• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
23 July 2019, 10:49:26 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ศิลปะวันละเรื่อง

Started by pee, 22 February 2015, 12:04:46 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee



ขอแก้ชื่อกระทู้ และเปลี่ยนเนื้อหา

ขี้เกียจตั้งใหม่

:whistling: :whistling:







https://www.facebook.com/help/delete_account


ผมดำเนินการไปตามนั้น
มีใครเคยทำ และมันได้ผลจริงป่าวครับ


ผมรำคาญมากที่ fb ห่าเหวนี่ เข้ามาจุ้นจ้านกับแมวของผม วันละหลายรอบ
หน้าด้านสาดดดด .......จิงๆ

Karin Preeda

เคยลบ account ครับ แต่ตอนนั้นมันค้างไว้ประมาณอาทิตย์นึงให้ confirm หลังจาก confirm ก็เรียบร้อย หายหมด

pee

Quote from: Karin Preeda on 22  February  2015, 12:49:17 am
เคยลบ account ครับ แต่ตอนนั้นมันค้างไว้ประมาณอาทิตย์นึงให้ confirm หลังจาก confirm ก็เรียบร้อย หายหมด


อ้อ....รอให้พ้นเบิร์น
ฮา

แปลว่า ใน 7 วัน ห้ามไปเกี่ยวข้องกับมัน



ขอบคุณครับ




ปล
เห็นคุยว่า มีคนใช้ตั้งพันล้าน
ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น นอกจากเสียเวลา

:dizzy:


phokha

ผมว่า ที่จริงตั้งค่าไม่ให้มัน notify เรา มีอีเมล์ ก็ได้นะครับ

แตาก็เคารพการตัดสินใจของพี่พี
ยังไงผมก็ยังเจอพี่ อ่านความเห็นของพี่พีที่นี่ได้ครับ
I dont like pop music.

pee

Quote from: phokha on 22  February  2015, 05:21:11 am
ผมว่า ที่จริงตั้งค่าไม่ให้มัน notify เรา มีอีเมล์ ก็ได้นะครับ

แตาก็เคารพการตัดสินใจของพี่พี
ยังไงผมก็ยังเจอพี่ อ่านความเห็นของพี่พีที่นี่ได้ครับ


ผมเคยตั้งค่าไว้ แต่พอล้างซิสเต้ม หรือเปลี่ยนเครื่อง ผีเฟสบุคก็กลับมาทู๊กกกที  :wallbash:

สมัยก่อน ผมเลือกใช้ pagemaker แทน quark express
เพราะเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะ qe มันรันหน้า จากบนลงล่าง
ผิดปกติวิสัยของการอ่านหนังสือ ที่อ่านเหมือนถือไพ่ จากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย

fb ก็เหมือน qe ผมเลยไม่ใช้ครับ
ข้อความมันไหลลงไปเรื่อยๆ เหมือนอ่านหนังสือจากกระดาษชำระในส้วมแพงๆ อิอิ




เพื่อน้องโภคา ผมจะพยายามมาขี้ เอ้ย ม่ายช่าย
มาเขียนอะไรให้อ่านที่นี่ บ่อยๆ ครับ

:wacko:

phokha

23 February 2015, 05:19:06 am #5 Last Edit: 23 February 2015, 05:20:48 am by phokha
I dont like pop music.

pee

Quote from: phokha on 23  February  2015, 05:19:06 am




เห็นแก่การ์ตูนตัวโต

ต่อไปนี้ จะเล่าเรื่องศิลปะไป วันละเรื่อง


1 เริ่มฟังเพลงคลาสสิค

เมื่อเรียนปี 1 ช่างศิลป์ มีหลายวิชาที่เป็นสายตรงของศิลปะ ทั้งวาดเส้น สีน้ำ ปั้น องค์ประกอบศิลป์ ทฤษฎีสี ลายไทย วิชาโปรเจคชั่น (วิชาต้นทางก่อนที่จะเรียนทํศนีวิทยา)

เรียกว่า ที่อะคาเดมีฟีเรนเซ่เรียนอะไร พวกเราก็เรียนเหมือนเขา รวมทั้งวิชาประวุติศาสตร์ศิลป์ด้วย
วิชานี้ อาจารย์เปี่ยมสุข พันธุมสุต (ตอนนั้น ยังไม่ได้แต่งงานมาใช้ เหรียญรุ่งเรือง) เป็นครู

แถวที่สี่ คนที่สาม

http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=changsilp28&topic=23&page=75

ถ้าจำไม่ผิด อาจารย์เปี่ยมใช้รถโฟลค์เต่าสีอ่อนๆ แต่งตัวน่าดูและใบหน้ายิ้มตลอดเวลา เป็นหนึ่งในครูยอดนิยมของพวกเรา แถมยังเป็นศิษย์อาจารย์ศิลป์ที่เป็นผู้หญิงอีกด้วย เลยยิ่งเป็นที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่ เป็นศิษย์รุ่นเดียวกับถวัลย์ จรูญ บุญสวน และครูช่างปั้นอีกท่าน (นึกชื่ออกจะมาเติมทีหลัง)

วันแรกที่เรียน ท่านพาพวกเราออกจากห้องเรียนมาที่โบสถ์วังหน้า




ต่อหน้าพระประธาน ท่านก็เปิดเพลงคลาสสิคให้ฟัง พร้อมหนังสือศิลปะเล่มเขื่อง ขนาด coffee table book
อาจารย์ขนทุกอย่างใส่รถมาจากบ้าน ทั้งหนังสือเล่มละหลายกิโล เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีลำโพงในตัว กับแผ่นเสียงเพลงคลาสสิคอีกกำใหญ่

เพื่อจะกล่อมพวกป่าเพื่อนอย่างเด็กวัยรุ่นโง่ๆ ให้เข้าถึงส่วนที่เป็นคุณค่าแท้จริงของศิลปะ


ฝีมือของอาจารย์ครับ
โครงการศิลปกรรมพระประวัติและพระกรณียกิจ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
"เจ้าหญิงพระองค์น้อย" เปี่ยมสุข  เหรียญรุ่งเรือง


trens

มารอตอนต่อไป ... ตามหลังคุณโภคาและน้องวิตติ
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

santi

กระพริบตาปริบๆ รออ่านตอนต่อไป

jtr

Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

prisna

 ขอบคุณมากครับ :bowdown: เกือบกด LIKE แล้ว  :lol:
"ถ้าไม่มีฝีมือ, แรงบันดาลใจก็เป็นเพียงต้นอ้อที่โอนเอนไปตามสายลม." โยฮันเนส บราหมส์

Krairerk

อาจารย์แกวาดภาพสวยจังเลยครับ

pee

Quote from: Krairerk on 26  February  2015, 12:55:12 am
อาจารย์แกวาดภาพสวยจังเลยครับ


ลูกศิษย์อาจารย์ฝรั่ง อนาโตมี่ต้องเป๊ะครับ เป๊ะไปถึงเสื้อผ้าและเฟอร์นีเจ้อร์
เสียดายที่อาจารย์เปี่ยมฯ หันไปเล่นเครื่องปั้นดินเผาเสียแล้ว ฝีมืออย่างนี้ ศิลปินแห่งชาติกว่าครึ่ง ไม่ได้อุจจาระบาทาของท่าน


2 อยากเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์
เรียนช่างศิลป์ได้สักเทอม พวกเราก็สนิทกันหมด ปิดเทอมกลางก็เลยนัดเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อนหญิงคนนึงอยู่เมืองกาญจ์ เป็นอันว่ายกพวกบุกเมืองกาญจนบุรี

ผมเองไม่รู้เหมือนกันว่าไปรู้มาจากใหน ว่าที่นั่นมีปราสาทหินชื่อว่า ปราสาทเมืองสิงห์ ไปถึงแหล่งแล้วก็เลยขอเพื่อนพาไปดู นั่นเป็นครั้งแรกที่เจอกับทรากโบราณสถานที่ยังรกร้าง ต่างกับอยุธยา ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ถูกย่ำยีแล้วโดยผู้ชำนัญการชำเราแห่งเสียมกุก

วันนั้น ปราสาทเมืองสิงห์เป็นเพียงกองศิลาแลงทิ้งร้างอยู่ หลังจากที่ราชบัณฑิตสภาเคยให้ยอร์ช เซแดสมาดำเนินการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านพงตึกที่อยู่ไกล้ๆ โบราณสถานนี้จึงถูกสนใจขึ้นมา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ถูกแตะต้องอีกเลย จนหลังจากผมไปแล้ว จึงเกิดกระแสท่องเที่ยวบูม

ก่อนหน้านี้ ปราสาทเมืองสิงห์ในฐานะของสถาปัตยกรรมยังไม่เป็นที่รู้จักกันจนมาถึงสมัยรัชกาลที่ห้า เมื่อไทรโยคเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเจ้านาย (จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเลื่องลือ) จึงมีชื่ออยู่ในนิราศไทรโยคเป็นครั้งแรก เก่ากว่านั้น ก็มีชื่อในทำเนียบหัวเมืองสมัยรัชกาลที่หนึ่ง แสดงว่า ไม่ใช่เมืองร้างที่ถูกทอดทิ้งแต่อย่างใด

วันนั้นเช่นกัน เด็กเพิ่งหัดเรียนศิลปะ ได้เดินปีนป่ายขึ้นไปบนกองศิลาแลงหักพัง สถาพเหมือนภูเขาลูกย่อมๆ ไม่ได้มีความรู้อะไรทั้งนั้น แต่มันก็เป็นเชื้อไฟที่ดีสำหรับประทุความอยากรู้ในเรื่องก่อนเกิดให้ค่อยๆ ลุกโชน กระทั่งอีกสิบกว่าปีต่อมา กลายเป็นวิชาชีพที่เอาไว้แสดงตัวต่อผู้อื่นได้

อันว่าปราสาทเมืองสิงห์นี้ มีประเด็นน่าสนใจในทางอารยธรรมโบราณอยู่มิใช่น้อย
นักวิชาการรุ่นอาณานิคมมักจะยึดถือว่า มีสถาปัตยกรรมเขมรในประเทศไทยตรงใหน แสดงว่าตรงนั้นเป็นดินแดนในอำนาจ ซึ่งก็ดูจะยอมรับกันดีจนสรุปว่าดินแดนอีสานซึ่งเต็มไปด้วยปราสาทหินนั้น คือส่วนหนึ่งของมหาอาณาจักรกัมพูชาอันยิ่งใหญ่

แต่พอมาถึงจารึกปราสาทพระขรรค์แห่งอังกอร์ของพระเจ้าชยวรมันที่เจ็ด ซึ่งกล่าวถึงพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถ 23 องค์ ที่ส่งไปประดิษฐานตามเมืองต่าง ๆ เช่น ศรีวิทยาปุระ ลโวทยะปุระ สุวรรณปุระ ชัยราชปุระ ศรีชัยวัชรปุระ และสิงหะปุระ ที่พักคนเดินทาง 121 แห่ง และอโรคยาศาลอีก 102 แห่งทั่วราชอาณาจักร" พวกชื่อเมือที่ระบุไว้นี้ ตรงกับเมืองใหญ่ๆ ของไทยภาคกลางทั้งนั้น นักวิชาการบางท่านเลยออกมาคัดค้านว่า ไม่อยากเชื่อว่าเขมรจะแผ่อำนาจข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนแทบจะจรดชายแดนพม่าได้

เรื่องนี้ก็ยังเถียงกันได้สามเวลาหลังอาหาร แม้จะผ่านมานานหลายสิบปี และคงเถียงกันต่อไป อิอิ

แต่การไปปีนภูเขาศิลาแลงครั้งนั้น อาจจะเป็นเชื้อประทุให้ผมเลิกคิดจะเป็นศิลปิน หันเหความสนใจจนกลายเป็นพวกนักฟังหูตะกั่วอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้....ฮา

มาดูความย่อยยับของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ หลังกรมระยำกระทำชำเรากองศิลาแลงโบราณอย่างย่ามใจ เพราะคงคิดว่าพ่อแม่มันไม่ได้มาสร้างไว้



รูปมุมสูงแสดงผังบริเวณ




มันคิดว่า สถาปัตยกรรมเขมรเป็นแบบนี้ มันก็เอาช่างมาสร้างใหม่ให้ดูกันจะจะ เป็นอาคารศิลาแลงที่เนี๊ยบที่สุดในโลก





ขอบคุณรูปจากบล๊อกนี้ครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=addsiripun&month=02-02-2010&group=12&gblog=43

แต่สถาปัตยกรรมแบบนี้ ลักษณะควรเป็นแบบนี้


Karin Preeda

26 February 2015, 03:21:00 pm #14 Last Edit: 26 February 2015, 08:18:55 pm by Karin Preeda
รูปหายแฮะ link ก็ถูก block แต่เดียวลองกลับไปดูที่บ้านครับ

รูปมาแล้ว  :supergrin:

trens

ข้าน้อยเชื่อแล้วจ้า ... ไปดูมา 3 หน ถึงว่าปราสาทเมืองสิงนี่มันแปลกๆ
มาฮอดบางอ้อ ... มื้อนี้เอง
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

sw

แบบเพี้ยนไปมากเลย  ผลงานกรมศิลปากรเหรอเนี่ย   :sad2:

pee


http://www.muangsinghp.com/layout.html

แค่เพียงชำเลืองเห็น ปราสาทเมืองสิงห์มีรูปแบบที่จัดเป็นสถาปัตยกรรมเขมรโบราณได้
แต่หลังจากพินิจพิจารณาอย่างไกล้ชิดแล้ว เราอาจจะต้องเปลี่ยนใจ

กลุ่มสถาปัตยกรรมทั้งหมด ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง หลังที่โดนข่มขืนไปแล้ว คืออาคารหมายเลขสอง ในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแล้ว ถือว่าไร้ค่าโดยสิ้นเชิงเพราะถูกเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมโดยปราศจากพื้นฐานทางวิชาการ ยังดีที่ไอ้กรมหื่น ไม่ได้ย่ำยีเกินไปกว่านั้น

เราจึงมีหลักฐานมากพอที่จะบอกว่า สถาปัตยกรรมที่นี่ เป็นเขมรที่แปลกมากๆ หมายความว่า เมื่อเทียบกับปราสาทเขมรอื่นๆ ในยุคเดียวกัน แต่คิดดูอีกที ปราสาทศิลาแลงรุ่นนี้ที่จริงแล้วก็เป็นทรากปรักหักพังทั้งนั้น จึงยากที่จะสร้างชุดความรู้ที่แน่ชัดพอจะบ่งบอกนัยยะอย่างอื่นนอกเหนือจากรูปแบบการก่อสร้างได้

แม้กระนั้น นักวิชาการส่วนมากก็พยายามโยงทรากอาคารพวกนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง จนเกิดเป็นความขัดแย้งสองฝ่ายว่า สิ่งก่อสร้างเหล่านี้นั้น แท้ที่จริงเป็นหลักฐานได้หรือไม่ว่าอำนาจการปกครองของเมืองพระนครหลวง แผ่ขยายมาถึงชายแดนไทยเกือบชนประเทศพม่า หรือว่า ที่จริงแล้ว เป็นเพียงการส่งออกซึ่งแบบแผนทางวัฒนธรรมในลักษณะที่ต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน

ปราสาทเมืองสิงห์ ถูกระบุว่า เป็นเครื่องยืนยันอำนาจทางการเมืองที่พระเจ้าชยวรมันที่เจ็ด มีเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้ง นี่เป็นการสรุปผลที่อ่อนหัดในเชิงอารยธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่นักวิชาการในยุคล่าอาณานิคมก็มักจะทำกันเป็นประจำ เพราะมันสามารถสรวมรอยอ้างสิทธิได้ง่าย

ถ้าเขมรเคยเป็นเจ้าครองดินแดนเหล่านี้ ตอนนี้ กู(ฝรั่งเศษ) ครองเขมรอยู่ กูก็เป็นเจ้าของได้ด้วยจิ
ปัญหาคือฝรั่งคิด แต่ไทยดันเชื่อ มันทุเรศใหมละท่าน

ต้นเรื่องนั้น มาจากถ้อยคำในจารึก
จารึกตาพรหม
http://www.sac.or.th/databases/siamrarebooks/main/index.php/component/content/article/45-befeo/162-la-stele-de-ta-phrohm
จารึกพระขรรค์
http://acpao.blogspot.com/2014/02/7.html

ในพระนิพนธ์นี้ ท่านสุภัทรดิศ ทรงสรุปใจความสำคัญ เอาไว้ ว่ามี 6 เมืองในประเทศไทย ตรงกับชื่อเมืองที่จารึกกล่าวถึง


ด้วยวิธีคิดแบบฝรั่งๆ ข้างบน จึงไม่แปลกที่เอกสารไทยแทบทั้งหมด สบายใจที่จะกล่าวว่า

ลโวทยะปุระ คือละโว้ หรือลพบุรี
สุวรรณปุระ คือสุพรรณบุรี
ศัมพูกะปัฏฏนะ คือเมืองโบราณที่เรียกกันว่า สระโกสินารายณ์
ชัยราชบุรี คือราชบุรี
ศรีชัยสิงห์บุรี คือเมืองสิงห์
ศรีวิชัยวัชรบุรี คือเมืองเพชรบุรี

ทุกเมืองเป็นเมืองขึ้นของเขมร....จบข่าว

แต่ช้าก่อน นอกจากการเทียบชื่ออย่างตื้นๆ เช่นนี้แล้ว มีหลักฐานอื่นสนับสนุนหรือไม่

sw

อยากเสนอกรมศิลป์ถึงวิธีอนุรักษ์โบราณสถานที่เหลือแต่ทรากเหล่านี้ ว่าอย่าพยายามไปปรับปรุงอะไรทั้งสิ้น แต่ให้ไปศึกษารูปแบบดั้งเดิมของเขาตอนที่ยังมีชิ้นส่วนครบ ให้ถูกต้องถ่องแท้ เสร็จแล้วมาเขียนแบบก่อสร้างให้จบสมบูรณ์ แล้วจัดประชุมบรรดาอาจารย์ผู้รู้ มาถกกันเรื่องแบบว่าถูกต้องแล้วหรือไม่

สรุปแบบได้แล้ว ไปหาที่สร้างใหม่ สร้างให้เหมือนกับตอนที่เป็นอาคารใหม่ๆในยุคนั้น ให้ใช้งานได้จริงด้วย จัดการแสดงจำลองเหตุการณ์ในยุคนั้นก็ได้ พยายามให้อยู่ใกล้โบราณสถานจริงที่สุด จะได้รู้กันว่าจริงๆในยุคนั้น สถานที่นั้นเป็นอย่างไร จะหาเงินก็เปิดร้านขายอาหาร ขายขนมโบราณ ขายเสื้อผ้ายุคพระเจ้าชัยวรมัน แค่นี้ก็น่าได้เงินมาทำนุบำรุงแล้ว

เราได้แต่ไปดูซากศิลาแลง ซากโถกระเบื้อง ตุ๊กตาลิง ที่วางแหมะในพิพิธภัณฑ์ มาตั้งแต่เด็กจนแก่ ไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆแล้วสถานที่เหล่านั้น มีรูปร่างหน้าตา บรรยากาศเป็นอย่างไร ใช้สอยกันอย่างไร ถ้ามีสถานที่จำลองก็คงจะกระตุ้นให้คนสนใจศิลปโบราณกันมากขึ้น

แล้วมาเจอวิธีการบูรณะ โดยการทำของปลอมไปทับของจริง ที่ยิ่งทำก็ยิ่งไม่เหลือ นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็ยิ่งทำงานกันยากขึ้น ผิดเพี้ยนมากขึ้นไปอีก อย่างภาพจิตรกรรมผนังวัดสำคัญหลายๆวัดก็โดนกลบประวัติศาสตร์ไปซะเรียบร้อยหมดแล้ว


pee




ประเทศที่เจริญ เขาไม่อหังการณ์ต่ออดีตหรอกครับ
ปราชญ์แค่ใหน ก็ไม่สามารถตรัสรู้อดีต ไม่สามารถบอกว่า ของที่สูญเสียไปแล้วตั้งแต่ก่อนเกิด ที่แท้จริงหน้าตาเป็นยังงัย
อย่างสภาพข้างบน บ้านเมืองที่ถูกทำลายจากสงครามนั้น บางทีก็ต้องทำกลับคืนเพื่อชูขวัญกำลังใจแก่คนในชาติ

แต่ถ้าเป็นอดีตที่ตายแล้ว เขาทำได้ก็แค่รูปล่าง




อย่างทหารดินเผาของจีน พอรู้ว่าเปิดหน้าดินแล้วตัวหุ่นจะเสียหาย เขาก็หยุดทันที รอให้หาเทคโนโลยี่การอนุรักษ์ที่ชนะปัญหาได้ก่อน ค่อยขุดต่อ






สิ่งที่อาจารย์เฟื้อเสียใจที่สุดในเรื่องการอนุรักษ์ก็คือ ท่านทาน้ำยารักษาผิว เคลือบจิตรกรรมเทพชุมนุมที่วัดใหญ่ เพชรบุรี ปรากฏว่าเป็นน้ำยาที่ไม่เหมาะกับอากาศชื้น ในที่สุดมันหมองลง แย่ตรงที่ไม่มียาถอนพิษ เพราะสมัยนั้น (ราวๆ 2506 อาจารย์ศิลป์ท่านติดต่อยูเนสโกให้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามา)
ดร. กอร์มัน เอาน้ำยาตัวนี้มาให้ เป็นชนิดติดทนนาน ลอกไม่ออก ต่อมาวงการอนุรักษ์จึงตั้งกฏว่า อะไรที่ใส่เข้าไป นอกจากไม่ทำอันตรายแล้ว ต้องเอาออกได้ด้วย