (หรืออาจจะดิบเถื่อนล้าหลังกว่าปัจจุบันซะอีก)

อันเนื่องจากข้อจำกัดของอยาตนะมนุษย์นั่นเองที่ไม่อาจหยั่งรู้ถึงอนาคตกาล
คือรู้ได้เท่าสมรรถนะของอยาตนะของตน
ตราบจนกระทั่งมนุษย์พัฒนาวิทยาการไปถึงจุดที่เป็นอิสระจากกรอบของกาละ-เทศะ (time-space)
นั่นแหละ มันจะเป็นเครื่องมือฝ่าข้อจำกัดของอยาตนะมนุษย์ เมื่อถึงเวลานั้นจิตหยั่งรู้อนาคตกาลจึงจะบังเกิด...
หากจะพูดให้ถึงที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็น "อนาคต-อดีต-ปัจจุบัน"
การนิยามกาละ การสำนึกรู้ในเรื่องเวลา-สถานที่ มันจะเป็นมาตรวัดอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนกับที่มนุษย์ยุคเรารู้จัก

เปรียบง่ายๆกับคนที่ยังไม่ได้ขัดเกลาสภาวะจิต
ย่อมไม่อาจล่วงรู้สภาวะจิตของอริยบุคคลระดับที่สูงกว่าอย่าง โสดาบันบุคคล
โสดาบันบุคคล ก็มิอาจล่วงรู้สภาวะจิตของ สกิทาคามี อนาคามี อรหันตบุคคล ที่สูงขึ้นไปตามลำดับ

แต่บุคคลที่มีวาระจิตที่เหนือกว่า จะล่วงรู้ถึงสภาวะจิตของบุคคลที่มีวาระจิตต่ำกว่าได้
เพราะเขาเคยผ่านเส้นทางนั้นมาก่อน

นั่นหมายความว่าเอามายด์เซต,จิตสำนึกแบบปัจจุบันจิตไปสร้างหนังโลกอนาคต
มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเลย
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

ข้างบน มีสปอยล์ หรือเปล่าครับ
ผมไม่กล้าอ่าน
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Hexaphonic

มีสปอยล์ครับเฮีย  :cop:



แต่ข้อความของผมไม่ได้สปอยล์นะครับ เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังอวกาศไซไฟที่สร้างกันมา
ลองคิดดูว่าถ้าโลกอนาคตยังมีสงครามอยู่ แสดงว่าจิตใจมนุษย์ยังคงดิบหยาบ
มันจะไม่มีทรัพยากรเหลือไปถึงโลกอนาคตให้มนุษย์แย่งชิงกันอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะสมมติยังไง Death Planet มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น
เพราะธรรมชาติไม่อนุญาตให้มนุษย์ออกไปสร้างความดิบหยาบนอกโลกได้

ผมเข้าใจว่า...
"มนุษย์" = มโน+พิสุทธิ์ แปลว่า "ผู้มีใจสูง"
มันคือการไขปริศนาแรงโน้มถ่วงกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคได้สำเร็จ
การจะมีวิทยาการระดับนั้น ต้องมี"ใจสูง"
มนุษยชาติต้องมีจิตใจใกล้เคียงระดับอริยบุคคลนั่นแหละ จึงจะถอดสมการของธรรมชาติอันนี้ได้สำเร็จ


กว่าจะไปถึงตรงนั้น...หากยังมีความดิบหยาบในจิตใจ
มนุษย์จะยังคงถูกดูดจับด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวโลก
มนุษย์จะถูกดูดจับด้วยแรงทางฟิสิกส์อันนี้ ทั้งในทางกายภาพและในทางจิตใจ
ก็จะแย่งชิงกันอยู่ในโลกใบนี้นี่แหละ หลุดไปไหนได้ไม่ไกลหรอกครับ
ดาวอังคาร มนุษย์ก็ไม่มีปัญญาไปอยู่ได้หรอกครับ
สภาวะจิตใจและวิทยาการดิบหยาบเกินกว่าที่มนุษย์จะออกจากโลกได้

ยิ่งเทคโนโลยีสูงขึ้นมากเท่าไหร่ อำนาจการทำลายล้างก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย


ผมไม่เชื่อในสตาร์วอร์สหรอกครับ แต่ก็ไปดูนะ 555
"คุณหลอกดาว" :sad2:

poj

And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง