• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
23 July 2019, 10:35:11 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ไทยเรามี pop culture ที่เป็นของไทยจริงๆเลยหรือเปล่า?

Started by Karin Preeda, 17 February 2015, 01:06:17 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Karin Preeda

ผมเข้าใจว่าคำว่า pop culture เพิ่งมีมา 50 กว่าปีนี้เอง เท่าที่นึกๆส่วนใหญ่จะมาจากทางตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ มีอะไรบ้างไม๊ครับที่เรามีเป็นของตัวเองเลย? อย่างเพลงลูกทุ่งเก่าๆที่ได้รับความนิยมในอดีตที่เราต่อยอดมาจากเพลงพื้นบ้านของท้องถิ่นต่างๆนั้น ถือว่าเป็น pop culture ของไทยหรือเปล่าครับ?

pee

ถ้าป๊อปแท้ๆ ยังไม่เห็นครับ
เห็นแต่ป๊อปดัดจริต อย่างป้าเบิร์ด เกิดจากชนชั้นล่าง จับทางถูกกลายเป็นซุปตาร์
เป็นซุปตาร์แล้ว ไม่เคยกลับมาเป็นคนชั้นล่าง
แบบนี้เป็นวัฒนธรรมดัดจริต

คาบาวก็แบบเดียวกัน
ได้ดีแล้วเปลี่ยนกำพืด

ในทัศนะของผม วัฒนธรรมป๊อปมี 2 องค์ประกอบที่โดดเด่นและไม่มีวัฒนธรรมอื่นมี
หนึ่งคือวัยรุ่น
สองคือไม่มีชนชั้น
และแถมอีกองค์ประกอบคือ มีสื่อมวลมหาประชาชน อิอิ ใช้คำนี้เพื่อไม่ให้ตรงกับพวกสื่อมวลชน ที่ถือว่าเป็นฐานนันดรที่สี่ สื่อมหาชนพวกนี้ นอกจากผนวกเอาฐานันดรที่สี่เข้ามาแล้ว ยังรวมสื่อสาธาณะ เป็นต้นว่าบิลบอร์ด โปสเตอร์ หรือหนังและความบันเทิงเอาไว้ด้วย....ไม่ใช่ถูกอาชีพนักข่าวยึดคำนี้ไปไว้เป็นของส่วนตัวเสียกลุ่มเดียว

วัฒนธรรมนี้เกิดในช่วงชีวิตของพวกเรานี่เอง นับถอยหลังไป ก็ราวๆ 1950+
เกิดเมื่อการผลิตอะไรสักอย่าง มุ่งเอาวัยรุ่นเป็นที่ตั้ง

https://www.google.co.th/search?q=1950%27s+jukebox+pictures&espv=2&biw=986&bih=576&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=QvjhVKSEOpaLuATLxYHQDA&ved=0CAYQ_AUoAQ#tbm=isch&q=1950%27s+teen+pictures&imgdii=_

สำหรับชนชั้นนั้น ก่อน 1950 วัฒนธรรมหรือรูปแบบชีวิตในโลกนั้น มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน อย่างโหดก็แบ่งสีผิว แบ่งระดับการศึกษา รายได้ ชาติกำเนิด....บล่าๆๆๆๆๆๆ

แต่ป๊อปคัลเจอร์ สลายพวกนี้หมด
ใครๆ ก็เป็นแฟนคลับสี่เต่าทองได้ ไม่มีการกีดกันอันใด

วัฒนธรรมที่ปราศจากการกีดกันนี้แหละ ผมว่าเป็นจุดเด่นของป๊อปครับ
ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่มีวัฒนธรรมในระดับนี้




ยกเว้นแฟนคลับดารา


pee

ถือกันว่า โปสเตอร์นี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ pop culture


Just What Is It That Makes Today's Homes So Different, So Appealing? (1956)



Karin Preeda

งั้นเพลงลูกทุ่งก็ไม่ใช่ Pop Culture เพราะว่ายังเป็นเฉพาะกลุ่มอยู่

pop culture สามารถสลายชนชั้นได้ของไทยนี่ผมก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ ส่วนมากเป็นแค่กระแส แต่ไม่น่าจะเรียกว่าวัฒนธรรมได้

ส่วนด้านล่างนี่เป็นพวก Pop art ยุคแรกๆมั้งครับ ในแง่การตีความ ไม่น่าจะมีอะไรให้ค้นหา คุณค่าของมันน่าจะอยู่ที่วิธีการนำเสนอ ซึ่งพอนึกๆไปแล้ว Pop Culture เองก็เน้นรูปแบบการนำเสนอเป็นหลัก เนื้อหาเป็นรอง

pee

อะไรที่ยึดติดกับอดีต ไม่น่าจะเป็นพ็อพครับ
พ็อพต้องสนอง "วันนี้ เดี๋ยวนี้" โดยใช้องค์ประกอบที่หาได้ในขณะนั้น มากกว่าจะไปดัดแปลง หรือลอกเลียนของเก่า อย่างมากที่สุดก็เอามาทำเท่ แบบที่เรียกว่า retro คือทำเป็นเท่ แต่ไม่ได้เข้าถึงรากเง่า

เพลงลูกทุ่งจึงไม่น่าเป็นพ็อพ แต่เป็นส่วนตกค้างของอดีตที่ยังไม่ตาย แต่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสังคมบริโภค

ส่วนเรื่องรูปแบบนำเนื้อหานั้น ผมกลับเห็นตรงกันข้าม
ในรูปของแฮมิลตันที่เป็นต้นกำเนิดพ็อพนั้น คนนอกอาจจะเห็นว่ามันคือรูปแบบ แต่คนเรียนศิลปะ เห็นว่า มันคือการนำเสนอเนื้อหาล้วนๆ

ลองนึกดูว่า ถ้าเราต้องนำเสนอ interior space ของปี 1956 สักรูปหนึ่ง เราจะใส่อะไรเข้าไป แค่จุดเริ่มต้นก็ทำให้งานชิ้นนี้ผิดไปจากขนบของศิลปะทั้งปวงแล้ว

รูปเขียนเก่าๆ จะใช้ความหรูหรา ความน่าสนใจทางเปลือกนอกเป็นจุดเด่น น้อยที่สุดแล้ว ยังงัยห้องนั้นก็ต้องน่าดู

พวกนี้ ไม่ใช่เนื้อหาที่แฮมิลตันนำเสนอเลย มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง


Karin Preeda

งั้นแฮมิลตันต้องการบอกว่าอะไรๆก็นำมาใช้เป็นศิลปะได้หรือเปล่าครับ? ด้วยการใช้สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรานี่เอง

pee

Quote from: Karin Preeda on 17  February  2015, 04:27:39 pm
งั้นแฮมิลตันต้องการบอกว่าอะไรๆก็นำมาใช้เป็นศิลปะได้หรือเปล่าครับ? ด้วยการใช้สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรานี่เอง


การทำศิลปะ เป็นวัตถุประสงค์รองครับ
เขาต้องการเสนอ "ปัจจุบัน" ผ่านกระบวนการนำเสนอที่เขาถนัด คือการออกแบบโปสเตอร์

งานชิ้นนี้จึงสำคัญตรงเนื้อหา
ถ้าแฮมิลตันเป็นนักเขียน เราก็จะได้วรรณกรรมพ็อพ
ถ้าเป็นผู้กำกับหนัง ก็จะได้หนังพ็อพเช่นกัน

บังเอิญเขาเป็นศิลปิน ก็เลยได้ทัศนศิลป์ขึ้นมานี้

Karin Preeda

อ้าาา งั้นสิ่งที่เราต้องพิจารณาว่าเป็น Pop หรือไม่คือ "ปัจจุบัน" ส่วนสิ่งที่มาต่อจากมันว่าเป็น culture, art หรืออื่นๆ ค่อยดูตามบริบทอีกทีนึง

pee

อันนี้คือหลักที่ผมใช้ในการพิจารณากระแสวัฒนธรรมที่เรียกว่า pop ครับ

อย่างเพลง pop ยุคบุกเบิกนี้ เวลาแหกปากร้องออกมา
มันตัดขาดจากอดีตโดยสิ้นเชิง

แต่ในแง่รูปแบบนั้น ยังมีบางส่วนที่อิงอดีต เพราะชีวิตจริงๆ ไม่สามารถตัดแปะแบบงานศิลปะได้






Karin Preeda


pee

pop culture เกิดขึ้นในยุตที่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทในโลกเศรษฐกิจ
กำลังซื้อจากคนพวกนี้มีมากมายมหาศาล แต่ผู้ประกอบการไม่เคยนึกถึงมาก่อน

คนกลุ่มนี้อยากได้ของที่เป็นของพวกเขา ไม่ใช่เอาของพ่อแม่มาลดขนาดแล้วสวมใส่
วิถีชีวิตของพวกเขาก็ต่างจากกำลังซื้อเดิมๆ วิธีคิดในการบริโภคก็มาจากอีกปัจจัยหนึ่ง

อย่างตู้เพลงที่ผมยกมาให้ดูนั่น ถือเป็นของเพื่อคนพวกนี้โดยเฉพาะ เพียงแต่รอเพลงมาใส่เท่านั้น
การฟังเพลงจากตู้เพลง เป็นวิถีชีวิตที่คนรุ่นก่อนไม่เคยทำ พวกเขามักจะฟังเพลงอยู่กับบ้าน
แต่คนกลุ่มใหม่อยากฟังกับกลุ่มเพื่อน ฟังเพราะอยากมีสังคม ไม่ใช่ฟังเพราะเพลงมันดี

พอคนกลุ่มนี้เกิดมากๆ เข้า ปรากฏการณ์ก็ก่อรูปเป็นวัฒนธรรมครับ
แล้วอาจจะเป็นวัฒนธรรมแรกก็ว่าได้ ที่สามารถครอบโลกสำเร็จ
กลายเป็น global culture ทำลายพรมแดนทางภูมิศาสตร์อย่างง่ายดาย

jtr

Quote from: pee on 17  February  2015, 04:09:05 am

ในทัศนะของผม วัฒนธรรมป๊อปมี 2 องค์ประกอบที่โดดเด่นและไม่มีวัฒนธรรมอื่นมี
หนึ่งคือวัยรุ่น
สองคือไม่มีชนชั้น

และแถมอีกองค์ประกอบคือ มีสื่อมวลมหาประชาชน อิอิ ใช้คำนี้เพื่อไม่ให้ตรงกับพวกสื่อมวลชน ที่ถือว่าเป็นฐานนันดรที่สี่ สื่อมหาชนพวกนี้ นอกจากผนวกเอาฐานันดรที่สี่เข้ามาแล้ว ยังรวมสื่อสาธาณะ เป็นต้นว่าบิลบอร์ด โปสเตอร์ หรือหนังและความบันเทิงเอาไว้ด้วย....ไม่ใช่ถูกอาชีพนักข่าวยึดคำนี้ไปไว้เป็นของส่วนตัวเสียกลุ่มเดียว



เอ่อ..เมืองไทย มีวัยรุ่นด้วยรึครับ..

(อาจจะมีแค่บางพื้นที่ในกรุงเทพฯเท่านั้น.. ไม่งั้นคงไม่มีศัพท์ จิ๊กโก๋ จิ้งเหลนดง ไส้เดือนถูกขี้เถ้า กระมังครับ)
ผมคนต่างจังหวัด จากเด็ก แล้วเป็นผู้ใหญ่(แบบปลอมๆ)เลย
ถ้าคุณอยากจะเป็นวัยรุ่น คุณอยากกบฏ คุณอยากแย้งผู้ใหญ่
คุณคือไอ้เด็กเหลือขอ ไม่ใช่วัยรุ่นแน่นอน สำหรับสังคมตจว.
ปัจจุบัน..คุณคือเด็กฮอร์โมน(ขับเคลื่อน)

การไม่ยอมรับพลังเด็กวัยรุ่น คือปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่รักของพวกเราครับ
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

pee

Quote from: jtr on 19  February  2015, 01:55:55 am
เอ่อ..เมืองไทย มีวัยรุ่นด้วยรึครับ..

ผมคนต่างจังหวัด จากเด็ก แล้วเป็นผู้ใหญ่(แบบปลอมๆ)เลย
ถ้าคุณอยากจะเป็นวัยรุ่น คุณอยากกบฏ คุณอยากแย้งผู้ใหญ่
คุณคือไอ้เด็กเหลือขอ ไม่ใช่วัยรุ่นแน่นอน สำหรับสังคมตจว.


การไม่ยอมรับพลังเด็กวัยรุ่น คือปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่รักของพวกเราครับ


โลกทั้งใบ ไม่ยอมรับว่ามี"วัยรุ่น"มานาน ไม่ใช่แค่ในไทยหรอก
การไม่รู้จักยอมรับนี่แหละ คือพลังกระตุ้นให้เกิด pop

Catcher in the Rye  คือหนึ่งในผลของมัน
ทีแรกเรื่องนี้แต่งให้ผู้ใหญ่อ่าน แต่มันเข้าไปนั่งในใจของคนอีกกลุ่ม
ซึ่งต่อมา กลายเป็นอีกชนชั้นใหม่ในสังคมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ชนชั้นนี้ เคยประชดตัวเองว่า
ไม่ให้กูเลือกตั้ง ไม่ให้กูกินเหล้า ดูดบุหรี่ มีเซ็กส์




แต่ให้กูจับปืน ฆ่าคน



jtr

เคยมีเพลงแร็ปดังมาก ในอังกฤษ
ไม่รู้ว่าโดนแบนที่อเมริการึเปล่าครับ



"19" is a song by British musician Paul Hardcastle released as the first single from his self-titled third studio album Paul Hardcastle (1985)
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

pee

เจอหนังสือเล่มนี้ มึนตึบ
http://www.sac.or.th/main/shopping_detail.php?product_id=85

รายละเอียด :   
ก้าวแรกของนักวิชาการไทยรุ่นใหม่ที่อธิบายปรากฏการณ์วัฒนธรรมป๊อปหรือวัฒนธรรมยอดนิยม ซึ่งต้องอาศัยแนวคิดทฤษฏีที่หลากหลายจากสาขาวิชาต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานต่อการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และวิจารณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยในชีวิตประจำวัน เช่น เพลงป๊อป การ์ตูน ห้องแสดงศิลปะ และแฟนเพลงวัยรุ่น

เหลียวหน้าแลหลังวัฒนธรรมป๊อบ ประกอบด้วยบทความ 5 ชิ้นคือ 1. ความต่างของวิธีคิด ต่อวัฒนธรรมกระแสนิยม ของนฤพนธ์ ด้วงวิเศษ  2. อดอร์โนกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม: กรณีศึกษาเพลงสมัยนิยม (Popular Music) ของนันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย  3. ห้องแสดงศิลปะ ใน วัฒนธรรมประชานิยม ของชาญวิทย์ ตีรประเสริฐ 4. การสื่อสารความหมายใน การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่ ของวรัชญ์ วานิชวัฒนากุล 5. แฟนเพลงญี่ปุ่น ลีลาชีวิตใหม่วัยรุ่นไทย ของวิภารัตน์ พันธ์ฤทธิ์ดำ

บทความของนฤพนธ์มุ่งทบทวนความหมาย/แนวคิด/วิธีการศึกษาวัฒนธรรมป๊อปในสาขาวิชาต่าง ๆ รวมทั้ง มานุษยวิทยา ครอบคลุมทั้งงานศึกษาในไทยและต่างประเทศ นฤพนธ์แยกแนวคิดวัฒนธรรมป๊อบออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มองวัฒนธรรมป๊อบในฐานะวัฒนธรรมมวลชน สอง ความสัมพันธ์ทางอำนาจ และสุดท้ายวัฒนธรรมป๊อปในฐานะภาพมายา แนวคิดที่ทบทวนประกอบด้วยแนวคิดวัฒนธรรมนิยมที่ปรากฎในงานของแม็ทธิว อาร์โนลด์ และ เอฟ. อาร์. เลียวิส แนวคิดวัฒนธรรมมวลชนและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่ปรากฏในงานของนักวิชาการสำนักแฟรงเฟิร์ต สำนักคิดสัญวิทยา สำนักคิดสมัยใหม่ และสตรีนิยม ในส่วนหลังของบทความ นฤพนธ์ให้ความสำคัญกับการศึกษาวัฒนธรรมป๊อบในงานมานุษยวิทยาและการศึกษาวัฒนธรรมป๊อบในเมืองไทย

นันทวัฒน์ให้ความสำคัญกับงานของธีโอดอร์ อดอร์โน (Theodor Adorno) ซึ่งถือเป็นงานคลาสสิกของการศึกษาวัฒนธรรมป๊อป "อดอร์โนกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม" จำกัดการศึกษาอยู่ที่แนวคิดอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และเพลงสมัยนิยมของอดอร์โน นันทวัฒน์อ่านงานของอดอร์โนจากฐานคิด "วิภาษวิธีแห่งความแตกต่าง (dialectic of differences)" ซึ่งต่างจากวิภาษวิธีของเฮเกล เพราะวิภาษวิธีแห่งความแตกต่างมิได้นำมาสู่การสังเคราะห์รวม (synthesis) แต่นำไปสู่การเกิดใหม่ที่หลากหลาย นันทวัฒน์เห็นว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมคือสิ่งที่สร้างจากระบบอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงเป็นวัฒนธรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานของผลกำไรและการสร้างมาตรฐานเดียวกัน

หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เป็นผลผลิตของยุโรปสมัยใหม่ และโดยปกติคือพื้นที่ของวัฒนธรรมชั้นสูง วัฒนธรรมแห่งชาติ พื้นที่การแสดงออกของความเป็นชาติ อย่างไรก็ตาม ชาญวิทย์มองหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหารในฐานะพื้นที่ของการเจรจาความหมายของวัฒนธรรม และปฏิเสธการนิยามวัฒนธรรมป๊อป/วัฒนธรรมกระแสนิยมโดยจำนวน (popular by number) ชาญวิทย์อิงอยู่กับฐานคิดวัฒนธรรมในฐานะวิถีแห่งการต่อสู้ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือ องคาพยพที่สัมพันธ์กับสิ่งอื่นและวัฒนธรรมอื่น วัฒนธรรมในฐานะที่สัมพันธ์กับสิ่งอื่นจึงเป็นวัฒนธรรมปราศจากพรมแดนที่แบ่งชัด พื้นที่ทางสังคมอย่างหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบันจึงกลายเป็นพื้นที่ที่พร่ามัว และเป็นพื้นที่แห่งการแสดงออกทั้งวัฒนธรรมชั้นสูงและวัฒนธรรมสมัยนิยม

"การสื่อสารความหมายใน "การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่"" มุ่งศึกษาการ์ตูนยุคใหม่ในสังคมไทยผ่านการศึกษาการ์ตูนเรื่อง หนุแมน และ ไกรทอง ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการ์ตูนแบบ "ดาร์กอนบอล" และ "โปเกมอน" ดังนั้น หนุแมน และ ไกรทอง ผ่านโลกหนังสือการ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่จึงกลายเป็นการผสมระหว่างวัฒนธรรมการ์ตูนแบบญี่ปุ่นและเนื้อเรื่องในวรรณคดีไทย แต่การผสมผสานในการ์ตูนพันธุ์ใหม่ของไทยมิได้ผสมผสานเฉพาะศิลปะ เทคนิค แต่รวมไปถึงการผสมผสานของเวลา ที่การ์ตูนพันธุ์ใหม่ของไทยทำให้พรมแดนระหว่างเวลาในอดีตและเวลาในปัจจุบันพร่ามัว วรัชญ์ศึกษาการ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่โดยวิธีการวิเคราะห์ตัวบทและศึกษาจากผู้รับสื่อซึ่งสะท้อนการพยายามเคลื่อนจากการศึกษาสื่อสู่การศึกษาวัฒนธรรมป๊อปแบบชาติพันธุ์วรรณา งานศึกษาของวรัชญ์ชี้ว่า สื่ออย่างหนังสือการ์ตูนมิได้เป็นโครงสร้างที่กำหนดผู้อ่านหรือผู้รับสารอย่างเบ็ดเสร็จ สื่อคือกระบวนการใส่รหัสและสามารถถอดรหัสให้ต่างไปโดยผู้อ่านหรือผู้เสพ เพลง/ดนตรีญี่ปุ่นในทัศนะของวิภารัตน์ได้เดินทางเข้าสู่สังคมไทยมานาน แต่เริ่มเด่นชัดและมีอิทธิพลต่อสังคมไทยนับตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มส่งออกสินค้าวัฒนธรรมดรตรีไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย บทความ "แฟนเพลงญี่ปุ่น ลีลาชีวิตใหม่วัยรุ่นไทย" อิงอยู่กับการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณา วิภารัตน์ศึกษาแฟนเพลงญี่ปุ่นโดย "เดินเข้าไปอยู่ในหัวใจ" ของแฟนเพลง และทำให้เธอสามารถสะท้อน เสียง ชีวิตลีลา ของพวกเธอ(แฟนเพลงญี่ปุ่น) ได้ตามที่ควรจะเป็น     ดนตรีป๊อป หรือเพลงสมัยนิยมตามทัศนะของอดอร์โนที่พูดผ่านนันทวัฒน์ตกอยู่ภายใต้ตรรกะของการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และตรรกะการสร้างปัจเจกชนกำมะลอหรือปัจเจกชนที่เฉื่อยเนือย ดนตรีสมัยนิยมที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมจึง มิได้เป็นผลผลิตของสังคมและประชาชน แต่มันกลับเป็นผลผลิตของนายทุนและนักอุตสาหกรรม ดนตรีป๊อปเป็นดนตรีที่มี การฟังแทนคนฟัง และ ผู้ผลิตสร้างความหมายทางดนตรีไว้สำเร็จรูปแล้ว

ไม่ว่าจะมี การฟังแทนคนฟัง หรือ ผู้ผลิตสร้างความหมายทางดนตรีไว้สำเร็จรูป ในลักษณะใดก็ตาม แต่แฟนเพลงญี่ปุ่นของวิภารัตน์ต่างฟังต่างจากผู้ฟังแทนและได้ความหมายต่างจากผู้ผลิต เพราะแฟนเพลงญี่ปุ่นของวิภารัตน์ไม่อาจฟังภาษาหรือดนตรีญี่ปุ่นได้ทั้งหมด

แม้ฟังไม่ได้ทั้งหมด แต่ด้วยความหลงไหลในเพลง แฟนเพลงญี่ปุ่นของวิภารัตน์เลยเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่น สะสมภาพ ซีดี วิดีโอ โปสเตอร์ ของที่ระลึก และสัญลักษณ์อื่นของวงและนักร้องญี่ปุ่นที่พวกเธอชื่นชอบ พวกเธอยังร่วมกันจัดกิจกรรมการพบปะแฟนเพลงญี่ปุ่นในเมืองไทย จัดคอนเสิร์ตดนตรีญี่ปุ่น ตั้งแฟนคลับเพลงญี่ปุ่นในเมืองไทย สมัครเป็นสมาชิกแฟนคลับเพลงญี่ปุ่นในเว็บไซต์ญี่ปุ่น ติดต่อเว็บมาสเตอร์ญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแฟนเพลงญี่ปุ่นในประเทศอื่นผ่านอินเทอร์เน็ต สร้างเว็บไซต์ และทำตนเป็นเว็บมาสเตอร์ดรตรีญี่ปุ่น ร่วมแต่ง "cosdlay" ใช้ดนตรีญี่ปุ่นสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มตน ดังนั้น แฟนเพลงญี่ปุ่นของวิภารัตน์จึงมิใช่ตัวกระทะที่เฉื่อยเนือย


รู้ก็รู้นะครับว่านักวิชาการน่ะ ทำเรื่องง่ายไม่เป็น
แต่ถ้าเรื่องง่าย ดันดัดจริตทำให้มันยุ่งยากนี่ ผมว่าสติไม่ค่อยเต็มมากกว่า

มีอ้างถึงอะโดโน่ แต่อ้างทำไม ในเมื่อไม่ได้บอกห่าเหวอะไรเกี่ยวกับแนวคิดของเขา เราจะรู้ก็เมื่อไปอ่านคำโต้แย้งบทความนี้ ที่นี่

https://blogazine.pub/blogs/parid/post/369

Adorno พูดถึงดนตรีโดยแบ่งออกเป็นสองประเภทอย่างชัดเจนคือ Serious Music (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดนตรีเครียด แต่ "ซีเรียส" ที่หมายถึงจริงจังน่าจะตรงกว่า) ซึ่งมีนัยหมายถึงดนตรี Classic ทั้งหลายแหล่ (โดยเฉพาะดนตรีที่มีความเป็น Atonality ที่เขาชอบ) กับ Light Music/Popular music ซึ่งหมายถึงดนตรีสมัยนิยม/มวลชนนิยม (จากนี้ผู้เขียนขอเรียกอย่างชัดเจนว่า Popular music) ซึ่งหมายรวมตั้งแต่ Jazz, Blue, Folk, Pop, Rock, เพื่อชีวิต แม้กระทั่ง Progressive

โดย Adorno ได้วิพากษ์วิจารณ์ดนตรี Popular music ว่าเป็นดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะของการผลิตซ้ำ และมีจุดมุ่งหมายแบบอุตสาหกรรมวัฒนธรรม คือเป็นการผลิตเพื่อมุ่งการซื้อขาย การฟังดนตรีพวกนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการบริโภคสินค้าเพื่อความพึงพอใจชั่วครู่ชั่วยาม นอกจากนี้อาจยังจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า False need คือ "ความต้องการเทียม" ขึ้นมาอีก

False Need นี้หมายถึงความต้องการในสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นต่อเราจริงๆ ตัวอย่างง่ายๆ คือเวลาที่เรารู้ว่าใครได้ฟังเพลงๆ นึง พูดถึงเพลงๆ นึงในกลุ่มเพื่อนแล้วเราไม่รู้จัก เราไม่เข้าใจ เราไม่เคยฟัง เราก็จะเกิด False need ว่าเราต้องไปหาฟังมันให้ได้ ไม่งั้นจะเชย หรือคุยกับใครไม่รู้เรื่อง อย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งในประเด็นนี้ผมมีข้อถกเถียงอยู่แน่นอน ทั้งเรื่องการสร้างความพึงพอใจชั่วครู่ชั่วยาม และเรื่องการสร้าง False need แต่ตอนนี้ขอเล่าถึงความคิดที่ลึกไปกว่านี้ของ นาย Adorno ก่อน...


pee

ผมยังไม่ได้อ่านบทความของคุณนันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย (และคงจะไม่อ่าน)
ทราบจากที่คนอื่นเขียนถึงเขาว่า เป็นครูสอนประวัติศาสตร์ดนตรี และมีแนวคิดตามแบบที่อะดอร์โน่วางเอาไว้ คือ วัฒนธรรมมีสองแบบ คือดีกับขยะ แน่นอน ป๊อปคือขยะ
:rof: :rof:

ความเห็นถึงเพลงของซาย กังนัมสะตาย
"ประเด็นที่ผมต้องการสื่อ คือ เพลงขยะนี้มันก๊อปปี้ชาวบ้านมา เพราะฉะนั้น มันคือเพลงขยะที่ไม่ควรสนับสนุนหรือฟังกัน"
" ประเด็นของผมคือ 'เพลงขยะที่ก๊อปปี้ เพลงชาวบ้านเพลงนี้ มา มันเห่ย ใครที่ฟังแล้วชอบเพลงนี้ แสดงว่าชอบฟังเพลงเห่ยๆ ไร้รสนิยม'"
"ผมแสดงความเห็น...ในฐานะของนักวิจารณ์ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีว่ามันเป็นเพลงที่ทำลายรสนิยมของผู้คน"
"ความรู้ที่ผมได้ร่ำเรียนมาทางดนตรีนั้น มันบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงขยะ"
"ผมมีอาชีพหลักเป็นนักวิจารณ์ เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรี ซึ่งเพลงตามกระแสนั้น มันขัดแย้งกับความเป็นจริงในแง่ของทฤษฎีและวิชาการที่ผมสอนอยู่"


การแสดงความเห็นแบบนี้ ถ้าจะให้วิจารณ์ ก็ต้องบอกว่า"สุดโต่ง"
ที่จริงอ้างอะดอร์โน่เรื่องป๊อปนี่ก็ถือว่าตาบอดแล้ว เพราะสิ่งที่เขาโจมตี มันคือดนตรีแจ๊ส ไม่ใช่ป๊อป ดนตรีทั้งสองแบบ มีรากเง่าที่ต่างกันมาก เอามาปนกันก็เละสิท่าน

แล้วในแง่ของวิชาการ การฟันธงก็ไม่ใช่เรื่องควรทำ ถ้าไม่แน่นจริง แถมมาฟันธงในเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหลุมดำแห่งความกำกวม ใครถลำลงไป



ตายห่านอย่างเดียว  :ahha:


Karin Preeda

เรื่องวิจารณ์ PSY นี่มาจาก link นี้หรือเปล่าครับ? http://prachatai.com/journal/2012/08/42396

ตรงคำพูดที่ยกมา จาก link ด้านบนมาจากคุณนรเศรษฐ หมัดคง นี่ครับ?

pee

Quote from: Karin Preeda on 25  February  2015, 05:52:40 am
เรื่องวิจารณ์ PSY นี่มาจาก link นี้หรือเปล่าครับ? http://prachatai.com/journal/2012/08/42396

ตรงคำพูดที่ยกมา จาก link ด้านบนมาจากคุณนรเศรษฐ หมัดคง นี่ครับ?


เป็นคำของคุณนันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย ที่วิจารณ์เพลงของซาย
แล้วคุณนรเศรษฐ หมัดคงโควทมา ผมก็เลยยืมมาอีกทีครับ

ในการวิจารณ์ประเด็นทางวัฒนธรรม ถ้าไม่วางตัวเป็นนักวิชาการ จะฟันธงอย่างไรก็ไม่มีใครว่า เหมือนที่น. ณปากน้ำ เคยเขียนว่าเพลงสี่เต่าทองเต็มเหนี่ยว

แต่ถ้าเป็นเรื่องวิชาการ ข้อมูลต้องแม่น
เอาทฤษฎีของอะดอร์โนมาใช้กับกังนัมสไตล์นี่ ถือว่าผิดฝาผิดตัวอย่างเหลือเชื่อ

วัฒนธรรมสมัยใหม่นี่ ใครบ้าเอาทฤษฎีหมดอายุมาใช้ ของก็เข้าตัวเปล่าๆ
หลักคิดของอะดอร์โน่นี่ ยังเป็นวิคตอเรียนอยู่เลย แม้จะอ้างมาร์กส์หรือฟรอยด์ก็เหอะ
มันก็ยังวนอยู่กับแนวทาง ข้าเจ๋งกว่าเอ็ง แล้วก็เอาบาตรใหญ่เข้าข่ม เพื่อเอาชนะแบบหักดิบ

ที่จริง แนวคิดของเขานี่ ใช้แค่หลักเดียวก็พอ
"อย่าเอาไวยกรณ์แบบแผน มาวัดไวยกรณ์กำกวม"
อาการอักเสบทางความคิดจะเกิดทันที ถ้าทำอย่างนั้น เหมือนที่คนรุ่นรัชกาลที่หก เอาสันสกฤตมาจับแล้วบอกว่าภาษาไทยไม่ได้เรื่อง เพราะไม่มีไวยกรณ์ตามแบบแผน....กรรมอะดิ เหมือนบอกว่าพุ่มพวงห่วยกว่าซูมิโจ เพราะพุ่มพวงร้องโอเปร่าไม่เป็น  :wallbash:

อะดอร์โน เกิดในยุตที่ไม่มีชนชั้นวัยรุ่น โลกของเขามีแต่คนวัยสี่สิบที่พูดภาษาเยอรมัน
คนที่มีจุดอ่อนในเรื่องของความหลากหลาย ความยืดหยุ่นเช่นนี้ ใช้เป็นหลักในวิชาที่เปิดกว้างอย่างวัฒนธรรมร่วมสมัยไม่ได้เป็นอันขาด

จะอธิบายประเด็นของป๊อป ก็ต้องดิ่งลึกลงไปในมูลเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งนี้


ผมคิดของผมอย่างนี้ละครับ

vichien

Quote from: Karin Preeda on 25  February  2015, 05:52:40 am
เรื่องวิจารณ์ PSY นี่มาจาก link นี้หรือเปล่าครับ? http://prachatai.com/journal/2012/08/42396

ตรงคำพูดที่ยกมา จาก link ด้านบนมาจากคุณนรเศรษฐ หมัดคง นี่ครับ?


ตามไปอ่านตาม น้าkarin แล้วของขึ้นเหมือนกัน เลย ตอนกังนัมออกมาใหม่ๆ ไอ้เราก้ชอบเสียด้วยสิ แล้วโดนด่าว่าฟังแล้วเห่ย เนี่ย

กระทู้นี้ลึกซึ้งจริงครับ

pee

Quote from: pee on 25  February  2015, 04:10:02 am
"ความรู้ที่ผมได้ร่ำเรียนมาทางดนตรีนั้น มันบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงขยะ"


ไม่รู้ว่าคนพูดนี่ เคยเฉียดไปแถวๆ ออกฟอร์ดหรือเปล่า
เผื่อจะรู้จักศิษย์เก่าที่ผลิตขยะคนนี้