• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
21 May 2019, 12:43:11 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


ศิลปะวันละเรื่อง

Started by pee, 22 February 2015, 12:04:46 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

sw

ถ้าอย่างโดนระเบิดทำลายไป โดยเคยเห็นรูปแบบเดิมชัดเจนอยู่แล้ว มาบูรณะกลับคืนเป็นอย่างเดิมได้เหมือนที่พี่พีเอารูปมาให้ดู ก็เยี่ยมมากๆครับ

pee

10 March 2015, 04:29:12 am #21 Last Edit: 10 March 2015, 04:41:27 am by pee






เจอบทความที่ผมเขียนไว้เมื่อปี 2538 สำหรับเป็นบทนำในสูจิบัตรข้างบน
มีท่านหนึ่งลอกออกมาเป็น text ผมเลยก๊อบออกมาและปรับปรุงเล็กน้อย

ตัวบทอาจจะอ่านเข้าใจยากนิดหน่อย เพราะผมย่อเรื่องราว 50 ปีเอาไว้ในตัวหนังสือไม่กี่แผ่น และยังมีการกล่าวถึงที่ย่นย่อ จะเข้าใจดีก็ต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องศิลปะไทยพอสมควร

ถามได้ ถ้าต้องการความชัดเจน
เชิญอ่านครับ
http://www.numtan.com/story_2/view.php?id=116


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 9 ในพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์หลายประการ แม้ว่าบ้านเมืองกำลังคืนสู่ความสงบสุข หลังสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา แต่ไทยก็ยังต้องเผชิญความกดดันจากต่างประเทศ อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่น เศรษฐกิจซึ่งตกต่ำมาตั้งแต่สองทศวรรษก่อน ก็ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ประการสำคัญยิ่งก็คือ การเปลี่ยนรัชกาล อันเนื่องมาจากการสวรรคตอย่างไม่คาดคิดของ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทำให้ขวัญของประชาชนดำดิ่งสู่ความมืดมน และ ยังเป็นข้ออ้างของคณะทหารในการทำรัฐประหาร เปลี่ยนประเทศสู่ระบบเผด็จการทหาร การขึ้นครองราชของยุวกษัตริย์ จึงเป็นความหวังอันเรืองรอง ท่ามกลางเหตุการณ์มืดมนนานาประการในห้วงเวลานั้น

ทว่า ในแง่ของศิลปะและการสร้างสรรค์ รัชกาลนี้ คือการเริ่มต้นของยุคใหม่อย่างแท้จริง มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น ตั้งแต่ปีแรกๆของรัชกาล อันสืบเนื่องมาจากบทบาทของกลุ่มจักรวรรดิ์ศิลปิน ซึ่งเรียกร้องหาอิสรภาพในการสำแดงออก และ ต้องการหลุดพ้นจากระบบครอบงำของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่า การต่อสู้นี้ ทำให้ศิลปินในฐานะอิสระชน เริ่มเป็นที่ยอมรับ และ จะพัฒนาไปสู่การยกย่องในที่สุดว่า ศิลปินเป็นบุคคลากรอันมิอาจขาดเสียได้ในวิถีชีวิตของเมืองสมัยใหม่นี้ ทรัพยากรบุคคลด้านศิลปะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพราะบทบาทของสถาบันการศึกษา ที่เพาะช่าง "จิตร บัวบุศย์" จิตรกรคนสำคัญ เพิ่งสำเร็จมาจากญี่ปุ่น และ เริ่มต้นปฏิรูปหลักสูตรศิลปะศึกษาระดับกลางให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ในที่สุด แม้ท่านผู้นี้จะต้องยุติการสร้างสรรค์ด้านจิตรกรรมที่กำลังก้าวหน้าอย่างน่าสนใจ มาอุทิศตนปูพื้นฐานศิลปศึกษาสมัยใหม่แก่โรงเรียนเพราะช่าง ผลลัพธ์นับว่ายิ่งใหญ่เกินกว่าจะเปรียบเทียบกับงานจิตรกรรมส่วนตัว

โรงเรียนเพาะช่างสามารถผลิตบุคคลากรผู้มีความรู้ด้านศิลปะนับหมื่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คนเหล่านี้กระจายไปสู่ทุกแขนงวิชาชีพ ในที่สุดแล้ว ศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าประยุกต์ศิลป์ หรือ พานิชย์ศิลป์ ล้วนแต่ช่วยให้การรับรู้ชื่นชมศิลปะของประชาชนเข้มแข็งขึ้นเสมอ สำหรับการผลิตศิลปินโดยตรง ผลงานของ อ.ศิลป์ พีระศรี ในนามกรมศิลปากร คือรากฐานซึ่งจะดำรงไปตลอดรัชกาล บทบาทของท่านในสามสถานะ ล้วนเป็นผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าของศิลปะในรัชกาล

บทบาทแรก ในฐานะศิลปินของรัฐ ผลงานประติมากรรม และ อนุสาวรีย์ ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นรูปธรรมในการใช้ศิลปะสนับสนุนอุดมการณ์ของชาติ และยินดีสนับสนุนต่อไป ด้วยการยกฐานะโรงเรียนผลิตศิลปินเล็กๆ ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ 4 ของประเทศ
บทบาทที่สอง ครูศิลปะ บทบาทของท่านโดดเด่นเป็นเอก ศิษย์จากการฝึกฝนของมหาวิทยาลัยศิลปากรนับร้อยคน ตลอดอายุของท่าน กลายเป็นที่มาของ "ประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยของไทย" อย่างแท้จริง
คุณภาพของนักเรียนอยู่ในมาตรฐานสากล และ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ระบบความรู้และการฝึกฝนทางช่างนั้น แม้ว่าจะใช้กรอบของตะวันตก แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกด้านศิลปะของไทยโบราณไปเสียเลย ผลงานอันมีคุณค่าของเด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ อ.ศิลป์ พีระศรี เปลี่ยนไปสนใจบทบาทที่สามในช่วงของปลายชีวิต ก็ได้
บทบาทที่สามของ อ. ศิลป์ พีระศรี ในช่วงปลายชีวิตของท่าน ก็คือการสนับสนุนเผยแพร่ศิลปะสู่สังคมไทย เริ่มด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะ ในรูปแบบของการประกวดงานศิลปะแห่งชาติ เพื่อเป็นเวทีให้ศิลปิน และ ผู้ที่ชื่นชอบผลิตผลแห่งความงามได้แลกเปลี่ยน มีปฏิสังสรรค์กันควบคู่กันก็คือการเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปะ ด้วยการเขียนบทความอย่างต่อเนื่อง ชี้แนะสังคม ให้เล็งเห็นความลึกของศิลปะแบบใหม่ของสังคมไทยอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน บทบาทด้านนี้น่าจะจบลงด้วยการที่รัฐบาลจัดตั้ง "หอศิลปะแห่งชาติขึ้น" เพื่อรองรับมรดกศิลปะยุคใหม่ แต่น่าเสียดาย ที่ท่านสิ้นชีวิตลง 13 ปี หลังจากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ

หลังจากการสิ้นชีวิตของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้ว แรงดึงดูดอันทรงพลังของงานประกวดงศิลปกรรมแห่งชาติ ก็เสื่อมถอยลงไปด้วย พร้อมๆกับที่ศิลปินหัวก้าวหน้าได้พบกับเวทีตลอดจนผู้ชื่นชมกลุ่มใหม่  การขึ้นสู่อำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เมื่อ พ.ศ.2500-2502 เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของการปกครองระบอบเบ็ดเสร็จ แม้จอมพลผู้นี้จะเสียชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา (ปี พ.ศ. 2506) ระบอบเดิมๆ ก็ยังสืบทอดอย่างแข็งแกร่ง และ ไม่มีทีท่าจะเสื่อมลงอย่างง่ายดาย การปฏิวัตินี้ ไม่ได้มีผลต่อการเมืองการปกครองเท่านั้น อุดมการณ์ของผู้นำทางทหารได้พาประเทศ ไปสู่ขอบเขตใหม่ จากสังคมเกษตรกรรมและประเพณีนิยม เปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเงินตรา การที่รัฐบาลยุบเลิกกระทรวงวัฒนธรรม แล้วตั้งกระทรวงพัฒนาการ อาจเป็นประเด็นเล็กๆ ในด้านการเมือง แต่ในแง่จิตวิญญาณประชาชาติแล้ว นี่คือการปฏิวัติที่สองต่อจาก พ.ศ. 2475

เพื่อนำประเทศไปสู่ความก้าวหน้า รัฐบาลทหารไม่เพียงแต่สั่งเข้าความเจริญเข้ามาในรูปของ ถนน เขื่อน มหาวิทยาลัย ฯลฯ ข้าราชการผู้เชี่ยวชาญ และ คนหนุ่มสาวจำนวนมากยังถูกส่งออก เพื่อไปจำลองแบบวิทยาการของชาวตะวันตกกลับเข้ามา ทั้งนี้ย่อมแน่นอน ต้องรวมทั้งศิลปินในแขนงต่างๆ อีกมากมายด้วย แต่ครั้งนี้ เป้าหมายทางศิลปะไม่ได้อยู่ที่ยุโรปเท่านั้น สหรัฐอเมริกากลายเป็นตรรกะศิลายุคใหม่ ในช่วงสั้นๆ ศิลปินรุ่นใหม่เหล่านี้ จะกลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ ให้แก่วงการอย่างไม่มีผู้ใดจะคาดคิดล่วงหน้า ภายใต้อุดมการณ์ใหม่ของระบอบเผด็จการ ประเทศถูกเปลี่ยนจากชนบทกลายเป็นเมือง มีการย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องและมหาศาล อำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ถูกรวมศูนย์ในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง ในสถานการณ์เช่นนี้ เวทีศิลปะยิ่งถูกผูกมัดอยู่ที่กรุงเทพฯ และ ยิ่งมีการถ่ายเทของข้อมูลข่าวสารระหว่างชาติ ช่องว่างของศิลปินกับสังคมแวดล้อม ก็ยิ่งแปลกแยก และ โดดเดี่ยวออกจากกันยิ่งขึ้น เมื่อทศวรรษก่อนศิลปะในแนวคิวบิสก์ ถือได้ว่าล้ำหน้าออกไปจากความเคยชินของผู้ชมมากแล้ว แต่เมื่อศิลปินใหม่ๆ เหล่านี้ หันไปสนใจศิลปะนามธรรม ทั้งสองฝ่ายก็แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์แก่กันอีกต่อไป แม้แต่ศิลปินด้วยกัน ยังไม่สามารถยอมรับต่อกระแสใหม่ได้โดยเอกฉันท์ ช่องว่างทางความคิดนี้ เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หลังการเสียชีวิตของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มาตรฐานการตัดสินงานศิลปกรรมแห่งชาติ ซึ่งไม่เคยมีข้อโต้แย้ง ถูกท้าทายจากศิลปินหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ไม่ยอมรับงานที่ได้รางวัลสูงสุดสาขาจิตรกรรม เมื่อครั้งที่ 15 ปี 2507 และจะหันหลังให้เวทีการประกวดศิลปะระดับชาตินี้ตลอดไป

กฎเกณฑ์เก่ากับความล้ำหน้า เป็นสองแนวทางที่ยากจะบรรจบ โดยเฉพาะเมื่อขาดคำวินิจฉัยอันพึงเคารพจากปรมาจารย์ผู้ล่วงลับ แต่ศิลปินรุ่นใหม่ก็ได้รับการชดเชยอย่างทันใด จากความเจริญของประเทศ การหลั่งไหลเข้ามาของสิ่งที่เรียกว่า ความช่วยเหลือจากตะวันตก โดยเฉพาะจาก สหรัฐอเมริกา พาเอาบุคคลและแนวคิดอันน่าตื่นเต้นเข้ามา หนึ่งในปัจจัยเหล่านี้ก็คือ ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และ ระบบจัดการศิลปะที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น

ผู้บริโภคใหม่เหล่านี้ มีรสนิยมอีกแบบหนึ่ง เป็นปัจเจกบุคคล แสวงหาความตื่นตาตื่นใจ และมีระบบคิดอันเป็นรูปธรรม คนเหล่านี้มีกำลังทางเศรษฐกิจระดับกลางถึงสูง พึ่งพาข้อมูล ใฝ่หาข้อเท็จจริง กระหายการโต้แย้งและเป็นเอกชน รสนิยมของคนเหล่านี้ ยิ่งทำให้ความแตกต่าง นานาประการ ซึ่งเคยหลบอยู่ภายใต้ความประนีประนอมแตกหักออกมา

ศิลปินต้องเลือกระหว่างใหม่และเก่า ไทยหรือสากล ทันสมัยหรือล้าหลัง นี้คือยุคที่สิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์และวารสาร เข้ามาเผยแพร่ศิลปวิจารณ์ ปัญญาชนเข้ามาถกปัญหาปรัชญาศิลปะ นักการค้าเข้ามาดำเนินธุรกิจศิลปะ ผู้อุปถัมภ์เดิมต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตน และ พลังเอกชนจะค่อยๆ แทนที่ภาระของรัฐ ศิลปินต้องอยู่รอดให้ได้ ในสภาพการณ์อันท้าทายนี้ การอยู่รอดในชั้นแรกก็คือ ศิลปินต้องหาเวทีใหม่ แทนที่จะรอคอยการประกวดปีละครั้งเหมือนเคย ระบบหอศิลป์เอกชนนับว่าเปิดโอกาสอันสำคัญ ถ้าหากศิลปินมีความพร้อม ทางเลือกประการที่สองก็คือ การศึกษา กล่าวได้ว่าจนถึงบัดนี้ ระบบศิลปศึกษาสูงสุดในประเทศไทย ไม่เพียงพอต่อความต้องการเสียแล้ว การสังสรรค์ระหว่างปัญญาชนต่างชาติกับศิลปินหนุ่มๆ ผ่านนิทรรศการศิลปะ ทำให้มีทุนการศึกษาศิลปะเกิดขึ้น เพื่อไปยังสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอกเหนือจากอิตาลี ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายอย่างเดียวของศิษย์ศิลป์ พีระศรี มาเป็นเวลานาน
การอยู่รอดประการสุดท้ายก็คือ ศิลปินต้องเสนองานที่ "ตลาด" สนใจเป็นพิเศษ กรณีหลังนี้ดูเหมือนว่าจะมีทางออกอันจำกัดยิ่ง ในสมัยนั้น การบริโภคความงามเกือบจะแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจน ระหว่างความงามบนรากฐานที่ดูเป็นไทย กับความงามอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตะวันตกร่วมสมัย เห็นชัดว่าฝ่ายแรก ซึ่งเพาะหว่านเอาไว้อย่างระมัดระวัง มาตั้งแต่ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 จนสามารถสร้างอนุชนรุ่น 2 ขึ้นมาได้อย่างงดงาม ต้องหลีกทางให้แก่แนวทางนิยมตะวันตก ปรากฎการณ์เด่นชัดที่สุดก็คือ เมื่อศิลปินแนวไทยชั้นนำ ส่วนใหญ่ของรุ่น 2 เปลี่ยนไปทำงานนามธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ต่อเนื่องกันก็คือ ศิลปินที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระบบหลังจากนี้ จะยังคงแนวทางสร้างสรรค์อันเป็นสุนทรียะเฉพาะตัวต่อไป น่าสนใจยิ่ง เมื่อพบว่าระยะสิบปีอันรุ่งเรืองของยุคนามธรรม เกิดคู่กับบรรยากาศทางปัญญาอันท้าทายจิตสำนึกอย่างยิ่ง คำถามเกี่ยวกับตัวตนและ ความแปลกแยก วัฒนธรรมกับค่านิยมแห่งยุคสมัย คุณธรรมและ ความสำเร็จในชีวิต หรือ ความมั่นคงกับเสรีภาพประชาธิปไตย ฯลฯ ซึ่งถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ผ่านข้อเขียน และ กิจกรรมทางวิชาการ แทบจะไม่มีร่องรอยอยู่ในงานชิ้นเอกของยุคนี้เลย

ในที่สุดแล้ว คำถามทั้งหลายก็กลายเป็นพลังทางการเมือง ระบอบ ถนอม - ประภาส ซึ่งสืบทอดต่อจากจอมพลสฤษดิ์ มาอีกเกือบ 10 ปี ไม่อาจรักษาสถานะภาพอันมั่นคงต่อไป แม้จะถึงกับต้องทำรัฐประหารตัวเองใน พ.ศ. 2514 การเรียกร้องประชาธิปไตย เริ่มจากปัญญาชนกลุ่มน้อย บานปลายจนกลายเป็นการจลาจลกลางเมือง แต่แม้ว่าพลังประชาชนจะแลกด้วยชีวิต โค่นล้มอำนาจทหารได้สำเร็จ เมื่อวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 สังคมไทยก็จะยังไม่สงบจนกว่าจะอีก 10 ปีให้หลัง เมื่อการสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยุติลงโดยสิ้นเชิง เพราะนโยบายการเมืองนำทหารอันเฉียบแหลม ท่ามกลางวิกฤติการณ์ และ คาวเลือดหลายครั้งหลายหน ศิลปินกลุ่มหนึ่งได้ทำในสิ่งที่นักสร้างสรรค์ด้านความงาม เคยละเลยมาเป็นเวลานาน คือการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมวลชน
กิจกรรมการเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดต่อเนื่อง หลังจากวันมหาวิปโยค ต่างก็ต้องการใช้ประโยชน์จากศิลปะในหลากหลายรูปแบบ ทำนองเดียวกัน อุดมการณ์แสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ก็เป็นวัตถุดิบให้ศิลปินปีกซ้ายใช้กระตุ้นการสร้างงานใหม่ๆ สถานการณ์จึงเอื้ออำนวยให้แนวทางศิลปะอีกแบบหนึ่งเติบโตขึ้นมา ในระยะแรกเรียกกันว่า ศิลปะเพื่อชีวิต งานเหล่านี้ แม้จะสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว และหากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว งานเหล่านี้ยังดิบ เร่งรีบ ขาดการกลั่นกรอง และ มักจะใช้เนื้อหาที่ซ้ำแนวกันจนเกินไป จึงไม่สามารถตกผลึก ผลิตผลงานชิ้นเอกในมาตรฐานสากลออกมาได้

แต่พลังการแสดงออกอันโดดเด่นก็ยังควรค่าแก่การพินิจและคารวะ ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะขาดการสืบทอดอย่างเป็นระบบ แต่จนถึงปัจจุบันจิตวิญญาณของการโต้แย้งอย่างนี้ ก็ยังดำรงอยู่ในงานสำคัญๆ ชิ้นล่าสุดจำนวนไม่น้อย มรดกทางจิตใจของศิลปะเพื่อชีวิต จึงยังได้รับการดูแลสืบทอดต่อไป

แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยเป็นการจัดตั้งอันเป็นรูปธรรมมากที่สุดของ ศิลปะเพื่อชีวิต ผลงานซึ่งยากจะลืมเลือน คือการเนรมิตถนนราชดำเนินกลางทั้งเส้น ให้กลายเป็นห้องแสดงศิลปะ ด้วยคัทเอาท์การเมืองนับพันตารางเมตร ผู้เคยสัมผัสเท่านั้น จึงจะตระหนักถึงอำนาจปลุกเร้า อันยิ่งใหญ่ที่การเมืองให้กับศิลปะ แต่การล้อมปราบอย่างโหดร้ายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเช้า วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ไม่เพียงทำลายแนวร่วมฯ นี้ กลับสู่จุดตั้งต้น ยังยุติพลังสร้างสรรค์ในการนำเสนอทั้งหมดไม่ให้มีวิวัฒนาการอีกต่อไป เหลือไว้เพียงความอาวรณ์ถวิลหาจิตใจต่อสู้ ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึก ผลสะท้อนของศิลปะในเชิงการเมืองอันไม่ควรมองข้ามประการหนึ่ง ก็คือ การเกิดใหม่ของศิลปะแห่งรูปทรงโดยเฉพาะ "รูปคน" ซึ่งศิลปินเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ไม่มีใครสามารถสื่อสาระเรื่องการกดขี่ทางชนชั้น และ เร่งเร้ามวลชนให้เข้าร่วมการต่อสู้ โดยใช้จิตรกรรมนามธรรม ไม่แปลกเลยที่ศิลปินนอกรั้วศิลปากร จะเป็นผู้มีบทบาทนำในศิลปะกระแสนี้ โรงเรียนเพาะช่างและสถาบันอื่นๆ ต่างหาก ที่ยังสืบทอดศิลปะเหมือนจริงเอาไว้ รวมทั้งศิลปะแห่งการบรรยายเรื่องราว

ศิลปะเพื่อชีวิตอันก้าวร้าวต้องยุติไป และจะไม่มีวันหวนกลับมามีบทบาทอีก เพราะการยึดอำนาจที่เรียกกันว่าการปฏิรูป มรดกที่เหลืออยู่คือการแสดงออกด้านอุดมการณ์ที่อ่อนโยนกว่า เต็มไปด้วยความสะเทือนใจ ยังอยู่รอดมาได้ แม้จะไม่มีแรงกระตุ้นชัดเจนเหมือนเดิม แต่การตกค้างที่สำคัญก็คือ การต่อต้านเพื่อหาสมดุลย์ ความเชื่อมั่นและผลประโยชน์ เริ่มตั้งแต่การขัดแย้ง วิธีบริหารของคณบดีคณะจิตรกรรม จนกระทั่งอาจารย์ครึ่งคณะ ต้องย้ายสังกัดใหม่ การโจมตีวิธีการตัดสินรางวัลของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 2523 และ การก่อตั้งกลุ่มประติมากร ปี 2524 ซึ่งก็คือการแยกตัวออกไปของศิลปินผู้เคยยึดมั่นต่อ การประกวดศิลปกรรมแห่งชาติมาเป็นเวลานาน ทั้งหมดคือข้อท้าทายต่อระบบศิลปะแบบเดิม นับจากนี้ วงการก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ข้างต้น ศิลปินนามธรรมผู้ปลีกตัวออกนอกการต่อสู้ทางการเมือง สามารถผลิตงานเอกของรุ่นที่ 2 ออกมา งานเหล่านี้ พัฒนาไปไกลจากจุดเริ่มต้น ก้าวพ้นความสลับซับซ้อนทางอารมณ์ ความรู้สึกมาสู่การนำเสนอทางปัญญา งานอันลุ่มลึกทางภาวะวิสัยทำให้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับรูปทรงสมบูรณ์ ซึ่งจะได้รับการส่งต่อไปสู่ศิลปะอีกแขนงหนึ่งคือ ภาพพิมพ์

การทดลองเกี่ยวกับศิลปะภาพพิมพ์ ได้รับการบุกเบิกมาตั้งแต่ยุคของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เมื่อยังเป็นเทคนิคง่ายๆ ใช้แม่พิมพ์ไม้ พิมพ์สีเดียวหรือสอดสี พัฒนาออกมาจากสุนทรียภาพของงานวาดเส้น และ เน้นความคิดคำนึงเกี่ยวกับความเป็นไทย แต่เมื่อจัดตั้งสาขาศิลปภาพพิมพ์ ในคณะจิตรกรรมฯ ปี 2509 แล้ว ด้วยการสอนที่ก้าวหน้า ภายใต้เทคนิคการทำงานอันซับซ้อนตามมาตรฐานสากล เพียงไม่กี่ปี ศิลปะสาขานี้ก็กลายเป็นดาวเด่น ในระยะก่อตั้ง ศิลปินภาพพิมพ์ส่วนใหญ่ ผลิตแต่ผลงานนามธรรม แต่ด้วยลักษณะเด่นทางเทคนิค ซึ่งสัมพันธ์กับภาพถ่ายโดยไม่คาดคิด กลับกระตุ้นให้ศิลปินบางส่วน หวนกลับไปหารูปทรง จนกระทั่งแม้แต่ในงานที่เป็นนามธรรมบริสุทธิ์ ยังอดนำเสนอความเหมือนจริงที่ลวงตาไม่ได้

พร้อมๆ กับ สถาบันเดิมลดความสูงส่งลง ทางเลือกใหม่ๆ ก็มีเพิ่มขึ้น คณะจิตกรรมฯ  การประกวดศิลปกรรมฯ และ การประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของศิลปินใหม่ๆ อีกต่อไปแล้ว ที่ประสานมิตรมีกิจกรรมศิลปะอย่างคึกคัก เพาะช่างเองก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับศิลปะแนวสังคม แม้แต่ครุศิลปศึกษาจุฬาลงกรณ์ ก็ยังสามารถผลิตศิลปินที่น่าสนใจออกมา ระบบศิลปศึกษากำลังเดินหน้าไปสู่ความหลากหลาย พร้อมๆกับที่มีเวทีนิทรรศการศิลปะเกิดใหม่จนแทบจะนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะในโรงแรม ศูนย์การค้า หอศิลป์ในเชิงพานิชย์ หรือ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีคณะศิลปะ เวทีจำนวนมากก็ย่อมต้องการศิลปินจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้ ความสำเร็จของนิทรรศการศิลปะ วัดกันด้วยยอดขายมากกว่าคำวิจารณ์หรือรางวัล ดังนั้น ศิลปินรุ่นใหม่จึงต้องเพิ่มความสามารถด้านธุรกิจเข้าไปในศักยภาพส่วนตัว ระบบจัดการด้านศิลปะช่วงนี้ แม้ว่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากยุคจีไอ เมื่อทศวรรษก่อนอยู่บ้าง อิทธิพลที่ลดลงของสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มเด่นชัดก่อนแพ้สงครามอินโดจีนอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่เข้ามาแทนที่และเป็นกำลังซื้อครั้งใหม่ ดูเหมือนว่าจะเอาจริงเอาจัง และ สืบเนื่องชัดเจนกว่าพวก "ผู้เชี่ยวชาญ" ชุดก่อนๆ คนเหล่านี้ ก็คือนักธุรกิจชาวไทย

ยุคใหม่ของระบบศิลปะ เริ่มต้นขึ้นเพราะการเปิดหอ ศิลป์ พีระศรี เมื่อปี 2517 ตามด้วยหอศิลปแห่งชาติ ปี 2520 หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี 2522 และที่ไม่อาจมองข้ามคือการเริ่มสะสมงานของ TISCO ปี 2514 การเข้ามาของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ด้วยรางวัลจิตรกรรมบัวหลวง ปี 2517 การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ปี 2522 รวมไปถึงการออกวารสารจตุรัส ปี 2519 พาที ปี 2520 วารสารเมืองโบราณ เริ่มสนใจศิลปะร่วมสมัยเมื่อ ปี 2520 โลกศิลปะ ปี 2524 จนแม้แต่หนังสือพิมพ์แนวธุรกิจ อย่างเช่น ประชาชาติธุรกิจ และ หนังสือสิ่งพิมพ์อื่นๆ ก็มีเรื่องศิลปะ ในขณะนั้นดูเหมือนว่า จะมีศิลปินไม่พอแก่การจัดแสดงงานเสียด้วยซ้ำ

เพียงไม่นาน ที่จัดแสดงก็เต็มล่วงหน้า ที่หอศิลปแห่งชาติ รายการแสดงยาวเหยียดมากกว่า 12 เดือน น่าเสียดายที่สถาบันอันเป็นความหวังของศิลปินไทยมาตั้งแต่ยังไม่เปิด หอศิลป์ พีระศรี ต้องยุติบทบาทลง หลังจากเป็นผู้สร้างทิศทางศิลปะร่วมสมัย ด้วยการดำเนินงานอันโดดเด่นเพียง 10 ปีเท่านั้นนับจากวันเปิด หอศิลปแห่งนี้ ได้สร้างมาตรฐานสองสามประการเอาไว้
หนึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้กับศิลปิน หรือ กลุ่มศิลปินใหม่อย่างยุติธรรม
สองก็คือเมื่อใครก็ตามเข้าแสดงงานที่นี่ ผู้ชมมักคาดหวังได้ว่า จะเป็นงานแสดงที่ดีที่สุดของศิลปินเสมอ
การแสดงเดี่ยวหรือกลุ่มเล็กๆ เป็นหัวข้อที่ปรากฏบ่อยครั้ง ในเชิงสร้างสรรค์แล้ว นิทรรศการด้วยความตั้งใจเช่นนี้ มีความหมายอย่างใหญ่หลวง และ ผู้ชม ตลอดจนสังคม ก็คือผู้รับประโยชน์ไปในที่สุด

ยุคบริโภคนิยมนี้ เริ่มต้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่โดยโครงสร้างแล้ว การชะงักงันนี้ เป็นสถานการณ์ชั่วคราว รัฐบาลกึ่งประชาธิปไตย ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่เสถียรภาพ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จอย่างสมบูรณ์ ก็เพียงพอที่จะก้าวกระโดดไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในรัฐบาลต่อมา ปีสำคัญทางศิลปะวัฒนธรรมของยุคนี้ คือ พ.ศ.2525 การฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบสองร้อยปี พร้อมๆ กับ การที่ศิลปะของไทยก้าวขึ้นเป็นกระแสหลักของการแสดงออก

การกลับมาสู่ศิลปะประเพณีนิยม มีทั้งแบบอนุรักษ์นิยม หรือ แบบล้ำยุค เป็นปรากฏการณ์อันไม่เคยเกิดมาก่อน ควบคู่กันไปก็คือ ความสำเร็จทางการตลาด งานศิลปะที่สอดคล้องกับสถานการณ์นิยมไทย ดูงดงามเข้าใจได้ง่าย และยังเป็นการใช้จ่ายเงินอันพึงยกย่อง เป็นครั้งแรกที่ศิลปินสามารถพิสูจน์ให้ผู้บริโภคได้ประจักษ์ว่า คุณค่าของผลงานของตนมีทั้งสุนทรียศาสตร์ และการประชาสัมพันธ์ ควบคู่กันไป        

ยุคเศรษฐกิจกิจเติบโตสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครคาดฝัน รัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกล้มล้างโดยคณะทหาร ซึ่งนำประเทศถอยหลังกลับไปสู่ความหายนะในแทบทุกด้าน ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤติการณ์ในครั้งนี้ ก็จบลงด้วยชีวิตและน้ำตา การชุมนุมต่อต้านอำนาจทหารกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ที่สื่อมวลชนขนานนามว่าพฤษภาทมิฬ

ศิลปินรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย กลับเข้าร่วมในการต่อสู้ ชัยชนะของประชาชนเกิดขึ้นอีกครั้งบนความพ่ายแพ้ของประเทศชาติ ยังเร็วเกินไปที่เราจะประเมินความสูญเสีย อันเนื่องมาจากกรณีนี้ แต่สำหรับศิลปินส่วนหนึ่งพวกเขาลงความเห็นไปแล้ว ในนิทรรศการศิลปะช่วงหลายปีมานี้ งานที่มองโลกในแง่ลบ กลายเป็นกระแสหลักของการแสดงออก อย่างไรก็ดี นี่คือแสงสว่างท่ามกลางกาลวิกฤติ โดยการมองโลกในแง่ร้ายอย่างเข้าใจนี้เอง ทางออกจะถูกค้นพบในที่สุด

ศิลปะ ไม่จำเป็นต้องรุ่งเรือง เฉพาะเมื่อสังคมผาสุกเท่านั้น
แต่จะต้องดำรงรักษาจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ..!!


trens

เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

jtr

อ่านช้าๆ..
สองรอบ..
แล้วรู้สึกว่า..
พอจะเข้าใจประเทศไทยของกระผม..มาก..มากขึ้นกว่าเดิมครับ อาจารย์(ขออนุญาตเรียกครั้งนี้ครั้งเดียวครับ..)
:worshippy:
Music is a universal language, and needs not be translated, with it soul speaks to soul.

Karin Preeda

รออ่านเรื่องต่อไป  :supergrin:

pee

ขออ้างงานตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

มติชน โปรโมทหนังสือที่ตัวเองพิมพ์ "การเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 1"  โดย ชาตรี ประกิตนนทการ งานวิจัยเรื่องความหมายทางสังคม และการเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทุนวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี 2551
"หนังสือเรื่องนี้แบ่งโครงสร้างออกเป็น 6 บทที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกัน มีอยู่บทหนึ่งคือบทที่สาม ที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีในแวดวงวิชาการกล่าวว่า งานช่างสมัยรัชกาลที่ 1 แทบจะไม่มีความแตกต่างในระดับนัยสำคัญอะไรเลยกับงานช่างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงนี้ควรจะมีการทบทวนใหม่"

ประเด็นที่ว่าศิลปะต้นกรุงเทพ ต่างจากศิลปะปลายอยุธยานี้
ผมเสนอเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2525 หรือ 26 ปีก่อนคุณชาตรีจะทำวิจัยเรื่องนี้ ในบทความชื่อ "พระอารามหลวงยุคต้นรัตนโกสินทร์" ตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์ของต้นสังกัดคุณชาตรีเองนั่นแหละ

http://www.su-usedbook.com/product-th-253062-6279332-%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3+%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9+%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%92%E0%B9%90%E0%B9%90+%E0%B8%9B%E0%B8%B5.html#
วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับพิเศษ กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
สารบัญ
-วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่และเรื่องพิสดารอื่น ๆ โดย สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา
-นายช่างเอกในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดย โชติ กัลยาณมิตร
-บทบาทของช่างในกรุงรัตนโกสินทร์ โดย วิบูลย์ ลี้สุวรรณ
-พระพุทธรูปสำคัญสมัยรัตนโกสินทร์ โดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล
-วัดพระเชตุพน กับการศึกษาด้านจารึก โดย ประทีป ชุมพล
-วัดพระเชตุพน มหาวิทยาลัยชาวบ้าน โดย สมประสงค์ น่วมบุญลือ
-พระอารามหลวงยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดย พิพัฒน์ พงศ์รพีพร
-สนามหลวงแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดย น.ณปากน้ำ
-การคมนาคมทางน้ำในกรุงเทพฯ โดย อัษฎางค์ โปราณานนท์
-บทบาทคลองในสมัยรัตนโกสินทร์ โดย ชูสิริ จามรมาน
-วิวัฒนาการทางกายภาพของกรุงรัตนโกสินทร์ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างกรุงจนถึงสมัยเปลี่ยนระบบการปกครอง โดย กำธร กุลชล , ทรงสรรค์ นิลกำแหง , ชาติชาย ไชยสิทธิ์
-รายงานผลงานของ คณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์
อนุกรรมการอนุรักษ์และปรับปรุงโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ สถานศิลปะ วัฒนธรรม
อนุกรรมการวางแผนแม่บทและการใช้ที่ดิน
อนุกรรมการกำหนดหลักการณ์และควบคุมการก่อสร้างอาคาร โดย ชิลตภากร วีรพลิน


ข้อเสนอของผม วางอยู่บนแนวคิดว่า แม้แต่ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอยุธยาเอง ช่างของยุตนั้น จะมีปัญญาสร้างวัดพระเชตุพน หรือวัดพระแก้ว หรือพระบรมมหาราชวังอย่างที่ปรากฏในช่วง 28 ปีแรก 2325-2353 ของรัชกาลที่ 1 หรือสามารถทำศึกเก้าทัพ เอาชนะกำลังพลเรือนแสนของพระเจ้าปดุงได้หรือไม่

ตอบสั้นๆ ว่า ไม่

จากสมมติฐานนี้ ผมใช้จารึกวัดพระเชตุพนครั้งรัชกาลที่หนึ่ง โคลงดั้นปฎิสังขรณ์ฯ ของกรมสมเด็จพระปรมาฯ กับจดหมายเหตุบูรณะวัดพระแก้วของพระศรีภูริปรีชา ที่บรรยายสภาพก่อนซ่อมไว้ รวมทั้งเอกสารร่วมสมัยอีกหลายรายการ เพื่อหาข้อสรุปว่า ในรัชกาลที่หนึ่ง ไทยมีศักยภาพทางแรงงาน ฝีมือช่าง และสติปัญญามากน้อยเพียงใด แล้วสรุปปิดท้ายด้วยคำคมของจีนว่า

"น้ำแข็งเกิดจากน้ำ หากเย็นกว่าน้ำ"

บทความนี้ ยังแบ่งแผนผังพระอารามหลวงยุคต้นกรุงเอาไว้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามกลุ่ม คือแผนผังอารามแบบศูนย์กลาง แบบกระจาย และแบบสุดท้ายคือ collective plan แผนผังองค์ประกอบ (ศัพท์ภาษาไทย อาจารย์อนุวิทย์ เจริญศุภกุล กรุณาตั้งให้) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

เขียนเสร็จได้ค่าเขียนมาห้าพันบาท (ท่านไต้ นำทางเป็นบรรณาธิการ) นับว่าแยะทีเดียวในปีนั้น แต่ก็เทียบไม่ได้กับค่าจัดหาข้อมูลและเดินทางไปสำรวจ/ถ่ายรูปทำผังวัดทั้งหลาย ซึ่งในวันนั้น มีแต่น. ณ ปากน้ำและสำนักพิมพ์เมืองโบราณเท่านั้น ที่ทำข้อมูลไว้พอเพียงจะใช้ประโยชน์ แต่ไม่เพียงพอให้ใช้สร้างบทความ

โพสต์นี้ไม่ได้อยากจะอวดอ้างอะไรดอกครับ รู้สึกผิดหวังเท่านั้นที่ท่านอุตส่าห์ได้ทำวิจัยในปีที่สะดวกดายขนาดนี้ ยังไม่สามารถเข้าถึงเอกสารที่สำนักตัวเองจัดทำเอาไว้ นี่ยังไม่รวมไปถึงการโยงเอาศิลปวัฒนธรรมของอดีต มารับใช้อีโก้ทางปัญญาของตัวเอง แล้วทำเท่ เสนอว่า ที่สร้างวัดใหญ่ขนาดวัดโพธิ์ขึ้นมา รัชกาลที่หนึ่งท่านเล่นการเมือง(ว่ะ)ครับ....ฮา

อันนี้ ผมก็เสนอไว้ก่อนแล้วอีกนั่นแหละ

ผมบอกว่า ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ สมเด็จพระวันรัตน ออกมาห้ามสร้างสะพานช้างข้ามคลองคูเมืองนั้น "มิใช่กิจของสงฆ์" และที่รัชกาลที่หนึ่ง มีพระวินิจฉัยว่า "ประเวณีนี้ผิด" อันเป็นต้นเหตุของการสังคายนากฏหมายตราสามดวงขึ้นใหม่ นี่คือนัยยะทางการเมืองเรื่องการรักษาอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ เป็นความจำเป็นของยุคสมัย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนคำว่า "การเมือง" จะกลายมาเป็นอาวุธทิ่มแทงชาวบ้านอย่างในยุคของคุณชาตรี



ขออภัยที่ต้องเอางานส่วนตัวมาใช้นะครับ....แหะ แหะ

pee

Quote from: pee on 10  March  2015, 04:29:12 am

มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น ตั้งแต่ปีแรกๆของรัชกาล อันสืบเนื่องมาจากบทบาทของกลุ่มจักรวรรดิศิลปิน ซึ่งเรียกร้องหาอิสรภาพในการสำแดงออก และ ต้องการหลุดพ้นจากระบบครอบงำของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่า การต่อสู้นี้ ทำให้ศิลปินในฐานะอิสระชน เริ่มเป็นที่ยอมรับ และ จะพัฒนาไปสู่การยกย่องในที่สุดว่า ศิลปินเป็นบุคคลากรอันมิอาจขาดเสียได้ในวิถีชีวิตของเมืองสมัยใหม่นี้


ต่อไปนี้ เป็นการขยายความคำว่า จักรวรรดิศิลปิน


กลุ่มจักรวรรดิศิลปิน
ศิลปินในฐานะที่เป็นอาชีพอิสระ ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสยาม งานผลิตเกี่ยวกับความงามทั้งหลายเป็นผลงานของกลุ่มบุคคลที่ต้องอยู่ในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นช่างหลวง หรือช่างเชลยศักดิ์ ถ้าจะมีกลุ่มที่ไกล้เคียงกับ"ช่างฝีมือ"ตามความหมายแบบปัจจุบัน ก็คงเป็นพวกคนต่างด้าว เช่นชาวจีนทำเครื่องเรือน แขกและจามทอผ้า หรือมอญทำอิฐ แต่กลุ่มอาชีพเหล่านี้ก็ยังไม่สำคัญขนาดที่เป็นผู้ผูกขาดการงานทางด้านสุนทรียภาพของสังคมโดยรวม

เมื่อมีการพิมพ์เกิดขึ้น นักเขียนอาจจะเป็นอาชีวะศิลปินพวกแรกๆ ที่มีบทบาทเด่นชัด ยิ่งสังคมเจริญขึ้น การเป็นนักเขียนก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ในสมัยรัชกาลที่หก เริ่มมีโรงพิมพ์ที่มีนักเขียนในสังกัด ในที่สุด กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ก่อตั้ง "คณะสุภาพบุรุษ" (2472) เป็นกลุ่มนักเขียนที่รวมตัวกันผลิตสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง เพื่อประกาศตนเป็นกลุ่มวิชาชีพชัดเจน นับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าจับตามอง เพราะสังคมพร้อม เทคโนโลยี่พร้อม บุคคลากรพร้อม นักเขียนจึงเป็นศิลปินกลุ่มแรกที่วางรากฐานเป็นหน่วยสำคัญของสังคมมาตั้งแต่วันนั้น "การประพันธ์ของชาวเราทุกวันนี้ เป็น เล่น เสียตั้ง 90 เปอร์เซ็นต์ ที่จัดว่าเป็น งาน เห็นจะได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ดอกกระมัง บัดนี้จึงควรเป็นเวลาที่เราจะช่วยกันเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์ให้หันจาก เล่น มาเป็น งาน..."
ผลต่อเนื่องจากการพิมพ์รุ่งเรืองก็คือ เกิดความต้องการช่างศิลปะเพื่อสร้างรูปประกอบให้แก่ธุรกิจนี้เพิ่มมากขึ้น นักเขียนกับศิลปินจึงเกิดปฎิสัมพัทธ์กันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เอง ที่เหม เวชกรมีบทบาทโดดเด่นในฐานะช่างเขียนปกและรูปประกอบฝีมือเยี่ยม มีผลงานที่กลายเป็นจุดขายของสิ่งพิมพ์



แน่นอนว่าในห้วงเวลานั้น ไม่ได้มีแต่เหม ที่เป็นช่างเขียนดังอยู่คนเดียว ก่อนหน้าเหม ก็มีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ซึ่งรับพระบรมราชโองการ สร้างรูปประกอบให้กับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่หก "ธรรมา ธรรมะ สงคราม" ไว้อย่างงดงาม หรือก่อนขึ้นไปอีกในปีสุดท้ายของรัชกาลที่ห้า รัชกาลที่หกในฐานะพระยุพราช ก็โปรดให้พิมพ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" มีรูปประกอบและลายเส้นงดงามมาก่อนแล้ว ขุนปฎิภาคพิมพ์ลิขิตเอง ก็เป็นนักเขียนการ์ตูนล้อฝีมือฉมัง แต่ทั้งหมดนั้นเปรียบแล้วก็เป็นแต่เพียงศิลปินยามว่าง


เมื่อบทบาทของช่างศิลปะอิสระเริ่มโดดเด่นขึ้น สด กูรมะโรหิต ผู้เป็นทั้งนักเขียนและจิตรกรสมัครเล่น เพื่อนร่วมรุ่นเทพศิรินทร์ของยาขอบและศรีบูรพา จึงเป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวมศิลปินในแวดวง จัดตั้งกลุ่มขี้นมา ให้นามว่า "จักรวรรดิศิลปิน" (The League of Artist)  เราไม่รู้วันเดือนปี หรือรายละเอียดอะไรที่ชัดเจนนัก รู้เพียงว่า มีการจัดนิทรรศการศิลปะขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2487 ดูเหมือนมีการให้รางวัลด้วย

ผมเคยคุยกับอาจารย์สนิท ดิษฐพันธุ์ หนึ่งในศิลปินที่ได้รางวัล ท่านบอกว่ายังจำเหตุการณ์ได้แม่น เสียดายที่วันนั้นผมต้องทำงานอื่นกับท่าน ไม่ได้ซักรายละเอียดเพิ่ม นับว่าเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญในลีวิตโง่ๆ ของตัวเอง ส่วนอาจารย์เฟื้อนั้น ท่านบอกว่าเวลานั้นติดคุกอยู่ที่อินเดีย ไม่ได้มาร่วม (ระหว่างเรียนที่ศานตินิเกตัน ไทยประกาศสงครามเข้ากับญี่ปุ่น ท่านเลยกลายเป็นชาติศัตรู ตรงข้ามกับอาจารย์ฝรั่ง พอมุสโสลีนีตาย เท่ากับอิตาลีแพ้ ญี่ปุ่นเลยถือว่าท่านเป็นชาติศัตรู หลวงวิจิตรวาทการหัวไว จับท่านแปลงสัญชาติ กลายเป็นคนไทย และมอบนามศิลป์ พีระศรีให้ด้วย)

น. ณ ปากน้ำ กล่าวถึงจักรวรรดิศิลปินไว้หลายครั้ง เน้นว่า เป็นนิทรรศการศิลปสมัยใหม่ครั้งแรกของสยาม สุชาติ สวัสดิ์ศรีจากสายวรรณกรรม ก็กล่าวถึงเช่นกัน คณะนี้ มีวารสารของตนเองด้วย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายวรรณกรรม วารสารนั้นชื่อ "รุ่งอรุณ" ผมเคยเห็นหน้าปก เป็นรูปฝ่ามือยกตั้งขึ้น เสียดายที่ไม่ได้จำใส่ลิ้นชักสมอง เลยไม่มีรายละเอียดจะเล่าต่อ จำได้เพียงว่า เป็นงานออกแบบในสกุล "สมเด็จครู"

https://suchartsawasdsri.wordpress.com/2010/11/30/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99/
"สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงได้ให้คำอธิบายสัญลักษณ์ "ฝ่ามือ 5 นิ้ว" ที่ทรงประทานให้ "คณะจักรวรรดิศิลปิน" ที่ประกอบไปด้วยนักเขียน นักประพันธ์ และศิลปินอย่างเช่น สด กูรมะโรหิต วรรณสิทธิ์ ปูคะวณัช จำรัส เกียรติก้อง และเหม เวชกร เมื่อปี พ.ศ.2485 ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า
"งานทุกประเภทสำเร็จด้วยมือทั้งสิ้น และทุกลักษณะของงานศิลปะประกอบด้วยมือ"

ในทางประวัติศาสตร์ บทบาทของจักรวรรดิศิลปินอาจจะไม่มีฐานะให้กล่าวถึงมากมายนัก ส่วนหนึ่งมาจากไม่มีหลักฐานให้ศึกษา อีกส่วนหนึ่งก็เพราะการรวมตัวนี้ ไม่ได้เกิดกระบวนการต่อเนื่องแต่อย่างใด สดออกจากกรุงเทพไปทำงานสหกรณ์อย่างที่ตัวเองสนใจ คนอื่นๆ ก็แยกย้ายไปทำเรื่องอื่น ยกเว้นศิลปินบางคนที่ยังทำงานอย่างแน่วแน่ในแนวทางของตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีที่ว่างทางสังคมให้ยืนก็ตาม

trens

ความรู้ล้วนๆ ... ขอเอาประวัติ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ก่อตั้ง "คณะสุภาพบุรุษ" (2472) มาฝากครับ

http://www.sriburapha.net/index.php/2011-08-01-10-53-13
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

pee

ผมโชคร้าย มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าเกร็ดชีวิตของนักเขียนใหญ่ให้ฟัง
ทำให้รู้สึกไม่สนิทใจที่จะอ้างถ้อยคำคุณธรรมจากปลายปากกาด้ามนี้

เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่ง ถูกสามีภรรยาคู่หนึ่ง ล่อลวง ปอกลอกเอาตัวและทรัพย์สินไปจนยับเยิน สุดท้ายเธอต้องหมดตัว หนีอายไปใช้ชีวิตต่างแดนจนตายจากไป

จริงเท็จอยู่ที่ผู้เล่า







แต่ผมดันเชื่อซะนั่น.......
:wallbash:

trens

อ้าววว ... ข่าวเบื้องลึก คนมักรู้น้อย
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

pee

คนเล่าเป็นอาจารย์อาวุโส
และเหยื่อ คือป้าของแก

คนปกติคงไม่เอาป้าตัวเองมาโกหก
แล้วนักเขียนใหญ่ก็ตายไปหลายสิบปี
แถมตอนเล่า กระแสยกย่องยังไม่เกิด จึงไม่ใช่เรื่องทำลายชื่อเสียงเป็นแน่






ผมก็เลยหนักไปทางเชื่อ

:dizzy:

พิจารณาจากสังคมแวดล้อม ช่วงเวลาก่อนกึ่งพุทธกาลโน้น ไทยยังใช้วัฒนธรรมชายมากเมียอยู่ อีกประการหนึ่ง นิยายแบบ "ข้างหลังภาพ" นั้น ก็ยังเป็นโครงเรื่องตามอย่างเลดี้แชตเตอเร่ย์ (1928) ที่ใช้ปมสังคมเพศรสแบบข้ามวัย ข้ามชนชั้น ซึ่งสด กูรมะโรหิต หนึ่งในนักเขียนร่วมสมัย เคยจัดการแปลออกมาเพื่อแสดงความเลื่อมใสในวิธีคิดแบบนั้น

เป็นไปได้ว่า คนหนุ่มหัวสมัยในก๊วนเดียวกัน อาจเห็นเป็นทำนองคลองธรรมอันสมควรก็เป็นได้




เชิญชมคนเล่นเป็นหุ่นกระบอกในหนังชวนหลับเรื่องนี้
คำเตือน......เวลาเป็นของมีค่า  นะครับ และ ไม่ควรฟังเสียงที่มาจากหนังนี้โดยเด็ดขาด ถ้าไม่อยากอัดอั้นใจตาย


Genzo

Quote from: pee on 12  March  2015, 08:31:41 am
มติชน โปรโมทหนังสือที่ตัวเองพิมพ์ "การเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 1"  โดย ชาตรี ประกิตนนทการ งานวิจัยเรื่องความหมายทางสังคม และการเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทุนวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี 2551


บังเอิญเพิ่งสั่งเล่มนี้มาอ่านพอดีครับ แต่ของยังส่งไม่ถึงบ้าน บังเอิญจริงๆ
:worshippy:
สุวิชาโน ภวํ โหติ

pee

เรียนช่างศิลป์ไปได้ไม่นาน พรรคพวกก็สนิทสนมกันและเริ่มจับกลุ่มตามความชอบ พวกขี้เมาแยกไปทาง พวกหนีเรียนไปอีกทาง พวกหน้าหม้อก็มีกลุ่มของตัวเอง

โรงเรียนแห่งนี้ เป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาชาติ ผมมาจากอำนวยศิลป์ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความเหลวแหลก แต่ก็ยังไม่เคยเจอครูที่ไม่สอนหนังสือ จนมาเจอตัวเป็นๆ เดินเกลื่อนโรงเรียน ณที่แห่งนี้ ครูคนหนึ่ง ไม่เคยสอน เข้ามาแล้วก็สั่งงานแล้วก็ออกไป เป็นอันว่าชั่วโมงนั้นว่าง พวกเด็กก็ขมีขมันทำงานส่งเพราะเป็นวิชาหลัก คือวิชาคอมโป๊สสิชั่น แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามวิชานี้ไม่เคยมีการตรวจงาน จนกว่าจะหมดเทอม วิธีตรวจงานก็แสนอุบาทว์ ครูนั่งอยู่บนกองงาน ให้เด็กเปิดงานอีกกองแล้วแกก็ให้คะแนน สรุปว่า งานหนึ่งชิ้นใช้เวลาดูประมาณ 3-5 วินาที เด็กสี่สิบห้าคน ทำงานส่งราวๆ 12 ชิ้น รวมเป็นงานห้าร้อยกว่าชิ้น แต่ละชิ้นขนาด 40x60 ซม. เป็นอย่างน้อย

งานห้าร้อยกว่าชิ้นกองอยู่ในห้องพักครูสามเดือนกว่าครูจะให้คะแนน เด็กจะไม่มีวันรู้ว่างานที่ทำนั้นดีหรือเลว หรือควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร แถมวิธีให้คะแนนก็แสนสังเวช คือมีแค่ 2 เกรด 58 คะแนน กับ 70 คะแนน นานๆ จึงจะมีแปดสิบกว่าหลุดมาให้เห็น ในปีนั้น ดูเหมือนจะมีคะแนนแบบนี้หลุดออกมาสักสามสี่ชิ้นเท่านั้น

งานที่ได้ 70 จะถูกเลือกติดบอร์ด พวกเราก็มุงดูกันอย่างกระหาย แล้วงานพวกนี้แหละที่กลายเป็นครูของทุกคน ส่วนท่านผู้สอนก็ยังคงอมบางอย่างไว้ ไม่เคยพูด จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังคงเคยสนทนากับอาจารย์ท่านนี้ ไม่ถึงสิบประโยค หลายประโยคในนั้นเป็นการโต้เถียง อย่างไรก็ดี มีความสะใจเล็กๆ ในการเรียนกับครูคนนี้ แกบ้างานชิ้นใหญ่ๆ ใครทำงานขนาดเป็นเมตรส่งละก้อ ได้ 70+ แน่นอน (ต้องดูดีด้วยนะ) ผมก็เลยทำงานชิ้นเล็ก แค่ 18x20 ซม. ส่งเพื่อจะลองดี เป็นรูปเด็กวัยรุ่น นั่งก้มหน้ามือเท้าหัวเข่า มีกีตาร์พิงข้างๆ อยู่ในห้องมองออกไปเจอฝนตก ทีเด็ดก็คือ แม้แต่ขี้โคลนติดรองเท้า ก็ลงสีซะเหมือนเด๊ะๆ เป็นงานอวดฝีมือเพื่อจะท้าทายคนสอน สุดท้ายได้มา 70 แต้ม พร้อมความสะใจของเพื่อนทั้งห้อง   ฮา

ที่นี่ มีครูที่สอนจริงจังแค่ 3-4 ท่าน หนึ่งคือครูสอนทฤษฎีสี หนึ่งคือครูสอนสีน้ำ และอีกหนึ่งคือครูสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ (ที่เล่าไปแล้ว) อาทิตย์นึงเรียน 5 วัน วันละสามสี่วิชารวมแล้วเกือบยี่สิบรายวิชา แต่มีการสอนจริงๆ ไม่ถึงครึ่ง แถมไม่ถึงครึ่งเหล่านั้นเป็นวิชาแกนศิลปะทั้งนั้น แล้วมันจะผลิตคนคุณภาพออกไปได้อย่างไรกันวะครับ

ไม่ได้อยากจะบอกความลับเลย แต่ผมได้ความรู้ศิลปะในสองปีแรกจาก "เพื่อน" ครับ

มีเพื่อนคนนึง ไม่รู้มันไปเก่งมาจากใหน ตอนที่เราเพิ่งหัดเหลาดินสอเพื่อหัดเขียนลายไทย (รูปง่ายๆ เช่นตัวเหงา หรือฐานบัว) ไอ้บ้านี่หัดผูกลายหน้าบันแล้ว ในรุ่นเดียวกัน ถ้าจะมีคนเก่งลายไทยพอสู้ได้ ก็คงจะเป็นเพื่อนจากนครฯ ที่เดี๋ยวนี้เป็นคนใหญ่อยู่พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ แต่เพื่อนคนใต้นี่ พ่อมันเป็นครูช่างถม มีชื่อในภาคใต้มานาน จะเก่งลายไทยก็ไม่แปลก ส่วนเพื่อนกรุงเทพคนนี้ พ่อเป็นช่างรับเหมา (ตายตอนเราเพิ่งรู้จักกันแค่เดือนเดียว) เรียนที่ทวีธาภิเศก แต่บังเอิญพี่อรรถศาสตร์ ตุลาลักษณ์ เคยไปฝึกสอนที่นั่น ก็เลยได้ทางลัดเข้าสู่โลกศิลปะก่อนใครๆ ในรุ่น

ฝีมือพี่อรรถศาสตร์


เพื่อนคนนี้มีจิตสัมผัสด้านสุนทรียภาพที่ล้ำหน้าพวกเราไปหลายปีทีเดียว วันหนึ่ง มันเอาหนังสือศิลปะมาอวด ในนั้นมีรูปหุ่นนิ่งของศิลปินอิตาเลี่ยน Morandi มันเอามาพร่ำเพ้อว่าเจ๋งอิ๊บอ๋าย แต่โทษทีครับ ผมตัองใช้เวลาอีกสามปี กว่าจะซึ้งว่าของเขาดีจริง

https://www.google.co.th/search?q=giorgio+morandi&espv=2&biw=1026&bih=538&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=OdsTVcrMDNCbuQTCnYFo&ved=0CAYQ_AUoAQ



แม้แต่งานแบบแจ๊คสั้น พอลล็อก เพื่อนก็เป็นคนสอนว่าดีจริง ถ้าไม่ได้เพื่อนคนนี้ ป่านนี้ผมก็คงมีรสนิยมบ้านๆ แบบขายรูปริมถนนสีลมเท่านั้นแหละครับ

แถมรูปนึง หน้าบันปูนปั้น วัดเขาบันไดอิฐ
เพื่อนคนนี้เอามาหัดผูกลายตาม เมื่อผมเพิ่งเรียนศิลปะไม่ถึงหกเดือน ไม่รู้มันไปเอาใจใหญ่ขนาดนี้มาจากใหน

จัดว่าเป็นพวกสองสุดยอดทั้งไทยทั้งตะวันตก แล้วก็เป็นครูนอกระบบให้กับผมมาถึงทุกวันนี้


Krairerk

ขอบคุณครับพี่
รออ่านต่อๆๆ

trens

ลายหน้าบันวัดเขาบันไดอิฐ ฝีมือช่างเพชรบุรีรึเปล่า ... ผูกลายได้ซับซ้อน แต่เนียนมาก
เคยแต่ขับรถผ่านเมืองเพชร ... คราวหน้าต้องแวะดูแก้โง่ ขอบคุณครับ
เขาไม่มี...แต่ผมมี
ທ່ານບ່ມີ...ແຕ່ຂ້າພເຈ້າມີ

Karin Preeda

เขียนจบเมื่อไหร่ ต้องรวมเล่มทันที!  :gossip:

pee

ศิลปะมหัศจรรย์จากเด็กอนุบาล

กลับไปเรียนปีสามช่างศิลป์อีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนักแม้ว่ามาตรฐานและแนวปฎิบัติของโรงเรียน จะต่ำเตี้ยเหมือนเดิม .....สิ่งดีสุดมาจากการที่ต้องไปฝึกสอน

ผมกับเพื่อน 4 คน ถูกส่งไปที่อนุบาลวัดปรินายก เพื่อนที่ว่าเจ๋งนั้น มาเรียนคณะจิตรกรรมฯ ด้วยกัน แล้วก็ออกพร้อมกัน มาเรียนช่างศิลป์ด้วยกัน และฝึกสอนด้วยกันอีก นี่ถ้ามันเป็นผู้หญิง คนอื่นคงบอกว่าเป็นแฟนกันแหงม .... ในการสอนวันสุดท้าย ผมอยากเล่นของแปลก ก็เลยออกโจทย์ที่เด็กไม่เคยเจอมาก่อน

ผมให้เด็กจัดโต๊ะเรียนต่อกันจนกลายเป็นโต๊ะใหญ่ วางกระดาษวาดเขียน 16 แผ่นใหญ่จนเต็มโต๊ะ เอาเทปนิตโต้เชื่อมด้านหลังของทุกแผ่น เด็กๆ ยืนดูอย่างงงว่ามันคืออะไร แล้วก็บอกว่า ทั้งห้องช่วยกันเขียนรูปให้เต็มกระดาษนี้ เด็กเงียบไปอึดใจ แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นตรงหน้า

พวกเขาวางแผนและแบ่งงานกันเองในบัดนั้น ต่างแยกย้ายไปยืนรอบโต๊ะทั้งสี่ด้านโดยไม่มีการนัดหมาย ต่างคนต่างหยิบกล่องดินสอสีของตนออกมา แล้วก็ลงมือวาดรูปโดยไม่ลังเล มีเสียงพูดคุยปรึกษากันบ้าง แต่แปลกที่ไม่โกลาหล แล้วก็ไม่เครียดอีกด้วย

ความมหัศจรรย์นั้นมีสองเสต็ปครับ

ครั้งแรก พวกเขาช่วยกันร่างรูปตรงหน้าโดยไม่สนใจคนรอบข้าง

ต่อมาพวกเขาแบ่งงานกันทำเองโดยอัตโนมัติ ใครเก่งอะไรจะรับผิดชอบส่วนนั้น เด็กบางคนก็เลยวาดแต่เส้น บางคนลงสีอย่างเดียว ที่น่าปลื้มคือ คนที่ไม่เก่งก็ไม่ได้หนี แต่พยายามมีส่วนร่วม เช่นกำดินสอสีไว้เต็มมือ คอยส่งให้เพื่อน ออกความเห็น ลงสีตามคำสั่งของเพื่อน หรือแม้แต่ไปหาน้ำหาผ้ามาช่วยเพื่อนที่ใช้สีน้ำ

รูปขนาดยักษ์ เสร็จในเวลาชั่วโมงเศษ มันโคตรงามเลยครับ เป็นรูปชีวิตจริงๆ ของพวกเขาที่หันหัวชนกัน ก็เลยมองได้ทุกมุม เพราะคนวาดอยู่กันคนละมุม ที่สำคัญ สีสรรค์งดงามชนิดที่ไม่มีใครจะคิดออกมาได้

เสียดาย มันเกิดในยุตอนาลอก ก็เลยไม่มีมือถือถ่ายเก็บไว้ ทราบภายหลังว่าทางโรงเรียนเอาแขวนโชว์ไว้กับราวลูกกรง แต่น่าจะอยู่ไม่ทนกระมัง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยคิดว่าเด็กโง่กว่าผู้ใหญ่อีกเลย






บรรยากาศแบบนี้ แต่มีเด็กสี่สิบกว่าคน และรูปหันเข้าหากันหมด


sw

 :clap: สนุกมากครับ รอรวมเล่มด้วยคน

pee

ในเวลานั้น ศิลปะเด็กยังไม่เฟื่องฟู แต่เห็นงานที่เด็กทำมาส่งในแต่ละครั้ง คนที่เข้าใจผิดคิดว่ามีฝีมือทางนี้อย่างผมเอง เห็นแล้วพูดไม่ออก

ในงานเด็กทั่วๆ ไป พวกเขามักจะเขียนไปตามอารมณ์ ดังนั้นในหนึ่งหน้ากระดาษ จะมีเพียงหนึ่งจุดความสนใจ หรือไม่มีเลย แต่ถ้าเราชี้นำเขาห่างๆ ใครที่มีแรงกระตุ้นอยู่ข้างใน จะแสดงออกอย่างไม่ปิดกั้น มีเด็กหลายคนก้าวข้ามการขีดเขียนไปตามอำเภอใจ พวกเขาเริ่มคุมประเด็นได้ และไม่ย่อท้อที่จะทำสิ่งที่คิดออกมา

เป็นต้นว่า ระบายสีลงบนที่ว่างอย่างเต็มเหนี่ยว บางครั้งเหมือนกับไม่มีที่ว่างพอให้ใช้เสียด้วยซ้ำ พื้นภาพร้อยส่วน น้องๆ ใส่เต็ม 120 ส่วน....อิอิ ในขณะที่ผมเอง บางทีใส่ลงไป 60 เท่านั้นเอง

ผมเก็บงานของน้องๆ ที่ถูกใจเอาไว้จำนวนหนึ่ง พาไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียน
เรื่องแปลกก็คือ พออาจารย์พิชัย นิรันด์มาเห็นเข้า ท่านปลื้มมาก ขอแบ่งเอากลับบ้านเฉยเลย

แต่งานของอาจารย์ ไม่ได้เดินแนวนาอีฟว์แบบเด็กนะครับ
เป็นพุทธิปรัชญาอย่างจริงแท้ทีเดียว

ผมเห็นท่านเขียนรูปนี้ และนำมาโรงเรียนเพื่อเตรียมส่งไปแสดง จำได้ไม่ลืมเลยว่า ทั้งการจัดวางองค์ประกอบ การให้สี และการสร้างมิตินั้น

เทพมาก




บ้านอาจารย์อยู่บางขุนเทียน เปิดบ้านตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งซ่องสุมของศิลปินหลากหลายรุ่น ผมเคยไปเป็นลูกมือนิดๆ หน่อยๆ ตอนที่ท่านรับปั้นหน้าบันวัดบางขุนเทียนกลาง (ถ้าจำไม่ผิด) ท่านเป็นลูกหลานตระกูลแทงหยวก ก็เลยประยุกต์เอาเทคนิคนี้มาใช้

อาจารย์มีน้องสามคน เป็นช่างทั้งหมด แถมภริยาก็หนุนเต็มที่ ท่านจะจัดการหามันแกวเอย มะละกอเอย ฟักทองเอย มาแกะเป็นลายดอกต่างๆ จากนั้นก็หล่อเป็นปูนแล้วระบายสี แล้วจึงนำไปติดที่หน้าบัน

งานนี้ท่านทำฟรีครับ






สนใจเรื่องแทงหยวก ก็ลองคลิ๊กดู

https://www.google.co.th/search?q=%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81&es_sm=93&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=btskVaHfBYqouwS9hoCQAw&ved=0CAcQ_AUoAQ&biw=1191&bih=672

pee

อาจารย์ศิลป์ สอนศิลปะ

ในวิชาปั้นชั้นปีสาม อาจารย์สนั่น ศิลากร ตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลัง ปั้นคนผู้ชายใหญ่กว่าจริงเพราะมีเวลาทำงานถึงหนึ่งวัน แปดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็น

ตอนเย็น ก่อนหมดเวลาไม่ถึงชั่วโมง อาจารย์ศิลป์เดินเข้ามาดู
จู่ๆ ท่านก็ผลักรูปปั้นดินนั้น ล้มโครม เละเทะไม่มีชิ้นดี

อาจารย์สนั่นหน้าจ๋อยเหลือสองนิ้ว ยืนตะลึงทำตัวไม่ถูก
อาจารย์ศิลป์สั่งเรียบๆ ว่า

นาย.... ทำใหม่

ภายในครึ่งชั่วโมงนั้น อาจารย์สนั่นรวบรวมพลัง ทำใหม่อีกครั้งจนเสร็จพร้อมส่ง
ได้คะแนนสูง สามารถจบหลักสูตรอนุปริญญา
(สมัยแรกๆ อาจารย์ศิลป์ไม่ยอมให้มีการสอนถึงปริญญา กว่าจะยอมก็อีกนานเพราะรัฐบาลบอกว่า จะไม่รับข้าราชการใหม่ ที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีอีกต่อไป)

อาจารย์สนั่นมาเล่าทีหลังว่า

นั่นคือวิธีสอนของอาจารย์ฝรั่ง คือทำของจริงให้ดู
วันนั้น อาจารย์สนั่นมุ่งมั่นเกินไป อยากทำงานใหญ่เพื่ออวดฝีมือ
แต่ละเลยหลักพื้นฐานของงานปั้น คือความมั่นคงแข็งแรง
ท่านจึงผูกโครงไม่พอ แถมออกแบบรูปทรงที่ขาดความสมดุลย์

โดนผลักนิดเดียวก็ล้ม
แปลว่างานชิ้นนี้ ยังงัยก็สอบตก



งานเอกของอาจารย์สนั่น
อนุสาวรีย์วีระไทย (เจ้าพ่อดำ)