• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
20 May 2019, 10:46:40 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


สำหรับ คนทำ content - อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

Started by poj, 07 April 2019, 02:55:42 pm

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

poj

ผมเห็นข่าว Facebook กำลังจะเริ่มบุกในด้านข่าวสาร โดยการให้บริการ ให้คนป้อน content ข่าวสารเข้าไปในระบบที่ facebook จัดเอาไว้ให้
แต่ผมคิดว่า คนที่ทำ content ทุกคน ไม่ว่า ด้านไหน ต้องคิดให้ดีครับ.....

ในสมัยก่อน คนค้าขาย ได้รับผลกระทบ จากระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก     ได้รับผลกระทบจาก ทำเลที่ตั้ง 
ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ การเปิดร้านค้าตามห้องแถวนั้น ทุกวันนี้ ไม่ work แล้วครับ  (ยกเว้นตามแหล่งชุมชนย่อยๆ)
ทุกวันนี้  คนส่วนใหญ่ จะเข้าศูนย์การค้า   เพราะสะดวกกว่า มีที่จอดรถ เดินสบาย  ร่วมร้านค้าเข้าด้วยกัน  ฯลฯ.

ตอนนี้ ก็เลยเป็นว่า ร้านค้าย่อย ต้องยอมเข้าไปเปิดในศูนย์การค้า  สิ่งที่ตามมาคือ ศูนย์การค้า มีอำนาจ อิทธิพล เหนือร้านค้าย่อย อย่างมาก
ดังนั้น เงื่อนไขต่างๆ  ร้านค้าย่อย ย่อมเสียเปรียบ และ ถูกบีบ  ไปตามปกติของ เกมธุรกิจ 

พอมาถึงยุค internet  แทนที่ รายย่อย จะมีอิสระ และ มีอำนาจต่อรองมากขึ้น  ใช้ประโยชน์จากการเปิดกว้างในระบบ internet
กลับกลายเป็นว่า วิ่งไปหา โซ่ มาคล้องคอ ตัวเอง เหมือนเดิม

ร้านค้าย่อย ดันวิ่งเข้าไปเปิดร้านตาม platform ต่างๆเช่น  Lazada , shoppee ฯลฯ.
คนทำ content ก็ไปฝาก content ตัวเอง ใน facebook ?

ยิ่งรายย่อย ต้องไปพึ่งพา platform เหล่านี้  ก็เท่ากับยิ่ง เสริมให้เขา มีอำนาจ อิทธิพล เหนือรายย่อย มากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆที่ platform พวกนี้   ไม่ได้ทำอะไรในส่วนของเนื้อหาเลย  แค่จัดหา ทรัพยากรให้ รายย่อยเท่านั้น
คนที่ทำงานหลัก คือ รายย่อย 
แถมยังต้อง แบ่งรายได้ ไปให้ platform เหล่านี้เป็นจำนวนเงินมหาศาล

ในเมื่อ ไปยืมจมูกคนอื่นหายใจแบบนี้  ไม่ยอมทำ website เอง  ไม่ยอมสร้างอัตลักษณ์ ของตัวเอง
สักวันหนึ่ง  ก็จะโดนบีบ  โดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว  เหมือนกับที่ร้านค้าห้องแถวโดน
คือ หากไม่ยอมเสียเปรียบเขา    ก็ต้องเลิกกิจการไปเลย

ผมเองล่าสุด ผมก็โดนเข้าให้เช่นกัน  ที่ถูก facebook กระทำแบบ ไม่ถูกต้อง เหมาะสม
มันทำให้ผมได้คิดว่า  ผมจะไปป้อน content เข้าไปใน facebook ทำไม ในเมื่อ ผมก็ไม่ได้ ทำมาหากิน หาเงินเข้ากระเป๋า เลย
ทำไม ผมจึงจะต้องทน ?

ในส่วนของ คนอ่าน    มีคนอ่านสิ่งที่ผมเขียนมากๆแล้ว ผมได้อะไร ?
ผมไม่ได้อะไรเลย..
แล้วทำไม ผมต้อง ยอมให้ facebook ทำกับผมเช่นนั้น ?

ดังนั้น ข่าวที่ facebook กำลังจะบุกเรื่อง การทำส่วนของ ข่าวสารต่างๆ  โดยจัดระบบให้ผู้คน ฝาก content เข้ามาใน facebook
แล้ว facebook ก็จะเอาข้อมูลทั้งหลายไปหากิน  เอาเงินเข้ากระเป๋า ได้เต็มๆ  โดยที่ ผู้เขียน content นั้น เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างยิ่ง ทั้งๆที่เป็นคนที่ทำงานหนักที่สุด
จึงเป็นเรื่องที่คนเขียน content  ต้องคิด

ทางออกที่ดีคือ  ทำ blog ของตัวเองครับ  การเช่า server ไม่ใช่เรืองยาก   การทำระบบ CMS ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากนั้น ก็เขียน content เข้าไปใน platform ของตัวเอง
แล้วจึงไปใช้ ประโยชน์จาก facebook ด้วยการ ฝาก link 

ในระยะยาวแล้ว  ผมเชื่อว่า จะให้ผลที่ดีกว่า  และ  เรายืนได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น
หารายได้เอง  รับโฆษณาเอง   ไม่ต้องถูก facebook บีบเอาตามใจชอบ

ร้านค้าย่อยใน Lazada ก็เหมือนกัน  ก็ต้องคิด  หากฝากอนาคตไว้  โดยยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ในอนาคตยาวๆ  เมื่อ ถูกบีบ  เมื่อถูกขูดรีด  เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ?



And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

poj

มีกรณีตัวอย่างของร้านกาแฟ ในหาดใหญ่ อยู่ร้านหนึ่ง
เป็นร้านที่อยู่มาได้หลายปีแล้วในหาดใหญ่  ธุรกิจ ก็ไปได้ดี  จนกระทั่งวันหนึ่ง   central เปิดศูนย์การค้าใหม่ ขนาดใหญ่...
ร้านกาแฟร้านนี้ ก็ไปเปิดสาขาใหม่ใน เซ็นทรัล...

แต่แทนที่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายกิจการ
กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของร้านกาแฟร้านนี้....

ผมไม่รู้นะครับ ว่า เกิดอะไรขึ้น  แต่สิ่งที่เห็นคือ  การต้องปิดกิจการใน Central ลง และ การต้องปิดกิจการในสาขาต่างๆ ลงตามไปด้วย
จนตอนนี้   หดตัวลงไปเหลือ สาขาเดียว  เหมือนจุดเร่ิมต้นในอดีต  ซึ่งก็เป็นห้องแถวเล็กๆห้องหนึ่ง เหมือนเดิม....

หากเทียบกับร้านกาแฟ ที่ผมเป็นลูกค้าประจำ  เขาก็ยังคงเปิดร้านในห้องแถวห้องเดียวเหมือนเดิม  ไม่เคยไปเปิดร้านใน Central
ผมก็ยังคงเห็นลูกค้า เต็มร้านของเขา ทั้งวัน  ยอดขายของเขาดีมากๆ  และ ผมเชื่อว่า  เขาจะได้กำไรดีมาก เพราะค่าเช่าห้องแถว ก็คงไม่ได้สูงอะไรมากนัก

ไม่เหมือนการไปเปิดร้านใน Central ซึ่งหาได้เท่าไร  ก็คงต้องเอาไปให้ Central เกือบหมดละครับ

กรณีตัวอย่างนี้ จึงแสดงให้เห็นว่า   หากสินค้าดีจริง  บริหารงานดีจริง
เราสามารถยืนอยู่ได้ด้วยขา ของตัวเอง ได้แบบ สบายๆ  และ มั่นคง ยั่งยืน  กว่า การไปยืมจมูกของคนอื่นหายใจ มากครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Karin Preeda

มันยากตรงที่คนที่ลงมาค้าขายในตลาดไม่ได้สร้างความแตกต่างของตัวเองออกมาอย่างเด่นชัดจนลูกค้าต้องติดตามเค้าน่ะสิครับ รับสินค้าก็จากที่เดียวกัน หรือถ้าผลิต content ก็ไม่ใช่ content ที่เป็น orginal ก็คนที่มองจากภายนอกก็ไม่เห็นความแตกต่าง จะซื้อเจ้าไหนก็ได้

จะมีอีกอย่างนึงที่ช่วยได้คือการให้บริการลูกค้า ถ้าบริการดี แม้ว่ามีอีกหลายๆเจ้ามาแข่ง ก็มีโอาสอยู่รอดในตลาดได้ สมมติว่าเข้าใจเรื่องการคิดต้นทุนดีพอสมควรอยู่แล้วนะครับ

poj

จริงครับ  อย่างใน Lazada ร้านค้าก็ไปรับมาจาก aliexpress มาขายนั่นแหละครับ
ต่อไป ถ้าลูกค้ารู้  เขาก็ไปซื้อจาก aliexpress กันหมดครับ
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง