• Welcome to Thai Audio/Video Club. Please or
 
13 November 2019, 04:14:16 am

News:

การลงทะเบียน ผู้สมัครต้องส่งบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนครับ (กำกับด้วยว่า ใช้สมัครสมาชิกบอร์ดเท่านั้น  ปิดเลขบัตร ปิด barcode ปิด วันเกิด ปิดที่อยู่  เปิดแค่ชื่อ นามสกุล กับรูปภาพ ก็พอครับ) http://www.thaiavclub.org/Forum/index.php?topic=2816.0


Guide to Jazz History

Started by nattapong, 23 July 2002, 06:30:15 am

Previous topic - Next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

nattapong

23 July 2002, 06:30:15 am Last Edit: 08 March 2005, 12:34:53 am by nattapong
In the beginning (1895-1917)

     ไม่มีวิธีการใดที่จะทำให้เราเข้าใจดนตรีได้มากไปกว่าการฟัง ดังนั้น Guide นี้เจตนาเพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้ในการที่จะเลือก ฟังจากสื่อต่าง ๆ ตามที่กำลังทรัพย์จะอำนวย แต่ที่แน่ ๆ คือ ต้องฟังมาก ๆ ครับผม ดนตรีแจ้สนั้นเราเกือบ ๆ ที่ เรียกได้ว่ามาจาก แอฟริกาเลยก็ไม่ผิดทีเดียวนัก ถึงแม้ว่าจะมีสัญชาติเป็นอเมริกันก็ตามแต่เชื้อชาติคงไม่พ้น แอฟริกัน ทั้งที่ว่าต้นกำเนิดเป็นคนผิวดำแล้ว จังหวะหลัก ๆ ของแจ้สนั้นเรียกได้ว่าสืบสายเลือดกันมาอย่างไม่ต้องตรวจ DNA เลยทีเดียว ต้นกำเนิดก็คงไม่พ้นในอเมริกาหลัง civil war ที่จากเดิมการร้องรำทำเพลงที่มีมาก่อนเริ่มมีการประสานด้วยเครื่องดนตรีที่หลุดมากจากสงคราม แต่ก่อนที่แจ้สจะเป็นแจ้สได้นั้น ก็นับได้ว่าติดหนี้บุญคุณของดนตรีแบบที่เรียกว่า Ragtime ซึ่งตามคำอธิบายทั่ว ๆ ไปของดนตรีประเภทนี้คือ White music played black คือว่าเป็นดนตรีที่มีการประพันธ์ขึ้นไว้แล้วแต่วิธีการเล่นซึ่งเป็นเหมือน ๆ กับว่าเป็นทวดของ swing rhythm ในตอนนั้นเราคงเรียกได้อย่างเดียวว่า syncopation หรือ rhythmic bounce ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว นักแต่งเพลงที่สำคัญในช่วงนี้คือ Scott Joplin, Irving Berlin ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้เป็นการเริ่มต้น ของนักนักเปียโนแจ้สที่สำคัญเช่น Fats Waller ไปจนถึง Art Tatum อย่างไรก็ตาม Ragtime มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักก็ถูกบังรัศมีด้วยเพลง pop หรือ แม้กระทั่งด้วย ดนตรีแจ้สเอง

Buddy Bolden
     
แล้วในที่สุดตัวดนตรีที่คนส่วนใหญ่รับว่าเป็นแจ้สเองก็ได้เดินทางเข้าเมือง เป็นส่วนประกอบในสถานเริงรมย์ ชื่อหนึ่งที่เป็นเหมือนเพียงแค่ตำนานคือ Buddy Bolden (1877-1931) ซึ่งวง 6 คนของเขาเล่นเพลงเด้นรำบ้าง นำเพลง ragtime มาดัดแปลงบ้าง แล้วก็ปน Blues บ้าง และการ improvise ก็ได้เริ่มต้นที่นี่ ที่เมือง Storyville, New Orleans ช่วงนี้ดนตรีทั่วไปเป็นการนำด้วย Cornet แต่มแต้งสีสันต์ด้วย Clarinet ส่วน Trombone ให้ความเป็นสัดส่วน และ guitar, bass, drum ให้จังหวะ  แม้ว่าจะไม่มีการบันทึกดนตรีในยุคนี้เอาไว้ แต่ยุคแรก ๆ ที่นักดนตรีแจ้สได้ นำสิ่งที่ Bolden สร้างไว้มาสานต่อ ซึ่งพอจะใช้มาเป็นหลักคร่าว ๆ ว่า ดนตรีของ Bolden น่าจะเป็นอย่างไร ชื่อเหล่านี้ก็มีเช่น Freddie Keppard, Bunk Johnson, Joe Oliver, Luis Armstrong, Sidney Bechet, Jelly Roll Morton
     
แล้วคำว่าแจ้สมาจากไหน ก็มีด้วยกันหลายทฤษฎี ที่ผมชอบ เนื่องจากเป็นคนเขียนเลยได้เลือก คือว่า มันเกี่ยวกับ Sex สแลงของ Big O (orgasm) คือ jasm หรือ jass ที่วงแรกที่มีการเขียนออกมาให้เห็น ๆ คือ the Original Dixieland Jass Band แต่ว่าภายหลังชอบมีคนไปลบตัว J ออก เลยมีการเปลี่ยนตัวสะกดใหม่เพื่อแก้ปัญหา เลยได้มาเป็น Jazz
     
From New Orleans to the world (1917-1928)

ในปี 1916 แจ้สก็ได้เริ่มมีชื่อเสียงออกไปจาก Storyville นักดนตรีผิวขาวเริ่มรู้จักและมีการเลียนแบบกันบ้างแล้ว ค่ายเพลงต่าง ๆ เริ่มมีการสรรหาเพลงแนวใหม่ ๆ เพื่อจะนำมาเข้าห้องอัด เนื่องจากว่าค่ายเพลงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ทางเหนือของอเมริกาเสียมาก ในขณะที่นักดนตรีแจ้สยังอยู่ทางใต้เป็นส่วนใหญ่ ในขณะนั้น Freddie Keppard กำลังเล่นอยู่ในย่านชิคาโก และนิวยอร์ค จึงได้ถูกทาบทาม มาเข้าห้องอัด แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใดไม่ทราบได้ Freddie ไม่สนใจ เลย กลายเป็นว่า เพลงแจ้สแรก ที่มีการบันทึกนั้นเป็น วงห้าคนผิวขาวที่เล่นดนตรีในลักษณะเดียวกันกับที่ Buddy Bolden ได้ให้กำเนิดขึ้น ในขณะนั้นชาววงใช้ชื่อว่า Johnny Stein’s Dixie Jass Band ซึ่งในปี 1916 ได้ gig ที่ Schiller’s Cafe ในชิคาโก และก็ได้คำวิจารณ์แบบสุด ๆ จาก นักวิจารณ์ของ Chicago Herald ซึ่งถัดมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Original Dixieland Jazz Band หลังจากที่หัวหน้าวงเก่าได้ถูกไล่ออกไป ปีถัดมาวงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีที่นิวยอร์ค ที่นำมาถึงการเรียกเข้าทดลองกับ Columbia Records แต่ชวด แต่ที่สุดก็ไปลงเอยที่ Victor Records ออกมาสองนัมเบอร์ Livery Stable Blues, Dixie Jazz Band One-Step ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าฝีมือจะอยู่ในระดับทารกเมื่อเทียบกับนักดนตรีคนอื่น ๆ ที่กำลังจะได้ออกตามมา แต่ก็นับได้ว่า ODJB ได้เป็นส่วนหนึ่งที่แนะนำแจ้สสู่มหาชน ไม่กี่ปีต่อมา ODJB ก็แยกวงกันไปตามระเบียบ ปกติของโลกดนตรีประเภทดังแล้วแยก ดังแล้วแตก

The Original Dixieland Jazz Band

พูดมาถึงชื่อ Dixieland แล้วคงต้องพูดถึง คำว่า Dixie นิดหน่อย คำนี้เป็นคำที่ใช้เรียก 11 รัฐที่ต่อต้านการเลิกทาศแล้วแยกตัวออกจาก Union ทำให้เกิด Civil War ขึ้นมา ดังนั้น Dixieland มักจะใช้กับวงดนตรีคนขาวที่เล่นในลักษณะเดียวกันกับ ODJB แต่ภายหลังก็มีการใช้ปน ๆ กันกับ tradition jazz หรือที่เรียกว่า New Orleans Jazz คือว่าบางคนก็แยกตามสมาชิกวง บางคนก็ไม่ บางคนก็แยกออกระหว่าง Dixieland กับ New Orleans บางคนก็ไม่สนใจ ดังนั้นคุณ ๆ ก็เลือกเอาก็แล้วกันนะครับ แต่ผมว่าก็รวม ๆ กันไปน่ะดีแล้ว เวลาเราแยกมันไม่ออก เราก็เอาที่ผมเล่ามาให้ฟังข้างบนน่ะโม้เข้าไป ว่าจริง ๆ แล้วเริ่ม ๆ มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ แล้วก็หลีกเลี่ยงปัญหาด้วยว่า ลูกหลานคนผิวดำก็มาเล่น Dixieland ซึ่งฟัง ๆ แล้วมันออกจะทะเม่ง ๆ อยู่เพราะมันกลาย ๆ ว่าเป็นของผิวขาวเพราะคำว่า Dixie

ใช้เวลาไปมากกับคนที่ผมคิดว่าไม่ค่อยน่าสนใจนัก เรามาต่อกันดีกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนแรกที่ได้อัด และถึงแม้ว่าจะค่อนข้างถูกมองข้ามไปบ่อยครั้งเนื่องจากว่ามีลูกน้องที่มีความดังผิดปกติ แต่ถ้าไม่มีเขาคนนื้ละก็รับรองว่า แจ้สในปัจจุบันคงหน้าตาไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่เป็นแน่ นักดนตรีผู้นี้คือ Aristocrat คนแรกของแจ้ส Cornetist Joe “King” Oliver

Joe "King" Oliver

ในปี 1917 อเมริกาเข้าร่วมในสงครามโลกได้มีการผลักดันให้ปิด Storyville มีนักดนตรีหลายคนต้อง รับใช้ด้วยการเล่นดนตรีให้ทหารฟังตามเมืองต่าง ๆ เช่น Jim Europe’s Hellfighters Band เล่นตามเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศส และ ODJB เองก็ได้ไปเล่นประจำอยู่ที่ลอนดอน แม้ว่าสงครามจะเลิกแล้วเป็นเวลาเกือบปี ทำให้ในยุโรป แจ้สก็ได้ไปผลิดอกใบอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนนักดนตรีทางใต้ที่ไม่ต้อง ถูกเกณก็ต้องกระเสือกกระสนไปหางานทางเหนือในนิวยอร์ค หรือชิคาโกบ้าง King Oliver ซึ่งก็ได้แยกออกจากวงของ Kid Ory ก็เป็นคนหนึ่งที่ขึ้นไปชิคาโกในปี 1918 เพื่อตั้งวงของตัวเอง ในปี 1922 ก็ได้งานประจำที่ Lincoln Gardens ด้วยวง 6 คนที่ใช้ชื่อว่า Creole Jazz Band และได้ส่งคนไปตาม sideman คนดัง Louis Armstrong ที่ New Orleans ที่รู้จักกันขณะอยู่ในวงของ Kid Ory ให้ขึ้นมาช่วย ซึ่ง Louis ตอบตกลง ทำให้แจ้สได้กลายเป็นแจ้สอย่างที่เราได้รู้จัก

ก่อนหน้าที่ผ่านมานั้น improvisation จะจำกัดเป็นสิ่งประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เมื่อมี Cornet นำอยู่สองตัวในวง King สามารถทดลองอะไรแปลกใหม่ได้ ในขณะที่ King คอยตาม melody Armstrong มีอิสระที่จะสร้างสรรค์ในทางที่ไม่เคยมีใครเดาได้มาก่อน จากที่แจ้สเคยเดินตามจังหวะ กลับมีการดึงจังหวะแล้วปล่อย มี tension and release เป็นครั้งแรก records ของ King Oliver มีไม่มากนักหาเจออะไรก็ซื้อ ๆ เข้ามาเถอะครับถ้าอยากฟัง จะได้รู้ว่า แจ้สในตอนที่เขาเพิ่งจะมีชื่อว่าแจ้สมันเป็นอย่างไร หรือว่าอาจเป็นการหาฟัง Louis Armstrong ในยุคแรก ๆ ก็ไม่เสียหายอะไร

ที่นี้มาถึงคนดัง ผู้ที่เปลี่ยนแจ้สจากความบันเทิงไปสู่ศิลปะแห่งยุคสมัย Louis Armstrong เริ่มต้นงานแรกโดยการฝากของ King Oliver หลังจากนั้นก็เข้าหน้าที่แทน Oliver ในวง Kid Ory แล้วก็ตาม Oliver ไปชิคาโก ในปี 1922ซึ่งจากนั้น Lil Hardin ภรรยานักเปียโนในวงของ Oliver ได้ผลักดันให้ Armstrong แยกวงออกไปอยู่กับ Fletcher Henderson ที่นิวยอร์คในปี 1924 ปีถัดมาก็ได้กลับมาที่ชิคาโก และตั้งวงของตัวเองชื่อ Hot Five ประกอบด้วย Louis เล่น cornet ต่อมาเป็น trumpet, Johnny St. Cyr เล่น banjo, Johnny Dodds เล่น clarinet, Kid Ory เล่น trombone, และ Lil Hardin เล่นเปียโน ต่อมาก็เพิ่ม อีกสองเป็น Hot Seven คือ John Thomas เล่น trombone และ Pete Briggs เล่น Bass ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของ Louis ที่เขาได้ เริ่มเปลี่ยนจากโซโลสั้น ๆ เป็นโซโลยาวตามคอร์ดของเพลง ซึ่งหลังจากนั้น ความสามารถในการโซโลบนคอร์ดเป็น สิ่งที่จำเป็นของนักดนตรีแจ้สทุกคน และแจ้สกลายเป็นดนตรีที่มีสัญลักษณ์คือการ improvisation นั่นเอง

Louis Armstrong

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ ชื่อเล่นคือ pops (พ่อ) ก็เป็นชื่อที่ถูกเรียกเพราะสักษณะนิสัยของ Armstrong เอง อีกชื่อคือ Satchmo ย่อมาจาก satchel mouth ไปหาเอาเองนะครับว่าแปลว่าอะไร  Armstrong เองในยุคหลังจาก Hot Five & Hot Seven ก็เป็นดาราดัง เริ่มทำเพลง pop บ้างเช่นที่เรามักจะรู้จักกันดีคือ What a Wonderful World มีการแสดงที่ออกจะตลกบ้าง บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ ก็แล้วแต่นะครับ แต่ถ้าสนใจตัวที่เป็น แจ้สจริง ๆ ก็หาที่เป็น ช่วง Hot Five & Hot Seven มาฟัง แผ่นไหนก็ได้ครับ ใช้ได้ทั้งนั้นไม่แน่ใจครับว่ามีกี่ชุด บางทีก็ได้ยินว่า 3 บางคนก็บอกว่ามีถึง 9 ผมมีแค่หนึ่ง นักดนตรีรับเชิญเป็น Earl Hines ก็ใช้ได้นะครับ ผมเองส่วนตัวไม่ชอบยุคนี้เท่าไรเลยไม่อยากพูดมาก

Jazz : music for rebels (1920-1943)

อย่าเพิ่งงงกันนะครับ ปีเริ่มจะมีการย้อนกลับไปมาบ้าง เนื่องจากว่าในช่วงหนึ่ง ๆ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน เลยก็ต้องมานำเสนอกับแบบนี้ เอ๊ะแล้วหัวข้อ jazz : music for rebels มันหมายความว่าอย่างไร เนื่องจากว่าปี 1920-1933 ในอเมริกาเป็นช่วงที่เรียกว่า Prohibition คือการดื่ม และจำหน่ายสุราผิดกฎหมาย ดังนั้นนักดื่ม หรือคลับต่าง ๆ ที่มีในช่วงนั้น ก็ต้องเป็นใต้ดิน ดนตรี jazz ของเราก็ตามลงไปด้วย ไม่แปลกอะไรที่มีการเกี่ยวเนื่องระหว่าง sex, drug(alcohol) and jazz ในยุคนี้อย่างเห็นได้ชัด เด็กวัยรุ่นโดยปกติก็มองได้ชัดว่า jazz เป็นดนตรีที่จำเป็นสำหรับพวกเขาเสียแล้ว อย่างที่เขาพูดกันว่า whoever you were, wherever you went, jazz was what you listened to ผู้ฟังที่หลากหลายขึ้นในสถานที่ที่หลากหลายไปทั่วทั้งประเทศ ทำให้มีสไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น จาก New Orleans ไป Chicago จากชนชั้นกรรมกรผิวดำ ODJB ดึงดูดวัยรุ่นผิวขาว King Oliver และ Louis Armstrong คู่ที่ Lincoln Gardens ดึงดูดคนผิวขาวเป็นพิเศษ ถึงขนาดต้องมีรายการพิเศษทุกวันพุธสำหรับผู้ฟังกลุ่มดังกล่าวเรียกว่า midnight rambles ขณะเดียวกันนักเปียโน ragtime ผู้มีความสามารถขั้นสุดยอด อีกทั้งได้สถาปณาตัวเองว่าเป็นผู้ให้กำเนิด jazz ชื่อว่า Jelly Roll Morton ผู้ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาจาก Storyville ก็ได้มีการแสดง และแต่งเพลงออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ 1920s เพลงดัง ๆ เช่น Jelly Roll Blues หรือ King Porter Stomp นั้นแต่งก่อนที่จะมี การอัด jazz ออกขายเป็น 10 ปีเลยทีเดียว ช่วงที่เขาตั้งเป็นวง Red Hot Peppers เขาก็ได้มีการรวมระหว่างการ improvisation และcomposition ออกมาก่อนที่ใคร ๆ คิดที่จะฝันเสียด้วยซ้ำ

Jelly Roll Morton

ในปี 1929 Wall Street Crash เศรษฐกิจตกสะเก็ด ปี 1933 ยกเลิก prohibition ช่วยเพิ่มกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเศษได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของนักเปียโน ผมได้พูดถึง Jelly Roll ไปแล้ว ตอนนี้ผมจะพูดถึงนักเปียโนที่เขาเรียกว่า Stride Pianist ซึ่งมือซ้ายต้องเล่นเสียงต่ำในจังหวะหนัก และรับคอร์ดในจังหวะเบา ซึ่งจะทำให้เกิดทั้ง rhythm และ harmony ของเพลง ส่วนมือขวาก็จะว่างสำหรับบรรเลง melody ได้อย่างสบาย การเล่นเปียโนในลักษณะนี้ทำให้เกิดการโซโลแจ้สได้อย่างแท้จริง คือเล่นคนเดียวได้น่ะครับ ในขณะที่ Louis Armstrong ต้องมีวงเสริม คนที่ดัง ๆ ก็ได้แก่ James P. Johnson, Willie “The Lion” Smith, Earl Hines, Fat Waller, Art Tatum สำหรับคนสุดท้ายนี่ หลาย ๆ คนนับถือว่าเป็น God เลยก็ว่าได้ เขาว่ามีไม่กี่คนที่เราควรจะเรียกว่า Genius แต่สำหรับ Art Tatum (1909-1956) แล้ว เรียกได้อย่างไม่ต้องสงสัย เกิดมาตาบอด แต่ความสามารถแบบไม่มีใครเทียบ มือซ้ายเทียบเท่า rhythm section ทั้งหมด สองมือรวมกับเบียด big band ได้กระจุย ว่ากันว่า ช่วงสุดท้ายในชีวิต  ฝีมือเลย stride piano ไปไกลถึงขนาดผู้ฟังต้องนั่งอ้าปากค้างด้วยความงุนงง อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร The Art Tatum Solo Masterpieces (1953-1955) (Pablo, 7-CD set) กำลังเงินถึงก็ลองกันได้เลย ส่วนคนอื่นๆ ที่กล่าวมา ก็มี CD รวมอยู่บ้าง แต่ก็มีให้เลือกไม่มากนัก คือว่าสนใจใครก็คงต้องซื้อแผ่นที่มีนั่นละครับ

Art Tatum

Classic or Jazz???   Who know??? (1920-1938)

คราวนี้แหละครับที่ทำให้ยุ่งกันไปใหญ่ เมื่อวงซิมโฟนี และเครื่องสายเริ่มมีบทบาทในโลกของแจ้ส เอ๊ะแล้วมันเริ่มได้อย่างไร ลองคิดดูสิครับว่าดนตรีแจ้สที่เป็นดนตรีของคนดำ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ sex และ drug ถึงแม้ว่า ODJB ได้เปิดตลาดด้วยความสำเร็จแล้ว ธุรกิจการอัดเสียง และธุรกิจเพลงเกือบทั้งหมดยังกระจุกอยู่ในนิวยอร์ก และส่วนมากเป็นของคนขาว และมีลูกค้าเป็นคนขาว อเมริกาเริ่มรักแจ้ส นิวยอร์กรักแจ้ส แต่ภาพพจน์ของแจ้สยังเป็นปัญหาใหญ่กับนักธุรกิจเหล่านี้ ช่องว่างนี้จึงเกิดขึ้น และนาย Paul Whiteman ก็ได้โอกาสทองนี้ขึ้นมา นาย Whiteman มีการศึกษาทางดนตรีและเป็นคนที่มีความรู้ เขาได้หยิบเอาบทเพลงจากนักประพันธ์ทางฝั่งตะวันตกคนหนึ่งมาเรียบเรียงเสียใหม่ กำจัดจุดที่ขัดหูออกบ้าง ประพันธ์สำหรับวงซิมโฟนี และมีแซกโซโฟนเพิ่มเข้ามาด้วย ใส่สูทเข้าเสียหน่อย คราวนี้เราก็ได้แล้วครับ ที่มาของความสัมพันธ์ระหว่างไฮโซฯกับดนตรีแจ้ส และเป็นต้นกำเนิดของแจ้สแบบหรูหราสำหรับนักฟังที่ขี้เกียจจะทำความเข้าใจดนตรีแจ้สในยุคเริ่มต้น หรือว่า easy listening jazz ที่เกิดขึ้นเกือบ ๆ พร้อมกับตัวแจ้สเองจริง ๆ เขาอัด Whispering และ Japanese Sandman ปี 1920 ขายได้เป็นล้าน ก็ได้ดังกันก็คราวนี้แหละครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ยังน่าสนใจอีกอย่างตามที่ Wynton Marsalis ได้กล่าวเอาไว้ใน Ken Burn’s Jazz เป็นมุมมองของนักดนตรีผิวดำต่อดนตรีที่เกิดจากคนผิวดำ เขาให้ข้อคิดให้เราลองไปคิดดูครับว่า ลองคิดดูว่ามีคนขาวคนหนึ่งเอาเพลงคนดำมา ตัดหัวใจของเพลงออกคืออิสระทางการ improvise มาแต่งลงกระดาษ ใส่สูทนิด ๆ เปลี่ยนความเป็นแจ้สเกือบทั้งหมดแล้วขายได้เป็นล้าน แล้วนายคนนี้ก็มีชื่อได้เต็ม ๆ ว่า Whiteman ส่วนคุณจะคิดกันอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ

ซึ่งตัว Whiteman เองก็รู้ตัวอยู่แล้วขนาดที่ว่า เรียกการแสดงหนึ่งที่ New York’s Aeolian Concert Hall ในปี 1924 ว่า “An Experiment in Modern Music” โดยที่เขาเองก็ได้ว่าจ้าง George Gershwin เพื่อที่จะให้แต่ง Jazz Concerto ขึ้นครั้งแรก Gershwin ก็ตอบไปด้วย Rhapsody in blue และการทดลองที่ว่านี้ก็ได้มีการแสดงซ้ำอีกถึงเจ็ดครั้งระหว่างปี 1925 ถึง 1938 ซึ่งงานนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจต่อไปสำหรับนักประพันธ์ดัง ๆ อย่างเช่น Aaron Copland และ Leonard Bernstein บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นการสวมรอยความสำเร็จของแจ้ส แต่บางคนก็อาจจะมองว่าเป็นการกำเนิดของ orchestrated jazz ที่ต่อไปอาจจะยึดกับแจ้สมากขึ้นกว่าที่ Whiteman ทำอยู่ หรือบางคนอาจเห็นเป็นเพลงเต้นรำสำหรับคนยุคใหม่  ก็แล้วแต่นะครับ

ก่อนจะจบตอนนี้มาพูดถึง George Gershwin กันสักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นนักประพันธ์ที่สำคัญคนหนึ่งแล้ว สำหรับงาน symphonic jazz เขาเป็นคนที่มีพื้นฐานต่างจากคนอื่น ๆ ที่ Gershwin จะมาจากเพลง pop แทนที่จะเป็น เพลงคลาสสิค ตั้งแต่ปี 1924 เขาทำงานเพลงร่วมกับ Ira Gershwin สำหรับบรอดเวย์ ซึ่งหลาย ๆ เพลงจากยุคนั้นได้กลายเป็น standard jazz ไป ยกตัวอย่างเช่น Lady, Be Good!, I Got Rhythm และแทบทุกเพลงใน American Folk Opera “Porgy and Bess”  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง I Got Rhythm ยังเป็นเพลงหนึ่งที่เป็น head ให้กับอีกหลาย ๆ แจ้สสแตนดาร์ด (head คือ ยึด harmonic เดียวกันสำหรับอีกเพลงน่ะครับ)

เรื่องน่ารู้อีกอย่างก่อนจะจากกันไปจริง ๆ คือว่าในช่วงนี้คือประมาณปี 1926 มีการใช้คำว่า gig ขึ้นเป็นครั้งแรกซึ่งหมายถึงการแสดงดนตรี หรือการจองนักดนตรีแจ้สเพื่อไปแสดง ซึ่งในปัจจุปันนี้คำว่า gig ใช้กันทั่วไปสำหรับนักดนตรีทุกประเภทครับ อย่างเช่น คืนนี้ผมมี gig นึงที่ Blues Bar เสร็จแล้วจะตามไปนะ ครับก็ลากันจริง ๆสำหรับตอนนี้ครับ

Paul Whiteman Orchestra

อ้อเกือบลืมไปครับแนะนำอัลบั้มกันสักหน่อย Paul Whiteman (Jazz Portraits) ซึ่งมีครบทั้ง career และที่น่าสนใจอีกอันคือ When Day Is Done (Happy Days) ซึ่งมี Gershwin โซโลใน Rhapsody in blue ส่วน Gershwin มีมากเหลือเกินครับ Rhapsody in Blue, An American in Paris, Porgy and Bess และอื่นๆ อีกมากมาย และไหน ๆ ก็ต่อกันมาแล้ว ก็ว่ากันอีกหน่อย สำหรับนักดนตรีที่ผ่านวงของ Whiteman ที่น่าสนใจก็มีนักกีตาร์แจ้สคนแรก ๆ Eddie Lang นักไวโอลิน Joe Venuti แล้วก็มีนักร้องเสียงทองอีกท่าน Bing Crosby ครับทีนี้ก็จะได้รู้กันว่า คนดัง ๆ เหล่านี้เกิดมาจากใคร ลากันจริง ๆ แล้วครับเจอกันในตอนต่อไป

Here come the Saxophone (1923-1959)

ยุคเริ่มต้นเครื่องดนตรีแบบลิ้น (reed instrument) ที่มีการใช้เป็นสีสันเปรียบเทียบกับเครื่องทองเหลืองอย่างทรัมเป็ต  คือคลาริเนต จนกระทั่งนาย Adolphe Sax ได้คิดเครื่องคนตรีชิ้นนี้ขึ้นมาให้เป็นลิ้นแต่ตัวเป็นทองเหลือง (ในขณะที่คลาริเนตตัวเป็นไม้) ทำให้มีเสียงนุ่มกว่าเครื่องทองเหลืองทั่วไปแต่มีน้ำหนักมากกว่าคลาริเนตอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมเอาเสียเลยในวงออเคสตราตามที่ได้ตั้งใจไว้ (เท่าที่รู้ก็มีแค่ Pictures at an Exhibition ที่ใช้แซก นอกจากนี้นึกไม่ออกครับ) แต่ Paul Whiteman, Gorge Gershwin และ Aaron Copland ได้นำมาใช้ในงาน symphonic jazz อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีนักคลาริเนตคนหนึ่งหันมาหยิบ Soprano Sax (เหมือนกับที่ Kenny G. ใช้น่ะครับ) เพราะว่านิ้วใช้เหมือนกัน แล้วก็ถึงยุคของแซกโซโฟนในดนตรีแจ้ส

นายคนนั้นคือ Sydney Bechet ในประมาณปี 1919 ขณะที่ทัวร์ยุโรปพร้อมกับ Southern Syncopated Orchestra ซึ่งเล่นพวกเพลงคลาสสิกเบา ๆ และ ragtime เขาซื้อ soprano sax มาหนึ่งตัว หัดเล่น ใช้แทนคลาริเนต และในที่สุดเขาก็ได้ให้กำเนิดชีวิตของแซกโซโฟนในโลกของดนตรีแจ้ส อย่างที่ Louis Armstrong ได้ทำมาแล้วกับทรัมเป็ต พูด ๆ กันไปแล้ว Sydney Bechet ก็ไม่ต่างกับ Louis Armstrong สักเท่าไร นักดนตรีที่หัดด้วยตัวเอง อ่านโน้ตไม่ได้ ไม่มีต้นแบบให้ได้เลียนแบบ เขาได้เปลี่ยนความเข็งของ ragtime มาเป็นแจ้สที่ลื่นไหล เพียงแต่ว่าถ้าหากเขาอยู่เป็นที่สักนิดเขาอาจจะได้เป็นคนที่ดังกว่านี้อีกมาก (นี่ขนาดดังน้อยนะเนี่ย) เขาไป ๆ มา อยู่ปารีส ทัวร์ยุโรปบ้าง รัสเซียบ้าง นิวยอร์กบ้าง จนมาใช้ชีวิต 10 ปีสุดท้ายตั้งแต่ 1949 ที่ ปารีส ชาวฝรั่งเศสจะรักมาก นับว่าเป็นฮีโร คนหนึ่งเลยถึงขนาดว่าในฝรั่งเศสมี square หนึ่งที่ตั้งตามชื่อเขาเลย

Sydney Bechet

ตัวขัดลาภอื่น ๆ ที่ทำให้เขาไม่ได้เป็นนักคนตรีที่ดังได้ถึงระดับ Armstrong คือตัวเขาเอง เขาเคยถูกไล่ออกจากฝรั่งเศส และอังกฤษ เนื่องจากทะเลาะวิวาท อีกทั้งยังเคยถูกจำคุกในฝรั่งเศสในข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ก็ยังมีโชคที่ช่วยเขาไว้หลายครั้งเช่น ในปี 1939 เขาอัดเพลง summertime ของ Gershwin ทำให้หลุดจากอาชีพช่างตัดเสื้อในตอนนั้น มาได้เข้าสู่สายตาประชาชนอีกครั้ง แม้กระทั่งในปี 1949 ใน Paris Jazz Festival การปรากฏตัวของเขาร่วมกับ Charlie Parker และศิลปิน bebop อีกหลายคนก็ยังแสดงให้เห็นฝีมืออันยิ่งใหญ่ของเขาเทียบกับนักดนตรีรุ่นใหม่ ๆ อีกหลายท่าน เวลาผ่านไปหลายปีกว่าที่จะมีนักดนตรีที่สามารถเทียบฝีมือบน soprano sax ได้อย่าง Bechet ซึ่งคนนั้นคือ John Coltrane ในช่วงปี 1960 หลังจากที่ Bechet เสียชีวิตไปแล้วร่วม 10 ปี

สำหรับอัลบั้มก็เป็นพวก complete Sydney Bechet ตามค่ายต่าง ๆ ลองหาที่มี Summertime จะได้ฟังว่าทำไมเขาถึงได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ตกอับไปเป็นช่างตัดเสื้ออยู่ได้ ครับ ก็จบไปอีกตอน แล้วมาเจอกันตอนหน้านะครับ

Life’s Too Short (1924-1931)

เราได้ยินกันมามากเกี่ยวกับชีวิตที่ยากเย็นแสนเข็ญของนักดนตรีแจ้สบางท่านจากสื่อต่าง ๆ หลาย ๆ สื่อ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่ส่วนมากจะแสดงให้เห็นถึงมุมด้านนี้ของชีวิตนักดนตรี  สาเหตุอีกส่วนที่เกี่ยวข้องมากคือสภาพแวดล้อม และสภาพการทำงานของนักดนตรี ทำงานตามคลับบาร์ ใกล้สิ่งมึนเมา ชีวิตกลางคืน การเดินทาง ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ แม้กระทั่งในทุกวันนี้ในวงการบันเทิงก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ขึ้นกับว่าจะเป็นเพราะประสบความสำเร็จมากจนเกินไป หรือตกอับนานเกินควร

นักดนตรีแจ้สมากมายที่ประสบชะตาชีวิตอันน่าเศร้าเช่นนี้ ในบทความนี้ผมก็อยากจะคุยกันถึงคนแรก ๆ ที่เป็นตำนานอันน่าเสร้าสลด และน่าเสียดาย ผู้ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้เป็นนักทรัมเปตฝีมือยอดเยี่ยมท่านหนึ่ง อย่างไรก็ตามมีการกล่าวขวัญถึงฝีมือเขา ในช่วงชีวิตอันสั้นของเขาเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น เรียกได้ว่าไม่มีใครรู้จักกันเลย Bix Beiderbeeke (1903-31) เป็นคนผิวขาวที่โตขึ้นมาในตระกูลที่มีฐานะพอสมควร เขาเลือกทางเดินชีวิตนักดนตรี แทนที่จะไปเป็นทหารตามที่ทางครอบครัวเห็นชอบ ในช่วง 1924-1931 ประมาณ 6 ปีเศษนี้เขาได้เข้าห้องอัดแบบเต็ม ๆ แต่มีเพียงแค่นักดนตรีด้วยกันเอง กับแฟน ๆ อีกนิดหน่อยที่รู้จัก

Bix Beiderbeeke

เขาออกจากโรงเรียนทหารเมื่อปี 1922 มาหันสู่วงการดนตรี ประมาณ 1924 ก็ได้อัดครั้งแรกกับ Wolverines จากนั้นก็ได้ลงเล่น และเข้าห้องอัดกับคนดัง ๆ หลายท่าน เช่น Armstrong และ Oliver ผ่านไปเล่นใน big band อีกวง สองวงจนกระทั่งได้เป็นนักทรัมเปตนำในวงของ Paul Whiteman ในปี 1928-29 ในช่วงนั้น Bix ก็เริ่มมีสุขภาพถดถอยเพราะสุรา และก็มีการเล่น ๆ ขาด ๆ บ่อยครั้ง ถัดมาอีกสองปี Bix ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างเงียบ ๆ ใน Queens New York เพราะสุรา ซ้ำด้วยนิวโมเนีย ในขณะที่มีอายุได้เพียง 28 ปี

หลังจากที่เสียชีวิต ผลงานอัดของเขาก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักดนตรี น้ำเสียงบนทรัมเปตที่ใสกังวาน การเล่นที่ลื่นไหล เป็นหลักเป็นการ มีที่มามีที่ไป ทั้งหมดนี้เกิดจากความสามารถเฉพาะตัวล้วน ๆ เพราะเขาเองไม่เคยเรียนดนตรี และไม่สามารถอ่านโน้ตได้ เขาเป็นนักดนตรีผิวขาวคนแรกที่มีนักดนตรีผิวดำชื่นชม และพยายามที่จะลอกเลียนแบบ ที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือสไตล์ที่เขาโซโลทรัมเปตนั้นเป็นสไตล์ที่อีก 20 ปีต่อมาเราจะให้ชื่อสไตล์ นั่นก็คือประมาณ 1950 ที่เรามีคำที่สามารถอธิบาย สิ่งที่ Bix เล่นไว้ได้ นั่นก็คือ Cool

ชีวิต และงานของ Bix จะมาดังสู่สายตาคนทั่ว ๆ ไป ก็เป็นช่วง 1938 เมื่อมีหนังสือตีพิมพ์เรื่อง Young Man with a Horn ซึ่งเป็นแบบที่เรียกว่าเป็นเรื่องราวใช้ชีวิต และงานดนตรีของ Bix เป็นแรงจูงใจ ส่วนเรื่องราวจริง ๆ ก็แค่คล้าย ๆ เท่านั้น แต่เท่านี้ก็ทำให้ Bix ได้ตกเป็น jazz superstar ผิวขาวคนแรก เพราะหลังจากนั้น งานชีวประวัติ และหนังสืออีกหลาย ๆ เล่ม รวมไปถึงบทวิพากษ์ วิจารณ์ในผลงานของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แม้กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง Young Man with a Horn ซึ่งนำแสดงโดย Kirk Douglas ในปี 1950 ก็เป็นอีกส่วนที่เพิ่มความขลังให้กับซูเปอร์สตาร์ที่เสียชีวิตไปกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

งานเพลงเก่า ๆ อย่างนี้ก็เช่นเคยครับ original album ไม่ค่อยมีเหลือให้เห็น หรือที่เป็น original ก็คงมีเพลงไม่ค่อยพอดีกับ CD สมัยนี้แล้ว (ใครรู้ดีเรื่องเทคโนโลยีการอัดเสียงช่วยผมด้วยครับตรงนี้) คือเอาเป็นว่า ก็จะมีแผ่นรวม ๆ ขายอยู่ ก็ซื้อไปเลยครับ มีอีกอัลบั้มหนึ่งอาจใช้ชื่อว่า Bix & Tram ซึ่ง Tram นี้คือ Frankie Trumbauer ซึ่งเป็นคู่หูของ Bix เล่น Sax ซึ่งก็เสียชีวิตไปแบบน่าจำอยู่เหมือนกัน คือว่า เขาเป็นนักบินด้วยก็จะขับเครื่องบินไปทำงานเอง แล้วก็เสียชีวิตเพราะเครื่องบินชนโรงแรมใน St. Louis ที่ที่เขากำลังจะไปเล่น  ครับเอาเป็นว่าก็ยังไม่พ้นชุดรวม ๆ อยู่ดี อ้อ ลองดูที่มีเพลง Singin’ the Blues นะครับเพราะเป็นเพลงดังของเขา

Singin’ the Blues (1923-1933)

ที่ผ่านมาผมกล่าวถึงแต่แจ้ส แล้วบทความนี้ก็เป็นบทความนี้เป็นบทความแจ้ส แล้วคำว่า Blues มันเกี่ยวอะไรถึงได้ได้ยินกันบ่อยเหลือเกินในโลกของแจ้ส บางคนถึงกับกล่าวว่า Blues is the root of Jazz หลังจากที่อ่านบทนี้จบแล้ว ทุกคนก็ตัดสินกันนะครับว่า Blues และ Jazz เกี่ยวพันธ์กันอย่างไร ก่อนอื่น Blues คืออะไร อืม..... น่าคิด แต่โทษทีครับผมให้คำตอบไม่ได้ บลูส์คือสภาวะทางจิตใจ บลูส์คือโครงสร้างทางดนตรีที่หลากหลายที่ใช้ในการแสดงดนตรีบลูส์ บลูส์คือการแสดงดนตรีบลูส์ บลูส์คือความคิด, การร้อง หรือการแสดงออกแบบบลูส์ ครูสอนกีตาร์ผมเคยสอนขณะที่ผมหัดเพลงบลูส์เพลงหนึ่งว่า บลูส์คืออะไรที่ greasy เขาบอกว่าเหมือน junk food เรารู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็อยากที่จะกินมันเพราะมันน่ากิน
แต่เมื่อเราพูดถึง บลูส์ในโลกของแจ้สแล้ว บลูส์หมายถึงโครงสร้างทางดนตรี 12 ห้อง ที่แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเท่า ๆ กัน โดยมี harmonic progression บน คอร์ดที่ใช้ 1st, 4th, 5th โน้ตของสเกล เพลงบลูส์แบบพื้นฐานจะร้องตาม progression นี้ซึ่งเป็น 4 ห้องแล้วซ้ำ 4 ห้องนั้น และสุดท้ายเป็น rhythmic response อีก 4 ห้อง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีข้อยกเว้น และการดัดแปลงไปอีกหลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามเสียงของบลูส์ก็ได้มาจากการลดเสียงของ 3rd, 7th หรือ บางที 5th โน้ตของสเกลซึ่งจะให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เราเรียกว่า Blue Notes ที่ใช้กันทั้งในบลูส์และแจ้ส สับสนครับแต่ถ้าได้ยินแล้วก็จะเข้าใจในทันที

มาถึงตำนานชีวิตของบลูส์บ้าง คล้าย ๆ กันกับแจ้สที่ว่า บลูส์ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้จนกระทั่งประมาณ 1920 ทำให้เราไม่ค่อยรู้อะไรมากนักสำหรับประวัติในตอนต้น ๆ ว่ากันว่า เพลงบลูส์วิวัฒนาการมาจากเพลงร้องใน plantation แล้วค่อยพัฒนาโดยมีเครื่องดนตรีประกอบ เช่น กีตาร์ หรือ แบนโจ แล่นล้อกันกับนักร้อง ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาจนเป็นโครงสร้างที่เป็นเนื้อร้องแบบสามท่อนร้องในสิบสองห้อง ซึ่งสักดนตรีแจ้สใช้เป็นพื้นฐานในการ improvise เมื่อเทียบกับแจ้สแล้ว บลูส์ค่อนค้างที่จะจำกัด และ พื้นฐานแต่ถ้านักแสดงมีความสามารถ บลูส์ก็เป็นดนตรีมหัสจรรย์แขนงหนึ่งครับ

ทีนี้เราเห็นแล้วว่า บลูส์โตมาจากแหล่งเดียวกันกับแจ้ส คือคนผิวดำ และการใช้แรงงานทาส เพียงแต่ว่าแจ้สโตไปในสายของเครื่องดนตรี และมีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายกว่าบลูส์ ส่วนบลูส์ก็ยังคงเน้นการร้อง และโครงสร้างที่เข้มงวดกว่าแจ้ส ทีนี้ก็ตัดสินกันเองก็แล้วกันครับว่าบลูส์กับ แจ้สควรจะมีความสัมพันธ์ที่เราควรจะเรียกว่าอย่างไร

Bessie Smith

Bessie Smith ออกอัลบั้ม Down-hearted Blues ซึ่งขายได้กว่าเจ็ดแสน ทำให้ได้สัญญากับ Columbia ถึงเก้าปี ทำให้เรามีอัลบั้มอย่างเช่น the collection หรือ the complete recordings (Columbia) มาให้เลือกฟังกัน เธอถูกฉายานามที่เหมาะสมว่า empress of the Blues ในขณะที่ได้รับค่าตอบแทนถึงกว่า $2000 ต่อสัปดาห์ คิดดูก็แล้วกันครับว่าระดับความสำเร็จของเธออยู่ที่ไหน ในขณะเดียวกัน Ma Rainey ก็ใช้ชีวิตนักแสดงที่เรียบง่ายกว่านิดหน่อย คือทัวร์รัฐทางใต้ไปตาม TOBA circuit ซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงอย่างเดียวสำหรับคนผิวดำในยุคนั้น และก็ยังได้อัดเพลงไว้เกือบ ๆ ร้อยเพลงเลยทีเดียว ด้วยน้ำเสียงที่โดดเด่น และบางครั้งติดเสร้า ๆ พร้อมทั้งความสามารถในการเชื่อมโยงกับผู้ฟังทำให้เธอเป็นนักดนตรีที่หลาย ๆ คนต้องการที่จะเลียนแบบ

เมื่อเรามาเห็นความสำเร็จของทั้งสองคนที่กล่าวมานี้ Robert Johnson ก็เป็นเหมือนกับ nobody เขาแต่งเพลงไว้ประมาณ 29 เพลงก่อนที่จะถูกฆ่า ว่ากันว่าเพลงของเขาอาถรรพ์โดยเฉพาะ Love in Vain และ Cross Roads Blues ที่ออกฤทธิ์กับสักดนตรีบลูส์ และร็อคหลายคนที่เอาไปใช้ Columbia ออก box set the complete recordings ก็ลองไปฟังดูครับถ้าคุณกล้าพอ คนนี้นี่แหละครับเจ้าของตำนานแลก soul กับ devil ที่ cross road

New York City (1920-1940)

ในที่สุดแจ้สก็เดินทางมาถึงมหานครนิวยอร์ค ตึกระฟ้า แสงไฟยามราตรี ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ นครที่ตีตราแจ้สลงบนพื้นผิวโลก และหัวใจของนักฟังดนตรีอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อย่างที่ไม่มีเมืองใดเทียบเท่าจนกระทั่งทุกวันนี้ ในขณะที่คนผิวดำเริ่มย้ายถิ่นฐานจากทางตอนใต้ขึ้นมาถึงนิวยอร์ค ดนตรีของพวกเขาก็ติดตามมาด้วย อย่างไรก็ตามนิวยอร์คซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความบันเทิง บรอดเวย์ และธุรกิจการบันทึกเสียงล้วนแล้วก็อยู่ในนิวยอร์ค แจ้สก็เริ่มเป็นรูปร่างที่แตกต่างออกไปอย่างที่เราได้คุยกันไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามความหลากหลายของนิวยอร์คที่ซึ่งมีผู้คนหลากหลายประเภท แจ้สก็มีความสามารถที่จะเติมชีวิตให้กับผู้คนเหล่านั้นได้

ฮาเล็ม และ โรงเต้นรำ เป็นสถานที่ ที่เลี้ยงดูปูเสื่อดนตรีแจ้สของเราจากเยาว์วัยจนกระทั่งเติบใหญ่เป็นวัยรุ่น ฮาเลมซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแมนฮัตตันเป็นแหล่งอาศัยของชาวผิวดำที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ช่วงปี 1920 เป็นช่วงที่มีความรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมมากที่สุดหรืออยู่ในช่วงที่เรียกว่า Harlem Renaissance นักดนตรี, นักเขียน, กวี, ศิลปินผิวดำ ทั้งหลายใช้ชีวิตในยุครุ่งเรืองนี้ในย่านฮาเลม ร่วมด้วยการขายสุราแบบผิดกฎหมาย พร้อมกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวผิวดำ ฮาเลมจึงเป็นที่รวมตัวที่สำคัญของกลุ่มคนผิวดำหลาย ๆ กลุ่ม ที่นี่เองเป็นที่ตั้งของ The Cotton Club และอีกหลาย ๆ คลับคอยให้ความบันเทิงกับชาวบ้านในละแวก รวมไปถึงคนผิวขาวจากแมนฮัตตันที่ท่องราตรีขึ้นมาทางเหนือ ส่วนชาวบ้านที่ยากจนเกินกว่าที่จะเข้าไปร่วมสนุกในคลับต่าง ๆ ได้นั้นก็สามารถที่จะหาความสุขราคาถูกได้ตาม rent party ต่าง ๆ

ก่อนที่จะเลยไปถึงเรื่องอื่น rent party ก็เป็นเรื่องที่น่าพูดถึงนิดหน่อย ชาวนิวยอร์คส่วนมากอาศัยอยู่ด้วยการเช่าอพาร์ตเมนท์เป็นรายอาทิตย์ ชาวบ้านเหล่านี้มักจะไม่มีงานการที่คงที่ บางครั้งการจะหาค่าเช่าให้ทันในแต่ละสัปดาห์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ถ้าหาไม่ทันล่ะจะทำอย่างไร และนี่คือที่มาของ rent party จัดวางอาหาร และเครื่องดื่มนิดหน่อยหานักดนตรีมาให้ความบันเทิง เช่น บลูส์ หรือ stride pianist คิดเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ กับเพื่อนบ้าน แค่นี้สิ้นอาทิตย์ก็มีเงินพอสำหรับค่าเช่า ถึงแม้ว่าเพื่อนบ้านอาจบ่นเรื่องเสียงไปบ้างแต่เราก็จะยังมีหลังคาคุ้มหัวไปอีกหนึ่งสัปดาห์

มาต่อกันที่โรงเต้นรำ ทั่วเมืองก็มีโรงเต้นรำเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดนำทางโดย The Cotton Club ซึ่งเปิดตั้งแต่ 1920 จนกระทั่งไปปิดในปี 1940 วงดนตรีประจำคลับในระยะเวลายี่สิบปีนี้ก็คือ Andy Preer’s Cotton Club Syncopators จนถึง 1927 จากนั้นก็ the Ellington ต่อด้วย Cab Calloway and Missourians ตั้งแต่ปี 1931 และสุดท้ายที่ Jimmie Lunceford’s band ตั้งแต่ปี 1934 เพลงที่เล่นในโรงเต้นรำเหล่านี้ไม่ใช่แจ้สที่เรารู้จักกันในนิวออลีนส์ และก็ไม่ใช่อะไรที่ Paul Whiteman คิดค้นขึ้นตามที่เราเคยคุยไปแล้ว แต่เป็นอะไรที่แตกต่างออกไป จากความสำเร็จของดนตรีบลูส์ในยุคนั้นทำให้นักดนตรีแจ้สนำสิ่งดี ๆ ของบลูส์มารวมเข้ากับดนตรีของพวกเขานั่นคือ อารมณ์



เพื่อที่จะจับดนตรีแนวใหม่นี้ Fletcher Henderson ผู้ที่เริ่มต้นด้วยการเลียนแบบ Paul Whiteman ได้ตัดสินใจนำ Louis Armstrong ขึ้นมาในปี 1924 เพื่อที่จะเพิ่มความเป็นแจ้สให้กับวงของเขา ทั้งเมืองก็ตื่นเต้นไปกับสไตล์ของ Armstrong ที่นำโดย Henderson และใคร ๆ ต่างก็หันมาเลียนแบบ คนที่สำคัญที่สุดก็เป็น Duke Ellington ซึ่ง 4 ปีที่ประจำ The Cotton Club ได้เล่น big band “Jungle Music” จนเป็นที่เลื่องลือ ผมก็จะพูดถึงเขาผู้นี้ในตอนต่อไป ตอนนี้ไม่มีอัลบั้มแนะนำครับแต่มีอะไรเล็กน้อยมาฝากกันครับว่า ตึก Empire State ที่สูงที่สุดในโลกในตอนนั้น เปิดในช่วงนั้นครับในปี 1931

The Duke (1923-1974)

ถ้าจะให้เขียนเกี่ยวกับ Edward Kennedy “Duke” Ellington แล้วหนังสือเพียงเล่มเดียวก็ยังไม่พอ ดังนั้นการที่ผมเอามาย่อไว้ในบทความตอนสั้นๆ นี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นธรรมต่อสิ่งที่ Duke ได้สรรสร้างให้กับโลกของแจ้สเอาเสียเลย เขาถึงแม้ว่าจะเกิดในครอบครัวของคนรับใช้ ในปี 1899 ที่วอชิงตัน ดีซี เขาได้รับการศึกษาทางดนตรีเพียงแค่เสี้ยว ความรู้ ความสามารถส่วนใหญ่เป็นการไขว่คว้าเอาจากคลับต่าง ๆ ในฮาเลม  แต่จากสิ่งนั้นก็สามารถสร้าง Duke ให้เป็นชายที่ sophisticate, ช่างแต่งตัว, นักประพันธ์, นักเรียบเรียง, มือเปียโนชั้นยอด, ผู้นำวง, ผู้จัดการวง, ผู้ให้ความบันเทิง, ศิลปิน, ปรมาจารย์แห่งเสียงเพลง และ อัจฉริยะทางดนตรีแจ้ส วาระสุดท้ายของชีวิตในปี 1974

เพื่อยืนยันความเป็นอัจฉริยะ composition ที่เขาแต่งมีมากกว่า 2000 เพลง  Large-scale suites อีกกว่า 20 ชิ้น  อีก 3 sacred concert สำหรับงานทางศาสนา  แต่งเพลงประกอบภาพยนต์ หรือ ทีวี อีกอย่างน้อย 6  งานละครเวที อีกมากกว่า 7 แถมด้วยอีก 1 Opera  ยังไม่หมดครับ ยังมีเพลงบรรเลงอีกกว่าพันเพลง  และเพลง pop อีกเป็นร้อย  การที่จะได้ผลงานออกมามากมายขนาดนี้ เขาต้องแต่งเพลงแทบจะตลอดเวลา หน้าเปียโน ในรถระหว่างเดินทาง เขาขีดเขียนตลอดเวลาที่มีโอกาสเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นเพลงเหล่านั้นยังมีชื่อเสียงอีกต่างหาก มีนับไม่ถ้วนที่ถือว่าเป็นคลาสสิคของแจ้ส เพลงเหล่านี้ก็พอจะยกกันมาเป็นตัวอย่างกันได้เช่น East St. Louis Toodle-oo, The Mooche  เพลงช้า ๆ อย่าง Mood Indigo, In a Sentimental Mood หรือเพลงมันส์ ๆ เช่น Rockin’in Rhythm และ It Don’t Mean a Thing If It Ain’t Got That Swing และยังมีอีกมากมายผมพิมพ์จนถึงปีหน้าก็ยังไม่หมด สาเหตุสำคัญที่เราได้เห็นงานที่มากมายของ Ellington นั่นก็คือ คู่หูทางดนตรีที่รู้ใจของเขา Billy Strayhorn เมื่อใดที่ Duke พัก Billy ทำงานต่อ เมื่อใดที่ทั้งสองทำงานด้วยกัน ไม่มีใครที่เทียบรัศมีความสร้างสรรค์ของทั้งสองได้ ผลงานที่เป็นชื่อของ Strayhorn ก็เช่นเพลงประจำวงของ Duke Ellington “Take The A Train”  Ellington เองเคยชื่นชมความรู้ใจกันของเขาทั้งสองคนไว้ว่าเพียงแค่ Ellington คิดเอาไว้ในหัว Strayhorn ก็สามารถเขียนลงในกระดาษได้ เวลา Ellington แต่งท่อนแรก Strayhorn ก็สามารถเติมท่อนต่อมาได้อย่างที่ใจ Ellington ได้คิดเอาไว้อะไรทำนองนั้น

Duke Ellington

ความยิ่งใหญ่ของ Ellington ไม่ใช่ความสามารถในการแต่งเพลง แต่ว่าเป็นความสามารถในการประพันธ์ และเรียบเรียงชิ้นงานให้เข้ากับเครื่องดนตรีที่เขามี นั่นก็คือวงของเขา Duke ใช้ความสามารถส่วนตัวของลูกน้องในวงมาเป็นลูกเล่น และเสริมความหลากหลายให้กับงานประพันธ์ของเขา คือคล้าย ๆ กับว่าเขาไม่ได้แต่งเพลงสำหรับวงใดวงหนึ่งหรือเครื่องดนตรีใดเครื่องดนตรีหนึ่ง เขาแต่งเพลงสำหรับวงของเขาในตอนนั้นในขณะที่มีนายคนนั้นเล่นทรัมเปต และนายคนนี้เล่นแซกเป็นต้น  น่าสนใจมั้ยล่ะครับ

ในช่วง 1927-1931 เขาเล่นประจำอยู่ที่ The Cotton Club เล่นเพลงประเภทที่เรียกว่า Jungle Music ให้กับโรงเต้นรำชื่อดังโรงนี้ ช่วงที่ถือว่าเป็นยุคทองของ Ellington อยู่ในช่วง 1940’s ช่วงที่มี Johnny Hodges, Jimmy Blanton, Ben Webster อยู่ในวง  แต่แล้วยุคของ big band ก็ต้องจบลงเนื่องจากสงคราม การที่จะเลี้ยงนักดนตรีถึง 18 คนในวงเป็นไปได้ยากในสภาวะเศรษฐกิจช่วงสงคราม อย่างไรก็ตามในปี 1956 ใน Newport Jazz Festival วงของ Duke Ellington ก็ได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากจะถือว่าเป็นการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Ellington เอง ก็ยังถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยเติมชีวิตให้กับดนตรีแจ้สที่เริ่มเงียบลงไปเนื่องจากการเกิดใหม่ของดนตรีใหม่อย่างเช่น Rock & Roll   ในการแสดงคอนเสริทครั้งนั้นท่อนโซโลของ Paul Gonsalves ในเพลง Diminuendo and Crescendo in Blue เป็นท่อนที่ทุก ๆ คนต้องไปลองหาฟังกันดู หลังจากคอนเสริทครั้งนั้น Duke Ellington ก็กลายเป็น บุคคลที่โลกของแจ้สนับถือมากที่สุด โด่งดังที่สุด และมีคนรักมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้

งานของ Duke Ellington มีให้เลือกมากมาย เนื่องจากว่าวิธีในการแต่งเพลง และเรียบเรียงของ Duke งานเพลงเดียวกันที่เล่นในช่วง 1930 จะไม่เหมือนกันกับช่วงที่เล่นในยุค 1960 เป็นต้น การเลือกฟัง Duke จึงเป็นเหมือนกับการศึกษาประวัติของแจ้สแบบย่อ ๆ เลยทีเดียว อาจจะเริ่มด้วย Early Ellington 1927-1934 (RCA-Bluebird); Jungle Nights in Harlem (RCA-Bluebird); The Blanton-Webster Band (RCA-Bluebird, 3 CDs) covering 1940-1942; Black, Brown and Beige (RCA-Bluebird, 3 CDs); Ellington at Newport (Columbia) คอนเสริทสุดดัง, And His Mother Called Him Bill (Bluebird) 1967 เป็นชุดรำลึกถึง Billy Strayhorn อย่างที่ได้เขียนไปบ้างแล้วถ้างบจำกัดก็ ลองดูที่เป็น Newport Jazz Festival  หรือ ช่วงที่เป็น Blanton-Webster band ก็ได้ครับ

อ่านละเอียดกว่านี้ได้จากผลงานของ Supada

The Big Band Era & The King of Swing (1930-1940)

เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ชุดใหญ่ของแจ้สมาเบ่งบานในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดในอเมริกา ในขณะที่ Bechet ตกงานไปขัดรองเท้า และตัดเสื้อ Armstrong กับ Ellington ต้องออกไปหางานในยุโรป วงบิกแบนด์ที่ยังเหลือรอดก็รับงานราคาต่ำ ๆเพื่อเอาตัวรอด โชคดีที่ว่าในปี 1933 ได้มีการยกเลิก Prohibition แล้วการเสพสุราก็ถูกกฎหมายอีกครั้ง ในสภาวะที่เงินฝืดอย่างนั้น การเต้นรำเป็นความบันเทิงที่ราคาถูกที่สุด นักเต้นทั้งหลายต้องการดนตรีที่สวิง และบิกแบนด์ก็มีมุขอย่างที่ต้องการอยู่เต็มกระเป๋า สูตรสวิงของบิกแบนด์ก็มักจะเป็นการที่มี rhythm section คอยให้จังหวะ brass และ reeds เล่นท่วงทำนอง ค่อย ๆ เพิ่มจากเบา แล้วดังขึ้นเรื่อย ๆ สร้าง tension จากการแลกเปลี่ยนท่อนเพลงระหว่าง brass และ reeds จากนั้นอาจมีคนโซโลออกมาเล่นเค้าโครงของทำนองก่อนที่จะกลับเข้าไปรวมกับแบนด์อีกครั้งก่อนที่จะจบเพลง  ประมาณ 1935 สูตรสำเร็จนี้ก็ถึงจุดที่สมบูรณ์แบบ

ในยุคนี้ก็มีชื่อวงที่น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น Fletcher Henderson, Chick Webb, Jimmie Lunceford, และ Luis Russell จนกระทั่งช่วงหลังจาก 1935 เศรษฐกิจก็ดีขึ้น บิกแบนด์ก็ใหญ่ขั้นตามลำดับ ทำให้มีวงย่อย ๆ อยู่ภายในบิกแบนด์เองที่จะออกมาเล่นเพลงที่เบา ๆ หน่อยเพื่อเป็นการพักช่วงสำหรับนักเต้น และวงดนตรีเอง และวงเล็กแบบนี้ที่ดังที่สุดก็คือ กลุ่มของ Benny Goodman, The King of Swing
เรื่องที่เล่ากันมาเป็นอย่างนี้ครับ ในปี 1935 วงของ Benny Goodman ไปเล่นที่ Palomar Ballroom ใน LA  ซึ่งในวันนั้นผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย โชคไม่ดีที่ว่าช่วง reception ก็ไม่เป็นที่ถูกใจเท่าที่ควร แล้วพอวงของ Goodman มาเปิดด้วย soft dance งานเลยเริ่มจะกร่อย ทว่า Goodman ออกมานำเพลงจังหวะคึกคักที่เป็นการเรียบเรียงจากเพลงดังของ Jelly Roll Morton นั่นคือ King Porter Stomp เท่านั้นแหละครับเป็นที่ถูกใจเด็กวัยโจ๋ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ และรวมไปถึงผู้ฟังวิทยุอยู่ทางบ้าน ดังนี้คือที่มาของยุคทองของสวิง และต้นกำเนิดของ The King of Swing

Benny Goodman

Benny Goodman ดูจะไม่ค่อยเหมือนคนดังทางแจ้สทั่วไป เขาเป็นคนยิวผิวขาว เล่นคลาริเนต อีกทั้งค่อนข้างจะอายุน้อยกว่านักดนตรีแจ้สทั่วไป คุณสมบัติเหล่านี้ดูจะดึงดูดนักฟังที่มีการศึกษา และนักฟังเหล่านี้เองก็หลงใหลสไตล์การเล่นที่กระชับ, สวิง, และไร้ข้อผิดพลาดของ Goodman   และ Goodman เองก็เป็นนักดนตรีแจ้สคนแรกที่เดินทางสายคนตรีแจ้ส และคลาสสิคไปพร้อม ๆ กัน เขาเป็นผู้นำวงที่เคร่งครัด เป็นนักดนตรีที่ต้องการแต่ความสมบูรณ์แบบ ทำให้มีนักดนตรีหลายคนต้องออกจากวงไปหลังจากถูกต่อว่าอย่างเสีย ๆ หาย ๆ  Goodman ก็ยังเป็นคนที่มีความกล้าที่จะจ้างนักดนตรีผิวดำมาร่วมวงในขณะที่ตอนนั้นการผสมสีผิวยังเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก

นักดนตรีที่สำคัญในวงของเขาก็มี Teddy Wilson (Piano), Gene Krupa (Drum), Lionel Hampton (Vibe) ซึ่งรวมกับ Goodman เป็น quartet ในวงบิกแบนด์อย่างที่ได้บอกในตอนแรก ความสำเร็จที่นับว่าสำคัญมากอย่างหนึ่งของ Goodman และดนตรีแจ้สก็คือในปี 1938 เขาได้เป็นตัวแทนนักดนตรีแจ้สคนแรกที่ได้เข้าไปแสดงในสถานแสดงดนตรีคลาสสิคที่มีชื่อเสียงที่สุด Carnegie Hall, New York City ซึ่งโปรแกรมในคืนนั้นเป็นการแสดงถึงชีวประวัติของแจ้ส ซึ่งรวมไปถึงงานของ Original Dixieland Jazz Band ด้วย

นักดนตรีในยุคนี้หลาย ๆ คนก็ได้อานิสงค์ความดังของ Goodman ที่สุดก็คือ Artie Shaw ที่ผิวขาวและเล่นคลาริเนตเหมือนกัน Jimmy และ Tommy Dorsey, Bob Crosby, Harry James, Glenn Miller เป็นต้น ในวงต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายวงที่มีนักร้องประจำวง และนักร้องดัง ๆ หลาย ๆ คนที่เรารู้จักก็เกิดมาจากยุคนี้ เช่น Frank Sinatra ที่ร้องกับวงของ Harry James และ วงของ Tommy Dorsey  ในวงของ Goodman ก็มี Peggy Lee  และอีกคนที่ดัง ๆ คือ Bing Crosby ที่อยู่กับ Paul Whiteman ไม่ได้อยู่กับ Bob Crosby นะครับ

Count Basie

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยฝีมือของ Basie แต่ผู้เดียว ใน Big Band ขนาด 16 ชีวิต การที่จะได้เพลงที่เรียกว่ามีพื้นที่ว่างในโซโล และการแลกเปลี่ยนของแต่ละ section ได้ ก็ต้องได้รับความร่วมมือกับอีกหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่โด่งดังที่สุดในวงของ Basie ถึงขนาดที่ถูกขนานนามว่า All-American Rhythm Section นอกจากจะมี Basie เล่นเปียโนแล้ว Walter Page เล่น walking bass line ที่คอยขับวงไปข้างหน้าตลอดเวลา ที่สำคัญคือ Jo Jones มือกลองที่เลือกใช้ hi-hat แทน bass drum ในการให้จังหวะ และใช้แปรงแทนไม้ตีกลอง ซึ่งทำให้เกิดเสียงที่โล่ง ๆ เบา ๆ เหมาะกับสไตล์ของวงในขณะนั้น ส่วน Freddie Green มือกีตาร์ก็คอยเสริมจังหวะให้อีกที  Rhythm section วงนี้จะซ้อมกันเองเป็นชั่วโมง ๆ ก่อนที่จะมีการร่วมซ้อมจริงกับวงทั้งวง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็เรียกได้ว่าเป็น rhythm section ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แจ้สวงหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจาก rhythm section แล้วยังมีส่วนอื่น ๆ ที่โด่งดัง และมีความสำคัญไม่แพ้กันในวงของ Basie ไม่เช่นนั้นเพียงวง ๆ เดียว ด้วยเสียงใหม่ ๆ คงทำให้คนละสายตาจากวงอย่าง Ellington เหลียวมาฟังได้หรอกครับ เริ่มด้วย Buck Clayton ที่เล่นได้เข้าคู่กับนักร้องประจำวงอย่าง Jimmy Rushing ที่ร้องเพลง Blues ด้วยจังหวะสวิงแบบแจ้ส Benny Morton เล่น Trombone เพิ่มน้ำหนักให้กับ brass section  คู่หูบน Sax อย่าง Herschel Evans ที่เล่นแบบแน่น และมีพลัง กับ Lester Young ที่เล่นสไตล์ไหลลื่น บางเบา ทำให้เกิดความแตกต่างบนท่วงทำนองของดนตรีที่เป็นมนตราอย่างหนึ่งของ Count Basie Big Band

มาถึงอัลบั้มที่น่าสนใจก็จะเป็น The Original American Decca Recordings (MCA, 3 CDs)  แล้วก็เป็น Count Basie 1932-40 (Jazz Classics in Digital Stereo, two volumes) และสุดท้ายที่ผมว่าน่าจะหาง่ายที่สุดคือ The Essential Count Basie (Columbia, 3 volumes) อ้อ แล้วอย่าลืม series ของ Ken Burn ที่ค่อนข้างจะเน้น early jazz อยู่แล้ว ก็เป็น series ที่น่าสนใจมากอันหนึ่งครับ

Father of Tenor Sax : Coleman Hawkins (1922-1969)

อย่างที่หัวข้อเรื่องบอกไว้ เช่นเดียวกับ Louis Armstrong กับทรัมเปต หรือ Sidney Bechet กับ โซปราโนแซกโซโฟน Coleman Hawkins เป็นต้นกำเนิดของ เทเนอแซกโซโฟนในโลกของแจ้ส  ซึ่งก่อนหน้านั้นเทเนอแซกเป็นเหมือนกับหมูอ้วนอุ้ยอ้าย ที่เป็นแค่ส่วนประกอบเสริมพลังให้กับพระเอกอย่างคลาริเนต หรือ ทรัมเปต แต่หลังจากเขาแล้วเทเนอแซกกลับกลายเป็น สำเนียงที่พาอารมณ์อันสุนทรี และความนุ่มนวลของดนตรีแจ้สที่เป็นที่หลงใหลของผู้คนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบดนตรีประเภทนี้

Coleman Hawkins เป็นคนที่ไม่ค่อยได้อยู่กับที่ได้นานเท่าไรนัก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นเสมือนสะพานที่ทอดผ่านระหว่างดนตรีแจ้สตั้งแต่ยุคสวิงไปจนถึงยุคบีบอป แล้วก็เลยไปถึงบอสสาโนวา นอกจากที่ว่าเขาเป็นคนให้กำเนิดทุกอย่างที่เป็นเทเนอแซกโซโฟน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือท่วงทำนอง ที่สุดยอดนักเป่าเทเนอแซกทุกคนได้ใช้เป็นทางชี้นำแล้ว เขายังเป็นนักดนตรีประเภทที่หายากคนหนึ่งที่หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในวัยหนุ่มแต่ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

Coleman Hawkins

ความสำเร็จจากชิ้นงานสุดดังอย่าง Body and Soul ที่ถูกอัดมาทั้งหมดกว่า 3000 เวอร์ชันแล้วตั้งแต่ในยุค 80’s ถึงตอนนี้ก็นับไม่ไหวแล้วว่ามีเท่าไร เวอร์ชันของเขานี่และครับที่ถือว่าเป็นสุดยอด และอัดในช่วง 1939 และมีนักวิจารณ์หลาย ๆ ท่านได้ยกย่องว่าเป็นงานแสดงดนตรีแจ้สที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีการอัดกันมา แม้ว่าเวอร์ชันของเขานั้นได้ใช้การประพันธ์ที่ซับซ้อนของ Johnny Green ชิ้นนี้ มาอิมโพรไวซ์บนคอร์ด แทนที่จะเป็นเพียงแค่เมโลดีอย่างที่นักดนตรียุคนั้นมักจะใช้กัน จนแทบจะไม่เหลือเมโลดีเก่าอยู่เลยก็ตาม

เขาเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีตั้งแต่ในยุคสวิง เคยร่วมงานกับนักดนตรีอย่างเช่น Ben Webster และ Benny Carter เขายังเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การกำเนิดของบ๊อบอีกด้วย โดยมีผลงานร่วมกับนักดนตรีดัง ๆ ทุกท่านในยุคของบ็อบ และผลงานของเขาในปี 1944 ซึ่งถ้าไม่ใช่งานบ็อบที่ถูกบันทึกชิ้นแรก ก็คงไม่ห่างไกลนักจากชิ้นแรก ส่วนชิ้นที่เป็นเดี่ยวอิมโพรไวซ์บนพื้นฐานของบ็อบ ที่ใช้ชื่อว่า Picasso นั้น เป็นงานที่ถือว่าเป็นงานด้านเทคนิคที่ชั้นยอดทางบ็อบชิ้นหนึ่ง อีกทั้งคอนเซปของงานยังออก ๆ เป็น avant-garde เสียด้วยซ้ำ คิดดูซิครับ เทเนอแซกมาเดี่ยวบ็อบในปี 1947 ไม่เรียกว่า avant-garde แล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก

Ben Webster

การร่วมงานกับผู้อาวุโสอย่าง Ben Webster หรือนักเป่ารุ่นใหม่อย่าง Sonny Rollins ทำให้เขาอยู่นำหน้าอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่งาน ด้านบอสสาโนวาในปี 1962 ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดว่าเขาไม่เคยที่จะหยุดนิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าเขาจะได้ผ่านมาหมดแล้วในความเป็นนักดนตรีตั้งแต่ก่อนที่จะถึงวัยกลางคน สำเนียงนุ่มใหญ่ ของเขาแทบจะยิ่งใหญ่เท่าความเป็นแจ้ส มีข้อยกเว้นไม่มากนักในงานโซโลที่คุณจะได้ยินที่เป็นของเทเนอแซก Coleman ผู้นี้ทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น

สำหรับผลงานที่น่าติดตามก็เช่น Body and Soul (RCA Bluebird), Coleman Hawkins: Verve Jazz Master (Verve) ที่มีงานดังอย่าง Picasso, Coleman Hawkins Encounters Ben Webster (Verve), Desafinaso (MCA) งานบอสสาโนวา, Sonny Rollins : All the things You Are (RCA Bluebird) ที่ Hawk เล่นกับ Sonny Rollins

The Pres : Lester Young 1936-1959



เริ่มต้นในช่วงระยะเดียวกันกับ Hawkins ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคร้ายพอสมควรที่เขาเลือกที่จะเล่นเทเนอร์แซก อย่างไรก็ตามความสามารถที่มีอยู่ในตัวก็ส่องประกายจนไม่สามารถที่จะถูกปฏิเสษได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความแปลกมนุษย์ของเขาเอง ตั้งแต่ท่าการเล่นแซกที่จะเอียง ๆ การใช้ภาษาพูดที่แปลก ๆ ที่ทำให้เขาออกจะเป็นผู้นำทางด้านความเท่ห์เก๋ไก๋ อย่างเช่นเขาเรียกพวกเพื่อน ๆ นักดนตรีว่า ladies เรียก Billy Holiday ว่า Lady Day (ซึ่งในทางกลับกัน Holiday เรียกเขาว่า Pres ซึ่งมาจาก president ) เขาเรียก Buddy Tate ว่า Moon และ Count Basie ว่า The Holy Main จนถึงในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เขาเผชิญกับความอยากซึ่งเขาเรียกมันว่า eyes และความรับความยอมรับที่เขาเรียกมันว่า balls เขาเองนั้นเครียด และเป็นทุกข์มากถึงกับต้องถอนตัวออกจากสังคมทั้งหมด Gil Evans เคยกล่าวว่า Pres อยากที่จะออกอัลบั้มมากอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเขานั้นอยากตายเสียมากกว่าออกอัลบั้มเสียอีก

วิธีการเล่นของ Lester เป็นมุมที่ตรงข้ามกันกับที่ Hawkins เป็น เบา ๆ นุ่ม ๆ ต่างจากใหญ่ ลึก แบบ ผู้ชาย ๆ ที่ Hawkins ได้ให้กำเนิดเทเนอแซกเอาไว้ ทำให้เขาต้องประสบปัญหาความเป็นตัวของตัวเองที่ถูกวิจารณ์อยู่เรื่อย ๆ ในขณะเขารับช่วงต่อจาก Hawk ในวงของ Fletcher Henderson ซึ่งคำวิจารณ์นั้นคือว่า เขานั้นเล่นได้ไม่เหมือน Hawk แต่เขาก็คงความเป็น Pres จนกระทั่งได้รับการยอมรับในที่สุด จริง ๆ แล้วที่สุด ๆ ไปเลยคือ ภรรยาของ Henderson ถึงขนาดพยายามเล่นแผ่นของ Hawkins ให้ฟังเพื่อที่ Young จะได้แรงบัลดาลใจจาก Hawkins เสียด้วยซ้ำ แหม มันก็น่า

ช่วงที่เขาพัฒนาสไตล์การเล่นของเขาถึงจุดสูงสุดเป็นช่วงที่เขารับเป็นมือโซโลให้กับ วงของ Count Basie ซึ่งก็มีนักร้องคู่ใจของเขา Billy Holiday ซึ่งทั้งสองคนนับว่าเป็นคู่ที่เหมาะกันเป็นอย่างยิ่ง การเว้นช่วง เว้นระยะที่คล้ายคลึงกัน จังหวะการร้อง และเล่นตามหลังจังหวะหลัก และผ่อนคลายเหมือน ๆ กัน แต่ไม่นานนักหลังจากที่เขาถูกเกณฑ์ทหาร เขาไปถูกจับเรื่องยาเสพติด หลังจากนั้นสไตล์เขาก็เปลี่ยนไป ความผ่อนคลายลดหายไป ชีวิตที่เคยอยู่อย่างอิสระ หลังจากที่ถูกฑันบนทำให้เขารับไม่ได้ ความตกต่ำของเขาไม่ได้รวดเร็วเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่เป็นไปอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตามเขาก็ได้กลายเป็นแรงบัลดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นหลังอย่างนับไม่ถ้วน ซึ่งคุณจะฟังตัวอย่างได้จากนักแซกโซโฟนสี่ท่านต่อไปนี้ที่เป็นสายตรงจาก The Pres คนแรกก็คือ Dexter Gordon  ผู้ที่เลิกเล่นเทเนอไปสองปีหลังจากได้ยิน Lester เล่น เขาผู้นี้เป็นคนที่นำการเล่นแบบ Young ไปสู่ยุคบ็อป ต่อไปคือ Gene Ammons แล้วก็ Wardell Gray ที่เริ่มแบบ Young แต่ไปจบด้วย สไตล์ Charlie Parker และคนสุดท้ายที่ถูกเรียกว่า Vice-Pres เป็นคนที่ใกล้ความเป็น Lester Young มากที่สุดคือ Paul Quiniehette

อัลบั้มที่น่าสนใจก็เป็นช่วง Count Basie เช่น Count Basie 1936-1938 งานกับ Lady Day เช่น The Quintessential Billie Holiday ที่มีอยู่ 6 ชุดด้วยกัน แล้วก็งานของเขาที่ชื่อว่า The President Plays ที่มี Oscar Peterson เล่นเปียโน

Lady Sings the Blues : Billie Holiday 1933-1959

ชื่อบทความในตอนนี้ ผมถือโอกาสยกชื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง นำแสดงโดย Diana Ross ที่แสดงเป็น Lady Day ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์เองอาจจะเน้นภาพความรันทดของชีวิต Holiday มากไปสักหน่อย แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ต่างกับหนังมากนัก กล่าวกันว่าชีวิตของ Lady Day นั้นก็เหมือนจับเอาแจ้สมาใส่ในชีวิตของมนุษย์ สุรา, ยาเสพติด, โสเภณี, การเหยียดสีผิว, ชีวิตคู่ที่ไม่ราบเรียบ และใช้ความรุนแรง ทั้งหมดนี้อัดแน่นอยู่ในช่วงชีวิตสั้น ๆ ของเธอ (ทีนี้คุณก็จะเข้าใจได้แล้วว่าทำไมเธอถึงร้องเพลงเศร้าได้เร้าอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง) ดอกไม้ทัดหู ที่เป็นสัญลักษณ์ของเธอก็มีไว้เพื่อปิดบังรอยไหม้จากการเผลอหลับระหว่างทำผมก่อนการแสดง ถุงมือยาวสีขาวเพื่อปกปิดรอยเข็มฉีดยา และดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเราจะคิดจะร่ายสิ่งเหล่านี้ออกมา แต่เธอผู้นี้สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะถูกยกย่องในสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นเธอจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเสียงของเธอ



เสียงของเธอนั้นไม่เหมือนกับใคร ๆ เลยในประวัติของแจ้ส จวบจนถึงทุกวันนี้ และสำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินเสียงเธอมาก่อน อาจจะถึงกับช็อคสลบก็เป็นได้ เสียงแหลมเล็ก เรนจ์ (หมายถึงระยะระหว่างโน้ตต่ำสุดถึงสูงสุด) ของเธอก็ค่อนข้างที่จะแคบ ลักษณะของเสียง (หรือเขาเรียกว่าน้ำเสียงหว่า อืม timbre น่ะครับ) ที่ออกจะเรียกว่าแปลก ๆ อย่าเรียกว่าไพเราะเลยครับ แต่เสียงของเธอนั้นจะออกแนว ๆ ไหว ๆ เหมือนหญิงสาวผู้อ่อนแอ ที่ต้องการความรักและเอาใจใส่จากเพศตรงข้าม และออกจะเรียกว่า sexuality นิด ๆ นี่แหละครับที่ทำให้เธอมีน้ำเสียงที่ไม่เหมือนใคร และเราจะสามารถรู้ได้ทันที่ว่าเป็นเธอ เมื่อได้ยินเพียงพยางค์แรกเท่านั้น เคยมีคนอธิบายถึงเสียงเธอได้อย่างน่า อืม น่าจะไม่ต้องแปลน่ะครับ “rang like a bell and went a mile”

จะว่ากันไปแล้วเนี่ย Lady Day นั้นจากน้ำเสียงเอง และก็ลักษณะการร้องเพลงของเธอเอง ก็เรียกว่าเป็นนักร้องได้ไม่เต็มปากมากนัก (มีคนบอกผมว่า เธอเล่นแซกด้วยหลอดเสียง) เธอเป็นนักดนตรีที่เล่นกับจังหวะ และทำนอง มากกว่าที่จะเล่นด้วยน้ำเสียง เธอเองยอมรับนับถือเพียงแค่ไม่กี่คน ที่เป็นนักร้องก็เป็น Bessie Smith และนักดนตรีก็ Louis Armstrong (ใครบ้างไม่นับถือ Pop) ก็เท่านั้น ความสามารถของเธอคือการนำเสียงที่แปลก ๆ นั่นแหละครับ มาส่องสว่างลงบนชิ้นงานที่ดูเผิน ๆ อาจเป็นงานที่ออกจะจืด ๆ เช่นการเปลี่ยนคำร้อง ให้สื่ออารมณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแรงผลักดันเกี่ยวกับชีวิตของเธอเอง ถ้าเธอรู้สึกว่าทำนองไม่ได้เธอก็จะแปลง ๆ มันสักนิด หรือไม่ก็ออกนอกทำนองไปเสียเลย เธอดึงความงามของชิ้นงานออกมา ด้วยความสามารถของเธอเอง โดยที่ไม่เช่นนั้นแล้วงานชิ้นนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่งานระดับธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น อย่างเช่น Strange Fruit งานที่ค่อนข้างตรง และแรงมากงานหนึ่ง ฝีมือของ Lewis Allen ผมเองนึกภาพไม่ออกว่าถ้าหากเป็นคนอื่นร้องในเวลาเช่นนั้น ผลกระทบจะเป็นอย่างไร แต่ฟังจากเธอแล้ว มันเศร้า กินใจ บาดใจ สงสาร และอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่างที่ไม่ได้แฝงซึ่งความเกลียดชัง หรือโกรธแค้นอยู่เลย “Scent of magnolia sweet and fresh, Then the sudden smell of burning flesh.” (คงเคยเห็นภาพของคนดำที่ถูกเผา หรือแขวนคออยู่บนต้นไม้มาบ้างแล้วนะครับ) เป็นชิ้นงานที่เปิด Lady Day สู่กลุ่มผู้ฟังใหม่ที่เป็นผู้มีการศึกษา และกลุ่มผิวขาวมากขึ้น เป็นงานดังของเธอทีเดียวครับ แต่ว่าเธอนั้นแทบไม่เคยใช้มันในงานสดเลย อาจเป็นเพราะว่า แค่ร้องเกี่ยวกับชีวิตเลวร้ายของเธอก็สุด ๆ อยู่แล้ว

เธอเองนั้นไม่ได้มีวงประจำอย่างที่ใคร ๆ มักจะมีแต่ก็ได้ร่วมงานกับวงที่ดีที่สุด และดังที่สุด เช่น Benny Goodman, Count Basie, Artie Shaw  นักดนตรีที่เข้ากับเธอได้ดีที่สุดคือ Lester Young ที่ตามมาไม่ห่างกันมากนักคือมือ trumpet Roy Eldridge และ นักเปียโนอย่าง Teddy Wilson  บนเวทีเธอไม่ได้เป็นนักแสดงที่โดดเด่นอะไร เพียงแค่ขึ้นเวที ยืนร้องคอเอียง ๆ นิด ๆ (สงสัยจะติด Lester Young) โค้งรับการปรบมือ แล้วก็ลงเวที ออกจะเป็นคอนเสริตที่จะจืด ๆ สักหน่อย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักแสดง ไม่ใช่ดารา แต่เธอสามารถใช้ความรู้สึกของเธอเองผสมเข้าไปกับเพลง ทั้งตัวเนื้อเพลง จังหวะ และทำนองเพลง แล้วสื่อออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ที่ผู้ฟังเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้ง ถ้าปิดเสียงแล้วดูเพียงภาพอาจจะจืด แต่จริงๆ แล้วเป็นการแสดงที่อาจจะตรึงใจคุณไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

ถ้าพูดถึงงานของเธอแล้ว คุณอาจจะต้องปิดบัญชีมาซื้อกันเลย มันเยอะ โดยเฉพาะ box set แต่ก็ยังดีที่ว่าแผ่นเดี่ยว ๆ ก็มีให้เลือกอีกมากจนแทบจะครบทุกชิ้นที่มีการอัดเลยทีเดียว คุณอาจจะเลือก The Voice of Jazz: The Complete Recordings 1933-40 (8CDs) หรือ The Complete Billie Holiday on Verve (10CDs) หรือว่าเล็กหน่อย The Complete Original American Decca Recordings (2 CDs) ส่วนเดี่ยว ๆ ผมก็แนะนำ Lady in Satin ครับ

Hot Club de France : Django Reinhardt and Stephane Grappelli 1934-1954

ผมพูดมาเยอะถึงช่วงสงคราม ช่วงตกต่ำของแจ้สในอเมริกา ที่นักดนตรีต้องออกมาหากินในยุโรป แต่ว่าที่ผ่านมามีแค่ Bechet เท่านั้นที่ผมเคยคุยถึง ตอนนี้ก็ถึงคราวที่จะพูดถึงบุคคลสำคัญอีกสองท่าน ที่วางพื้นฐานที่สำคัญของแจ้สในยุโรปจนเบ่งบานมาให้เราเห็นจนกระทั่งทุกวันนี้ ในขณะที่ในอเมริกาเองการเหยียดผิวยังมีให้เห็น และดนตรีของชนผิวดำอย่างแจ้ส ถูกกีดกันอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ในฝรั่งเศสเองนั้นซึ่งมีพื้นฐานทางคลับบันเทิงที่ดีอยู่แล้ว (จำ Moulin Rouge กันได้นะครับ) บวกกับความเปิดกว้างทางสีผิวที่มากกว่าที่อื่น ๆ อย่างเช่นในอังกฤษ แจ้สในฝรั่งเศสจึงค่อนข้างที่จะเติบโตเป็นอย่างมาก

Quintette of the Hot Club de France

ในปี 1932 กลุ่มผู้รักแจ้สอย่างผม ๆ และคุณ ๆ ผู้อ่านในปารีสได้รวมตัวก่อตั้งชมรมแจ้สขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า the Hot Club de France ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็เป็นการคุยกัน แบกแผ่นมาฟังด้วยกัน อะไรทำนองนี้และในที่สุดก็ได้จัดตั้งวงประจำชมรมขึ้นมาในปี 1934 และในวงนั้นก็มีนักดนตรีทั้งสองท่านที่ผมขึ้นชื่อเอาไว้แล้วด้านบน โดย Reinhardt เล่นกีตาร์ ส่วน Grappelli เล่นไวโอลิน ในวงก็จะมีกีตาร์อีกสองตัว และเบสอีกหนึ่ง เป็น quintet ที่ใช้ชื่อเดียวกับชมรม

Django Reinhardt

มือโซโลสองท่านของวงนี้เป็นการเข้าคู่กันแบบที่เรียกว่า”คู่กันได้งัย” ในขณะที่ Grappelli มาจากครอบครัวชั้นกลางและมีพื้นฐานดนตรีมาจากดนตรีคลาสสิค Reinhardt เกิดในครอบครัวยิปซี และฝีมือทางดนตรีนั้นหัดเองล้วน ๆ Grappelli เป็นคนง่าย ๆ และออกจะมีสไตล์ Reinhardt นั้นเป็นคนที่มีปัญหามาก ๆ ไม่มีระเบียบ เอาจริงเอาจังด้วยได้อยาก อย่างไรก็ตามก็เป็นนักดนตรีที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับอุบัติเหตุจนมือซ้ายที่ต้องใช้เฟรตกีตาร์นั้นพิการตั้งแต่อายุ 18 เขานั้นเป็นนักแสดงชั้นยอด นักประพันธ์ที่มีฝีมือในเครื่องดนตรีที่ประพันธ์เป็นอย่างสูง คำพูดที่ถูกนำมากล่าวถึงกันบ่อย ๆ คือ การคุยกันของ Andres Segovia กับ Django ในครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน Segovia ชม Reinhardt ในลักษณะที่ว่า “How could you do that?” แบบว่า it is so amazing อะไรทำนองนั้น ด้วยนิ้วเพียงสามนิ้ว Reinhardt ตอบติดตลกว่า “I was just improvised” ตอบในเรื่องของดนตรีไม่ใช่เทคนิคการเล่น (สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Andres Segovia เขาเป็นนักกีตาร์คลาสสิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก)

ขณะที่ Big band ในอเมริกากำลังระบาดอย่างหนัก Quintette du Hot Club de France ก็ฮอตอย่างสุด ๆ เช่นเดียวกัน ช่วงที่ว่าดีที่สุดของวงคือยุค 1930s แต่เมื่อเกิดสงครามในช่วงปี 1939 วงก็ต้องแยกย้าย Grappelli ลี้ภัยไปอยู่ลอนดอน ในขณะที่ชาวคณะที่เหลือแสดงตามที่ต่าง ๆ ในยุโรป หลังจากสงคราม Reinhardt พยายามตั้งวงขึ้นมาใหม่ และหันมาจับกีตาร์ไฟฟ้าเพื่อรับมือกับแนวดนตรีใหม่ที่เพิ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งก็คือบ็อบ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ส่วน Grappelli ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไป แต่ทว่าเขานั้นกลับมาใหม่ในช่วง 1960s ซึ่งคุณจะเห็นเขาเล่นกับนักดนตรีหลาย ๆ คนในยุคใหม่ ๆ เช่น Jean-Luc Ponty ซึ่งเป็นผู้ที่เล่นตามแบบ Grappelli เองแต่ใช้ไวโอลินไฟฟ้า หรือ แม้กระทั่งสุดยอด Yehudi Menuhin ในยุคหลัง ๆ นี้ เขาลดความเป็นนักดนตรีคลาสสิคลงเยอะ และผ่อนคลายเข้าสู่ความเป็นแจ้สมากกว่าในยุคแรกของเขา นอกจากที่มี Ponty เป็นนักดนตรีที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Grappelli แล้ว ตัว Reinhardt เองก็มีคนเลียนแบบ นับไม่ถ้วน แต่ที่เป็นสายตรงที่สุดดูเหมือนจะเป็น Martin Taylor ที่เคยเป็น backup ให้ Grappelli ยุคที่สองนั่นเอง

เลือกแผ่นของนักดนตรีทั้งสองท่านนี้ไม่ยากนัก คือมักจะเป็นช่วง ๆ อยู่แล้ว ที่ดี ๆ ก็เป็นช่วง 1930s อย่างที่บอกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม Reinhardt ยุคกีตาร์ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยจะฮิตมากนักกลับค่อนข้างถูกหูผมนั่นคือ Peche a la Moche ส่วน Grappelli ก็จะมียุคที่สองให้เลือกกันอีก จนมาถึงยุค 1990s เลยทีเดียว เช่น Reunion กับ Martin Taylor หรือดวลไวโอลินกับ Ponty ใน Stephane Grappelli/Jean-Luc Ponty

ต่อภาคสอง
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

Night Owl

:aktion033:

ดูแปลกตาจัง   ได้อ่านภาษาไทยจากคุณณัฐ  ใช้เวลานานไหมคะ :D                                                                                  

Prince_The_Saxist

ขอแทรกนิดครับ...

Jerry Roll Morton เป็นคนๆ หนึ่งที่ได้เคลมว่าตนเองเป็นผู้ประดิษฐ์ดนตรี jazz เป็นคนแรก
ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่บันทึกทฤษฎี jazz มากกว่า อย่างไรก็ตาม JRM ก็เป็นนัก piano และ composer ฝีมือฉกาจคนหนึ่ง                                                                                  
Jazz saxophonist, Composer

poj

ขอบคุณมากครับ จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ                                                                                  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Karin Preeda

ได้ความรู้ดีจังครับ :daumenpos: เสร็จแล้วผมว่าคุณพจน์ทำรวมเล่ม เอ้ย ไม่ใช่ ทำเป็นอีกบทความนึงเลยครับ                                                                                    

poj

ไม่จำเป็นต้องรวมเล่มครับ  ทิ้งไว้ในบอร์ดอย่างนี้แหละ อาจจะ save เก็บเป็น text file กันเหนียวไว้สักหน่อยเท่านั้นเองครับ  ผู้เขียนสามารถมาปรับปรุง เพิ่มเติม  เปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้ครับ

แต่หากว่า เขียนๆไป คุณ nattapong เอาไปเสนอ สำนักพิมพ์ก็ได้นะครับ เผื่อมีคนสนใจจะจัดพิมพ์  จะได้ตังค์ค่าขนมด้วยครับ :)                                                                                  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

Xex

ช่ายนานๆจะเห็นคุณณัฐ พิมพ์ คนอ่านไม่ค่อยออกอย่างจะได้พลอยได้ความรู้ไปด้วย เขียนภาษาอังกฤษยิ่งถ้าไม่ได้เขียนแนวช่างด้วย อ่านไปเหอะ ยังไงก็ ไม่ค่อยออก แฮ่ๆๆๆ โปรดเมตตา คนรู้น้อย :musik004:
แต่พี่พจน์ ผมว่าถ้าคุณณัฐ ขายต้นฉบับได้ นี่ แกคงไม่ได้เอาไปซื้อขนมมั้ง อายุ ก็ไม่ใช่เด็กหนอ จะกินแตขนมอิๆๆๆ :P แซวเล่นหงะ                                                                                  

Night Owl

ตอนนี้ตลาดหนังสือเพลงเริ่มคึกคักขึ้นนิด  ( นิดเดียวเท่านั้น )นะคะ  หลังจากหนังสือของคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์  ก็เห็นมีของ  คุณประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ตามมาติดๆ \" ฤาจะอ่อนหวานปานแจ๊ส \" เล่มนี้จะเน้น Miles Davis เป็นพิเศษ  และพิมพ์ซ้ำเล่มแรกด้วย คือ \" ฤาจะร้อนเร่าดั่งแจ๊ส \"  ทั้งสองเล่มเป็นการรวบรวมบทความที่ผ่านมา


กระแสนี้ทำให้นักวิจาร์ณดนตรีคนอื่นๆมีไฟที่จะทำกันออกมาบ้างแล้ว  ก็นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี  เพราะอย่างที่ดิฉันเคยบ่นไป   ว่าคนไทยเราไม่มีวัฒนธรรมเรื่องการค้นคว้าและเก็บรักษาข้อมูล   อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นคะ    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเห็นกันได้เกลื่อนตาในเวบบอร์ดต่างๆก็คือ  การตั้งกระทู้ในลักษณะที่ถามซ้ำไปซ้ำมาโดยที่คนถามไม่ได้คิดจะช่วยตัวเองก่อนเลยโดยการใช้ระบบค้นหาข้อมูล  ตรงนี้เพราะคนไทยติดสบายกัน  เคยชินกับการได้รับการบริการจนเป็นนิสัย  จนกลายเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของคนไทยไปแล้ว   อย่างที่โต๊ะเฉลิมไทยนี่จะเห็นได้บ่อยมากจนหลายๆคนเริ่มทนไม่ไหวออกมาโวยวายกัน  ก็เป็นกรณีกันไปอีกระหว่างสองฝ่าย :hitu:                                                                                  

poj

เห็นด้วยครับ  ผมคิดว่า การทำอะไร เราต้องดิ้นรนด้วยตนเองให้สุดฤทธิ์ก่อน  อย่าโยนภาระไปให้คนอื่น แล้วนั่งรอคนมาป้อนถึงปาก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกใช้บอร์ดนี้ เพราะเราสามารถค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ (หากมันไม่ถูกลบ เพราะเนื้อที่ของเราหมดไปเสียก่อน)  เรื่องที่คุยกันไว้แล้ว สมาชิกใหม่ๆสามารถหาเจอได้ตลอดเวลาเลย

อีกเหตุผลหนึ่ง มันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของบอร์ดด้วยนะครับ อย่างที่นี่เราเน้นเรื่องข้อมูล ข่าวสาร  ความคิดเห็น  ข้อมูลจึงอยู่ได้นานกว่า  แต่บางแห่งที่เน้นตอบเรื่อง \"ซื้ออะไรดี\"  การค้นข้อมูลเก่าๆ ก็ไม่จำเป็นเท่าไรครับ   เพราะเขาต้องการถามว่าอะไรน่าซื้อในนาทีนี้มากกว่า ข้อมูลเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ที่เขาอาจจะเห็นว่า ล้าสมัยไปแล้ว
                                                                                 
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

nattapong

Thanks for very warm and enthusiastic response. :)  Chapter to come .. will certainly take little time. I did have to do little research for this but I mostly use the format from a book that I like. So I don't think it is good to send this more or less very close to translation with small research to a publisher. I think it is sort of cheating customer in a way. Anyway, generally I will try to push it out in weekly or bi-weekly rate, short or long depend on the general topic and the information itself. And.. type in Thai.. kind of hard for me .. I have to prepare it in Word and copy it later into here. About spelling in Thai.. I have to excuse myself..  I want to communicate first so I didn't spend extra time to edit. But if anyone can be editor.. I will be very glad. :)

About JRM .. I promise I will touch on him a little next time.  It is true that he is a self-proclaimed originator of jazz. Thanks Mr. Prince.                                                                                  
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

poj

ปกติ คนที่จะมีสิทธิ์แก้ข้อความนั้น มีแค่สองคนคือ
- ผู้เขียนข้อความเอง
- ตัวผม ซึ่งเป็น admin
ดังนั้น ก็คงต้องเป็นผมครับ ที่จะช่วยตรวจทานให้ครับ คนอื่นไม่มีสิทธิ์  

ดังนั้น หากว่าเห็นผมก็จะแก้ให้เลยนะครับ ปกติ ผมจะไม่เข้าไปแก้ข้อความของสมาชิก เพื่อเป็นการเคารพสิทธิ์ของแต่ละคน  แต่งานนี้ เจ้าของอนุญาตแล้ว ผมก็จะแก้ให้เลยแล้วกัน                                                                                  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

อาจารย์ฮกหลง

เจ๋ง.... :daumenpos:

ขออนุญาตแนะนำนิดครับ คือเรื่องทฤษฎีการกำเนิดแจ๊สเนี่ย บางตำราก็ว่าไม่ได้เกิดที่นิวเออร์ลีนเพียงแห่งเดียง บางตำราก็ว่าอิทธิพลจากดนตรีอัฟริกันมีน้อยมาก อิทธิพลพวกนี้ไปปรากฎชัดเจนที่ดนตรีบลูส์มากกว่า(ก็ว่ากันไป...)
ผมอยากแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ ให้นำเสนอทฤษฎีต่าง ๆ ให้ครบถ้วนอย่างเป็นกลาง(ถ้าพี่nattapongพิมพ์ไหวก็ดีครับ แต่ถ้าไม่ไหวอาจจะส่งต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษมาให้ผมช่วยแปลก็ได้ครับ ไม่อยากเอาเท้าราน้ำ อีกอย่าง ผมสอบเสร็จพอดี...เย้ :aktion033: )                                                                                  



[!--EDIT|อาจารย์ฮกหลง|Jul 24 2002, 10:22--]

Karin Preeda

ในที่สุดอาจารย์ประทักษ์ก็ออกหนังสืออีกเล่มจนได้ แกบอกผมนานๆๆๆมากแล้วตั้งแต่ตอนที่ Miles ตายใหม่ๆว่าแกจะเขียนเรื่องของ Miles แต่ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าแกเขียนลงหนังสือเล่มไหน                                                                                  

Night Owl

Quote
Quoteไม่อยากเอา___ราน้ำ

เอ้อ... เป็นผู้ชาย มีด้วยเหรอครับ  :P  

รีบแก้เสียนะ คงมีคนเรียงแถวเข้ามาแซว.. ฮ่าๆ...  :lol:

อ่าาาาาาาาาา......... :o                                                                                  



[!--EDIT|poj|Jul 24 2002, 09:29--]

Night Owl

Quoteในที่สุดอาจารย์ประทักษ์ก็ออกหนังสืออีกเล่มจนได้ แกบอกผมนานๆๆๆมากแล้วตั้งแต่ตอนที่ Miles ตายใหม่ๆว่าแกจะเขียนเรื่องของ Miles แต่ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าแกเขียนลงหนังสือเล่มไหน

                                                                                 น่าจะเป็นจุดประกาย  ในกรุงเทพธุรกิจนะคะ   คาดอยู่เหมือนกันคะว่าคุณฆฤณน่าจะรู้จักกับแก   แวดวงนี้ก็มักจะรู้จักกันหมด :D                                                                                  

nattapong

I am intentionally left out other theory about jazz origin. I decided to pick one that I feel the most possible to my judgement. I just don't want to give too much information than necessary. About African influence... in a way.. like I said Black in USA came from Africa. They didn't left all their root their. Though it is not straight blood out of Africa .. I still firm that rhythm of jazz started out African based. African rhythm is complicated and very advance. It is like European contribute to hamony theory.. African contribute to syncopated rhythm. On top of how actually early jazz musicians start off to intrumentalized Blues. So note bending, slurring effect .. are all to imitate singing which prominent in African American comunity in that time. Like I said.. if not a straight blood.. you can see and tell for sure that it is from African influence.  That's what my point.                                                                                  
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ

อาจารย์ฮกหลง

Quoteเอ้อ... เป็นผู้ชาย มีด้วยเหรอครับ  :P  

รีบแก้เสียนะ คงมีคนเรียงแถวเข้ามาแซว.. ฮ่าๆ...  :lol:

                                                                                 บ้าเหรอตัว...เค้าผู้ชายแท้ ๆ นะฮ้า :blush:

เท้าครับ เท้า :P                                                                                  

อาจารย์ฮกหลง

ขออำภัยสุภาพสตรีทั้งหลายด้วยนะคร้าบบบบบบ :bow:                                                                                  



[!--EDIT|อาจารย์ฮกหลง|Jul 24 2002, 10:15--]

poj

copy ภาคสองไป ต่อที่ข้อความแรกเลยก็ได้นี่ครับ จะได้อ่านต่อเนื่องกัน                                                                                  
And in the end, The love you take is equal to the love you make.

พจน์  อุดมลาภสกุล
ผมมีร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นของตนเอง ความเห็นของผมอาจไม่เป็นกลาง กรุณาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

nattapong

I did that but next time how do you know if I updated. :(                                                                                  
ผมมีบริษัทผลิตผลิดภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา กระทู้ใดที่เกี่ยวกับเครื่องนอน ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ