• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
21 May 2019, 12:41:05 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


อย่างหนา .... Apple ใช้ลูกค้าเป็นตัวประกัน

Started by pee, 18 March 2016, 08:31:24 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pee

Quote from: poj on 26  March  2016, 04:46:46 amศาลไม่ได้รู้เรื่องอะไรทางเทคนิค 

ลง Macworld ก็แปลว่าเลือกข้างไปแล้วละครับ สื่อนี้เชลียร์แอปเปิลมาตั้งแต่ฉบับแรกแล้ว ดูปกก็รู้
https://www.google.co.th/search?q=Mac+world&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwjkssSNj9zLAhUPcI4KHbJwCoIQ_AUIBygB&biw=1151&bih=589#tbm=isch&q=macworld
เหมือนสื่อเครื่องเสียงทั้งหลายนั่นแหละ เคยโจมตีการหลอกแดร่กของไฮเอนด์ใหมล่ะ ถ้าลง NY times หรือ Washington Post หรือ WSJ อะไรเทือกนี้ ค่อยน่าอ่านหน่อย

เขาลงไว้อย่างนี้ครับ

In a report Thursday, the New York Times raised an interesting scenario: that individual Apple employees could refuse to comply with the FBI's court order to create new software to bypass security on the iPhone used by San Bernardino shooter Syed Rizwan Farook -- or perhaps even quit their jobs to avoid making something with which they don't agree.https://www.washingtonpost.com/news/the-switch/wp/2016/03/18/how-the-fbi-could-lose-to-apple-even-if-it-wins/

เน้นชัดๆ ซะหน่อย to bypass security on the iPhone used by San Bernardino shooter แปลว่า บายพาส เฉพาะเครื่องที่ฆาตรกรใช้เท่านั้น แต่แอปเปิลตอแหลให้เรื่องเตลิดเป็นว่า จะส่งผลกระทบไปทั้งโลก หึหึ ศาลเมกาสั่งการบังคับได้แม้แต่มอสโคว์หรือปักกิ่ง กระนั้นหรือ

ส่วนเรื่องศาลไม่รู้เกี่ยวกับเทคนิคนี่ก็ เสียชื่อคอหนังระดับประธานเว็บเรา ที่ดูหนังดีๆ มาแทบจะหมดโลก น่าจะเคยเห็นกรณีศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาให้การ

อ้อ ถ้าบอกว่าคนเขียนลง Macworld ไม่รู้กฏหมาย จะเมคเซ้นส์กว่านะครับ....ฮา

poj

And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Moonoi

เรื่อง IOS กับ Android อะไรดีกว่ากัน???    มันเป็นเรื่องซ้ำๆ เหมือน Windows กับ OS X สมัยก่อนมั้งครับ


ทั้งสองตัวมีทั้งจุดดีและจุดด้อยต่างกัน


  • IOS เด่นตรงที่   เราไม่ต้องเสียเวลาไปคิดอะไร ทำอะไร  Apple ทำให้หมดแล้ว ขายต่อได้ราคาบ้าง  พอมีปัญหาเรื่อง security เดี๋ยว Apple ก็จัดการให้ ข้อเสียใหญ่ๆก็ตรงที่ราคามันสูงไปหน่อย

  • Android เหมาะกับคนชอบแกะๆแคะๆ  ลองโน้นลองนี่  ราคาสมเหตุสมผล  แต่จุดอ่อนจะอยู่ที่ความเป็นระบบเปิด เรื่อง "ความปลอดภัย" เลยเป็นคำถามใหญ่ โดยเฉพาะพวก Virus Malware และพวกจ่ายเงินทางเน็ตต่างๆ  โอกาสจะถูกโกงง่ายกว่า (อยู่ที่ว่าใครจะโดน Jackpot)   เหตุหลักๆ เพราะเวลา Google ออกตัวแก้ไข  มันต้องรอให้ผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อไปปรับซอฟท์แวร์ให้เหมาะกับเครื่องตัวเอง  มันใช้เวลานานกว่า  หรือบางรุ่นก็ไม่ออกตัวแก้ไขให้เลย



ผมใช้ทั้ง IOS และ Android ครับ แต่ iPhone ก็ใช้มันนานหน่อย เพิ่งเลิกใช้ iPhone 4S ไปตอนปลายปี  แค่อัพเดท minor version ก็พอ  version ใหญ่ๆ เลี่ยงได้ก็จะดี  (เครื่องมันจะช้าลงมาก)

ส่วน Android แฟนใช้ได้สองปีเศษๆ  มันก็แถม reboot ตัวเองให้สัปดาห์ละหลายๆหน 


สรุปว่าใครชอบเปลี่ยนเครื่องบ่อยๆ Android น่าจะคุ้มกว่า  แค่อย่าทำพวกโอนเงิน  eCommerce หรือ เล่นหุ้นก็ปลอดภัยแล้ว

ส่วนตระกูล iDevices เหมาะกับคนที่ไม่เปลี่ยนเครื่องบ่อยนัก  ถึงจะคุ้มค่าเงินหน่อย

pee

ผมไม่เล่นมือถือ เลยไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี
เล่นแต่คอม ขึ้นครูก็แมคคลาสสิคเลย ดูเหมือนจะ os4
photoshop ยังเป็น monochrome รุ่น 2.5 มั้ง

ในช่วงเวลานั้น การใช้งานคอมพิวเตอร์ แทบจะแยกงานขาดออกจากกัน
ทำงานออกแบบมันใช้ PC ไม่ได้ เราก็นึกว่าแมค เป็นสุดยอดของเครื่องมือแระ

เผลอแพร๊บเดียว ไมโครซอฟท์ก็ตามทันและล้ำหน้าไปจนแอปเปิลต้องไปตามจ๊อบกลับมากู้วิกฤติ แม้กระนั้นก็ไม่รอด เพราะเห็นชัดๆ ว่า autocad เลิกทำเวอร์ชั่นแมคตั้งแต่รีรีส 12 (1992) ส่วนโฟโต้ฉอบ ก็ทำงานบน PC ได้สบายบรื๋อ ตลาดเกมส์นี่ ไม่ต้องพูดถึงเลย

ทุกวันนี้แมคมีส่วนแบ่งในตลาดเดสก์ท็อปถึง 10% หรือเปล่าก็ไม่รู้

มองย้อนกลับไป ผมเห็นว่า แอปเปิลเป็นบริษัทที่เอาเปรียบลูกค้าอย่างถึงที่สุด ในราคาที่เท่ากัน คนอื่นจะดีกว่าอย่างน้อย 20% เจ็บแสบที่สุดก็คือ ส่วนประกอบก็ใช้ของอย่างเดียวกับ PC นั่นแหละ แม่งฟันราคาไปอีก 5 เท่า ....ตัวอย่างเช่น RAM ตั้งแต่สมัย os 8 แล้วกระมัง ที่ใช้ร่วมกันได้ แม้กระนั้นแอปเปิลกลับคิดราคา RAM แพงกว่าของ PC 5 เท่า คือ 200 กับหนึ่งพันบาทต่อแรมหนึ่งเม็ก สมัยที่แมคออกจอ cinema display ใหม่ๆ พวกตั้งราคาแพงกว่าชาวบ้าน 3 เท่า เอากะมันสิ แค่มีกรอบพลาสติกใสประกบข้างแค่นั้นเอง

:wallbash:

จะว่าไปแล้ว บริษัทนี้นี่เอง ที่กีดกันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี่ระดับมวลชน เป็นสินค้าที่ใช้การ "สร้างภาพ" เป็นอาวุธและจุดขาย โลกจะไปไกลกว่านี้ ถ้าแอปเปิลลดความตระกระตระกรามลงสักหน่อย

Moonoi

Microsoft กับ Apple มองตลาดต่างกันครับ

กรณีคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกันครับ  ชอบอะไรก็ใช้อย่างนั้น

เราเลือกได้    ดีเหมือนกันทั้งสองค่าย

Windows เป็นระบบเปิด  ขณะที่ Mac เป็นระบบปิด

80-90%ของคนใช้ก็ยังใช้ Windows ครับ  เพราะมันถูกตอนเริ่มต้น

แต่เมื่อคำนึงถึง TCO (Total Cost Of Ownership) ตลอดอายุการใช้งาน เครื่อง Mac ค่าเครื่อง  + Software + ค่าบำรุงรักษา (รวมค่า help desk) จะถูกกว่า  บริษัทฝรั่งค่อยๆเลิกใช้ Windows เป็น Client แล้วย้ายไป Unix หรือ Mac OS X โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้ Web Applications, Desktop Publishing หรือ Photo, Movie and Animation Studio เป็นหลัก  ด้วยสามเหตุผลหลักๆครับ

  • บริษัทควบคุมเบ็ดเสร็จได้ง่ายกว่า  End User ต้องโทรตามให้ IT แก้ปัญหาให้น้อยกว่า​ (เฉพาะตัวเครื่อง client)

  • ระบบปิด  การความคุมเรื่องความปลอดภัยง่ายกว่ากันเยอะสำหรับ IT

  • ตัวผู้ใช้รวมทั้ง IT เบื่อที่จะต้องตามเปลี่ยนเครื่องใหม่หรือเรียนรู้การใช้งานเมื่อ Windows เปลี่ยนเวอร์ชั่น




หรือ  เมื่อมองในมุม Market Growth  จะเห็นว่าตลาด Windows ยอดขายลดลงเรื่อยๆ แล้ว user ย้ายมาเล่นมือถือหรือ Tablet แทน  ขณะที่ Mac คงตัว (กลุ่มที่ Loyalty กับ Mac ก็ยังใช้เหมือนเดิม  เปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ยังใช้ Mac)

ส่วนผู้ใช้ตามบ้านส่วนใหญ่ก็ยังใช้ Windows เป็นหลักอยู่  ส่วน user ส่วนน้อยที่เบื่อการต้องมาคอยแก้ปัญหาบน Windows หรือชอบ fashion และพอจะยอมรับราคาได้  ก็ค่อยๆย้ายมา Mac แม้จะดูแพงกว่าก็ตาม


ทุก platform มีจุดอ่อน-จุดแข็งครับ

เราแค่เลือกใช้สิ่งที่เราชอบก็พอ

pee



คงจะต่างตั้งแต่กำเนิดแล้ว
จ๊อบมอง IBM เป็นคู่แข่ง เกตส์มองเป็นคู่ค้า

สุดท้าย
แอปเปิลกลายเป็นบริษัทมือถือซะงั้น

Moonoi

ใช่ครับ

ตอนนี้บริษัทคอมฯค่อยๆเปลี่ยนตัวเองมาทาง Mobile Devices และ Content & Services Provider


ที่เด่นมากที่สุดตอนนี้ก็ Google แหละครับ 


Android เองก็จะเหมือน Windows ในอดีต จะมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด  และคงค่อยๆลดจุดอ่อนของความเป็นระบบเปิดแหละครับ  ก็ต้องค่อยๆแก้กันไป


ส่วน Apple ก็ยังรักษาลูกค้ากลุ่มเล็กๆแต่มีความ loyalty สูงไว้ได้เหมือนเดิม


Microsoft น่าจะตกที่นั่งลำบากที่สุด

  • Surface ยังขายสู้ iPad Pro ไม่ได้

  • Windows Mobile ยอดขายก็ไม่เป็นตามเป้า

  • ตลาด Windows กับ MS Office รายได้ก็ไม่ได้ดีเหมือนเดิม

  • ธุรกิจ Web Service ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร




pee

ระยะต่อไป แบรนด์ครอบโลกอาจจะลดกำลังลง

ประเทศที่พลเมืองมากๆ ตอนนี้นำด้วยจีน อินเดีย และรัสเซีย ต่างก็มีสินค้าประจำประเทศเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาลดลง ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เปราะ เพราะการผลิตไม่ถึงมาตรฐาน แต่ใครจะสนล่ะ มือถือเดี๋ยวนี้อายุใช้งานแทบจะนับเป็นเดือนไปแล้ว ขนาดผมไม่ใช้เลย ยังเปลี่ยนไป 4-5 รุ่นแล้ว  :wallbash:

บางที ในอนาคต มือถือจะมาแทนที่เดสก์ท็อป
ยิงจากเครื่องออกมอนิเตอร์ที่โต๊ะทำงานไปเลย

Moonoi

Quote from: pee on 28  March  2016, 12:27:11 am
ระยะต่อไป แบรนด์ครอบโลกอาจจะลดกำลังลง

ประเทศที่พลเมืองมากๆ ตอนนี้นำด้วยจีน อินเดีย และรัสเซีย ต่างก็มีสินค้าประจำประเทศเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาลดลง ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เปราะ เพราะการผลิตไม่ถึงมาตรฐาน แต่ใครจะสนล่ะ มือถือเดี๋ยวนี้อายุใช้งานแทบจะนับเป็นเดือนไปแล้ว ขนาดผมไม่ใช้เลย ยังเปลี่ยนไป 4-5 รุ่นแล้ว  :wallbash:

บางที ในอนาคต มือถือจะมาแทนที่เดสก์ท็อป
ยิงจากเครื่องออกมอนิเตอร์ที่โต๊ะทำงานไปเลย


น่าจะได้เห็นในห้าปีนี้ครับ

Microsoft ก็โพกัสไปที่ Surface Pro ขณะที่ Apple ก็ไปตรง iPad Pro

CPU กับ Graphics ฝั่ง Apple และ Android เร็วขึ้นอย่างน้อยปีละ 20%

อย่างเช่น CPU ตัวใหม่ของ iPad Pro spec พอๆกับ Intel Core i3 แล้ว 

เหลือแค่รอ Killer Applications

pee

เปรียบเทียบกันแล้ว แอปเปิลน่าจะมีปัญหายอดขายในอนาคตแน่นอน
เพราะรายได้กว่าครึ่งมาจากโทรศัพท์ซึ่งมีผู้เล่นนับไม่ถ้วน และแข่งราคากันบ้าเลือด
ในขญะที่กระดูกสันเดิมกลับหลังทำรายได้แค่สิบกว่าเปอร์เซ๋นต์
เท่ากับว่า ไม่ใช่บริษัทเดิมอีกต่อไป


http://thumbsup.in.th/2014/02/revenue-comparison-apple-google-microsoft/


ส่วนไมโครซอฟท์นี่เหมือนเดิมทุกอย่าง
ดูจากยอดรายได้แล้ว กรณีที่คุณ Moonoi บอกว่า"บริษัทฝรั่งค่อยๆเลิกใช้ Windows เป็น Client แล้วย้ายไป Unix หรือ Mac OS X" ดูเหมือนจะยังไม่มีนัยยะสำคัญ

น่าสนใจก็คือ ไมโครซอฟท์มีต้นทุนสินค้า/บริการ ต่ำมาก เพราะไม่เน้น hardware เลย

Moonoi

เราต้องดูด้วยครับว่าใครเป็นคนออกข้อมูล


ข้อมูลที่ผมอ้างถึงส่วนใหญ่จะมาจาก Gartner Research หรือ IDC ซึ่งเป็นสำนักวิจัยระดับโลกของสหรัฐ


ถ้าเป็นผลสำรวจจากหน่วยงานอื่น  ขอดูเป็นแหล่งๆไปครับ  มันจะเจอพวกที่ vendor จ้างให้ทำสำรวจบ่อยมาก

Moonoi

ในเรื่องการอยู่รอดขอธุรกิจ  สัดส่วน % ที่มาของรายได้แค่บอกเพียงส่วนเดียวครับ  Microsoft น่าจะลำบากที่สุด  ถ้าดูจากผลประกอบการ (รายได้กับกำไรเป็นหลัก)







ฉบับเต็มอ่านได้ตามลิงค์เลยครับ

http://revenuesandprofits.com/apple-vs-microsoft-revenues-and-profits-1995-to-2015/

Moonoi

ตอนนี้ Google ค่อนข้างลอยตัว  แต่ทั้ง Apple และ Microsoft กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งคู่ครับ  แต่หน้าตักของ Microsoft ดูน่าเป็นห่วงมากกว่า

pee

Quote from: Moonoi on 28  March  2016, 02:31:52 am
ตอนนี้ Google ค่อนข้างลอยตัว  แต่ทั้ง Apple และ Microsoft กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งคู่ครับ  แต่หน้าตักของ Microsoft ดูน่าเป็นห่วงมากกว่า


Microsoft พยายามดิ้นอย่างไร้ทิศทาง ตั้งแต่สมัยที่ขอซื้อ Yahoo (โชคเข้าข้างที่ซื้อไม่สำเร็จ) ตอนนี้ก็ซื้อทรากตำนานอย่างโนเกียมาปลุกชีพ ขายได้ปีละสิบล้านตัวคงหมดหวังที่จะเอาชนะยอดขาย 70+ ล้านตัวของไอโฟน

แต่ผมยังเห็นว่าจุดแข็งของเขายังน่าสนใจ ไม่หวือหวาแต่มันคง คือการเล่นกับบริการทางดิจิตัล ซึ่งแอปเปิลทำไม่เป็นเอาเสียเลย แถมจีนหรืออินเดียก็ยังห่างไกลที่จะมาแข่ง

แอปเปิลนี่ การผลิตทั้งหมด ไม่ได้อยู่กับตัวเองเลย ข้อนี้อันตรายมาก

Moonoi

ขออนุญาตมองต่างครับ

ในภาพใหญ่ธุรกิจของสหรัฐน่าเป็นห่วงทุกตัว  ค่าเงินดอลล่าร์แข็งขึ้นทำให้ขายของแพงขึ้นมากๆ (ถ้าไม่อยากขายแพงขึ้น  กำไรก็จะลดลงมหาศาล)  จ้างคนอื่นในเอเชียผลิตต้นทุนจะถูกกว่าเสียด้วยซ้ำ  ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยห่วง Apple นะ  เขาค่อนข้างบริหาร Supply Chain ได้ดีมาก  เมื่อหลายปีก่อน Apple สั่ง Samsung ผลิตสินค้าให้เยอะมาก  แต่หลังจากทะเลาะกัน Apple ก็ค่อยๆกระจายให้ TSMC ผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าข้อมูลปัจจุบันไม่เปลี่ยนแปลง  CPU A10 ใน iPhone และ iPad รุ่นต่อไปน่าจะมาจาก TSMC เจ้าเดียว

สหรัฐยังมีจุดแข็งมากที่สุดเหลือเพียงข้อเดียว  คือเรื่อง Software ที่ใครๆก็ยังสู้ไม่ได้ทั่วโลก  ส่วนจีนนั้นค่อยๆเปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจ OEM หรือ รับจ้างผลิต  มาเป็นสร้างแบรนด์ของตัวเอง  แต่เน้นที่ hardware ก่อน  Software คงต้องตามอีกหลายปี

เพิ่งอ่านงานวิจัยเมื่อไม่กี่วันก่อนบอกว่าจีนจะแซงเกาหลีเป็นเบอร์หนึ่งในการผลิต​ Android Devices ภายในห้าปี  (อันนี้ต้องตามดูต่อว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ)


สรุปว่า  ไม่ว่าใครจะแข่งกับใคร  อุปกรณ์ IT เริ่มมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  พวกเราในฐานะผู้บริโภคก็จะได้ใช้ของที่ดีขึ้น  ในราคาที่ถูกลง

หมายเหตุ  ขอบคณ คุณ Pee มากๆ  ช่วยกันไข  ช่วยกันซัก  ให้พวกเรากระจ่างขึ้น

pee

พูดถึง Software อย่างเดียว ผมมองว่าแอปเปิลยังอ่อนกว่าใครอื่น

ออกซาฟารีมา ตอนนี้กลายเป็นของโบราณ
ออกไอจูนมาฟังเพลง คนใช้ก็เลือกเป็นลำดับสุดท้าย
ทำควิกไทม์นำร่องมาก่อน ปัจจุบันนี้เอ่ยชื่อ คนอาจจะถามว่า อะไรน่ะ ทั้งๆ ที่ลงทุนไปมหาศาลและหวังว่าจะถูกใช้เป็นโปรแกรมหลัก

ตารางนี้ดูเหมือนจะชี้ว่า ตลาดมือถือกำลังหันไปทิศทางใหม่


http://www.macthai.com/2015/10/29/apple-huawei-close-gap-on-samsung-idc-q3/

มือถือจีนสามยี่ห้อ กินตลาดไป 18% เป็นการโตอย่างก้าวกระโดด และแน่นอน มันแย่งลูกค้าจากซัมซุงและแอปเปิล ใครก็ตามที่ต้องขายของแข่งกับจีน เหนื่อยแน่ครับ

กลับกัน โลกของกูเกิล และไมโครซ้อฟต์ ยังปลอดจากสหายจีน และน่าจะปลอดไปอีกระยะยาวพอสมควร

Moonoi

อยู่ที่เราเลือกมองข้อมูลมุมไหนมากกว่า

ถ้าเราดูแต่จำนวนหน่วยที่ผลิต  แน่นอน Samsung และ Android Devices กินขาด ส่วนแบ่งตลาดได้ไปเกือบหมด


แต่ถ้ามองจากมุมรายได้และกำไรของ Mobile Devices แล้ว  Apple น่าจะได้เบอร์หนึ่ง


อยู่ที่เราอยากได้กล่อง VS ได้เงินมากกว่ากันมั้งครับ

pee

Quote from: Moonoi on 28  March  2016, 04:16:00 am
อยู่ที่เราเลือกมองข้อมูลมุมไหนมากกว่า


ผมมองว่า 1 non Apple Phone ที่ขายออกไป
คือ 1 Apple Phone ที่ขายไม่ได้

มองอีกอย่างก็ได้ว่า ในการซื้อ 100 เครื่อง ลูกค้า 13 คนเศษ ที่เลือกไอโฟน
ตัวเลขนี้จะเป็นเพดานที่แอปเปิลต้องทะลายลง มิเช่นนั้นถ้ามันหดตัวลง กลายเป็น 10ใน100 หรือต่ำลงไปอีก ฐานที่รองรับ 13%+ ก็จะกลายเป็นหลุมดำไปแทน

สถานการณ์แบบนี้เหมือนกับที่เคยเกิดกับยอดขายเบ้นส์ก่อนยุคต้มยำกุ้ง คนเห่อซื้อกันจนตลาดแตก นำมาซึ่งการลงทุนผิดพลาดจนธนบุรีเกือบล้มในอีกสองปีต่อมา (สร้างโรงงานประกอบ ขยายโครงสร้างบุคลากร ลงทุนผิดพลาดในซัมยอง....ฯลฯ) รอดมาได้ ก็ต้องเสียสิทธิ์การเป็นตัวแทนอำนาจเต็ม กลายเป็นดีลเลอร์ใหญ่แทน

sw

ผมสังเกตพฤติกรรมการพัฒนาของแอปเปิ้ลกับกูเกิ้ลมานานแล้ว สรุปได้สั้นๆว่า

แอปเปิ้ลพยายามจะให้โลกใช้สิ่งของและเทคโนโลยีที่เขาผลิต

กูเกิ้ลพยายามจะผลิตสิ่งของและเทคโนโลยีให้โลกใช้

ผมคิดว่าเจตนาหรือเป้าหมายของสองค่ายนี้ เป็นแบบหันหลังชนกัน เดินไปคนละทางเลย แอปเปิ้ลอย่างไรก็ต้องเข้าตาจน หมดไอเดียเข้าสักวัน เพราะเป็นระบบปิด ใช้อะไรร่วมกับชาวบ้านเขาไม่ค่อยจะได้ ได้เฉพาะพวกไอด้วยกัน ส่วนกูเกิ้ล แอนดรอยนี่เป็นอะไรที่พัฒนาขึ้นมาได้เรื่อยๆ เทคโนโลยีใหม่เกิดทุกวัน เพราะเป็นระบบเปิด ใช้ร่วมกับใครก็ได้ ใครเก่งก็คิดอะไรเข้ามาเสริมเติมได้ เหมือนติดปีกให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ขอทำนายว่าอนาคตอันใกล้นี้ แอปเปิ้ลจะมีแฟชั่นช็อป ขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าบูติค

.....แน่นอน ในสิ่งของที่ขายนั้นก็อาจจะมีชิพ มีเมมโมรี่ มีรอม มีปุ่มกดขาวๆสวยๆ พอให้จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำด้านคอมพิวเตอร์ของโลก

pee

โลกเปลี่ยนไปเมื่อมีแมคกินทอช และยิ่งเปลี่ยนเมื่อไมโครซอฟท์ทำ DOS ให้กับ IBM และเครื่อง compatible ทั้งปวง นั่นคือช่วง 1980-1990

แต่โลกเปลี่ยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเด็กหนุ่มสองคน ทำ BOT ที่สนองความอยากของตัวเองสำเร็จ และพัฒนาจนกลายเป็น search engine อันทรงประสิทธิภาพ คนรุ่นนี้อาจจะนึกไม่ถึงว่า ก่อนปี 2000 การค้นข้อมูลผ่านอินเตอร์เนตนั้น ยุ่งยากเพียงใด ถึงขนาดมีการพิมพ์สมุดทะเบียนโดเมนเนมออกมาขาย ....... :dribble:

พอมีกูเกิลขึ้นมา สมุดพวกนี้ก็เก็บเข้าป่าช้าได้เลย

เห็นด้วยกับเฮียหวังว่ากูเกิลทำสิ่งที่มีคุณค่ามาก และสม่ำเสมอ โครงการแผนที่โลกของเขา ในไม่ช้าจะเป็นเหมือนนามบัตร หรือทะเบียนบ้านของทุกคนบนโลก โครงการศิลปะของเขา เป็นการเสนอสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ชาติแบบฟรีๆ และถึงแม้จะไม่ใช่คนคิดยูทูป แต่การซื้อกิจการนี้มา แล้วทำให้มันครอบโลกได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งของฟรีที่มอบให้โลก